ความหลง

อุบายของ ความหลง วิธีสกัดความหลงไม่ให้ครอบงำจิตใจ

ความหลง
ความหลง

อุบายของ ความหลง วิธีสกัดความหลงไม่ให้ครอบงำจิตใจ

คนส่วนใหญ่มัก ถูก ความหลง ครอบครองจิตใจ จิตของคนส่วนใหญ่เปรียบเหมือนห้องที่ มืดสลัวๆ เหมือนกับมีเทียนอยู่เล่มสองเล่มปักอยู่กลางห้อง แต่บางคนก็เปรียบเหมือนห้องที่มืดสนิท ถ้าจิตของใคร มืดสนิทก็เรียกได้ว่าเป็นคนบ้าหรือคนคลุ้มคลั่งไปแล้ว เพราะว่าไม่มีความรู้สึกตัวแม้แต่น้อย

ตัวรู้กับตัวหลงมันขับเคี่ยวกัน ตัวหลงพยายามครองจิตครองใจเรา โดยขับไล่ตัวรู้ให้หายไป ถ้า เราเห็นความสำคัญของการสร้างความรู้สึกตัว ก็จะต้องหาทาง ป้องกันไม่ให้ตัวหลงมาครองใจ ที่จริงแล้วเราไม่ต้องทำอะไรกับ ตัวหลงเลย เพียงแค่เพิ่มตัวรู้ให้มากขึ้นก็พอแล้ว เหมือนกับ ความมืด เราไม่ต้องไล่มัน เพียงแต่เราเพิ่มความสว่างให้มากขึ้น ความมืดก็หายไปเอง

 

 

อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่าตัวหลงเป็นนักฉวยโอกาส มันฉลาดมาก เราจำเป็นต้องรู้ธรรมชาติ รู้นิสัย รู้อุบายของ ตัวหลง แต่ถ้าเราไม่รู้ธรรมชาติ ไม่รู้นิสัย ไม่รู้อุบาย เราก็อาจ จะโดนตัวหลงเล่นงาน ส่วนตัวรู้ที่สร้างขึ้นก็หดหายไปเพราะถูก ตัวหลงเข้ามาครอบงำ

ความเป็นนักฉวยโอกาสของตัวหลงเราคงจะเห็นแล้ว ทั้งๆ ที่เรามาวัด ตั้งใจจะมาเพิ่มความรู้สึกตัว แต่ก็โดนความหลงเล่นงานอยู่บ่อย ๆ ขณะยกมือสร้างจังหวะเพื่อสร้างตัวรู้ให้ มากขึ้นก็ยังโดนตัวหลงเข้ามารังควาน มาครอบงำจิตใจ เวลา เดินจงกรมหรือฟังธรรมะ บางทีใจก็ลอยไปไหนไม่รู้ ตัวหลงมัน ดึงจิตดึงใจออกไป

 

 

อุบายอย่างหนึ่งของตัวหลงคือ มันพยายามดึงจิตเรา ออกไปนอกตัว เรียกว่าส่งจิตออกนอก เพราะว่าถ้าจิตเราถูกดึง ออกไปนอกตัว หรือไปสนใจสิ่งนอกตัวเมื่อไหร่ ก็ไม่มีทางรู้ตัว หรือรู้ว่ากำลังหลงอยู่ เพราะการรู้ตัวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจิต หันกลับมามองตัวเอง ไม่ใช่จดจ่อสิ่งนอกตัว

ตัวหลงมันคอยชักนำอกุศลธรรมให้มาครอบงำใจเรา เช่น ความโกรธ ความเศร้า มันครอบงำใจเราได้เมื่อไหร่ ก็ยิ่งหลง หรือลืมตัวหนักขึ้น และยิ่งหลงหรือลืมตัวมากเท่าไหร่ อารมณ์ เหล่านี้ก็ฝังรากลึกในจิตใจเรามากเท่านั้น สังเกตหรือไม่เวลาเรา โกรธ ใจเราไปอยู่ที่ไหน ใจจะพุ่งไปยังบุคคล สิ่งของ หรือ เหตุการณ์ที่ทำให้เราโกรธ ที่ทำให้เราไม่พอใจ มันจะไปจดจ่ออยู่ ตรงนั้น เรียกอีกอย่างว่าจิตส่งออกนอก ความหลงมันรู้ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากลับมามองตน เราจะเห็นมัน และนั่นคือสิ่งที่ มันกลัวที่สุด คือกลัวถูกเห็น ถูกรู้ เหมือนขโมยที่แอบเข้ามาในบ้าน มันกลัวเจ้าของบ้านเห็น เจ้าของบ้านไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่สบตา หรือเพียงแค่จ๊ะเอ๋มันเท่านั้น มันก็หนีไป

อารมณ์อกุศลหรือความหลงก็เหมือนกัน มันกลัวถูกรู้ ถูกเห็น มันจึงพยายามล่อให้จิตเราจดจ่อกับสิ่งนอกตัว จะได้ ไม่รู้ว่าความหลงหรืออารมณ์อกุศลกำลังครองจิตเราอยู่ สังเกต ไหม เวลาโกรธหรือเศร้า จิตเราจะมัวนึกถึงสิ่งนอกตัว ย้ำคิด ย้ำนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว หรือคำพูดและการกระทำของ ใครบางคนที่ตอกย้ำซ้ำเติมความโกรธความเศร้า

 

 

อุบายอย่างที่สองของความหลง คือ มันพยายามบงการ จิตใจเพื่อเติมพลังให้กับมัน เปรียบเหมือนกับสิ่งมีชีวิตที่พยายาม อยู่รอดและแพร่พันธุ์ให้มากที่สุด ขอให้เรานึกถึงไวรัส เมื่อมัน เข้ามาในร่างกายเรา อย่างแรกที่มันทำคือ ฝังตัวอยู่ในเซลล์ของร่างกาย แล้วบงการให้เซลล์เหล่านั้นผลิตตัวมันซ้ำ ๆ แบบทวีตรีคูณ จนกระทั่งอัดแน่นไปทั้งเซลล์ ก่อนที่เซลล์จะระเบิด แล้วไวรัส ก็จะกระจายไปตามเส้นเลือด จนเข้าไปในเซลล์ของอวัยวะอื่น ๆ แล้วสั่งให้เซลล์เหล่านั้นสร้างตัวมันขึ้นมาอีก มะเร็งก็เช่นกัน เวลามันเกิดขึ้นในร่างกายเรา มันจะดึงเอาเส้นเลือดต่าง ๆ ที่อยู่ รอบตัวให้ส่งอาหารมาหล่อเลี้ยงตัวมันจนขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นก็จะพยายามแพร่กระจายไปตามอวัยวะต่าง ๆ

อารมณ์อกุศลมีพฤติกรรมคล้าย ๆ กัน เมื่อมันครองใจเรา ได้ มันจะพยายามสร้างตัวมันให้เติบใหญ่ มีกำลัง มีอานุภาพ มากขึ้น ด้วยการบงการใจเรา มันทำอย่างไร ก็สั่งให้ใจของเรา นึกถึงเหตุการณ์หรือคนที่ทำให้เกิดความโกรธหรือความเศร้า นึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่น เวลาเราโกรธใคร ใจจะไปขุดคุ้ยเอาความ ไม่ดีของเขา เช่น ความไม่ดีที่เคยทำกับเราหรือเคยทำกับคนที่ เรารัก เพื่อสุมไฟให้กับความโกรธ จะได้โกรธมากขึ้น ๆ และ จะได้หลงนาน ๆ

 

 

เวลาเศร้าก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุใดก็ตาม มันจะ สั่งใจให้ขุดคุ้ยเรื่องต่าง ๆ ที่ทำให้เศร้ามากขึ้น ๆ จนบางทีรู้สึก น้อยเนื้อต่ำใจหรือสมเพชตัวเองว่าทำไมฉันเป็นคนเคราะห์ร้ายแบบนี้ ทำไมไม่มีใครเห็นคุณค่าของฉันเลย มันจะบงการใจให้ คิดนึกหรือขุดคุ้ยเรื่องต่าง ๆ ขึ้นมาตอกย้ำซ้ำเติมให้เรารู้สึกแย่ กับตัวเองมากขึ้น ทำให้ยิ่งเศร้ามากขึ้น และยิ่งเศร้ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหลงมากเท่านั้น อันนี้เป็นอุบายอย่างหนึ่งของมัน

อีกวิธีหนึ่งก็คือการพยายามสรรหาเหตุผลเพื่อมารองรับ สนับสนุนว่าทำไมฉันต้องโกรธ ทำไมฉันต้องเศร้า ตัวหลงนั้น ฉลาดมาก มันไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผล มันสามารถสรรหาเหตุผลดี ๆ มาหลอกเรา ทำให้เรารู้สึกว่าต้องโกรธ ต้องเศร้ามากขึ้น ยิ่งเวลา มันต้องการระบายความโกรธใส่ใคร มันก็จะสรรหาเหตุผลดี ๆ มาโน้มน้าวเราว่า คนแบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ ต้องสั่งสอน ต้องด่า มัน ต้องต่อยมัน อย่างเช่นในคลิปวิดีโอที่เจ้าของรถลงมาต่อย และตบคนที่ชนท้ายรถเขา เขาพูดว่า “หนีทำไม หนีทำไม” เหมือนกับว่า ที่ต่อยเขาก็เพื่อสั่งสอนว่า ทีหลังชนแล้วอย่าหนี

ความเศร้าก็เช่นกัน เมื่อสูญเสียคนรัก หลายคนร้องไห้ ฟูมฟาย เหตุผลหนึ่งก็เพราะคิดว่า ถ้าเราไม่เศร้า ไม่ร้องไห้ ก็ แสดงว่าเราไม่รักเขา หลายคนจึงต้องพยายามบีบน้ำตาออกมา หรือพยายามปลุกอารมณ์เศร้าให้เกิดขึ้นจนร้องไห้เพื่อแสดงว่าเรา รักเขา ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นพ่อแม่หรือผู้มีพระคุณก็ตาม

เหล่านี้เป็นอุบายของความหลงที่คอยบงการจิตของเรา เพื่อทำให้มันเติบใหญ่และครองใจเราให้นานที่สุด

 

ข้อมูลจากหนังสือ วิธีอยู่กับทุกข์โดยไม่ทุกข์ เขียนโดย พระไพศาล วิสาโล

สั่งซื้อออนไลน์ คลิก


บทความน่าสนใจ

ช่วยคนที่ตกทุกข์ เพราะ กรรมเก่า เป็นการแทรกแซงกฎแห่งกรรมหรือไม่

วิธีวางใจให้ไกลทุกข์ที่ได้ผลชะงัด โดย พระไพศาล วิสาโล

ชีวิตสุดขั้วของ ตุ๊ก-ดวงตา ตุงคะมณี จากทุกข์ กลายเป็นสุขได้เพราะธรรมะ

True Story : วิ่งไขว่คว้าหา ความสุข จนชีวิตต้องทุกข์แสนสาหัส

ความรัก ความทุกข์   ต้นเหตุของความสุขในปัจจุบัน – ต้อม รชนีกร พันธุ์มณี

keyboard_arrow_up