คุณผู้หญิงต้องรู้จักและเข้าใจ ไวรัสเอชพีวี เพื่อป้องกัน มะเร็งปากมดลูก

ไวรัสเอชพีวี
ไวรัสเอชพีวี

คุณผู้หญิงต้องรู้จักและเข้าใจ ไวรัสเอชพีวี เพื่อป้องกัน มะเร็งปากมดลูก

เรียนคุณหมอชัญวลี ดิฉันอยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายจากเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) เพราะเคยอ่านเจอว่าทำให้เกิด มะเร็งปากมดลูก แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน จึงขอเรียนถามคุณหมอว่านอกจากการฉีดวัคซีนแล้วเราสามารถป้องกันการติดเชื้อได้อย่างไรบ้าง และถ้าหากติดเชื้อแล้ว จะสังเกตอาการผิดปกติเบื้องต้นได้อย่างไรคะ

คุณหมอตอบ

แต่เดิมไม่มีใครทราบสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก คิดว่าเป็นโรคเวรโรคกรรมไปโน่น จนมีการค้นพบเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ซึ่งเป็นดีเอ็นเอ (DNA) ไวรัส ชื่อเต็มคือ Human Papilloma Virus โดยศาสตราจารย์นายแพทย์เฮาเซน (Harald zur Hausen) ต่อมาได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในปี พ.ศ. 2548 และรางวัลโนเบลในปี พ.ศ.2551

เชื้อไวรัสเอชพีวี มีกว่า 120 สายพันธุ์ โดยกลุ่มติดเชื้ออวัยวะสืบพันธุ์มีประมาณ 40 สายพันธุ์ โดยแบ่งเป็น

กลุ่มเสี่ยงสูง

เป็นสายพันธุ์ที่ก่อมะเร็ง เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องปากและคอหอย (Oropharynx Cancer) มะเร็งอวัยวะเพศชาย เป็นต้น เช่น สายพันธุ์ 16 18 45 31 33 52 58 โดยสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกมากที่สุด คือร้อยละ 70 โดยปัจจุบันมะเร็งปากมดลูกเป็นสาเหตุการตายอันดับสองของผู้หญิงไทยรองจากมะเร็งเต้านม

กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ

การติดเชื้อไวรัสเอชพีวีกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ชนิดที่ 6 และ 11 แม้มีโอกาสเกิดมะเร็งน้อย แต่ทำให้เป็นหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศทวารหนัก และรอบๆ ทวารหนักของทั้งหญิงและชาย ซึ่งสามารถติดต่อไปยังคู่นอนได้เป็นแล้วก็มักไม่หายขาด ทำให้คัน เจ็บมีเลือดออก รวมทั้งอาจทำให้ทารกเกิดหูดที่หลอดลมได้ ในกรณีที่มารดาเป็นหูดหงอนไก่และคลอดทารกทางช่องคลอด

ปัจจุบันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีถือเป็นการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบมากที่สุดในโลก ในประเทศสหรัฐอเมริกามีสถิติว่า หนุ่มสาวในวัยเจริญพันธุ์ร้อยละ 50 – 75 มีโอกาสติดเชื้อไวรัสเอชพีวีในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต โดยส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อเฉพาะที่ในช่องคลอด ปากมดลูกหรือทวารหนัก โดยไม่มีอาการผิดปกติใดๆ

ร้อยละ 80 – 90 ของการติดเชื้อสามารถหายไปเองได้ มีเพียงร้อยละ 10 – 20 เป็น การติดเชื้อที่คงอยู่ตลอดไป ซึ่งนอกจากสามารถแพร่กระจายเชื้อสู่คู่นอนได้แล้วร่างกายของคนที่มีเชื้อที่คงอยู่ตลอดเช่นนี้อาจเกิดโรค เช่น หูดหงอนไก่ มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องปากและคอหอย มะเร็งอวัยวะเพศชาย เป็นต้น

ไวรัสเอชพีวี มะเร็งปากมดลูก

อาการจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี

1. ส่วนใหญ่เมื่อติดเชื้อแล้วมักไม่พบอาการใดๆ เลยค่ะ จึงไม่สามารถสังเกตได้ แต่สามารถตรวจพบไวรัสเอชพีวีโดยการป้ายเซลล์ที่ปากมดลูกไปตรวจหาดีเอ็นเอของไวรัส หรือพบโดยบังเอิญจากการตรวจหามะเร็งปากมดลูก

2. เป็นหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ หรือหูดชนิดอื่นๆ ตามร่างกาย

 

HPV มะเร็งจากมดลูก

 

วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี มีดังนี้

1. ประวัติทางพันธุกรรม ปัจจุบันมีการค้นพบว่า เกือบทุกโรคเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม หากพี่น้องและญาติสนิทเป็นมะเร็งปากมดลูก ตัวเราย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อไวรัสเอชพีวีที่คงอยู่ตลอดและกลายเป็นมะเร็งปากมดลูก

ปัจจุบันเชื่อว่าการก่อมะเร็งของเชื้อไวรัสเอชพีวีสัมพันธ์กับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของยีน HLA-B7 ดังนั้น คำแนะนำคือ ผู้หญิงทุกคนควรตรวจหามะเร็งปากมดลูกโดยวิธีแป๊ปสเมียร์เป็นประจำทุก 3 ปีในช่วงอายุ 21 - 65 ปี และเมื่ออายุ 30 - 65 ปีควรตรวจทุก 5 ปี

2. ใช้ถุงยางอนามัยเป็นประจำ เนื่องจากเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การสวมถุงยางอนามัยสามารถป้องกันไวรัสเอชพีวีได้แม้ป้องกันไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะไวรัสอาจอยู่ในบริเวณที่ถุงยางสวมไม่ถึง เช่น รอบทวารหนัก แต่ก็ป้องกันได้มากกว่าร้อยละ 90 ทั้งป้องกันการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ เช่น หนองในแท้หนองในเทียม ซิฟิลิส หูดหงอนไก่ เริม เอดส์ ฯลฯ โดยการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้นจะเพิ่มโอกาสการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีชนิดที่มีความเสี่ยงสูง

3. มีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุมากกว่า 18 ปี ปากมดลูกของผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 17 ปี ยังมีการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงของเซลล์ตลอดเวลา ทำให้ไวต่อการรุกรานของไวรัสทุกชนิดและไวต่อการเกิดมะเร็ง ซึ่งเป็นความเสี่ยงสูงสุดของการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีและการเกิดมะเร็งปากมดลูก

4. รักเดียวใจเดียว การมีเพศสัมพันธ์กับคนหลาย ๆ คนมีโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัสเอชพีวีสูง

5. ไม่มีลูกหลายคน งานวิจัยพบว่าการมีลูกมากกว่า 4 คนขึ้นไป มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกมากกว่าคนที่มีลูกน้อยกว่า 2 - 3 เท่า หากมี 7 คนขึ้นไปเสี่ยงสูงกว่า 4 เท่า

6. ไม่สูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ติดเชื้อไวรัสเอชพีวีและการเกิดมะเร็งปากมดลูกมากขึ้น

7. ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี สำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อไวรัสเอชพีวีหรือหญิงที่มีอายุ 9 - 26 ปี ขณะนี้ในประเทศไทยมีวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวีวางจำหน่ายอยู่สองยี่ห้อ ได้แก่ เซอร์วาริกซ์ และการ์ดาซิล โดยเซอร์วาริกซ์ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ร้อยละ 70 การ์ดาซิลป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ร้อยละ 70 และป้องกันหูดหงอนไก่มากกว่าร้อยละ 90  ทั้งสองยี่ห้อต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็ม

8. ทำตามคำแนะนำของแพทย์ เมื่อทราบว่ามีการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ควรตรวจติดตามตามคำแนะนำของแพทย์ ส่วนใหญ่ร้อยละ 80 - 90 สามารถหายไปเองได้ภายใน 2 ปี เหลือประมาณร้อยละ 10 ที่เป็นการติดเชื้อชนิดแนบแน่น คงอยู่นานหลายปี ทำให้เซลล์ปากมดลูกกลายเป็นเซลล์มะเร็ง แต่การเป็นมะเร็งนั้นค่อย ๆ เป็นไปตามขั้นตอน คือ เริ่มมีเซลล์ผิดปกติน้อย ๆ ก่อน ต่อมามีเซลล์ผิดปกติเพิ่มมากขึ้น แล้วจึงกลายเป็นมะเร็งระยะลุกลาม คาดว่าการเปลี่ยนแปลงจากเซลล์ผิดปกติจนเป็นมะเร็งนั้นกินเวลา ประมาณ 10 - 20 ปี ดังนั้นการตรวจหาไวรัสเอชพีวีและตรวจติดตามตามแพทย์แนะนำเป็นวิธีหนึ่งซึ่งช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้

9. ลดความเครียด วารสารทางการแพทย์  Annals of Behavioral Medicine ตีพิมพ์ว่า ความเครียดที่เกิดอย่างต่อเนื่องทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อต้านการรุกรานของเชื้อไวรัสเอชพีวีได้ ขณะที่คนส่วนใหญ่สามารถกำจัดเชื้อออกไปได้ด้วยภูมิต้านทานที่แข็งแรงของตนเอง แต่ความเครียดนั้นทำให้ภูมิต้านทานเปลี่ยนแปลงไปในทางลบจนทำให้ติดเชื้อเอชพีวีและเป็นมะเร็งปากมดลูก

ชาวชีวจิตไม่เครียดอยู่แล้ว อีกทั้งเลือกกินอาหาร ออกกำลังกาย และพักผ่อนอย่างสมดุล แบบนี้สู้ไวรัสตัวร้ายได้สบาย จริงไหมคะ

 

จาก คอลัมน์เปิดห้องหมอสูติ  นิตยสารชีวจิตฉบับ 393 (16 กุมภาพันธ์ 2558)


บทความน่าสนใจอื่นๆ

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้หญิงยุคใหม่กับ โรคภัยใกล้ตัว

วิธีป้องกัน 5 โรคร้าย สำหรับ สาวโสด ขี้เหงา

เทคนิคตรวจภายในสำหรับสาวโสด

keyboard_arrow_up