อยู่กับ “ปัจจุบัน” ทำทุกวันให้มีความสุข | พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร

พิมพ์มาดา
พิมพ์มาดา

  อยู่กับ “ปัจจุบัน” ทำทุกวันให้มีความสุข | พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร

“อดีต” สำหรับบางคนเป็นยาขม  คิดถึงทีไรก็ทุกข์ใจ เสียใจทุกครั้ง พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร หรือ พิม ซาซ่า สาวตาโตอารมณ์ดีเป็นคนหนึ่งที่เคยติดกับอดีตทำนองนี้เหมือนกันประเภทอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไข อยากเปลี่ยนแปลงนู่นนั่นนี่ แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่า “เป็นไปไม่ได้” เธอยังคงคิดเมื่อคิดแล้วก็จะเศร้า เศร้าแล้วก็คิด วนเวียนอยู่อย่างนั้น

 จนวันหนึ่งประสบการณ์ชีวิตก็ได้สอนพิมว่า “อย่ายึดติดกับอะไร ขอให้รู้จัก ยอมรับ และ เข้าใจ สิ่งที่เกิดขึ้น”เรื่องไหนดีก็เก็บไว้เป็นกำลังใจ เรื่องไหนไม่ดีก็เก็บไว้เป็นบทเรียน จะได้ไม่ผิดซ้ำสองอีก แค่นั้นยังไม่พอ เราต้องให้ความสำคัญกับปัจจุบัน รู้ว่า “เราเป็นใคร กำลังทำอะไรแล้วทำทุกอย่างให้ดีที่สุด”

วางอดีต…อยู่กับปัจจุบัน ส่วนอะไรจะเกิดในวันพรุ่งนี้ก็ค่อยว่ากันอีกที

เวลาที่ย้อนกลับคืนมา…ไม่ได้

ครอบครัวพิมมีกัน 4 คน คือ คุณพ่อ คุณแม่ พี่ชาย และพิมเราจึงสนิทกันมาก ยิ่งลูกสาวคนเล็กอย่างพิมด้วยแล้ว เราแทบไม่ห่างกันเลย ยกเว้นก็แต่เวลาพิมไปโรงเรียนกับตอนเข้านอนเท่านั้น

พอเริ่มเข้าวงการ ความที่ต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยจึงทำให้พิมมีเวลาส่วนตัวน้อยลง ยิ่งผสมกับนิสัยติดเพื่อนตามวัย ที่ว่างเมื่อไรเป็นต้องไปหา ไปกินข้าว ไปปาร์ตี้ เรื่องเวลาให้คุณพ่อคุณแม่จึงกลายเป็นเรื่องรองไปเลย เพราะตอนนั้นใจคิดแต่ว่าขอทำงาน ขอสนุกก่อน เรายังมีเวลาอยู่กับท่านทั้งชีวิต

แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น วันนั้นพิมเดินทางกลับจากต่างประเทศ พอเครื่องลงปุ๊บก็เห็นคุณแม่ พี่ชาย แฟนพี่ชาย แก้ว น้ำหวาน วงซาซ่า และอีกหลายๆ คนมายืนรอรับโดยที่ทุกคนใส่ชุดดำกันหมด!

มองปราดเดียวพิมก็พอจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะคุณพ่อเป็นคนเดียวที่ไม่อยู่ตรงนั้น ยิ่งพอคุณแม่เดินเข้ามากอดแล้วบอกว่า “ทำใจดีๆ นะ พ่อเสียแล้ว” พิมก็ขาอ่อน ทรุดลงทันที ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนทุกอย่างในโลกพังทลาย บอกตัวเองว่า “ไม่จริง ไม่เชื่อ”เพราะก่อนจะไปทริปนี้พิมยังโทร.คุยกับคุณพ่ออยู่เลย ท่านแข็งแรงดีทุกอย่าง ไม่มีสัญญาณบ่งบอกความเจ็บป่วยใดๆ เลย โรคประจำตัวท่านก็ไม่มี

การที่คุณพ่อจากไปอย่างกะทันหันด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลันทำให้พิมเข้าใจคำว่า “สายเกินไป” ขึ้นมาทันที เพราะวันนี้ต่อให้ร้องไห้มากเท่าไร อยากจะเจอท่านแค่ไหน หันมองไปรอบๆ ตัวกี่ร้อยกี่พันรอบ พิมก็ไม่มีวันได้เจอคุณพ่ออีกแล้ว

คิดจะทำอะไรขอให้ทำเลย “อย่ารอ – อย่าเดี๋ยว – อย่ามีข้ออ้าง” เพราะเมื่อใดที่เกิดความสูญเสียขึ้นแล้ว เมื่อนั้นไม่ว่าอะไรก็ทดแทนกันไม่ได้

ซูเปอร์เจ๋งตัวจริงในชีวิตพิม

คนเจ๋งในชีวิตพิม ถ้าถัดจากคุณพ่อคุณแม่แล้วก็ต้องยกให้ พี่กิ๊ก (คุณมยุริญ ผ่องผุดพันธ์) พี่กิ๊กเป็นพี่ที่น่ารักมากๆ ตลอด 6 ปีที่รู้จักกัน พี่กิ๊กเป็นคนที่เวลามีความสุขไม่ต้องนึกถึงเขาก็ได้ แต่ถ้ามีความทุกข์ขอให้ไปหา พี่กิ๊กพร้อมให้คำปรึกษาดีๆ เสมอพี่กิ๊กสอนพิมอย่างง่ายๆ แต่เข้าใจถึงแก่นปัญหาทีเดียวเช่นการเขียนวงกลมเล็กๆ ลงบนกึ่งกลางของกระดาษขาวแผ่นใหญ่ แล้วอธิบายให้ฟังว่า

“ชีวิตเรายังมีสิ่งดีๆ อีกตั้งเยอะ เหมือนพื้นที่กระดาษที่เหลือแต่คนส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญ ไปเครียด ไปเสียใจกับเจ้าวงกลมเล็กๆ อยู่ได้ ทั้งที่เอาเข้าจริงมันก็เป็นเพียงข้อบกพร่องเล็กๆ ในชีวิตเท่านั้น”

พี่กิ๊กยังสอนว่า ถ้าเราใช้แต่บุญเก่า ไม่สะสมใหม่ ไม่นานบุญก็หมดได้เหมือนกัน พี่กิ๊กจึงพยายามชวนคนรอบข้างไปทำบุญ ไปปฏิบัติธรรม แม้แต่ของขวัญวันเกิดที่พี่กิ๊กให้ก็มักเป็นหนังสือธรรมะซึ่งพอพิมรู้ว่าเป็นหนังสือธรรมะก็จะเก็บไว้ (ยังไม่กล้าอ่าน) คิดว่ายังไม่ถึงเวลาศึกษา (มั้ง) เรายังไม่ใช่แนวนี้

ทุกวันนี้ยิ่งได้รู้จักพี่กิ๊กมากแค่ไหน ยิ่งต้องพบเจออะไรต่อมิอะไรมากมาย ก็ยิ่งทำให้พิมรู้ว่าเร็วๆ นี้คงถึงเวลาที่พิมต้องศึกษาธรรมะดูบ้างแล้ว ชีวิตจะได้เดินอย่างมี “ทิศทาง” มากยิ่งขึ้น

จาก “ชิงชัง” สู่ “ความภาคภูมิใจ”

พิมผ่านการเล่นละครดราม่ามาหลายเรื่องแต่การรับบท “อีอุ่น” ในละครชิงชังถือว่าหนักกว่าที่ผ่านมาหลายเท่า ตัวละครเริ่มต้นตั้งแต่อายุสิบกว่าไปจนถึงวัยกลางคน ชีวิตพลิกผันอยู่ตลอด มีทั้ง “ดี” ไปจนถึง “ชั่วสุดๆ” เป็น ตั้งแต่โสเภณี แม่เล้า และแม่คน ซึ่งข้อหลังนี่ยากสุด เพราะพิมต้องทำให้คนดูเชื่อให้ได้ ไม่ใช่ว่าเป็นหญิงแก่กินเด็กหรือพี่สาวกับน้องชาย

ถึงจะใช้พลังมากแค่ไหน แต่พิมกลับสนุกและตื่นเต้นทุกครั้ง เหมือนว่าตัวเองได้ทำแบบทดสอบใหม่ๆ ตลอดเวลา ได้ฝึกตัวเองไปเรื่อยๆตรงนี้แหละที่พิมว่า “ทำให้การทำงานราบรื่นและผ่านพ้นไปได้ด้วยดี”

พอละครออนแอร์ปุ๊บ ไปไหนๆ ใครๆ ก็เรียกพิมว่า อีอุ่น! แบบใส่อารมณ์ว่าฉันเกลียดแกมาก จัดว่าพิมสอบผ่านในขั้นหนึ่ง เพราะเขาเชื่อว่าเราเป็นแบบนั้นจริงๆ ยิ่งได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ พิมก็ยิ่งภูมิใจมากขึ้นไปอีก พิมต้องขอบคุณผู้ใหญ่ที่มอบ “บทบาทสำคัญ” นี้ให้ เพราะเป็นโอกาสให้พิมได้พิสูจน์ตัวเองจริงๆ

                ทุกวันนี้พิมกล้าที่จะพูดว่าตัวเองมี “อาชีพนักแสดง” ก็เพราะละครเรื่องชิงชังนี่ละค่ะ

secret Box

ความสำเร็จเริ่มจากการให้เกียรติและเห็นคุณค่าในงานที่ทำ

พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร

  เรื่อง วรลักษณ์  ผ่องสุขสวัสดิ์  ภาพ สรยุทธ  พุ่มภักดี


บทความน่าสนใจ

ดารา”พิมพ์”คีโมครั้งสุดท้าย เชื่อธรรมะช่วยสุขภาพจิตใจ

ดารา “พิมพ์ซาซ่า” เป็นมะเร็ง ขอสู้ด้วยกำลังใจ

พยาบาลนางฟ้าบริจาคน้ำนมให้แก่ลูกชายที่แม่ป่วยเป็นมะเร็ง จนไม่สามารถให้นมเองได้

 

keyboard_arrow_up