ตายแล้วไปไหน

ท่าน ว. วชิรเมธี ไขข้อข้องใจ ศาสนาอื่น ตายแล้วไปไหน?

ตายแล้วไปไหน
ตายแล้วไปไหน

ท่าน ว. ไขข้อข้องใจ ศาสนาอื่น ตายแล้วไปไหน?

โยมถาม: ดิฉันเชื่อว่านรก – สวรรค์มีอยู่จริง แต่สงสัยว่าผู้ที่นับถือศาสนาอื่นซึ่งไม่ได้ห้ามการกระทำที่เป็นอกุศลกรรมตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา คนเหล่านั้นเมื่อเขาละสังขารแล้วจะไปที่ใดคะ

ท่าน ว. วชิรเมธี ตอบ: นรก – สวรรค์เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง อย่างน้อยก็ในสามมิติ

มิติที่ 1 นรก – สวรรค์ที่เป็นภพหรือภูมิหนึ่ง เช่น มีเรื่องเล่าไว้ในคัมภีร์อรรถกถาธรรมบทว่า มีพระภิกษุรูปหนึ่งเห็นเปรตตนหนึ่งกำลังเสวยผลกรรมอยู่ที่เชิงเขาคิชฌกูฏ ท่านจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงทราบ พระองค์ตรัสรับรองว่า พระองค์ก็เคยเห็นเหมือนกัน แต่ที่ไม่ทรงนำมาเล่ามาบอกก็เพราะเป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะเห็นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งหากนำมาบอกคนที่ไม่เชื่อก็จะถกเถียงกันไม่จบ ซึ่งเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า จากเหตุการณ์ตรงนี้ทำให้สรุปได้ว่า นรก – สวรรค์ในมิติที่เป็นภพภูมิหนึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง

มิติที่ 2 นรก – สวรรค์ที่เป็นสถานที่บางแห่ง หรือเป็นสภาพชีวิตบางอย่างซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์ตรมขมไหม้ หาความสุขสบายไม่พบ ในโลกของเรานี้เอง ตัวอย่างก็เช่น เรือนจำที่มีนักโทษไปอยู่กันอย่างแออัด หมดสิ้นซึ่งอิสรภาพ หาความสุขความสบายไม่ได้ ยิ่งเป็นนักโทษประหารที่รอวันประหาร แม้มีชีวิตอยู่แต่ก็เหมือนตายไปแล้ว รออยู่ก็แต่เพียงจะถูกประหารวันไหนเท่านั้น

มิติที่ 3 นรก – สวรรค์ที่เป็นสภาวะในจิตใจของเราในแต่ละขณะจิต เมื่อใดก็ตามที่เราทำดี จิตใจแช่มชื่นเบิกบานผ่องใส นาทีนั้นเราก็เหมือนได้อยู่ในสวรรค์ เมื่อใดก็ตามที่เราทำชั่ว จิตใจก็หม่นหมองครองเศร้า มีแต่ความทุกข์โศกคร่ำครวญหวนไห้ พูดไม่ออก บอกใครไม่ได้ เจ็บช้ำน้ำใจแทบปางตาย นาทีนั้นเราก็เหมือนกำลังตกนรก นรก – สวรรค์อย่างนี้ก็คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า “สวรรค์ในอก นรกในใจ”นั่นเอง

นรก – สวรรค์ทั้งสามมิตินี้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ในเมื่อมันเป็น “ความจริง” ที่เราไม่ได้บัญญัติขึ้น แต่มันเป็นจริงของมันอยู่อย่างนั้นเองตามธรรมชาติ ดังนั้น มันย่อมเป็นจริงสำหรับทุกคนในโลก ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลาคนที่นับถือศาสนาพุทธคริสต์ อิสลามทำความชั่ว จิตใจก็ย่อมเร่าร้อนเป็นทุกข์เหมือนกันหมด ความทุกข์ที่เกิดขึ้นที่ใจนั้นไม่เกี่ยวกับว่านับถือศาสนาอะไร ถ้าทำเลวทำความชั่วแล้ว เราทุกคนก็ทุกข์ใจกันได้ทั้งนั้น หรือถ้าทำดีแล้วก็มีความสุขสดชื่นรื่นเริงกันได้ทั้งนั้น

ด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องห่วงว่านรก – สวรรค์จะมีอยู่เฉพาะคนที่อยู่ร่วมหรือนับถือศาสนาเดียวกันเท่านั้น แต่มันย่อมเป็นนรก – สวรรค์สำหรับทุกคนในโลกนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ถ้าทำดีก็มีสิทธิ์ขึ้นสวรรค์ ถ้าทำชั่วก็มีสิทธิ์ตกนรกทั้งสามมิตินี้เสมอกัน

อุปมาดั่งเกลือที่เค็มของมันอยู่อย่างนั้นโดยไม่เกี่ยวกับว่าคนจะเชื่อหรือไม่เชื่อ หรือเหมือนไฟที่ร้อนอยู่อย่างนั้น เราให้คนศาสนาไหนมาแตะที่ไฟก็จะรู้ว่าร้อนเหมือนกันทั้งหมด นรก – สวรรค์ที่เป็นความจริงสากลก็ย่อมสากลสำหรับคนทั้งโลกดุจความเค็มของเกลือและความร้อนของไฟนั่นเอง

 

keyboard_arrow_up