ชีวิตที่เชื่อมั่นในความดี ตั๊ก ศิริพร อยู่ยอด

ชีวิตที่เชื่อมั่นในความดี ตั๊ก ศิริพร อยู่ยอด

ทุกครั้งที่ได้เห็นหน้าของตั๊ก - ศิริพร อยู่ยอด เราจะได้เห็นรอยยิ้มพร้อมเสียงหัวเราะของเธอเสมอ

ตัวจริงของเธอก็ไม่แตกต่างกัน ระหว่างพูดคุยเธอสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้ทีมงานได้ตลอด แน่นอนว่าบางช่วงตอนในชีวิต แม้ต้องพบกับความทุกข์ แต่เธอก็รับมือและให้กำลังใจตัวเองจนก้าวผ่านมาได้ โดยมีสิ่งสำคัญที่เธอยึดถือและเชื่อมั่นมาโดยตลอดคือ “ความดี”

เรื่องราวชีวิตของนักร้องและนักแสดงอารมณ์ดีคนนี้ยังมีอีกหลากหลายมุมที่คุณอาจยังไม่รู้

ชีวิตของเด็กหญิงผู้รักการร้องเพลง

ตั๊กเกิดและเติบโตที่จังหวัดนครสวรรค์ ชีวิตผูกพันอยู่กับตายาย ที่ต้องมาอยู่กับท่านเพราะแม่ต้องทำงานหาเลี้ยงลูกเพียงลำพัง เพราะพ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกันตั้งแต่ตั๊กเกิด

แม่เล่าว่าพ่อเป็นคนเจ้าชู้มาก พอแม่คลอดตั๊ก พ่อก็มีแฟนใหม่ แม้แม่จะอุ้มลูกไปตามง้อขอให้พ่อกลับมาอยู่ด้วยกันแต่พ่อก็ไม่ยอม พอโตขึ้นมาหน่อย แม่เคยพาตั๊กไปหาพ่ออีกครั้ง แต่พ่อไม่สนใจ ไม่เข้ามากอดมาอุ้ม แม้ตอนนั้นจะเด็กอยู่ แต่เรารู้ทุกอย่างและยังจำเหตุการณ์นั้นได้มาถึงทุกวันนี้

ส่วนครอบครัวตายายไม่ได้ร่ำรวยอะไร ตั๊กเห็นยายทำงานตลอด จึงช่วยท่านทำงานมาตั้งแต่เด็ก เวลายายไปขายขนมตามงานวัด ตั๊กก็ช่วยเข็นรถไปให้ ไปแต่ละงานก็อยู่ปักหลักกินนอนในวัดกันหลายวันจนงานจบ พอโตขึ้นมาหน่อยก็เข้ามาซื้อเสื้อผ้าเก่าจากโบ๊เบ๊ แล้วนำมาซักมือให้สะอาดและรีดก่อนนำไปขายต่อ

ตั๊กสนุกกับการทำงานมาก ไม่เคยคิดสักครั้งเลยว่าชีวิตตัวเองลำบาก จะมีแค่อยากกินอะไรแล้วไม่ได้กินเหมือนคนอื่นเขา ทำได้แค่ยืนมองแล้วคิดในใจว่า หนูอยากกิน แต่ไม่มีตังค์ซื้อ เท่านั้นเองจริง ๆ

อีกเรื่องหนึ่งที่ตั๊กรักและชอบมากคือการร้องเพลงตั้งแต่จำความได้ ตั๊กก็ชอบร้องรำทำเพลงแล้ว เวลาไปดูหนังดูลิเก ยายก็หิ้วพาไปด้วยตลอด ชีวิตจึงไม่เคยขาดเรื่องบันเทิง พอที่บ้านรู้ว่าชอบด้านนี้ก็ส่งเสริมให้ร้องให้เต้นให้ดูในหมู่ญาติพี่น้อง

ตอนนั้นที่บ้านมีวิทยุเก่า ๆ หนึ่งเครื่อง ตั๊กก็เปิดเพลงและฝึกร้องตามเสมอ โชคดีที่ว่าในยุคนั้นเพลงลูกทุ่ง ลูกกรุงสตริง สากลเป็นที่นิยมหมดทุกแนว ตั๊กจึงได้ฟังเพลงหลากหลายและร้องได้หมด พรสวรรค์ของเราโดดเด่นมากจึงได้เป็นตัวแทนห้องไปประกวดร้องเพลงและเต้นรำเสมอส่วนเรื่องเรียนตั๊กเป็นเด็กเรียนดีมาตลอด แต่น่าเสียดายที่พอขึ้นมัธยมก็เริ่มติดเพื่อน ติดคุย ติดเล่น ไม่ตั้งใจเรียนไม่ทำการบ้าน ทำให้การเรียนตก เรียนจบเพียง ม.3 และไม่ยอมเรียนต่อ

ตั๊กกลับมาช่วยยายขายของและเรียน กศน.ไปด้วยโชคดีที่แม่รู้ว่าตั๊กชอบร้องเพลง และท่านก็รู้จักคนเยอะ วันหนึ่งแม่ถามว่า อยากไปร้องเพลงไหม ตั๊กตอบตกลงทันที แม่จึงพาไปร้องเพลงที่คอฟฟี่ช็อปของเพื่อน ตั๊กจึงได้เริ่มอาชีพนักร้องตั้งแต่อายุ 14 ปี ตอนกลางวันก็เรียน กศน.ตกกลางคืนก็ไปทำงาน เวลานั้นแม่ก็ตามไปดูที่ร้านตลอดเพราะเป็นห่วง เงินเดือนที่ได้มาตั๊กก็ให้แม่ให้ยายทั้งหมด

แจ้งเกิดเพราะประกวดร้องเพลง

ตั๊กร้องเพลงตามร้านอาหารจนถึงอายุ 17 วันหนึ่งก็เห็นคนมุงดูทีวีกันเป็นกลุ่มใหญ่ ด้วยความอยากรู้ว่าเขาดูอะไรกัน ก็แหวกเข้าไปขอดูด้วย จึงได้เห็นว่าเป็นรายการประกวดร้องเพลงของสยามกลการซึ่งจัดที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในใจคิดว่า ทำไมยิ่งใหญ่อย่างนี้นะ ตั๊กรู้สึกว่าการประกวดนี้ดูขลังและอลังการมาก ดูไปก็ขนลุกไปแต่ในใจก็ตั้งมั่นว่า “ฉันจะต้องไปประกวดเวทีนี้ให้ได้”

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยประกวดร้องเพลงที่ไหนมาก่อน เรียกว่าไม่เคยคิดที่จะแข่งกับใครเลยด้วยซ้ำ แต่พอตั้งใจแล้วก็ได้ไปประกวดเวทีนี้จริง ๆ

ตอนไปประกวดเหนื่อยมาก เพราะอยู่นครสวรรค์ต้องนั่งรถทัวร์เข้ากรุงเทพฯกับแม่ และต้องไปกันหลายรอบเพราะผ่านเข้ารอบมาเรื่อย ๆ สุดท้ายก็ผ่านเข้ารอบสิบคนสุดท้าย ตั๊กไม่คิดเลยว่าจะเข้ารอบลึกขนาดนี้ เพราะเราก็เป็นแค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง เวลานั้นคิดเพียงว่า ฉันเป็นตัวแทนของจังหวัดนครสวรรค์ ฉันต้องสู้สุดใจ ไม่ว่าใครจะเก่งแค่ไหนตั๊กก็ไม่กลัว และสุดท้ายก็ได้ตำแหน่งนักร้องดีเด่นมา

พอได้ตำแหน่งชีวิตก็ดีขึ้นทันที เพราะ คุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดช เจ้าของสยามกลการ ท่านดูแลเป็นอย่างดีทั้งส่งไปเรียนร้องเพลงกับ อาจารย์ดุษฎี พนมยงค์ และดูแลงานให้ ตั๊กจึงมีโอกาสได้ไปเป็นตัวแทนประเทศไทยไปร้องเพลงในงานที่ฮ่องกงด้วย เป็นการนั่งเครื่องบินและไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก ตั๊กตื่นเต้นมาก แต่แม่เห่อยิ่งกว่าไปแค่สามวัน แม่มาส่งและคล้องพวงมาลัยให้ถึงสนามบิน

หลังจากนั้นก็มีค่ายเพลงหลายแห่งเข้ามาคุยมาติดต่อเหมือนมาให้ความหวัง แต่สุดท้ายก็เงียบหายกันไปหมดตั๊กรอจนท้อใจ จึงบอกแม่ว่า “แม่ หนูไม่อยากอยู่กรุงเทพฯแล้ว หนูท้อ หนูคงไม่ได้เป็นนักร้องออกอัลบั้มแน่ ๆ หนูอยากกลับไปอยู่บ้านแล้ว”

แม่ก็ตามใจ ให้เตรียมตัวกลับนครสวรรค์ ระหว่างนั้นก็พอดี พี่แจ้ – ดนุพล แก้วกาญจน์ มาแอบดูตั๊กร้องเพลงตามคำบอกปากต่อปากกันว่ามีนักร้องเสียงดีร้องเพลงที่นี่พอแกฟังเสียงแล้วก็ปิ๊งเลย เรียกตั๊กไปคุยและเซ็นสัญญาออกเทปทันที ตั๊กดีใจมาก ร้องไห้กอดกันกับแม่ และอยู่สู้ทำเพลงมาด้วยกัน

ชีวิตมีขึ้นลง

วันแรกที่อัลบั้มเพลงของ “ตั๊ก ลีลา” วางแผงคือวันที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

วันนั้นตั๊กนอนก่ายหน้าผากเลยค่ะ ได้แต่คิดว่า ทำไมชีวิตเราต้องเป็นแบบนี้นะ ช่วงนั้นติดเคอร์ฟิว ตั๊กรับงานไม่ได้เลย ได้แต่นั่งแกร่ว นั่งเซ็งอยู่ที่บ้าน ใจก็สงสารพี่แจ้มาก เพราะเขาลงทุนให้เรา แต่น่าแปลกมาก ที่สุดท้ายแล้วเทปของตั๊กขายได้เป็นล้านตลับ ไม่น่าเชื่อว่าเหตุบ้านการเมืองหนักขนาดนี้ แต่เทปเรากลับขายได้ดีมาก จนพี่แจ้ตะลึงทุกคนตะลึงกันหมด

หลังจากตั๊ก ลีลา แจ้งเกิดล้านตลับ กระแสก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เทปชุดต่อมาก็ขายดีมาก มีงานเข้ามาตลอด เรียกว่าในประเทศไทยไม่มีจังหวัดไหนที่ตั๊ก ลีลา ไม่เคยไปโชว์ตัว แล้วก็ดังอย่างนี้หลายปี เพราะในยุคนั้นนักร้องไม่เยอะเหมือนสมัยนี้ ประกอบกับตั๊กร้องแนวที่ไม่เหมือนใคร น้ำเสียงก็มีเอกลักษณ์ ตรงนี้ต้องขอชื่นชมพี่แจ้ เขาเป็นคนปั้นเราให้มีจุดขายและโดดเด่นไม่เหมือนใคร

พอถึงยุคหนึ่งกระแสความดังของตั๊ก ลีลา ก็ค่อย ๆ ลดลง พี่แจ้เริ่มปั้นคนอื่นด้วย แกคงอยากปั้นนักร้องไว้ประดับวงการหลายคน จึงต้องใช้เงินทุนเยอะ แต่สุดท้ายกลับไม่ประสบความสำเร็จนัก จนวันหนึ่งพี่แจ้ต้องปิดค่ายเพลงไป แล้วพาตั๊กไปฝากไว้กับค่ายมีเดีย ออฟ มีเดียส์ แต่อยู่ได้สักพักค่ายเพลงนี้ก็ยุบอีก

แม้ไม่มีกระแสจากการออกอั้ลบั้มเพลง แต่เวลานั้นตั๊กเป็นที่รู้จักแล้ว จึงมีงานโชว์ตัวและงานร้องเพลงทุกวัน การที่เรามีงานตลอดทำให้ใช้ชีวิตประมาท ซื้อบ้าน รถ คอนโด แต่ใช้ระบบผ่อนทั้งหมด ไหนจะบัตรเครดิตอีกหลายใบที่ใช้จับจ่ายซื้อของตลอด

ตั๊กไม่เคยคาดคิดเลยว่าการใช้ชีวิตเช่นนี้จะนำมาซึ่งความทุกข์ใจในอนาคต

ชีวิตบนความประมาท

ช่วงที่เริ่มมีชื่อเสียง มีรายได้ ตั๊กซื้อทุกอย่างเป็นเงินผ่อนทั้งหมด ทั้งบ้าน รถ คอนโด บัตรเครดิตก็รูดใช้หลายใบ เรียกว่าใช้ชีวิตประมาทแบบไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นเพราะถือว่ามีคิวงานแน่นทุกวัน จองกันข้ามปี แต่แล้ววันหนึ่งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ฟองสบู่แตกชั่วข้ามคืนเจ้าภาพโทร.มายกเลิกงานทั้งหมด รายได้ที่คิดว่าจะมีก็หายไปหมด กลายเป็นว่าตั๊กมีเงินไม่พอจ่ายหนี้มากมายที่ก่อไว้

ไม่นานนักเจ้าหนี้ก็โทร.มาตาม ธนาคารก็โทร.มาทวง ทุกอย่างมาพร้อมกันหมด ทำเอาตั๊กช็อก เพราะคิดไม่ถึงว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับเรา ตอนนั้นรู้สึกได้เลยว่าตัวเองเดินล่องลอย เท้าไม่ติดพื้น ช่วงนั้นเห็นข่าวคนฆ่าตัวตายจากพิษเศรษฐกิจเยอะ จนแวบหนึ่งแอบเผลอคิดไปเหมือนกันว่า ไม่อยากอยู่แล้ว แต่ก็เป็นเพียงความคิดชั่ววูบเท่านั้น พอตั้งสติได้ก็ขอสู้ต่อไปดีกว่า

ตั๊กตัดสินใจยกบ้าน คอนโด รถยนต์ให้เพื่อนให้น้องที่รู้จักไปผ่อนต่อ ส่วนตัวเองก็หิ้วกระเป๋าใบเดียวไปหาเช่าอพาร์ตเมนต์ราคาไม่แพงอยู่ จริง ๆ ตั๊กขอความช่วยเหลือจากแม่ก็ได้ แต่ไม่ทำ เพราะให้แม่ไปแล้ว ไม่คิดขอคืน ตั๊กขอไปสู้เอาใหม่ดีกว่า จึงออกสมัครหางานร้องเพลงตามร้านอาหาร ใจหนึ่งก็อายนะ เพราะเคยดังมากมาก่อน แต่ทำอย่างไรได้ ถ้ามัวแต่อายก็ไม่มีกิน

เวลานั้นตั๊กไม่กล้าขอความช่วยเหลือหรือกำลังใจจากใคร แม้แต่แม่ก็ไม่กล้าบอก จึงได้แต่ให้กำลังใจตัวเองว่าวันนี้อาจเจอฟ้าที่มีเมฆพายุ แต่เป็นไปไม่ได้ที่พายุฝนจะอยู่อย่างนี้ไปเป็นปี ต้องถึงวันที่ฟ้าใสในวันใดวันหนึ่ง ตั๊กสู้ทำงานหารายได้พอมีพอกินสักพัก โอกาสครั้งสำคัญในชีวิตก็เข้ามา

วันหนึ่งได้ไปออกรายการหนึ่ง เป็นรายการตลกตั๊กก็เล่นแบบสุดตัวเลย ปรากฏว่า พี่เป็ด เชิญยิ้ม ได้ดูรายการนี้พอดี เขาก็ตกใจไม่คิดว่านักร้องอย่างเราจะเล่นตลกได้ พี่เป็ดประทับใจมาก จนให้คนติดต่อมาเล่นในรายการ ก่อนบ่ายคลายเครียด

ตั๊กดีใจมาก ตกปากรับคำทันที เพราะชอบดูตลกมาตั้งแต่เด็ก และชอบทางนี้อยู่แล้ว เวลาร้องเพลง ตั๊กก็ชอบพูดชอบคุย ชอบเอนเตอร์เทนให้คนดูขำตลอด เพียงแต่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้ และติดภาพนักร้องของเรามากกว่าจนกระทั่งได้มาเปิดตัวเล่นตลกที่รายการ ก่อนบ่ายฯ คนก็ตะลึงกันว่า ตั๊ก ลีลา เล่นตลกได้ด้วยเหรอ กลายเป็นครั้งแรกในวงการที่นักร้องผันตัวมาเล่นตลก จากนั้นเราก็ดังขึ้นอีกครั้งและดังมาก จนมีรายได้มาปลดหนี้ได้จนหมด

เรื่องราวที่ผ่านมา ตั๊กจำเป็นบทเรียนสอนใจมาตลอดว่า “ฉันจะไม่ใช้ชีวิตประมาทอย่างที่ผ่านมาอีกแล้ว” ตั๊กเลิกซื้อของระบบผ่อน เลิกใช้บัตรเครดิตทุกใบ จะซื้ออะไรต้องซื้อเงินสดเท่านั้น เพราะกลัวการเป็นหนี้ที่สุด

รักลูกจนเป็นทุกข์

ตอนแรกตั๊กไม่คิดจะมีลูก เพราะพี่นุ้ยก็มีลูกอยู่แล้วสามคน แต่พอมีน้องภู (ลูกชาย) แล้ว จึงได้รู้ว่าความรักที่แม่มีต่อลูกยิ่งใหญ่แค่ไหน เมื่อก่อนตั๊กไม่เคยคิดเลยว่าเราจะรักใครคนหนึ่งได้มากขนาดนี้ เรียกว่า รักลูกจนเป็นทุกข์

ตั๊กเลี้ยงลูกอย่างประคบประหงมมาก เลี้ยงแบบไข่ในหิน ขนาดเท้าไม่ให้เหยียบพื้น เพราะกลัวเชื้อโรค กลัวไปหมดทุกอย่าง เรียกว่าแทบเป็นบ้า พี่นุ้ยจะพาไปไหนก็ไม่ให้ไป กลัวคนมาอุ้มลูกไป จนทะเลาะกับพี่นุ้ยหลายครั้ง เพราะตอนนั้นลืมคิดไปว่า เราให้กำเนิดลูกแล้ว ชีวิตต้องเป็นของเขา แต่เมื่อรักลูกจนไม่ปล่อยวาง ตัวเราจึงเป็นทุกข์เสียเอง

เวลานั้นพี่ ๆ ในวงการที่มีลูกมาก่อนคอยสอนคอยเตือนเสมอว่า ถ้าเราห่วงลูกมากเกินไปจะกลายเป็นรังแกลูกโดยไม่รู้ตัว ตั๊กฟังแล้วก็เก็บมาคิดว่า ก็จริงของเขานะ ต่อมาแม่ที่ห่วงหวงลูกมากอย่างตั๊กจึงค่อย ๆ ตั้งสติ ปรับตัว ปล่อยวางและปล่อยลูกทำโน่นทำนี่เองบ้าง โชคดีที่น้องภูเป็นเด็กดีไม่เคยสร้างความลำบากใจให้พ่อแม่เลยสักครั้งเดียว ตอนนี้น้องภูสนใจเรื่องการเรียนภาษา ร้องเพลง และเทคโนโลยีต่าง ๆ ตั๊กและพี่นุ้ยก็สนับสนุนและส่งเสริมเขาเต็มที่

ตั๊กบอกน้องภูและลูก ๆ อีกสามคนของพี่นุ้ยเสมอว่าพ่อแม่ไม่มีมรดกอะไรให้ เพราะพ่อแม่ก็สร้างเนื้อสร้างตัวกันมาเอง สิ่งที่พ่อแม่ให้ได้มีเพียงการศึกษา ถ้าเรียนจบแล้วก็จงไปใช้ชีวิตของตัวเอง ไปสู้ทำงานหาเงินเอง แต่ไม่จำเป็นต้องมาเลี้ยงดูพ่อแม่นะ ขอเพียงแค่เป็นคนดีของครอบครัวของสังคมเท่านั้นก็พอ

ที่ผ่านมาตั๊กทำงานหนักเพื่อสร้างครอบครัวให้อยู่สุขสบาย อีก 2 ปีต่อจากนี้จึงตั้งใจว่าจะลาวงการกลับไปอยู่ต่างจังหวัดดังที่ใจฝันไว้มาเนิ่นนานแล้ว

แม่ผู้เป็นต้นแบบ

แม่เป็นคนสำคัญที่ตั๊กรักมากที่สุดคนหนึ่ง ตั๊กวางแผนว่าอีกไม่นานจะเกษียณตัวเองจากวงการ และกลับไปใช้ชีวิตอยู่กับท่านดูแลท่านที่บ้านเกิด

แม้ตั๊กและน้องสาว (ต่างพ่อ) เติบโตมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ แต่แม่ก็ดูแลให้ความรักและความอบอุ่นเราทั้งสองคนอย่างดี ตั๊กและน้องสาวจึงไม่เคยรู้สึกว่าเราขาดหรือโหยหาความรักจากพ่อ แม่เป็นผู้หญิงเก่งมาก เป็นฮีโร่ในชีวิตของตั๊ก ท่านทำงานหนักหาเงินเลี้ยงตั๊กและน้องสาวมาโดยตลอด ภาพที่ตั๊กเห็นมาตั้งแต่เด็กคือ แม่ทำงานหนักมาก สู้ทำงานทุกอย่าง ไม่หมิ่นเงินน้อย ไม่คอยวาสนา บางวันแม่ต้องขี่รถมอเตอร์ไซค์ฝ่าฝนไปขายของ เหนื่อยก็เหนื่อย ทำงานไปก็ร้องไห้ไปก็มี ที่ท่านสู้ชีวิตเช่นนี้เพราะเคยจนมาก่อนและกลัวความจนมาก จนไม่อยากกลับไปมีชีวิตเช่นนั้นอีก

ช่วงที่ตั๊กออกเทป  ได้เงินมาเท่าไหร่ก็ให้แม่หมดเลยเพราะอยากให้แม่ได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสบาย ไม่ต้องทำงานหนักท่านก็เก่งมากที่นำเงินจำนวนนั้นไปลงทุนให้ได้เงินเพิ่มขึ้นมาอีกหลายเท่าตัว ทุกวันนี้แม่อยู่อย่างสุขสบาย ไม่ต้องทำงานก็ได้ แต่แม่ก็ไม่ยอม ท่านทำเค้กกล้วยหอมขายที่บ้านที่ต่าง-จังหวัด ถือว่าเป็นความสุขในชีวิต เพราะท่านอยู่นิ่งไม่ได้จริง ๆ

อีกคนที่ตั๊กรักมากคือยาย ยายเป็นต้นแบบในชีวิตเช่นกัน ท่านขยันทำมาหากิน และสอนให้ตั๊กทำงานมาแต่เด็กน่าเสียดายที่ยายจากไปเร็ว คือจากไปในช่วงที่ตั๊กกำลังเริ่มมีชื่อเสียง จึงยังไม่ทันได้ดูแลให้ท่านได้สุขสบายเต็มที่

ตั๊กให้ความสำคัญกับครอบครัวมาก ทุกเทศกาลตั๊กจะไม่รับงานเลย เพราะตั๊กจะกลับไปหาแม่ ไปอยู่กับท่านพาท่านไปทำบุญด้วยกัน ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข

ถึงเวลาเกษียณจากงานในวงการ

ทุกวันนี้ตั๊กถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จในอาชีพแล้วเพราะตั้งแต่เข้าวงการมาจนถึงทุกวันนี้ ตั๊กมีงานมาตลอดเท่านี้ก็ดีใจและพอใจมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องโด่งดังเป็นซูเปอร์สตาร์ ขอให้มีงานเรื่อย ๆ แบบนี้ดีกว่า

การที่มีงานจ้างมาเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะตั๊กตั้งใจและทุ่มเทให้กับทุกงาน ต้องทำการบ้านไปก่อนเสมอ ตั๊กรู้ว่าเจ้าของงานที่จ้างเราไป เขาหวังให้เราไปทำให้รายการสนุก จะเล่นมุกอะไรก็ต้องคิดไปก่อนเสมอ เพื่อทำงานของเราให้เต็มที่ ถ้าเราไปทำงานแล้วรายการไม่สนุก ก็เท่ากับเราไม่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตัวเอง ตั๊กมักสอนเรื่องนี้กับรุ่นน้องเสมอ

แม้ตั๊กอยู่ในสายอาชีพนักแสดงตลกมานาน แต่ก็ต้องคอยเช็กงานตัวเองเสมอ พี่นุ้ยก็ช่วยดูรายการย้อนหลังและให้ความเห็นว่าตรงนี้ตั๊กทำได้ดีนะ ตรงนี้ต้องลดลงหน่อยทั้งยังคอยแนะนำมุกตลกให้ด้วย ถือว่าโชคดีที่ได้คู่ดีที่ส่งเสริมและโอบอุ้มกัน

ตั๊กทำงานในวงการบันเทิงมาเกือบทุกอย่างแล้ว งานที่ทำแล้วมีความสุขมากคือ การร้องเพลงและเล่นตลก มีช่วงหนึ่งตั๊กหมดไฟในการร้องเพลง เพราะโลกเปลี่ยน วงการเพลงเปลี่ยน เมื่อก่อนขายเทปขายซีดีได้ แต่ตอนนี้มีแต่ดาวน์โหลดเพลงฟรี ตั๊กคิดว่า ถ้าได้ทำเพลงอีกก็คงขายไม่ได้ จึงหยุดทำงานเพลงไปก่อน

แต่เมื่อได้เป็นคอนเมนเตเตอร์ในรายการ The Mask Singer ตั๊กเห็นดารานักร้องหลายคนมาร้องเพลงในแบบที่ตัวเองชอบ เหมือนกับพวกเขาได้มาจุดไฟในการร้องเพลงของเราอีกครั้ง ตั๊กได้มีโอกาสร้องเพลงในรายการนี้ด้วยและมีความสุขมาก แต่ก็ไม่ได้อยากออกงานร้องเพลงบ่อย ๆ นะคะ นาน ๆ ทีปล่อยของทีให้คนหายคิดถึงดีกว่า ใจจริงก็คิดอยากทำเพลงอีกครั้ง แต่ก็ไม่รีบร้อน เพราะอยากทำเพลงดี ๆ ให้ฟังกันได้นาน ๆ เหมือนกับเพลงในยุคที่ตั๊กเติบโตมาในวงการมากกว่า

ตั๊กตั้งเป้าหมายว่า  พออายุ 48 แล้วจะเกษียณตัวเองจากวงการบันเทิง เพราะรู้ตัวว่าทำงานในวงการจนแก่ตัวไม่ไหว คนอาจมองว่าได้เงินเยอะ ได้เงินง่าย แต่เราทำงานกันเหนื่อยนะ บางครั้งต้องทำงานข้ามวันข้ามคืน ถ้าเล่นละคร มีฉากที่ต้องไปถ่ายทำในป่า จะเข้าห้องน้ำหรือหาที่หลับนอนก็ลำบากไปหมด ถ้าอายุมากขึ้นตั๊กคงทำงานอย่างนี้ไม่ไหวแน่ ๆ

ที่สำคัญคือ ตั๊กไม่ชอบชีวิตในเมือง ไม่ได้ชอบกรุงเทพฯมาตั้งแต่แรกแล้ว เพราะตั๊กเป็นเด็กต่างจังหวัดและรักชีวิตเรียบง่ายที่บ้านเกิดมาก ที่ผ่านมากรุงเทพฯไม่สามารถเปลี่ยนตั๊กได้เลย ไม่มีวันไหนสักวันที่ไม่อยากกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด

เมื่ออายุมากขึ้น ตั๊กอยากกลับไปอยู่กับแม่ที่บ้านเกิด และคุยกับแม่อยู่เสมอว่า ถ้ากลับไปอยู่ด้วยกัน จะได้ชวนกันไปทำบุญตามวัดโน้นวัดนี้ คิดแล้วก็มีความสุขเสมอ เพราะตั๊กชอบชีวิตที่เรียบง่ายมากกว่าชีวิตที่วุ่นวายในเมือง

เชื่อในบาปบุญ

ตั๊กชอบศึกษาประวัติของพระอริยสงฆ์ และศรัทธาที่แต่ละท่านยอมทุ่มเทชีวิต ละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตัดกิเลสให้หมดสิ้น นอกจากนี้ยังชอบอ่านหนังสือธรรมะ ชอบฟังธรรมะ และเชื่อในเรื่องบาปบุญและการเวียนว่ายตายเกิด การที่เราเกิดมาเป็นคนได้ก็ถือว่ามีบุญมาก ดังนั้นจึงต้องหมั่นทำความดีและทำบุญสม่ำเสมอ จะทำมากทำน้อยไม่เป็นไร แต่สำคัญที่ต้องทำเรื่อยไปไม่มีขาด

ตั๊กบริจาคเลือดเป็นประจำ และบริจาคอวัยวะทุกอย่างไว้แล้ว ถ้าเราตายไปก็นำอวัยวะทุกอย่างไปช่วยเหลือคนป่วยได้ ตั๊กคิดว่าเป็นบุญใหญ่ ถ้าเราสามารถช่วยชีวิตคนได้เพราะเราเกิดมาไม่รู้กี่ชาติ ทำกรรมอะไรไว้บ้างก็ไม่รู้เพราะฉะนั้นจึงหมั่นทำบุญไว้ แม้บุญไม่อาจล้างกรรมที่เคยทำได้ แต่ก็อาจผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

นอกจากทำบุญก็ชอบช่วยเหลือคน เพราะเราเคยลำบากมาก่อน ดังนั้นเวลาเจอคนที่มีชีวิตลำบากมากก็จะช่วยเหลือเสมอ ช่วงนี้เป็นคอมเมนเตเตอร์ในรายการ ไมค์หมดหนี้ ซึ่งให้คนที่ลำบากมาแข่งขันร้องเพลงกัน บางทีเจอคนที่ร่างกายไม่สมบูรณ์ แต่มุมานะทำมาหากินช่วยเหลือพ่อแม่ก็สงสาร ได้ค่าตัวมาตั๊กก็เอาไปช่วยเหลือพวกเขาจนหมดก็มี

ที่ผ่านมา ตั๊กได้เรียนรู้ว่า ชีวิตคนเราไม่แน่นอนเพราะฉะนั้นอย่าใช้ชีวิตประมาท และหากเจอความทุกข์ก็ต้องหาทางแก้ปัญหาและให้กำลังใจตัวเอง อย่างคำพระที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” เพราะในวันนั้นไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากตัวเราเอง ที่สำคัญคือ การคิดดี ทำดี ซึ่งตั๊กก็ปลูกฝังเรื่องนี้ให้ลูกมาตลอดด้วย

ตั๊กเชื่อมั่นในความดีเสมอ และเชื่อว่าความดีทุกอย่างที่ได้ทำมานั้นส่งผลให้ชีวิตได้พบกับความสุข ความราบรื่นตลอดมา


ที่มา: นิตยสาร SECRET

เรื่อง: ศิริพร อยู่ยอด เรียบเรียง: เชิญพร คงมา ภาพ: สรยุทธ พุ่มภักดี สไตลิสต์: ณัฏฐิตา เกษตระชนม์ แต่งหน้า: วงศธร ศิริพรเทพ ทำผม: ศรัณยพัชร์ มาลากุล ณ อยุธยา


บทความน่าสนใจ

เพราะทุกข์นำทาง เม้าท์ซี่ เบญจวรรณ เทิดทูลกุล 

รักแท้ไม่แพ้โชคชะตา ตี้  สมเจตน์ เจริญวัฒน์อนันต์

ความรัก ความทุกข์   ต้นเหตุของความสุขในปัจจุบัน  ต้อม รชนีกร พันธุ์มณี

เจาะใจ!!! ตั้งแต่อดีตของ ต้อม ไกรวิทย์ พุ่มสุโข จนถึงอนาคต

keyboard_arrow_up