true story : สูญเสีย จนเสียศูนย์

สูญเสีย
สูญเสีย

true story : สูญเสีย จนเสียศูนย์

ฉันไม่เคยคิดเลยว่า การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก จะทำให้ชีวิตเสียศูนย์จนเกือบพังพินาศได้ถึงเพียงนี้
0
ครอบครัวของเรามีกัน 4 คน พ่อ แม่ พี่ชาย และลูกสาวคนเล็กคือฉัน ฉันเป็นลูกที่สนิทกับพ่อมาก พ่อไปไหนมาไหนก็พาฉันไปด้วยตลอด ส่วนพี่ชายชอบอยู่บ้านกับแม่ ฉันไม่รู้ว่าทำไมพ่อชอบพาฉันไปไหนมาไหนด้วย รู้แต่ว่าพ่อรักฉันมาก แม่เคยเล่าให้ฟังว่า ตอนแม่ตั้งท้องฉัน พ่อแพ้ท้องแทนแม่ พ่อจึงรักและผูกพันกับฉันกว่าใคร
0
พ่อเป็นกำนันตั้งแต่หนุ่ม ๆ สมัยก่อนกำนันจะลงพื้นที่ตลอดเวลา พ่อก็พาฉันไปด้วย เราจึงเหมือนได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตลอด จำได้ว่าคร้งั หน่งึ พ่อต้องไปช่วยจับคนร้าย พ่อก็อุ้มฉันไปนั่งบนรถแล้วบอกว่า พ่อต้องไปช่วยจัดการคนไม่ดี ให้ฉันรออยู่ในรถ ฉันมองผ่านหน้าต่างรถก็เห็นตำรวจเต็มไปหมด จากนั้นก็เป็นการตะลุมบอนกันวุ่นวาย เด็กเล็ก ๆ อย่างฉันตื่นเต้นมาก มีความรู้สึกว่าพ่อเราเป็นฮีโร่
0
อีกครั้งที่ฉันรู้สึกว่าพ่อคือความปลอดภัยที่สุดในชีวิตของฉันคือ วันหนึ่งพ่อพาฉันนั่งรถจี๊ปขับเข้าไปในป่า ปรากฏว่า พวงมาลัยใช้งานไม่ได้ ฝั่งซ้ายเป็นเหว ฝั่งขวาเป็นต้นไม้กับภูเขา วิธีเดียวที่จะทำให้รถหยุดคือต้องพยายามให้รถชนทางฝั่งขวา พ่อเอาแขนข้างหนึ่งกอดฉันซุกกับอกไว้แน่น ฉันรู้สึกปลอดภัยมาก มารู้ตัวอีกทีคือฉันไม่เป็นอะไรเลย ส่วนพ่อบาดเจ็บแต่ไม่มาก
0
แม้แต่เวลาไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูง พ่อก็พาฉันไปด้วย ฉันเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อยู่ท่ามกลางเหล้าเบียร์และความสนุกสนานเฮฮาของเพื่อนฝูงและลูกน้องของพ่อจนคุ้นชิน
0
จนกระทั่งเข้าวัยรุ่น ฉันก็เกเร มีปัญหาบ้าง พ่อก็จะบอกว่า “โอ๊ย เด็ก ๆ ก็แบบนี้แหละ พ่อก็เคยเกเรตอนวัยรุ่น เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”
0
ฉันจึงรู้สึกว่า ไม่ว่าเราจะเป็นอะไรหรือทำผิดพลาดมา พ่อก็ยังให้โอกาสเราได้ไปต่อ พ่อคือความปลอดภัยของเราเสมอ
0
สิ่งต่าง ๆ ที่เรามีร่วมกัน ทำให้ฉันผูกพันกับพ่อมาก ฉันมอบความไว้วางใจ ความเชื่อมั่น และทุกอย่างในชีวิตไว้กับพ่อ โดยไม่เคยคิดว่า ถ้าวันหนึ่งพ่อไม่อยู่แล้ว ฉันจะทำอย่างไร แล้ววันนั้นก็มาถึงจนได้
0
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว พ่ออายุ 59 ปี พ่อรู้สึกถึงความผิดปกติจึงไปตรวจที่โรงพยาบาล วันที่หมอแจ้งผล ฉันอยู่เฝ้าพ่อคนเดียว หมอเรียกออกไปนอกห้องแล้วบอกว่า พ่อเป็นมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะขั้นสุดท้ายแล้ว น่าจะอยู่ได้อีกประมาณ 3 เดือน และไม่แนะนำให้ทำคีโม เพราะดูแล้วร่างกายน่าจะรับไม่ไหว
0
ฉันยืนร้องไห้อยู่หน้าห้องคนเดียวเป็นชั่วโมง คิดว่าร้องเสียให้พอ จากนั้นก็โทร.บอกแม่กับพี่ชาย แล้วกลับเข้าห้องไปหาพ่อ พ่อถามว่า หมอว่ายังไง ฉันก็บอกว่า เรากลับบ้านเถอะพ่อ ไม่เป็นไรแล้วละ พ่อก็พยักหน้าบอกว่า “ดี ๆ พ่ออยากกลับบ้าน”
0
ฉันทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศที่บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จึงขอลางานมาอยู่กับพ่อให้นานที่สุดเท่าที่บริษัทอนุมัติ พ่ออยู่บ้านมาเรื่อย ๆ จนฉันเริ่มวางใจคิดว่าพ่อน่าจะอยู่ได้นานเกิน 3 เดือน พอถึงวันอาทิตย์ฉันก็บอกพ่อว่า ฉันจะกลับไปทำงานแล้ว เจอกันวันศุกร์ พ่อรอด้วยนะ พ่อก็บอก “อือ พ่อจะรอ”
0
เช้ามืดวันศุกร์ที่บ้านก็โทร.มาบอกว่าพ่อเสียแล้ว ฉันได้แต่ร่ำร้องในใจว่า ทำไมไม่รอลูก เดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้ว วันนั้นฉันกลับบ้าน เห็นคนอยู่เต็มบ้าน เพราะพ่อเป็นกำนันที่อาวุโสที่สุดในจังหวัด ทำงานตั้งแต่หนุ่ม จนมีอายุการทำงานยาวนานที่สุด และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ด้วย เราจึงขอพระราชทานเพลิงศพพ่อ
0
ปกติที่ต่างจังหวัดจะจัดงานศพที่บ้าน และเหมือนเป็นการรวมญาติพี่น้อง แขกเหรื่อมาเต็มบ้าน ทำให้ไม่เหงา ฉันจึงยังไม่รู้สึกอะไรมากนัก แต่พอต้องกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ มาใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ทั้งที่แต่ก่อนก็อยู่มาได้ กลับกลายเป็นว่า ชีวิตในแง่การงานพังหมด เพราะไม่มีสติที่จะทำงาน รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก ทั้งที่ตอนนั้นฉันก็โตแล้ว อายุ 25 แล้ว แม่กับพี่ชายก็ยังอยู่ แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองขาดที่พึ่ง
สูญเสีย
ฉันเริ่มมีอาการนอนไม่หลับ บางทีอยู่ดี ๆ ก็ร้องไห้ออกมา รู้สึกว่าทำไมรอบตัวมันเศร้าไปหมด ฉันเป็นคนมีเพื่อนฝูงเยอะ เพราะพ่อสอนเสมอว่า ให้สร้างมิตรอย่าสร้างศัตรู ฉันไม่อยากอยู่กับความเศร้าจึงชวนเพื่อนไปกินเที่ยวเพื่อให้ลืม ฉันคิดว่าน่าจะเป็นเพราะฉันโหยหาบรรยากาศที่เคยตามพ่อไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูง พอได้ไปดื่มกับเพื่อนก็รู้สึกเหมือนว่าพ่ออยู่ด้วย
0
ความเศร้าหายไปเมื่อเฮฮาอยู่กับเพื่อนฝูง แต่พอกลับมาอยู่คนเดียวก็เศร้าอีก มันเป็นความสุขแค่ชั่วครั้งชั่วคราว ฉันจึงดื่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ เรียกว่าต้องดื่มให้สุด ดื่มจนคว่ำ บางวันถึงกับไปทำงานพร้อมกลิ่นเหล้าติดตัว แถมยังหลับในที่ทำงานด้วย บางครั้งก็มีอาการมือสั่น งานของฉันเป็นงานที่เกี่ยวกับการสื่อสาร ต้องใช้ไอเดียใหม่ ๆ ในการทำงาน ฉันก็สมองตื้อตันคิดอะไรไม่ออก รู้สึกเบลอ จนกระทั่งวันหนึ่งฉันอาการหนักถึงขนาดบวกเลขง่าย ๆ ไม่ได้
0
ฉันตกใจมาก คิดว่านี่เราจบปริญญาโท ทำไมบวกเลขง่าย ๆ ไม่ได้ รู้สึกสูญเสียความมั่นใจ เริ่มรู้สึกแล้วว่า ตัวเองน่าจะมีความผิดปกติทางจิต สุดท้ายไม่รู้จะทำยังไง จึงเดินไปบอกเจ้านายว่า เรามีปัญหา อยากขอไปรักษาตัว โชคดีที่เจ้านายดีมาก เขาก็ให้ไปตามที่ฉันขอ
0
ฉันหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตว่า โรงพยาบาลไหนมีแผนกจิตเวชบ้าง แล้วก็ตัดสินใจไปโรงพยาบาลรัฐที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง โดยไปเองคนเดียว ตอนที่เดินเข้าไปในแผนก ฉันรับรู้ถึงสายตาของคนที่มองมาว่าเราเป็นคนป่วยทางจิต ระหว่างที่นั่งรอหมอก็ได้เห็นคนสภาพแย่กว่าที่นั่งรออยู่ด้วยกัน บางคนอยู่ดี ๆ ก็ลุกขึ้นพูดคนเดียว บางคนก็นั่งทำตาลอย แม้จะตกใจ แต่ก็บอกตัวเองว่า “ไม่นะ เราไม่ได้เป็นอย่างนี้หรอก”
0
พอเข้าไปพบหมอ หมอก็คุยด้วยและถามว่า คุณเป็นอะไร ฉันบอกไปว่า “มันเศร้า ไม่มีสาเหตุ เพิ่งเสียคุณพ่อไป แล้วมันเกิดอะไรขึ้นไม่รู้ โลกทั้งใบก็พัง มันไม่มีความสุขเลย ทุกอย่างเศร้าหมด เหมือนไม่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเลยสักอย่างเดียว”
0
หมอก็ซักอาการต่อว่า “ร้องไห้ไม่มีสาเหตุบ่อยไหม เวลาสนุกก็จะสนุกสุดเหวี่ยงใช่ไหม”
0
“ใช่ แล้วเวลาเศร้าก็จะเศร้าจมที่นอนเลย”
0
แล้วหมอก็เอาคำตอบไปประเมินโรค และบอกว่า ฉันน่าจะเป็นโรคซึมเศร้า และบอกว่า “ถ้าหนักกว่านี้จะเป็นไบโพลาร์ ไม่เป็นไร มียาก็ใช้ยาช่วย คุณก็ไปทำกิจกรรมอ่นื ให้ได้ไปเจอสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ สังคมใหม่ ๆ แล้วคุณก็กินยาไป”
0
ฉันถามว่า แล้วยาจะมีผลอะไรไหม หมอตอบว่า “ก็อาจจะทำให้คุณสงบลง อาจทำให้คุณใช้ชีวิตปกติได้เสถียรมากขึ้น” ตอนนั้นฉันคิดขึ้นมาว่า เรื่องอารมณ์นี่ยารักษาได้ด้วยเหรอ คนเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้อยากกินยานะ อยากมีคนเข้าใจ แต่ตอนนั้นไม่รู้เรื่องเลย จึงตกลงกินยาไป จากนั้นฉันไปหาหมออีกประมาณ 2 – 3 ครั้ง พอครั้งที่สามก็รู้สึกว่า หมอใช้เวลากับเราน้อยมาก คงด้วยความเป็นโรงพยาบาลรัฐ ฉันถามหมอว่า จะต้องกินยาไปอีกนานเท่าไร หมอไม่มีคำตอบให้ บอกแต่ว่า “คุณกินไปเรื่อย ๆ แล้วกัน”
0
ผลที่ตามมาคือ ยาทำให้อยากนอนพัก ทุกอย่างสงบนิ่ง เวลาคนคุยอะไรตลก เราไม่ขำ แต่บางเรื่องที่ไม่น่าจะขำ อยู่ดี ๆ เราก็ยิ้ม เราเริ่มจับได้ว่าเราไม่ได้มีส่วนร่วมกับสังคม คือสติไม่ได้อยู่ตรงนั้น ฉันเลยเริ่มรู้สึกว่าการกินยามันไม่น่าจะใช่แล้ว มันทำให้อยากนอน ง่วงทั้งวัน แต่เจ้านายก็ยังโอเค คือให้มาทำงานตอกบัตรเข้า – ออกให้ตรงเวลาก็พอ ซึ่งดีมาก แต่เรายังรู้สึกว่าเราต้องทำไรสักอย่างแต่แรงผลักมันน้อยมากด้วยความที่ป่วย
สูญเสีย
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในวันหนึ่ง ฉันไปกินเหล้าที่ห้องเพื่อนซึ่งอยู่บนคอนโดชั้น 7 เรานั่งล้อมวงกัน ฉันเพิ่งกินยาของหมอไป เพื่อนส่งเหล้าให้แล้วบอกว่า “อย่าคิดอะไรมาก กินเหล้าเมาเดี๋ยวก็นอน” ฉันกินไปหลายแก้วจนสักพักเริ่มมึน น่าจะมีฤทธิ์ยามาผสมด้วย มารู้สึกตัวอีกทีคือวันรุ่งขึ้นเรานอนอยู่บนเตียงที่ห้องเพื่อนนี่แหละ ตื่นมาก็งงไปหมด
0
เพื่อนเล่าว่า “รู้ไหม เมื่อคืนแกกินเหล้าอยู่ดี ๆ ก็มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วบอกว่า คืนนี้ดาวสวยจัง อยากบินออกไปดูจังเลย แล้วก็ลุกเดินไปที่หน้าต่าง ปีนขึ้นไปจะกระโดด” ซึ่งฉันจำอะไรไม่ได้เลยว่าเพื่อนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ก็ดึงเสื้อลากลงมา จากนั้นเพื่อนอีก 3 – 4 คนก็ช่วยกันฉุดเอาไว้
0
ฉันตกใจมาก แล้วมานั่งนึกว่า ทำไมเราไม่รู้เรื่องอะไรเลย เรามาถึงจุดที่กำลังจะตายก็ยังไม่รู้ตัว จุดนี้เองที่ทำให้รู้สึกว่าจะใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เราต้องทำอะไรสักอย่าง ต้องจัดการตัวเอง วันนั้นเพื่อนจะไม่ยอมปล่อยฉันกลับบ้าน เพราะกลัวฉันจะทำอะไรแบบนี้อีก แต่ฉันบอกว่าไม่เป็นไร ฉันโอเค เพราะคิดได้แล้วว่าไม่อยากมีชีวิตแบบนี้
0
ฉันมาตั้งสติ ค่อย ๆ คิด เวลาไปหาหมอ หมอก็มีเวลาคุยกับเราไม่เยอะ แล้วมีอะไรที่เหลืออยู่กับเราในปัจจุบันบ้างหลังจากเสียพ่อไป เออ เราเหลือแม่ เหลือพี่ชายนะ ครอบครัวเรายังอยู่ ถึงแม้เราไม่ได้สนิทกับแม่ถึงขนาดคุยทุกเรื่องได้ แต่ความรักของแม่ยังอยู่นะ จากนั้นก็มาดูเพื่อน เออ เรามีเพื่อนที่จริงใจกับเราอยู่นะ มันถึงเวลาแล้วที่คนสภาพนี้มันหยิ่งไม่ได้ ฉันจึงขอความช่วยเหลือจากเพื่อนว่า ฉันไม่อยากกินยาแล้ว ฉันอยากหาย
0
ฉันคุยกับเพื่อนคนที่ไว้ใจเหมือนเป็นญาติสนิท ขอให้เขาช่วยฟังในสิ่งที่เรารู้สึกและช่วยเป็นกำลังใจ ซึ่งเพื่อนก็ดีมาก พยายามคุยกับฉัน จนกระทั่งฉันรู้สึกว่า ปัญหาคือฉันหมกมุ่นกับตัวเองมากเกินไป โลกมันไม่ได้พังทั้งโลกนะ งานก็ยังอยู่ เรายังไม่ถูกไล่ออกจากงานด้วยซ้ำ เราต้องกลับมายืนอยู่ ณ จุดปัจจุบันให้ได้
0
หลังจากนั้นฉันก็เริ่มหาสังคมใหม่ ๆ กิจกรรมใหม่ ๆ โดยได้เข้าไปเป็นผู้ช่วยในกลุ่มบำบัดคนที่มีปัญหาซึมเศร้า มีปัญหาครอบครัว ฉันไปฝึกฟังเรื่องของคนอื่น ปีแรกอาการของฉันก็เริ่มดีขึ้น ได้เห็นว่า คนอื่นเป็นมากกว่าเราอีกนะ นี่ขนาดเราป่วย เรามานั่งฟังเขา คนที่มาเล่าให้เราฟัง เขาร้องไห้เข้ามาจับมือขอบคุณท่เี รารับฟังเขา เพราะคนท่บี ้านไม่มีใครฟังเขาเลย ทำให้รู้สึกว่าตัวเรายังมีประโยชน์กับผู้อื่น
0
ตอนนั้นฉันรู้สึกได้เลยว่า ตัวเองเริ่มดีขึ้นจากการไปนั่งฟังผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เหมือนเป็นยารักษาเราอย่างดี ทำให้มีกำลังใจดีขึ้น เริ่มหาสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ให้ตัวเอง เช่น ออกไปเดินเล่นบ่อย ๆ ไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น คือพอไปอยู่กับคนกลุ่มนั้น ฉันรู้เลยว่า “Life Is Connection” ชีวิตคือการเชื่อมต่อกับคนอื่น” มันไม่ใช่เชื่อมต่อกับตัวเองตลอดเวลา แม้บางครั้งต้องฝืน แต่ต้องผลักตัวเองออกไป
0
สำหรับที่ทำงานมันเป็นสังคมที่เราคุ้นเคยมา 4 – 5 ปี ตอนที่ฉันเริ่มดีขึ้นแล้วยังทำงานอยู่ ฉันรู้ว่าบางคนไม่ได้ตั้งใจทำให้รู้สึกแย่ แต่เป็นคำพูดที่ไม่ระวัง เช่น บางคนบอกว่า “เฮ้ย ไม่เห็นเป็นไรเลย หายแล้วเหรอ แล้วจะบ้ารึเปล่าเนี่ย นั่งทำงานอยู่ดี ๆ แล้วจะบ้ารึเปล่า” การไม่ระวังคำพูดแบบนี้มันอันตราย
0
พอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอาการดีขึ้น ฉันก็อยากหยุดยา จึงขอหมอเปลี่ยนไปทางเลือกอื่น เช่นไปบำบัดอะไรก็ได้ แต่หมอปฏิเสธและเหมือนไม่ให้ความหวังเลย วันนั้นคือวันที่ฉันตัดสินใจว่าจะต้องหายได้ด้วยตัวเอง ฉันต้องใช้ความพยายามอย่างมาก โชคดีที่มีเพื่อนคอยช่วยเหลือให้กำลังใจ ระหว่างนั้นเจ้านายก็ดีกับฉันมาก ๆ บอกว่า ถ้าไม่ไหวยังไงก็ขอแค่ตอกบัตรเข้า – ออกให้ตรงเวลาไว้ก่อนก็พอ ซึ่งฉันก็ยังไปทำงานได้ ต้องขอบคุณที่เจ้านายให้โอกาส ไม่ละทิ้งลูกน้อง
0
เรื่องที่ผ่านมาฉันไม่เคยให้แม่กับพี่ชายรับรู้ โดยเฉพาะแม่ เพราะแม่เป็นแม่ที่ยอดเยี่ยม ดูแลลูกและสามีอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง ฉันรู้สึกว่าแม่เป็นคนดีเกินไปที่จะมารับรู้เรื่องลูกป่วยทางจิต แม้จะอยู่ในช่วงที่ป่วย แต่ทุกครั้งที่กลับบ้าน ฉันจะกลับไปในสภาพที่ดูดีที่สุด กลับบ้านตามปกติ เพียงแต่จะเก็บตัวอยู่ในห้องเงียบ ๆ ไม่พูดจากับใคร ถึงเวลาก็กลับมาทำงาน ซึ่งทางบ้านไม่เคยระแคะระคายเลย
0
ที่ฉันหายดีมาจนทุกวันนี้ ต้องถือว่าโชคดีมากที่มีครอบครัวที่เป็นพื้นฐานที่ดี มีเพื่อนที่ดี คิดบวกกับชีวิต ทำให้พลังด้านบวกของเขามาอยู่กับเรา และการที่เราทำประโยชน์แก่ผู้อื่นเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ฟังปัญหาคนอื่น นั่นคือยาอย่างดี และประสบการณ์ชีวิตทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทำให้เราศึกษาเรื่องของคนที่เป็นโรคซึมเศร้า ทำให้เราได้รู้ว่าปัจจุบันทุกคนมีศักยภาพ แต่มันอยู่ในตัว ไม่ได้นำออกมาใช้ เราต้องกลับมาอยู่ในจุดที่ว่า เราเชื่อในศักยภาพของคน เรานึกถึงตัวเองว่าแม้แต่ตอนที่ป่วย เรายังไปนั่งฟังคนอื่น ไปทำประโยชน์แก่สังคมได้ เพราะฉะนั้นทุกคนก็ทำได้
0
ฉันไม่มีคนรัก ฉันสนุกกับการใช้ชีวิต สนุกกับงานที่ทำ ไม่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราที่ผ่านมา มันทำให้รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร สุดท้ายก็มาทำงานด้านการให้คำปรึกษา ถ้าวันนั้นไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับเรา ทุกวันนี้เราก็คงยังกินดื่มไปเรื่อย ๆ อาชีพการงานไม่ก้าวหน้า ไม่ได้ออกมาทำอะไรเองอย่างทุกวันนี้
0
สุดท้ายฉันได้เรียนรู้ว่า ถ้าได้ไปอยู่ในกลุ่มบำบัดแล้วดีขึ้นหรือหาย หน้าที่ของเราต่อไปก็คือ ถ้าสามารถช่วยเหลือใครต่อได้ เราต้องทำ เพราะเราเคยได้โอกาสจากตรงนั้นมาก่อน ถ้าตอนนี้ใครมีปัญหาโรคซึมเศร้าหรือปัญหาครอบครัวอยากระบาย ฉันนั่งฟังได้เป็นวัน ๆ และได้เรียนรู้ว่าการให้ความรักต่อกันไม่ได้ยาก
0
ฉันผ่านจุดที่ยากที่สุดในชีวิตมาแล้ว และเรียนรู้ว่าชีวิตคือการเดินไปข้างหน้า เพื่อเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา เป็นวัฏจักรเช่นนั้นเอง

ข้อคิดจากพระวิชิต ธมฺมชิโต

ความทุกข์อันเกิดจากความพลัดพรากจากคนรัก ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับทุกคน แต่ใครจะคาดคิดว่า ความสูญเสียที่ถูกกระชากให้พรากจากกันแบบไม่ได้ร่ำลาของพ่อกับลูกสาวจะสามารถทำร้ายชีวิตของผู้ที่ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลังให้ทุกข์ระทมจมอยู่ในภาวะซึมเศร้าอย่างยาวนาน จนในที่สุดเกือบจะทำลายชีวิตของเธอเองโดยไม่รู้ตัว
0
แต่เพราะเธอตั้งสติได้ ตระหนักรู้ถึงสภาพตนเองที่ย่ำแย่จมอยู่แต่ในโลกส่วนตัว เปิดโอกาสให้ปัญญาได้สาดแสงเข้ามาจนพบทางออกที่ดีกว่า จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอมุ่งมั่นที่จะนำตัวออกจากสภาพอันเลวร้ายนั้น ไม่ยอมจำนนอยู่กับยาที่ไม่ได้แก้ปัญหาลึก ๆ ในใจเธอเลย ประกอบกับการมีหัวหน้าที่ดี มีกัลยาณมิตรคอยเกื้อหนุนให้กำลังใจ ให้โอกาส และนำพาเธอสู่โลกแห่งความจริง ด้วยการเป็นจิตอาสารับฟังปัญหาของผู้คนที่ทุกข์ยิ่งกว่าเธอ จนกลับกลายเป็นยาวิเศษที่มาเติมพลังสร้างคุณค่าให้ชีวิต ให้เธอพร้อมก้าวต่อไปเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
0
อดีตที่แสนทุกข์ เมื่อมองย้อนกลับไปด้วยปัญญากลับกลายเป็นประสบการณ์อันทรงคุณค่า เปลี่ยนเธอให้เป็นผู้รับฟังที่ดี เข้าถึงความละเอียดอ่อนของชีวิตคนที่อาจมีจุดเล็ก ๆ แสนบอบบางอยู่ภายในที่คนทั่วไปอาจเห็นว่าเป็นแค่เรื่องธรรมดา อันเป็นจุดที่ทำให้เธออ่อนโยนจนสามารถประคับประคองใจคนที่กำลังทุกข์ให้ก้าวผ่านวิกฤติในชีวิตไปได้ ชีวิตของเธอที่เคยไร้ค่ากลับเปล่งประกายดุจเพชรเม็ดงามที่ประดับสังคมนี้ให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น
0
เราทุกคนล้วนมีจุดด่างพร้อย มีปมด้อยทุกข์ใจกันอยู่ทั้งสิ้น อย่าปล่อยให้ประสบการณ์อันเลวร้ายในชีวิตเป็นฝ่ายทิ่มแทงให้เราเจ็บปวดอยู่ฝ่ายเดียวอีกต่อไปเลย มาตั้งสติแล้วเปิดโอกาสให้ปัญญามาช่วยหาทางออกให้ชีวิตของเราบ้าง ใครจะรู้ว่าอาจมีเพชรอีกเม็ดหนึ่งที่รอเปล่งประกายสร้างความภาคภูมิใจให้ตนเองและสร้างประโยชน์ให้สังคมอยู่ก็ได้
0
0
ที่มา : นิตยสาร Secret  ฉบับที่ 228 
เรื่อง : พิมพ์พนา
ภาพ : Unsplash 

บทความน่าสนใจ
keyboard_arrow_up