ชีวิตนี้ที่เลือกเอง – ปุ๊กกี้ – ปริศนา พรายแสง

ชีวิตนี้ที่เลือกเอง  ปุ๊กกี้ – ปริศนา พรายแสง

การกลับมาปรากฏตัวบนเวทีคอนเสิร์ตอีกครั้งของ ปุ๊กกี้ – ปริศนา พรายแสง ทำให้หลายคนคิดถึงเธอ ที่ผ่านมาเธอพบมรสุมชีวิตและความรักหลายครั้ง แต่เธอก็เข้มแข็งพอที่จะก้าวผ่านปัญหาเหล่านี้ไปได้ ด้วยคำที่บอกกับตัวเองว่า “ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเราเลือกเอง เราก็ต้องรับผลนั้นไว้เอง”

เด็กสาวผู้โหยหาอิสระ

ปุ๊กกี้เป็นลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย เป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อแม่ ชีวิตในวัยเด็กค่อนข้างอยู่ในกฎระเบียบ แม้จะเกิดและเติบโตที่ออสเตรเลีย แต่คุณแม่ซึ่งเป็นคนไทย เลี้ยงลูกแบบไทย ท่านค่อนข้างห่วงมาก จึงไม่ค่อยยอมให้เราไปไหน ในขณะเดียวกัน ท่านกลับไม่ค่อยแสดงความรักกับลูก ไม่มีกอดหรือหอมแก้มเหมือนกับที่พ่อแม่เพื่อน ๆ ทำกัน ทำให้เราไม่ค่อยสนิทกับคุณแม่นัก และมีปมในใจ

ตอนเด็ก ๆ คุณแม่จัดกินกรรมนอกโรงเรียนให้ปุ๊กกี้เยอะมาก ทั้งไปเรียนแจ๊ส บัลเล่ เปียโน ร้องเพลง เพราะคุณแม่อยากให้มีทักษะเหล่านี้ติดตัวไว้ เราเองไม่ชอบนักแต่ก็เรียนตามใจท่าน จนกระทั่งได้มาเรียนร้องเพลงจึงรู้สึกว่าชอบและชอบมากที่สุดคือ ร้องเพลงไทย

การชอบร้องเพลงภาษาไทยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ปุ๊กกี้เรียนภาษาไทยด้วยตัวเองอย่างจริงจัง ไม่น่าเชื่อว่าพลังของความชอบจะทำให้เรียนในสิ่งที่ยากขนาดนี้ ตอนเด็ก ๆ ปุ๊กกี้ลองคัดภาษาไทยบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่เมื่ออยากร้องเพลงไทย ปุ๊กกี้ก็ฟังแล้วเขียนเป็นภาษาคาราโอเกะ แล้วเอาไปเทียบกับเนื้อเพลงภาษาไทยบนปกเทป ฝึกจริงจังมากจนอ่านภาษาไทยออก

ปุ๊กกี้กลับมาเมืองไทยตอนอายุ 15 ปี บินกลับมาคนเดียว และมาอยู่บ้านคุณน้า มาเรียนต่อที่โรงเรียนนานาชาติและเซ็นสัญญากับค่ายอาร์เอส เตรียมตัวเป็นนักร้องในสังกัด พอมาอยู่ที่นี่เราก็สนุกเลย เพราะโหยหาอิสระมานานแล้ว ปุ๊กกี้เริ่มติดเพื่อน ติดสังคมใหม่ ยิ่งเวลานั้นสามารถเบิกเงินกับทางค่ายล่วงหน้าได้ ก็ใช้เงินไปกับการดื่มและเที่ยวกลางคืน โดยบอกที่บ้านว่ามีงาน มีซ้อมร้องเพลง

ช่วงนั้นเกเรจนทำให้ผู้ใหญ่ปวดหัว โรงเรียนก็แจ้งไปที่ต้นสังกัดว่าไม่เข้าเรียน และครั้งหนึ่งก็เคยเกือบตายเพราะกินเหล้าหนัก จนรู้สึกว่าไม่มีแรง ไปเรียนไม่ไหว และผอมลง พอผอมเราก็ดีใจ จึงไม่ได้เอะใจอะไร แต่วันหนึ่งมีรุ่นพี่มาหาและทักว่าตาเหลือง จึงไปโรงพยาบาล พอเช็คร่างกายหมอก็ให้แอดมินทันที เพราะติดเชื้อตับอักเสบมาจากการกินเหล้าแก้วเดียวกับเพื่อนที่มีเชื้อ นี่ถือเป็นเหตุการณ์เฉียดตาย แต่เรายังเด็กมาก ก็ไม่ได้กลัวอะไร ยังคงใช้ชีวิตเสี่ยง ๆ แบบนี้ต่อไป

หลังจากเตรียมตัวเป็นศิลปินอยู่หนึ่งปีก็ได้ออกเทปอัลบั้มแรก ปุ๊กกี้ทำงานทุกอย่างตามที่คนอื่นบอก ไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะดัง

ข่าวช็อควงการบันเทิง

ช่วงออกอัลบั้มที่ 2 ชุดชาลาล่า ก็มีข่าวออกมาว่า ปุ๊กกี้ตั้งท้อง ข่าวนี้ทำชีวิตเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะปุ๊กกี้เป็นคนแรก ๆ ในวงการบันเทิงที่มีข่าวไม่ดีในเชิงนี้

ความรักของปุ๊กกี้เกิดขึ้นจากความใกล้ชิด ที่ฝ่ายชายมาดูแลในฐานะพี่ชาย เราที่เหมือนขาดความอบอุ่นมาตั้งแต่เด็กจึงบูชาความรักครั้งนี้มาก ยิ่งต่อมาคุณแม่ไม่เห็นด้วย อยากให้เลิกคบกัน ทำให้ปุ๊กกี้เริ่มต่อต้าน และเพราะคิดว่าตัวเองปีกกล้าขาแข็งแล้ว หาเงินเลี้ยงตัวเองได้แล้ว จึงเริ่มดื้อและไม่ยอม

ปุ๊กกี้ตั้งท้องตอนอายุเพียง 17 ปี ช่วงที่งานกำลังพีคสุดขีด ตอนแรกก็ไม่ยอมบอกใคร แต่แพ้ท้องมาก ไปทำงานก็อาเจียน อ่อนเพลีย ทำงานไม่ไหวจนต้องหามส่งโรงพยาบาล คนเริ่มระแคะระคาย ปุ๊กกี้จึงต้องยอมบอกทางต้นสังกัด พอบอกไปเท่านั้น เขาก็ช็อคกันหมด เพราะตอนนั้นเราดังมาก เป็นช่วงฉลองยอดเทปล้านตลับ เปลี่ยนปกเทป ให้ลงละคร วางแผนงานต่าง ๆ ไว้แล้วเยอะมาก พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เขาก็เสียหายกันหมด ตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดอะไร ขอยุติงานทุกอย่าง วันนี้มาย้อนคิดไป ต้องบอกว่าบุญแค่ไหนแล้วที่บริษัทไม่ฟ้องเรา

ปุ๊กกี้ไม่เคยคิดที่เอาเด็กออกเลย คิดแต่จะเดินหน้าต่อไป เรายอมทิ้งงานทุกอย่างได้ เพื่อลูกเพื่อครอบครัว แต่เมื่อบอกคุณแม่ ท่านช็อคและโกรธมาก ยิ่งคุณแม่แรงใส่เราแค่ไหน มันก็ยิ่งผลักเราให้ห่างออกไป ต่อมาเมื่อข่าวนี้แพร่ออกไปก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ จำได้เลยว่าข่าวของเราลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ 2 ฉบับอยู่เป็นเดือน เรื่องเราเป็นประเด็นทุกวัน โดยเขาค่อย ๆ ขุดคุ้ย แต่งเติมสีสัน ให้เรากลายเป็นจำเลยของสังคม

เวลานั้นปุ๊กกี้ก็ไม่ออกมาพูดอะไรนะ เพราะเราก็ผิดจริง ๆ ที่ทำได้คือเลือกไม่รับสื่อเลย ขอมีความสุขอยู่ในครอบครัวและสังคมเล็ก ๆ ของเราพอ เพราะไม่ว่าผิดหรือถูก เราทำได้แค่ต้องเดินหน้าต่อไป ยังโชคดีที่เวลานั้นสามีอยู่เคียงข้าง เราก็พร้อมทำทุกอย่าง อย่างที่บอกว่าในวัยนั้นปุ๊กกี้บูชาความรักอย่างมาก

คุณแม่มือใหม่

เมื่อเป็นแม่ตั้งแต่วัยรุ่น ปุ๊กกี้ต้องเรียนรู้ทุกอย่างจากหนังสือเล่มหนา ๆ เตรียมพร้อมสู่ความเป็นแม่ด้วยตัวเอง เมื่อคลอดลูกสาวคนแรกก็มีความสุขมาก แต่เวลานั้นยังไม่ได้กลับไปคิดถึงหัวอกของแม่อย่างที่ใคร ๆ บอกกันนัก คงเพราะเรายังเด็กมาก บวกกับความขัดแย้งที่มีกับแม่มาตั้งแต่เด็ก

พอใช้ชีวิตคู่ได้สักพัก ปุ๊กกี้เริ่มเห็นความไม่เข้ากันหลายอย่างระหว่างตัวเองและสามี เพราะเรามีเวลาเรียนรู้กันเพียงแค่หนึ่งปีเท่านั้น บวกกับปุ๊กกี้ก็เด็กมาก ยังเอาแต่ใจตัวเอง เวลามีเรื่องก็จะไม่ยอม จึงเกิดความไม่ลงรอยกันหลายอย่าง สิ่งที่ทำได้ในเวลานั้นคือ ก้มหน้าเลี้ยงลูกต่อไป ระหว่างนั้นเราสองคนพยายามประคับประคองชีวิตคู่ให้ดีขึ้น จนมีลูกชายอีกหนึ่งคน

หลังจากคลอดลูกคนที่สอง เรื่องราวกลับเลวร้ายไปกว่าเดิม ปุ๊กกี้เกิดภาวะซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว รู้สึกเพียงว่า โลกนี้ช่างหดหู่ โหดร้าย น่าเบื่อ วนอยู่อย่างนี้จนไม่อยากอยู่ในโลกใบนี้แล้ว สุดท้ายปุ๊กกี้ก็หาทางออกด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องเลย ซึ่งมาเล่าตอนนี้ก็ยังรู้สึกละอายใจมาก แต่สุดท้ายก็ยอมรับว่าตัวเองอยู่ในภาวะจิตไม่ปกติรุนแรง เพราะเริ่มมีการทำร้ายตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจ

ปุ๊กกี้เข้าไปปรึกษาที่โรงพยาบาลศรีธัญญา และได้รู้จักคุณหมอท่านหนึ่ง จึงได้ไปรักษากับเขา ครั้งแรกปุ๊กกี้คุยกับหมอไป 5 ชั่วโมง จากนั้นก็รักษาควบคู่กับการกินยา โดยมาพบคุณหมอทุกสองสัปดาห์ และมีถึงขั้นช็อตไฟฟ้าด้วย ปุ๊กกี้รักษาภาวะซึมเศร้าอยู่สองปี แต่ก็ไม่หายขาด คุณหมอเปรียบเทียบว่า คนที่มีภาวะนี้เหมือนใส่แว่นที่ทำให้มองโลกแตกต่างจากคนปกติทั่วไป เขาจะรับรู้ว่าโลกนี้มืดมน ไม่น่าอยู่

ปุ๊กกี้อยู่ในภาวะซึมเศร้ามาหลายปีโดยไม่รู้ตัว แม้รักษาตัวอยู่สองปีก็ไม่หายขาด จนวันหนึ่งจึงเข้าหาธรรมะเพื่อเยียวยาจิตใจ

ธรรมะเยียวยาปัญหาความรัก

ปุ๊กกี้ชวนเพื่อนไปปฏิบัติธรรมที่เสถียรธรรมสถานในช่วงวันวาเลนไทน์พอดี เพราะอยากลองดูว่าธรรมะจะช่วยเยียวยาจิตใจให้ดีขึ้นอย่างที่คนบอกกันหรือไม่ การปฏิบัติธรรมครั้งนั้น ปุ๊กกี้ถือศีล 8 ตื่นนอนตั้งแต่ตี 4 และได้ทำกิจกรรมหลายอย่างทั้งโยคะ นั่งสมาธิ เดินจงกรม ฟังเทศน์และสวดมนต์

ที่นี่สวดมนต์เป็นภาษาบาลีและมีบทแปลภาษาไทยซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะเมื่อก่อนปุ๊กกี้ฟังสวดมนต์ไม่เข้าใจพอมาที่นี่ได้อ่านบทแปล ได้รู้ความหมาย จึงเข้าใจบทสวดมนต์อย่างลึกซึ้ง และเนื่องจากมาปฏิบัติธรรมในช่วงวันแห่งความรัก จึงมีวิทยาการมาพูดในหัวข้อความรัก

นอกจากนั้นก็ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ร่วมปฏิบัติ ซึ่งแต่ละคนก็มีปัญหาความรักแตกต่างกันไป ทำให้เห็นปัญหาของคนอื่นและมองย้อนกลับมาที่ตัวเราด้วย การมาปฏิบัติธรรมทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น และทำให้ปุ๊กกี้คิดได้ว่าเราไม่ควรจมอยู่กับความทุกข์ ปุ๊กกี้ไตร่ตรองและได้เห็นทางออกที่ดีที่สุดในเวลานั้น คือการแยกทางกับสามีแต่ทางออกนี้ต้องแลกกับเรื่องที่สำคัญที่สุดคือลูก

ทุกคนบอกว่าปุ๊กกี้ทิ้งลูก แต่ไม่มีใครรู้ว่าปุ๊กกี้คิดเรื่องลูกหนักมาก ในใจตอนนั้นคิดว่าเราควรพาลูกมาลำบากด้วยไหม
เพราะหลังจากหย่า ปุ๊กกี้ต้องกลับมาอยู่คอนโดห้องเล็ก ๆ ที่ซื้อไว้ในตอนออกเทป จึงคิดว่าลูกอยู่ที่บ้านนั้นสบายที่สุดในเวลานั้นแล้ว เราไม่ควรกระเตงให้เขามาลำบากด้วย เพียงเพราะคำว่า แม่จะไม่ทิ้งลูก หรือ ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนจะไม่ทิ้งกัน

ปุ๊กกี้เข้าใจนะคะ แต่ความจริงในเวลานั้นคือ เราอยากตั้งหลักให้ได้ก่อน เมื่อทุกอย่างเข้าที่แล้วค่อยกลับมารับลูกไปอยู่ด้วย แต่สุดท้ายความหวังที่วาดไว้ก็พังลงปุ๊กกี้พลาดที่เซ็นเอกสารให้เด็กอยู่ในปกครองของฝ่ายชาย เพราะไม่รู้ว่ามันจะกลายเป็นการตัดสิทธิ์ปกครองลูกปุ๊กกี้ไม่ได้เจอลูกเลย จนต้องถึงกับฟ้องศาล และศาลก็สั่งให้สิทธิ์แม่ได้เจอลูก จึงได้เข้าไปหาลูกที่บ้านที่ลูกอยู่ แต่ภายหลังพ่อของลูกมีครอบครัวใหม่จึงเริ่มมีปัญหาในการเข้าไปเจอที่บ้าน ปุ๊กกี้จึงไปหาลูกที่โรงเรียน แต่กลับเจอเรื่องทำร้ายจิตใจคนเป็นแม่

จำได้ดีว่าวันหนึ่งไปหาลูกชายที่โรงเรียน พอลูกเห็นเราเขากลับวิ่งหนีไป ปุ๊กกี้ช็อกไปเลย เสียใจมาก ทำใจไม่ได้
และไม่กล้าไปหาเพื่อให้เขาวิ่งหนีอีก ส่วนลูกสาวคนโตก็รู้สึกว่าเขาอึดอัด กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อยู่ตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่ ปุ๊กกี้จึงทำได้แค่ทำใจ และจะไม่ดันทุรัง เพราะคงทำให้ลูกลำบากใจ คิดว่าวันหนึ่งเมื่อเขาโตแล้ว ถ้าเขาย้อนกลับไปคิดถึงว่าตอนเด็ก ๆ เคยอยู่กันมา เราคงได้เจอกันอีก

เวลานั้นเมื่อเลือกเดินออกมาอยู่คนเดียวก็ต้องตั้งหลักใหม่ โดยมีเงินเพียงหนึ่งหมื่นบาท บอกตามตรงว่าปุ๊กกี้ไม่รู้
จะเริ่มจากตรงไหนก่อน เพราะมีเรื่องที่ต้องจัดการมากมายสุดท้ายต้องค่อย ๆ เขียนออกมาว่าควรทำอะไรก่อนหลัง
แล้วก็จัดการไปทีละอย่าง ส่วนงานก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนเพราะตั้งแต่มีลูกก็เป็นคุณแม่เต็มตัว ไม่ได้ทำงานอะไร

พอดีช่วงนั้นมีข่าวเรื่องหย่าออกมา ประกอบกับมีภาพที่ไม่ค่อยน่าดูออกมาอีกระลอก ปุ๊กกี้จึงกลับมาเป็นข่าวทำให้ได้ก้าวกลับมาทำงานในวงการอีกครั้งและมีงานมาเรื่อย ๆ จนสามารถดูแลตัวเองได้ และต่อมาปุ๊กกี้ก็ไปจับธุรกิจหนึ่งเกี่ยวกับหน้าอก กลายเป็นข่าวดังในทางที่ไม่ค่อยดี ทั้งที่จริง ๆ ไม่ได้อยากให้เป็นข่าวทำนองนั้นเลย

แม้ข่าวนี้จะทำให้ยอดขายสินค้าของเราพุ่งสูงเพียงข้ามคืนแต่ก็ทำให้ภาพเราดูติดลบ ปุ๊กกี้ทำธุรกิจนี้สักพักก็ขอหยุดพัก เพราะเราไม่มีประสบการณ์ด้านการบริหาร หลังจากนั้นก็ตัดสินใจวางงานทุกอย่าง และกลับไปเรียนต่อด้านการ
โรงแรมที่ออสเตรเลียพร้อมกับสามีคนที่สอง

เพราะหมดรักและหมดใจ

ปุ๊กกี้พบรักครั้งที่สองหลังจากที่เลิกรากับสามีมาหนึ่งปีเขาเป็นเพื่อนในกลุ่ม อายุห่างกันหนึ่งปี จึงรู้สึกว่าเขาเป็นเพื่อน เป็นที่ปรึกษา ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนปุ๊กกี้มีความสุขที่ไม่ต้องใช้ชีวิตเพียงลำพัง สุดท้ายก็ตัดสินใจ
แต่งงานอีกครั้ง และเมื่อจะกลับไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียจึงชวนเขาไปด้วยกัน

การไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ปุ๊กกี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพราะนั่นคือบ้านเกิดของเรา แต่เราก็ลืมคิดไปว่าเขาต้องปรับตัวเยอะ แต่เขาก็สู้ ไปทำงานที่ร้านเบเกอรี่ ต้องทำงานทุกอย่าง แต่รายได้ก็ดีกว่าอยู่เมืองไทย เขาเป็นคนดีมาก รักและดูแลเราอย่างดี แต่ต่างกันนิดหน่อยเรื่องการใช้ชีวิต และเขาก็มักให้เรานำ ทั้งที่เราอยากให้เขานำบ้างหรือเดินไปพร้อมกัน พออยู่ไปนาน ๆ เราจึงเริ่มรู้สึกเบื่อ

ปุ๊กกี้พยายามหาว่าตัวเองเบื่ออะไร สุดท้ายก็ค้นพบว่าเราเบื่อเขานั่นแหละ เพราะตลอด 4 ปีที่อยู่ด้วยกัน เราตัวติดกันตลอด ไม่มีระยะห่างเลย ทั้งชีวิตก็ไม่มีอะไรหวือหวาหรือก้าวหน้า เหมือนอยู่กันไปเรื่อย ๆ ตามหน้าที่จนวันหนึ่ก่อนเรียนจบได้มีเวลาพักเบรก ปุ๊กกี้เลือกกลับมาเมืองไทย เพราะคิดถึงเมืองไทยและคิดถึงเพื่อนมาก ๆ

เวลานั้นปุ๊กกี้กลับมาก่อน สามีจะตามมาทีหลัง จึงมีเวลาได้แยกกันครั้งแรกในรอบหลายปี เมื่อได้อยู่กับตัวเองได้เจอเพื่อนฝูง เราไม่คิดถึงเขาเลยสักนิด จึงเริ่มชัดเจนว่าที่เราเบื่อเขาเพราะเราหมดใจ ตอนที่เขาบินตามกลับมาเราก็ทำไม่ดีกับเขามาก คือทิ้งให้เขาอยู่คนเดียวที่คอนโดส่วนเราก็ออกไปหาเพื่อน ไม่ได้สนใจเขาเลย

ปุ๊กกี้รู้ว่าเขารู้สึก แต่ก็ไม่เรียกร้อง ไม่แสดงออก และสุดท้ายปุ๊กกี้ปล่อยเขาให้กลับออสเตรเลียไปก่อน เพราะอยากยื้อเวลาอยู่เมืองไทยให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้

เมื่อถึงวันต้องกลับไปเรียนให้จบก็รู้สึกเซ็งมากจนวันหนึ่งทนไม่ไหวจึงบอกเขาว่าขอแยกกันอยู่ เขาก็ยอมตามใจ แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกผิดเลยสักนิด เพราะหมดใจไปแล้ว ระหว่างนั้นไม่ว่าเขาจะพยายามทำให้ทุกอย่างเหมือนเดิม แต่เราก็ไม่คิดจะกลับไป เหมือนกับที่เขาบอกกันว่าคนหมดใจรั้งอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์

ระหว่างนั้นปุ๊กกี้วางแผนจะกลับมาเมืองไทย ทั้งที่ถ้าทำงานโรงแรมที่ออสเตรเลียตามที่วางแผนไว้ตอนแรกจะมีรายได้ดีมาก แต่เราเลือกกลับมาเริ่มต้นใหม่ที่เมืองไทยอีกครั้งเพียงคนเดียว โดยขอหย่า และเขาก็ยอมแต่โดยดี

เวลานั้นปุ๊กกี้คิดเพียงว่าไม่อยากลากกันไปให้ถึงจุดที่เกลียดกัน และไม่อยากตัดทางให้เขาไปเจอคนที่ดีและรักเขาจริง ๆ จึงขอยุติความสัมพันธ์ ภายหลังจึงรู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปทำร้ายจิตใจเขาอย่างมาก แต่เขาไม่เคยเอ่ยปากบอกเราเมื่อได้รู้ความจริงเราก็รู้สึกผิดและรู้ว่าตัวเองบาปมากที่ทำร้ายจิตใจคนคนหนึ่ง เพียงเพราะความต้องการของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังคงติดค้างในใจจนถึงวันนี้

เมื่อความรักย้อนกลับมาทำร้าย

ปุ๊กกี้ไม่เคยคิดที่จะมีความรักครั้งที่สาม แต่เวลานั้นเขาเข้ามาในชีวิตจากสังคมรอบตัวใหม่ ๆ เขาทำให้เรามีความ
สุขมาก จนตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แต่เพียงพ้นปีเขาก็ทำให้เราทุกข์และสับสน เขาทำให้เรารู้จักคำว่าอดทน
และบางครั้งก็ทำให้รู้สึกว่ากำลังใช้กรรมอยู่

คนรักของปุ๊กกี้คนนี้เป็นคนที่เชื่อว่าความคิดของตัวเองถูกต้องเสมอ เขาเป็นคนในแบบที่เราไม่เคยเจอมาก่อน บางครั้งเขาก็เหมือนจะใส่ใจเรา แต่บางครั้งกลับทำเฉยชาใส่ทำให้เราสับสนว่าเขาเป็นอย่างไรกันแน่ ทุกวันปุ๊กกี้ต้องคอย
หาคำตอบว่าสิ่งที่เผชิญอยู่คืออะไร แต่ก็หาคำตอบไม่ได้และไม่เคยบอกใคร เก็บกดไว้ในใจคนเดียว จนถึงกับเป็นโรค

ซึมเศร้าอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้หนักและรุนแรงกว่าเดิมปุ๊กกี้เป็นทุกข์จนไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากเจอใครไม่อยากทำอะไร เก็บกดความรู้สึกไว้ ไม่พูดไม่จากับใครเพื่อน ๆ จึงยกโขยงมาหาที่บ้าน เพื่อนก็เฮฮากัน เราก็อยู่ในวงเพื่อน แต่ในหัวเราไม่ได้คิดเรื่องตรงนั้น แล้วอยู่ ๆ เราก็เอาคัตเตอร์มากรีดแขนตัวเองจนเลือดสาด เพียงเพราะอยากจะเจ็บที่จุดอื่นที่ไม่ใช่หัวใจบ้าง เหตุการณ์วันนั้นทำให้ปุ๊กกี้รีบกลับไปหาคุณหมอคนเดิม และต้องแอดมิตทันทีเป็นเวลา 10 วัน

ช่วงนั้นคุณหมอรักษาด้วยยาและให้คำปรึกษา คุณหมอบอกว่าที่มีอาการหนักแบบนี้เพราะปุ๊กกี้คาดหวังกับคนรักมากเกินไป ทั้งที่เขาบอกเป็นนัยมาตลอดว่าอย่ามาคาดหวังกับเขามากนัก แต่เราไม่เคยสังเกต ไม่เคยถอดรหัสนั้นออกเลย ทั้งที่เขาเฉลยไว้หมดแล้ว

หลังการรักษาปุ๊กกี้เข้มแข็งขึ้น จนบางครั้งก็คิดว่าตัวเองแกร่งเกินไป ทั้งที่ต่อมาสามีแอบไปมีความสัมพันธ์กับคนที่เรารู้จักจนมีลูกด้วยกัน เราก็ทนรับได้ คิดเพียงว่าจะให้ทำอย่างไรเพราะเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อก่อน ไม่อยากคิดเลยว่า ไม่ฉันก็เธอต้องมีใครตายกันไปข้างหนึ่ง

น่าแปลกที่ไม่ว่าจะทุกข์เพราะเขาขนาดไหน เขากลับเป็นคนที่ปุ๊กกี้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยนานที่สุด ตอนนี้ก็เกือบ 10 ปี
และมีลูกชายด้วยกัน 1 คน ปุ๊กกี้คิดเสมอว่า ที่ต้องทุกข์เพราะรักเช่นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากกรรมที่ทำให้คุณแม่เสียใจ
ทำร้ายจิตใจท่าน อีกส่วนหนึ่งน่าจะมาจากกรรมที่เคยทิ้งคนรักคนที่สองซึ่งทำให้เขาเสียใจมาก

ปุ๊กกี้เพิ่งเข้าใจคุณแม่ว่า ทุกสิ่งที่ท่านทำไปเพราะรักลูก การที่ท่านเข้มงวดกับเราก็เพราะห่วง แต่เวลานั้นปุ๊กกี้ไม่เข้าใจ เพราะยังเด็กมาก มองย้อนไปถ้าเราเป็นแม่แล้วลูกทำแบบนี้ เราก็คงช็อกเหมือนกัน แม้ก่อนหน้านั้นได้ทำพิธีขอขมาคุณแม่แล้ว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกถึงใจคุณแม่เท่าวันนี้

การที่ชีวิตครอบครัวมีปัญหาทำให้ลูกชายคนสุดท้องได้รับผลกระทบ ตอนนี้ลูกอายุ 4 ขวบแล้ว สามารถท่องเอบีซีได้ แต่ไม่สามารถพูดสื่อสารเหมือนกับเด็กคนอื่นได้ซึ่งคงเป็นผลมาจากที่เราเป็นโรคซึมเศร้า เก็บตัว ปัญหาของแม่จึงส่งผลต่อลูก ตอนนี้ลูกเข้าโรงเรียนแล้ว ก็เริ่มฝึกพูดสื่อสารกับคนรอบข้าง ซึ่งก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ปุ๊กกี้เองก็ดูแลและให้ความรักเขาเต็มที่ ส่วนลูกสาวคนโตและลูกชายคนกลางเขาโตแล้วก็ติดต่อมาหา เราจึงได้รู้ความเป็นอยู่ของกันและกัน

การกลับมาอีกครั้งที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น

เมื่อไม่นานมานี้ ปุ๊กกี้กลับเข้ามาทำงานในวงการอีกครั้งโดยได้ไปขึ้นคอนเสิร์ตของ พี่เจ – เจตริน วรรธนะสิน ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี ต่อมาก็ได้ออกรายการ คลับฟรายเดย์โชว์โดยออกมาพูดเรื่องความรักในมุมของเรา ปรากฏว่าคนดูตอบรับ

ในทางที่ดีมาก มีคอมเมนต์ที่ให้กำลังใจมากมาย ปุ๊กกี้ดีใจมาก เพราะไม่เคยได้กระแสตอบรับทางบวกเช่นนี้มาก่อนปุ๊กกี้เชื่อเสมอว่า ที่ชีวิตเรายังได้เจอเรื่องดี ๆ คงเป็นเพราะบุญเก่าที่โอบอุ้มเราอยู่ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ปุ๊กกี้เพียรทำความดีเสมอ มีหลายคนเข้ามาปรับทุกข์และปรึกษาเรื่องความรักกับปุ๊กกี้ เราก็ยินดีรับฟังและช่วยเขา เพราะรู้ว่า
หลายคนอยู่ในวังวนของความทุกข์ อย่างน้อยชีวิตของเราก็เป็นแนวทางชีวิตให้หลายคนได้ เมื่อได้รับฟังหรือให้คำปรึกษาเขาไปก็รู้สึกว่าชีวิตของเรามีคุณค่าอยู่เหมือนกัน

ทุกวันนี้ปุ๊กกี้เข้าใจชีวิต เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เข้มแข็ง สอนให้เราปล่อยในสิ่งที่ควรปล่อยวาง และมองทุกอย่างรอบด้าน ปุ๊กกี้จึงเข้าใจคนรักมากขึ้น ยอมรับความเป็นจริงและไม่เป็นทุกข์เหมือนกับที่ผ่านมา ช่วงหลังมานี้รู้สึกว่าเขาก็พยายามทำทุกอย่างให้ดีขึ้น เขายอมรับความผิดพลาดที่ผ่านมา เราก็เฝ้าดูความพยายามของเขา และ
หวังว่าทุกอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ชีวิตที่ผ่านมาเป็นชีวิตที่ปุ๊กกี้เลือกเองทุกอย่าง จึงต้องยอมรับความทุกข์ที่เกิดขึ้นเช่นกัน วันนี้ปุ๊กกี้ใช้ชีวิตแบบทีละก้าว ยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และพร้อมก้าวต่อไปด้วยใจที่เข้มแข็ง

ขอขอบคุณสถานที่: ร้าน The Mill ซ.รัชดาภิเษก 29 โทร.086-346-5391


คอลัมน์ This is Life นิตยสาร Secret
เรื่อง: ปริศนา พรายแสง เรียบเรียง: เชิญพร คงมา ช่างภาพ: สรยุทธ พุ่มภักดี แต่งหน้า-ทำผม: ภูดล คงจันทร์


บทความน่าสนใจ

สู้สุดหัวใจ นิยามชีวิตของ จอห์น มกจ๊ก ตลกหญิงร่างเล็กใจสู้

หนุ่ม กะลา กับช่วงเวลาที่พบ ธรรมจากวันที่ทุกข์ถึงวันที่ซึ้งธรรม

ความสุขพอดี และชีวิตพอเพียง ของ แชมเปญ เอ็กซ์

เจาะใจ!!! ตั้งแต่อดีตของ ต้อม ไกรวิทย์ พุ่มสุโข จนถึงอนาคต

keyboard_arrow_up