แม่บ้าน

คำให้การ ของแม่บ้านสมองไ (ห) ว

แม่บ้าน
แม่บ้าน

วันนี้ดิฉันกำลังแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับอาชีพที่น่าอิจฉาที่สุดในโลก นั่นคือ “แม่บ้าน”

อันตัวข้าพเจ้าเองนั้นได้กรอกอาชีพนี้ลงในช่องอาชีพของเอกสารต่าง ๆ มาได้ 9 ปีเท่าอายุลูกชายคนเล็ก ในตอนแรกนั้นขอสารภาพว่า ดิฉันพูดได้ไม่ค่อยเต็มปากเท่าไรนัก เมื่อใครถามว่าทำอาชีพอะไร ดิฉันต้องอ้อมแอ้มตอบไปว่า “เป็นฟรีแลนซ์” ซึ่งแปลในใจเสร็จสรรพว่า “รับจ้างอิสระ” ก็รับจ้างที่จะอิสระนี่แหละไม่ใช่ใดอื่น แม้จะเคยทำแก่นเก๋พิมพ์นามบัตรตัวเองสมัยแรก ๆ ที่ออกมารับจ๊อบก๊อปปี้ไรเตอร์อิสระว่า “Inspiration Lighter” ก็ทนพิษบาดแผลความอายไม่ไหว ประกอบกับงานฟรีแลนซ์ที่ไม่ค่อยจะแน่นอน จึงค่อย ๆ ปลงใจบอกใคร ๆ ว่าเป็นแม่บ้านนี่แหละ

งานหลักของคุณ แม่บ้าน นั้นแท้จริงแล้วแสนสบาย รับส่งลูก จ่ายตลาด เตรียมอาหารไว้ให้พร้อมเป็นมื้อ ๆ ทั้งผักและเนื้อสด ทำกับข้าว ระหว่างวันควรเก็บบ้านให้เรียบร้อย จัดเสื้อผ้าในตู้ ถูบ้าน ล้างจาน ล้างรองเท้า ล้างระเบียง เช็ดฝุ่น หน้าที่แสนสำคัญเหล่านี้อย่าให้บกพร่อง บ้านต้องสะอาดไร้ฝุ่น (ดิฉันเป็นนักถูบ้านระดับมือวางเชียวนะ!) อาหารต้องอร่อยสะอาด ในแต่ละสัปดาห์อาจเปิดหูเปิดตาด้วยการทานข้าวกับเพื่อนเพื่อวิจัยเมนูแปลก ๆ บ้าง ไปช็อปปิ้งตามป้ายเซลตัวใหญ่ ๆ เข้าคอนเซ็ปต์ครัวเรือนพอเพียง

ที่สำคัญคุณจะมีเวลาที่จะบำเรอตัวเองด้วยการต่าง ๆ ที่จรรโลงใจ บางคนอาจจะไปทำผม ทำเล็บ ช็อปของแบรนด์เนม แต่สำหรับอดีตเด็กเรียนอย่างดิฉันสมัครใจที่จะเปิดโลกทัศน์ด้วยการเรียนนู่นนี่นั่นโน่นมากมาย เข้าคอร์สต่าง ๆ ให้สมกับที่ต้องเรียนวิชาอะไร ๆ ที่ไม่ชอบในโรงเรียนเป็นสิบปี ยังไม่นับการนวดเฟ้นจิตวิญญาณด้วยการไปฟังเทศน์ เข้าวัดปฏิบัติธรรมเพื่อกล่อมเกลาซาตานในตน เห็นมะ? เกิดเป็นแม่บ้านนั้นแท้จริงแสนสบาย…

แต่จะมีแม่บ้านสักกี่คนที่ยืดอกอย่างภูมิใจว่ามีอาชีพอันทรงเกียรตินี้ เมื่อแรก ๆ คราใดที่ต้องเอ่ยว่ามีอาชีพนี้ ก็เป็นต้องอยากมีบริการอธิบายเสริมว่า จริง ๆ แล้วน่ะดิฉันเคยเข้าออฟฟิศทำงานกับเขาเหมือนกันนะ ทำงานโฆษณามาสิบกว่าปี จบตรีอักษร โทนิเทศ ถึงหน้าจะซื่อแต่ไม่ได้โง่นะคะ แม้จะออกปากปาว ๆ กับใคร ๆ ว่าอาชีพเลี้ยงลูกเป็นอาชีพสร้างคน เป็นอาชีพทรงคุณค่า แต่ลึก ๆ เชื่อเหอะว่า เสียงแห่งคุณค่าในตัวเองกำลังประท้วงอยู่ลึก ๆ “ใช่ซี้…ฉันมันไม่มีอาชีพ ใช่ซี้…ยามยังต้องตอกบัตร ฉันไม่มีแม้แต่บัตรประกันสังคม และใช่สิฉันมัน @#$%!!!”

อาชีพการงานยังมีการวัดผล GMP KPI ICU UCMe แต่อาชีพแม่นี่สิ จะวัดกับอะไรได้ จนกว่าลูกจะเติบโต ประสบความสำเร็จในชีวิต โอ้…นี่เรารับผิดชอบมากไปรึเปล่านี่!

บางครั้งความกดดันด้านคุณค่าที่สังคมมีมาตรวัดก็ทำให้ความฝันถูกกดทับ ลูกเป็นตัวกินฝันรึเปล่า นี่ถ้าฉันทำงานอยู่ป่านนี้คงเป็น Very Senior Micro Copy Writer ไปแล้ว (แปลว่า ก๊อปปี้เล็ก ๆ ที่แก่มาก ๆ) ฉันทิ้งความสามารถและปริญญามาถูบ้านหรือนี่ นมแม่ก็แขวนเต้าแล้ว จะกลับไปทำงานก็แก่เกินแกง แล้วคุณค่าของฉันล่ะ อยู่ที่แห่งหนใด

แม่บ้าน
Photo by Josh Willink from Pexels

ความคาดหวังทั้งปวงจึงมาตกอยู่ที่ผลงานชิ้นโบแดงตัวเป็น ๆ ตรงหน้าสองคนคือสองลิงวานรสอนง่ายของฉันนี่เอง แม้จะเข้าโรงเรียนพ่อแม่ลูกหลายครั้งหลายหน ครูณาก็ยังคงอิดหนาระอาใจกับแม่อย่างฉันที่ปากก็บอกว่าวางแล้ว ไอ้ที่หนักน่ะวางแล้ว แต่เผลอแผล็บเดียวแม่ฉวยแหม็บเข้าให้ เดี๋ยวบ่น เดี๋ยวดุ เดี๋ยวว้าก เดี๋ยวเพ้ย เดี๋ยวเพี้ยะ! ผลงานสะเทือนอารมณ์คือเคยโยนชุดนอนลูกออกนอกหน้าต่างคอนโด ฐานลูกไม่ยอมเก็บเสื้อผ้า ล่าสุดได้ฆาตกรรมลูกบอลที่เตะกันจนบ้านแทบพังด้วยมีดหั่นผัก

ลูกที่เคยตัวเล็ก ๆ ดื่มนมจากอกอย่างน่าทะนุถนอม โตขึ้นเหมือนสูบลม บอลลูน ปัญญ์ปัญญ์ และบอลลูน บุญบุญ ช่างอัดแน่นด้วยลมร้อนที่ชวนให้แม่คลั่ง พ่อคุณถอดเสื้อผ้าตรงไหนทิ้งตรงนั้น ฉี่ไม่ยกฝาชักโครก ทะเลาะกันเอ็ดตะโรแปดหลอด เตะต่อยพะบู๊ ทำการบ้านแต่ละทีเรียกแสนยาก แล้วยังไม่ยอมเสร็จสักที จะให้แม่นอนดึกไปถึงไหน แล้วเกมน่ะเล่นกันเข้าไป บอกแล้วไม่ให้อ่านการ์ตูนตอนเปิดเทอม ท่องศัพท์รึยัง การบ้านรายงานที่ค้างไว้ล่ะ เปียโนน่ะซ้อมหน่อยได้มั้ย…ฟังดูคล้ายกับว่า คำพูดสำเร็จรูปเหล่านี้พร้อมเป็นกระสุนยิงสลุตออกจากปากอย่างอัตโนมัติทันทีที่ลูกจะเอ่ยอะไรสักคำ บางครั้งลูกต้องบอก “แม่ฟังก่อน” อนิจจาในใจแม่ช่างเต็มไปด้วยภาระอันหนักอึ้งที่จะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยไม่ต่างจากงานบ้าน

แล้วอาการประหลาดก็บังเกิดขึ้นเมื่อฉันรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับความว่าง พอสบโอกาสล้มตัวลงนอนเมื่อไรเป็นต้องนึกถึงภารกิจ บ้านถูรึยัง ฝุ่นเยอะจัง หมูยังไม่ได้หมัก ผักยังไม่ได้หั่น ผ้ายังไม่ได้พับ ดูนั่นสิ รองเท้ากองพะเนินเทินทึก ความรู้สึกผิดที่เข้ามาจู่โจมเกาะกุมใจประหนึ่งว่า นังแป๋ว (mini me) ยืนชี้หน้าประณามว่า หล่อนนั่งว่างอย่างนี้ได้ยังไง งานของหล่อนน่ะไม่ได้มากมายอะไรเลยนะ ยังจะมาหาความสำราญเยี่ยงนี้อยู่ได้ ความกดดันตัวเองนี้เองที่ทำให้ทนเห็นลูก ๆ ว่างไม่ได้เช่นกัน รู้สึกว่าเวลาที่มีอยู่น้อยเกินกว่าจะนั่งเพลิน ๆ ตาลอย ๆ นั่งอึแช่อ่านการ์ตูนในห้องน้ำ “ไม่ด้าย…ลุกขึ้นมารับผิดชอบการบ้านเดี๋ยวนี้” ให้เหมือนแม่ที่แบกรับความรับผิดชอบงานบ้านไว้หนักอึ้ง

เมื่อโมเมนตั้มของความตึงเหวี่ยงมาที่ความรับผิดชอบจนสุดแรง ก็ถึงเวลาเหวี่ยงกลับมาที่ความผ่อนคลายอีกด้านอย่างสุดขั้ว ในเช้าวันหนึ่ง เริ่มต้นจากตื่นสาย ๆ สบาย ๆ ให้สามีเดินไปส่งลูก นั่งจิบลาเต้ร้อนที่สามีซื้อมาให้แกล้มข่าวเช้าเมาท์แตก ตามด้วยดูหนังใน HBO จบไปสองเรื่อง ระหว่างนี้เล่นเกมในไอโฟนที่ลูกชายคนเล็กแนะนำให้รู้จักเมื่อสี่วันก่อน เล่นมันตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนบ่ายสอง บ่ายสาม รับโทรศัพท์จากเพื่อนเก่า…เพลินเพลิดไปกับความไร้สาระจนรู้สึกได้ถึงความผ่อนคลายเกินขีดสุด พลางคิดไปว่า ถ้าต้องใช้ชีวิตอย่างนี้ทุกวันคงไม่ต่างจากวัยรุ่นติดยา

หากว่าความผ่อนคลายสอนให้เรารับรู้ด้านตรงข้ามของความรับผิดชอบ ลูก ๆ ก็เป็นครูคนแรกที่สอนให้แม่เป็นแม่ เขาสอนให้เรารู้จักหาความสุขเท่าที่จะเป็นไปได้ในปัจจุบันขณะ เขาสอนให้เราแช่มชื่นเบิกบานกับสิ่งต่าง ๆ ที่แม่หวั่นเกรงนักหนาว่าจะติดงอมแงม แต่จริง ๆ แล้วแค่ปล่อยใจไปกับมันเป็นบางขณะจนอิ่ม เดี๋ยวความพอก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ลูกสอนให้ลดละอัตตาของความเป็นแม่ที่ต้องถูกเสมอมาเป็นถูกมั่งผิดมั่ง ดีมั่งแย่มั่ง แล้วหัวเราะกับมันได้ จะอะไรกันนักหนา

พระเจ้าอาจส่งลูกมาให้มนุษย์เพื่อเรียนรู้ความเป็นเด็กที่พวกเราลืมกันไปแล้ว เพื่อให้กลับไปสุขได้อย่างที่พวกเขากล้าสุข หัวเราะเต็มเสียงได้เท่าที่ปากกว้างพอ เพื่อที่จะวางลงได้เมื่อขี้เกียจ เพื่อที่จะปล่อยได้ถ้าเมื่อยมือ และเพื่อที่จะหาสมดุลให้กับชีวิตที่สั่งสมอัตตามาตามวันเวลาที่เราเกิดมา

นี่แหละคุณค่าและกำไรชีวิตที่แท้จริงของคุณแม่บ้าน

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  ตาแป๋วมองโลก

keyboard_arrow_up