ฉันไม่ยอมตกเป็นทาสคุณหรอก คุณน้ำตาล เพราะชีวิตติดหวาน อันตรายกว่าที่คิด

ฉันไม่ยอมตกเป็นทาสคุณหรอก คุณน้ำตาล เพราะชีวิตติดหวาน อันตรายกว่าที่คิด

 

ปัจจุบันคนไทยมีชีวิต “ติดหวาน” กันมากขึ้น ทั้งจากการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มรสหวานที่เป็นสาเหตุให้โรคภัยถามหา และจากข้อมูลสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2562 พบว่า ในแต่ละวัน โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยดื่มเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลกว่า 3 แก้ว หรือประมาณ 519.3 มิลลิลิตร โดยเด็กอายุ 6 -14 ปี เป็นกลุ่มที่ดื่มเครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเฉลี่ยต่อสัปดาห์มากที่สุด ส่งผลให้เด็กมีภาวะน้ำหนักเกิน

 

ชีวิตติดหวาน มีทั้งประโยชน์และโทษร้าย

น้ำตาลจากธรรมชาติ ที่ผลิตจากอ้อยสด หรือน้ำตาลที่ได้จากในผลไม้นานาชนิด หลังผ่านการย่อยร่างกายจะได้รับน้ำตาลที่นับว่ามีความสำคัญต่อร่างกายชนิดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่าน้ำตาลกลูโคส  ให้ประโยชน์ คือสร้างพลังงานแก่ร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น ด้านการรักษาโรค ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี  อีกทั้งการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายต้องการพลังงานที่มาจากน้ำตาลกลูโคส เพราะน้ำตาลกลูโคสมีบทบาทสำคัญต่อสมอง โดยน้ำตาลกลูโคสจะสลายเป็นพลังงานให้กับสมองอย่างต่อเนื่อง หากอดอาหารประเภทน้ำตาลแป้งและผลไม้จนระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ อาจส่งผลให้เกิดอาการหงุดหงิด ปวดศีรษะ รวมถึงเส้นประสาทในสมองอาจทำงานบกพร่องจนเกิดอาการชักและมีอาการรุนแรงในที่สุด

 

ขณะเดียวกัน หากเรามี ชีวิตติดหวาน หรือนิยมรับประทานน้ำตาลในปริมาณมากๆ จะทำให้เกิดการสะสมในร่างกายและในเลือดมากเกินไป โดยข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมอง  นายแพทย์บรูซ โรสแมน โรงพยาบาล Westchester Medical Center จากวิทยาลัยการแพทย์ New York Medical College นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระบุว่า อาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้การควบคุมน้ำหนักตัวล้มเหลว จนก่อปัญหาโรคอ้วน นำมาสู่ปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ เช่น ไขมันและน้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น

ในแต่ละวัน เรากินน้ำตาลได้มากแค่ไหน

ปริมาณน้ำตาลที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ว่า เราไม่ควรทานน้ำตาลเกินวันละ  14 กรัม หรือ 6 ช้อนชา ถ้าเกิดกว่านี้ คุณอาจกำลังมี ชีวิตติดหวาน พอติดหวานมากเข้าๆ ไม่ต้องรอโรคภัยถามหาเลย เพราะโรคภัยมาแน่ๆ และจากพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนปี 2562 พบว่า มีเครื่องดื่มผสมน้ำตาลที่วางจำหน่ายในประเทศไทย มีปริมาณน้ำตาลสูงมาก เฉลี่ยอยู่ที่ 9-19 กรัม/100มิลลิลิตร ในขณะที่ปริมาณที่เหมาะสม คือ ไม่ควรมีน้ำตาลมากกว่า 6 กรัม ต่อ 100 มิลลิลิตร เพราะจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนและโรคติดต่อเรื้อรังได้ในระยะยาว นอกจากนี้ พญ.พรรณพิมล วิปุสากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า การบริโภคน้ำตาลที่เป็นส่วนประกอบของอาหารและเครื่องดื่มที่มากเกินไป จะก่อให้เกิดโรค เช่น โรคอ้วน เบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด และฝันผุ เป็นต้น โดยปริมาณน้ำตาลที่คนไทยได้รับ ส่วนใหญ่มาจากขนมและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลนั่นเอง

ฉะนั้นหากเรายังต้องการดื่มเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล เพื่อสร้างความสดชื่นให้ร่างกาย แนะนำให้สั่งเครื่องดื่มสูตรหวานน้อย เพื่อควบคุมปริมาณน้ำตาลส่วนเกิน

แต่เครื่องดื่มที่ดีที่สุดสำหรับร่างกาย คือ น้ำเปล่า ซึ่งอย่างน้อย ควรดื่มให้ได้วันละ 6-8 แก้ว เพราะจะช่วยลดปริมาณไขมันในร่างกายของเราให้ลงได้ และถ้าดื่มก่อนมื้ออาหาร 1 ชม. ก็จะช่วยลดความอยากอาหารลงได้ด้วยเช่นกัน อีกทั้งสามารถช่วยชะล้างเศษอาหารที่ตกค้างในช่องปาก ทำให้ปากไม่แห้ง และลดปัญหากลิ่นปาก ซึ่งนับว่าเป็นผลดีต่อสุขภาพฟัน ไม่ให้ฟันผุอีกด้วยนะ  เพราะน้ำตาลเป็นตัวการร้าย ที่ก่อให้เกิดแบคทีเรียในการผลิตกรดที่ทำลายผิวฟันจนลุกลามไปเรื่อยๆ ทราบแบบนี้แล้ว บอกลา ชีวิตติดหวาน ไปไกลๆ เลยจ้า

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก

  • นิตยสารชีวจิต 489
  • สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
  • https://bit.ly/3itDFao

 


บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เช็ก + แก้โรคฮิตคน ติดหวาน ด้วยชีวจิต

HOW – TO หยุดสัญชาตญาณ ติดหวาน มัน เค็ม

อาหารรสจัด วายร้ายทำลายสุขภาพคนทำงาน

ติดตามคำแนะนำจาก กูรูสุขภาพ ทำตามง่าย เห็นผลจริง คลิกเลย!
keyboard_arrow_up