กินยา ยา

เช็กพฤติกรรม คุณ ใช้ยาฟุ่มเฟือย เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่

Alternative Textaccount_circle
event
กินยา ยา
กินยา ยา

ใช้ยาฟุ่มเฟือย เสี่ยงอันตราย

เรื่องของยา แน่นอนว่ายามีข้อดีในการรักษาอาการต่างๆ แต่ก็มีข้อเสียด้วยเช่นกัน เภสัชกรจึงมักย้ำนักย้ำหนาเวลาจ่ายยาแต่ละประเภท ทั้งวิธีใช้และข้อระวัง อย่างไหนกินต่อเนื่องได้ อย่างไหนไม่จำเป็นไม่ควรกิน วันนี้เราจึงนำข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญมาแชร์ให้ได้รู้กัน และมาสำรวจตัวเองและคนรอบข้าง ว่ามีนิสัย ใช้ยาฟุ่มเฟือย จริงหรือไม่

(ข้อมูลจาก บทความในเว็บไซต์ RAMA CHANNEL โดย ภก.รวีภัทร์ อนรรฆเมธี เภสัชกรคลินิก ฝ่ายเภสัชกรรม คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล)

การใช้ยาฟุ่มเฟือย ในสังคมไทยปัจจุบันเป็นอย่างไร?

การใช้ยาฟุ่มเฟือยมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สังเกตได้จากการจ่ายยาผู้ป่วยนอก การดูแลผู้ป่วยที่หอผู้ป่วยใน รวมถึงการจ่ายยาในร้านขายยา พบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มาพบแพทย์มีปัญหาเรื่องการใช้ยาซ้ำซ้อน ใช้ยามากเกินความจำเป็น สังเกตได้จากการที่ยาเดิมเหลืออยู่ปริมาณมาก ไม่ได้รับประทานยาที่รับไปในแต่ละครั้ง หรือมีการเปลี่ยนแปลงวิธีรับประทานยา หยุดยาบางตัวแล้วแต่ยาเดิมยังเหลือ จึงกินซ้ำไปซ้ำมาร่วมกับยาที่แพทย์สั่งให้ปัจจุบัน นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายมีการกักตุนยาจากร้านขายยาไว้ใช้ยามเจ็บป่วย ทำให้เกิดปัญหารับประทานยาซ้ำซ้อนหรือยาหมดอายุตามมา

สาเหตุที่ทำให้คนไทยใช้ยาฟุ่มเฟือย

  1. คนไทยหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และปัจจุบันการเข้าถึงยาเป็นเรื่องง่าย ยาหลายชนิดสามารถหาซื้อได้เองตามร้านขายยา รวมถึงยาสามัญประจำบ้านบางชนิดยังซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้ออีกด้วย บางครั้งการซื้อยาเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมอาจทำให้เกิดปัญหาการใช้ยาฟุ่มเฟือยตามมา
  2. ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย โดยธรรมชาติของผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัวหลากอย่าง จึงมีความจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิด ส่งผลให้เกิดแนวโน้มการใช้ยาฟุ่มเฟือยได้มาก

ยาลดความอ้วนเถื่อน, ยาลดความอ้วน, ลดความอ้วน, ลดน้ำหนัก

ทำความเข้าใจการใช้ยาฟุ่มเฟือย

การใช้ยาฟุ่มเฟือยทางการแพทย์เรียกว่า “polypharmacy” หมายถึง การใช้ยามากกว่า 5 ชนิดขึ้นไปในการรักษาคน ๆ เดียว ตัวอย่างเช่น ผู้สูงอายุ 1 คน มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน ไขมันอุดตัน และโรคความดันโลหิตสูง โดยในโรค 1 โรคไม่ได้ใช้ยาเพียงชนิดเดียว ทำให้ต้องใช้ยาหลากหลายชนิดในการรักษา ซึ่งถือเป็นภาวะ polypharmacy

นอกจากนี้ การใช้ยาที่ไม่มีข้อบ่งใช้ (ใช้ยาโดยที่ไม่มีความจำเป็น เช่น การใช้ยาฆ่าเชื้อทั้งที่ยังไม่ได้ติดเชื้อ) ใช้ยาในขนาดที่ไม่เหมาะสม ใช้ยาหลายชนิดจนเกิดปัญหายาตีกันเอง หรือใช้ยาจนเกิดอาการข้างเคียงและต้องใช้ยาชนิดอื่นมารักษาอาการข้างเคียงดังกล่าว เช่น กินยาแก้ปวดจนเป็นโรคกระเพาะ จึงต้องใช้ยารักษาโรคกระเพาะที่เกิดจากการกินยาแก้ปวด เป็นต้น

ประเภทของยาที่พบมากว่ามีการใช้ยาฟุ่มเฟือย

ประเภทของยาที่พบว่ามีการใช้ยาฟุ่มเฟือย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามประเภทของผู้ใช้ยา ดังนี้

  1. ยารักษาโรคเรื้อรัง เช่น ยารักษาโรคเบาหวาน ยารักษาโรคไขมันอุดตันยารักษาโรคความดันโลหิตเป็นต้น พบในผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ
  2. ยาแก้ปวด ยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) พบในคนทั่วไป

ยาปฏิชีวนะ หากใช้มากเกินไป มีผลอย่างไร

การกินยาปฏิชีวนะมากเกินไป หรือกินทั้งที่ภายในร่างกายไม่ได้มีเชื้อโรคชนิดร้าย ตัวยาจะไปทำลายเชื้อชนิดดีในร่างกายแทน ทำให้เกิดความไม่สมดุลในร่างกาย เช่น ภาวะท้องเสียเรื้อรัง ติดเชื้อแทรกซ้อน รวมถึงปัญหาเชื้อดื้อยา

พาราเซตามอล หากใช้มากเกินไป มีผลอย่างไร

ยาพาราเซตามอล หากรับประทานในขนาดที่เหมาะสมและใช้ตามอาการ โดยทั่วไปไม่ทำให้เกิดผลเสีย แต่พบว่าบางรายมีการใช้ยาต่อเนื่อง ทั้งที่ไม่มีอาการปวด หรือบางรายคิดว่าตนเองยังไม่หายจากอาการปวด จึงเปลี่ยนชนิดยาแก้ปวดไปเรื่อย ๆ รับประทานยาแก้ปวดหลายชนิดพร้อมกัน พฤติกรรมนี้ทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้

ผู้ป่วยหลายโรค สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ยาฟุ่มเฟือยได้หรือไม่

โดยทั่วไป ผู้ป่วยโรคเรื้อรังมีความจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดอยู่แล้ว จึงเป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาการใช้ยาฟุ่มเฟือย แต่แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมในการใช้ยา ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและเกิดอาการข้างเคียงน้อยที่สุด

พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อลดการใช้ยาฟุ่มเฟือย

  1. กักตุนยามากเกินความจำเป็น
  2. ใช้ยาในขนาดที่ไม่เหมาะสม
  3. ใช้ยานอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง
  4. ใช้ยาที่ไม่มีข้อบ่งใช้ (ยาที่ไม่ได้ส่งผลรักษาโรค)
  5. ใช้ยาหลายชนิดจนตัวยาตีกันเอง
  6. ใช้ยาชนิดเดียวมากจนเกิดอาการข้างเคียง ทำให้ต้องใช้ยาชนิดอื่นมารักษา
  7. ใช้ยาของผู้อื่นที่มีอาการคล้ายกันทั้งที่ในความเป็นจริงผู้ป่วยด้วยโรคเดียวกัน แพทย์จะสั่งยาตามอาการคนไข้แต่ละรายซึ่งแตกต่างกัน ชนิดยาที่ใช้ก็แตกต่างกันไปตามอาการ

แนวทางปฏิบัติการใช้ยาที่เหมาะสม

  1. ตระหนักเสมอว่าใช้ยาเพื่ออะไรแล้วใช้ให้ถูกจุดประสงค์
  2. ตระหนักถึงขนาดของยาที่เหมาะสมว่าต้องกินปริมาณเท่าใดจึงจะเกิดประสิทธิภาพ
  3. เข้าใจเหตุผลที่แพทย์ปรับเปลี่ยนยา
  4. หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยาให้สอบถามแพทย์หรือเภสัชกร

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

กินยาอะไร ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ข้อควรรู้ เมื่อคุณต้อง กินยา

กินยาผิด เวลา ผิดช่วง กินไม่ตรงเวลา อันตรายหรือไม่

 

ติดตามคำแนะนำจาก กูรูสุขภาพ ทำตามง่าย เห็นผลจริง คลิกเลย!
keyboard_arrow_up