มาดามฟินนี่ : ชีวิตพังเพราะเงิน สู่ กูรูด้านการเงิน เธอทำได้อย่างไร ?

สายเที่ยวขาช็อปบางคน เวลาพูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็มักจะตอบว่า อู๊ย อย่าเพิ่งไปคิดมาก เงินเนี่ยแป๊บๆ ก็หาได้แล้ว บางคนหาได้มากก็ใช้หมด หรือหาได้น้อยใช้มากนี่ยิ่งพัง ครั้งหนึ่ง กูรูด้านการเงินคนเก่งอย่าง มาดามฟินนี่  หรือ พนิดา ชูกุล ก็เคยชีวิตพังเพราะเรื่องเงินมาก่อน แล้วเธอกู้ ‘ชีวิต’ ของเธอคืนมาได้อย่างไร ?

มาค่ะ มาลองฟังที่มาที่ไป และวิธีแก้ปัญหาในแบบฉบับของเธอกันดีกว่า

 

ไม่ใช่ทุกคนที่มีหนี้ก้อนใหญ่เหมือนชนักติดหลัง จะสลัดความคิดแง่ลบทิ้ง แล้วลุกขึ้นมาปฏิวัติชีวิตของตัวเองซะใหม่ จนทุกวันนี้สามารถให้ความรู้ทางการเงินกับคนอื่นได้แบบ มาดามฟินนี่ เธอบอกว่าจุดเริ่มต้นหายนะทางการเงินของเธอนั้นเกิดมาจาก Mindset ของเธอเองตั้งแต่เด็กจนปัจจุบัน ที่ไม่ได้รับการปลูกฝังเรื่องการจัดการเงิน พอใจจะซื้อ ก็ซื้อ มองเห็นแค่ความสุขระยะสั้น คือฉันจะเอาฉันต้องได้ ซึ่งความจริงแล้ว นี่ก็ไม่ได้แตกต่างจากชีวิตของมนุษย์เงินเดือนเจน Y ทั่วไปเท่าไร

เรามองว่าตัวเองอยู่เพื่อมีความสุข แล้วเป้าหมายชีวิต รวมถึง ความสุขระยะยาวละ เราได้คิดถึงมันบ้างหรือเปล่า ?

 

ความสุขระยะสั้น กับดักทางความคิดที่ทำให้ชีวิตเข้าสู่หายนะทางการเงิน

“มันแปลกมากตรงนี้เราเรียนบัญชีนะ เราทำงบการเงิน ดูแลเรื่องเงินให้คนอื่น แต่พอเป็นเรื่องของตัวเอง คือจะไม่มีสติเลย พอใจจะใช้ ใช้ ความสุขระยะสั้น มาก่อน ไม่ได้มีการกำหนดงบของตัวเอง จนเริ่มกลายเป็นหนี้หลายๆ บัตร ทบทุกบัตรเลย พอวันนึง มันหมุนไม่ไปแล้ว มันเอาบัตรนั้นมาใส่บัตรนี้ไม่ได้แล้ว คือสุดจริงๆ”

มี ‘ปัญหา’ แต่ไม่คิดว่าตัวเองมี เพราะคิดเสมอว่า ‘ใครๆ ก็เป็นกัน…’

“เราคิดว่ามันคือเรื่องปกติ ใครๆ ก็เป็น คิดว่าตัวเองหาเงินเก่ง หาได้ก็ใช้ไปก่อน แต่พอมาถึงจุดที่หมุนไม่ไปแล้ว เราถึงเริ่มกังวล คือเรายืมเงินแบงค์นะ แต่ไม่ยืมเงินเพื่อน ถ้าเราไปไกลกว่าจุดนั้น เราจะอายแล้วละ เพราะเราต้องไปยืมเงินคนอื่น แถมตอนนั้นอายุ 30 กว่าแล้ว เราโสด ไม่มีภาระ แต่เพื่อนมีบ้าน มีกิจการ แล้วอนาคตของเราละ ตอนนั้นมันคิดแค่ว่า ‘ใครๆ ก็เป็นกัน’ ไม่ได้แล้ว”

 

ตบโต๊ะ แล้วเปลี่ยนชีวิต อนาคตจะมืดมนแบบนี้ไม่ได้นะ !

“วันนั้นคือตื่นเลย ทั้งๆ ที่เราหน้าที่การงานก็ดี อนาคตก็ดี เงินเดือนเราก็เป็นแสน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น? มันเหมือนเราตื่นขึ้นมา มองไปข้างหน้าไม่มีอนาคตเลย มันน่ากลัวนะ เลยใช้ฟิลลิ้ง ลุกขึ้นตบโต๊ะ ไม่เอาแล้วอ่ะ ชีวิตแบบนี้ เงินเดือนออก แทนที่ตัวเองจะมีความสุข ต้องมาดู จ่ายบัตรกี่บัตร จ่ายอะไรก่อน จ่ายอันนั้นแล้ว ไปดึงอันนั้นมาจ่ายอันนี้ คือไม่มีความสุขเลย เราเลยรู้สึกว่า เราต้องแก้ปัญหาแล้วละ”

 

วิธีที่ 1 เริ่มต้นกู้คืนความสุขให้ชีวิตด้วยการ เปลี่ยนงาน

“จริงๆเพื่อนๆ เราในวัยเดียวกัน และโปรไฟล์คล้ายๆ เรา มันไปไกลแล้วอ่ะ แต่เราไม่กล้า เรากังวล เรารู้สึกว่าเราจะหนี้หมดเร็วขึ้นถ้าเรามีรายได้เพิ่มขึ้น เปลี่ยนงานเลยค่ะ ตอนนั้นได้เงินเดือนขึ้นประมาณ 30% คือช่วยได้เยอะ”

 

วิธีที่ 2 ตั้งสติ รวบรวมหนี้ทั้งหมดไว้เป็นก้อนเดียวกัน

“ตอนนั้นไม่เคยกล้ามองเลยว่าตัวเองมีหนี้เท่าไร พอดู โอโห ซื้อรถดีๆ ได้คันนึงเลยละ เราเลยรวบทั้งหมด แล้วไปกู้เป็น personal loan ก้อนเดียว เพื่อให้เราผ่อนไหว โดยผ่อนที่แบงค์เดียว เอาปัญหามารวมกัน และ ยืดระยะเวลาออกไป

step แรกของการเป็นหนี้ ทำอย่างไรก็ได้ ให้คุณผ่อนให้พอก่อน ให้คุณพอมีอากาศหายใจ เหมือนคุณกำลังจะจมน้ำอะ พอคอพ้นน้ำปุ๊บ อ๊อกซิเจนเข้าสมอง คุณจะคิดอะไรออก ไม่ต้องกังวลว่าเป็นหนี้ยาวขึ้น เราใช้ชีวิตให้มีความสุขดีกว่า ยืดระยะเวลาออกไป ผ่อนให้ไหว ยึดหลัก 6Jars ที่เคยพูดให้ฟังอันนั้น”

ไม่ใช่หาเงินทุกบาททุกสตางค์เพื่อไปใช้หนี้ สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตคุณคือหนี้เท่ากับ 0 แต่ชีวิตด้านอื่นๆ ของคุณจะเท่ากับ 0 เหมือนกัน

 

ชีวิตที่เป็นหนี้ คุณก็แค่ใช้มัน มองไปข้างหน้า ความสุขไม่ได้หายไปไหนเลย

“อย่าไปจมอยู่กับความล้มเหลวนั้น ใช้ชีวิตให้เป็นปกติสุข ใช้เงินให้เป็น พัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ ให้คนอื่น มีเงินออม มีเงินเที่ยว ไม่งั้น ชีวิตคุณจะเศร้ามาก เราคิดแบบนี้ แล้ว 1 ปีถัดมาเราก็เปลี่ยนงานอีก โดยที่ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น 2 เท่า

พอเรากลับมามีความสุข จากการที่เรามีเงินสำรอง เราให้พ่อแม่ได้ ไปเที่ยวได้ พัฒนาตัวเองได้ ความมั่นใจ ความสามารถทุกสิ่งทุกอย่างมันกลับมาอย่างรวดเร็ว จากคนที่เป็นหนี้ แต่พอได้ความมั่นใจคืนมา บุคลิก ความสามารถและความมั่นใจมันก็กลับมา กล้าคว้ารายได้ที่มากขึ้น พอรายได้มากขึ้น หนี้ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว”

 

 

นี่คือวิธีที่ มาดามฟินนี่ พาตัวเองออกมาจากวังวนหนี้ เธอเปลี่ยนงาน รวมหนี้ไว้เป็นก้อนเดียว ค่อยๆ ผ่อนจ่าย และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง เธอย้ำกับเราว่า ถึงเป็นหนี้ ก็ใช่ว่าคุณจะทำอะไรกับชีวิตไม่ได้ ทุกวันนี้เธอเปิดเพจ ‘มาดามฟินนี่ Money-More-Fin’ มีเวปไซด์ของตัวเอง ได้ร่วมงานกับคนในวงการด้านการเงิน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ที่เธอเป็นได้อย่างทุกวันนี้ก็เพราะเธอไม่ยอมให้หนี้ก้อนนั้นมาเป็นอุปสรรคขวางทาง

 

ทำสิ่งที่อยากทำ ไม่ต้องรอหนี้หมด ไม่ทำตอนนี้เมื่อไรจะได้ทำ ?

“ความสบายใจในเรื่องเงินจะมาในวันที่เราเริ่มจัดการทุกอย่างลงตัว หลังจากนั้นมันก็เหมือนระบบ ที่ว่าทุกเดือนฉันออมเท่านี้ ใช้เท่านี้ พัฒนาตัวเองเท่านี้ ทำไปเรื่อยๆ  กล้าเปิดเพจ กล้า live กล้าเปิดคอร์สสอนคน กล้าไปลองขายของ เราเป็นผู้ตรวจการบัญชี ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านเป็นพิธีกรหรือสื่อมาก่อน มาถึงวันนี้ได้ เพราะเราพัฒนาตัวเองมาตามเส้นทางนี้ตลอด ตามหาว่าตัวเองชอบอะไร เริ่มทำสิ่งนั้น มองคนอื่น ช่วยคนอื่น ได้รับโอกาส”

ถามว่าวันนี้หนี้เราหมดหรือยัง ? ยังนะ เพราะเราก่อไว้เยอะมาก และนั่นมันเพิ่งผ่านมาแค่ 3 ปี กว่าๆ หนี้มันไม่ใช่ผู้ร้าย เราก่อมันขึ้นมา เราเป็นเจ้าของ ก็ต้องดูแลใช้มันจนหมด แต่เราจะไม่ยอมเสียชีวิตไปกับมัน

“จนถึงวันนี้ที่เราได้ขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีเดียวกับดารา นักธุรกิจ มันมาได้ยังไง ? มันจากทัศนคติและการเริ่มต้นแบบนี้ เราสร้างเส้นทาง สร้างชีวิต โดยมีหนี้เป็นเพื่อนร่วมทาง นั่นคือสิ่งที่ผลักดันเรา”

 

และนี่คือเส้นทางชีวิตของ มาดามฟินนี่ เธอก้าวไปข้างหน้า พัฒนาตัวเอง ไม่กดดันกับหนี้ก้อนโต และทำให้มันลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป สิ่งสำคัญคือ ‘การใช้เงิน’ มองอนาคต ไม่ติดอยู่กับความสุขระยะสั้น จนลืมวางแผนเผื่อความสุขระยะยาว

 

 

keyboard_arrow_up