ช็อกโกแลตซีสต์ โรคที่ทำให้มีลูกยาก

ช็อกโกแลตซีสต์
ช็อกโกแลตซีสต์

ช็อกโกแลตซีสต์ โรคที่ทำให้มีลูกยาก

 

Question :

คุณหมอชัญวลี หนูอายุ 20 ปีค่ะ สังเกตตัวเองว่า ขณะมีประจำเดือนจะมีลิ่มเลือดออกมาเป็นก้อน จากก้อนเล็ก ๆ เริ่มเป็นก้อนใหญ่ขึ้น ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยพบมาก่อน แต่ไม่มีอาการปวดท้องค่ะ อยากทราบว่าลิ่มเลือดนี้เป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังเป็นช็อกโกแลตซีสต์ใช่หรือไม่คะ

Answer :

สัปดาห์นี้มีคนไข้ช็อกโกแลตซีสต์มาหาหลายคน คนแรกเป็นผู้หญิงอายุ 32 ปี มาปรึกษาว่า ไปรักษาช็อกโกแลตซีสต์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งโดยการผ่าตัด หลังจากนั้นหมอให้กินยาคุมกำเนิดเพื่อไม่ให้โรคกำเริบ แต่เธออยากมีลูก หมอยืนยันว่าโรคนี้ทำให้มีลูกยาก หากต้องการ ให้ทำเด็กหลอดแก้วแต่เธออยากมีลูกตามธรรมชาติ ไม่อยากเสียเงินทำเด็กหลอดแก้วจึงมาปรึกษา

คำแนะนำคือ โรคช็อกโกแลตซีสต์ ทำให้มีลูกยาก หากเป็นโรคนี้รุนแรงจนต้องผ่าตัด โอกาสตั้งครรภ์ตามธรรมชาติจะมีน้อย หากทำเด็กหลอดแก้วก็มีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ 20ทำให้มีลูกยาก หากเป็นโรคนี้รุนแรงจนต้องผ่าตัด โอกาสตั้งครรภ์ตามธรรมชาติจะมีน้อย หากทำเด็กหลอดแก้วก็มีโอกาสตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ 20

แนวทางการรักษาโรค เช่น การใช้ฮอร์โมน ส่งผลให้ไม่มีลูก แต่หากมีลูกได้ไม่ว่าจะเป็นวิธีธรรมชาติหรือทำเด็กหลอดแก้ว จะทำให้โรคหาย แต่ถ้าไม่มีลูก อาจจะกลับมาเป็นโรคซึ่งรุนแรงกว่าเดิม

คนไข้รายที่สองเป็นช็อกโกแลตซีสต์และอยู่ระหว่างการรักษา อาการก็ดีมาตลอด วันนี้มาพบด้วยปัญหาปวดท้องรุนแรง มีเลือดออก เมื่อตรวจก็พบว่าช็อกโกแลตซีสต์เพิ่มขนาดขึ้น สอบถามแล้วทราบว่า คนไข้กินสมุนไพรขับประจำเดือน เพราะเห็นว่ามีสรรพคุณลดการปวดประจำเดือน แต่สมุนไพรเหล่านี้มีฮอร์โมนเพศหญิง ที่เรียกไฟโตเอสโทรเจนซึ่งหากกินเข้าไปจะทำให้โรคกำเริบอย่างรวดเร็ว

รายที่สามคลอดลูกไปแล้วสองคน คนเล็ก 5 ปี เธอรู้สึกปวดประจำเดือนมานาน 1 ปีแล้ว ผลการตรวจพบว่าเป็นช็อกโกแลตซีสต์ ซึ่งไม่น่าเกิดกับแม่ลูกสอง สุดท้าย ซักประวัติจึงทราบว่าเธอกินโปรตีนผงเป็นประจำ เมื่อถามยี่ห้อก็รู้ว่าเป็นโปรตีนสกัดเข้มข้นจากถั่วเหลือง ซึ่งมีฮอร์โมนเพศหญิงที่เรียกไฟโตเอสโทรเจน จึงอาจส่งเสริมหรือกระตุ้นให้เกิดช็อกโกแลตซีสต์ได้

ช็อกโกแลตซีสต์คืออะไร  

โรคนี้เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และเข้าไปอยู่ในอวัยวะต่างๆ เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้ค่ะ

รังไข่ (หากอยู่ที่รังไข่จะทำให้เป็นถุงเลือดเก่า ๆ จึงเรียกว่าช็อกโกแลตซีสต์)

อุ้งเชิงกรานด้านหน้าและด้านหลัง (Anterior and Posterior Cul-de-Sac)

ปีกมดลูกด้านหลัง (Posterior Broad Ligament)

เอ็นหลังมดลูก (Uterosacral Ligament)

ตัวมดลูก

ท่อนำไข่

ลำไส้ใหญ่และไส้ติ่ง

การที่เยื่อบุโพรงมดลูกจะเจริญเติบโตต้องอาศัยฮอร์โมนเพศหญิงเอสโทรเจน โรคนี้จึงไม่พบในคนที่มีฮอร์โมนเพศหญิงน้อย เช่น ใกล้หมดหรือหมดประจำเดือน (Pre & Post Menopause)

ช็อกโกแลตซีสต์

อ่านต่อหน้าที่ 2

อุบัติการณ์โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

พบมากทีเดียว โดยในวัยเจริญพันธุ์พบเฉลี่ยประมาณร้อยละ 20 ซึ่งพบร้อยละ 30 ในคนที่มีอาการปวดประจำเดือน และพบร้อยละ 50 ในคนที่มีลูกยาก

สาเหตุโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

ไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่เชื่อว่าเกิดจาก 3 ทฤษฎีดังนี้

1. ประจำเดือนไหลย้อนกลับ ทฤษฎีนี้อธิบายว่าเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เกิดจากประจำเดือนไหลย้อนกลับไปที่ท่อนำไข่ ออกไปอยู่ในอุ้งเชิงกราน รังไข่ ฯลฯ แต่เมื่อมีประจำเดือนกลับไม่สามารถขับออกมาได้ จึงเกิดพังผืดดึงรั้งอวัยวะต่าง ๆ จนอักเสบ ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวดและมีลูกยาก

2. เยื่อบุโพรงมดลูกเคลื่อนไปเจริญอยู่ในอวัยวะต่าง ๆ ผ่านทางหลอดเลือดและหลอดน้ำเหลือง ทฤษฎีนี้อธิบายโรคเยื่อบุโพรงมดลูกที่เกิดในอวัยวะที่ไกลจากมดลูก เช่น ปอดและผิวหนัง เป็นต้น

3. เยื่อบุช่องท้องสามารถเปลี่ยนเป็นเยื่อบุโพรงมดลูกได้ ทฤษฎีนี้เกิดจากการสังเกตเซลล์เยื่อบุช่องท้องในทารกที่เปลี่ยนเป็นเยื่อบุโพรงมดลูกได้

3 ปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้เกิดโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ได้แก่       

1. มีญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ (จะมีโอกาสเป็นมากกว่าคนที่ไม่มีญาติพี่น้องเป็นถึง 7 เท่า)

2. มดลูกผิดปกติมีการอุดกั้นประจำเดือนที่จะไหลออกมา

3. ปัจจัยที่ทำให้ร่างกายสัมผัสฮอร์โมนเพศหญิงเอสโทรเจนมากและนานกว่าปกติ เช่น ไม่มีลูก มีประจำเดือนเร็ว หมดประจำเดือนช้า รอบประจำเดือนสั้น มีประจำเดือนมานาน มามากในแต่ละเดือน

นอกจากนั้นในต่างประเทศเชื่อว่า คนที่เป็นโรคนี้มักจะเป็นผู้หญิงผิวขาวผมสีแดง สูง ผอม มีกระที่ใบหน้า ผิวไวต่อแสงแดด มีไฝตามผิวหนังคล่องแคล่วว่องไว อารมณ์เสียง่าย หากเป็นผู้บริหารมักจะมีบุคลิกเฉียบขาด

4 ปัจจัยลดการเกิดโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ได้แก่

1. มีลูกมาก

2. ให้นมลูกนาน

3. มีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุมากกว่า 14 ปี

4. ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดกิน ฉีด หรือฝัง

อ่านต่อหน้าที่ 3

 

ช็อกโกแลตซีสต์

อาการของช็อกโกแลตซีสต์ 

ไม่ใช่อาการเฉพาะเจาะจง อาจพบในโรคอื่นได้ เรียงลำดับการพบจากมากไปหาน้อยดังนี้

1. ปวดประจำเดือน พบร้อยละ 79 เป็นการปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิคือตอนเริ่มมีประจำเดือนจะไม่ปวด แต่ปวดเมื่ออายุมากขึ้น บางคนมีอาการนี้หลังจากมีลูกแล้ว

อาการปวดมีลักษณะพิเศษคือ ปวดก่อนประจำเดือนมา 2 วัน และหลังจากประจำเดือนหมดอีก 2 วัน การปวดเป็นแบบก้าวหน้า คือปวดเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเดือน เมื่อมีประจำเดือน บางคนปวดทวารหนักและปวดปัสสาวะบ่อยร่วมด้วย

2. ปวดท้องน้อย พบร้อยละ 69 อาการปวดมีทั้งปวดแน่น ๆ ปวดตลอดเวลา หรือปวดจี๊ด ๆ เป็นบางครั้ง

3. ปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ พบร้อยละ 45 เป็นอาการปวดลึก ๆ ในช่องท้องต่างจากปวดเพราะการอักเสบหรือปวดเพราะช่องคลอดแห้ง ซึ่งมักปวดในช่องคลอดหรือปวดตื้น ๆ

4. ท้องผูก ท้องเสีย พบร้อยละ 36

5. ปวดลำไส้ พบร้อยละ 29 มีอาการแน่นจุกท้อง เหมือนอาการจากโรคกรดไหลย้อนหรือลำไส้อักเสบ

6. มีลูกยาก พบร้อยละ 26

7. มีก้อนที่รังไข่ (ช็อกโกแลตซีสต์) พบร้อยละ 20

8. ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะลำบาก เจ็บแสบเวลาปัสสาวะ พบร้อยละ 16

สำหรับอาการประจำเดือนผิดปกติ มามาก มานาน มีลิ่มเลือดปน พบในโรคช็อกโกแลตซีสต์น้อย แต่ก็พบได้ โดยเกี่ยวข้องกับการทำงานของรังไข่ไม่ปกติ แต่ส่วนใหญ่พบในโรคอื่น ๆ มากกว่า เช่น ฮอร์โมนไม่ปกติ การเสริมฮอร์โมนจากยาหรือสมุนไพร โพรงมดลูกอักเสบ เนื้องอกมดลูก และมะเร็งมดลูก

ซึ่งควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยด่วน

จาก คอลัมน์เปิดห้องหมอสูติ  นิตยสารชีวจิตฉบับ 404 (1 สิงหาคม 2558)


บทความน่าสนใจอื่นๆ

เทคนิคตรวจภายในสำหรับสาวโสด

4 วิธี แก้ปวดท้องประจำเดือน ให้อยู่หมัด

3 สมุนไพรไทย แก้อาการท้องอืดก่อนมีประจำเดือน

keyboard_arrow_up