คำแนะนำการเก็บยา

คำแนะนำการเก็บยา แบบไหนเสื่อมสภาพเมื่อไรและไม่ควรใช้ต่อ

คำแนะนำการเก็บยา
คำแนะนำการเก็บยา

คำแนะนำการเก็บยา แต่ละชนิด

เชื่อว่าหลายบ้านต้องมียาสามัญประจำบ้าน รวมถึงยาประจำตัว ประจำโรคต่างๆ เก็บไว้ แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่ควรสังเกตก็คือวันสิ้นอายุของยา วันนี้เราจะมาลงรายละเอียดเกี่ยวกับ คำแนะนำการเก็บยา แต่ละชนิด ว่ามีการเสื่อมสภาพช้าเร็วอย่างไร เพื่อเป็นประโยชน์แก่ทุกคนค่ะ

ว่าด้วยยาหมดอายุ

วันหมดอายุ หรือวันสิ้นอายุของยา คือวันที่กำหนดอายุการใช้งานของยา เพื่อแสดงว่ายาดังกล่าวมีคุณภาพตามมาตรฐานตลอดช่วงระยะเวลาก่อนถึงวันสิ้นอายุของยา ซึ่งข้อมูลวันหมดอายุและสภาวะการจัดเก็บยาได้จากการศึกษาความคงตัวของยา ประชาชนในฐานะผู้บริโภคจึงควรทราบวิธีการสังเกตยาหมดอายุ ซึ่งเป็นวิธีการตรวจสอบคุณภาพยาอย่างง่ายที่สามารถทำได้เอง

ข้อควรรู้พื้นฐานที่ในการพิจารณาวันหมดอายุของยา เพื่อสังเกตยาเสื่อมสภาพ มีดังนี้

 

  • ยาที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ของบริษัทผู้ผลิต สังเกตได้จากวันหมดอายุที่ระบุไว้บนฉลากหรือบรรจุภัณฑ์ เช่น ที่แผงยา ซองยา เป็นต้น กรณีที่ระบุเฉพาะเดือนและปีที่หมดอายุ วันหมดอายุจะเป็นวันสุดท้ายของเดือน
  • ยาแบ่งบรรจุล่วงหน้า (pre-pack) จะมีอายุการใช้งาน 1 ปี นับจากวันที่แบ่งบรรจุ
  • ยาน้ำที่ยังไม่ได้เปิดใช้ มีอายุ 3 ปีนับจากวันผลิต ยาน้ำที่มีสารกันเสียทั้งชนิดรับประทานและใช้ภายนอก หากเปิดใช้แล้วมีอายุไม่เกิน 6 เดือน การเก็บรักษายาจะต่างกันไปตามที่บริษัทผู้ผลิตกำหนด
  • ยาปฏิชีวนะชนิดผงแห้ง โดยทั่วไปหลังผสมจะมีอายุได้ 7 วัน หากเก็บที่อุณหภูมิห้อง และ 14 วัน หากเก็บในตู้เย็น เนื่องจากไม่มีสารกันเสีย
  • ยาน้ำเชื่อม หลังเปิดใช้ควรเก็บไว้ไม่เกิน 1 เดือน และเก็บที่อุณหภูมิห้อง (การแช่ตู้เย็นไม่ช่วยยืดอายุยา แต่อาจทำให้ยาตกตะกอน หรือน้ำเชื่อมตกผลึก ยกเว้น azithromycin syrup ต้องเก็บในตู้เย็น)
  • ยาหยอดตา ยาป้ายตา หากเป็นชนิดที่ใส่สารต้านเชื้อ (preservative) โดยทั่วไปจะมีอายุไม่เกิน 1 เดือนหลังการเปิดใช้ หากเป็นชนิดไม่เติมสารต้านเชื้อควรใช้ให้หมดภายใน 1 วัน วิธีเก็บรักษาปฏิบัติตามฉลากยา

ยาจะมีคุณภาพดีจนถึงวันหมดอายุที่ระบุไว้ได้ หากอยู่ภายใต้การจัดเก็บที่เหมาะสมตามที่แนะนำโดยบริษัทผู้ผลิต แต่หากมีการจัดเก็บยาที่ไม่เหมาะสม ยาอาจเสื่อมสภาพและมีคุณภาพลดลงต่ำกว่ามาตรฐานก่อนวันหมดอายุที่ระบุไว้ ดังนั้นการสังเกตลักษณะทางกายภาพของยาร่วมด้วยจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะหากยามีลักษณะเปลี่ยนไปจากเดิม ก็อาจอนุมานได้ว่าคุณภาพของยาน่าจะเปลี่ยนแปลงและผู้บริโภคไม่ควรใช้ยานั้นต่อไป

การเสื่อมสภาพของยาเกิดขึ้นได้ใน 3 ลักษณะ คือ

 

  • การเสื่อมสภาพทางเคมี ได้แก่ การลดลงของปริมาณตัวยาสำคัญ และการเพิ่มขึ้นของสารสลายตัว
  • การเสื่อมสภาพทางกายภาพ ได้แก่ ความผิดปกติของสี กลิ่น รสชาติ ความใส หรือการเกิดตะกอน
  • การเสื่อมสภาพทางจุลชีววิทยา ได้แก่ การปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียเกินระดับปลอดภัย

ตัวอย่างลักษณะยาที่เสื่อมสภาพ

คำแนะนำการเก็บยา

ข้อมูลจาก

บทความสุขภาพ เว็บไซต์ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์


บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ชวนรู้จักโซเดียม และผลเสียต่อไตที่ไม่ควรมองข้าม

ทำความรู้จัก น้ำตาลและสารให้ความหวาน พร้อมแนะการอ่านฉลากอย่างฉลาด

ไขปัญหา ผู้ป่วยเบาหวาน ห้ามกินแครอทจริงหรือไม่

น้ำส้มแอปเปิ้ลไซเดอร์ ตัวช่วยรักษาหวัดได้จริงหรือไม่ หาคำตอบกัน

 

 

keyboard_arrow_up