คิดได้เมื่อเกือบจะสาย พลอย-ธันยาภัทร ศิริโชติ (พลอยKPN)

พลอยเคยเกเรกับคุณพ่อมาก ๆ  ยังโชคดีที่กลับตัวได้ทันก่อนจะสายเกินไป พลอย ธันยาภัทร พลอยโตมากับคุณพ่อและคุณป้า  คุณพ่อเลี้ยงพลอยเหมือนเด็กผู้ชายคนหนึ่ง  เลยมีนิสัยห้าว ๆ  แต่แม้จะห้าวแค่ไหน เวลาคุณพ่อดุหรือบอกอะไรพลอยจะไม่เถียง  แต่ก็ไม่ทำตามที่สั่ง ช่วง ม.ต้น พลอยเริ่มเล่นดนตรีกับเพื่อน  ในวงมีกัน 4 คน  พลอยเป็นผู้หญิงคนเดียว  บ้านเพื่อนมีห้องซ้อมดนตรีจึงมักไปขลุกกันอยู่ที่นั่นทั้งวัน  หลายครั้งที่โดดเรียนเพื่อไปซ้อมดนตรีเพราะสมัครประกวด Hot Wave Music Awards ซึ่งเป็นเวทีที่เป็นความใฝ่ฝันของวัยรุ่นในสมัยนั้น  ปีแรกวงของเราติด 30 วงสุดท้าย  ยิ่งทำให้พลอยรู้สึกว่าต้องประกวดอีกให้ได้  เพราะขนาดอยู่ ม.3 ยังเข้ารอบ 30 วง ถ้าอยู่ม.ปลายต้องทำได้ดีกว่านี้แน่นอน เมื่อขึ้น ม.ปลายจึงเต็มที่กับการเล่นดนตรีมากกว่าเดิม ไม่ค่อยสนใจเรื่องเรียนสักเท่าไหร่  เริ่มโดดเรียนบ่อยขึ้น กลับบ้านดึกขึ้น  บางคืนกลับตีหนึ่งแล้วต้องนั่งแท็กซี่คนเดียว คุณพ่อเป็นห่วงมาก  เวลาท่านโทร.ตาม พลอยชอบโกหกว่าออกมาแล้ว  ทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ในห้องซ้อม  แต่ความเป็นห่วงของท่านแฝงอยู่ในพายุอารมณ์แห่งความโกรธ  คืนหนึ่งพลอยกลับถึงบ้านค่อนข้างดึกเหมือนเคย  คุณพ่อรออยู่แล้ว  ท่านตวาดว่า “ถ้าแกยังทำตัวแบบนี้  จะไปอยู่ที่ไหนก็ไป” พลอยไม่เถียง  แค่มองหน้าท่านแล้วเดินขึ้นห้องนอนไปเงียบ ๆ  วันถัดมาก็ออกจากบ้านด้วยชุดนักเรียนชุดเดียวแล้วไม่กลับไปที่บ้านอีกเลย  โดยยังไปเรียนปกติ  แล้วไปพักที่ห้องซ้อมดนตรีบ้านเพื่อน  แล้วแอบกลับไปเอาเสื้อผ้าตอนกลางวันที่พ่อไม่อยู่บ้าน  พลอยใช้ชีวิตอยู่ที่ห้องซ้อมดนตรี จนเวลาผ่านไปหนึ่งเดือนก็ได้รับโทรศัพท์จากคุณป้า “พลอย  คุณพ่อไม่สบายหนักมาก  มาดูหน่อย” ได้ฟังแบบนั้นพลอยคิดในใจว่าไม่จริงหรอก  คงแค่อยากให้กลับบ้านมากกว่า  จึงยังไม่ยอมกลับ  วันรุ่งขึ้นคุณป้าโทร.มาเรื่องเดิมอีกครั้งก็ยังไม่เชื่อ  ตอบไปว่าเล่นดนตรีอยู่ ต้องไปส่งเดโม่ ยังไปไม่ได้  หลังจากนั้นประมาณ 5 วัน  ทั้งน้อง  เพื่อน  ป้าข้างบ้านโทร.มาบอกเรื่องเดียวกันว่า “พลอย  คุณพ่อไม่ไหวแล้วนะ  อยู่โรงพยาบาลแล้ว” พอเห็นว่าโทร.กันมาหลายคนจนไม่น่าจะเป็นเรื่องหลอก จึงรีบไปโรงพยาบาล  ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่  คุณพ่อที่เคยยืนดุพลอย  บัดนี้นอนตาหยีน้ำตาไหลด้วยความเจ็บปวดอยู่บนเตียงคนไข้ที่กำลังจะเข็นเข้าห้องผ่าตัด  คุณป้าบอกว่า  คุณพ่อเป็นนิ่วในท่อปัสสาวะมาหนึ่งเดือนแล้ว  แต่เพิ่งได้คิวผ่าตัด  พลอยนึกย้อนถึงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาว่าเราทำอะไรอยู่  ออกจากบ้านเพื่อมาอยู่ห้องซ้อมดนตรี  บางทีก็กินเหล้ากับเพื่อน  ระหว่างนั้นคุณพ่อยังโอนเงินให้ใช้จ่ายตามปกติอีกด้วย หลังผ่าตัด  พยาบาลเข็นคุณพ่อออกมาเพื่อไปยังห้องพักคนไข้  คุณพ่อไม่มีสติ  เหมือนคนเมายาสลบ  ท่านพยายามเปล่งเสียง แต่ก็ไม่มีเสียง  พลอยเห็นภาพนั้นแล้วต้องหลบออกไปร้องไห้ข้างนอกห้อง  รู้สึกผิดที่ไม่ได้ดูแลท่านตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หลังจากคุณพ่อฟื้น  พอเห็นพลอยนั่งเฝ้าอยู่  ประโยคแรกที่ท่านพูดคือ “กลับมาแล้วหรือ  กินอะไรหรือยัง” ได้ยินแบบนี้พลอยพูดไม่ออก  ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก หลังจากเหตุการณ์นี้  รู้สึกว่าชีวิตสั้นมาก  ถ้าท่านไม่ได้เป็นโรคนี้ แล้วเป็นโรคที่น่ากลัวกว่านี้จะทำอย่างไร  พลอยจึงเปลี่ยนตัวเองใหม่  ตั้งใจเรียนเพื่อคุณพ่อ  และใส่ใจดูแลท่านมากขึ้นกว่าเดิม ต้องขอบคุณคุณพ่อที่ปล่อยให้ทำในสิ่งที่อยากทำ การใช้ชีวิตนอกกรอบไม่ผิด  แต่คุณต้องรับผิดชอบตัวเองให้ได้และที่สำคัญ ต้องรับผิดชอบความรู้สึกของคนในครอบครัวให้ได้ด้วย   Secret BOX ชีวิตคนเรามันสั้น  อยากทำอะไรให้รีบทำ แต่สิ่งที่ทำต้องไม่เดือดร้อนใคร พลอย – ธันยาภัทร  ศิริโชติ (พลอย KPN)     ที่มา  นิตยสาร Secret ฉบับที่ 179 เรื่อง : ธันยาภัทร  ศิริโชติ เรียบเรียง : อุรัชษฎา  ขุนขำ ภาพ : วรวุฒิ  วิชาธร Secret Magazine (Thailand) IG @Secretmagazine […]

แค่กล้าตัดสินใจ “โลกใบใหม่” ก็อยู่แค่เอื้อม “ จินนี่ -ธนิดา กาญจนวัฒน์”

ด้วยความที่ จินนี่ เป็นผู้หญิงที่ไม่ค่อยเหมือนผู้หญิงสักเท่าไหร่ ไม่แต่งหน้า ไม่หวาน ชอบแต่งตัวลุย ๆ แล้วก็เดินขากาง ๆ แขนแกว่ง ๆ เพื่อนผู้ชายจึงมักประณามว่า “แมน” อย่างนี้ จะมีแฟนเหมือนคนอื่นเขาไหม ลำพังถ้าได้ยินแค่ครั้งหรือสองครั้งจินนี่คงไม่ติดใจอะไร คิดว่าเพื่อนคงแซวเล่นสนุกปาก แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ เพราะตลอดสองปีที่อยู่เอแบค จินนี่ได้ยินพวกเพื่อนตัวแสบพูดทำนองนี้ใส่หูแทบทุกวัน บ่อยเข้า ๆ ก็ชักหงุดหงิดเหมือนกัน แต่จินนี่ก็พยายามอดทนเพราะรู้ดีว่าพูดไปก็เท่านั้น ถ้าเราไม่อยากฟังก็เดินหนี หรือไม่ก็พิสูจน์ให้เห็นไปเลยว่าจินนี่ก็เป็นผู้หญิงได้ (เหมือนกัน) จินนี่ไม่เพียงแต่เลือกข้อหลังเท่านั้นนะคะ แต่ยังเลือก “ท้าทายตัวเอง” ด้วยการทำในสิ่งที่แตกต่างกับตัวเองแบบสุดขั้ว นั่นก็คือ การประกวดนางงามค่ะ คิดว่าวิธีนี้น่าจะช่วยให้จินนี่ดูเป็นผู้หญิงขึ้นมาได้บ้าง จินนี่จึงตัดสินใจสมัครมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2005 ค่ะ ลองดู เป็นไงเป็นกัน! เพียงแค่วันแรกที่เริ่มกิจกรรมเก็บตัว ชีวิตจินนี่ก็เริ่มเปลี่ยนทันทีค่ะ จากที่ไม่เคยตื่นเช้า (นอกจากเวลาไปปฏิบัติธรรม) คราวนี้ต้องตื่นตีสี่เพื่อแต่งหน้าทำผม กว่าจะเสร็จใช้เวลาเป็นชั่วโมง ๆ พอจะออกงานก็ต้องใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ด ซึ่งนั่นถือเป็นงานหนักของจินนี่ที่ต้องหัดเดินบนส้นสูงให้เป็น ที่สำคัญ ต้องเดินหลังตรง ขาชิดด้วย เพราะจินนี่เป็นคนเดินไหล่ห่อ ขากาง จากนั้นก็ต้องฝึกยิ้มด้วย เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นนางงาม […]

เจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์ “ฉันทำเพื่อความสุขของตัวเอง”

หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่เด็กๆ ทุกคนต้องเจอก็คือ “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” เจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์  คุณครูของเจี๊ยบ (เจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์ ) ก็ถามอย่างนี้เหมือนกันค่ะ เพียงแต่เด็กๆ ทุกคนต้องตอบคำถามด้วยภาพวาดค่ะ วันนั้นภาพของเจี๊ยบไม่เหมือนใครในห้องเลย…เพราะเจี๊ยบวาดภาพตัวเองเป็น “พยาธิ” อยู่ในท้องคุณแม่ ตอนเด็กๆ เจี๊ยบขี้เกียจมาก ไม่สนใจการเรียนแม้แต่น้อย ในหัวมีแต่ความคิดว่า “อยากสบาย” ซึ่งคิดไปคิดมาคงไม่มีอะไรดีไปกว่าเป็นพยาธิในท้องคุณแม่! เพราะนอกจากมีอาหารให้กินตลอดๆ แล้ว คุณแม่ยังไม่คิดจะกินยาถ่ายพยาธิอย่างเจี๊ยบออกจากท้องอย่างแน่นอน สุขกว่านี้มีอีกไหม…ความคิดของเจี๊ยบเลิศไหมล่ะ พอขึ้น ม.3 คุณแม่ก็จับเจี๊ยบไปดัดฟัน จำแม่นเลยว่าเวลาไปเปลี่ยนยางสีๆ หมอฟันแค่ใช้คีมบิดๆ ไม่กี่ทีก็ได้เงินเป็นพันแล้ว เจี๊ยบก็เริ่มเกิดความคิดว่า “หมอฟัน” ก็เป็นอาชีพที่ดีนะ งั้นเป็นหมอฟันดีกว่า จากนั้นเจี๊ยบก็ปฏิวัติตัวเองใหม่ หันมาตั้งใจเรียนเพื่อจะสอบเข้าหมอฟันให้ได้ เวลาผ่านไปจน ม.6 เจี๊ยบมีโอกาสได้ไปเข้าโครงการอยากเป็นหมอที่โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งหนึ่ง แค่วันแรกที่ก้าวเข้าไปในโรงพยาบาล ภาพผู้คนสีหน้าอมทุกข์ คนนั้นปวดท้อง คนนู้นเจ็บแผล เพราะทุกคนต้องรอหมอที่มีแค่ 2 คน สิ่งที่ได้พบเจอในวันนั้นกระแทกใจเจี๊ยบอย่างแรง อยากช่วยใจจะขาด แต่ติดว่ายังทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ในที่สุดเจี๊ยบตัดสินใจเดินหลบออกไป ใจก็คิดไปพลางว่า จะทำยังไงให้คนเหล่านี้ไม่ต้องทุกข์ […]

อ้วน เด่นคุณ จากเด็กขี้แยสู่พระเอกละคร

ใครจะคิดว่าเด็กขี้แยที่เอาแต่ร้องไห้เวลาถูกเพื่อนแกล้งจะกลายมาเป็นพระเอกละครในวันนี้  อ้วน เด่นคุณ ผมเกิดที่จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่เด็ก ๆ ผมไม่ชอบเดินตามใคร ไม่ชอบทำตามเพื่อน ซึ่งพอไม่ทำตามเพื่อน นอกจากจะไม่มีใครคบแล้ว เพื่อน ๆ ยังรวมหัวแกล้งผมตลอด อย่างตอนพักเที่ยง ผมตักข้าวใส่ถาดเสร็จ เพื่อนเอาดินสอหลาย ๆ แท่งมาปักในข้าวผมแล้วร้องเพลงแฮ็ปปี้เบิร์ธเดย์ ข้าวก็เลอะคราบดินสอ กินไม่ได้ ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว บางครั้งเพื่อนก็เอาถาดใส่ข้าวมายัดใส่กระเป๋าผมตอนเผลอ คือหาเรื่องแกล้งได้ไม่เว้นแต่ละวัน ผมร้องไห้กลับบ้านทุกวัน ผมโกรธนะที่เพื่อนแกล้ง แต่ไม่กล้าตอบโต้เพราะไม่มีพวกเหมือนคนอื่น พอขึ้นมัธยมปลาย ผมไม่อยากถูกแกล้งอีก จึงเริ่มทำตัวกลมกลืนกับเพื่อน เริ่มเลียนแบบเพื่อน จนถึงขั้นเสเพล มีเรื่องท้าตีท้าต่อยไม่เว้นแต่ละวัน แต่ไม่ว่าจะเกเรขนาดไหน ผมก็มีความฝัน นั่นคือการเป็นนักดนตรี ผมเดินตามความฝันก้าวแรกโดยการเป็นนักดนตรีวงโยธวาทิตของโรงเรียน ทุกวันที่ผมเดินเข้าโรงเรียน ผมจะไหว้ศาลหน้าโรงเรียนแล้วขอพรว่า  “สาธุ ขอให้ผมได้เป็นนักดนตรีดัง ๆ ด้วยเถิด”     เวลานั้นเรื่องการเป็นดาราไม่อยู่ในความคิดของผมเลยแม้แต่น้อย มันคือสิ่งที่ห่างไกลกับเด็กต่างจังหวัดมาก เวลาผมดูโทรทัศน์ ผู้หญิงคนนั้นสวยมาก ชอบมากแต่ไม่เคยคิดว่าเราจะไปยืนในจุดนั้น แต่แล้วสิ่งที่เหนือความคาดหมายก็เกิดขึ้น วันนั้นภาพยนตร์เรื่อง ฮักนะ สารคาม มาเปิดรับนักแสดงที่โรงเรียน โดยแต่ละห้องต้องส่งตัวแทนเพื่อไปคัดเลือกนักแสดง ผมไม่ได้สนใจเพราะไม่ใช่ทางของผม แต่หัวหน้าห้องส่งชื่อผมไปโดยไม่บอกก่อน พอถึงวันทดสอบการแสดง ซึ่งตรงกับวันเสาร์ ปกติแล้วทุกวันเสาร์ผมจะสอนดนตรีน้อง ๆ ที่บ้าน เพราะแม่ไม่ให้ออกจากบ้านไปไหน แต่ครั้งนี้หัวหน้าห้องมัดมือชก โทร.บอกแม่ว่ามีสอบภาษาไทย แล้วมาบอกผมว่าให้ไปเป็นหน้าเป็นตาให้เพื่อนในห้องหน่อย ผมจึงตกกระไดพลอยโจนต้องไปทดสอบการแสดงในที่สุด เมื่อไปถึงที่ทดสอบการแสดง คนอื่นแต่งตัวกันมาดีมาก แต่ผมไม่คิดจะทำงานเส้นทางสายนี้อยู่แล้วจึงใส่เสื้อผ้าสไตล์ตัวเอง เสื้อขาด ๆ กางเกงยีนตัดขา ไม่น่าเชื่อว่าผมผ่านการคัดเลือกและได้เป็นหนึ่งในนักแสดงภาพยนตร์เรื่องนั้น เพราะทีมงานต้องการคาแร็คเตอร์จน ๆ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไป     เมื่อเริ่มเข้าวงการบันเทิง ชีวิตไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด ผมต้องหยุดเรียนไปถ่ายภาพยนตร์ พอกลับมาเรียน สอบตกเกือบทุกวิชา ตอนนั้นเรียน ม.6 แล้ว โชคดีที่โรงเรียนมีระยะเวลาให้นักเรียนสอบซ่อม ผมกลับมาดูหนังสืออย่างหนักจนสอบผ่านทุกวิชาและจบพร้อมเพื่อนในที่สุด เมื่อเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ทำงานในวงการเต็มตัว จากเด็กที่ไม่มีความรับผิดชอบก็รับผิดชอบมากขึ้น แม้การได้เป็นนักแสดงจะเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย แต่เมื่อได้โอกาสแล้วก็ต้องตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ สิ่งที่ผมยึดเป็นหลักในการทำงานมาตลอดคือสติ ต้องมีสติติดตัวอยู่เสมอ เพราะถ้ามีสติ เราจะไม่ทำเรื่องที่ไม่ควรทำ หรือสิ่งใดที่เคยทำแล้วไม่ดี เราก็ไม่ทำอีก ผมเชื่อว่าหากมีสติ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร เราก็สามารถผ่านมันไปได้ครับ   Secret BOX ไม่มีคำพูดใครชี้ชะตาเราได้เท่าเราลงมือทำด้วยตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้ววันหนึ่งถ้าเราทำดีหรือทำชั่ว มันก็มาจากการตัดสินใจของเรา โทษคนอื่นไม่ได้ อ้วน – เด่นคุณ งามเนตร   ที่มา  นิตยสาร Secret ฉบับที่ 183 เรื่อง เด่นคุณ งามเนตร เรียบเรียง อุรัชษฎา ขุนขำ ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี Secret Magazine (Thailand) IG @Secretmagazine

“ฉันดี ฉันเก่ง ฉันดัง ฉันรวย” แต่ทำไมฉันไม่มีความสุข น้ำผึ้ง - ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์

น้ำผึ้ง เริ่มทำงานในวงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 14 - 15 พออายุ 17 ก็ได้เป็นนางเอกละคร และเพียงแค่เรื่องแรกเท่านั้น ชื่อของน้ำผึ้งก็ขึ้นแท่นนางเอกเบอร์ต้นๆ ของวงการ…ชีวิตเปลี่ยนทันที!

ดนตรีสร้างชีวิต สงกรานต์-รังสรรค์ ปัญญาเรือน

ผมเกิดและเติบโตที่จังหวัดลำปาง พ่อแม่แยกทางกันตอนผมอยู่ ป.1 ในวัยเด็กผมเป็นเพียงเด็กเกเรคนหนึ่งที่มีใจรักการเล่นกีตาร์เท่านั้น รังสรรค์ ปัญญาเรือน ผมเรียนอยู่ที่ลำปางจนถึง ม.5 แล้วย้ายมาอยู่กับน้าที่จังหวัดนครราชสีมา น้าของผมเปิดโรงเรียนสอนดนตรี ผมจึงได้ฝึกเล่นกีตาร์คลาสสิกอย่างจริงจัง โดยน้าคอยสอนคอยชี้แนะให้อย่างใกล้ชิด ผมฝึกซ้อมอย่างหนักจนสุดท้ายก็ฝีมือดีพอจะเป็นครูสอนกีตาร์คลาสสิกให้เด็ก ๆ ในโรงเรียนสอนดนตรีของน้าได้ ช่วงม.ปลาย ผมตั้งวงดนตรีกับเพื่อน เริ่มแกะเพลงไปจนถึงเขียนเพลงเอง แล้ววันหนึ่งผมกลับรู้สึกว่ากีตาร์คลาสสิกไม่ใช่ทางของผม แม้จะรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่เล่นเพลงใหม่ ๆ ได้ แต่ภายในใจกลับรู้สึกว่า “ทำไมเราเครียดจังวะ ทำไมเราเล่นแล้วไม่มีความสุขเลย” วันหนึ่งผมจึงบอกน้าว่าอยากไปเรียนกีตาร์บลูส์ น้าโมโหมาก เพราะเขาสอนกีตาร์คลาสสิกให้ผมมาตั้งแต่แรก จากนั้นเราก็ทะเลาะกันใหญ่โต จนผมออกจากบ้านน้ามาเช่าบ้านอยู่เอง เพียงเพราะคิดว่า “ไม่ว่าเส้นทางชีวิตข้างหน้าจะลำบากแค่ไหน เราก็ขอเลือกอนาคตและความสุขของตัวเอง” จากวันนั้นชีวิตของผมก็เริ่มจากศูนย์ ผมยังคงต้องเรียนเพื่อให้จบม.6 แต่ผมไม่มีเงินติดตัวเลย จึงต้องรับจ้างทำงานทุกอย่างเพื่อให้มีเงินพอกินพอใช้ ช่วงนั้นตอนกลางคืนผมเล่นกีตาร์ที่ร้านอาหารพอให้มีรายได้เลี้ยงตัวเอง หลังจากเรียนจบม.6 มาได้อย่างทุลักทุเล ผมก็เดินหน้าทำงานอย่างจริงจัง โดยหวังว่าสักวันจะต้องทำงานหาเลี้ยงแม่และยายให้ได้ ผมทำงานทุกอย่างตั้งแต่พนักงานขายรองเท้าในห้างสรรพสินค้า เด็กเสิร์ฟ เด็กจัดโต๊ะ ทำขนมรังผึ้งขาย ทอดลูกชิ้นขาย แล้วแต่โอกาสจะพาไป   แต่งานหนึ่งที่ผมทำมาตลอดและไม่เคยทิ้งเลยคือ การเล่นดนตรี อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังทอดลูกชิ้นขาย “มีน” เพื่อนสนิทของผมซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกวงดนตรี […]

ความสุขอยู่ที่ไหนกัน ลุลา-กันยารัตน์ ติยะพรไชย

ทันทีที่แสงสปอตไลต์ส่องตรงมาที่ฉัน  เสียงปรบมือ  เสียงเรียกชื่อ “ลุลา  ลุลา  ลุลา” ก็ดังกระหึ่มขึ้น พร้อมๆ กันทั้งฮอลล์คอนเสิร์ต  ณ วินาทีนั้นเองที่ฉันรู้สึกได้ว่า “นี่แหละความสุข  ความฝันที่ฉันตามหามาทั้งชีวิต…ฉันเกิดมาเพื่อร้องเพลงจริงๆ” ครอบครัวลุลาเป็นคนจีนค่ะ  เรามีกันอยู่ 5 คน  พ่อ  แม่  ลูกชายสอง  และลูกสาวอีกหนึ่ง  ลุลาเป็นลูกสาวคนเล็กของบ้าน ด้วยเหตุนี้เองคุณแม่จึงสนับสนุนลุลาเต็มที่ สนใจจะเรียนอะไร จะฝึกอะไรขอได้หมด ลุลาจึงได้เรียนตั้งแต่บัลเลต์ ร้องเพลง สเกตลีลา คอรัส (ร้องประสานเสียง) ทำอาหาร  ตัดผม  ฯลฯ พอเรียนบัลเลต์ได้ดี  ลุลาก็เริ่มฝันจะเป็นนักบัลเลต์ แต่พอรู้แน่ว่านักบัลเลต์เป็นอาชีพที่เกิดได้ยากในเมืองไทย  ลุลาก็เริ่มเบนเข็มว่า “เป็นนักร้องดีไหม  เพราะเราก็ชอบร้องเพลง”  แต่พอนึกถึงภาพนักร้องเมืองไทยในช่วงนั้นที่เน้นว่าต้องหล่อ สวย หุ่นดี ยิ่งเป็นดาราด้วยยิ่งดี ความฝันนี้ก็ตกไปทันที เพราะลุลาไม่มีคุณสมบัติที่ว่าเลย นอกจากร้องเพลงได้เท่านั้น คิดไปคิดมายังเหลืออีกอย่างที่ลุลาชอบ นั่นก็คืองานศิลปะ  เพราะลุลาชอบวาดรูป  ชอบออกแบบ  ลุลาจึงมุ่งมั่นเรียนด้าน Exhibition Design แทน พอเรียนจบปั๊บ ลุลาก็เริ่มทำงานประจำ จนเวลาผ่านไป 2 - 3 ปี  ก็เริ่มรู้สึกว่า “งานที่ทำอยู่ไม่ใช่ตัวเรา”  แล้วจู่ ๆ ความฝันเดิมๆ ก็วนกลับเข้ามาในใจอีกครั้ง! พร้อมคำถามว่า “เรายังอยากเป็นนักร้องอยู่หรือเปล่า” ตั้งแต่เรียนมัธยมจนกระทั่งมหาวิทยาลัย มีคนมาชวนลุลาเป็นนักร้องหลายครั้ง  แต่คุณแม่ก็ไม่เคยอนุญาตเลยสักครั้ง เพราะท่านมองว่า นักร้องเป็นงานฉาบฉวย  อยู่กับแสงสี  เสี่ยงต่อการเสียผู้เสียคน  จึงอยากให้ทำธุรกิจหรือทำงานที่มั่นคงมากกว่า แต่มาถึงวันนี้ลุลาเรียนจบอย่างที่คุณแม่ต้องการแล้ว  มีประสบการณ์ชีวิตมาระดับหนึ่งจึงอยากทำตามฝันของตัวเองดูบ้าง  ลุลาจึงตัดสินใจ “แอบ” คุณแม่ไปทำอัลบั้มแบบเงียบ ๆ จนได้…ก่อนจะเจ๊งไปแบบเงียบ ๆ จนต้องตัดสินใจออกจากค่ายเพลงทั้งที่ยังไม่หมดสัญญาด้วยซ้ำ จากนั้นลุลาก็กลับมาทำงานประจำอีกครั้ง  คราวนี้ลุลาโหมงานอย่างหนัก  แต่ละวันต้องนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง  เสาร์ - อาทิตย์ก็มีงานตลอด  ไม่ค่อยได้เจอคุณแม่เลย  ส่วนอาหารการกิน  ลุลาเน้นข้าวกล่องเป็นหลัก  กินแค่พออิ่มและประหยัดเวลา  พอถึงเวลานอนก็ยังหลับไม่สนิทเพราะคิดถึงแต่งาน  เครียด  กังวลไปสารพัด  ด้วยเหตุนี้ลุลาจึงป่วยบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะลงเอยด้วย โรคออฟฟิศซินโดรม!     วันหนึ่งลุลาบังเอิญได้คุยกับพี่โปรดิวเซอร์คนหนึ่งเข้า  ความที่สนิทกัน  ลุลาจึงระบายความอัดอั้นตันใจเรื่องงานประจำให้เขาฟังจนหมดเกลี้ยง  พี่โปรดิวเซอร์จึงแนะนำให้ลองฟังเพลงแนวบอสซาโนวา(Bossanova) ดู  เนื่องจากบอสซาโนวาเป็นแนวเพลงที่มีจังหวะเดียวกันกับจังหวะการเต้นของหัวใจมนุษย์  ทำให้ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย  ยิ่งผสมผสานกับการร้องแบบกระซิบ ๆ  ไม่เต็มเสียง  ยิ่งเข้ากันได้ดี สำหรับลุลาแล้ว  การฟังเพลงแนวบอสซาโนวาเปรียบเหมือนการได้เจอ “โอเอซิส” อย่างไรอย่างนั้น ยิ่งทำงานไปด้วย ฟังเพลงไปด้วยก็ยิ่งเพลิดเพลิน  เหมือนมีอะไรมาหล่อเลี้ยงจิตใจให้กลับมีพลังอีกครั้ง หลังจากเป็นผู้ฟังที่ดีมา 2 ปี วันหนึ่งลุลาก็มีโอกาสได้ลองร้องเพลงแนวบอสซาโนวาเป็นครั้งแรก  แม้จะไม่มั่นใจเท่าไร  แต่พอร้องแล้วมีคนชื่นชอบ ลุลาก็ยิ่งมั่นใจ  จนในที่สุดก็ตัดสินใจแอบหนีคุณแม่มาร้องเพลงบอสซาโนวาทุกคืนวันพุธ ส่วนกลางวันก็ยังทำงานประจำแบบวุ่น ๆ ไปตามเดิม ช่วงนั้นนอกจากอาการออฟฟิศซินโดรมจะยังไม่หายขาดแล้ว  คุณหมอยังตรวจเจอซีสต์ในตัวลุลาเพิ่มอีกหลายแห่งด้วย พอเห็นลุลาป่วยขนาดนี้คุณแม่จึงเอ่ยปากว่า  “เปลี่ยนงานดีไหมลูก  หรือไม่ก็ลาออกไปเรียนปริญญาโทก่อน”  ใจลุลาเองก็อยากจะพักอย่างที่คุณแม่บอกเหมือนกัน  จะได้รักษาตัวและเรียนปริญญาโทเสียที  แต่ก็ยังสองจิตสองใจอยู่  จนกระทั่ง พี่เต็ด – ยุทธนา บุญอ้อม เอ่ยปากชวนลุลามาทำอัลบั้มแนวบอสซาโนวาด้วยเท่านั้น  ลุลาก็ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ทันที  พอกันทีชีวิตสาวออฟฟิศ! ความรู้สึกของลุลาตอนนั้น “ดีใจอย่างบอกไม่ถูกค่ะ  มันพองฟูไปหมด  มันเหมือนกับคนที่ทิ้งความฝันไปแล้ว  เกือบจะไม่รู้จักความฝันและความหวังแล้วด้วยซ้ำ แต่อยู่ ๆ ก็มีคนหยิบยื่นโอกาสมาให้อีกครั้ง ถึงจะต้องแอบคุณแม่ไปทำอัลบั้มก็ยอม” ครั้งนี้ลุลาทำงานด้วยความคิดแบบนักดีไซน์ที่ว่า  “Innovation is everything.” หมายความว่า การมีนวัตกรรมทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้น่าสนใจได้  คราวนี้แหละที่ลุลาจะได้พรีเซ้นต์ตัวเองในแง่มุมต่าง ๆ เหมือนการดีไซน์งานศิลปะสักชิ้นขึ้นมาด้วยความรัก ไร้ความกดดัน  ไร้ความคาดหวัง แค่คิดก็รู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่เสียใจแล้วที่จะได้ทำอัลบั้มอย่างที่ตัวเองต้องการออกมา ในที่สุดปี 2551  อัลบั้ม Lula Urban Lullaby  อัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มแรกในชีวิตลุลาก็เสร็จสมบูรณ์ค่ะ  หลังจากปล่อยเพลงโปรโมตออกไปได้ไม่นาน  ก็เกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ตามมามากมายตามสื่อต่าง ๆ  ไม่ว่าจะในกูเกิล (Google) ที่มีสถิติการค้นหาชื่อลุลาสูงสุด  ทำไมนักร้องคนนี้ต้องร้องเพลงแอ๊บแบ๊วขนาดนี้  ฯลฯ  แต่ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงในลักษณะไหน  ลุลาก็ถือว่าเป็นความสำเร็จและเป็นกำลังใจที่ดีมาก ๆ ค่ะ ส่วนคุณแม่ กว่าท่านจะรู้ว่าลุลาไม่ได้แค่เรียนปริญญาโทอย่างเดียว  แต่ยังแอบไปทำอัลบั้มด้วยก็เมื่อท่านได้ฟังเพลง “ทะเลสีดำ” ที่เปิดตามคลื่นวิทยุแล้วค่ะ ฟังครั้งแรกก็ยังไม่ได้ว่าอะไร  แต่ได้ยินวิทยุเปิดบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ  ท่านก็เริ่มยอมรับแล้วว่า “ลูกสาวคนนี้ไม่ธรรมดา” “ทุกสิ่งที่ลุลาทำพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ  แต่เกิดจากความพยายามล้วน ๆ  ซึ่งถ้ามีสิ่งเหล่านี้อยู่กับตัวแล้ว  แน่นอนว่าโลกนี้ก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้”   […]

“Born To Be Ben ฉันเกิดมาเพื่อร้องเพลง” เบน – ชลาทิศ ตันติวุฒิ

“Born To Be Ben ฉันเกิดมาเพื่อร้องเพลง” เบน – ชลาทิศ ตันติวุฒิ เบน – ชลาทิศ ตันติวุฒิ นักร้องเสียงดี  เปิดใจเล่าเรื่องราวชีวิตให้ Secret ฟังว่า “โชคดี” ผมขอเริ่มต้นเรื่องราวชีวิตของผมด้วยคำคำนี้ก็แล้วกันครับ ผมโชคดีที่รู้ว่า “ชอบร้องเพลง” มาตั้งแต่เด็กๆ นั่นจึงทำให้ผมมุ่งมั่นและฝึกฝนในด้านนี้มาตลอด ทั้งที่ตอนนั้นตัวผมเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “สุดท้ายแล้วจะโชคดีได้ทำในสิ่งที่รักไหม” ความรักในเสียงดนตรีและการร้องเพลงของผมเริ่มจากครอบครัวครับ เวลามีปาร์ตี้ทีไรครอบครัวของผมจะชอบร้องเพลงเล่นดนตรีเป็นที่สุด พอมาถึงยุคคาราโอเกะเฟื่องฟู บ้านเราก็พลอยฮิตไปกับเขาด้วย นั่นทำให้เด็กชายชลาทิศชอบร้องเพลงไปโดยปริยาย ถึงขนาดว่าเวลาไปโรงเรียนก็อยากจะออกไปยืนร้องเพลงหน้าชั้นเรียนให้เพื่อนๆ ฟัง คุณแม่เห็นว่าลูกชอบก็สนับสนุนเต็มที่ จัดให้ผมขึ้นเวทีประกวดร้องเพลงตั้งแต่อนุบาลเสียเลย แต่ผลที่ได้กลับผิดคาด เพราะพอผมออกมาหน้าเวทีแล้วเห็นคนเป็นร้อยๆ รอดูอยู่ ผมก็ได้แต่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น จนคุณครูต้องพาลงจากเวที พี่เลี้ยงก็เข้ามาแซวว่า “น้องเบนไม่เห็นเก่งเลยเอาแต่ยืนเฉยๆ ไม่ยอมร้องเพลง” แทนที่จะรู้สึกอาย แต่ผมกลับรู้สึกว่า “เออ เราไม่เก่งจริง ๆ ทำไมเราถึงไม่ร้องนะ ถ้าร้องเราต้องได้ที่หนึ่งแน่ๆ เลย” จากนั้นมาผมก็ลบความอายความไม่กล้าทิ้งไป ไม่ว่าโรงเรียนจะจัดประกวดร้องเพลงกี่รายการ ผมก็ลงสมัครหมด นอกจากจะคว้ารางวัลที่หนึ่งมาได้เป็นว่าเล่นแล้ว ผมยัง […]

อาร์ม – กรกันต์ สุทธิโกเศศ “ความกลัว” ทำให้ได้พบกับธรรมะ

พอพูดถึงธรรมะหลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นเรื่องของคนสูงอายุเท่านั้น จริงๆแล้วไม่ใช่ค่ะ ธรรมะเป็นเรื่องที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย และตัวอย่างของวัยรุ่นที่สามารถ

keyboard_arrow_up