เรือนจำในความรู้สึก : ความในใจของคนสำนึกผิดและพร้อมกลับตัว

สิ่งที่ผมได้รับจาก เรือนจำ แตกต่างกับสิ่งที่ผมเข้าใจเหลือเกิน เมื่อตอนยังใช้ชีวิตอิสระอยู่ข้างนอก ผมเคยคิดเสมอว่าเรือนจำมิใช่ที่กักขังนักโทษเท่านั้น แต่ยังเป็นที่รวมบรรดาสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ด้วย ผมคิดถึงภาพการทรมานที่ทารุณโหดร้ายและคนที่พ้นโทษออกมาจากเรือนจำก็จะเป็นคนไม่ดี ไม่น่าคบหาสมาคมด้วย ในความรู้สึก “ผมกลัวที่จะเป็นนักโทษ” และ “นักโทษก็เป็นคนที่น่ากลัว” แล้วอะไรเป็นสาเหตุจูงใจสำหรับผมในการกระทำความผิด คำถามนี้เป็นปัญหาที่น่าสนใจยิ่ง หลายคนพูดเสมอว่า การกระทำความผิดมักเป็นที่ตัวบุคคลเสียมากกว่า แต่หลายคนเคยสงสัยบ้างไหมว่า เหตุใดเขาเหล่านั้นจึงกระทำความผิดลงไปทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ถูกต้อง ผมเติบโตจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในชนบท ทุกวันที่เดินออกจากบ้านมักจะผ่านกลุ่มวัยรุ่นที่จับกลุ่มกันอยู่ทั่วไปในหมู่บ้าน การกระทำของพวกเขาเหล่านั้นเป็นสิ่งคุ้นตาผมตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพนัน ค้ายาเสพติด หรือรวมกลุ่มกันดมกาว ภาพเหล่านี้ผมเห็นอยู่ทุกวันจนเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว เพราะพวกเขาเหล่านั้นบางส่วนก็เป็นเพื่อน เป็นญาติ เป็นคนคุ้นเคย หลายครั้งที่ผมเคยดูต้นทาง คอยดูตำรวจให้พวกเขา ผมเติบโตมากับวงจรยาเสพติดตั้งแต่เด็ก ๆ จนชาชิน จึงมองไม่เห็นว่าการค้ายามันผิดตรงไหน ในเมื่อคนในหมู่บ้านแทบทุกหลังคาเรือนก็ทำกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้าน ร้านขายของชำ วินมอเตอร์ไซค์ ในหมู่บ้าน 80 เปอร์เซ็นต์ในสังคมที่ผมโตมาก็ขายยาเสพติดกันทั้งนั้น แม้กระทั่งบ้านผมก็ไม่เว้น ตอนผมอายุ 9 ขวบก็เริ่มช่วยเหลือครอบครัวด้วยการดูต้นทางบ้าง เอายาไปส่งให้ลูกค้าบ้าง หรือแม้กระทั่งเดินขายยาในหมู่บ้านก็เคยทำ ตั้งแต่เล็กจนโต ผมไม่เคยสงสัยในการกระทำของตัวเอง […]

ขอบคุณนะ…คนแปลกหน้า

บางที คนแปลกหน้า ก็มีอิทธิพลกับชีวิต วิธีคิดและการเปิดโลกทัศน์ของเรามากกว่าที่คิด ดังเรื่องที่ฉันจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ขณะนี้ฉันอายุยี่สิบแล้ว เมื่อตอนที่ฉันอายุสิบหก ฉันเคยได้ทุนไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ณ ประเทศหนึ่งในทวีปยุโรป มันเป็นปีที่ทั้งดีที่สุดและแย่ที่สุดในชีวิตของฉันก็ว่าได้ บ้านโฮสต์บ้านแรกที่ฉันไปพักอยู่ด้วยปฏิบัติต่อฉันไม่ค่อยดีเท่าไรนัก แต่เคราะห์ยังดีที่เขาไม่ได้พยายามบังคับให้ฉันต้องเรียน เรียน เรียน และทำการบ้านตลอดเวลาแบบลูก ๆ ของเขา วันใดที่ฉันเกิดเบื่อหรือเอือมอะไรในบ้านขึ้นมา ฉันก็มักจะวิ่งขึ้นไปบนห้องคว้ากระเป๋าเป้ แล้วลงมาตะโกนบอกเขาว่า “ไปข้างนอกนะ!” ซึ่งความจริงนั้นฉันอาจไปแค่ห้องสมุด ไปร้านหนังสือ ไปนั่งจิบช็อกโกแลตร้อนที่แสนจะเข้มข้น หรือไม่ก็อาจจะนั่งรถบัสหรือเดินไปสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดเพื่อไปเที่ยวต่างเมือง บางครั้งฉันก็นั่งรถไฟข้ามประเทศไปเตร็ดเตร่อยู่ในสถานที่แปลก ๆ โดยไม่ได้ขออนุญาตใครและไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้กระมัง ใคร ๆ ก็เลยบอกว่าฉัน “อาร์ต” ซึ่งฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำคำนี้สักเท่าไรนัก แต่ก็พอประมาณ (คิดเอาเอง) ว่ามันแปลว่าฉันออกจะพิลึกอยู่สักหน่อย แต่ด้วยนิสัยเช่นนี้จึงทำให้ฉันมีโอกาสได้พบเจอคนมากมายหลายแบบ บางคนก็น่าประทับใจ บางคนก็ทำเอาฉันขยาดไปทั้งชีวิต! มีอยู่วันหนึ่งฉันเดินกินวอฟเฟิลอยู่ในสถานีรถไฟ ขณะกำลังรอต่อรถไฟไปเนเธอร์แลนด์ ฉันเหลือบไปเห็นคุณลุงอายุราวสี่สิบ-ห้าสิบคนหนึ่งกำลังมองจอตารางการเดินรถในสถานีรถไฟอยู่อย่างมึนงง ฉันก็เลยเดินเข้าไปถามว่าจะให้ฉันช่วยอะไรบ้างไหม ลุงคนนั้นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พร้อมกับตอบกลับมาด้วยสำเนียงอเมริกันทางใต้ว่า ลุงไม่รู้ว่ารถไฟไปปารีสอยู่ที่ไหน ฉันอาสาช่วยพาเขาไปยังอินฟอร์เมชั่น พร้อมกับชี้ทางให้ว่าเขาควรไปยืนรอรถที่ชานชาลาไหน ตอนนี้ดูเหมือนกับว่าฉันกลายเป็นคนที่ชำนาญทางไปแล้ว ระหว่างรอรถไฟ เรายืนคุยกันนิดหนึ่ง ได้ความว่าเขาเป็นทนายมาจากนิวออร์ลีนส์ ทำให้ฉันตื่นเต้นมากเพราะ 1. […]

ลองนั่งลงไปในใจ “คนป่วย”

แม่ของต้นพุทธป่วยเป็นอัมพาตมากว่า 7 ปี ทุกวันท่านก็พลิกตัวได้แค่ด้านข้าง มองผนัง มองเพดาน เมื่อนอนหงาย กินได้แต่ข้าวต้ม ขนมนิ่ม ๆ อาหารอ่อน ซ้ำ ๆ มื้อแล้วมื้อเล่า ไม่เคยได้ออกไปข้างนอกบ้าน ตาก็เริ่มสู้แสงไม่ได้ โดนพัดลมมากหน่อยท่านก็น้ำตาไหล กิน นอน ขับถ่าย และใช้ชีวิตทุกวัน “บนเตียง” แค่หันตะแคงข้าง พื้นที่เตียงที่เหลือด้านข้างก็รู้สึกว่ากว้างไป เพราะในหัวใจท่านคอย คอยคนที่ท่านรักมาเยี่ยมเยียน ท่านรู้ว่าทุกคนมีภาระการงานหน้าที่ แต่คนเป็นแม่และเวลาที่มีเหลือของชีวิตก็คงคิดแค่รอคนที่รักมาหา หลายครั้งที่ธรรมเนียมของการเยี่ยมเยียนจะมีประโยคนิยมคนต่างพูดกันเป็นธรรมดา “หม่าม้า หายเร็ว ๆ นะคะ / ครับ” ในใจต้นพุทธเข้าใจความหมายของคนพูดว่ามันคือประโยคทั่ว ๆ ไปที่เราใช้เพื่อแสดงความหวังดี แต่วันนี้หากต้นพุทธมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนใคร โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เรารู้ดีแก่ใจว่าอย่างไรเขาก็ไม่หาย…ต้นพุทธจะพูดว่า “แข็งแรงนะคะป้า เรายังอยู่ค่ะ” ด้วยเคยสังเกตว่า หลังฟังคำพูดปรารถนาดีมากมายของผู้มาเยี่ยม หม่าม้ามีสีหน้าสลดมากกว่าจะสดชื่นหรือเฉย ๆ คงเพราะถ้อยคำที่ว่า “หายเร็ว ๆ นะคะ” มันยิ่งย้ำให้คนไข้ตอบตัวเองอีกครั้งว่า “มันไม่มีวันนั้นหรอก ฉันรู้” คำว่า “สู้ […]

แซนด์วิชไส้ฟักทอง … ในวิกฤติย่อมมีโอกาส

“ลองชิมซิว่าอร่อยมั้ย” ฉันพูดพลางยื่นขนมปังให้  (แซนด์วิชไส้ฟักทอง) “อะไรน่ะพี่” ลักษณ์ – น้องพยาบาลในทีมเอ่ยถาม ฉันไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มๆ เธอแกะห่อขนมปังในมือ พร้อมกับหยิบใส่ปากไปคำหนึ่งก่อนจะดูหน้าขนมปัง เห็นเป็นสีเหลืองๆ มีเม็ดสีดำๆ ขาวๆ โรยหน้า ท่าทางเธอดูมีแววสงสัย “อร่อยดีนะพี่ ว่าแต่มันอะไรล่ะ…ฟักทองหรือ” เมื่อสองวันก่อน ฉันตั้งใจจะทำผัดฟักทองใส่ไข่เพื่อตักบาตร ความที่ต้องรีบไปทำงานแต่เช้า ก็เลยคิดว่า ถ้าฉันนึ่งฟักทองก่อนแล้วค่อยนำลงไปผัด น่าจะทำให้ฟักทองสุกง่ายขึ้น แต่เป็นเพราะฉันรีบจะไปทำงาน ระหว่างที่นึ่งฟักทองอยู่นั้น ฉันก็เลยเก็บข้าวของไปด้วย เพื่อไม่ให้เสียเวลา จนเมื่อมาเปิดฝาหม้อนึ่งเพื่อจะนำฟักทองไปผัด ก็พบว่าฟักทองมันสุกจนเละไปแล้ว จะเอาไปผัดเพื่อตักบาตรก็กระไรอยู่ ฉันก็เลยเปลี่ยนใจเก็บฟักทองที่นึ่งจนเละไว้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งก็ผัดใส่ไข่ตามเดิม แล้วห่อไปกินตอนกลางวัน เสร็จสรรพก็ตักข้าวกล้องใส่ขันเพื่อนำไปตักบาตร ส่วนกับข้าวก็แวะซื้อเอาที่ร้าน พลางคิดว่า “ดีเหมือนกัน จะได้อุดหนุนป้าเขาบ้าง” แล้วฉันก็ไปทำงาน วันนั้นฉันเตรียมขนมปัง เนย และงาดำป่นไปด้วย ตั้งใจนำไปกินเป็นมื้อว่างรองท้องก่อนกลับบ้าน ระหว่างที่ฉันกำลังเตรียมขนมปังทาเนยโรยหน้าด้วยงาดำเพื่อแบ่งให้พี่เล็ก – พี่พยาบาลที่มาต่อเวรกินด้วยนั้น จู่ ๆ ฉันก็นึกถึงฟักทองขึ้นมา… “พี่ว่า ถ้าเราเอาฟักทองทาหน้าขนมปังบ้าง…จะอร่อยไหม” “ก็…น่าจะดีนะ แต่ถ้าทาขนมปังด้วยฟักทอง ก็ไม่ต้องทาเนยแล้วน่ะสิ […]

กอดรัด…สัมผัสแห่งรัก

อยากเคี้ยน…อยากเขียน เรื่องคนกอดกันครับ… (สัมผัสแห่งรัก) เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้คุยกับเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง เธอเป็นเบญจกัลยาณีมาก เธอมีลูกชายวัยน่ารักสองคน อายุประมาณสี่ขวบกับหกขวบ (อันนี้ผมเดาเอาเองนะครับ ผมยังไม่มีลูกเลยกะอายุเด็กไม่ถูก) มีอยู่ช่วงหนึ่งสามีของเธอต้องเดินทางไปติดต่อธุรกิจ เธอต้องเลี้ยงลูกคนเดียว เหนื่อยมาก เธอเล่าให้ผมฟังว่า “เหนื่อยแค่ไหนก็หายพี่ เมื่อหนูได้กอดลูก” ทันทีที่ความรักถูกส่งไปทางกายสัมผัส ก็แทบไม่ต้องมีภาษาพูดให้สดับ ไม่ต้องมีคำอธิบายใด ๆ ทั้งคุณแม่และลูกชายตัวน้อยต่างก็เข้าใจตรงกันว่า ต่างคนต่างเป็นที่รักของกันและกันสุดประมาณ เธอยังเล่าต่ออีกว่า เวลาเธอกอดกับสามี แล้วลูกเดินมาเห็นพ่อแม่กอดกัน สามีเธอจะผละออก เพราะคงจะเขินลูก เธอเลยบอกกับสามีว่า “เรามากอดกันเถอะพี่ ไม่เป็นไรหรอก เรามาแสดงความรักต่อกัน” นานเข้าสามีเธอจึงคล้อยตาม ตั้งแต่นั้นมา ถ้าเจ้าลูกชายตัวน้อยบังเอิญมาเห็นพ่อกับแม่กอดกัน เขาจะวิ่งเข้ามากอดด้วยทันที ช่างเป็นมโนภาพที่ซึ้งจับจิตจริง ๆ เธอให้เหตุผลว่า ที่เธอยืนกรานและกล้าหาญในการแสดงความรักต่อคนที่เธอรักอย่างเปิดเผย เพราะตอนเด็ก ๆ แม่ไม่เคยกอดเธอเลย ไม่เคยแม้แต่จะพาลูกสาวไปส่งที่โรงเรียน…และเธอก็ฝังใจมาตลอด ผมอยากบอกกับเธอว่า แม่เธอรักเธอมาก เพียงแต่ท่านไม่รู้วิธีแสดงออกเท่านั้นเอง ในสังคมบ้านเรา คนแบบเธอกับผมนั้นมีน้อยมาก ตัวผมเองอายุ 35 ปีแล้ว แต่ผมยังกอดและหอมแม่เหมือนเด็ก ๆ แม่ผมตัวเล็ก บางครั้งผมก็อุ้มแม่ได้อย่างไม่เคยอายใคร […]

กรรมนั้น…คืนสนอง – ผลกรรมที่ทำไว้กับแมลงปอ

เรื่องเวรกรรมมีจริงไหม ฉันเองก็ไม่รู้… แต่ก็เลี่ยงจะกระทำสิ่งใดอันเป็นการสร้างเวรสร้างกรรมต่อกัน เพราะสิ่งที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่า… เกิดจากอดีตที่แม่เคยทำบาปไว้หรือไม่ ชายหาดหัวหินเช้านี้สงบเงียบดีแท้ คงเพราะยังเช้ามากอยู่กระมัง ผู้คนจึงยังไม่อยากลุกออกจากที่นอน มีเพียงแค่เราสองคนแม่ลูกเดินเล่นเลาะไปตามชายหาด สัมผัสคลื่นน้ำทะเลแตกฟองขาวที่วิ่งไล่กระทบหาดอย่างช้า ๆ ดื่มด่ำกับอากาศแสนบริสุทธิ์และสายลมที่พัดมาอย่างแผ่วเบา บรรดาเปลือกหอยชิ้นเล็กชิ้นน้อยลวดลายแปลกตา ยังพอมีให้เห็นบนหาดทราย เจ้าปูตัวเล็กตัวน้อยต่างพากันซอยขาถี่ยิบวิ่งหนีลงรู คงรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนตอนที่แม่กับฉันเดินเข้ามาใกล้…ระหว่างที่ฉันเดินจูงมือแม่อยู่นั้น จู่ ๆ แม่ก็พูดขึ้นมาว่า “สงสัยเป็นเพราะเวรกรรมที่ไปหักขาปูไว้” ทำไมแม่ถึงพูดอย่างนั้นน่ะหรือ ก็เพราะตั้งแต่แม่อายุย่างเข้าสู่วัย 50 ปีก็เริ่มมีอาการปวดเข่า เสียวหัวเข่า ทำให้ไม่ค่อยอยากเดินไปไหนมาไหน ต้องใส่อุปกรณ์รัดเข่าช่วยพยุงเดิน ตอนนี้แม่อายุ 60 ปีพอดี อาการปวดเข่าก็ยังเป็น ๆ หาย ๆ ถ้าพูดตามหลักทางการแพทย์ก็คือน้ำหนักตัวและอายุที่เพิ่มมากขึ้นนั่นแหละที่เป็นตัวก่อปัญหา เคยพาไปเอกซเรย์พบว่าเริ่มมีแคลเซียมเกาะที่บริเวณกระดูกข้อเข่าเล็กน้อย ทำให้เกิดอาการเจ็บเสียวเวลาเดิน ส่วนเรื่องที่แม่เปรยขึ้นมาเรื่องหักขาปูนั้น สืบเนื่องมาจากสมัยยังสาว แม่มักออกไปจับปูตามทุ่งนา เมื่อจับได้ก็จัดการหักแข้งหักขาโยนใส่กระป๋อง ถึงบ้านก็เอามาสับละเอียดเพื่อทำเป็นอาหารให้เป็ดที่เลี้ยงไว้…เจ้าปูเหล่านั้นคงเจ็บปวดมากกว่าแม่หลายเท่านัก! ที่จริงแล้วเรื่องหักขาปูไม่ใช่เรื่องเวรเรื่องกรรมเรื่องแรกที่แม่นึกถึง… ก่อนหน้านี้แม่มีปัญหาเรื่องท้องผูกเป็นประจำ จนต้องคอยใช้ยาสวนถ่ายอุจจาระ แม่มีอาการอย่างนี้มาร่วม 20 ปี จนวันหนึ่งถึงกับเปรยขึ้นมาว่า “คงเป็นเพราะเวรกรรมที่สมัยเด็ก ๆ แม่ชอบไปไล่จับแมลงปอมาเด็ดหาง แล้วเอาก้านดอกหญ้าเสียบตูดเจ้าแมลงปอไว้ จากนั้นก็ปล่อยให้มันบินตุปัดตุเป๋ขึ้นฟ้าไปกับหางอันใหม่ที่แม่ทำให้” […]

เปลี่ยนลูกให้รักเรียน ด้วยพลังของจิตแห่งความเป็นแม่

ส่วนตัวเชื่อมานานแล้วค่ะว่า พลังของจิต มีอยู่จริง พลังที่ว่าก็คือความจริงที่ออกมาจากจิตจากใจ ซึ่งมันก็ได้พิสูจน์อีกครั้งเมื่อรุ่นพี่ที่สนิทกันมาปรึกษาว่า ลูกชายวัย 5 ขวบเข้าเรียนอนุบาล 1 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนโรงเรียนจากบริบาลที่เก่ามาเรียนอนุบาลในโรงเรียนใหม่ แต่มีปัญหาคือ น้องไม่ยอมเรียน ไม่ยอมระบายสี ไม่กินข้าวกลางวัน เอาแต่เล่นอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่ตอนอยู่บริบาลที่โรงเรียนเก่า แกก็ไม่เคยมีปัญหาเหล่านี้เลย ฉันแนะนำให้รุ่นพี่ลองหาโอกาสพูดคุยกับน้อง บอกถึงความสำคัญและประโยชน์ของการเรียนหนังสือให้น้องฟัง และไม่ลืมที่จะย้ำไปว่า ทุก ๆ คำที่พูด ขอให้พูดออกมาจากใจและเป็นเรื่องจริงเท่านั้น ผ่านไป 1 วัน รุ่นพี่ก็มาส่งข่าวมาว่าได้พูดไปแล้ว แต่น้องก็ยังมีปัญหาเหมือนเดิม ฉันจึงถามไปว่า พี่พูดว่ายังไงบ้าง รุ่นพี่ : พี่ก็บอกว่า น้องโต (ชื่อของลูกชายเธอค่ะ) น้องต้องขยันเรียนนะ อย่าเอาแต่เล่น ไม่งั้นหม่าม้าจะอายคนอื่นเขา ฉัน : พี่คะ หากพี่พูดว่าพี่อายคนอื่นเพราะการกระทำของน้อง นั่นเท่ากับว่าพี่คิด พูด และทำทุกอย่างก็เพื่อตัวพี่เอง พี่แค่เอาน้องมาเป็นเครื่องมือในการแต่งเติมภาพลักษณ์ในวงสังคม มันเป็นการทำเพื่อตัวพี่เอง ไม่ใช่เพื่อตัวน้อง กลับกันหากการไม่เรียนหนังสือคือค่านิยมที่สังคมยอมรับว่าดี พี่ก็คงไม่ตำหนิน้องที่น้องไม่เรียน เพราะมันทำให้พี่ได้รับการชื่นชมจากสังคม ทั้ง […]

“ตราบาปในใจ” ผลกรรมจากการผิดศีลข้อ 3 เพราะห้ามใจไม่ไหว

“เขานั้นมีคู่อยู่แล้ว เขารักปักใจแน่แน่ว แล้วเธอรักเขาทำไม เขามีลูกน้อยเป็นพยานรักไว้ข้างกาย ด้วยความรักปักดวงใจที่เขาให้กับครอบครัว เขาคงรักเธอเหมือนกัน รักเพราะใกล้ชิดกัน ศีลธรรมก็กั้นไม่ไหว แต่รักที่เธอให้เขา รักนั้นเพื่ออะไร ครอบครัวเขาอยู่กับใคร ถ้าเธอไปแย่งเขามา คิดแล้วชวนให้ยิ่งสงสาร รักแล้วยิ่งทรมาน น้ำตามันตกข้างใน เลิกกันวันนี้ ให้เขากลับตัวกลับใจ ยอมรับเป็นผู้แพ้ไป ฟ้าคงอภัยให้เธอ” เสียงเพลงจากยูทูบ “รักเขาทำไม” ทำให้ดิฉันนึกถึงอดีตเมื่อสมัยสิบกว่าปีก่อนในวัยยี่สิบต้น ๆ  (ผลกรรมจากการผิดศีลข้อ 3) ดิฉันกับพี่สิงห์ทำงานที่เดียวกัน เป็นร้านอาหารในห้างดัง ดิฉันเป็นพนักงานหน้าร้านคอยรับออร์เดอร์ ดูแลลูกค้า ส่วนพี่สิงห์เป็นพนักงานส่งของ ที่ร้านเราทำงานเป็นทีมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่พี่สิงห์จะคอยเป็นห่วงดิฉันเป็นพิเศษ งานหนัก ๆ เช่น เบิกของในสโตร์ ตักน้ำแข็ง ถูพื้น ฯลฯ พี่สิงห์จะอาสาทำให้ เวลากลับจากส่งของลูกค้าข้างนอก พี่สิงห์ก็จะมีของกินติดไม้ติดมือมาฝากเสมอ จนดิฉันเคลิ้มไปว่าพี่สิงห์คงคิดกับดิฉันเกินเลยมากกว่าเพื่อนร่วมงาน ดิฉันได้แต่เก็บความรู้สึกไว้ในใจเพราะรู้ว่าพี่สิงห์มีเมียมีลูกอยู่แล้ว และเมียพี่สิงห์ก็ดีกับดิฉันมากมาย ทำกับข้าวมาให้ ชวนไปเที่ยวที่ห้อง ดูหนัง ฟังเพลงด้วยกัน แต่เพราะความใกล้ชิดและความมักง่ายของดิฉันที่ไม่อาจห้ามใจก็เลยพลาดจนได้ พี่สิงห์ทำงานคนละกะกับเมียก็เลยมีเวลามารับมาส่งดิฉัน แต่เพื่อน ๆ ที่ทำงานก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะนอกจากดิฉันแล้วพี่สิงห์ก็มีน้ำใจกับน้อง […]

“เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก” ชีวิตสงบสุขเมื่อเอื้อเฟื้อให้แก่สัตว์อื่นรอบตัว

ตอนที่ยังทำงานอยู่ ฉันรู้สึกเป็นศัตรูกับนาฬิกาปลุกมาก และวาดฝันเอาไว้ว่า ถ้าไม่ต้องทำงานเมื่อไร จะเก็บมันยัดเข้าลิ้นชักแล้วนอนตื่นสายดื่มด่ำกับความเงียบสงบยามเช้าเสียให้เข็ด แต่พอออกจากงานมาจริง ๆ อะไร ๆ กลับไม่เป็นอย่างที่หวัง! เนื่องจากถึงแม้จะไม่มีเสียงนาฬิกา แต่ฉันก็ต้องสะดุ้งตื่นแต่เช้าทุกวัน เพราะสรรพสำเนียงของสารพัดสิ่งรอบตัว เริ่มจากนักมวยข้างบ้านที่ลุกขึ้นมาซ้อมตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ พร้อมกับส่งเสียงร้องอย่างไม่เกรงใจใคร ตามด้วยคนขนขยะที่มาแต่เช้าตรู่ ปลุกให้น้องหมาทั้งหลายเห่าหอนกันลั่นไปหมด ต่อด้วยรถขายของคันแล้วคันเล่าที่ประกาศโฆษณาเสียงดังคับซอย จากนั้นไม่นานน้องหมาก็พร้อมใจกันเห่าไล่แมวและนกพิราบที่มาแย่งกินอาหาร จบลงด้วยเสียงน้องแมวจรจัดที่วิ่งไล่กัดกันโดยไม่รู้สาเหตุ! ทั้งหมดทำให้ฉันต้องงัวเงียตื่นขึ้นมาทุกวัน ตอนกลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับเพราะเสียงกระรอกที่วิ่งเล่นกันบนฝ้าเพดานอย่างครึกครื้น สลับกับเสียงแมวที่คงจะแย่งคู่กันหรือไม่ก็ไล่หนู! นี่มันสนามรบหรืออะไรกันแน่! ฉันจึงหาทางกำจัดต้นเหตุแห่งเสียงที่มาจากฝีมือมนุษย์ไปทีละอย่างก่อน ทั้งด้วยวิธีการตามกฎหมายและการเจรจา ซึ่งไม่ยากนักเพราะพูดภาษาเดียวกัน แต่ก็ยังหาความสงบสุขไม่ได้เพราะไม่สามารถเจรจากับบรรดาสรรพสัตว์ ฉันจึงเรียกแม่บ้านมาเพื่อใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด คือการกำจัดแหล่งอาหารของน้องสัตว์ทั้งหลาย “ต่อไปนี้เก็บเศษอาหารในครัวอย่าให้เหลือซาก ถังขยะก็อย่าให้ค้าง พวกหนูจะได้ไม่แอบเข้ามาอีก เวลาให้อาหารหมาก็ห้ามเผื่อแผ่ไปถึงแมวหรือนกพิราบ พวกมันจะได้ไปหากินกันที่อื่น” (ข้อหลังนี่เป็นคำแนะนำของสามีจอมโหด!) มาตรการต่าง ๆ ดูจะได้ผลดีในระยะแรก แต่ฉันนอนกระหยิ่มยิ้มย่องได้ไม่นานพวกมันก็พากันแห่กลับมาอีก ฉันก็งัดสารพัดวิธีมาใช้อีก จนวันหนึ่งฉันพบนกพิราบนอนตายอยู่บนพื้นถนนในโรงรถ สภาพเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก…ตัวเบาหวิวราวไร้น้ำหนัก ฉันรู้สึกผิดมากขึ้นเมื่อเห็นแมวจรจัดซึ่งเคยมาอาศัยกินอาหารที่บ้านก็ดูผอมโซจนแทบเดินไม่ไหว! และที่ตอกย้ำความผิดมากขึ้นคือ เจ้ากระรอกน้อยและหนูตัวเล็กที่สาวใช้ของฉันดักจับไว้ในกรง พวกมันไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะดิ้นรน คงเพราะอดอาหารมาหลายวันนั่นเอง! เย็นวันนั้นฉันนั่งมองอาหารมากมายที่อยู่ตรงหน้า แต่กลับรู้สึกไม่อยากกินอะไรเลย อาหารเหล่านี้พวกเราไม่เคยกินหมดและต้องทิ้งถังขยะหลายครั้ง ในขณะที่สัตว์ร่วมโลกผู้น่าสงสารเหล่านั้นกำลังหิวโซและกระเสือกกระสนหาแค่เศษอาหารที่เราทำหล่นไว้ ถ้าเพียงแต่เราจะแบ่งปันส่วนเกินให้บ้างเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้พวกมันอยู่รอดและไม่ต้องตกอยู่ในสภาพอันน่าอเนจอนาถเช่นนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่เห็นแก่ตัวที่สุด […]

ปลาตัวใหญ่กับอานิสงส์ของความกตัญญู

“ปลาตัวใหญ่ที่สุดให้ตากับยาย” (อานิสงส์ของความกตัญญู) คำพูดนี้ยังก้องอยู่ในหูของดิฉัน เหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน ทั้ง ๆ ที่ผ่านมากว่าสามสิบปีแล้ว ซึ่งคำพูดนี้เป็นคำพูดของพ่อดิฉัน ขณะที่ยืนดูปลาซึ่งถูกจับได้จากหนองน้ำที่วางเรียงรายอยู่ในภาชนะต่าง ๆ มีทั้งเข่ง กะละมัง ถังน้ำ และกระสอบปุ๋ย ปลาที่จับมาได้มีมากมายหลากหลายชนิด ทั้งปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ และอื่น ๆ อีกมากมายที่ดิฉันไม่รู้จัก ดิฉันเติบโตในชนบท มีวิถีชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทุก ๆ ปีของเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้ง น้ำในหนองคลองบึงเริ่มแห้ง ชาวบ้านจะเริ่มออกมาหาปลากัน โดยส่วนใหญ่ถ้าเป็นหนองน้ำขนาดเล็กก็ใช้แรงคนวิดน้ำออก แต่ถ้าหนองน้ำขนาดใหญ่จะใช้เครื่องสูบน้ำออก ที่บ้านของดิฉันมีหนองน้ำในนาขนาดใหญ่อยู่หลายแห่ง เป็นหนองน้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและมีปลาชุกชุมมาก ช่วงเมษายนของทุกปี บรรดาญาติมักจะมารวมตัวกันเพื่อหาปลาทำปลาตากแห้งไว้กิน พอถึงหน้าฝนเด็ก ๆ อย่างพวกเราจะมีความสุขมาก เพราะเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ ผู้ใหญ่ก็จะอนุญาตให้ตามไปจับปลา ด้วยการเดินทางไปหนองน้ำใช้เวลาเดินประมาณครึ่งชั่วโมงเพราะอยู่ไกลจากบ้าน พวกผู้ใหญ่จะล่วงหน้าไปก่อนประมาณครึ่งวัน โดยออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้าเริ่มสางพร้อมข้าวห่อและเครื่องมืออุปกรณ์ในการสูบน้ำ การเดินทางต้องเดินไปตามเส้นทางเล็ก ๆ ตามคันนา และต้องแบกสัมภาระที่ต้องใช้ ได้แก่ จอบ มีดพร้า ขวาน และภาชนะสำหรับใส่ปลาที่จับได้ ซึ่งการขนสัมภาระเป็นไปอย่างทุลักทุเล โดยเฉพาะเครื่องสูบน้ำที่ต้องใช้คนหามถึงสามคน การทำงานเป็นทีมต้องใช้ความสามัคคี เด็ก […]

“ผู้หญิงคิดบวก” เธอคือกำลังใจของฉัน

เคยบ้างไหมที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าจากการทำงาน แต่พอได้นึกถึงหรือคิดถึงใครบางคน กลับทำให้ความเหน็ดเหนื่อยนั้นจางหายไปได้ บางคนคิดถึงคนที่รัก บางคนคิดถึงคนในครอบครัว สำหรับฉันเวลามีปัญหากลับคิดถึงผู้ป่วยหลาย ๆ คนที่เคยไปเยี่ยมบ้าน เพราะผู้ป่วยเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่ายังมีใครอีกหลายคนที่กำลังเจอปัญหาที่หนักหนากว่าเรา หรือคิดง่าย ๆ ว่า ชีวิตฉันยังมีโอกาสที่ดีมากกว่าอีกหลายล้านคนบนโลกใบนี้ ลูกสาวของผู้ป่วยคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน แต่ความคิดเกินอายุ เธออาศัยอยู่กับพ่อและแม่ในชุมชนแออัดเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “สลัม” เธอและแม่ไม่ได้มาเยี่ยมพ่อซึ่งรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลบ่อยนัก หรือแทบจะเรียกได้ว่าไม่เคยมาเลยมากกว่า เพราะเหตุผลจำเป็นที่ต้องหาเลี้ยงชีพในแต่ละวัน แม่ของเธอหาบเร่ขายของ ส่วนเธอเป็นลูกจ้างร้านกาแฟเล็ก ๆ ใกล้บ้าน ซึ่งไม่สามารถขาดงานได้เลย การหยุดงานหมายถึงการขาดรายได้ แต่สุดท้ายเธอก็ยอมทิ้งรายได้เดือนละ 7,000 บาทมาดูแลพ่อ เพราะแม่ก็มีปัญหาสุขภาพเช่นเดียวกัน วันที่ฉันพบเธอเป็นครั้งแรกคือวันที่พ่อของเธอกลับบ้าน ฉันสอนและแนะนำเกี่ยวกับการดูแลพ่อ เรื่องที่จำเป็นต้องรู้ ซึ่งเธอก็สามารถเรียนรู้ได้ดี หลังจากพ่อเธอกลับบ้าน ฉันตามไปเยี่ยมบ้านซึ่งอยู่ในชุมชนแออัดหรือสลัมแห่งนั้น ถึงแม้สภาพแวดล้อมภายนอกบ้านอาจดูไม่ดีนัก แต่เมื่อเข้าไปในบ้านกลับพบว่าเธอจัดบ้านได้สะอาดและเป็นระเบียบทีเดียว โดยเฉพาะในส่วนที่พ่อของเธออยู่ หลังจากให้คำแนะนำเรื่องต่าง ๆ ก็มีโอกาสได้คุยเรื่องอื่น ๆ “ทำไมถึงไม่แต่งงานล่ะคะ” ฉันถามเพราะเธอเคยเล่าให้ฟังว่ามีคนที่รัก “คุณพยาบาลคะ ถ้าหนูแต่งงานก็จะไม่มีคนดูแลพ่อ หนูเลือกพ่อเพราะหนูมีพ่อเพียงคนเดียว ถ้าหนูไม่ดูแลพ่อตอนนี้ แล้วหนูจะมีโอกาสไปดูแลพ่อตอนไหน คนรักจะมีเมื่อไหร่ก็ได้ แต่หนูมีพ่อคนนี้คนเดียว หนูหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว […]

ท่องราตรีเดี่ยว เที่ยวหนีตาย ในแม่น้ำแอมะซอน บราซิล

ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวสำรวจโลกมาแล้ว 7 ทวีป มากกว่าร้อยประเทศ ต้องเรียกได้ว่าจังหวะของชีวิตพาไปเพราะอาศัยงานประจำเป็นลูกเรือสำราญหรูระดับโลก ได้ไปบางประเทศที่ไกลโพ้นจนไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน บ้างก็อยู่หลบมุม ต้องค้นหาจากลุงกู (เกิล) ว่าอยู่ซอกใดในแผนที่โลก จนบางครั้งอดถามตัวเองไม่ได้ว่านี่คือความจริงหรือความฝัน (บราซิล) ด้วยความที่ต้องเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ ต่างภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม แน่นอนย่อมเกิดความเหมือนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง การปรับตัวจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์เพื่ออยู่รอดและอยู่อย่างมีความสุขในช่วงชีวิตอันแสนสั้นนี้ พระท่านกล่าวไว้ว่า การเกิดเป็นมนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่าย และการดำเนินชีวิตให้เป็นมนุษย์ก็หาได้ง่ายเช่นกัน จากเสี้ยวส่วนหนึ่งของชีวิตที่ได้ไปสัมผัสไปใช้เวลาช่วงหนึ่งในต่างแดน วันนี้ขอกล่าวถึงเมืองหนึ่งซึ่งอยู่แสนไกลในป่าเขาลำเนาไพร ดินแดนต้นกำเนิดและอาศัยของปลาปิรันยาและอะนาคอนดา นั่นคือประเทศบราซิล ชื่อ บราซิล มาจากต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า “บราซิลวูด” (Pau-Brasil) ในภาษาโปรตุเกส ซึ่งใช้ย้อมผ้าให้เป็นสีแดงด้วยเปลือกไม้ของมัน ประเทศบราซิลเป็นดินแดนแห่งเกษตรกรรมและป่าเขตร้อน อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย รวมทั้งแรงงานจำนวนมาก ทำให้มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และประมาณอันดับที่ 10 ของโลก ในอดีตชาวโปรตุเกสได้ยึดครองประเทศ รวมทั้งได้ใช้กองทัพเข้าควบคุมบังคับชาวพื้นเมืองให้ทำงานในไร่นาและเหมืองแร่ ทำให้ได้วัฒนธรรมจากชาวยุโรป รวมทั้งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วย เมืองที่ผู้เขียนได้ไปใช้ชีวิตในช่วงเทศกาลเคานต์ดาวน์ปีใหม่สองปีซ้อนคือ “มาเนาส์” (Manaus) เป็นเมืองหลวงของรัฐอามาโซนัส ซึ่งตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบกันของแม่น้ำเนโกรและแม่น้ำโซลิโมย ที่นี่ถือว่าเป็นจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ห่างจากเมืองหลวงของบราซิล 3,490 กิโลเมตร […]

เรื่องเล่าจากปลายดินสอ

ครั้งหนึ่งสมัยยังเด็ก ฉันซื้อ ดินสอ มา 1 แท่ง และถือมีดทำครัวออกมาเตรียมตั้งท่าจะเหลา บังเอิญคุณป้าที่กำลังทำกับข้าวมาเห็นเข้าและกลัวว่าฉันจะเถือนิ้วตัวเองจนกุดเสียก่อน คุณป้าจึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลาดินสอให้ เหลาไปก็สอนไปว่าให้จับดินสอแน่น ๆ ชี้ปลายออกนอกตัว จับมีดให้มั่น แล้วใช้นิ้วชี้รองไว้ใต้ไส้ดินสอ ไส้จะได้ไม่หัก แต่ถึงอย่างไรการเหลาดินสอด้วยมีดก็เป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับเด็กเล็ก ๆ อยู่ดี คุณป้าเล่าว่า สมัยป้าเด็ก ๆ ไม้ที่ใช้ทำดินสอเป็นไม้เนื้อดีมาก เวลาเหลาจะได้กลิ่นหอมของเนื้อไม้ “ฮ้อม…หอม” ป้าพูดแล้วอมยิ้มเป็นภาพที่ฉันยังจำได้ ตั้งแต่สมัยรุ่นคุณป้ามาจนถึงรุ่นฉันที่ผ่านพ้นวัยเด็กมาเกือบยี่สิบปี ทุกวันนี้ดินสอแทบจะไม่มีบทบาทในชีวิตประจำวันอีกแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่ากลิ่นของมันได้เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน! มีเรื่องเกี่ยวกับ ดินสอ ที่ฉันจำติดใจตั้งแต่ตอน ป.1 ไม่ใช่ฉันเอาดินสอไปจิ้มก้นใครหรอก แต่เป็นนิสัยประหลาดเกี่ยวกับการเหลาดินสอของฉันเอง ที่โต๊ะครูประจำชั้นหน้าห้องเรียนจะมีกบเหลาดินสอแบบมือหมุน ล็อกติดอยู่กับโต๊ะ กบสุดไฮโซนี้สามารถเหลาดินสอได้แหลมคมและสะดวกสบายไม่มีที่ติ ทุกเช้าก่อนเริ่มเรียน คุณครูจะถามว่าดินสอใครทู่ เด็ก ๆ ก็จะยืนต่อแถวที่หน้าโต๊ะครูเพื่อให้ครูเหลาดินสอให้ บางทีครูก็ให้ลองเหลาเอง ซึ่งฉันรู้สึกสนุกมาก ฉันชอบเหลาดินสอบ่อย ๆ ทั้งที่ดินสอก็ไม่ได้ทู่ บางทีก็อาสาเอาดินสอของเพื่อนไปเหลาให้ พอไม่มีดินสอของใครให้เหลาแล้ว และดินสอของตัวเองก็ยังแหลมอยู่ ด้วยความที่อยากเหลาดินสอมากฉันจึงกดไส้ดินสอกับโต๊ะเขียนหนังสือให้หัก เพื่อจะได้เหลาดินสอใหม่ ดินสอของฉันจึงหดสั้นเร็วกว่าของคนอื่น จนในที่สุดคุณครูก็จับได้ว่าฉันชอบหักไส้ดินสอ คุณครูขู่ว่าถ้าฉันใช้ดินสอหมดเร็วกว่าคนอื่นจะไม่แจกดินสอให้ฉันอีกและฉันจะต้องซื้อดินสอใช้เอง […]

“ถ้าพร้อมตาย ก็สบายไปแปดอย่าง”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างการไปปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาสูงในเทือกเขาอันสลับซับซ้อนที่สวยงามราวกับภาพวาด ทว่าฉันกลับได้รับความทรงจำอันน่าสะพรึงกลัวแต่ก็มีคุณค่าที่สุด! เนื่องจากฉันขออยู่คนเดียวและ “เรือนภาวนา” ใกล้ ๆ เต็มหมด ฉันเลยถูกส่งไปอยู่หลังที่ไกลลิบ…ตอนแรกฉันดีใจมากที่ไม่ต้องนอนกับคนแปลกหน้า แถมวิวตรงนั้นยังสวยเกินบรรยาย เพราะเรือนอยู่ตรงเชิงเขาอย่างโดดเดี่ยว มีอีกเพียง 1 – 2 หลังอยู่ห่าง ๆ แต่พอตกกลางคืนฉันเริ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดเมื่อต้องนอนเพียงลำพังในกระท่อมหลังเล็ก ท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขากว้างใหญ่และเสียงโหยหวนของสัตว์กลางคืน รวมทั้งจักจั่นเรไรที่แข่งกันร้องระงม ฉันพยายามข่มตาหลับ แต่จู่ ๆ ลมก็พัดแรงขึ้น ๆ จนเสียงดังอื้ออึงไม่ต่างจากพายุที่กำลังโหมกระหน่ำ ราวกับจะหอบเอาเรือนทั้งหลังไป!…อากาศก็เย็นยะเยือกจนทนแทบไม่ไหว เพราะฉันไม่คิดว่าอุณหภูมิจะต่ำถึงขนาดนั้นจึงไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวมามากพอ ที่ร้ายยิ่งกว่าคือ ฉันได้ยินเสียงประตูกระแทกกันตลอดเวลา ซึ่งฟังดูคล้ายมีคนกำลังพยายามเปิดมันเข้ามา!…ทำให้ฉันรู้สึกประสาทเสียมากขึ้น เมื่อนึกได้ว่าตอนที่มาถึงและหาเรือนไม่เจอ ฉันได้ไปถามทางคนสวนหน้าตาน่ากลัวที่ทำงานอยู่แถวนั้น “เขาจะต้องรู้ว่าฉันอยู่คนเดียวในเรือนโดดเดี่ยวหลังนี้!”…. ฉันตัดสินใจลุกขึ้นหยิบไม้ถูพื้นไปวางไว้ที่ประตู เผื่อใครเข้ามาจะได้รู้ตัว…พร้อมทั้งแข็งใจมองไปรอบ ๆ เรือน แล้วก็ต้องแปลกใจมากที่เห็นว่าใบไม้บริเวณนั้นแทบไม่ไหวติง “แล้วเสียงลมมาจากไหนกัน?!” ฉันกลับมานอนครุ่นคิดไปต่าง ๆ นานา และยิ่งคิดก็ดูเหมือนเสียงหวีดหวิวนั้นจะยิ่งดังขึ้น ๆ จนฉันรู้สึกเหมือนจะสติแตกเอาเลยทีเดียว! แต่แล้วฉันก็พยายามหายใจเข้าออกช้า ๆ พร้อมกับคิดว่า “นี่เรากำลังกลัวอะไรหรือ…กลัวพายุ…กลัวสัตว์ร้าย…กลัวผี…กลัวคน หรือกลัวความตายกันแน่” สุดท้ายฉันก็คิดได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นพายุ สัตว์ร้าย ผี หรือคน […]

คำถามที่ยังรอคำตอบ ของหนูน้อยผู้ไม่เคยพบหน้าพ่อ

บ่ายแก่วันนั้น ฉันและสามีแวะไปเปิดบัญชีที่ธนาคารแห่งหนึ่ง คงเพราะเป็นกลางเดือนจึงมีลูกค้าน้อยมาก ทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ดูเงียบเหงา พนักงานต้อนรับพาเราไปนั่งที่โซฟาพร้อมกับบอกว่า “ต่อจากคิวนี้เลยนะคะ” เมื่อมองไปข้างหน้า ฉันเห็นหญิงสาวรูปร่างบอบบางในชุดกระโปรงติดกันเข้ารูปลายดอกไม้เล็ก ๆ…แม้จะเป็นจากด้านข้าง แต่ก็พอดูออกว่าเธอเป็นผู้หญิงหน้าตาดีคนหนึ่ง แต่ที่ดึงดูดความสนใจของลูกค้าและเจ้าหน้าที่ทุกคนบริเวณนั้นคือ เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อายุไม่เกิน 3 ขวบ ซึ่งนั่งคลอเคลียส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ข้าง ๆ เธอ หนูน้อยหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตาใส่เสื้อเอี๊ยมแขนพองลายสกอตกับกระโปรงบานเข้าชุดกัน ผมเปียเส้นเล็กสีน้ำตาลอ่อนขมวดเป็นมวยทั้งสองข้างดูเรียบร้อยสวยงาม แสดงถึงการดูแลเอาใจใส่อย่างดีของผู้เป็นแม่…บนหลังมีเป้เล็กจิ๋วสีชมพูสดลายคิตตี้สะพายอยู่ ที่สะดุดตาคือรอยยิ้มสดใสกับดวงตากลมโตเป็นประกายขณะที่ซักไซ้และตอบคำถามพนักงานสาว 2 คน ซึ่งมายืนพูดคุยด้วย… “ใช่ค่ะ”…“นี่อะไรคะ”…“ไม่เอาค่ะ” พูดพลางมือป้อม ๆ เล็ก ๆ ของเด็กน้อยก็หยิบจับสิ่งของที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยความซุกซนประสาเด็ก…แม้เสียงแกจะดังไม่มากแต่ในความเงียบขณะนั้นเราก็ได้ยินทุกอย่างชัดเจน ฉันแอบนึกชื่นชมแม่ของแกที่อบรมลูกให้พูดจาได้ไพเราะ ผิดกับเด็กส่วนใหญ่ในปัจจุบันซึ่งพ่อแม่มักไม่สนใจเรื่องนี้จนทำให้เด็กขาดความน่ารักไปอย่างน่าเสียดาย สามีฉันนั่งมองตลอดเวลาและอดยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้ จนในที่สุดหนูน้อยก็หันมาทางเรา…ด้วยอุปนิสัยที่เป็นคนรักและชอบเล่นกับเด็ก สามีฉันจึงเริ่มทำหน้าตลกใส่ทันที ปรากฏว่าหนูน้อยหัวเราะคิกคักชอบใจเสียงดังจนแม่แกหันมามองและบอกให้สวัสดีพวกเรา แกจึงยกมือป้อม ๆ ทั้งสองขึ้นไหว้พร้อมกับพูดว่า “สวัสดีค่ะ” หลังจากสามีฉันทำหน้าล้อเล่นด้วยอีกไม่นาน เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อแกเอื้อมมือไปกระตุกแขนแม่ ก่อนจะเอียงหน้าเข้าไปซบ แล้วถามเบา ๆ โดยไม่ละสายตาจากใบหน้าของสามีฉันว่า “คนนี้ใช่พ่อหรือเปล่า” ตอนแรกหลายคนหัวเราะด้วยความขบขันในความไร้เดียงสาของเด็กน้อย แต่เมื่อแม่ของแกหันมาขอโทษสามีฉันด้วยสีหน้าเจื่อน ๆ ก่อนจะบอกลูกสาวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ไม่ใช่…ลูก” […]

20 นาทีบนรถแท็กซี่ที่ฉันได้ทำบุญโดยไม่รู้ตัว

วันนั้นฉันหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องกินลิ้นเป็ดพะโล้ของโปรดให้ได้หลังจากไปไม่ทันเมื่อครั้งก่อน ฉันจึงรีบเดินลิ่วไปซื้อทันทีที่หมดธุระ แล้วฉันก็ได้ลิ้นเป็ดมาถุงใหญ่สมใจก่อนจะเรียกแท็กซี่เพื่อไปต่ออีกแห่งหนึ่ง ฉันบรรจงวางของโปรดลงอย่างทะนุถนอม… “ได้ยินว่าเจ้านี้อร่อยมากใช่ไหมคะ หนูว่าจะลองซื้อหลายครั้งแล้ว แต่เสียดายเงิน” ฉันเงยหน้าขึ้น แล้วก็ต้องแปลกใจที่เห็นว่าคนขับเป็นผู้หญิงวัยสี่สิบต้นๆ “เก่งนะ เป็นผู้หญิงขับรถแท็กซี่ ไม่กลัวอันตรายหรือจ๊ะ” เธอยิ้มก่อนตอบว่า “กลัวค่ะ แต่ไม่รู้จะทำยังไง เดิมแฟนหนูเขาขับ แต่ตอนนี้เกิดป่วยเป็นมะเร็ง หนูเลยต้องขับแทน แต่หนูก็เลือกลูกค้าค่ะ ถ้าเป็นกลางคืนหนูก็จะไม่รับผู้ชาย” แล้วเธอก็เล่าประสบการณ์ต่าง ๆ ให้ฉันฟังอย่างสนุกสนาน แต่จบลงด้วยน้ำเสียงเศร้าหมองเมื่อพูดถึงอาการป่วยของสามี ฉันเลยแนะนำอีกทางเลือกหนึ่งของการรักษาให้เธอ ซึ่งฉันเพิ่งเห็นข่าวในโทรทัศน์ เธอดีใจมาก เพราะหมออยู่ไม่ไกลและค่ารักษาก็ไม่แพง…ขณะที่ฉันกำลังอธิบายรายละเอียดรถก็แล่นผ่านมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง “ลูกสาวหนูเพิ่งเรียนจบจากที่นี่ค่ะ …” เธอพูดอย่างภาคภูมิใจ ฉันรู้สึกชื่นชมในความสามารถของเธอที่ขยันทำมาหากินส่งเสียลูกจนจบปริญญาตรี “ตอนนี้เขายังไม่ได้งานประจำเลยรับทำนามบัตร…ก็พออยู่ได้ ไม่ต้องมารบกวนเรา ไม่งั้นหนูคงแย่ เพราะเดี๋ยวนี้รายได้ไม่ดีเหมือนแต่ก่อน” เผอิญฉันนึกออกว่าที่ทำงานลูกกำลังต้องการคน เลยรีบจดที่อยู่ให้เธอพร้อมทั้งชื่อฉันในฐานะผู้แนะนำ ก่อนที่รถจะถึงจุดหมายพอดี แต่พอแท็กซี่ลับตาไปเท่านั้นแหละ ฉันก็ต้องใจหายวาบเมื่อเห็นว่าในมือไม่มีถุงลิ้นเป็ดพะโล้! โธ่เอ๋ย…ในที่สุดฉันก็อดกินอีกจนได้…แต่เอาเถอะ ฉันภาวนาขอให้ฉันเป็นลูกค้าคนสุดท้ายของแท็กซี่คันนั้น เธอและครอบครัวจะได้กินลิ้นเป็ดที่อยากกินมานานเสียที คืนนั้นฉันนอนนึกภาพครอบครัวของเธอนั่งล้อมวงกันกินลิ้นเป็ดอย่างเอร็ดอร่อยก่อนจะหลับไปด้วยความสุขใจ…แปลกนะ บางครั้งถ้าคิดดี ๆ ในท่ามกลางความเลวร้ายก็มีสิ่งที่ดีแอบซ่อนอยู่เหมือนกัน เหตุการณ์นี้ผ่านไปนานจนฉันลืมไปแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งลูกสาวเล่าให้ฉันฟังว่า มีเด็กมาสมัครงานโดยเอ่ยชื่อฉัน ฉันเองยังนึกไม่ออก จนกระทั่งได้รับโทรศัพท์จากเบอร์ที่ไม่คุ้นตา “หนูคนขับรถแท็กซี่ค่ะ จำได้ไหมคะ […]

ภารกิจสุดท้ายของป้าแจ๋ว

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ  (ภารกิจสุดท้าย) ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลังก็ดี ที่ได้พลาดพลั้งล่วงเกินต่อคุณแม่ทอน ขอให้คุณแม่ทอนได้โปรดอโหสิกรรมให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอตั้งตนไว้ชอบในประพฤติที่ถูกต้องดีงาม ขอบุญบารมีที่เคยสั่งสมบำเพ็ญในอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี และที่จะกระทำในอนาคตก็ดี จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและแม่ทอน ตลอดญาติมิตร บริวาร ลูกหลาน เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสาร ธรรมสารสมบัติทุกประการ ขึ้นชื่อว่าทุกข์หรืออุปสรรคแลโรคภัยใด ๆ อย่าได้มีมากล้ำกรายปรากฏ ที่มีทุกข์อยู่แล้วขอให้หายมลายสิ้นไป… สิ้นเสียงสวดเป็นภาษาบาลี ตามด้วยคำกล่าวขออโหสิกรรม ฉันบอกให้ลูก ๆ ทั้งสี่คนของคุณยายทอนก้มลงกราบที่เท้าแม่ พร้อมกับกระซิบบอกข้างหูคุณยายว่า “ลูก ๆ ขอขมาและขออโหสิกรรมทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยล่วงเกิน ขอให้คุณยายยกโทษและให้อภัยต่อลูก […]

“คนบ้า” ใจดี อุทาหรณ์เตือนใจอย่าตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก

ขึ้นชื่อว่า “คนบ้า” ใคร ๆ ก็ไม่อยากเข้าใกล้ ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่เลือกจะเดินหนี เพราะกลัวเขาบีบคอหรือทำร้าย ว่ากันว่า คนพวกนี้ก่ออาชญากรรมแล้วไม่ติดคุกเสียด้วยสิ เช้าวันหนึ่งฉันตั้งใจจะเดินทางไปสนามหลวง และได้ขึ้นรถเมล์ฟรีของ ขสมก. เมื่อรถไปถึงย่านตลาดสะพานขาวแถวถนนหลานหลวง รถจอดที่ป้ายรถเมล์ ฉันเหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งเนื้อตัวมอมแมม เสื้อผ้าขาดและสกปรก ศีรษะโล้น ในมือถือถุงผลไม้ถุงใหญ่ เขากำลังยื่นมือไปที่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งยืนคอยรถเมล์ เธอส่ายหน้าและเดินถอยหนี ฉันเดาว่าชายคนนั้นกำลังขอเงิน และประเมินด้วยสายตาจากสภาพที่เห็นคิดว่าเขาเป็น “คนบ้า” ทันทีที่เห็นรถเมล์จอดและประตูเปิดออก เขาก็รีบวิ่งขึ้นรถ ตอนนั้นฉันอยากให้กระเป๋ารถเมล์ไล่เขาลงจังเลย แต่เพราะเป็นรถเมล์ฟรี เขาจึงไม่ต้องเสียค่าโดยสาร คนบ้าเดินไปที่คนขับ ฉันและผู้โดยสารคนอื่นมองตามด้วยความกลัวว่าจะมีอะไรไม่ชอบมาพากล เผื่อจะได้หนีลงจากรถทัน เขาหยิบกล้วยไข่หนึ่งหวีจากถุงผลไม้ไปวางหน้ารถตรงคนขับ ไม่พูดอะไร จากนั้นเดินมาหาที่นั่ง ซึ่งเป็นเบาะคู่ที่อยู่ข้างหน้าเบาะที่ฉันนั่ง!! “ซวยแล้ว” ฉันคิด ฉันสังเกตว่า เขาเป็นชายวัยกลางคน อายุประมาณ 40 ปี เจาะหู ใส่ต่างหูสีเงิน มีรอยสักขนาดใหญ่ที่แขนซ้าย สันนิษฐานว่าสมัยก่อนเขาคงเป็นพวกจิ๊กโก๋ แล้วทำไมวันนี้เขาถึงเป็นแบบนี้ไปได้ ไม่ทันได้คิดคำตอบให้ตัวเอง คนบ้าก็หันหลังมาทางฉันพร้อมส่งมะม่วงเขียวลูกหนึ่งให้ ฉันสะดุ้งเล็กน้อย แต่ทำใจดีสู้เสือ จึงยิ้มพร้อมปฏิเสธ “ไม่เอาค่ะ” เขาก้มไปหยิบมะไฟช่อเล็ก ๆ […]

keyboard_arrow_up