ปาฏิหาริย์แห่งการเจริญเทวตานุสติ

เวลาประมาณห้าโมงเย็นของวันหนึ่งในปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว ผู้เขียนและเพื่อนเดินทางไปกราบสักการะพระอนุสาวรีย์พระราชชายา เจ้าดารารัศมี พระมเหสีองค์หนึ่งในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระตําหนักดาราภิรมย์ ค่ายดารารัศมี อําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ การเจริญเทวตานุสติ เมื่อผู้เขียนจุดธูปเทียนบูชาเรียบร้อยแล้วก็นั่งพับเพียบ ยกมือไหว้ พร้อมทั้งครุ่นคิดถึงพระกรณียกิจนานัปการที่พระองค์ทรงมีต่อนครเชียงใหม่ ตั้งแต่ทรงเสียสละอย่างใหญ่หลวงด้วยการจากนครเชียงใหม่ไปถวายตัวรับราชการฝ่ายใน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่มีพระชันษาเพียง 13 ปี ในฐานะองค์สายสัมพันธ์ของสองแผ่นดิน คือ สยามกับนครเชียงใหม่ และประทับ ณ พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร เป็นเวลา 23 ปีเศษ พร้อมทั้งคิดคํานึงถึงพระกรณียกิจทั้งทางด้านศาสนา การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม และการพัฒนาการเกษตรที่มีต่อนครเชียงใหม่ และแล้วผู้เขียนก็สะดุดตาเมื่อมองเห็นผ้าสไบแบบภาคกลางมีตัวอักษรปักชื่อนายทหารคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้นํามาถวายและห่มพระอนุสาวรีย์ไว้ ผู้เขียนรู้สึกทันทีว่าไม่สมควรและพระองค์จะต้องไม่โปรด เพราะถ้าจะทรงห่มสไบแบบภาคกลางก็คงทรงห่มมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว จากการศึกษาพระประวัติพบว่า พระราชชายาทรงอนุรักษ์การแต่งกายแบบชาวเหนือไว้ตลอดพระชนมชีพ วัฒนธรรมกรุงเทพฯไม่สามารถกลืนความเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือผู้ทรงอนุรักษนิยมล้านนาไปได้ ผู้เขียนใคร่ครวญแล้วจึงตัดสินใจขอประทานพระอนุญาตนําสไบออกจากพระอนุสาวรีย์ แล้วนํามาพับวางไว้ใกล้ ๆ กับพระบาท ในตอนนั้นเอง ท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ เกิดมีสายฝนเป็นละอองฝอยโปรยลงมาเบา ๆ ผู้เขียนและเพื่อนหันมามองหน้ากันและเกิดอาการขนลุกน้ำตาไหลคลอที่เบ้าตา ต่างรีบก้มลงกราบแทบพระบาทของพระอนุสาวรีย์ ผู้เขียนรับรู้ด้วยจิตว่า พระองค์ทรงสื่อสารมาถึงเราว่าทําถูกต้องแล้ว และละอองฝนเป็นเสมือนการพรมน้ำมนต์ให้นั่นเอง ที่ผู้เขียนรู้สึกอัศจรรย์ใจมากยิ่งขึ้นก็คือ ขณะนั่งอยู่ที่ลานพระอนุสาวรีย์นั้น […]

เมื่อผมพาแม่ไปปฏิบัติธรรม

วันนี้จะขอพาพี่ ๆ เพื่อน ๆ มาวัดที่จังหวัดบ้านเกิดผม ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา หลาย ๆ คนอาจจะนึกว่าวัดหลวงพ่อโสธร แต่ไม่ใช่ครับ วัดนี้เป็นวัดที่ไม่ได้โด่งดังด้านความศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นวัดที่มีความสําคัญในการพัฒนาจิตใจเราให้ดีขึ้น พาแม่ไปปฏิบัติธรรม นี่คือ ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วัดผาณิตาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา สถานที่นี้เป็นบ้านอีกแห่งหนึ่งของผมเช่นกัน ที่ผมพูดแบบนี้เพราะว่า ถ้าผมหมุนเวลาย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน นาฬิกาชีวิตย้อนกลับไปอย่างรวดเร็ว ช่วงเวลาที่ผมได้เริ่มทํางานที่แรกกับการเป็นเซลส์ รายได้อู้ฟู่ไม่ใช่น้อย ใช้ชีวิตแบบสุรุ่ยสุร่าย หมดเงินไปกับสิ่งที่เรียกว่าแฟชั่น ค่านิยมจํานวนมาก จนวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน แม่เริ่มไม่สบาย ปวดขา และต้องมารักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เวลาที่ผมไปหาลูกค้าเสร็จ ช่วงเย็นผมต้องมาเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล อาการที่ขาของแม่ก็ไม่ดีขึ้นเลย ผมมักจะซื้อของที่แม่ชอบมาให้แม่กินประจํา ผมนั่งมองดูแม่หลับ น้ำตาผมจะไหล แต่มันไหลไม่ได้ ผมอยากให้แม่หายไว ๆ เมื่อก่อนเวลาที่แม่บ่นแม่ว่า ผมไม่เคยสนใจท่านเลย ผมไม่เคยกอดแม่นานมากแล้ว…จําได้ครั้งล่าสุดที่กอดคือวันที่รถตู้โรงเรียนสมัยมัธยมถูกสิบล้อชน แม่มาที่โรงเรียนและวิ่งเข้ามากอดผม แม่นึกว่าผมอยู่ในรถคันนั้น ผมเดินออกจากโรงพยาบาลในตอนค่ำอย่างอ่อนล้า ท่ามกลางแสงไฟและแสงสีในกรุงเทพฯ ผมเคยเป็นเหมือนแมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟ หลงแสงสี หลงรัก หลงทาง หาทางออกไม่เจอ วันนี้ผมไม่ต้องออกตลาด เพราะผมต้องประชุมและเคลียร์งานอยู่ที่ออฟฟิศแถวชิดลม เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พ่อโทรศัพท์มาบอกว่า […]

เรื่องจริงจากเรือนจํา ความในใจของผู้ต้องขังผู้ใช้บทสวดมนต์กล่อมเกลาจิตใจ

ในช่วงชีวิตคนเรา ผมเชื่อแน่ว่าหลายท่านคงจะประสบพบเจอ “ปัญหา” แทบทุกวัน แต่ปัญหาของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป บางท่านเมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนั้นคือ “หนีปัญหา” แต่สิ่งที่จะตามมาจากการหนีปัญหาคือ “ตัวปัญหา” ซึ่งเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ไม่อยากพบเจอ แต่ถ้าเราใช้สติในการแก้ รับรองว่า “ปัญหา” ก็จะไม่เกิดขึ้น เรื่องจริงจากเรือนจำ เรื่องราวที่ผมจะเล่าต่อไปนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ผมอยากให้คุณผู้อ่านได้อ่าน เผื่อว่าจะมีประโยชน์ในยามที่คุณต้องพบเจอ “ปัญหา” และต้องการหาทางแก้ไข เช้าวันนั้นเป็นวันที่ 17 กันยายน ผมจะต้องออกไปติดต่องานกับลูกค้าตามปกติ ผมตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมด้วยภารกิจที่จะต้องปฏิบัติทุกวัน คือการไปส่งลูกที่โรงเรียน โดยมีภรรยาของผมเป็นผู้ช่วยที่แสนดี เวลาไปส่งลูกที่โรงเรียน ผมจะกอดลูกแล้วจูบลูกที่หน้าผากทุกครั้ง ในวันนั้นฝนตกหนักมาก เหมือนจะเป็นลางบอกเหตุ แถมภรรยาของผมยังพูดอีกว่า “วันนี้ฝันไม่ค่อยดีเลย ฝันว่าฟันหัก และลูกบอกด้วยว่าลูกตกเหว ไม่มีใครช่วยเลย” ผมฟังแล้วก็ไม่ได้ฉุกคิดอะไร วันนั้นฝนตกทั้งวัน ทําให้น้ำท่วมทางเข้าหมู่บ้าน การสัญจรเข้าออกลําบากมาก พอได้เวลาเลิกเรียนผมต้องขับรถไปรับลูกที่โรงเรียน แต่วันนั้นฝนที่ตกลงมาทําให้น้ำท่วมทางเข้าโรงเรียนของลูกสูงมาก ด้วยความเป็นห่วงลูก ผมตัดสินใจฝ่าน้ำที่ท่วมสูงเกือบครึ่งคันรถเข้าไป ผมขับรถไปถึงหน้าโรงเรียนของลูก วินาทีนั้นผมถูกตํารวจชุดสืบสวนขับรถมาประกบและขอตรวจค้น ผมไม่ได้ขัดขืนอะไร สิ่งแรกที่ผมได้ยินจากปากเจ้าหน้าที่ตํารวจคือ “คุณมีหมายจับ” ในเวลานั้นเป็นเวลาที่ลูกของผมเลิกเรียนพอดี วินาทีนั้นผมรู้ถึงปัญหาที่ผมเคยก่อไว้ และผมก็หนีปัญหานี้มาตลอด […]

นิทานแสนเศร้า บทความเตือนใจสำหรับพ่อแม่ทุกคน

กาลครั้งหนึ่งซึ่งนานมา ทว่าเรื่องราวยังคงอยู่ในความทรงจำ นิทาน สมัยยังเป็นนักเรียนคอซอง บ่อยครั้งที่เรามักเห็นผู้ชายวัยรุ่นสวมแว่นหนา หน้าตาสะอ้าน เดินงง ๆ วนเวียนอยู่ข้างรั้วโรงเรียน วันดีคืนดีก็ปีนขึ้นไปอยู่บนรั้ว จนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า “เขาเป็นใคร” ไม่น่าเชื่อ…คำตอบที่ได้รับจากรุ่นพี่คนหนึ่งทำให้เราอึ้ง! “เขาเรียนเก่งมากจนเสียสติ” เราเองไม่ใช่คนเรียนเก่ง และด้วยวัยขณะนั้นซึ่งยังเรียนรู้โลกมาไม่มากนัก เลยไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมคนที่เรียนเก่ง สมองดี ถึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทว่าเมื่อเวลาผ่านวันผัน ชีวิตก้าวสู่วัยผู้ใหญ่ และได้อยู่ในสถานะของคนเป็นแม่ เรื่องราวในวันนั้นได้ผุดขึ้นมาจากหวังความทรงจำอีกครั้งพร้อม ๆ กับ “ความเข้าใจ” เมื่อวันหนึ่งได้ดูข่าว “โรงเรียนชื่อดังถูกเผาวอด” แวบแรกที่ได้เห็นเพลิงลุกไหม้อาคารของโรงเรียนผ่านจอทีวีให้รู้สึกใจหาย แต่ก็ไม่เศร้าเท่ากับรู้ว่า มือเผาคือ “นักเรียน” และยิ่งเพิ่มความเศร้าเป็นทวี เมื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุเกิดจากความเครียดเพราะผลการเรียนไม่เป็นดังที่หวัง ไม่…เราไม่ได้คิดกล่าวโทษเด็กคนนี้แม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับรู้สึกห่วงใยเหลือเกิน เพราะ “โรงเรียน” สร้างใหม่ได้ แต่ “หัวใจสลาย” ของเด็กคนหนึ่งจะเยียวยากันอย่างไร ก่อนที่เด็กจะถูกพิพากษาให้ผิดด้วยคิดไม่ถึง เราคงต้องย้อนมองกลับไปหาสาเหตุด้วยความพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดลออว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ครู เพื่อน สังคม สภาพแวดล้อม หรือแม้แต่ตัวเด็กเอง อาจจะมีส่วนสร้างความกดดันถึงขั้นเครียด จนนำมาสู่เหตุการณ์สุดสะเทือนใจครั้งนี้ […]

พบธรรมเมื่อครั้งหลงป่า ประสบการณ์ที่ช่วยให้มีสติพร้อมรับความตาย

ประเทศไทยในปัจจุบันยังมีพื้นที่ปา†มากพอให้ผู้คŒนเข้าไปหลงอีกหรือ คำถามนี้คงมีผู้อ่านจำนวนไม่น้อยสงสัย เช่นเดียวกันกับครั้งที่ฉันฉุกคิดยามย่างกรายเดินทางเข้าป่า† โดยไม่คิดว่าจะเป็นพวกเราเองที่ได้ลิ้มรสการติดป่าเขŒาจริง ๆ… หลงป่า เมื่อย้อนกลับไปหลายปีก่อน เส้นทางและความอุดมสมบูรณ์ของพื้นป่าทางตอนเหนือของ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี มีความแตกต่างและเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด แหล่งท่องเที่ยวหนึ่งซึ่งน้อยคนจะรู้จักหรือได้เข้าไปชื่นชมอย่างใกล้ชิดในเวลานั้นคือ “น้ำตกแพรกตะคร้อ” ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอปราณบุรีต่อกับอำเภอหัวหิน ชาวบ้านร่ำลือกันว่า น้ำตกแพรกตะคร้อเป็น “น้ำตกขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในป่าทึบ มีลำธารไหลคดเคี้ยวไปตามป่าดงดิบ มีแก่งหินและวังน้ำกระจายอยู่ทั่วไป สวยงามมาก” ด้วยชื่อเสียงและความสวยงาม น้ำตกแห่งนี้จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เย้ายวนใจนักแสวงหาและผู้ที่ชื่นชอบเสพสุนทรีย์จากธรรมชาติ ซึ่งฉันก็เป็นคนหนึ่งในนั้นที่ชอบความท้าทาย และชอบท่องเที่ยวไปตามแหล่งท่องเที่ยวที่ธรรมชาติรังสรรค์ผลงานอันงดงามไว้ วันนั้นเป็นวันพระใหญ่ พวกเราออกเดินทางไปทำบุญตามวัดป่าในพื้นที่ชายแดน เขตอำเภอหัวหิน ตามปกติ หลังจากที่พวกเราทำบุญตอนเช้าเสร็จแล้ว ในช่วงบ่ายจึงมีเวลาเหลือมากพอที่จะท่องเที่ยวไปยังสถานที่ใกล้เคียง โดยมีน้ำตกแพรกตะคร้อเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว อาจเป็นเพราะความเคยชินในกิจวัตรการทำบุญ และเส้นทางที่จะไปนั้น พวกเราเคยใช้งานอยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้ขาดความใส่ใจที่จะเตรียมความพร้อมในการเดินทาง เราจึงออกเดินทางไปโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น พาหนะที่ใช้เดินทางเป็นเพียงรถปิกอัพขับเคลื่อนสองล้อ หนทางเข้าสู่น้ำตกเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ พอ ๆ กับความลาดชันของพื้นที่และถนนที่ทวีความทุรกันดารเพิ่มขึ้นตามลำดับ เราขับผ่านลำห้วยที่กัดเซาะถนนนับไม่ถ้วน ขณะเดียวกันกับที่ดวงตะวันเริ่มอ่อนแสงลงทุกที พวกเรามีความเห็นว่า การสำรวจเส้นทางใหม่ครั้งนี้จำต้องสิ้นสุดลงเสียแล้วเพราะเงื่อนไขของเวลา เราจึงหันรถกลับทั้ง ๆ ที่เหลือระยะทางเพียง 6 – 7 กิโลเมตรเท่านั้นก็จะถึงจุดหมายปลายทาง แต่แล้วเมื่อรถเคลื่อนผ่านลำห้วยแรกไปได้ครึ่งทางก็ต้องชะงักลงเมื่อกันชนไปกระแทกเข้ากับสิ่งกีดขวางบางอย่างใต้น้ำ ทุกคนลงจากรถตั้งสติ และหาหนทางเพื่อให้รถพ้นจากน้ำ […]

เพราะหัวใจ … ไม่เคยยอมแพ้ จากลูกชาวนาสู่นักเรียนทุนออสเตรเลีย

ดิฉันชื่อกําไรทอง เจน หอกกิ่ง เกิดในครอบครัวชาวนาที่ยากจน มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันถึงเก้าคน ชีวิตสมัยเด็กลําบากมาก เวลาหิวก็ต้องให้น้องกินก่อน เวลาหนาวเราก็ไม่มีผ้าห่ม ป่วยไม่มีเงินไปรักษา แต่ดิฉัน ไม่เคยยอมแพ้ เพราะมีความศรัทธาในพระพุทธเจ้า ทุกครั้งที่ลําบากกายหรือใจจะอธิษฐานให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองเป็นกําลังใจให้ตัวเองอยู่ต่อ ดิฉันคิดว่าชีวิตเป็นสิ่งสวยงามที่สุด การดํารงชีวิตอย่างมีสติ ไม่กลัวหรือตื่นตระหนกเมื่อเผชิญกับปัญหาใดๆ และการใช้ชีวิตอย่างสมถะ เป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้ดิฉันพบความสําเร็จที่แท้จริงและอยู่อย่างมีความสุขบนโลกใบนี้ สมัยเป็นเด็ก ดิฉันจะนั่งสมาธิก่อนนอนทุกคืน และจะเข้านอนก่อนใคร เพื่อตื่นมาอ่านหนังสือในเวลาที่สงบ จุดมุ่งหมายตอนนั้นเพียงแค่อยากมีความรู้เพื่อจะได้สอนคนอื่นได้และทําชีวิตให้ดีขึ้น พ่อบอกให้ดิฉันเลิกเรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นประถมศึกษา ดิฉันหัวใจสลาย เพราะเชื่อเหลือเกินว่าการศึกษาจะนํามาซึ่งความสําเร็จในหลายๆ ด้าน พ่อให้เหตุผลสั้นๆ ว่า “เป็นผู้หญิงจะเรียนไปทําไม” ตอนนั้นสวดมนต์ภาวนาทุกคืนขอให้คนมีความเสมอภาคกัน ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ ให้เราฟังความคิดเห็นและมุมมองที่ต่างมีความสําคัญเหมือนกัน คําว่า “พหูสูต” ที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ มีความหมายลึกซึ้งและเป็นสัจธรรม “ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา” นี่คือสิ่งที่ดิฉันถือปฏิบัติมาจนทุกวันนี้ และการรู้จักเลือกสรรแต่สิ่งที่ดีที่เหมาะสมต่อตัวเรา คนเราเลือกที่จะเป็นอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ให้เกินความสามารถ จะได้ไม่พบทุกข์ซึ่งเกิดจากความทะเยอทะยาน เวลามีอารมณ์ที่เป็นทุกข์ จงอย่าไปโทษคนอื่นหรือสิ่งรอบข้าง ตัวเราเองต่างหากที่ยอมให้ความทุกข์นั้นเกิด คําภาวนา กอปรกับความเมตตาและการเสียสละของพี่ชาย ทําให้ดิฉันได้เรียนต่อ แต่ก็ต้องต่อสู้กับความลําบาก ไม่มีเงินซื้ออาหารเที่ยง บางวันแทบไม่มีเงินค่ารถ บางวันมีค่ารถเที่ยวเดียว จึงต้องรับจ้างทําการบ้านบ้าง […]

(ไม่) ทุกข์เพราะสามีทิ้ง – บทความดีๆ เพื่อคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

หลายคนคงเคยรู้สึกเจ็บปวดมากเหมือนฉันที่ สามีทิ้ง ไป ฉันจมอยู่กับความสงสัยว่าฉันทําอะไรผิด ลูกๆ ต้องรับผลจากการกระทําของพ่อ ต้องทนทุกข์กับเรื่องราวที่เราไม่เคยเตรียมใจไว้ก่อน (สามีทิ้ง) หลังจากล้มลุกคลุกคลานกับเรื่องราวต่างๆ ของตัวเองจนชินและชาแล้ว ฉันเริ่มคิดว่าตัวเองช่างโชคดีเหลือเกินที่ผ่านเรื่องต่างๆ มาได้โดยที่ยังเป็นคุณแม่ของลูกๆ อีกสองคน และเขาสองคนรักฉัน เมื่อสองปีก่อน วันที่พ่อของลูกเดินถือกระเป๋าออกจากบ้าน ในขณะที่ฉันและลูกยืนร้องไห้ ลูกรู้แต่เพียงว่าพ่อและแม่ทะเลาะกัน และพ่อกําลังจะไป ฉันไม่สามารถหยุดร้องไห้ได้ พี่สาวคนโตต้องเดินมาปลอบใจ ภาพลูกร้องไห้สะอึกสะอื้นกับความเสียใจของฉันที่ไม่สามารถยึดเขาไว้กับครอบครัวยังแจ่มชัด ฉันกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เหมือนผีตนหนึ่งที่ไม่สามารถหลุดจากความทุกข์ได้ เวลานี้เองที่ทําให้รู้จักความทุกข์ว่าเป็นอย่างไร พี่สาวของฉันยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือดูแลเด็กๆ ให้ ในเวลาที่ฉันควบคุมความโศกเศร้าไม่ได้ ฉันตีลูก เห็นน้ำตาลูกไหลโดยไม่สะอึกสะอื้น ฉันช่างเป็นแม่ที่ใจร้ายเหลือเกิน น้องที่บริษัทคอยให้กําลังใจเป็นเพื่อนทุกเวลาที่ฉันรู้สึกแย่กับเรื่องของสามี ทั้งปลอบ ทั้งให้แง่คิด ตอนที่เราทุกข์ เรามักมองอะไรไม่เห็น เหมือนตาถูกปิดไว้ให้มองเห็นแต่เรื่องเลวร้ายของตัวเอง คําแนะนําที่ทําให้ฉันยังคงยืนหยัดอยู่ได้ คือ มันคงเป็นกรรม และเมื่อกรรมมาถึงเราก็ต้องใช้กรรมนั้นให้หมด เมื่อหมดกรรมก็จะพบกับความสุข พี่สาวแนะนําให้อ่านหนังสือธรรมะ สวดมนต์ พาฉันไปพบปะผู้คน คอยถามไถ่ทุกข์สุข โทรศัพท์มาคุยด้วยทุกวัน เพื่อช่วยให้ความรู้สึกที่ว่าตัวฉันเองไม่มีค่าอะไรค่อยๆ หมดไป น้องที่บริษัทและเพื่อนๆ พาฉันไปทําบุญ ฉันเริ่มหันมาอ่านหนังสือธรรมะ หนึ่งในนั้นก็คือนิตยสาร Secret […]

จุดสิ้นสุดของการเดินทาง เมื่อชีวิตได้พบกับความสุขสงบที่แท้จริง

โชคดีที่ฉันทํางานอยู่สายการบิน ทําให้ได้ท่องเที่ยวไปเกือบทั่วโลก นอกจากจะไปตามเส้นทางที่บริษัทของฉันบินไปแล้ว ยังซื้อทัวร์ไปเองอีกต่างหาก เบ็ดเสร็จนับได้ทั้งหมดเกือบ 50 ประเทศ ซึ่งนับว่ามากเอาการสําหรับคนที่ไม่ได้เป็นแอร์โฮสเตสหรือมีธุรกิจระหว่างประเทศ การเดินทาง ตอนเข้าทํางานใหม่ๆ ฉันตระเวนไปแต่ประเทศที่ชาวบ้านเขานิยมไปกัน เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ เริ่มจากการซื้อแพ็คเกจทัวร์ไปยุโรป 8 ประเทศ หรือที่เขาเรียกว่า “ชะโงกทัวร์” คือไปให้ได้มากที่สุด แต่ไม่ได้เห็นอะไรอย่างลึกซึ้ง แบบว่าพอรถหยุดปุ๊บ ไกด์ก็จะต้อนให้ออกไปถ่ายรูป ถ่ายเสร็จก็ต้อนขึ้นรถ แม้จะได้เห็นครบทุกอย่างก็จริง แต่เหนื่อยแทบขาดใจ เพราะต้องตื่นแต่เช้าทุกวัน แถมยังต้องลากกระเป๋าเอง เพราะโรงแรมแถบยุโรปส่วนมากจะเป็นโรงแรมเล็กๆ ที่ต้องช่วยตัวเอง จําได้แม่นยําว่า พอถึงประเทศที่ 8 คือฝรั่งเศส ฉันถึงกับอาเจียนเลยทีเดียว ! คนอื่นเขาออกไปดูโชว์คาบาเร่ต์ที่มีชื่อเสียง แต่เรากลับต้องนอนซมอยู่ที่โรงแรม ดีหน่อยที่รุ่งขึ้นได้ยาหอมภูมิปัญญาไทย ทําให้มีแรงไปเดินพระราชวังแวร์ซาย ไม่อย่างนั้นคงขาดทุนน่าดู! เมืองที่ประทับใจที่สุดสําหรับทัวร์ยุโรปครั้งนั้นคือ เวียนนา ประเทศออสเตรีย เป็นเมืองที่โรแมนติกมากๆ โดยเฉพาะการบรรเลงดนตรีคลาสสิกในสวนที่ร่มรื่น อากาศเย็นสบาย นั่งทานอาหารไปฟังเพลงไป แถมยังมีคนเต้นวอลตซ์ให้ดูด้วย เพราะที่นี่เป็นแหล่งกําเนิดของคีตกวีที่มีชื่อเสียงหลายคน น่าเสียดายที่พอจะถ่ายรูปกับอนุสาวรีย์ของเบโทเฟน […]

เพื่อนบ้านตัวแสบ ! ประสบการณ์รับมือเพื่อนบ้านด้วยความเมตตา

บ้านของฉันเป็นทาวน์เฮ้าส มีเพียงกําแพงกั้นระหว่างบ้านแต่ละหลัง หากจะมีพื้นที่นิดหน่อยก็ตรงหน้าบ้านซึ่งใช้เป็นที่จอดรถ และจัดเป็นมุมสวนเล็กๆ ไว้  เพื่อนบ้าน บรรยากาศโดยทั่วไปก็สงบดี เพื่อนบ้าน เป็นมิตรกันเกือบทุกหลัง ยกเว้นหลังหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่ผูกมิตรกับใคร แถมยังสร้างอริเพิ่มอีกต่างหาก โชคไม่ดีเลยที่บ้านหลังนั้นอยู่ติดกับบ้านของฉันเอง บ้านหลังนั้นมีผู้ชายวัยกลางคนอาศัยอยู่กับหมาอีกสองตัว ไม่เคยมีใครเห็นว่ามีคนมาหาเขาเลยสักครั้ง แต่สิ่งที่ทําให้พวกเรา หมายถึงฉันกับบรรดาบ้านหลังอื่นๆ เห็นต้องกันก็คือ นิสัยใจคอที่ไม่น่ารักของเขา เริ่มตั้งแต่เช้าเขาจะปล่อยหมาทั้งสองตัวออกจากรั้วบ้าน จากนั้นก็พยายามให้หมาทั้งสองเดินไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่หน้าบ้านของตัวเอง คงรู้ใช่ไหมคะ เช้าๆ หมามีนิสัยที่ต้องอึต้องฉี่ ไม่แปลกหรอกค่ะถ้าหมาทั้งสองตัวของเขาทําอย่างนั้นแล้วเจ้าของคอยจัดการเก็บตามหลังให้เรียบร้อย แต่เขาไม่เคยทําเลย แม้จะมีบางบ้านที่อดทนไม่ไหวเคยเจรจาดีๆ แต่ก็เปล่าประโยชน์ แถมยังเจอแต่ความเฉยชาของเขาอีก คิดๆ แล้วบางทีก็นึกอยากจะรวบรวมก้อนอึพวกนั้นไปวางไว้หน้าบ้านเขาเหมือนกัน! นอกจากเรื่องนี้แล้ว อีกเรื่องที่แสดงความเห็นแก่ตัวของเขาก็คือ เขามักจะจอดรถคันใหญ่นอกบ้านเป็นประจํา ถึงเวลาค่ำคืนก็ไม่ยอมเอารถตวเองเข้าบ้าน คงจอดทิ้งขวางทางอยู่อย่างนั้น คงพอทราบใช่ไหมคะ ว่าบ้านทาวน์เฮ้าส์ส่วนใหญ่มักมีถนนแคบๆ พอที่รถยนต์ธรรมดาจะวิ่งสวนกันได้ แต่ถ้าเป็นรถคันใหญ่ๆ จะสวนกันลําบาก โดยเฉพาะรถเก็บขยะที่เข้ามาเก็บขยะเป็นประจํา พอเขาไม่สามารถขับเข้าไปถึงบ้านที่อยู่ท้ายๆ ซอยได้(บ้านที่อยู่เป็นซอยตัน) พวกที่อยู่ท้ายซอยก็เลยเจอปัญหาขยะเต็มล้นหน้าบ้าน เคยมีคนไปบอกเขาให้ช่วยถอยรถให้หน่อย ก็กลับถูกตะคอกออกมาว่าคนกําลังนอน กลายเป็นคนที่ไปบอกไม่มีมารยาทเสียอย่างนั้น ความไม่เห็นแก่จิตใจเพื่อนบ้านทําให้เขากลายเป็นคนที่ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย แน่นอนขนาดที่บ้านยังเป็นอย่างนี้แล้วที่ทํางานล่ะ เพื่อนของฉันทํางานอยู่ที่เดียวกับเขาในตําแหน่งที่ต่ำกว่า แต่โชคดีที่ไม่ได้เป็นลูกน้องของเขาโดยตรง เพื่อนบอกฉันว่า เขาเป็นคนอย่างนี้แหละ ที่ทํางานก็ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วยเช่นกัน เพราะความเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจแบบที่เขาเป็น […]

ก่อนที่ความตายจะมาพราก…

ตอนเด็กๆ ฉันเคยคิดว่า ถ้าแม่เป็นอะไรไปฉันคงต้องตายตาม… อาจเป็นเพราะฉันผูกพันกับแม่มาก ต่อมาเมื่อแม่ล้มป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่ได้ ฉันก็รู้สึกทุกข์ทรมานใจ จนทุกครั้งที่แม่เข้าโรงพยาบาล ฉันจะต้องบนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอต่ออายุให้แม่ทุกครั้ง ความในใจของลูก …แต่มาวันนี้ ฉันกลับไม่ต้องการยื้อยุดหรือร้องขอชีวิตแม่กับใครอีกต่อไป เพราะฉันคิดว่า การที่จะฉุดรั้งใครไว้เพื่อความสุขของเรามันเป็นความเห็นแก่ตัวมากกว่า ในขณะที่คนคนนั้นอยู่ในความทุกข์ทรมานมาโดยตลอด ฉันรู้ว่าเวลาของแม่เหลือน้อยลงทุกที ฉันจึงอยากใช้วันคืนกับแม่ให้คุ้มค่าที่สุด…ฉันได้พาแม่มาอยู่ด้วยกันที่บ้าน ทุกเช้าก่อนไปทำงานฉันมีเวลาเพียงแค่ทักทายแม่ แต่ทุกเย็นฉันก็จะชดเชยด้วยการป้อนข้าวหรือแปรงฟันให้แม่ ในขณะที่ทุกวันหยุดก็จะได้ป้อนเกือบทุกมื้อ แถมด้วยการอ่านหนังสือให้ฟังตอนกลางวัน อาบน้ำแต่งตัว และพาไปนั่งรถเข็นดูดอกไม้ตอนเย็น…แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ทุกคืนฉันจะนำแม่สวดมนต์และทำสมาธิก่อนนอน ฉันดีใจที่ได้มีโอกาสทำอะไรหลายๆ อย่างเหมือนที่แม่ทำให้ฉันตอนเด็กๆ มันทำให้ฉันรู้ว่า แม่เลี้ยงลูกทุกคนมาด้วยความรัก ความเอาใจใส่ และความอดทนขนาดไหน ก่อนนอนฉันจะพูดกับแม่เสมอว่า “แม่หลับให้สบายนะคะ ไม่ต้องนึกถึงอะไรนอกจากลมหายใจเข้า – ออกและความดีทั้งหลายที่แม่ได้ทำมาตลอดชีวิต…อย่าไปสนใจร่างกายนี้ เพราะมันถึงเวลาที่ต้องเสื่อมโทรมแล้ว ใครๆ ก็ต้องแก่ เจ็บ และตาย…แต่ถ้าแม่ทำใจให้มีความสุข แม่จะได้ไปสวรรค์นะ ไม่ต้องห่วงใครทั้งนั้น แม่แค่ไปรออยู่ที่นั่น แล้วเราก็จะได้พบกันอีก หรือถ้าแม่ทำใจให้ว่างเปล่า แม่อาจไม่ต้องเกิดอีกเลยก็ได้นะคะ” พูดจบฉันก็จะเปิดเทปเพลงธรรมะให้แม่ฟัง ความในใจของลูก ฉันไม่คิดว่าการพูดถึงความตายเป็นสิ่งอัปมงคล แต่ตรงกันข้าม เราควรให้ผู้ที่กำลังจะพบกับมันได้เตรียมตัวเตรียมใจและรับรู้ว่า ความตายไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด มันเป็นเพียงการเปลี่ยนสถานะเท่านั้น…ถึงแม้ส่วนใหญ่แม่จะหลับไปก่อนด้วยความอ่อนเพลีย แต่ฉันก็ดีใจที่ใบหน้าแม่ระบายไปด้วยความสงบสุข มันทำให้ฉันเชื่อว่า ถ้าแม่จากไปในวันนั้น […]

มหัศจรรย์แห่งความกตัญญู

ฉันชอบคํากล่าวที่ว่า “Be wise enough not to trust in miracles but be foolish enough to believe in one.” หรือ “จงฉลาดพอที่จะไม่งมงายในความมหัศจรรย์แต่จงโง่เขลาพอที่จะเชื่อว่ามันมีอยู่จริง” เพราะการที่คนเรามีความเชื่อในอะไรที่อยู่เหนือธรรมชาติ หรือพิสูจน์ไม่ได้ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ก็ทําให้เรามีความหวังว่าจะมีอะไรที่แปลกประหลาดหรือมหัศจรรย์เกิดขึ้นกับเราได้ โดยเฉพาะเมื่อเรากําลังตกอยู่ในความทุกข์หรือหมดหวังในชีวิต ความกตัญญู ฉันเองเคยอยู่ในภาวะนั้น เมื่อแม่ซึ่งมีสุขภาพแข็งแรงต้องประสบอุบัติเหตุรุนแรงจนกลายเป็นอัมพาตทั้งตัวภายในชั่วข้ามคืน ฉันพยายามทําทุกวิถีทางที่จะไม่ให้แม่ต้องพิการไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ ฉันไม่เคยยอมจํานนต่อคําตัดสินของหมอคนไหน และคิดเสมอว่าต้องมีทางอื่นที่เป็นไปได้ ฉันจึงพาแม่ไปรักษาทุกโรงพยาบาลที่ใครบอกว่ามีหมอเก่งทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ทําบุญสะเดาะเคราะห์และอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วทุกหัวระแหง…แต่ปาฏิหาริย์ก็ไม่มีจริงสําหรับแม่ ฉันจึงได้แต่คิดว่าคงเป็นกรรมเก่าที่แม่ทําไว้ชาติที่แล้ว เพราะชาตินี้แม่เป็นคนที่ดีที่สุดในสายตาของทุกคน ถึงแม้จะหมดหวัง แต่ฉันก็ไม่เคยท้อแท้ที่จะดูแลแม่และทําชีวิตที่เหลืออยู่ของแม่ให้มีคุณภาพที่สุด เพราะแม่ยังสมองดีและรับรู้ทุกอย่าง ระยะแรกฉันไปหาแม่ทุกวันที่ทําได้ ไม่ว่าแม่จะต้องไปรักษาตัวอยู่ไกลแค่ไหน บางครั้งฉันต้องขับรถไปถึงต่างจังหวัดเพื่อดูแลแม่ แล้วก็กลับมาเยี่ยมพ่อที่อีกโรงพยาบาลหนึ่ง ในช่วงที่พ่อล้มเจ็บเพราะไปอยู่เป็นเพื่อนแม่ ฉันต้องทําทุกอย่างคนเดียว เนื่องจากตอนนั้นน้องคนหนึ่งอยู่ต่างจังหวัดและอีกคนอยู่ต่างประเทศ บางวันฉันเหนื่อยจนต้องร้องไห้ขณะขับรถ เพราะไม่อยากให้พ่อแม่เห็นฉันอ่อนแอ แต่ก็ไม่เคยนึกเบึ่อที่จะทําสิ่งเหล่านี้ ตรงกันข้าม ฉันภูมิใจและมีความสุขที่ได้ดูแลคนที่ฉันรักและรักฉันมากที่สุด น่าเสียดายที่พ่อมาด่วนจากฉันเร็วเกินไป ฉันเสียใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อคิดว่าควรจะได้ตอบแทนพระคุณท่านมากกว่านี้ ฉันตั้งใจไว้ว่าจะไม่ให้ตัวเองต้องรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทําอะไรจนสุดความสามารถอีก เมื่อแม่ออกจากโรงพยาบาล ฉันจึงดูแลเอาใจใส่ท่านอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทําได้ พาท่านไปทุกหนทุกแห่งเพื่อให้ท่านคลายทุกข์ ถึงแม้บางแห่งจะลําบากมากสําหรับคนพิการ […]

“มด” ตัวนิด แต่ชีวิตไม่น้อย เรื่องราวกฎแห่งกรรม จากผู้อ่าน

เรื่องราวกฎแห่งกรรม นี้มีอยู่ว่า ถึงแม้ มด จะเป็นเพียงชีวิตเล็กๆ แต่มนุษย์ก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ บนโลกใบนี้เช่นกัน เราล้วนอยู่ในโลกแห่งกรรม

แด่คุณยายผู้เป็นอัลไซเมอร์

สมัยนี้หากใครได้ยินคําว่า “อัลไซเมอร์” ก็คงจะพอรู้ว่าเป็นโรคที่เกี่ยวกับสมอง ซึ่งมีผลกระทบต่อความสามารถในการคิดและการจดจํา และในปัจจุบันนี้ดูเหมือนจะมีคนเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องไปดูที่ไหน แค่หมู่บ้านเล็กๆ ที่ฉันอยู่นี้ก็มีถึง 3 คน และเป็นผู้สูงอายุทั้งหมด รวมทั้งยายของฉันด้วย ยายมีอาการหลงๆลืมๆมานานแล้ว แต่เพิ่งจะมาเป็นหนักเอาตอนที่ต้องไปนอนโรงพยาบาลด้วยโรคบางอย่างประมาณ 1 เดือน และยายนอนไม่หลับ ตั้งแต่นั้นมา แม่บอกว่าอาการของยายหนักขึ้นเรื่อยๆ เช่น ทําอาหารแล้วคิดว่าตัวเองลืมใส่น้ำปลา ก็เลยทําออกมาเค็มมากๆ และเริ่มพูดอะไรย้ำๆ ซํ้าๆ จนเมื่อพาไปตรวจก็พบว่าสมองฝ่อจริงๆ แต่ก่อนฉันทํางานที่กรุงเทพฯ และย้ายไปมาเลเซีย จึงไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดยายเลย แม่ของฉันเป็นครู ต้องไปสอนที่โรงเรียน และยังต้องกลับมาดูแลโรงสีที่บ้าน ทําให้ท่านเหนื่อยมากๆ แต่ด้วยความที่ฉัน น้องของฉัน และพี่สาวอีกคนหนึ่งคิดว่าที่บ้านน่าเบื่อ ไม่มีอะไรให้ทํา กลับไปก็ได้เงินไม่เยอะ เลยไม่มีใครคิดจะกลับมาช่วยแม่ แต่แล้วฉันก็ทนเสียงเรียกร้องในใจไม่ไหว ประกอบกับเกิดเหตุการณ์หลายอย่างขึ้นในชีวิต รวมทั้งแม่เริ่มป่วยบ่อยมากๆ (เราจะโทรศัพท์คุยกันตลอด) ฉันเลยตัดสินใจกลับบ้าน ตอนแรกยังมีเงินสํารองจากที่ทํางานเก่าอยู่จึงทําให้พออยู่ได้ไม่เดือดร้อนแม่มากนัก จากวันที่ฉันตัดสินใจกลับมาจนถึงตอนนี้ เป็นการปรับตัวที่ใหญ่มากๆ เพราะฉันห่างบ้านไปตั้งแต่อายุ 13 เพื่อไปเรียนหนังสือที่เชียงใหม่ พอจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็ไปเรียนต่อและทํางานที่กรุงเทพฯ รวมแล้วสิบปีกว่า โดยที่ฉันจะกลับบ้านเฉพาะตอนปิดเทอม ปีใหม่ […]

“กายป่วยใจไม่ป่วย” ในวันที่หมอยาเป็นฝ่ายได้รับพลังใจจากผู้ป่วย

ในวันนี้ขอสารภาพในใจว่า ไม่อยากมาทำงานเลย ด้วยความเหนื่อยล้าและท้อแท้จากการเป็นผู้ดูแลพ่อที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานแล้วไม่ยอมควบคุมอาหาร แอบกินขนมและน้ำอัดลม จนฉันอดไม่ได้และเผลอต่อว่าไป กายป่วยใจไม่ป่วย ความรู้สึกผิดคือสาเหตุของความคิดติดลบที่ดูดกลืนพลังชีวิตไป แต่งานให้บริการด้านสุขภาพไม่เคยมีวันหยุด การจ่ายยาให้ผู้ป่วยโรคเอดส์ซึ่งกำลังนั่งรอรับยาต้านไวรัสกลายเป็นงานปกติของฉัน แม้ว่าในใจของตัวเองกลับรู้สึกตัวว่าไม่ปกติ ปัญหาในใจที่ทำให้ฉันจมอยู่กับความเป็นทุกข์ดึงขีดความอดทนในการทำงานของฉันให้ต่ำลง หญิงสาวต่างวัยสองคนนั่งประจันหน้ากันอยู่ในห้องยา หญิงสูงวัยคนหนึ่งป่วยเป็นเอดส์ โรคร้ายที่ไม่มีวันรักษาหาย กำลังรอรับยาเพื่อต่อชีวิต กับสาวอีกคนผู้อ่อนวัยกว่าเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่แสนจะเพียบพร้อม ใบหน้าบูดบึ้งที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากอนามัยสีเขียวกับใบหน้าสดใสที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างเปิดเผย ทำให้เกือบแยกไม่ออกว่าใครเป็นผู้ป่วย ใครเป็นหมอยา ภายหลังการสวัสดีกันและกัน ฉันในชุดเครื่องแบบสีขาวสวมแว่นนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เปิดดูประวัติการรักษา ก่อนจะชวนหญิงสาวที่สูงวัยกว่า ผิวขาวหุ่นท้วม มีลักยิ้มที่สองแก้ม พูดคุยกันเรื่องความสำคัญในการกินยาตรงเวลา เนื่องจากผลเลือดแสดงภูมิคุ้มกันที่ต่ำลงซึ่งส่งผลต่อการควบคุมโรคร้ายนี้ ฉันใช้คำถามที่เข้ากับสถานการณ์เพื่อแอบจับผิดผู้ป่วยว่าลืมกินยาหรือไม่ ก่อนที่จะเริ่มเทศน์กัณฑ์ใหญ่ตามความเคยชินกับคนที่มักจะขาดยา คุณป้าจึงหยิบยาที่บรรจงจัดใส่ซองมาแสดงให้ดูถึงความตั้งใจในการกินยา “แม้จะเป็นโรคร้าย แต่ก็มีโชคดีนะหมอ ชีวิตที่เหลืออยู่ต้องทำให้ดี” เมื่อเห็นว่าฉันนิ่งไป คุณป้าช่วยขยายความต่อให้คลายสงสัยถึงความโชคดีจากการเป็นโรคร้าย “เป็นโรคนี้ก็ยังดีกว่าโรคเบาหวานนะ ต้องคุม โน่นนี่ก็กินไม่ได้ แต่ฉันกินได้หมด” ด้วยคำพูดที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะได้ยินมาก่อน ทำให้รู้สึกสนใจในมุมมองความคิดของเธอ จนต้องขยายเวลาคุยกันต่อ “คนอื่นเขาไม่เป็นไร แต่เขายังทำไม่ได้เหมือนเรา” คุณป้าเล่าถึงน้องชายของเธอที่สุขภาพแข็งแรง แต่ไม่มีบ้านมีรถเหมือนเธอ ส่วนพี่สาวอีกคนที่ไม่ป่วยมีลูกสามคน แต่มีปัญหาทั้งยาเสพตดิและการพนัน ในขณะที่ลูกสาวทั้งสองคนของคุณป้าตั้งใจเรียน หางานพิเศษทำ ไม่เคยทำตัวมีปัญหา “พ่อ เราเป็นโรคนี้ก็ดีเนอะ อยู่กันมาก็ไม่เคยทะเลาะกันเลย” คุณป้าเล่าถึงสามีที่ติดโรคจากเธอ […]

นิทานพื้นบ้านของชนเผ่าลาหู่ “เด็กกำพร้ากับงูเหลือม”

ผมเป็นคนหนึ่งที่ติดตามอ่านนิตยสาร ซีคร็ต มาโดยตลอด  “ซีเคร็ต” ทำให้ผมและทุกคนได้รับข่าวสารน่ารู้มากมาย นิทานพื้นบ้าน วันนี้ผมก็ขอเล่านิทานพื้นบ้านของชนเผ่าลาหู่ ทุกคนจะได้รับรู้และเข้าใจ และอยากให้ผู้อ่านที่น่ารักทุกคนรู้จัก นิทานพื้นบ้านของชนเผ่าลาหู่บ้างนะครับ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เด็กหญิงนาคะอายุประมาณ 9 – 10 ขวบ อาศัยอยู่ในชนบทแห่งหนึ่ง มีแม่ชื่อนาแส ซึ่งพิการไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ครอบครัวของนาคะยากจนมาก เด็กหญิงต้องออกไปเก็บมะม่วงป่าเพื่อนำมาขายในหมู่บ้าน แล้วนำเงินที่ได้ไปซื้อข้าว พริก เกลือ ฯลฯ เพื่อมาเลี้ยงดูแม่ ทุกวันนาคะต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้าเพื่อไปถึงต้นมะม่วงซึ่งอยู่ในหุบเขา แล้วก็นั่งรอให้มะม่วงป่าหล่นลงมาจากต้นเอง มะม่วงที่ได้มีรสชาติดีจึงขายหมดและเด็ก ๆ ชอบกันมาก เด็กหญิงเก็บความลับเรื่องมะม่วงป่าต้นนี้เอาไว้ เพราะเกรงว่าถ้าคนอื่นรู้จะไม่มีอาชีพเลี้ยงดูแม่ต่อไป ต่อมาเด็ก ๆ ในหมู่บ้านแอบตามนาคะไปที่มะม่วงต้นนี้ ขณะที่นาคะกำลังเก็บมะม่วงที่หล่นลงมาได้ 2 – 3 ลูกใส่ย่าม เด็ก ๆ ในหมู่บ้านก็แย่งลูกมะม่วงจากมือของนาคะไปจนหมด แล้ววิ่งหนีกลับหมู่บ้าน เด็กหญิงได้แต่นั่งร้องไห้ โศกเศร้า เสียใจ จนอ่อนเพลียและหลับไป มาตื่นอีกครั้งเมื่อเห็นพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน นาคะมองหาลูกมะม่วงป่า แต่ไม่เห็นมะม่วงสักลูก เด็กหญิงนั่งร้องไห้อีกครั้ง แต่จู่ ๆ ก็มีงูเหลือมโผล่ออกมา แล้วงูเหลือมตัวใหญ่ ๆ […]

ฮีโร่ของฉัน…ปะป๊าสู้สู้

ฮีโร่ของฉัน…ปะป๊าสู้สู้ “ตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน” เมื่อฉันได้ยินประโยคนี้ครั้งแรก ทำให้ฉันนึกถึงปะป๊าขึ้นมาทันทีทันใด ปะป๊าที่ฉันรู้จักมาตั้งแต่เด็ก ท่านเป็นคนพูดน้อย แต่ทำมาก รักครอบครัว รับผิดชอบ เป็นผู้นำครอบครัวที่ดีมาก ครอบครัวของฉันเคยผ่านช่วงไอเอ็มเอฟเศรษฐกิจตกสะเก็ดมาด้วยกัน ตอนนั้นที่บ้านประสบปัญหาอย่างหนัก ต้องปิดกิจการลง พร้อมกันนั้นก็เป็นปีเดียวกับที่ฉันเอนทรานซ์ไม่ติดด้วย แต่ท้ายที่สุดพวกเราก็ผ่านกันมาได้และทำให้รักกันมากขึ้น แต่ด้วยผลพวงทางเศรษฐกิจครั้งนั้น ทำให้ไม่นานต่อมาปะป๊าก็ตื่นขึ้นมาชงชาดื่มไม่ได้เหมือนอย่างเคย ปะป๊ารินชาหกเพราะกะไม่ถูก ขับรถไม่ได้ เกือบชนประตูบ้าน ปะป๊าเรียกอาหารเหล่านั้นว่า “การเสียศูนย์” ท่านรู้ตัวเองดีว่ามันต้องมีอะไรผิดปกติแน่นอน จึงรีบไปหาหมอ หมอบอกว่า โชคดีที่มาทัน เพราะปะป๊าเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ หากมาช้ากว่านี้อีกเพียงสองชั่วโมงอาจเป็นอัมพาตได้ และได้อธิบายให้ปะป๊าทราบว่า ปะป๊ามีปัจจัยเสี่ยงครบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอายุ (อายุ 50 – 60 ปีมักเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ ตอนนั้นปะป๊าอายุประมาณ 50 ปี) สูบบุหรี่ อ้วน ไม่ออกกำลังกาย และเครียด ปะป๊าเข้าข่ายทุกประการอย่างที่หมอบอก เมื่อปะป๊าได้ยินอย่างนั้น ท่านก็รู้ตัวดี และเนื่องจากท่านรักตัวเองและครอบครัวมาก ท่านไม่อยากให้ลูกหลานลำบากถ้าหากท่านเป็นอะไรไป ปะป๊าจึงตัดสินใจเลิกบุหรี่อย่างเด็ดขาดนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทั้ง ๆ ที่สูบมานานตั้งแต่วัยรุ่น และทั้ง ๆ ที่ลูก […]

เมื่อพ่อแม่ไม่รักกันอีกต่อไป ลูกควรทำอย่างไรให้ชีวิตเดินต่อไปได้

เมื่อ พ่อแม่ไม่รักกัน อีกต่อไป ลูกควรทำอย่างไรให้ชีวิตเดินต่อไปได้ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เพื่อนของฉันนั่งปรับทุกข์เรื่องลูกว่าจะทำอย่างไรให้ลูกเข้าใจ ถ้าพ่อกับแม่ไม่ได้รักกันอีกต่อไปแล้ว ฉันว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอกกับการที่เราจะเดินไปบอกคนที่เราเฝ้ารัก เฝ้าถนอมเขาด้วยหัวใจและวิญญาณ ว่าครอบครัวของเขากำลังจะเปลี่ยนไป เพราะนั่นหมายถึงว่าเรากำลังทำร้ายความรู้สึกเขา เราจะทนได้อย่างไรถ้ามองเห็นเขาต้องเจ็บปวด แต่ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วมันก็ต้องเกิดขึ้น ประเด็นคือทำอย่างไรที่จะทำให้เขาเจ็บปวดน้อยที่สุด จำได้ว่า เมื่อสองปีที่ผ่านมาฉันได้รับบทความที่ส่งต่อกันมา ชื่อเรื่องว่า “I’ll not divorce you.” เรื่องมีอยู่ว่า เด็กชายคนหนึ่งมีครอบครัวที่แสนสุขสันต์ พ่อแม่รักและห่วงใยในกันและกันมานับตั้งแต่เขาเกิด เขาคิดว่าเขาเป็นเด็กโชคดีที่สุดในโลก แต่แล้ววันหนึ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป… พ่อเริ่มกลับบ้านผิดเวลา และแม่ก็หาเรื่องทะเลาะกับพ่อได้ทุกวัน เขาเฝ้ามองว่า เรื่องราวต่อไปจะเป็นอย่างไร พร้อมกับภาวนาว่า ขออย่าให้เลวร้ายเหมือนครอบครัวของเพื่อนเขาเลย เขาไม่อยากถูกใครมองว่าเป็นเด็กบ้านแตก ไม่มีอะไรเป็นไปอย่างที่ฝันไว้เสมอไป เราไม่สามารถคาดหวังถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ และแล้ว…ช่วงเวลาที่ต้องเผชิญก็มาถึง เมื่อพ่อกับแม่เดินมาบอกเขาว่า ทั้งสองคนจะไม่อยู่บ้านหลังเดียวกันอีกต่อไป ราวกับว่าโลกทั้งโลกถล่มลงมาตรงหน้า แต่ละวันที่ผ่านไปเขามีแต่คำถามว่า ทำไมพ่อกับแม่ไม่มีความอดทนมากพอ ทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่รักกันเหมือนเมื่อก่อน ทำไม…ทำไม…และทำไม เขาไม่รู้ว่ากี่วันที่เขามีคำถามแบบนี้ ไม่รู้ว่ากี่คืนที่นอนร้องไห้จนหลับ วันหยุดสุดสัปดาห์แทนที่เขาจะได้มีความสุขพร้อมหน้าพ่อและแม่ แต่กลับเป็นว่าเขาต้องอยู่กับคนใดคนหนึ่งเท่านั้น จำได้ว่าเขาไม่พูดกับแม่หลายวัน ทั้งๆ ที่เขารู้ว่าแม่พยายามจะทดแทนส่วนที่ขาดหายไปให้เขา เขาร่างจดหมายบอกเล่าถึงความทุกข์ของเขาให้ปู่กับย่าฟัง ท่านตอบมาว่า… “หลานรักของปู่กับย่า… “ปู่กับย่าเข้าใจว่า ทุกข์ของหลานนั้นมากเพียงใด […]

พยายามในสิ่งที่ควรพยายาม… ปล่อยวางในสิ่งที่เกินพยายาม

พยายามในสิ่งที่ควรพยายาม…ปล่อยวางในสิ่งที่เกิน พยายาม ฉันเป็นหนี้บุญคุณมดตัวหนึ่งอย่างมาก ถึงขั้นต้องคารวะเรียกว่า อาจารย์อย่างเต็มหัวใจ เหตุเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังเดินจงกรมตามรู้กาย – ใจอยู่ ทันใดนั้นก็เกิดความรู้สึกเจ็บๆ คันๆ ที่บริเวณไหล่ขวา ตอนแรกคิดว่าเป็นความรู้สึกทางกายคล้ายมดกัดมากกว่าจะเป็นมดกัดจริงๆ เผลอสติชั่วขณะเอื้อมมือไปหวังจะเกาให้ถูกที่คัน แต่ทันทีที่มือสัมผัสกับร่างเล็กจิ๋วนั่นสติก็ร้องบอกว่า “เฮ้ย! นี่มันมดจริงๆ นี่หว่า” ฉันรีบยั้งมือทันก่อนที่จะบี้มดตัวนั้นตาย เจ้ามดตัวน้อยคงรู้ได้ถึงภัยร้ายที่กำลังคุกคาม แม้ฉันจะหยุดยั้งไปแล้ว แต่ด้วยสัญชาตญาณการป้องกันตัว มันจึงตั้งใจกัดไหล่ขวาของฉันต่ออย่างเต็มเหนี่ยว ฉันก็ตามรู้กายที่กำลังถูกมดกัด รู้ถึงความรู้สึกเจ็บๆ คันๆ ที่กาย และรู้ใจตัวเองว่าเฉยๆ สบายๆ พร้อมกับคิดว่าเดี๋ยวมันก็คงไป แต่เปล่าเลย นอกจากไม่ไปแล้ว หลังจากพักเหนื่อยไปอึดใจหนึ่ง มันก็เริ่มกัดฉันแบบจมเขี้ยวเป็นคำรบที่สอง ฉันก็เอาใจตามดูมันไป ดูซิมันจะทำอย่างไรต่อ ไม่ได้รู้สึกโกรธหรือรำคาญอะไร แค่อยากรู้ก็ดูไปเฉยๆ เมื่อพักเหนื่อยเสร็จไปอีกยก พอระฆังตียกที่สาม เจ้ามดก็ขึ้นสังเวียนชกไหล่ขวาฉันที่เดิมอีกอย่างเต็มแรง พอถึงยกนี้ฉันเริ่มรู้สึกนับถือในความเพียรพยายามของมันแล้วนะเนี่ย นี่มันกะจะกัดฉันให้ตายเลยหรือไงนะ ยกที่สี่ยกที่ห้าตามมา ฉันเริ่มเชื่อแล้วละว่ามดตัวนี้ต้องถือคติประจำใจว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” แหงๆ ความรู้สึกเอ็นดูปรากฏขึ้นในใจ ประกอบกับเกรงว่ามันจะกัดฉันจนเหนื่อยตายไปเองเสียเปล่าๆ ไอ้เราก็รู้สึกแค่เนี้ย เจ็บแค่มดกัด จึงตัดสินใจเดินกลับไปที่ห้อง ถอดเสื้อออกมาดู เห็นมันกำลังเอาหัวปักฝังเขี้ยวเสียมิดจนก้นกระดกอยู่ที่เดิมเป็นยกที่แปด ฉันเลยค่อยๆ […]

keyboard_arrow_up