แม่ของฉัน…

เป็นภาพที่ชินตา แม่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่หน้าเตาถ่านในครัว แม่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตอยู่ในครัว… (แม่ของฉัน) ปีนี้ฉันอายุ 34 ปี เป็นปีที่ลาออกจากงานที่รัก มีแฟนหนึ่งคน กิ๊กครึ่งคนก็ไม่มี มีเพื่อนที่รักอยู่บ้าง มีศัตรูที่ไม่เผาผีกันก็เยอะ มีชายหนุ่มที่ฉันรอคอยอย่างเจ็บปวด มีความฝันที่ค้าง ๆ คา ๆ และแต่ละวันของชีวิตหมดไปกับการนอนให้โทรทัศน์สะกดจิต พระพุทธเจ้าตรัสรู้ตอนอายุ 35 ซึ่งหมายความว่าฉันเหลือเวลาแค่หนึ่งปีที่จะเป็นคนที่โลกไม่อาจลืมอย่างพระพุทธเจ้า คนอายุ 34 ในสายตาของฉันเมื่อเนิ่นนาน ช่างเป็นวัยที่ชราภาพจริง ๆ และฉันก็เริ่มตระหนักแล้วว่า เรี่ยวแรงเริ่มไม่มากเท่าเมื่อก่อน ความพลุ่งพล่านที่คิดว่าตัวเองจะเปลี่ยนแปลงโลกได้เริ่มน้อยลง ปีนี้แม่แก่ลงมาก ฉันเพิ่งสังเกตเห็นผมขาวบนหัวของแม่ แม่ที่เคยไม่มีวันดูแก่ของฉันเริ่มมีริ้วรอย กระฝังลึกที่แก้มของแม่ดูชัดขึ้น หน้าท้องที่อุดมด้วยไขมันของแม่ไม่เคยหายไป และแม่ก็มีอาการไอเรื้อรังมาร่วมเดือน ฉันนั่งมองแม่…ฉันเคยเป็นนักข่าวไปสัมภาษณ์คนมากมาย สุดแสนจะตื่นเต้นเมื่อได้คุยกับชายขาพิการคนแรกของโลกที่ปีนเขาเอเวอเรสต์สำเร็จ ได้สบตากับดาราหนุ่มที่ฉันชื่นชอบ ได้พูดจาฉลาด ๆ กับคนระดับประเทศ และคิดเอาเองว่าโลกที่ซับซ้อนคือโลกที่ฉันแสวงหา แต่วันนี้เมื่อมองหน้าแม่ ฉันก็ได้รู้ตัวว่าตัวเองรู้จักแม่น้อยเหลือเกิน แม่เป็นคนบ้านนอก จบแค่ ม.6 ชีวิตนี้แม่เคยไปต่างประเทศแค่ครั้งเดียว ซึ่งแม่ก็ทรมานกับการเดินทางน่าดู ฉันเคยพาแม่ไปเกาะสมุยในวันที่ไมเคิล แจ๊คสัน […]

แม่…คือแสงสว่างนำทางในยามที่ชีวิตของผมมืดมน

ผมมีประสบการณ์จากคนรู้จักมาเล่าสู่กันฟัง ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งคิดว่าผมจะเล่าเรื่องไร้สาระนะครับ เพราะเรื่องชาวบ้านบางเรื่องเราก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เป็นอย่างดี อย่างเช่นเรื่องของ “ปอ” หนุ่มออฟฟิศธรรมดาคนหนึ่ง เขาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เช่าห้องพักเล็ก ๆ อยู่ตามลำพังใกล้ที่ทำงาน ปอเรียนจบปริญญาตรีด้วยเงินจากกองทุนกู้ยืม และได้งานทำทันทีที่เรียนจบ ถึงแม้ว่าจะได้เงินเดือนไม่มากนัก แต่ยังดีกว่าตกงาน เขาอดทนทำงานที่เดิมด้วยความหวังว่าเงินเดือนจะขึ้นตามอายุงาน ไม่ได้หวังสูงถึงกับขอให้เงินเดือนพ้นเลขหนึ่งนำหน้า ขอแค่ให้ทำบัตรเครดิตได้ก็พอ แล้วอยู่ดี ๆ ความฝันของปอก็เป็นจริงขึ้นมาด้วยอานิสงส์จากนโยบายภาครัฐ “ปริญญาตรีเงินเดือนหมื่นห้า” เขาได้รับการชักชวนให้สมัครบัตรเครดิตจากหลายหน่วยงาน และในวันที่ปอได้รับบัตรเครดิตจากธนาคารแห่งหนึ่ง เขายิ้มอย่างเป็นสุขที่สุดในโลก ได้ซื้อโน่นซื้อนี่ให้ตัวเองบ้าง ให้คนอื่นบ้าง เขาใช้เงินอย่างคล่องมือมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยทำได้ ต่างจากก่อนหน้านี้ที่กว่าเขาจะจ่ายเงินซิ้ออะไรสักอย่างต้องคิดแล้วคิดอีก ราวกับมีมารขาว มารดำมาตีกันอยู่ข้างหู ซึ่งส่วนใหญ่มารขาวเป็นฝ่ายชนะ และบอกกับเขาว่า ยังไม่จำเป็นสำหรับตอนนี้…กลับบ้านนอนดีกว่า วันเวลาผ่านไปได้ราวสองสามเดือน ความสุขของเขาค่อย ๆ ลดน้อยลง…มันช่างสวนทางกับ “จำนวนเงินที่ต้องชำระ” ในใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตเสียเหลือเกิน ปอมองเอกสารในมือด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อย ท้อใจ แล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้นห้อง เอนหลังพิงข้างเตียงเก่า ๆ แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น… “เป็นไงบ้างลูก” แม่ โทร.หาปอในช่วงเวลาที่เขาต้องการกำลังใจอย่างที่สุด “อ๋อ…ครับ แม่ ผมก็…ก็สบายดีครับ” “ไม่โทร.หาแม่ซะหลายวัน มีปัญหาอะไรหรือเปล่า เล่าให้แม่ฟังได้นะ” เขาเงียบไปเหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่คอ […]

พอสซั่ม สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีสิทธิ์หายใจ

มนุษย์มักทำตัวยิ่งใหญ่กว่าธรรมชาติ และมักหลงคิดไปว่ามนุษย์เท่านั้นที่มีลมหายใจและมีสิทธิ์ตัดสินหรือตัดสิทธิ์การมีลมหายใจของต้นไม้ พืช สัตว์ และแม้มนุษย์ด้วยกันเอง ในประเทศนิวซีแลนด์ ศัตรูหมายเลขหนึ่งของมนุษย์ นอกจากภัยธรรมชาติประเภทแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดแล้ว ภัยที่เป็นสัตว์สี่เท้าซึ่งชาวกีวีเอ่ยถึงด้วยความชิงชังรังเกียจนักหนา หากเจอที่ไหนเป็นต้องไล่ล่าเข่นฆ่าให้สูญพันธุ์ เห็นจะไม่มีสัตว์หน้าไหนมีกรรมเกินเจ้า “พอสซั่ม” (possum) ตามประวัตินั้น ในปี 1980 พอสซั่มได้รับการเชื้อเชิญจากออสเตรเลียแดนจิงโจ้ให้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาสู่ดินแดนแห่งนกกีวีในฐานะสัตว์เศรษฐกิจ โดยขนของมันนำมาใช้ในการทำเครื่องกันหนาว แต่การแพร่พันธ์ุของพอสซั่มเป็นไปอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ทำให้จำนวนของพอสซั่มมีมากกว่าจำนวนประชากรนิวซีแลนด์ทั้งประเทศหลายเท่า ส่งผลให้สัตว์เศรษฐกิจที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ต้องการกลับกลายป็นส่วนเกินที่ต้องกำจัดไปในที่สุด ที่วัดป่าวิมุตติ วัดสาขาหลวงพ่อชาบนเกาะเหนือ ยามค่ำคืนมักมีแขกยามวิกาลมาเยี่ยมเยียนตามกุฏิต่าง ๆ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเหนือทุ่งกว้าง ใครไม่เคยรู้จักหน้าค่าตาเจ้าสัตว์กลางคืนที่ละม้ายคล้ายสัตว์หลาย ๆ ชนิดผสมกัน ก็ลองดูภาพประกอบจากวิกิพีเดียได้ หน้าของพอสซั่มจะแหลม ๆ ตาโต ๆ แบบเดียวกับตัวนางอายบ้านเรา ถึงหน้าตาจะดูขี้เหร่ แต่ตามตัวมีขนปุกปุยนุ่มนิ่มน่ารักเหมือนกระต่าย และมีนิสัยชอบปีนป่ายบนต้นไม้เหมือนหมีโคอาลา ที่เท้าซึ่งค่อนข้างยาว มีเล็บแหลมเพื่อเกาะเกี่ยวตามกิ่งก้านต้นไม้ ก่อให้เกิดเสียงดังคล้ายเสียงคนเดิน ในเวลากลางคืน หากใครไม่ชินกับเสียงฝีเท้าพอสซั่ม ก็อาจตกใจกลัวได้ แต่ฉันเองชินแล้วกับเสียงตึงตังบนหลังคาหลังเที่ยงคืน เพราะมักจะมีพอสซั่มแม่ลูกสองตัวมาเยี่ยมตอนกลางดึกเพื่อขออาหาร ที่รู้ว่าเป็นแม่ลูกกันก็เพราะตัวลูกขี่อยู่บนหลังตัวแม่ บางคืนมีพายุฝน ตัวแม่ซึ่งดูอุ้ยอ้ายกว่ามักเข้ามาหลบฝนเงียบ ๆ อย่างเจียมตัว บางเช้าที่อุณหภูมิติดลบ เจ้าตัวลูกก็มาแอบอยู่ในถังใส่ของ ฉันรู้ดีว่าเมืองนี้เขาห้ามให้อาหารพอสซั่ม […]

เพียงแค่หันไป…ฉันก็ช่วยให้เด็กคนหนึ่งได้มีอนาคตที่สดใส

บางครั้งการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของคนคนหนึ่ง อาจเกิดจากการกระทำที่ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยกับความใส่ใจอีกนิดหน่อย โดยลืมคำว่า “ธุระไม่ใช่” ไปเสียและใครจะรู้…การเปลี่ยนแปลงนั้นอาจส่งผลถึงสังคมส่วนรวมอย่างคาดไม่ถึงเลยก็ได้ เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเด็กน้อยคนนี้… วันนั้นฉันไปซื้ออาหารสุนัขที่ร้านแถวจตุจักร ขณะกำลังเดินกลับมาที่รถ ฉันเห็นชายวัยกลางคนยืนอยู่กับเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ฉันเดินผ่านเลยไปโดยไม่ได้สนใจ จนกระทั่งได้ยินเสียงดังไล่หลังมาว่า “เด็กคนนี้มันน่าสงสารจริง ๆ พ่อค้ายาบ้าจนติดคุก แม่ก็ไม่ดูแล มันเลยต้องไปขอข้าวบ้านนั้นทีบ้านนี้ที” เมื่อหันกลับไปฉันก็ได้เห็นว่าต้นเสียงคือชายคนดังกล่าว และข้าง ๆ เขาเป็นเด็กผ้ชู ายผิวดำเกรียมอายุประมาณ 5 – 6 ขวบหน้าตาน่าเอ็นดู แต่รูปร่างผอมเกร็ง สวมเพียงกางเกงขาสั้นมอซอกับรองเท้าแตะเก่า ๆ ในมือกำธนบัตรสีเขียวไว้แน่น…ฉันหันไปมองรอบตัว ไม่เห็นใคร ก็เลยแน่ใจว่าชายคนนั้นคงไม่ได้พูดกับคนอื่น ฉันจึงสาวเท้าเข้าไปหา “ดูซิครับคุณ ผมต้องให้มันวันละยี่สิบบาท เพราะมันไม่มีจะกิน วัน ๆ ก็วิ่งอยู่แถวนี้ ผมละกลัวมันจะโดนรถทับ…ป่านนี้ยังไม่ได้เรียนหนังสือกับเขาเลย” ชายคนนั้นบ่นพลางลูบหัวเด็กน้อยด้วยท่าทางเอ็นดู แต่สังคมที่เต็มไปด้วยการหลอกลวงทำให้ฉันไม่ปักใจเชื่อใครง่าย ๆ ‘อาจเป็นพวกแก๊งขอทานเอาเด็กมาหากินก็ได้’ ฉันคิดก่อนจะดึงตัวเด็กชายออกมาห่าง ๆ และลงมือซักถามเขาด้วยตัวเอง แล้วฉันก็ได้รับคำตอบทุกอย่างตามคำบอกเล่าของชายคนนั้น แต่รู้เพิ่มขึ้นมาว่า “เอก” อาศัยอยู่ใต้สะพานลอย และเขาอยากเรียนหนังสือมาก…เด็กน้อยพูดลงท้ายด้วยคำว่า “ครับ” ทุกประโยค […]

สัจธรรมชีวิตให้คิดถึงความตาย…จากใบโพธิ์ที่ปลิดปลิว

ตอนเด็ก ๆ บ้านของผมอยู่ใกล้ต้นโพธ์ิขนาดใหญ่ (สัจธรรมชีวิต) ใต้ต้นโพธิ์เป็นที่ตั้งของศาลขนาดย่อม ศาลแห่งนี้เป็นที่เคารพสักการะของคนในชุมชนละแวกนี้อย่างมาก จึงมีผู้คนแวะเวียนมาสักการะไม่ขาดสาย เสียงเขย่าเซียมซีที่ดังอยู่เกือบตลอดวันและกลิ่นควันธูปที่ลอยโขมงไปทั่ว รบกวนชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบ ๆ ต้นโพธิ์ไม่น้อย แต่ไม่มีใครกล้าโวยวาย เพราะต่างก็ทราบแก่ใจดีว่า ใครขืนโวยวายอาจถึงขั้นถูก ‘อัปเปหิ’ หรือขับไล่ออกนอกพื้นที่อย่างแน่นอน ยิ่งนานวัน เสียงบ่นกระปอดกระแปดยิ่งเริ่มดังสอดประสานกับกลิ่นควันและเสียงที่ยิ่งเพิ่มขึ้น ในสภาวการณ์เช่นนี้ คนอื่นอาจอยู่ยาก แต่น่าแปลกที่ผมกลับรู้สึกเฉย ๆ ส่วนเรื่องที่ไม่มีใครบ่นถึงเลย ผมกลับรู้สึกหงุดหงิด นั่นคือ ใบโพธิ์ที่ร่วงลงมาเกลื่อนพื้นทุกวัน ที่หงุดหงิดเพราะต้องคอยปัดกวาดอยู่ตลอด มิฉะนั้นใบโพธิ์อาจท่วมมิดบ้านภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 – 3 วัน ใบโพธิ์ที่ร่วงลงมานั้นส่วนใหญ่จะเป็นสีน้ำตาล ใบโพธิ์ที่ร่วงรองลงมาเป็นสีเหลือง ใบโพธิ์ที่ร่วงลงมาน้อยที่สุดคือสีเขียว   การที่ต้องสู้รบปรบมือกับใบโพธิ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้จิตของผมจดจ่ออยู่กับใบโพธิ์โดยไม่รู้ตัว และเริ่มมองเห็นบางสิ่งในนั้น   ใบโพธิ์สีน้ำตาลนำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ ต้องกวาดทิ้งทั้งหมด ส่วนใบสีเหลืองกับใบสีเขียว ถ้าเราคัดใบที่สมบูรณ์มาทับไว้ในหนังสือ พอแห้งนำไปเคลือบพลาสติกสักหน่อย เอาไว้คั่นหนังสือก็ได้ หรือจะทำเป็นของที่ระลึกแจกเพื่อน ๆ ก็ได้ หรือถ้าจะให้วิจิตรกว่านั้น ต้องแช่น้ำทิ้งไว้สักคืน แล้วค่อย ๆ รูดเอาเปลือกของใบออก จนเหลือแต่เส้นใยบาง […]

เรือนจำในความรู้สึก : ความในใจของคนสำนึกผิดและพร้อมกลับตัว

สิ่งที่ผมได้รับจาก เรือนจำ แตกต่างกับสิ่งที่ผมเข้าใจเหลือเกิน เมื่อตอนยังใช้ชีวิตอิสระอยู่ข้างนอก ผมเคยคิดเสมอว่าเรือนจำมิใช่ที่กักขังนักโทษเท่านั้น แต่ยังเป็นที่รวมบรรดาสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ด้วย ผมคิดถึงภาพการทรมานที่ทารุณโหดร้ายและคนที่พ้นโทษออกมาจากเรือนจำก็จะเป็นคนไม่ดี ไม่น่าคบหาสมาคมด้วย ในความรู้สึก “ผมกลัวที่จะเป็นนักโทษ” และ “นักโทษก็เป็นคนที่น่ากลัว” แล้วอะไรเป็นสาเหตุจูงใจสำหรับผมในการกระทำความผิด คำถามนี้เป็นปัญหาที่น่าสนใจยิ่ง หลายคนพูดเสมอว่า การกระทำความผิดมักเป็นที่ตัวบุคคลเสียมากกว่า แต่หลายคนเคยสงสัยบ้างไหมว่า เหตุใดเขาเหล่านั้นจึงกระทำความผิดลงไปทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ถูกต้อง ผมเติบโตจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในชนบท ทุกวันที่เดินออกจากบ้านมักจะผ่านกลุ่มวัยรุ่นที่จับกลุ่มกันอยู่ทั่วไปในหมู่บ้าน การกระทำของพวกเขาเหล่านั้นเป็นสิ่งคุ้นตาผมตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพนัน ค้ายาเสพติด หรือรวมกลุ่มกันดมกาว ภาพเหล่านี้ผมเห็นอยู่ทุกวันจนเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว เพราะพวกเขาเหล่านั้นบางส่วนก็เป็นเพื่อน เป็นญาติ เป็นคนคุ้นเคย หลายครั้งที่ผมเคยดูต้นทาง คอยดูตำรวจให้พวกเขา ผมเติบโตมากับวงจรยาเสพติดตั้งแต่เด็ก ๆ จนชาชิน จึงมองไม่เห็นว่าการค้ายามันผิดตรงไหน ในเมื่อคนในหมู่บ้านแทบทุกหลังคาเรือนก็ทำกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้าน ร้านขายของชำ วินมอเตอร์ไซค์ ในหมู่บ้าน 80 เปอร์เซ็นต์ในสังคมที่ผมโตมาก็ขายยาเสพติดกันทั้งนั้น แม้กระทั่งบ้านผมก็ไม่เว้น ตอนผมอายุ 9 ขวบก็เริ่มช่วยเหลือครอบครัวด้วยการดูต้นทางบ้าง เอายาไปส่งให้ลูกค้าบ้าง หรือแม้กระทั่งเดินขายยาในหมู่บ้านก็เคยทำ ตั้งแต่เล็กจนโต ผมไม่เคยสงสัยในการกระทำของตัวเอง […]

ขอบคุณนะ…คนแปลกหน้า

บางที คนแปลกหน้า ก็มีอิทธิพลกับชีวิต วิธีคิดและการเปิดโลกทัศน์ของเรามากกว่าที่คิด ดังเรื่องที่ฉันจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ขณะนี้ฉันอายุยี่สิบแล้ว เมื่อตอนที่ฉันอายุสิบหก ฉันเคยได้ทุนไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ณ ประเทศหนึ่งในทวีปยุโรป มันเป็นปีที่ทั้งดีที่สุดและแย่ที่สุดในชีวิตของฉันก็ว่าได้ บ้านโฮสต์บ้านแรกที่ฉันไปพักอยู่ด้วยปฏิบัติต่อฉันไม่ค่อยดีเท่าไรนัก แต่เคราะห์ยังดีที่เขาไม่ได้พยายามบังคับให้ฉันต้องเรียน เรียน เรียน และทำการบ้านตลอดเวลาแบบลูก ๆ ของเขา วันใดที่ฉันเกิดเบื่อหรือเอือมอะไรในบ้านขึ้นมา ฉันก็มักจะวิ่งขึ้นไปบนห้องคว้ากระเป๋าเป้ แล้วลงมาตะโกนบอกเขาว่า “ไปข้างนอกนะ!” ซึ่งความจริงนั้นฉันอาจไปแค่ห้องสมุด ไปร้านหนังสือ ไปนั่งจิบช็อกโกแลตร้อนที่แสนจะเข้มข้น หรือไม่ก็อาจจะนั่งรถบัสหรือเดินไปสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดเพื่อไปเที่ยวต่างเมือง บางครั้งฉันก็นั่งรถไฟข้ามประเทศไปเตร็ดเตร่อยู่ในสถานที่แปลก ๆ โดยไม่ได้ขออนุญาตใครและไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้กระมัง ใคร ๆ ก็เลยบอกว่าฉัน “อาร์ต” ซึ่งฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำคำนี้สักเท่าไรนัก แต่ก็พอประมาณ (คิดเอาเอง) ว่ามันแปลว่าฉันออกจะพิลึกอยู่สักหน่อย แต่ด้วยนิสัยเช่นนี้จึงทำให้ฉันมีโอกาสได้พบเจอคนมากมายหลายแบบ บางคนก็น่าประทับใจ บางคนก็ทำเอาฉันขยาดไปทั้งชีวิต! มีอยู่วันหนึ่งฉันเดินกินวอฟเฟิลอยู่ในสถานีรถไฟ ขณะกำลังรอต่อรถไฟไปเนเธอร์แลนด์ ฉันเหลือบไปเห็นคุณลุงอายุราวสี่สิบ-ห้าสิบคนหนึ่งกำลังมองจอตารางการเดินรถในสถานีรถไฟอยู่อย่างมึนงง ฉันก็เลยเดินเข้าไปถามว่าจะให้ฉันช่วยอะไรบ้างไหม ลุงคนนั้นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พร้อมกับตอบกลับมาด้วยสำเนียงอเมริกันทางใต้ว่า ลุงไม่รู้ว่ารถไฟไปปารีสอยู่ที่ไหน ฉันอาสาช่วยพาเขาไปยังอินฟอร์เมชั่น พร้อมกับชี้ทางให้ว่าเขาควรไปยืนรอรถที่ชานชาลาไหน ตอนนี้ดูเหมือนกับว่าฉันกลายเป็นคนที่ชำนาญทางไปแล้ว ระหว่างรอรถไฟ เรายืนคุยกันนิดหนึ่ง ได้ความว่าเขาเป็นทนายมาจากนิวออร์ลีนส์ ทำให้ฉันตื่นเต้นมากเพราะ 1. […]

ลองนั่งลงไปในใจ “คนป่วย”

แม่ของต้นพุทธป่วยเป็นอัมพาตมากว่า 7 ปี ทุกวันท่านก็พลิกตัวได้แค่ด้านข้าง มองผนัง มองเพดาน เมื่อนอนหงาย กินได้แต่ข้าวต้ม ขนมนิ่ม ๆ อาหารอ่อน ซ้ำ ๆ มื้อแล้วมื้อเล่า ไม่เคยได้ออกไปข้างนอกบ้าน ตาก็เริ่มสู้แสงไม่ได้ โดนพัดลมมากหน่อยท่านก็น้ำตาไหล กิน นอน ขับถ่าย และใช้ชีวิตทุกวัน “บนเตียง” แค่หันตะแคงข้าง พื้นที่เตียงที่เหลือด้านข้างก็รู้สึกว่ากว้างไป เพราะในหัวใจท่านคอย คอยคนที่ท่านรักมาเยี่ยมเยียน ท่านรู้ว่าทุกคนมีภาระการงานหน้าที่ แต่คนเป็นแม่และเวลาที่มีเหลือของชีวิตก็คงคิดแค่รอคนที่รักมาหา หลายครั้งที่ธรรมเนียมของการเยี่ยมเยียนจะมีประโยคนิยมคนต่างพูดกันเป็นธรรมดา “หม่าม้า หายเร็ว ๆ นะคะ / ครับ” ในใจต้นพุทธเข้าใจความหมายของคนพูดว่ามันคือประโยคทั่ว ๆ ไปที่เราใช้เพื่อแสดงความหวังดี แต่วันนี้หากต้นพุทธมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนใคร โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เรารู้ดีแก่ใจว่าอย่างไรเขาก็ไม่หาย…ต้นพุทธจะพูดว่า “แข็งแรงนะคะป้า เรายังอยู่ค่ะ” ด้วยเคยสังเกตว่า หลังฟังคำพูดปรารถนาดีมากมายของผู้มาเยี่ยม หม่าม้ามีสีหน้าสลดมากกว่าจะสดชื่นหรือเฉย ๆ คงเพราะถ้อยคำที่ว่า “หายเร็ว ๆ นะคะ” มันยิ่งย้ำให้คนไข้ตอบตัวเองอีกครั้งว่า “มันไม่มีวันนั้นหรอก ฉันรู้” คำว่า “สู้ […]

แซนด์วิชไส้ฟักทอง … ในวิกฤติย่อมมีโอกาส

“ลองชิมซิว่าอร่อยมั้ย” ฉันพูดพลางยื่นขนมปังให้  (แซนด์วิชไส้ฟักทอง) “อะไรน่ะพี่” ลักษณ์ – น้องพยาบาลในทีมเอ่ยถาม ฉันไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มๆ เธอแกะห่อขนมปังในมือ พร้อมกับหยิบใส่ปากไปคำหนึ่งก่อนจะดูหน้าขนมปัง เห็นเป็นสีเหลืองๆ มีเม็ดสีดำๆ ขาวๆ โรยหน้า ท่าทางเธอดูมีแววสงสัย “อร่อยดีนะพี่ ว่าแต่มันอะไรล่ะ…ฟักทองหรือ” เมื่อสองวันก่อน ฉันตั้งใจจะทำผัดฟักทองใส่ไข่เพื่อตักบาตร ความที่ต้องรีบไปทำงานแต่เช้า ก็เลยคิดว่า ถ้าฉันนึ่งฟักทองก่อนแล้วค่อยนำลงไปผัด น่าจะทำให้ฟักทองสุกง่ายขึ้น แต่เป็นเพราะฉันรีบจะไปทำงาน ระหว่างที่นึ่งฟักทองอยู่นั้น ฉันก็เลยเก็บข้าวของไปด้วย เพื่อไม่ให้เสียเวลา จนเมื่อมาเปิดฝาหม้อนึ่งเพื่อจะนำฟักทองไปผัด ก็พบว่าฟักทองมันสุกจนเละไปแล้ว จะเอาไปผัดเพื่อตักบาตรก็กระไรอยู่ ฉันก็เลยเปลี่ยนใจเก็บฟักทองที่นึ่งจนเละไว้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งก็ผัดใส่ไข่ตามเดิม แล้วห่อไปกินตอนกลางวัน เสร็จสรรพก็ตักข้าวกล้องใส่ขันเพื่อนำไปตักบาตร ส่วนกับข้าวก็แวะซื้อเอาที่ร้าน พลางคิดว่า “ดีเหมือนกัน จะได้อุดหนุนป้าเขาบ้าง” แล้วฉันก็ไปทำงาน วันนั้นฉันเตรียมขนมปัง เนย และงาดำป่นไปด้วย ตั้งใจนำไปกินเป็นมื้อว่างรองท้องก่อนกลับบ้าน ระหว่างที่ฉันกำลังเตรียมขนมปังทาเนยโรยหน้าด้วยงาดำเพื่อแบ่งให้พี่เล็ก – พี่พยาบาลที่มาต่อเวรกินด้วยนั้น จู่ ๆ ฉันก็นึกถึงฟักทองขึ้นมา… “พี่ว่า ถ้าเราเอาฟักทองทาหน้าขนมปังบ้าง…จะอร่อยไหม” “ก็…น่าจะดีนะ แต่ถ้าทาขนมปังด้วยฟักทอง ก็ไม่ต้องทาเนยแล้วน่ะสิ […]

กอดรัด…สัมผัสแห่งรัก

อยากเคี้ยน…อยากเขียน เรื่องคนกอดกันครับ… (สัมผัสแห่งรัก) เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้คุยกับเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง เธอเป็นเบญจกัลยาณีมาก เธอมีลูกชายวัยน่ารักสองคน อายุประมาณสี่ขวบกับหกขวบ (อันนี้ผมเดาเอาเองนะครับ ผมยังไม่มีลูกเลยกะอายุเด็กไม่ถูก) มีอยู่ช่วงหนึ่งสามีของเธอต้องเดินทางไปติดต่อธุรกิจ เธอต้องเลี้ยงลูกคนเดียว เหนื่อยมาก เธอเล่าให้ผมฟังว่า “เหนื่อยแค่ไหนก็หายพี่ เมื่อหนูได้กอดลูก” ทันทีที่ความรักถูกส่งไปทางกายสัมผัส ก็แทบไม่ต้องมีภาษาพูดให้สดับ ไม่ต้องมีคำอธิบายใด ๆ ทั้งคุณแม่และลูกชายตัวน้อยต่างก็เข้าใจตรงกันว่า ต่างคนต่างเป็นที่รักของกันและกันสุดประมาณ เธอยังเล่าต่ออีกว่า เวลาเธอกอดกับสามี แล้วลูกเดินมาเห็นพ่อแม่กอดกัน สามีเธอจะผละออก เพราะคงจะเขินลูก เธอเลยบอกกับสามีว่า “เรามากอดกันเถอะพี่ ไม่เป็นไรหรอก เรามาแสดงความรักต่อกัน” นานเข้าสามีเธอจึงคล้อยตาม ตั้งแต่นั้นมา ถ้าเจ้าลูกชายตัวน้อยบังเอิญมาเห็นพ่อกับแม่กอดกัน เขาจะวิ่งเข้ามากอดด้วยทันที ช่างเป็นมโนภาพที่ซึ้งจับจิตจริง ๆ เธอให้เหตุผลว่า ที่เธอยืนกรานและกล้าหาญในการแสดงความรักต่อคนที่เธอรักอย่างเปิดเผย เพราะตอนเด็ก ๆ แม่ไม่เคยกอดเธอเลย ไม่เคยแม้แต่จะพาลูกสาวไปส่งที่โรงเรียน…และเธอก็ฝังใจมาตลอด ผมอยากบอกกับเธอว่า แม่เธอรักเธอมาก เพียงแต่ท่านไม่รู้วิธีแสดงออกเท่านั้นเอง ในสังคมบ้านเรา คนแบบเธอกับผมนั้นมีน้อยมาก ตัวผมเองอายุ 35 ปีแล้ว แต่ผมยังกอดและหอมแม่เหมือนเด็ก ๆ แม่ผมตัวเล็ก บางครั้งผมก็อุ้มแม่ได้อย่างไม่เคยอายใคร […]

กรรมนั้น…คืนสนอง – ผลกรรมที่ทำไว้กับแมลงปอ

เรื่องเวรกรรมมีจริงไหม ฉันเองก็ไม่รู้… แต่ก็เลี่ยงจะกระทำสิ่งใดอันเป็นการสร้างเวรสร้างกรรมต่อกัน เพราะสิ่งที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่า… เกิดจากอดีตที่แม่เคยทำบาปไว้หรือไม่ ชายหาดหัวหินเช้านี้สงบเงียบดีแท้ คงเพราะยังเช้ามากอยู่กระมัง ผู้คนจึงยังไม่อยากลุกออกจากที่นอน มีเพียงแค่เราสองคนแม่ลูกเดินเล่นเลาะไปตามชายหาด สัมผัสคลื่นน้ำทะเลแตกฟองขาวที่วิ่งไล่กระทบหาดอย่างช้า ๆ ดื่มด่ำกับอากาศแสนบริสุทธิ์และสายลมที่พัดมาอย่างแผ่วเบา บรรดาเปลือกหอยชิ้นเล็กชิ้นน้อยลวดลายแปลกตา ยังพอมีให้เห็นบนหาดทราย เจ้าปูตัวเล็กตัวน้อยต่างพากันซอยขาถี่ยิบวิ่งหนีลงรู คงรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนตอนที่แม่กับฉันเดินเข้ามาใกล้…ระหว่างที่ฉันเดินจูงมือแม่อยู่นั้น จู่ ๆ แม่ก็พูดขึ้นมาว่า “สงสัยเป็นเพราะเวรกรรมที่ไปหักขาปูไว้” ทำไมแม่ถึงพูดอย่างนั้นน่ะหรือ ก็เพราะตั้งแต่แม่อายุย่างเข้าสู่วัย 50 ปีก็เริ่มมีอาการปวดเข่า เสียวหัวเข่า ทำให้ไม่ค่อยอยากเดินไปไหนมาไหน ต้องใส่อุปกรณ์รัดเข่าช่วยพยุงเดิน ตอนนี้แม่อายุ 60 ปีพอดี อาการปวดเข่าก็ยังเป็น ๆ หาย ๆ ถ้าพูดตามหลักทางการแพทย์ก็คือน้ำหนักตัวและอายุที่เพิ่มมากขึ้นนั่นแหละที่เป็นตัวก่อปัญหา เคยพาไปเอกซเรย์พบว่าเริ่มมีแคลเซียมเกาะที่บริเวณกระดูกข้อเข่าเล็กน้อย ทำให้เกิดอาการเจ็บเสียวเวลาเดิน ส่วนเรื่องที่แม่เปรยขึ้นมาเรื่องหักขาปูนั้น สืบเนื่องมาจากสมัยยังสาว แม่มักออกไปจับปูตามทุ่งนา เมื่อจับได้ก็จัดการหักแข้งหักขาโยนใส่กระป๋อง ถึงบ้านก็เอามาสับละเอียดเพื่อทำเป็นอาหารให้เป็ดที่เลี้ยงไว้…เจ้าปูเหล่านั้นคงเจ็บปวดมากกว่าแม่หลายเท่านัก! ที่จริงแล้วเรื่องหักขาปูไม่ใช่เรื่องเวรเรื่องกรรมเรื่องแรกที่แม่นึกถึง… ก่อนหน้านี้แม่มีปัญหาเรื่องท้องผูกเป็นประจำ จนต้องคอยใช้ยาสวนถ่ายอุจจาระ แม่มีอาการอย่างนี้มาร่วม 20 ปี จนวันหนึ่งถึงกับเปรยขึ้นมาว่า “คงเป็นเพราะเวรกรรมที่สมัยเด็ก ๆ แม่ชอบไปไล่จับแมลงปอมาเด็ดหาง แล้วเอาก้านดอกหญ้าเสียบตูดเจ้าแมลงปอไว้ จากนั้นก็ปล่อยให้มันบินตุปัดตุเป๋ขึ้นฟ้าไปกับหางอันใหม่ที่แม่ทำให้” […]

เปลี่ยนลูกให้รักเรียน ด้วยพลังของจิตแห่งความเป็นแม่

ส่วนตัวเชื่อมานานแล้วค่ะว่า พลังของจิต มีอยู่จริง พลังที่ว่าก็คือความจริงที่ออกมาจากจิตจากใจ ซึ่งมันก็ได้พิสูจน์อีกครั้งเมื่อรุ่นพี่ที่สนิทกันมาปรึกษาว่า ลูกชายวัย 5 ขวบเข้าเรียนอนุบาล 1 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนโรงเรียนจากบริบาลที่เก่ามาเรียนอนุบาลในโรงเรียนใหม่ แต่มีปัญหาคือ น้องไม่ยอมเรียน ไม่ยอมระบายสี ไม่กินข้าวกลางวัน เอาแต่เล่นอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่ตอนอยู่บริบาลที่โรงเรียนเก่า แกก็ไม่เคยมีปัญหาเหล่านี้เลย ฉันแนะนำให้รุ่นพี่ลองหาโอกาสพูดคุยกับน้อง บอกถึงความสำคัญและประโยชน์ของการเรียนหนังสือให้น้องฟัง และไม่ลืมที่จะย้ำไปว่า ทุก ๆ คำที่พูด ขอให้พูดออกมาจากใจและเป็นเรื่องจริงเท่านั้น ผ่านไป 1 วัน รุ่นพี่ก็มาส่งข่าวมาว่าได้พูดไปแล้ว แต่น้องก็ยังมีปัญหาเหมือนเดิม ฉันจึงถามไปว่า พี่พูดว่ายังไงบ้าง รุ่นพี่ : พี่ก็บอกว่า น้องโต (ชื่อของลูกชายเธอค่ะ) น้องต้องขยันเรียนนะ อย่าเอาแต่เล่น ไม่งั้นหม่าม้าจะอายคนอื่นเขา ฉัน : พี่คะ หากพี่พูดว่าพี่อายคนอื่นเพราะการกระทำของน้อง นั่นเท่ากับว่าพี่คิด พูด และทำทุกอย่างก็เพื่อตัวพี่เอง พี่แค่เอาน้องมาเป็นเครื่องมือในการแต่งเติมภาพลักษณ์ในวงสังคม มันเป็นการทำเพื่อตัวพี่เอง ไม่ใช่เพื่อตัวน้อง กลับกันหากการไม่เรียนหนังสือคือค่านิยมที่สังคมยอมรับว่าดี พี่ก็คงไม่ตำหนิน้องที่น้องไม่เรียน เพราะมันทำให้พี่ได้รับการชื่นชมจากสังคม ทั้ง […]

“ตราบาปในใจ” ผลกรรมจากการผิดศีลข้อ 3 เพราะห้ามใจไม่ไหว

“เขานั้นมีคู่อยู่แล้ว เขารักปักใจแน่แน่ว แล้วเธอรักเขาทำไม เขามีลูกน้อยเป็นพยานรักไว้ข้างกาย ด้วยความรักปักดวงใจที่เขาให้กับครอบครัว เขาคงรักเธอเหมือนกัน รักเพราะใกล้ชิดกัน ศีลธรรมก็กั้นไม่ไหว แต่รักที่เธอให้เขา รักนั้นเพื่ออะไร ครอบครัวเขาอยู่กับใคร ถ้าเธอไปแย่งเขามา คิดแล้วชวนให้ยิ่งสงสาร รักแล้วยิ่งทรมาน น้ำตามันตกข้างใน เลิกกันวันนี้ ให้เขากลับตัวกลับใจ ยอมรับเป็นผู้แพ้ไป ฟ้าคงอภัยให้เธอ” เสียงเพลงจากยูทูบ “รักเขาทำไม” ทำให้ดิฉันนึกถึงอดีตเมื่อสมัยสิบกว่าปีก่อนในวัยยี่สิบต้น ๆ  (ผลกรรมจากการผิดศีลข้อ 3) ดิฉันกับพี่สิงห์ทำงานที่เดียวกัน เป็นร้านอาหารในห้างดัง ดิฉันเป็นพนักงานหน้าร้านคอยรับออร์เดอร์ ดูแลลูกค้า ส่วนพี่สิงห์เป็นพนักงานส่งของ ที่ร้านเราทำงานเป็นทีมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่พี่สิงห์จะคอยเป็นห่วงดิฉันเป็นพิเศษ งานหนัก ๆ เช่น เบิกของในสโตร์ ตักน้ำแข็ง ถูพื้น ฯลฯ พี่สิงห์จะอาสาทำให้ เวลากลับจากส่งของลูกค้าข้างนอก พี่สิงห์ก็จะมีของกินติดไม้ติดมือมาฝากเสมอ จนดิฉันเคลิ้มไปว่าพี่สิงห์คงคิดกับดิฉันเกินเลยมากกว่าเพื่อนร่วมงาน ดิฉันได้แต่เก็บความรู้สึกไว้ในใจเพราะรู้ว่าพี่สิงห์มีเมียมีลูกอยู่แล้ว และเมียพี่สิงห์ก็ดีกับดิฉันมากมาย ทำกับข้าวมาให้ ชวนไปเที่ยวที่ห้อง ดูหนัง ฟังเพลงด้วยกัน แต่เพราะความใกล้ชิดและความมักง่ายของดิฉันที่ไม่อาจห้ามใจก็เลยพลาดจนได้ พี่สิงห์ทำงานคนละกะกับเมียก็เลยมีเวลามารับมาส่งดิฉัน แต่เพื่อน ๆ ที่ทำงานก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะนอกจากดิฉันแล้วพี่สิงห์ก็มีน้ำใจกับน้อง […]

“เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก” ชีวิตสงบสุขเมื่อเอื้อเฟื้อให้แก่สัตว์อื่นรอบตัว

ตอนที่ยังทำงานอยู่ ฉันรู้สึกเป็นศัตรูกับนาฬิกาปลุกมาก และวาดฝันเอาไว้ว่า ถ้าไม่ต้องทำงานเมื่อไร จะเก็บมันยัดเข้าลิ้นชักแล้วนอนตื่นสายดื่มด่ำกับความเงียบสงบยามเช้าเสียให้เข็ด แต่พอออกจากงานมาจริง ๆ อะไร ๆ กลับไม่เป็นอย่างที่หวัง! เนื่องจากถึงแม้จะไม่มีเสียงนาฬิกา แต่ฉันก็ต้องสะดุ้งตื่นแต่เช้าทุกวัน เพราะสรรพสำเนียงของสารพัดสิ่งรอบตัว เริ่มจากนักมวยข้างบ้านที่ลุกขึ้นมาซ้อมตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ พร้อมกับส่งเสียงร้องอย่างไม่เกรงใจใคร ตามด้วยคนขนขยะที่มาแต่เช้าตรู่ ปลุกให้น้องหมาทั้งหลายเห่าหอนกันลั่นไปหมด ต่อด้วยรถขายของคันแล้วคันเล่าที่ประกาศโฆษณาเสียงดังคับซอย จากนั้นไม่นานน้องหมาก็พร้อมใจกันเห่าไล่แมวและนกพิราบที่มาแย่งกินอาหาร จบลงด้วยเสียงน้องแมวจรจัดที่วิ่งไล่กัดกันโดยไม่รู้สาเหตุ! ทั้งหมดทำให้ฉันต้องงัวเงียตื่นขึ้นมาทุกวัน ตอนกลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับเพราะเสียงกระรอกที่วิ่งเล่นกันบนฝ้าเพดานอย่างครึกครื้น สลับกับเสียงแมวที่คงจะแย่งคู่กันหรือไม่ก็ไล่หนู! นี่มันสนามรบหรืออะไรกันแน่! ฉันจึงหาทางกำจัดต้นเหตุแห่งเสียงที่มาจากฝีมือมนุษย์ไปทีละอย่างก่อน ทั้งด้วยวิธีการตามกฎหมายและการเจรจา ซึ่งไม่ยากนักเพราะพูดภาษาเดียวกัน แต่ก็ยังหาความสงบสุขไม่ได้เพราะไม่สามารถเจรจากับบรรดาสรรพสัตว์ ฉันจึงเรียกแม่บ้านมาเพื่อใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด คือการกำจัดแหล่งอาหารของน้องสัตว์ทั้งหลาย “ต่อไปนี้เก็บเศษอาหารในครัวอย่าให้เหลือซาก ถังขยะก็อย่าให้ค้าง พวกหนูจะได้ไม่แอบเข้ามาอีก เวลาให้อาหารหมาก็ห้ามเผื่อแผ่ไปถึงแมวหรือนกพิราบ พวกมันจะได้ไปหากินกันที่อื่น” (ข้อหลังนี่เป็นคำแนะนำของสามีจอมโหด!) มาตรการต่าง ๆ ดูจะได้ผลดีในระยะแรก แต่ฉันนอนกระหยิ่มยิ้มย่องได้ไม่นานพวกมันก็พากันแห่กลับมาอีก ฉันก็งัดสารพัดวิธีมาใช้อีก จนวันหนึ่งฉันพบนกพิราบนอนตายอยู่บนพื้นถนนในโรงรถ สภาพเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก…ตัวเบาหวิวราวไร้น้ำหนัก ฉันรู้สึกผิดมากขึ้นเมื่อเห็นแมวจรจัดซึ่งเคยมาอาศัยกินอาหารที่บ้านก็ดูผอมโซจนแทบเดินไม่ไหว! และที่ตอกย้ำความผิดมากขึ้นคือ เจ้ากระรอกน้อยและหนูตัวเล็กที่สาวใช้ของฉันดักจับไว้ในกรง พวกมันไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะดิ้นรน คงเพราะอดอาหารมาหลายวันนั่นเอง! เย็นวันนั้นฉันนั่งมองอาหารมากมายที่อยู่ตรงหน้า แต่กลับรู้สึกไม่อยากกินอะไรเลย อาหารเหล่านี้พวกเราไม่เคยกินหมดและต้องทิ้งถังขยะหลายครั้ง ในขณะที่สัตว์ร่วมโลกผู้น่าสงสารเหล่านั้นกำลังหิวโซและกระเสือกกระสนหาแค่เศษอาหารที่เราทำหล่นไว้ ถ้าเพียงแต่เราจะแบ่งปันส่วนเกินให้บ้างเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้พวกมันอยู่รอดและไม่ต้องตกอยู่ในสภาพอันน่าอเนจอนาถเช่นนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่เห็นแก่ตัวที่สุด […]

ปลาตัวใหญ่กับอานิสงส์ของความกตัญญู

“ปลาตัวใหญ่ที่สุดให้ตากับยาย” (อานิสงส์ของความกตัญญู) คำพูดนี้ยังก้องอยู่ในหูของดิฉัน เหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน ทั้ง ๆ ที่ผ่านมากว่าสามสิบปีแล้ว ซึ่งคำพูดนี้เป็นคำพูดของพ่อดิฉัน ขณะที่ยืนดูปลาซึ่งถูกจับได้จากหนองน้ำที่วางเรียงรายอยู่ในภาชนะต่าง ๆ มีทั้งเข่ง กะละมัง ถังน้ำ และกระสอบปุ๋ย ปลาที่จับมาได้มีมากมายหลากหลายชนิด ทั้งปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ และอื่น ๆ อีกมากมายที่ดิฉันไม่รู้จัก ดิฉันเติบโตในชนบท มีวิถีชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทุก ๆ ปีของเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้ง น้ำในหนองคลองบึงเริ่มแห้ง ชาวบ้านจะเริ่มออกมาหาปลากัน โดยส่วนใหญ่ถ้าเป็นหนองน้ำขนาดเล็กก็ใช้แรงคนวิดน้ำออก แต่ถ้าหนองน้ำขนาดใหญ่จะใช้เครื่องสูบน้ำออก ที่บ้านของดิฉันมีหนองน้ำในนาขนาดใหญ่อยู่หลายแห่ง เป็นหนองน้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและมีปลาชุกชุมมาก ช่วงเมษายนของทุกปี บรรดาญาติมักจะมารวมตัวกันเพื่อหาปลาทำปลาตากแห้งไว้กิน พอถึงหน้าฝนเด็ก ๆ อย่างพวกเราจะมีความสุขมาก เพราะเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ ผู้ใหญ่ก็จะอนุญาตให้ตามไปจับปลา ด้วยการเดินทางไปหนองน้ำใช้เวลาเดินประมาณครึ่งชั่วโมงเพราะอยู่ไกลจากบ้าน พวกผู้ใหญ่จะล่วงหน้าไปก่อนประมาณครึ่งวัน โดยออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้าเริ่มสางพร้อมข้าวห่อและเครื่องมืออุปกรณ์ในการสูบน้ำ การเดินทางต้องเดินไปตามเส้นทางเล็ก ๆ ตามคันนา และต้องแบกสัมภาระที่ต้องใช้ ได้แก่ จอบ มีดพร้า ขวาน และภาชนะสำหรับใส่ปลาที่จับได้ ซึ่งการขนสัมภาระเป็นไปอย่างทุลักทุเล โดยเฉพาะเครื่องสูบน้ำที่ต้องใช้คนหามถึงสามคน การทำงานเป็นทีมต้องใช้ความสามัคคี เด็ก […]

“ผู้หญิงคิดบวก” เธอคือกำลังใจของฉัน

เคยบ้างไหมที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าจากการทำงาน แต่พอได้นึกถึงหรือคิดถึงใครบางคน กลับทำให้ความเหน็ดเหนื่อยนั้นจางหายไปได้ บางคนคิดถึงคนที่รัก บางคนคิดถึงคนในครอบครัว สำหรับฉันเวลามีปัญหากลับคิดถึงผู้ป่วยหลาย ๆ คนที่เคยไปเยี่ยมบ้าน เพราะผู้ป่วยเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่ายังมีใครอีกหลายคนที่กำลังเจอปัญหาที่หนักหนากว่าเรา หรือคิดง่าย ๆ ว่า ชีวิตฉันยังมีโอกาสที่ดีมากกว่าอีกหลายล้านคนบนโลกใบนี้ ลูกสาวของผู้ป่วยคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน แต่ความคิดเกินอายุ เธออาศัยอยู่กับพ่อและแม่ในชุมชนแออัดเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “สลัม” เธอและแม่ไม่ได้มาเยี่ยมพ่อซึ่งรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลบ่อยนัก หรือแทบจะเรียกได้ว่าไม่เคยมาเลยมากกว่า เพราะเหตุผลจำเป็นที่ต้องหาเลี้ยงชีพในแต่ละวัน แม่ของเธอหาบเร่ขายของ ส่วนเธอเป็นลูกจ้างร้านกาแฟเล็ก ๆ ใกล้บ้าน ซึ่งไม่สามารถขาดงานได้เลย การหยุดงานหมายถึงการขาดรายได้ แต่สุดท้ายเธอก็ยอมทิ้งรายได้เดือนละ 7,000 บาทมาดูแลพ่อ เพราะแม่ก็มีปัญหาสุขภาพเช่นเดียวกัน วันที่ฉันพบเธอเป็นครั้งแรกคือวันที่พ่อของเธอกลับบ้าน ฉันสอนและแนะนำเกี่ยวกับการดูแลพ่อ เรื่องที่จำเป็นต้องรู้ ซึ่งเธอก็สามารถเรียนรู้ได้ดี หลังจากพ่อเธอกลับบ้าน ฉันตามไปเยี่ยมบ้านซึ่งอยู่ในชุมชนแออัดหรือสลัมแห่งนั้น ถึงแม้สภาพแวดล้อมภายนอกบ้านอาจดูไม่ดีนัก แต่เมื่อเข้าไปในบ้านกลับพบว่าเธอจัดบ้านได้สะอาดและเป็นระเบียบทีเดียว โดยเฉพาะในส่วนที่พ่อของเธออยู่ หลังจากให้คำแนะนำเรื่องต่าง ๆ ก็มีโอกาสได้คุยเรื่องอื่น ๆ “ทำไมถึงไม่แต่งงานล่ะคะ” ฉันถามเพราะเธอเคยเล่าให้ฟังว่ามีคนที่รัก “คุณพยาบาลคะ ถ้าหนูแต่งงานก็จะไม่มีคนดูแลพ่อ หนูเลือกพ่อเพราะหนูมีพ่อเพียงคนเดียว ถ้าหนูไม่ดูแลพ่อตอนนี้ แล้วหนูจะมีโอกาสไปดูแลพ่อตอนไหน คนรักจะมีเมื่อไหร่ก็ได้ แต่หนูมีพ่อคนนี้คนเดียว หนูหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว […]

ท่องราตรีเดี่ยว เที่ยวหนีตาย ในแม่น้ำแอมะซอน บราซิล

ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวสำรวจโลกมาแล้ว 7 ทวีป มากกว่าร้อยประเทศ ต้องเรียกได้ว่าจังหวะของชีวิตพาไปเพราะอาศัยงานประจำเป็นลูกเรือสำราญหรูระดับโลก ได้ไปบางประเทศที่ไกลโพ้นจนไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน บ้างก็อยู่หลบมุม ต้องค้นหาจากลุงกู (เกิล) ว่าอยู่ซอกใดในแผนที่โลก จนบางครั้งอดถามตัวเองไม่ได้ว่านี่คือความจริงหรือความฝัน (บราซิล) ด้วยความที่ต้องเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ ต่างภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม แน่นอนย่อมเกิดความเหมือนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง การปรับตัวจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์เพื่ออยู่รอดและอยู่อย่างมีความสุขในช่วงชีวิตอันแสนสั้นนี้ พระท่านกล่าวไว้ว่า การเกิดเป็นมนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่าย และการดำเนินชีวิตให้เป็นมนุษย์ก็หาได้ง่ายเช่นกัน จากเสี้ยวส่วนหนึ่งของชีวิตที่ได้ไปสัมผัสไปใช้เวลาช่วงหนึ่งในต่างแดน วันนี้ขอกล่าวถึงเมืองหนึ่งซึ่งอยู่แสนไกลในป่าเขาลำเนาไพร ดินแดนต้นกำเนิดและอาศัยของปลาปิรันยาและอะนาคอนดา นั่นคือประเทศบราซิล ชื่อ บราซิล มาจากต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า “บราซิลวูด” (Pau-Brasil) ในภาษาโปรตุเกส ซึ่งใช้ย้อมผ้าให้เป็นสีแดงด้วยเปลือกไม้ของมัน ประเทศบราซิลเป็นดินแดนแห่งเกษตรกรรมและป่าเขตร้อน อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย รวมทั้งแรงงานจำนวนมาก ทำให้มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และประมาณอันดับที่ 10 ของโลก ในอดีตชาวโปรตุเกสได้ยึดครองประเทศ รวมทั้งได้ใช้กองทัพเข้าควบคุมบังคับชาวพื้นเมืองให้ทำงานในไร่นาและเหมืองแร่ ทำให้ได้วัฒนธรรมจากชาวยุโรป รวมทั้งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วย เมืองที่ผู้เขียนได้ไปใช้ชีวิตในช่วงเทศกาลเคานต์ดาวน์ปีใหม่สองปีซ้อนคือ “มาเนาส์” (Manaus) เป็นเมืองหลวงของรัฐอามาโซนัส ซึ่งตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบกันของแม่น้ำเนโกรและแม่น้ำโซลิโมย ที่นี่ถือว่าเป็นจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ห่างจากเมืองหลวงของบราซิล 3,490 กิโลเมตร […]

เรื่องเล่าจากปลายดินสอ

ครั้งหนึ่งสมัยยังเด็ก ฉันซื้อ ดินสอ มา 1 แท่ง และถือมีดทำครัวออกมาเตรียมตั้งท่าจะเหลา บังเอิญคุณป้าที่กำลังทำกับข้าวมาเห็นเข้าและกลัวว่าฉันจะเถือนิ้วตัวเองจนกุดเสียก่อน คุณป้าจึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลาดินสอให้ เหลาไปก็สอนไปว่าให้จับดินสอแน่น ๆ ชี้ปลายออกนอกตัว จับมีดให้มั่น แล้วใช้นิ้วชี้รองไว้ใต้ไส้ดินสอ ไส้จะได้ไม่หัก แต่ถึงอย่างไรการเหลาดินสอด้วยมีดก็เป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับเด็กเล็ก ๆ อยู่ดี คุณป้าเล่าว่า สมัยป้าเด็ก ๆ ไม้ที่ใช้ทำดินสอเป็นไม้เนื้อดีมาก เวลาเหลาจะได้กลิ่นหอมของเนื้อไม้ “ฮ้อม…หอม” ป้าพูดแล้วอมยิ้มเป็นภาพที่ฉันยังจำได้ ตั้งแต่สมัยรุ่นคุณป้ามาจนถึงรุ่นฉันที่ผ่านพ้นวัยเด็กมาเกือบยี่สิบปี ทุกวันนี้ดินสอแทบจะไม่มีบทบาทในชีวิตประจำวันอีกแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่ากลิ่นของมันได้เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน! มีเรื่องเกี่ยวกับ ดินสอ ที่ฉันจำติดใจตั้งแต่ตอน ป.1 ไม่ใช่ฉันเอาดินสอไปจิ้มก้นใครหรอก แต่เป็นนิสัยประหลาดเกี่ยวกับการเหลาดินสอของฉันเอง ที่โต๊ะครูประจำชั้นหน้าห้องเรียนจะมีกบเหลาดินสอแบบมือหมุน ล็อกติดอยู่กับโต๊ะ กบสุดไฮโซนี้สามารถเหลาดินสอได้แหลมคมและสะดวกสบายไม่มีที่ติ ทุกเช้าก่อนเริ่มเรียน คุณครูจะถามว่าดินสอใครทู่ เด็ก ๆ ก็จะยืนต่อแถวที่หน้าโต๊ะครูเพื่อให้ครูเหลาดินสอให้ บางทีครูก็ให้ลองเหลาเอง ซึ่งฉันรู้สึกสนุกมาก ฉันชอบเหลาดินสอบ่อย ๆ ทั้งที่ดินสอก็ไม่ได้ทู่ บางทีก็อาสาเอาดินสอของเพื่อนไปเหลาให้ พอไม่มีดินสอของใครให้เหลาแล้ว และดินสอของตัวเองก็ยังแหลมอยู่ ด้วยความที่อยากเหลาดินสอมากฉันจึงกดไส้ดินสอกับโต๊ะเขียนหนังสือให้หัก เพื่อจะได้เหลาดินสอใหม่ ดินสอของฉันจึงหดสั้นเร็วกว่าของคนอื่น จนในที่สุดคุณครูก็จับได้ว่าฉันชอบหักไส้ดินสอ คุณครูขู่ว่าถ้าฉันใช้ดินสอหมดเร็วกว่าคนอื่นจะไม่แจกดินสอให้ฉันอีกและฉันจะต้องซื้อดินสอใช้เอง […]

keyboard_arrow_up