“มด” ตัวนิด แต่ชีวิตไม่น้อย เรื่องราวกฎแห่งกรรม จากผู้อ่าน

เรื่องราวกฎแห่งกรรม นี้มีอยู่ว่า ถึงแม้ มด จะเป็นเพียงชีวิตเล็กๆ แต่มนุษย์ก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ บนโลกใบนี้เช่นกัน เราล้วนอยู่ในโลกแห่งกรรม

แด่คุณยายผู้เป็นอัลไซเมอร์

สมัยนี้หากใครได้ยินคําว่า “อัลไซเมอร์” ก็คงจะพอรู้ว่าเป็นโรคที่เกี่ยวกับสมอง ซึ่งมีผลกระทบต่อความสามารถในการคิดและการจดจํา และในปัจจุบันนี้ดูเหมือนจะมีคนเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องไปดูที่ไหน แค่หมู่บ้านเล็กๆ ที่ฉันอยู่นี้ก็มีถึง 3 คน และเป็นผู้สูงอายุทั้งหมด รวมทั้งยายของฉันด้วย ยายมีอาการหลงๆลืมๆมานานแล้ว แต่เพิ่งจะมาเป็นหนักเอาตอนที่ต้องไปนอนโรงพยาบาลด้วยโรคบางอย่างประมาณ 1 เดือน และยายนอนไม่หลับ ตั้งแต่นั้นมา แม่บอกว่าอาการของยายหนักขึ้นเรื่อยๆ เช่น ทําอาหารแล้วคิดว่าตัวเองลืมใส่น้ำปลา ก็เลยทําออกมาเค็มมากๆ และเริ่มพูดอะไรย้ำๆ ซํ้าๆ จนเมื่อพาไปตรวจก็พบว่าสมองฝ่อจริงๆ แต่ก่อนฉันทํางานที่กรุงเทพฯ และย้ายไปมาเลเซีย จึงไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดยายเลย แม่ของฉันเป็นครู ต้องไปสอนที่โรงเรียน และยังต้องกลับมาดูแลโรงสีที่บ้าน ทําให้ท่านเหนื่อยมากๆ แต่ด้วยความที่ฉัน น้องของฉัน และพี่สาวอีกคนหนึ่งคิดว่าที่บ้านน่าเบื่อ ไม่มีอะไรให้ทํา กลับไปก็ได้เงินไม่เยอะ เลยไม่มีใครคิดจะกลับมาช่วยแม่ แต่แล้วฉันก็ทนเสียงเรียกร้องในใจไม่ไหว ประกอบกับเกิดเหตุการณ์หลายอย่างขึ้นในชีวิต รวมทั้งแม่เริ่มป่วยบ่อยมากๆ (เราจะโทรศัพท์คุยกันตลอด) ฉันเลยตัดสินใจกลับบ้าน ตอนแรกยังมีเงินสํารองจากที่ทํางานเก่าอยู่จึงทําให้พออยู่ได้ไม่เดือดร้อนแม่มากนัก จากวันที่ฉันตัดสินใจกลับมาจนถึงตอนนี้ เป็นการปรับตัวที่ใหญ่มากๆ เพราะฉันห่างบ้านไปตั้งแต่อายุ 13 เพื่อไปเรียนหนังสือที่เชียงใหม่ พอจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็ไปเรียนต่อและทํางานที่กรุงเทพฯ รวมแล้วสิบปีกว่า โดยที่ฉันจะกลับบ้านเฉพาะตอนปิดเทอม ปีใหม่ […]

“กายป่วยใจไม่ป่วย” ในวันที่หมอยาเป็นฝ่ายได้รับพลังใจจากผู้ป่วย

ในวันนี้ขอสารภาพในใจว่า ไม่อยากมาทำงานเลย ด้วยความเหนื่อยล้าและท้อแท้จากการเป็นผู้ดูแลพ่อที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานแล้วไม่ยอมควบคุมอาหาร แอบกินขนมและน้ำอัดลม จนฉันอดไม่ได้และเผลอต่อว่าไป กายป่วยใจไม่ป่วย ความรู้สึกผิดคือสาเหตุของความคิดติดลบที่ดูดกลืนพลังชีวิตไป แต่งานให้บริการด้านสุขภาพไม่เคยมีวันหยุด การจ่ายยาให้ผู้ป่วยโรคเอดส์ซึ่งกำลังนั่งรอรับยาต้านไวรัสกลายเป็นงานปกติของฉัน แม้ว่าในใจของตัวเองกลับรู้สึกตัวว่าไม่ปกติ ปัญหาในใจที่ทำให้ฉันจมอยู่กับความเป็นทุกข์ดึงขีดความอดทนในการทำงานของฉันให้ต่ำลง หญิงสาวต่างวัยสองคนนั่งประจันหน้ากันอยู่ในห้องยา หญิงสูงวัยคนหนึ่งป่วยเป็นเอดส์ โรคร้ายที่ไม่มีวันรักษาหาย กำลังรอรับยาเพื่อต่อชีวิต กับสาวอีกคนผู้อ่อนวัยกว่าเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่แสนจะเพียบพร้อม ใบหน้าบูดบึ้งที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากอนามัยสีเขียวกับใบหน้าสดใสที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างเปิดเผย ทำให้เกือบแยกไม่ออกว่าใครเป็นผู้ป่วย ใครเป็นหมอยา ภายหลังการสวัสดีกันและกัน ฉันในชุดเครื่องแบบสีขาวสวมแว่นนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เปิดดูประวัติการรักษา ก่อนจะชวนหญิงสาวที่สูงวัยกว่า ผิวขาวหุ่นท้วม มีลักยิ้มที่สองแก้ม พูดคุยกันเรื่องความสำคัญในการกินยาตรงเวลา เนื่องจากผลเลือดแสดงภูมิคุ้มกันที่ต่ำลงซึ่งส่งผลต่อการควบคุมโรคร้ายนี้ ฉันใช้คำถามที่เข้ากับสถานการณ์เพื่อแอบจับผิดผู้ป่วยว่าลืมกินยาหรือไม่ ก่อนที่จะเริ่มเทศน์กัณฑ์ใหญ่ตามความเคยชินกับคนที่มักจะขาดยา คุณป้าจึงหยิบยาที่บรรจงจัดใส่ซองมาแสดงให้ดูถึงความตั้งใจในการกินยา “แม้จะเป็นโรคร้าย แต่ก็มีโชคดีนะหมอ ชีวิตที่เหลืออยู่ต้องทำให้ดี” เมื่อเห็นว่าฉันนิ่งไป คุณป้าช่วยขยายความต่อให้คลายสงสัยถึงความโชคดีจากการเป็นโรคร้าย “เป็นโรคนี้ก็ยังดีกว่าโรคเบาหวานนะ ต้องคุม โน่นนี่ก็กินไม่ได้ แต่ฉันกินได้หมด” ด้วยคำพูดที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะได้ยินมาก่อน ทำให้รู้สึกสนใจในมุมมองความคิดของเธอ จนต้องขยายเวลาคุยกันต่อ “คนอื่นเขาไม่เป็นไร แต่เขายังทำไม่ได้เหมือนเรา” คุณป้าเล่าถึงน้องชายของเธอที่สุขภาพแข็งแรง แต่ไม่มีบ้านมีรถเหมือนเธอ ส่วนพี่สาวอีกคนที่ไม่ป่วยมีลูกสามคน แต่มีปัญหาทั้งยาเสพตดิและการพนัน ในขณะที่ลูกสาวทั้งสองคนของคุณป้าตั้งใจเรียน หางานพิเศษทำ ไม่เคยทำตัวมีปัญหา “พ่อ เราเป็นโรคนี้ก็ดีเนอะ อยู่กันมาก็ไม่เคยทะเลาะกันเลย” คุณป้าเล่าถึงสามีที่ติดโรคจากเธอ […]

นิทานพื้นบ้านของชนเผ่าลาหู่ “เด็กกำพร้ากับงูเหลือม”

ผมเป็นคนหนึ่งที่ติดตามอ่านนิตยสาร ซีคร็ต มาโดยตลอด  “ซีเคร็ต” ทำให้ผมและทุกคนได้รับข่าวสารน่ารู้มากมาย นิทานพื้นบ้าน วันนี้ผมก็ขอเล่านิทานพื้นบ้านของชนเผ่าลาหู่ ทุกคนจะได้รับรู้และเข้าใจ และอยากให้ผู้อ่านที่น่ารักทุกคนรู้จัก นิทานพื้นบ้านของชนเผ่าลาหู่บ้างนะครับ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เด็กหญิงนาคะอายุประมาณ 9 – 10 ขวบ อาศัยอยู่ในชนบทแห่งหนึ่ง มีแม่ชื่อนาแส ซึ่งพิการไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ครอบครัวของนาคะยากจนมาก เด็กหญิงต้องออกไปเก็บมะม่วงป่าเพื่อนำมาขายในหมู่บ้าน แล้วนำเงินที่ได้ไปซื้อข้าว พริก เกลือ ฯลฯ เพื่อมาเลี้ยงดูแม่ ทุกวันนาคะต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้าเพื่อไปถึงต้นมะม่วงซึ่งอยู่ในหุบเขา แล้วก็นั่งรอให้มะม่วงป่าหล่นลงมาจากต้นเอง มะม่วงที่ได้มีรสชาติดีจึงขายหมดและเด็ก ๆ ชอบกันมาก เด็กหญิงเก็บความลับเรื่องมะม่วงป่าต้นนี้เอาไว้ เพราะเกรงว่าถ้าคนอื่นรู้จะไม่มีอาชีพเลี้ยงดูแม่ต่อไป ต่อมาเด็ก ๆ ในหมู่บ้านแอบตามนาคะไปที่มะม่วงต้นนี้ ขณะที่นาคะกำลังเก็บมะม่วงที่หล่นลงมาได้ 2 – 3 ลูกใส่ย่าม เด็ก ๆ ในหมู่บ้านก็แย่งลูกมะม่วงจากมือของนาคะไปจนหมด แล้ววิ่งหนีกลับหมู่บ้าน เด็กหญิงได้แต่นั่งร้องไห้ โศกเศร้า เสียใจ จนอ่อนเพลียและหลับไป มาตื่นอีกครั้งเมื่อเห็นพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน นาคะมองหาลูกมะม่วงป่า แต่ไม่เห็นมะม่วงสักลูก เด็กหญิงนั่งร้องไห้อีกครั้ง แต่จู่ ๆ ก็มีงูเหลือมโผล่ออกมา แล้วงูเหลือมตัวใหญ่ ๆ […]

ฮีโร่ของฉัน…ปะป๊าสู้สู้

ฮีโร่ของฉัน…ปะป๊าสู้สู้ “ตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน” เมื่อฉันได้ยินประโยคนี้ครั้งแรก ทำให้ฉันนึกถึงปะป๊าขึ้นมาทันทีทันใด ปะป๊าที่ฉันรู้จักมาตั้งแต่เด็ก ท่านเป็นคนพูดน้อย แต่ทำมาก รักครอบครัว รับผิดชอบ เป็นผู้นำครอบครัวที่ดีมาก ครอบครัวของฉันเคยผ่านช่วงไอเอ็มเอฟเศรษฐกิจตกสะเก็ดมาด้วยกัน ตอนนั้นที่บ้านประสบปัญหาอย่างหนัก ต้องปิดกิจการลง พร้อมกันนั้นก็เป็นปีเดียวกับที่ฉันเอนทรานซ์ไม่ติดด้วย แต่ท้ายที่สุดพวกเราก็ผ่านกันมาได้และทำให้รักกันมากขึ้น แต่ด้วยผลพวงทางเศรษฐกิจครั้งนั้น ทำให้ไม่นานต่อมาปะป๊าก็ตื่นขึ้นมาชงชาดื่มไม่ได้เหมือนอย่างเคย ปะป๊ารินชาหกเพราะกะไม่ถูก ขับรถไม่ได้ เกือบชนประตูบ้าน ปะป๊าเรียกอาหารเหล่านั้นว่า “การเสียศูนย์” ท่านรู้ตัวเองดีว่ามันต้องมีอะไรผิดปกติแน่นอน จึงรีบไปหาหมอ หมอบอกว่า โชคดีที่มาทัน เพราะปะป๊าเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ หากมาช้ากว่านี้อีกเพียงสองชั่วโมงอาจเป็นอัมพาตได้ และได้อธิบายให้ปะป๊าทราบว่า ปะป๊ามีปัจจัยเสี่ยงครบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอายุ (อายุ 50 – 60 ปีมักเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ ตอนนั้นปะป๊าอายุประมาณ 50 ปี) สูบบุหรี่ อ้วน ไม่ออกกำลังกาย และเครียด ปะป๊าเข้าข่ายทุกประการอย่างที่หมอบอก เมื่อปะป๊าได้ยินอย่างนั้น ท่านก็รู้ตัวดี และเนื่องจากท่านรักตัวเองและครอบครัวมาก ท่านไม่อยากให้ลูกหลานลำบากถ้าหากท่านเป็นอะไรไป ปะป๊าจึงตัดสินใจเลิกบุหรี่อย่างเด็ดขาดนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทั้ง ๆ ที่สูบมานานตั้งแต่วัยรุ่น และทั้ง ๆ ที่ลูก […]

เมื่อพ่อแม่ไม่รักกันอีกต่อไป ลูกควรทำอย่างไรให้ชีวิตเดินต่อไปได้

เมื่อ พ่อแม่ไม่รักกัน อีกต่อไป ลูกควรทำอย่างไรให้ชีวิตเดินต่อไปได้ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เพื่อนของฉันนั่งปรับทุกข์เรื่องลูกว่าจะทำอย่างไรให้ลูกเข้าใจ ถ้าพ่อกับแม่ไม่ได้รักกันอีกต่อไปแล้ว ฉันว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอกกับการที่เราจะเดินไปบอกคนที่เราเฝ้ารัก เฝ้าถนอมเขาด้วยหัวใจและวิญญาณ ว่าครอบครัวของเขากำลังจะเปลี่ยนไป เพราะนั่นหมายถึงว่าเรากำลังทำร้ายความรู้สึกเขา เราจะทนได้อย่างไรถ้ามองเห็นเขาต้องเจ็บปวด แต่ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วมันก็ต้องเกิดขึ้น ประเด็นคือทำอย่างไรที่จะทำให้เขาเจ็บปวดน้อยที่สุด จำได้ว่า เมื่อสองปีที่ผ่านมาฉันได้รับบทความที่ส่งต่อกันมา ชื่อเรื่องว่า “I’ll not divorce you.” เรื่องมีอยู่ว่า เด็กชายคนหนึ่งมีครอบครัวที่แสนสุขสันต์ พ่อแม่รักและห่วงใยในกันและกันมานับตั้งแต่เขาเกิด เขาคิดว่าเขาเป็นเด็กโชคดีที่สุดในโลก แต่แล้ววันหนึ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป… พ่อเริ่มกลับบ้านผิดเวลา และแม่ก็หาเรื่องทะเลาะกับพ่อได้ทุกวัน เขาเฝ้ามองว่า เรื่องราวต่อไปจะเป็นอย่างไร พร้อมกับภาวนาว่า ขออย่าให้เลวร้ายเหมือนครอบครัวของเพื่อนเขาเลย เขาไม่อยากถูกใครมองว่าเป็นเด็กบ้านแตก ไม่มีอะไรเป็นไปอย่างที่ฝันไว้เสมอไป เราไม่สามารถคาดหวังถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ และแล้ว…ช่วงเวลาที่ต้องเผชิญก็มาถึง เมื่อพ่อกับแม่เดินมาบอกเขาว่า ทั้งสองคนจะไม่อยู่บ้านหลังเดียวกันอีกต่อไป ราวกับว่าโลกทั้งโลกถล่มลงมาตรงหน้า แต่ละวันที่ผ่านไปเขามีแต่คำถามว่า ทำไมพ่อกับแม่ไม่มีความอดทนมากพอ ทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่รักกันเหมือนเมื่อก่อน ทำไม…ทำไม…และทำไม เขาไม่รู้ว่ากี่วันที่เขามีคำถามแบบนี้ ไม่รู้ว่ากี่คืนที่นอนร้องไห้จนหลับ วันหยุดสุดสัปดาห์แทนที่เขาจะได้มีความสุขพร้อมหน้าพ่อและแม่ แต่กลับเป็นว่าเขาต้องอยู่กับคนใดคนหนึ่งเท่านั้น จำได้ว่าเขาไม่พูดกับแม่หลายวัน ทั้งๆ ที่เขารู้ว่าแม่พยายามจะทดแทนส่วนที่ขาดหายไปให้เขา เขาร่างจดหมายบอกเล่าถึงความทุกข์ของเขาให้ปู่กับย่าฟัง ท่านตอบมาว่า… “หลานรักของปู่กับย่า… “ปู่กับย่าเข้าใจว่า ทุกข์ของหลานนั้นมากเพียงใด […]

พยายามในสิ่งที่ควรพยายาม… ปล่อยวางในสิ่งที่เกินพยายาม

พยายามในสิ่งที่ควรพยายาม…ปล่อยวางในสิ่งที่เกิน พยายาม ฉันเป็นหนี้บุญคุณมดตัวหนึ่งอย่างมาก ถึงขั้นต้องคารวะเรียกว่า อาจารย์อย่างเต็มหัวใจ เหตุเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังเดินจงกรมตามรู้กาย – ใจอยู่ ทันใดนั้นก็เกิดความรู้สึกเจ็บๆ คันๆ ที่บริเวณไหล่ขวา ตอนแรกคิดว่าเป็นความรู้สึกทางกายคล้ายมดกัดมากกว่าจะเป็นมดกัดจริงๆ เผลอสติชั่วขณะเอื้อมมือไปหวังจะเกาให้ถูกที่คัน แต่ทันทีที่มือสัมผัสกับร่างเล็กจิ๋วนั่นสติก็ร้องบอกว่า “เฮ้ย! นี่มันมดจริงๆ นี่หว่า” ฉันรีบยั้งมือทันก่อนที่จะบี้มดตัวนั้นตาย เจ้ามดตัวน้อยคงรู้ได้ถึงภัยร้ายที่กำลังคุกคาม แม้ฉันจะหยุดยั้งไปแล้ว แต่ด้วยสัญชาตญาณการป้องกันตัว มันจึงตั้งใจกัดไหล่ขวาของฉันต่ออย่างเต็มเหนี่ยว ฉันก็ตามรู้กายที่กำลังถูกมดกัด รู้ถึงความรู้สึกเจ็บๆ คันๆ ที่กาย และรู้ใจตัวเองว่าเฉยๆ สบายๆ พร้อมกับคิดว่าเดี๋ยวมันก็คงไป แต่เปล่าเลย นอกจากไม่ไปแล้ว หลังจากพักเหนื่อยไปอึดใจหนึ่ง มันก็เริ่มกัดฉันแบบจมเขี้ยวเป็นคำรบที่สอง ฉันก็เอาใจตามดูมันไป ดูซิมันจะทำอย่างไรต่อ ไม่ได้รู้สึกโกรธหรือรำคาญอะไร แค่อยากรู้ก็ดูไปเฉยๆ เมื่อพักเหนื่อยเสร็จไปอีกยก พอระฆังตียกที่สาม เจ้ามดก็ขึ้นสังเวียนชกไหล่ขวาฉันที่เดิมอีกอย่างเต็มแรง พอถึงยกนี้ฉันเริ่มรู้สึกนับถือในความเพียรพยายามของมันแล้วนะเนี่ย นี่มันกะจะกัดฉันให้ตายเลยหรือไงนะ ยกที่สี่ยกที่ห้าตามมา ฉันเริ่มเชื่อแล้วละว่ามดตัวนี้ต้องถือคติประจำใจว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” แหงๆ ความรู้สึกเอ็นดูปรากฏขึ้นในใจ ประกอบกับเกรงว่ามันจะกัดฉันจนเหนื่อยตายไปเองเสียเปล่าๆ ไอ้เราก็รู้สึกแค่เนี้ย เจ็บแค่มดกัด จึงตัดสินใจเดินกลับไปที่ห้อง ถอดเสื้อออกมาดู เห็นมันกำลังเอาหัวปักฝังเขี้ยวเสียมิดจนก้นกระดกอยู่ที่เดิมเป็นยกที่แปด ฉันเลยค่อยๆ […]

แตกต่างแต่ไม่แตกแยก – ข้อคิดให้ชีวิตคู่เป็นสุข

แตกต่าง แต่ไม่แตกแยก – ข้อคิดให้ชีวิตคู่เป็นสุข ความรู้สึกในวันแต่งงานของผมก็คงจะเหมือนกับของคนอื่นๆ คือรู้สึกเป็นสุขว่าเราเป็นแชมป์ เป็นผู้ชนะคู่แข่งขันอย่างมีเกียรติและสมศักดิ์ศรี วันแต่งงานคือวันคาดเข็มขัดแชมป์บนเวทีชีวิตท่ามกลางสักขีพยานมากมาย วันแต่งงานคือวันประกาศให้พ่อแม่ พี่น้อง ญาติและเพื่อนฝูง ตลอดจนชาวบ้านทั่วไปรู้ว่าเราคือผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์แล้วนะ เราเป็นพระเอกที่สามารถพิชิตหัวใจนางเอกได้สำเร็จ เราภูมิใจที่พ่อแม่นางเอกยอมรับและยกลูกสาวสุดที่รักที่ถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูมาตั้งแต่ในท้องจนเป็นสาวให้เรา วันแต่งงานเป็นวันที่ผมมีความสุขมากที่สุดในชีวิต (ขณะนั้น) แม้จะมีเสียงนกเสียงกาออกมาบ้าง เช่น เป็นวันสูญเสียอิสรภาพครั้งใหญ่ในชีวิตบ้าง คนในอยากออก คนนอกอยากเข้าบ้าง หรือถ้าแกฆ่าคนตายติดคุกอย่างดีก็แค่ 20 ปี แต่วันแต่งงานเป็นวันที่แกเริ่มติดคุกวันแรกไปตลอดชีวิต (ของข้างใดข้างหนึ่ง) ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ พวกที่บอกว่าจะอยู่กันยืดยาวได้สักแค่ไหน ในเมื่อทั้งคู่มีความแตกต่างกันเกือบทุกอย่าง ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง แต่วันนี้พิสูจน์ได้แล้วว่า ความแตกต่างหลายอย่างที่ว่านั้นไม่ใช่อุปสรรคของการครองรักครองเรือนอย่างมีความสุขแต่อย่างใด ผมยอมรับและกลับไปสำรวจตัวเองก็พบความจริง ดังนี้ ความแตกต่างอย่างแรกคือครอบครัว ครอบครัวของผมเป็นไทยแท้แต่โบราณ อยู่กับดินโคลน ทำนา ปลูกข้าว สาบกลิ่นตัวและกลิ่นขี้ควายได้ดมจนชินชาเป็นว่าหอม ผมมีพี่น้องท้องเดียวกัน 12 คน ส่วนครอบครัวของภรรยานั้น เตี่ย – ตาและมาม้า – ยายของผมเป็นลูกคนจีนโพ้นทะเลที่มาเกิดในเมืองไทยทั้งสองท่าน ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการค้าขายของชำ น้ำชากาแฟ ขนมไทยและจีนที่รับจากแม่ค้ามาอีกต่อหนึ่ง ครอบครัวนี้มีพี่น้อง 7 คน […]

สำเร็จได้ด้วยใจ – บทความดี ๆ ให้กำลังใจรับมืออุปสรรคชีวิต

สำเร็จได้ด้วยใจ – บทความดี ๆ ให้กำลังใจรับมืออุปสรรคชีวิต หลังจากที่ฝนตกติดต‹่อกันมาประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็ถึงวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสขึ้นอีกครั้ง นาฬิกาขŒ้อมือบอกให้Œรู้Œว่‹าขณะนี้เป็šนเวลาใกล้Œเที่ยงแล้วŒ แต‹่ผูŒ้เขียนกลับไม่‹รู้Œสึกหิวเลยแม้Œแต‹่นŒ้อย และเดินไปที่ชั้นหนังสือ (เก่‹า) เลือกหยิบนิตยสาร Secret ฉบับที่ 21 เล่‹มวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 มาอ่า นเพื่อเรียกน้ำย่‹อย หลังจากเปิดดูสารบัญก็พลิกหนŒ้ากระดาษอย่างรวดเร็วไปที่หน้าŒ 68 หัวข้อŒเรื่องคือ “รสชาติของชีวิต” ขึ้นอ่านเป็นลำดับแรก หลังจากอ่านจบ ผู้เขียนเกิดแรงจูงใจอย่างหนึ่งทำให้อยู่เฉยไม่ได้ ต้องหยิบปากกาและกระดาษมาวาดเป็นตัวหนังสือเพื่อบอกเล่าประสบการณ์ในสมัยวัยรุ่นที่สอบเอนทรานซ์ไม่ติดมาเล่าสู่กันฟัง เพราะผู้เขียนเชื่อว่า หลังจากการประกาศผลการสอบเอนทรานซ์ในแต่ละปีจบลง ย่อมต้องมีผู้ผิดหวังเสียใจมากกว่าผู้ดีใจอย่างแน่นอน และเพื่อเป็นการสนับสนุนหัวข้อดังกล่าวที่ท่านรองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธวัชชัย กฤษณะประกรกิจ ท่านได้เขียนไว้ มีความตอนหนึ่งว่า “ความอดทนแม้จักขมขื่น แต่รสชาติมักจะหวานชื่นเสมอ” ว่าเป็นเรื่องจริงที่มีตัวเราเป็นตัวขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จนั้นๆ ย้อนไปเมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้ว ผู้เขียนทั้งนั่งและนอนร้องไห้อยู่กับความเสียใจ หลังจากที่มองไม่เห็นรายชื่อตัวเองติดอยู่ที่บอร์ดในฐานะผู้สอบเอนทรานซ์ติด ในช่วงเวลานั้นนอกจากความเสียใจแล้วยังมีความรู้สึกเคว้งคว้างเข้ามาปะปนอยู่ด้วย ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป คิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานาว่าจะไปเรียนต่อที่ไหนดี พอเรียนจบมาแล้วจะมีงานทำหรือเปล่า เพราะในสมัยนั้นผู้เขียนมีความเชื่อว่า ถ้าเราจบจากมหาวิทยาลัยของรัฐ เราถึงจะมีงานดีๆ ทำ เพื่อนๆ หลายคนที่สอบไม่ติดต่างพากันไปซื้อใบสมัครของมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง และด้วยความมีน้ำใจจึงไม่ลืมที่จะซื้อมาฝากผู้เขียนด้วยชุดหนึ่ง […]

เงินทองกับความสุข

เงินทองกับความสุข – เรื่องของเศรษฐีใหญ่ที่ปรารถนาจะเป็นผู้ที่มีความสุขที่สุดในโลก เราท่านทั้งหลายที่ยังเป็นปุถุชนควรตระหนักรู้Œถึงสิ่งที่เรียกว่‹าเงิน ว่‹าจะใชŒ้อย่‹างไรเงินนั้นจึงจะทำหน้าที่ของมันได้อย่างถูกต้อŒง รู้จักที่จะใช้Œเงินในทางที่เกิดประโยชน์คุณค‹่าที่แท้Œจริงตามอย่‹างสมมุติ อย่าให้กิเลสลากพาเอาภาษาโลกมาต่อต้านกับภาษาธรรมในทางที่ว่า หากไม่ทำอะไรแล้วคนทั้งโลกคงอดตาย นั่นเหมือนไส้เดือนกลัวดินหมด ปลากลัวไม่มีน้ำให้อาศัย นกกลัวไม่มีฟ้าให้โบยบิน ธรรมะคือหน้าที่ ทำการงานเลี้ยงชีพด้วยใจที่เย็น เบิกบาน สะอาด สว่าง บริสุทธิ์ จะทำงานหาเงินได้มากและใช้จ่ายไปในทางที่มีประโยชน์ อย่าใช้เงินไปตามเรื่องกิน กาม เกียรติ คนมีปัญญา เมื่อพายเรือถึงฝั่งก็จอดเรือไว้ตรงนั้น ไม่ต้องแบกหามขึ้นฝั่งอีกต่อไป ที่สุดจะเกิดปัญญาที่ว่า เงินนั้นไม่ใช่ของเรา แม้แต่ตัวเรานี้ก็ยืมโลกมาทั้งสิ้น เมื่อถึงเวลาก็ต้องคืนให้โลก หากคลายความยึดมั่นได้จนถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่มีตัวกู ของกู ที่จะต้องใช้เงินอีก สมมุติเรื่องเงินย่อมหมดไป จะขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับหลวงปู่องค์หนึ่ง ซึ่งเป็นที่นับถือของคนจำนวนมาก หนึ่งในคนที่นับถือท่านนั้นคือเศรษฐีใหญ่ของจังหวัดชื่อ เจ้าสัวเฮง นายเฮงเป็นคนที่รวยและมีชื่อเสียงมาก อีกทั้งยังเล่นการเมืองมาโดยตลอด แกสนใจศาสนาแบบที่ว่า วัดไหนพระเครื่องดัง ศาลไหนไหว้เจ้าแล้วเฮงตามชื่อของแก ชาวบ้านมักรู้จักกันว่าเจ้าสัวเป็นคนธรรมะธัมโม ทั้งๆ ที่นายเฮงไม่เคยแม้แต่จะฝึกวิปัสสนากรรมฐานแต่อย่างใด แกมักจะไปทำบุญถวายปัจจัยเสมอ โดยขอพรว่า “ขอให้ผมรวยยิ่งขึ้นๆ รวยที่สุดตลอดกาลด้วยเถิด จะได้มีความสุขเยอะๆ” แกทำอย่างนี้ของแกมาเรื่อย ก็มีแต่เจริญรุ่งเรืองดี อยากได้อะไรก็มีเงินซื้อ อยากไปเที่ยวต่างประเทศก็ได้ไป แต่ก็ไม่วายที่จะเบื่อ […]

จมทุกข์ – เมื่อเธอเพิ่งรู้ว่าธรรมะช่วยเยียวยาความทุกข์ได้

จมทุกข์ – เมื่อเธอเพิ่งรู้ว่าธรรมะช่วยเยียวยาความทุกข์ได้ โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 เป็นตัวทุกข์   พระอาทิตย์สีส้มกลมสุกกำลังจะลาลับยอดเจดีย์สถานที่เบื้องหน้าพร้อมกับแสงสุดท้ายของวัน ลมพัดเอื่อยๆ ให้คลายความอบอ้าวของเดือนเมษาฯ เหล่าอุบาสก – อุบาสิกาพากันเปล่งเสียงสวดมนต์ทำวัตรเย็นอย่างพร้อมเพรียงบนผืนหญ้าข้างสระน้ำขนาดใหญ่ เมื่อเสียงระฆังสิ้นสุดลง ทุกอย่างดำเนินไปเรื่อยๆ เหมือนเมื่อสามวันก่อน ฉันเข้าใจว่าชุดสีขาวที่เหล่าอุบาสก – อุบาสิกานุ่งห่มอยู่นี้ ช่วยกล่อมเกลาจิตใจของฉันให้รู้สึผ่อนคลายลงจนรู้สึกได้ถึงความสงบล้ำลึกอย่างประหลาดที่ผุดขึ้นกลางใจในบางครั้งบางคราว ประกอบกับวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและเนิบช้าของผู้คนที่วัดแห่งนี้ช่างแตกต่างกับชีวิตประจำวันของฉันในเมืองใหญ่ที่เพิ่งจากมา ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ฉันสัมผัสได้ถึงความปรารถนาดี ความเอื้ออาทรอย่างจริงใจที่เหล่าผู้ปฏิบัติธรรมมีต่อคนแปลกหน้าอย่างฉันราวกับเป็นญาติพี่น้อง เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ฉันไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจในการมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ แม้จะเพิ่งมาเพียงลำพังเป็นครั้งแรก เย็นวันนี้ก็คล้ายกับทุกๆ วันที่ผ่านมา ฉันสวดมนต์เป็นภาษาบาลีสลับกับคำแปลพร้อมกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมนับร้อย แต่ทว่าเมื่อมาถึงบทสวดสังเวคปริกิตตนปาฐะ ความรู้สึกสะท้อนสะเทือนใจที่ยากจะอธิบายได้ก็แล่นเข้ามา พร้อมภาพบางภาพที่ผุดขึ้นมาในการรับรู้สลับกับการสวดมนต์ นาทีนั้นภาพเก่าในอดีตเมื่อหลายปีก่อนค่อยๆ […]

ซอยนี้มีรถเยอะ – อุทธาหรณ์สอนใจให้คลายความหงุดหงิดตั้งมั่นในสมาธิ

ซอยนี้มีรถเยอะ – อุทธาหรณ์สอนใจให้คลายความหงุดหงิดตั้งมั่นในสมาธิ บ้านผมเป็นทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียว ตั้งอยู่ในซอยที่มีรถราวิ่งแล่นเข้าออกบ่อยครั้ง เสียงรถจักรยานยนต์ รถยนต์ รถบรรทุก รบกวนโสตประสาทเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเวลาหลับกับเวลาดูโทรทัศน์ เสียงที่ได้ยินทำให้ผมตัดขาดจากกิจกรรมที่กระทำอยู่ เพราะความรู้สึกโกรธแล่นเข้าสู่จิตใจจนผมรำคาญ นอนต่อไม่ได้ รวมทั้งฟังเสียงโทรทัศน์ได้ไม่ต่อเนื่อง ทำให้พลาดส่วนสำคัญไป ไม่ใช่เพียงผมที่รู้สึกเช่นนี้ คนรอบข้างเป็นเหมือนกันหมด แต่อาจร้ายแรงกว่าคือ มีถ้อยคำด่าพ่วงมาด้วย หลายๆ ครั้งที่รู้สึกโมโหกับเสียงกวนประสาทที่ดูเหมือนว่าจะเข้ามาก่อกวนหัวใจถี่ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งผมก็คิดได้ว่า เจ้าของรถยนต์รวมทั้งจักรยานยนต์คงไม่มีใครตั้งใจกลั่นแกล้งพวกเราหรอก ทุกคนหวังเพียงต้องการใช้เส้นทางไปสู่จุดหมายก็แค่นั้น แล้วไยผมต้องรู้สึกเจ็บปวดทุรนทุรายเมื่อมีเสียงรบกวนโสตประสาททุกครั้งไป จากนั้นผมก็ตั้งสติใหม่ โดยมีคนรอบข้างเป็นกระจกส่องให้มองเห็นความจริง พอมีเสียงรถยนต์มาขณะดูโทรทัศน์ เสียงด่าของคนใกล้ตัวดังขึ้นพร้อมกดปุ่มเร่งเสียงโทรทัศน์ดังแข่งกับเสียงรถ สรุปแล้วไม่มีใครฟังรู้เรื่อง เพราะมัวไปรู้สึกขุ่นเคืองโกรธแค้นชั่วขณะหนึ่ง และกดปุ่มเร่งเสียงอีกขณะหนึ่ง ส่งผลให้ช่วงเวลานั้นไม้ได้จดจ่อกับโทรทัศน์ตรงหน้า ในขณะที่รายการที่สนใจก็เคลื่อนผ่านไปไม่หวนมาอีก ครั้งต่อมาผมพยายามเตือนสติตัวเองให้รู้ตัวว่า หากมีเสียงดังรบกวนจะไม่อารมณ์เสีย ปรากฏว่าผมทำได้ดีขึ้น ตอนแรกอาจจะหันไปจดจ่อกับเสียงภายนอก แต่พอรู้ตัวก็ถอนตัวกลับมาจดจ่อจอโทรทัศน์ ผมสามารถรับรู้เรื่องราวจากโทรทัศน์ปะติดปะต่อได้บ้าง ดีกว่าขาดช่วงไม่รู้เรื่องแบบครั้งก่อน หลายเดือนผ่านไป ผมมีเรื่องให้สนใจครุ่นคิดเยอะแยะ จึงไม่ได้ใส่ใจประเด็นเสียงรบกวนโสตประสาทเหล่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่งก็มีแบบทดสอบเข้ามาสู่ชีวิต ในขณะที่ผมกำลังชมฉากสำคัญของละครนั่นเอง ผมก็รู้สึกมีสมาธิมากจนปล่อยให้เสียงดังจากรถบรรทุกหายไป ไม่ได้รบกวนหรือดึงความสนใจจากผมไปจนไม่ได้ยินเสียงพูดคุยของตัวละครในโทรทัศน์เหมือนที่ผ่านๆ มา ความประหลาดเกิดขึ้นกับผม รู้สึกราวกับว่ามองเห็นตัวเองในทุกขณะ ตั้งแต่เสียงดังนั้นเข้ามาในระยะที่ได้ยิน จิตใจรับรู้ว่ากำลังมีบางสิ่งรบกวน เสียงดังใกล้เข้ามาชัดขึ้นๆๆ หูได้ยิน […]

ในทุกข์… มีสุขเสมอ – ประสบการณ์สูญเสียที่ทำให้เห็นสัจธรรมชีวิต

ในทุกข์… มีสุขเสมอ – ประสบการณ์สูญเสียที่ทำให้เห็นสัจธรรมชีวิต ในเวลาที่มีความทุกข์ คนเรามักจะมองโลกในด้านเดียวเสมอ คือด้านร้าย เรามักจะเฝ้าถามตัวเองด้วยคำถามซ้ำๆ ว่า ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับเรา ทำไมต้องเป็นเรา จนลืมไปว่า ในเวลาที่เราทุกข์ใจแสนสาหัสนั้น ยังมีสิ่งอื่นๆ ให้เราได้เรียนรู้อีกมากมาย…รวมทั้งความสุข เรื่องที่ฉันจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของฉันเอง… ประมาณห้าปีก่อน ทุกคนในครอบครัวได้รับข่าวดีจากพี่สาวและพี่เขยของฉันว่ากำลังจะมีสมาชิกใหม่ ขณะนั้นพี่นิว พี่สาวของฉันซึ่งแต่งงานได้ประมาณสามปีตั้งครรภ์อ่อนๆ พวกเราดีใจกันมาก เพราะนี่เป็นหลานคนแรกของบ้านฉันและบ้านของพี่เขย แต่พอตั้งครรภ์ได้ประมาณห้าเดือน พี่นิวเริ่มมีอาการผิดปกติ เริ่มจากหน้าบวม เวลานอนจะหายใจไม่สะดวก รู้สึกแน่นที่คอบ่อยๆ แต่เมื่อไปตรวจกับแพทย์ก็ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคใด ต่อมาอาการที่เป็นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พี่นิวหน้าบวมมากขึ้น และเริ่มมีอาการเหนื่อยมากขึ้น พี่นิวบอกกับฉันว่า เวลานอนจะนอนไม่ได้เลย รู้สึกเหมือนโดนบีบคอ หายใจไม่สะดวก ต้องลุกขึ้นมานั่งทุกคืน พี่นิวจึงตัดสินใจไปตรวจกับแพทย์อีกครั้ง ครั้งนี้แพทย์ที่ดูแลส่งตัวไปเอกซเรย์ปอด แล้วพบสิ่งที่น่าตกใจมาก คือ ในช่องอกของพี่นิวมีก้อนเนื้อขนาดใหญ่ประมาณ 12 เซนติเมตรอยู่ทั้งสองข้าง ก้อนเนื้อนี้ไปเบียดขั้วปอด ทำให้หายใจลำบาก รวมทั้งยังไปกดเส้นเลือดดำใหญ่ที่นำเลือดจากศีรษะและใบหน้ากลับสู่หัวใจ ทำให้ไม่สามารถนำเลือดดำเข้าหัวใจเพื่อไปฟอกเป็นเลือดแดงที่ปอดได้ (ภาวะนี้เรียกว่า superior vena cava obstruction) หน้าของพี่นิวจึงบวมขึ้น และนอนราบไม่ได้ เมื่อเห็นดังนั้น […]

เมื่อฉันได้พบ อาวุธฟาดฟันความทุกข์

 เมื่อฉันได้พบ อาวุธฟาดฟันความทุกข์ – เรื่องเล่าของคนที่รู้เท่าทันความทุกข์ บ้าน… สำหรับใครต่อใครหลายคนอาจเป็นที่ที่อบอุ่น‹ และเป็นสุข แต่ส‹ำหรับฉัน บ้านไม่เคยให้คŒวามรู้สึกอย่างนั้น เพราะบ้านเป็นเพียงสถานที่ที่ตอกย้ำความขมขื่นโดดเดี่ยวของชีวิตในวัยเด็กที่ครอบครัวล่มสลาย หลายครั้งที่ใครๆ ถามว่า ทำไมฉันจึงไม่ค่อยกลับบ้าน ฉันตอบไปตามที่กระบวนการทางความคิดได้ไตร่ตรองไว้แล้วว่า ฉันไม่ค่อยมีเวลา มันเป็นเหตุผลที่เหมาะสมและทำให้ตัวเองไม่ดูแย่ในสายตาของคนถาม และกับเพื่อนรักที่คบหาสนิทสนมกันมายาวนาน คำตอบที่แท้จริงก็คือ เพราะฉันไม่เคยรักและผูกพันกับบ้าน ฉันรู้สึกว่าไม่เคยมีบ้าน นับตั้งแต่วันที่แม่แต่งงานมีครอบครัวใหม่ ฉันรู้ว่าแม่คงเสียใจกับคำตอบของฉัน ฉันเองก็เสียใจและเจ็บเหมือนกัน และยิ่งเจ็บมากกว่า หากต้องกลับไปเห็นฉากตอนต่างๆ ของชีวิตวันวานเหล่านั้นอีก ฉันจึงเลือกที่จะเติบโตและเบ่งบานในที่ที่ห่างไกลจากครอบครัว หัวเราะ…หรือร้องไห้…ตามลำพัง การกลับบ้านของฉันครั้งสุดท้ายจึงผ่านมานานมากแล้ว …นานมากจนฉันแทบนึกย้อนไปไม่ถึง ช่องทางการรับรู้ข่าวคราวสุขทุกข์ของกันและกันระหว่างฉันกับแม่มีเพียงเสียงตามสายโทรศัพท์กับคำพูดซ้ำเดิมไม่กี่คำว่า แม่สบายดีนะ…มีอะไรก็โทร.มานะ…หนูสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วง… จนกระทั่งวันหนึ่ง ด้วยโอกาสและวาสนาได้โน้มนำให้ฉันไปปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมเขาดินหนองแสงร่วมกับสมาชิกนิตยสาร Secret สิ่งที่ฉันได้กลับมาจากการปฏิบัติก็คือ การเป็นอิสระจากความทุกข์และหัวใจที่สุขสงบจากการรู้เท่าทันจิตเฉกเช่นผู้ร่วมปฏิบัติคนอื่นๆ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันได้แตกต่างจากคนอื่นคือ ฉันได้บ้านที่ฉันแกล้งทำเป็นลืมและละทิ้งไปยาวนานกลับคืนมา บ้านที่เป็นเพียงภาพเก่าๆ สีซีดจางที่ฉันตั้งใจเก็บซุกซ่อนไว้ในซอกหลืบเล็กๆ ของกล่องความทรงจำ เพียงหวังว่าจะลืม แต่แล้ว…ภาพสวนยางพาราที่ยืนต้นสูงสล้างสองข้างทาง กลับเกี่ยวกระหวัดความทรงจำที่อยากจะลืมให้หวนคืนกลับมา ภาพเก่า ๆ ภาพแล้วภาพเล่าวิ่งวนอยู่ในเงาตา ความเจ็บและขมขื่นเดือดพล่านอยู่ในใจ ความทุกข์เกาะกุมหัวใจของฉันอีกแล้ว ไม่ว่าเมื่อไร ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ไม่ว่าฉันจะซุกจะซ่อนอย่างไร ความทุกข์ก็ตามหาฉันจนเจอเสมอ […]

เพิ่งรู้ว่า ชีวิตตัวเองมีค่า – เรื่องเล่าจากผู้อ่าน

เพิ่งรู้ว่า ชีวิตตัวเองมีค่า – เรื่องเล่าจากผู้อ่าน โดยทั่วไปแล้วคนส่วนใหญ่คงคิดว่า การเข้าไปนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาเมื่อมีการเจ็บไข้ แต่สำหรับผมแล้วเป็นประสบการณ์ใหม่เอี่ยมเลยทีเดียว เพราะแม้ผมจะมีอายุเกินครึ่งศตวรรษมาตั้ง 8 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยเจ็บป่วยถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาลเลยแม้เพียงครั้งเดียว แต่ในที่สุดก็ต้องเสียสถิติจนได้ เพราะคืนหนึ่งตอนประมาณตีสี่ เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงเหมือนมีตัวเอเลี่ยนดันทะลุออกมา (ดูหนังมาก) จนต้องปลุกลูกสาวและภรรยาให้พาไปโรงพยาบาล เมื่อไปถึงหน้าห้องฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบสีขาวเกือบ 10 คนก็กรูกันมาล้อมพร้อมอุปกรณ์ ทั้งเตียงเข็น ช่วยกันประคองลงนั่งรถเข็นอย่างทะนุถนอม แล้วเดินกันเป็นขบวนเข้าห้องฉุกเฉินไป เมื่ออยู่ในห้องฉุกเฉินแล้ว ผมถูกยกขึ้นนอนบนเตียงอย่างเบาหวิวโดยชายฉกรรจ์ 4 คน พยาบาลมาเจาะเลือดที่นิ้วและวัดความดัน แล้วหมอเวรก็เข้ามาถามอาการพร้อมกับกดท้องตรงนั้นตรงนี้ โดยมีหมอหรือพยาบาลอีกอย่างน้อย 3 คนคอยดูอยู่ใกล้ๆ จากนั้นผมก็ได้ยินคำวินิจฉัยลอยมาจากหลายทิศทาง “เรื่องไส้ติ่งตัดไปได้เลย อาจมีปัญหาที่ไตหรือตับอ่อนอักเสบ ดูหน้าซีดมาก ชีพจรก็ช้าผิดปกติอาจเป็นอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ น้ำตาลในเลือดสูง อาจมีเบาหวานด้วย” สิ้นคำวินิจฉัย ภรรยาและลูกของผมก็ถูกกันออกจากห้องด้วยน้ำตานองหน้า พอม่านถูกปิด กองทัพเสื้อขาวก็เริ่มงานทันที ผมพยายามบอกหมอว่า ผมไม่ได้เป็นโรคหัวใจนะ ไม่ได้เป็นโรคไต ปวดท้องอย่างเดียว แต่เหมือนไม่มีใครได้ยิน พอจะพูดอีกก็ถูกปิดปากด้วยปรอท เสียบจมูกด้วยสายออกซิเจน แขนซ้ายถูกล็อกเพื่อเจาะเลือด มือเสียบท่อน้ำเกลือ แขนขวาถูกรัดด้วยเครื่องวัดความดัน ข้อมือคล้องป้ายชื่อ บริเวณหน้าอกและลำตัวถูกแปะติดด้วยสายไฟหลากสี […]

วันนี้คุณทำดีพอหรือยัง ประสบการณ์เฉียดตายที่ช่วยเปลี่ยนมุมมองในการดำเนินชีวิต

วันนี้คุณทำดีพอหรือยัง – “จงดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท” ประโยคนี้ได้ยินมาบ่อยมาก คิดว่าเข้าใจแต่ก็ไม่ลึกซึ้งสักที จนเมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้มุมมองชีวิตของเราเปลี่ยนไป และเริ่มตระหนักถึงความหมายของประโยคดังกล่าวขึ้นอย่างมาก วันนั้นพวกเรา 4 คน ตั้ม นันท์ ติ๊ก และฉันตื่นเต้นกันใหญ่สำหรับการขึ้นไปพักบนดอยอ่างขาง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พิเศษมาก เพราะข่าวว่ามีแม่คะนิ้งบนดอยด้วย หลังจากเก็บสัมภาระบนที่พัก พวกเราก็เดินลงมาทานข้าวเย็นที่ร้านค้า เสร็จแล้วจึงเดินกลับที่พัก กว่าจะถึงก็ค่ำพอดี อากาศหนาวมาก แม้ว่าห้องพักจะปิดหมดทุกด้าน ฉันตั้งใจว่าจะไม่อาบน้ำ แต่ตั้มบอกว่าจะอาบ ตั้มก็เลยอาบน้ำเป็นคนแรก โดยห้องน้ำที่อยู่ในห้องเรามีขนาดเล็กมาก ไม่มีช่องระบายอากาศ นอกจากพัดลมดูดอากาศตัวเดียว พอตั้มอาบน้ำได้สักพักก็ตะโกนออกมาให้ฉันเปิดสวิตช์พัดลมดูดอากาศที่หน้าห้องน้ำให้หน่อย ฉันก็เดินไปเปิดให้ แล้วกลับมาดูทีวีต่อ ยังไม่ถึง 5 นาที ตั้มเปิดห้องน้ำออกมาปิดสวิตช์พัดลมดูดอากาศพร้อมกับบ่นว่าหนาวมาก ก่อนที่จะกลับเข้าไปอาบน้ำใหม่ สักพักก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรหล่นในห้องน้ำ ฉันเลยตะโกนไปว่า “ทำอะไรหล่นอีกล่ะ” คิดในใจว่าคงหนาวจนสั่นแล้วไปปัดของใช้ตกลงมา แต่อีกสักพักก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ดังเหมือนคนกรนออกมาจากห้องน้ำ ทั้งๆ ที่พวกเราเปิดทีวีเสียงค่อนข้างดัง นันท์บอกฉันว่า “ไปดูมันหน่อยซิ” ฉันก็เลยเดินไปเรียกหน้าห้องน้ำ “ตั้มๆ” เงียบ…ไม่มีเสียงตอบ ฉันตบประตูห้องน้ำร้องเรียกก็ไม่มีเสียงตอบอีก มีแต่เสียงกรนที่ดังอยู่ตลอดเวลา “เฮ้ย! แกเป็นอะไรหรือเปล่า เปิดประตูหน่อย” ปรากฏว่าเงียบ […]

ขอเพียง…อย่ายอมแพ้ ประสบการณ์ของลูกผู้หญิงที่ถูกเจ้านายกลัั่นแกล้ง

ขอเพียง…อย่ายอมแพ้ – ชีวิตย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา บางครั้งเราอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชีวิตของเราจะมีการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับลูกผู้หญิงคนหนึ่ง บางช่วงเวลาอาจจะดูเหมือนว่าเลวร้ายมาก และในขณะเดียวกันบางเวลาก็ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นจริง ชีวิตคู่ของฉันจบลงอย่างง่ายดายมากเมื่อสามีปันใจให้หญิงอื่น ฉันจึงเลือกที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัวโดยตัดคนที่เป็นพ่อของลูกออกไป จัดระเบียบให้กับตัวเองใหม่ วางแผนเรื่องอนาคตมากขึ้น ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบที่มากขึ้น ประกอบกับเงินเดือนที่ถูกแสนถูก หลังจากที่ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองแล้ว ฉันจึงเลือกที่จะเปลี่ยนงานใหม่ เพราะงานที่ทำอยู่เดิมต่อให้ฉันทำงานทั้งวันทั้งคืนก็คงจะได้เงินไม่พอกับค่าใช้จ่ายอย่างแน่นอน ฉันเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการฝากความหวังไว้ที่ศูนย์ฝึกอาชีพ เพื่อหวังว่าจบออกมาจะได้งานทำที่พอเลี้ยงดูครอบครัวได ้ ตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ต้องเรียนอยู่ในศูนย์ฝึกอาชีพ แม้ไม่ได้ลำบากทางกาย แต่ก็นับว่าลำบากใจอย่างมากที่ไม่มีเงินส่งเสียทางบ้านและลูก แต่ถึงอย่างไรก็บอกกับตัวเองว่า เราต้องอดทนจนกว่าจะเรียนจบ และในที่สุดความอดทนก็เป็นผลเมื่อฉันสำเร็จหลักสูตรอย่างที่ตั้งใจไว้ ฉันเริ่มต้นงานใหม่ มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม มีเงินเดือนมากขึ้นพอที่จะเลี้ยงลูกทั้งสองคนและส่งเสียทางบ้าน อีกส่วนที่เหลือเก็บไว้ใช้ส่วนตัวและฝากเข้าบัญชีประจำสำหรับใช้ในอนาคตฉันได้ทำงานในโรงแรม 5 ดาวแห่งหนึ่งในพัทยา ในตำแหน่ง Spa Therapist ซึ่งหลายคนอาจจะพอคุ้นเคยอยู่บ้าง แลกกับเงินเดือนที่ได้รับเพียง 3,000 บาทต่อเดือน และไม่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำเหมือนแผนกอื่น ไม่มีสวัสดิการอื่นใดเลยนอกจากอาหาร 3 มื้อที่ทางโรงแรมมอบให ้ แต่ด้วยทิปที่ได้จากลูกค้าแล้ว พนักงานที่ทำงานในตำแหน่งนี้จะรู้ดีว่า ได้รัับมากกว่าเงินเดือนที่ได้รับในแต่ละเดือน หรือบางเดือนได้รับมากกว่าพนักงานที่จบปริญญาโทเสียอีก ด้วยหน้าตาและผิวพรรณของฉัน ทำให้ฉันเป็นที่ถูกใจลูกค้าชาวยุโรปและชาวต่างชาติ ประกอบกับฝีมือในการนวดที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี และองค์ประกอบอีกอย่างคือ นี่เป็นงานที่ฉันรัก ทุกครั้งที่ได้ทำงานฉันรู้สึกมีความสุขมากที่ได้มอบบริการที่ดีแก่ลูกค้า […]

ความฝันสุดท้าย …ของน้องติ๊ก

ความฝันสุดท้าย…ของน้องติ๊ก – แดดยามเช้าทอแสงเรืองรองกระทบใบหญ้าเขียวชอุ่มที่รายล้อมอาคารผู้ป่วยหลังใหม่ของโรงพยาบาล ฉันรีบสาวเท้าเข้าไปในตัวอาคารเพื่อให้ทันนัดหมาย วันนี้ฉันมีนัดกับคนไข้เด็กที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้ายซึ่งอยู่ในโปรแกรมการดูแลของทีม เราจะไปถวายสังฆทานที่หอผู้ป่วยสงฆ์อาพาธ เป้าหมายของการทำบุญในวันนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการได้ช่วยเหลือเยียวยาจิตใจคนไข้เด็กมะเร็งและพ่อแม่ เพื่อให้พวกเขามีพลังใจที่เข้มแข็ง พร้อมจะต่อสู้หรือเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามา “ไหน ๆ ก็มากันแล้ว ฟังเทศน์ก่อนแล้วค่อยกลับนะโยม… “ในโลกของความเป็นมนุษย์นั้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย ความพลัดพรากเป็นของธรรมดา โยมเคยเห็นต้นมะม่วงไหม มะม่วงดิบร่วงก่อนมะม่วงสุก ดอกมะม่วงร่วงก่อนที่จะเป็นผล เพราะฉะนั้น หากเด็กจะตายก่อนผู้ใหญ่ก็ไม่แปลก ขอให้พึงระลึกนึกถึงตัวเราเองว่า วันหนึ่งก็ต้องร่วงไปเหมือนกับผลและดอกของมะม่วงเช่นเดียวกัน” คำสอนของพระในวันนี้ได้สะกิดย้ำเตือนพวกเราว่า สังขารทั้งหลายต้องแก่ ต้องเจ็บ และต้องตาย และความตายนั้นไม่เลือกเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนชรา ขณะเดินกลับบ้าน ฉันนึกถึงคนไข้เด็กคนหนึ่งชื่อ “น้องติ๊ก”…ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ขณะนั้นน้องติ๊กมีอายุเพียงแค่ 4 ขวบ แม่พามาพบหมอด้วยอาการไข้และซีดเรื้อรัง โดยไม่ทันคาดคิดว่าเด็กอายุเท่านี้จะเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายอย่างมะเร็ง “จากการตรวจเลือดพบว่ามีเซลล์ตัวอ่อนของเม็ดเลือดในร่างกายที่มากผิดปกติ และเมื่อตรวจการทำงานของไขกระดูกอย่างละเอียด ทำให้หมอแน่ใจว่าน้องเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว” น้ำเสียงนุ่มนวลของหมอช่วยให้ผู้ฟังค่อย ๆ ตั้งสติได้บ้าง แต่กระนั้นหยดน้ำตาของคนเป็นแม่ก็ไหลอาบแก้ม เมื่อรวบรวมสติได้ เธอก็บอกกับตัวเองว่าต้องสู้ และจะทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะมะเร็งร้ายในร่างกายลูกให้ได้ […]

keyboard_arrow_up