หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (2)

หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (2) แม้ว่าผม ทนงศักดิ์ ศุภการ  จะโดนไฟดูดจนเฉียดตายแต่ก็ยังไม่รู้สึกว่าการดูแลสุขภาพร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ จนกระทั่งเมื่อภรรยา (ปานฤดี ศุภทรัพย์) ป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวจึงได้เห็นว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าสุขภาพร่างกายอีกแล้ว ความจริงภรรยาของผมเป็นคนที่เอาใจใส่ดูแลสุขภาพมาก ทั้งเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกาย เพราะสิ่งที่ เขากลัวมากที่สุดคือโรคมะเร็ง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถหนีได้พ้น ลางร้าย จากความผิดปกติของร่างกาย ประสบการณ์ชีวิตในช่วงวัยรุ่นที่เห็นเพื่อนบ้านตัวน้อยวัย 5 - 6 ขวบร้องไห้โหยหวนด้วยความเจ็บปวดทรมานจากโรคมะเร็งสมอง ความเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งตับของป้าแท้ ๆ และการจากไปด้วยโรคมะเร็งปอดของคุณแม่ของเธอ ทำให้ภรรยาของผมกลัวฝังใจ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงดูแลเอาใจใส่สุขภาพของตัวเองดีมาก ตอนนั้นเรามีลูกเล็ก ๆ ด้วยกัน 3 คนสองคนแรกเป็นผู้ชาย และคนสุดท้องเป็นผู้หญิง ชีวิตครอบครัวกำลังมีความสุขพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ความเจ็บป่วยก็ไม่เคยเลือกว่าเราเป็นใครมาจากไหน ร่ำรวยหรือยากจนก็มีสิทธิ์เผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ทั้งนั้น ในวัย 40 ปี ภรรยาของผมต้องเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย ทั้งที่ดูแลตัวเองดีมาตลอดกิจวัตรของเธอเริ่มต้นจากการทำงานบ้านในตอนเช้า ส่งลูกไปโรงเรียนเสร็จแล้วก็กลับมาทำงานบ้านต่อ บ่าย ๆ ก็ไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสซึ่งอยู่ใกล้โรงเรียนของลูกเมื่อได้เวลาก็ไปรับลูกกลับจากโรงเรียน แต่แล้วเหตุการณ์ที่เป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่าโรคร้ายกำลังมาเยือนก็เกิดขึ้นภรรยาของผมสังเกตว่าตัวเองมีอาการปวดหลัง และน้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ควบคุมอาหารและออกกำลังกายทุกวันตอนแรกเธอคิดว่าคงจะเป็นแค่กล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา จึงไปหาหมอ หมอก็รักษาไปตามอาการ คือช่วยประคบร้อนให้ อาการก็ดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่หาย นอกจากนั้นเธอยังมีอาการเบื่ออาหารอย่างเห็นได้ชัด ปรกติเวลาไปเที่ยวทะเลด้วยกัน ภรรยาของผมจะชอบทานปูมาก และผมจะเป็นคนแกะให้ทุกครั้ง แต่ครั้งนั้นเธอกลับรู้สึกเบื่ออาหาร ถึงขนาดไม่อยากกินของที่ตัวเองชอบ จนกระทั่งวันหนึ่ง ภาพที่ผมเห็นก็ทำให้รู้สึกสังหรณ์ใจว่า อาการเจ็บป่วยของภรรยาคงไม่ธรรมดา วันนั้นผมถ่ายละครดึก พอกลับถึงบ้านก็หลับสนิท แต่มาสะดุ้งตัวตื่นเอาตอนเช้าเพราะได้ยินเสียงแปลก ๆภาพที่เห็นคือ ภรรยาของผมกำลังกระถดก้นลงจากเตียง แล้วค่อย ๆ พลิกตัวอย่างช้า ๆด้วยความเจ็บปวดทรมาน เมื่อเห็นอย่างนั้นผมเลยชวนเธอไปหาหมออีกครั้ง ครั้งแรกที่หมอตรวจร่างกายก็ไม่เจอความผิดปรกติอะไร แต่เมื่อตรวจเลือดซ้ำอีกครั้ง ก็พบสัญญาณความผิดปรกติ บางอย่างจากไขสันหลัง เลยต้องตรวจไขสันหลังเพิ่มเติม การตรวจเลือดครั้งแรกพบว่า ภรรยาของผมมีเลือดน้อยมาก หมอจึงให้นอนโรงพยาบาลเพื่อให้เลือด หลังจากนั้น จึงค่อยเจาะไขสันหลัง ช่วงนั้นผมถ่ายละครยุ่งมาก และไม่คิดว่าภรรยาจะเจ็บป่วยร้ายแรงอะไร วันที่หมอนัดเจาะไขสันหลังผมจึงไม่ได้อยู่ด้วย แต่ภรรยาเล่าให้ฟังทีหลังว่า หมอใช้เข็มขนาดใหญ่เจาะไปที่กระดูกสันหลังเสียงดัง ป๊อก! แล้วดูดเอาน้ำที่อยู่ในกระดูกสันหลังออกมา ซึ่งเธอบอกว่าเจ็บเหลือเกิน เผชิญความจริง เมื่อมะเร็งมาเยือน ด้วยความที่คิดว่าภรรยาไม่เป็นอะไรมาก ช่วงนั้นผมจึงยังไปถ่ายละครตามปรกติ จนกระทั่งสี่ทุ่มกว่า ๆ ก่อนที่จะเข้าฉากแรกของละครเรื่อง กษัตริยา เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ภรรยาของผมโทร.มาบอกว่า ผลการตรวจพบว่ามีความผิดปรกติเกี่ยวกับไขกระดูกต้องรักษาด้วยการทำคีโม แต่หมอบอกว่าไม่ได้เป็นมะเร็ง ผมฟังแล้วก็รู้ทันทีว่าหมอไม่พูดความจริง และตอนนี้ภรรยาของผมคงใจเสียมากแต่ด้วยความที่เป็นคนเข้มแข็งและไม่ค่อยแสดงอารมณ์ความรู้สึกให้ใครรู้ เธอก็เลยพยายามทำน้ำเสียงให้เป็นปกติและบอกผมว่าไม่ต้องเป็นห่วง แต่นาทีนั้น ผมคิดว่าตัวเองคงไม่สามารถทนถ่ายละครได้อีกต่อไป เพราะสิ่งสำคัญที่ผมต้องทุ่มเทเวลาและทำให้ดีที่สุดในตอนนี้คือการดูแลภรรยา ผมจึงตัดสินใจเดินไปบอกผู้กำกับว่าภรรยาไม่สบาย เพิ่งตรวจเจอว่าเป็นมะเร็ง ถ้าผมถ่ายละครวันนี้ก็จะติดพันไปเรื่อย ๆ ดังนั้นผมจึงขอถอนตัวกลางกองถ่ายทันที เมื่อภรรยาเจ็บป่วย ผมรู้ดีที่สุดว่าสิ่งที่เขาเป็นห่วง ไม่ใช่แค่สุขภาพร่างกายของตัวเอง แต่คือลูกทั้งสามคนที่ยังเล็ก ตอนนั้นลูกคนโตเพิ่งอายุได้ 12 ขวบเท่านั้น หลังจากพูดคุยตกลงกับทางกองถ่ายเรียบร้อยแล้ว ผมก็รีบบึ่งรถไปที่โรงพยาบาลทันที ใจของผมกระวนกระวายอยากไปถึงที่นั่นเร็ว ๆ ผมอยากลูบศีรษะภรรยาเพื่อให้กำลังใจเธอมากที่สุด ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปเธอพยายามปรับสีหน้าท่าทางให้เป็นปรกติแล้วพูดกับผมว่า “ไม่ต้องห่วงนะ ไม่เป็นอะไร” แต่ด้วยความที่เราอยู่ด้วยกันมานานผมก็รู้ว่าเธอพยายามเก็บกดความรู้สึกของตัวเองไว้ แต่ในที่สุดเธอก็ร้องไห้โฮออกมา ผมพยายามทำใจให้เข้มแข็งและปลอบเธอว่า “อย่ากังวลไปเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปตรวจซ้ำอีกโรงพยาบาลหนึ่งให้แน่ใจดีกว่า”ทั้งที่ในใจลึก ๆ ผมก็รู้ดีว่า ผลที่ออกมาไม่น่าจะผิดพลาด แล้วความจริงก็เป็นอย่างนั้นหมอยืนยันว่าเธอเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวจริง ๆ และบอกกับเราทั้งคู่ว่า “รักษาได้”แต่ผมไม่เชื่อ จึงขอคุยกับหมอตามลำพังหมอยอมพูดความจริงว่าอาการของภรรยาผมหนักมาก ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีไหนก็อาจจะอยู่ได้แค่หนึ่งปีถึงหนึ่งปีครึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นภรรยาของผมก็เข้าสู่กระบวนการรักษา ทั้งทำคีโม ถ่ายเลือดฟอกเลือด จากที่หมอคิดว่าน่าจะอยู่ได้ไม่เกินปีครึ่ง ปรากฏว่าด้วยความเข้มแข็งของเธอ ทำให้ต่อสู้มาได้ถึง 3 ปีก่อนจะจากพวกเราไปอย่างสงบ เธอเขียนเล่าความในใจของตัวเองไว้ในสมุดบันทึกว่า “ลูก ๆ ฉันน่ารักทุกคนฉันมองลูกไม่รู้เบื่อ ฉันมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งนี้จริง ๆ เพื่อดูเขา เสพความสุขจากพวกเขาแค่มองเขาทีละคน แทน ปัญญ์ เปี่ยม ฉันก็มีความสุข…ฉันได้เข้าถึงสัจธรรมว่าทุกสิ่งไม่จีรัง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ฉันได้เห็นค่าของความรัก รักสามี รักลูก(ที่สุด) รักพ่อแม่ น้อง ผู้คน เพื่อน…มันดื่มด่ำ ลึกซึ้ง” ความเจ็บป่วยของภรรยาทำให้ผมตระหนักว่า คนเราต้องไม่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความประมาท ผมอยากให้ความเจ็บป่วย ในครอบครัวของผมสะท้อนให้คนอื่นเห็นว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของคนอื่นก็สามารถเกิดขึ้นกับครอบครัวของเราได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น เราต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับมันอย่างมีสติแต่ก่อนที่จะเตรียมใจ เราก็ต้องเตรียมร่างกายของตัวเองให้แข็งแรงด้วย ด้วยเหตุนี้ ผมจึงทำโครงการวิ่งเพื่อคนที่เรารัก “Run for the One We Love”ด้วยการวิ่งมาราธอนเส้นทางกรุงเทพฯ -พระตำหนักดอยตุง เพื่อย้ำเตือนให้คนอื่น ๆเห็นว่าการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงทำโครงการ “ให้ด้วยหัวใจ” ซึ่งเป็นโครงการที่รณรงค์ให้มีการบริจาคอวัยวะ เพราะจากการที่ผมได้สัมผัสชีวิตคนป่วย พบว่าหลายคนอาจมีโอกาสรอดชีวิตถ้ามีคนบริจาคอวัยวะให้แก่พวกเขา นอกจากนั้น ผมยังชอบไปเยี่ยมคนที่ป่วยเป็นมะเร็ง เพราะอยากคุยกับเขาตอนที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่แค่ไปงานศพ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังยินดีไปงานศพมากกว่างานเลี้ยงอื่น ๆ เพราะคิดว่างานวันเกิดหรืองานเลี้ยงแต่งงานถึงอย่างไรก็มีคนไปกันเยอะแยะ แต่สำหรับงานศพ ผมถือเป็นช่วงเวลาที่คนเราต้องแสดงความมีน้ำใจ ไปกอด ไปสัมผัส ไปแสดงความเสียใจต่อกัน รสชาติของความสูญเสียพลัดพรากอาจทำให้เราเจ็บปวดทรมานก็จริง แต่สุดท้ายเวลาก็จะเยียวยาให้ทุกอย่างดีขึ้น เมื่อภรรยาจากไปแล้ว ผมก็พยายามทำหน้าที่คุณพ่อลูกสามอย่างดีที่สุด แต่บางสิ่งบางอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง เมื่อลูกชายคนกลางขอออกจากโรงเรียนที่เมืองนอกกลางคัน ทั้งที่กำลัง จะเรียนจบมัธยมปลายในอีก 3 สัปดาห์ข้างหน้า… (โปรดติดตามตอนต่อไป) Secret Box อย่าติดอยู่ในสิ่งที่เรารักหรือไม่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่เรารักเป็นทุกข์ การพบเห็นแต่สิ่งที่ไม่รักก็เป็นทุกข์ พุทธศาสนสุภาษิต บทความน่าสนใจ แฮร์ริสัน ฟอร์ด […]

หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (1)

หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (1) ว่ากันว่า “ทองแท้ไม่กลัวไฟ” ซึ่งเปรียบได้กับชีวิตของคนเราที่พบเจออุปสรรคปัญหาใดๆก็ไม่หวั่นเกรง แต่กลับจะยิ่งทำให้หัวใจแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับชีวิตของ คุณ ทนงศักดิ์ ศุภการ ช่างภาพ นักแสดง ที่ต้องพานพบกับเรื่องราวของความสูญเสีย พลัดพรากและไม่ได้อย่างที่ใจหวัง จนน่าจะนำความทุกข์ใจมาให้อย่างใหญ่หลวง แต่ด้วยเลือดนักสู้ที่มีอยู่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยม เขาก็ก้าวผ่านเรื่องราวนั้น ๆ มาได้อย่างมีสติ แม้บางเรื่องเมื่อคิดขึ้นมาครั้งใด จะทำให้หวนคิดถึงความรู้สึกในครั้งนั้นจนทำให้น้ำตาคลอเบ้า แต่ในวันนี้เขาได้วางมันไว้เป็นอดีตที่มีคุณค่าและเป็นบทเรียนที่สมควรถ่ายทอดให้คนอื่นฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์ต่อไป ชีวิตเด็กวัดบ่มเพาะเลือดนักสู้ ผมเกิดมาในครอบครัวที่ปากกัดตีนถีบ พ่อแม่ไม่ได้เรียนหนังสือทั้งคู่ พ่อเป็นชาวจังหวัดอุดรธานี ส่วนแม่เป็นชาวจีน กวางตุ้งที่เกิดและโตที่กรุงเทพฯ หลังจากแต่งงานกัน พ่อกับแม่ก็หาเลี้ยงครอบครัวด้วยการเปิดร้านตัดเสื้ออยู่แถววัดหัวลำโพง ผมเองเป็นลูกคนที่สองในบรรดาพี่น้องห้าคน ช่วงชีวิตมัธยมปลายของผมถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ผมออกจากบ้านมาเป็นเด็กวัดอยู่ที่วัดไตรมิตรวิทยาราม เพราะอยากช่วยแบ่งเบาภาระของที่บ้าน ตอนแรกก็ไปอาศัยนอนห้องเพื่อนที่มาจากต่างจังหวัดอยู่ไปอยู่มาเมื่อเขาย้ายออกไป ผมก็ได้นอนห้องนั้นแทนเขา สมัยก่อนเด็กวัดมาจากต่างจังหวัดเพื่อเรียนหนังสือ พ่อแม่ของพวกเขาก็จะฝากฝังให้หลวงตาที่เป็นที่เคารพนับถือช่วยดูแล บางคนก็ไม่ได้ยากจนพ่อแม่มีที่นามากมาย แต่ต้องมาอยู่วัดก็เพราะพ่อแม่อยากให้ลูกได้รับการอบรมบ่มนิสัยที่ดี ในแต่ละวัน ผมต้องตื่นแต่เช้ามารดน้ำต้นไม้ กวาดขี้นก ช่วงไหนมีพระมาบวชใหม่ ก็จะช่วยท่านแต่งตัว ถ้ามีงานเลี้ยงบนโบสถ์ ก็ช่วยจัดเตรียมอาหาร พอเสร็จเรียบร้อย ก็ช่วยล้างจาน ตอนเย็นก็ต้องเข้าโบสถ์สวดมนต์ สังคมของเด็กวัดที่นี่จะมีพระคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนใหญ่เย็นวันศุกร์เด็กวัดจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัด พอเย็นวันอาทิตย์ก็จะกลับมารายงานตัวตอนหกโมงเย็น มีการเช็กชื่อ ใครทำอะไรไม่ดีไว้ หลวงพ่อหลวงพี่ก็จะเรียกมาอบรมสั่งสอน ในวันสำคัญทางศาสนา เราจะช่วยกันล้างโบสถ์ ขายดอกไม้ธูปเทียน ผมขยันตั้งใจทำงานทุกอย่าง จนกระทั่งวันหนึ่งหลวงลุงก็เอ่ยปากให้ผมอยู่ต่อได้ พร้อมกับจะส่งเสียให้เรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่นที่มีพ่อแม่นำมาฝากฝัง ชีวิตเด็กวัดสอนให้ผมรู้จักปรับตัวและรักที่จะเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ไม่ว่าจะอยู่ในหน้าที่ไหน ผมจะคิดเสมอว่าต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เมื่อเป็นเด็กวัดก็ต้องเป็นเด็กวัดที่ขยัน ทำงานเรียบร้อยจนถึงขั้นที่หากเราไม่อยู่ เขาจะต้องคิดถึงเรา การเป็นเด็กวัดให้อะไรผมหลายอย่าง โดยเฉพาะการได้เห็นความหลากหลายของชีวิต เพราะคนที่เข้ามาในวัดมีตั้งแต่คนยากจนที่เข้ามาขอข้าวกิน ทั้งคนร่ำรวยมีเงินเป็นแสนเป็นล้านที่นำเงินมาบริจาคให้วัดผมได้เห็นช่องว่างที่แตกต่างกันนี้ เช่นเดียวกับตอนที่เล่นละคร บางครั้งผมรับบทเป็นคนจน ต้องไปถ่ายทำในชุมชนแออัด เราก็เห็นสภาพความเป็นอยู่ของเขาว่าเป็นอย่างไร ในขณะที่บางเรื่องผมเล่นเป็นเศรษฐี มีบ้านใหญ่โต มันทำให้ผมเห็นว่าชีวิตของเราก็แค่นี้มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะอยู่บ้านหลังไหนแต่มันอยู่ที่เราต้องใช้ชีวิตให้มีคุณค่ามากกว่า เรื่องเฉียดตายที่มาจากความประมาท หลังเรียนจบ ม.ศ.3 ผมตั้งใจจะเป็นทหาร เลยไปสอบเตรียมทหาร แต่สอบไม่ติด พอขึ้น ม.ศ.5 ก็เบนเข็มไปสอบ นายร้อยตำรวจ แต่ติดเป็นตัวสำรองสุดท้ายจึงมาเรียนโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย ช่วงมัธยมปลาย ผมค่อนข้างเกเรแต่ไม่ได้ไปทำเรื่องเสียหายอะไร ผมมีเพื่อนสนิทเรียนถ่ายภาพอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ เขาเลยชวนผมโดดเรียนไปเป็นแบบให้เขาถ่าย ไป ๆ มา ๆ ผมก็ชักอยากถ่ายภาพเป็นบ้าง เขาก็เลยสอนให้ ทั้งการจัดแสง จัดไฟ เข้าห้องมืด คราวนี้เริ่มสนุกเลยสนใจเรียนรู้ด้วยตัวเองจนกลายเป็นอาชีพในที่สุด ก่อนหน้านี้ผมเคยอยากเป็นนักมวยถึงขนาดให้พ่อพาไปฝากตัวกับ คุณนิวัฒน์เหล่าสุวรรณวัฒน์ โปรโมเตอร์ของ เขาทราย แกแล็กซี่ เขามีค่ายมวยอยู่ใกล้บ้าน ตอนยังเด็ก หลังเลิกเรียนผมมักไปซ้อมมวย แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยรุ่งเพราะเพื่อนในค่ายบอกว่า “หน้าอย่างมึงไปเล่นหนังดีกว่า อย่ามาต่อยมวยเลยเดี๋ยวแหกหมด” หลังจากนั้น เมื่อโตขึ้น ผมก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับแวดวงหมัดมวยอีกเลย แต่กลับมาเอาดีด้านการเป็นช่างภาพแทน ในยุคนั้นช่างภาพมืออาชีพไม่ได้มีมากมายเหมือนทุกวันนี้ อาชีพช่างภาพทำให้ผมมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำ สามารถส่งน้องเรียนหนังสือและซื้อรถสปอร์ตให้ตัวเองได้ ผมเริ่มอาชีพนี้ด้วยการไปช่วยงานถ่ายรูปของ คุณศักดิ์ชัย กาย เพื่อนสมัยมัธยม ที่ปัจจุบันคือช่างภาพมืออาชีพและเจ้าของนิตยสาร Lips หลังจากนั้นก็ไปเป็นช่างภาพให้กับบริษัทสถาปนิกชื่อ ไรเฟนเบิร์กที่เป็นการร่วมทุนกันระหว่างคนไทยและต่างชาติ โดยทำหน้าที่ถ่ายภาพโรงแรมและอาคารต่าง ๆ นอกจากนี้ทางบริษัทเองก็เปิดรับงานจากเอเจนซี่ต่าง ๆ ด้วย แม้แต่ตอนที่เล่นละคร ผมก็ยังไม่ทิ้งอาชีพช่างภาพและจากการทำงานนี่เองที่ทำให้ผมประสบอุบัติเหตุ จนแทบจะทำให้กลายเป็นคนพิการ หรือถ้าร้ายแรงกว่านั้นก็อาจเสียชีวิตไปแล้ว เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นในวันที่ 1มกราคม 2537 ตอนนั้นผมแต่งงานมีลูกชายสองคนแล้ว วันนั้นผมต้องไปถ่ายรูปที่ Bank of Tokyo  เป็นตึกสูงตรงถนนสาทรซึ่งบริษัทญี่ปุ่นเป็นคนก่อสร้าง ความจริงผมถ่ายภาพที่นี่ไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ภาพที่ได้ยังไม่สวยเพราะถ่ายจากข้างล่าง มองขึ้นไปเห็นสายไฟระเกะระกะ ผมจึงต้องถ่ายใหม่อีกครั้ง โดยขอให้ทางบริษัทช่วยจัดหารถเครนให้ จะได้ถ่ายจากมุมสูง วันนั้นผมขนอุปกรณ์การถ่ายภาพไปครบชุด เมื่อคนขับรถเครนส่งผมขึ้นไปอยู่ในจุดที่ผมต้องการแล้ว เขาก็งีบหลับทันที ผมไม่ได้สนใจ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเองไปเรื่อย ๆ สมัยก่อนการถ่ายภาพยังใช้ฟิล์มอยู่ และมีกล้องตัวหนึ่งต้องใช้ผ้าคลุมเพื่อจะดูเฟรม ด้วยความประมาท ผมไม่ทันคิดว่าจุดที่ยืนอยู่ใกล้สายไฟฟ้าแรงสูง ดังนั้นเพียงแค่เสี้ยววินาทีที่ผมตวัดผ้าออกไป ผมก็โดนไฟดูดเข้าอย่างจังจนตัวชักกระตุก! ตอนแรกผมไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ยังปลอบใจว่าสงสัยคงเอี้ยวตัวแรงไปหรือเปล่าตัวเลยกระตุก แต่ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ผมก็เริ่มแน่ใจว่าตัวเองกำลังโดนไฟดูด เพราะรู้สึกเจ็บก้น เจ็บขา แสบร้อนไปทั่วทั้งแขนในใจร้องว่า  “แม่ช่วยด้วย…แม่ช่วยด้วย”สักพักผมก็หลุดจากการถูกไฟดูดและล้มฟุบอยู่ตรงนั้น โชคดีที่ยังมีสติอยู่ ผมก็สำรวจตัวเองว่าเป็นอะไรมากน้อยแค่ไหน ก็พบว่ามือซ้ายร้อนมากและยกไม่ขึ้น แถมยังไหม้เป็นริ้ว ๆ เหมือนเนื้อย่าง ผมพยายามถอดกำไลเงินออกจากข้อมือ เพราะคาดว่าอีกสักพักมือคงจะพองบวมจนถอดไม่ออกแน่ ๆ หลังลงจากรถเครนได้แล้ว ผมก็เก็บอุปกรณ์ถ่ายภาพทั้งหมดไว้ท้ายรถ แล้วเรียกแท็กซี่ให้พาไปส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด…ทันทีที่พยาบาลใช้กรรไกรตัดเสื้อและกางเกงออกแล้วเห็นบาดแผล ก็อุทานออกมาว่า“โอ้โฮ!” คำอุทานนี้ทำให้ผมรู้ว่าอาการของผมคงหนักหนาสาหัสมากทีเดียว แล้วก็จริงอย่างนั้น คุณหมอคนแรกที่เห็นอาการบอกว่ากรณีของผมอาจจะต้องตัดแขน เพราะว่ามันน่าจะใช้การไม่ได้แล้ว แต่โชคดีที่คุณหมอเจ้าของไข้บอกว่าให้เก็บมือไว้ก่อน แม้ว่าเนื้อที่แขนซ้ายจะไหม้จนต้องตัดออกไปมากแต่ก็ยังมีความหวัง ด้วยความที่เนื้อบริเวณมือโดนไฟไหม้คุณหมอจึงต้องรักษาด้วยการตัดทิ้งและนำเนื้อบริเวณท้องมาปิดที่มือแทน ในการผ่าตัดครั้งนี้ ผมรู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้ความตายเหลือเกิน เพราะการผ่าตัดใช้เวลานานมากผมสลบไปหลายชั่วโมง ครั้งแรกที่รู้สึกตัว มันลืมตาไม่ขึ้น จนทำให้ใจเสียพานคิดไปว่า “ทำไมไม่เห็นใครเลย ได้ยินแต่เสียง…เราตายไปแล้วหรือเปล่านี่” ผมไม่แน่ใจว่าระหว่างความตายกับการที่ต้องเผชิญกับการรักษาที่แสนเจ็บปวดทรมาน อะไรจะดีกว่ากัน แต่ตอนนั้นผมยังไม่พร้อมที่จะตาย แม้จะไม่แน่ใจว่าหลังจากนี้ไป แขนข้างซ้ายของผมจะใช้งานได้มากน้อยแค่ไหน ผมอยู่กับความไม่แน่ใจนานนับปีต้องนอนนิ่ง ๆ อยู่กับเตียงนานสองเดือนให้พยาบาลล้างหน้า แปรงฟัน เช็ดก้น เวลานอนก็ต้องนอนท่าเดียว เพราะมีแผลที่สะโพกหนึ่งแผล แผลที่ขาข้างขวาอีกหนึ่งแผลมือก็ขยับไม่ได้ กลางคืนก็นอนผวา ฝันว่าไฟดูด พอตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าเป็นเรื่องจริงก็ยิ่งสลด ดังนั้นวันแรกที่ผมอาบน้ำได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุด แต่สุขกับทุกข์เป็นของคู่กัน หลังจากนั้นไม่นานผมก็ต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยของภรรยาที่ต้องใช้เวลาในการดูแลรักษาถึงสามปีเต็ม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ทรมานใจที่สุดในชีวิตของผมก็ว่าได้… (โปรดติดตามตอนต่อไป) บทความน่าสนใจ เมตตากรุณา - ยิ่งแบ่งยิ่งได้ เคล็ดลับความสุขความสำเร็จของสหรัถ สังคปรีชา 5 ข้อดีของการเป็นโสด ก่อประโยชน์ต่อสุขภาพเมื่อได้อยู่คนเดียว แหม่ม อลิสา ขจรไชยกุล ชีวิตพลิกผันจากดารา…สู่แม่ค้าฮาเฮ ตอน 1 […]

เพียง “พบ” พาน เพื่อผ่าน “ภพ” ธรรมะโดย พระอาจารย์ นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

เพียง “พบ” พาน เพื่อผ่าน “ภพ” ธรรมะ โดย พระอาจารย์ นวลจันทร์ กิตติปัญโญ จากนิตยสาร Secret ปฏิบัติดี ไม่ใช่ดีแต่ปฏิบัตินะ คือจะปฏิบัติ เ อ า เอาแต่ปฏิบัติ เดินก็จะเอา นั่งก็จะเอา จิตมันเสพคุ้นกับการ จ ะ เ อ า มันต้องได้อะไรสักอย่างหนึ่ง

5 อารมณ์ไม่ดี ที่ต้องรีบกำจัดให้สิ้นซาก…อย่างเร่งด่วน!

ทราบหรือไม่ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาวะทางอารมณ์ หรือการแปรปรวนของจิตยังส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นตับ ไต หัวใจ ม้าม ปอด ฯลฯ

“เพาะรัก” เพราะรัก – น้อย ศิลารักษ์ เขียวสนาม กลุ่มเยาวชนเพาะรัก

“เพาะรัก” เพราะรัก น้อย ศิลารักษ์ เขียวสนาม กลุ่มเยาวชนเพาะรัก “ทำไมต้องไปช่วยเหลือคนอื่น…เอาตัวเองรอดแล้วหรือ” น้ำคำของแม่แม้มิได้เกรี้ยวกราดแต่ก็ทำให้หัวใจของ น้อย ศิลารักษ์ เขียวสนาม อดเจ็บช้ำไม่ได้ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเขาเคยถามตัวเองว่าเป้าหมายของชีวิตคืออะไร จนกระทั่งได้เข้าไปทำงานในองค์การเวิลด์คาร์พ สหพันธ์เยาวชนเพื่อสันติภาพของไทย เขาจึงตอบตัวเองได้ว่า เป้าหมายในชีวิตของเขาคือการช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อความคิดของเขาและแม่ไม่ตรงกัน น้อยและเพื่อนอีก 5 ชีวิตจึงเลือกเดินทางไปเช่าบ้านอยู่ที่เมืองดอกบัวงาม อุบลราชธานี เพื่อทำงานช่วยเหลือสังคมแทนการทำตามคำขอร้องของแม่ที่อยากให้เป็นข้าราชการนั่งโต๊ะ แม้จะฝันได้ไกล แต่ใช่ว่าเขาจะสามารถไปถึงจุดหมายได้โดยง่าย เพราะปัจจัยหลักที่เรียกว่า “เงิน”มีไม่มากพอที่จะทำการใหญ่ น้อยจึงเริ่มต้นด้วยกิจกรรมช่วยเหลือสังคมแบบไม่นิยมเงินอย่างการเก็บขยะที่ทุ่งศรีเมือง สวนสาธารณะของจังหวัดอุบลราชธานี บางทีก็หิ้วกีตาร์หนึ่งตัวไปร้องเพลงเพื่อให้กำลังใจผู้ป่วยในโรงพยาบาล นานไปคนร่วมอุดมการณ์ก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆน้อยและผองเพื่อนจึงตั้งชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มเยาวชนเพาะรัก” กลุ่มเยาวชนที่มีความเชื่อว่า ยิ่งให้…ก็ยิ่งได้ “สังคมเราไม่ได้ขาดคนดี ไม่ได้ขาดคนเก่งไม่ขาดเงิน ไม่มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ แต่เราขาดความรัก เราจึงอยากเติมเต็มความรักให้กับคนทุกคนโดยหวังว่าอย่างน้อยที่สุดก็ช่วยเติมเต็มความรักให้กับตัวเราเองด้วย เราจึงตั้งชื่อว่า ‘กลุ่มเยาวชนเพาะรัก’” “กิจกรรมที่เราทำบ่อยที่สุดคือ เดินไปกดกริ่งตามบ้านของคนในหมู่บ้านแล้วบอกเขาว่า ‘สวัสดีครับ พวกเรากลุ่มเยาวชนเพาะรักวันนี้ขอมาบริการรับใช้คุณครับ’ แล้วเราก็ไปช่วยเขาล้างรถ เก็บขยะ กวาดบ้าน ถูบ้าน เขียนข้อความดีๆ ร้องเพลงให้ฟัง…ผมอยากพิสูจน์ให้เห็นว่าสังคมไทยของเราไม่เคยขาดคนมีน้ำใจ” เมื่อมีเงินเข้ามามากขึ้น กิจกรรมใหญ่ๆ อย่างการรณรงค์ให้เด็กไทยรักนวลสงวนตัว เพียวเลิฟ เพียวไลฟ์ […]

“ศิลปะกระจก” ความงดงามเพื่อพุทธบูชา ณ วัดมณีจันทร์ จ.บุรีรัมย์

ศิลปะกระจก” ความงดงามเพื่อพุทธบูชา ณ วัดมณีจันทร์ จ.บุรีรัมย์ แสงแดดเจิดจ้าของฤดูร้อนทำให้ต้นไม้สองข้างทางออกดอกบานสะพรั่ง ทั้งตะแบก ตาเบบูย่า หางนกยูง ราชพฤกษ์ รวมทั้งต้นจาน ต้นไม้พื้นถิ่นของจังหวัดบุรีรัมย์ที่ออกดอกสีแดงพราวเต็มต้น

กรรม กฎแห่งการกระทำ ข้อคิดโดย พระอาจารย์ นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

กรรม กฎแห่งการกระทำ ข้อคิดโดย พระอาจารย์ นวลจันทร์ กิตติปัญโญ อ า จิ ณ ณ ก ร ร ม กรรมที่ทําบ่อย ๆ ในชีวิตประจําวัน รายชั่วโมง รายนาที รายวินาที อะไรที่ทําบ่อย ๆ เนือง ๆ มันจะสะสม แล้วจะส่งผลตอนจิตสุดท้าย ตอนใกล้ตาย สิ่งที่ทําบ่อย ๆ

ชีวิตนี้มีแต่ “ให้” ของ ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน (จบ)

ชีวิตนี้มีแต่ “ให้” ของ ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน (จบ) ดูจากบุคลิกภายนอกของผม ติ๊ก ชีโร่ มนัสวิน นันทเสน หลายคนอาจไม่เชื่อว่าผมรักการเรียน ในชีวิตนี้ผมคิดว่าเราเรียนรู้ได้ไม่จบไม่สิ้น การศึกษาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะทำให้ตัวเองได้ และการเรียนสำหรับผมก็เป็นเรื่องสนุกจริงๆ ครับ หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชมงคลนครราชสีมาแผนกศิลปกรรม ผมก็เรียนจนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สาขารัฐประศาสนศาสตร์ และได้รับปริญญาโทอีกสองใบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ (EPA)และจากวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ สาขาบริหารธุรกิจ (MBA) และปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี นี่เป็นการเรียนรู้ในห้องเรียนของผม แต่นอกห้องเรียนผมก็ได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย ตั้งแต่เด็กๆ มาแล้ว ผมไม่ได้ตีกลองเก่ง แต่ด้วยความมุมานะในการฝึกซ้อมทำให้ผมได้รับรางวัลมือกลองยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2527 และยังได้รับรางวัลจากความหมั่นเรียนรู้อื่นๆ คือ รางวัลโปรดิวเซอร์ยอดเยี่ยม สีสันอะวอร์ดส์ 2533รางวัลนักร้องชายยอดเยี่ยม สีสันอะวอร์ดส์ 2534 รางวัลนักแสดงสมทบยอดเยี่ยมจากเรื่อง วิมานมะพร้าว 2534 ฯลฯ ทุกวันนี้ผมพอใจกับความสำเร็จของตัวเอง และคิดว่าตัวเองโชคดีกว่าเอลวิส เพรสลีย์ และไมเคิล แจ๊คสัน รวมกัน เพราะผมมองว่าในขณะที่เอลวิส เพรสลีย์ […]

“มีตำหนิ” เรื่องจริงของหญิงมีตำหนิ (ทางใจ)

“มีตำหนิ” เรื่องจริงของหญิงมีตำหนิ (ทางใจ) ใดๆ ในโลกล้วนแล้วแต่มีตำหนิ  ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้  เก้าอี้  นาฬิกา  หรือแม้แต่เส้นผมใบหน้า…แต่ของ “มีตำหนิ” บางแห่งไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ  หากเป็นไปเพราะความหลงของตัวเอง! ฉันกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นสาวเพอร์เฟ็กต์  เพราะชีวิตนี้ฉันมีครบหมดแล้วทุกอย่าง  เกิดในบ้านสุดหรู  ครอบครัวอบอุ่นมีเพื่อนฝูงมากมาย  เรียนเป็นที่หนึ่งมาตลอดตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาโท  ความสามารถและบุคลิกของฉันทำให้ก้าวเข้าสู่เบื้องหน้าในแวดวงสื่อได้อย่างไม่ต้องดิ้นรน  ฉันมีรถขับ  ถือกระเป๋าแบรนด์เนม  และสวมเครื่องประดับราคาแพงระยับอย่างคนมีอันจะกินทั่วไป  และแน่นอนว่าหญิงเพอร์เฟ็กต์อย่างฉันต้องควงคู่กับหนุ่มหล่อฐานะดี ต้น เป็นหนุ่มต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ  เขาหน้าตาหล่อเหลา  แถมครอบครัวยังร่ำรวย  เขาเรียนไม่จบชั้นมัธยมต้นด้วยซ้ำ  แต่อาศัยว่ามีประสบการณ์ทำงานสูง  ทำให้เข้ามาทำงานอยู่ในแวดวงเดียวกัน…ไม่รู้ว่าพรหมลิขิตหรือกรรมบันดาลกันแน่ที่ทำให้เราโคจรมาพบกัน เหมือนมีอะไรบางอย่างดึงดูดเราสองคน  ฉันและเขาตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกเห็นเขาบอกฉันว่าอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยกัน เขาสัญญาว่าวันหนึ่งข้างหน้าเราจะแต่งงานกัน  และมีลูกสักคนเป็นเครื่องหมายแห่งความรัก  นั่นทำให้ฉันยอมพลีกายให้กับเขาตั้งแต่คบกันได้ไม่ถึงเดือน  เราสองคนรักกันมากจนห่างกันไม่ได้  ที่ไหนมีเขาที่นั่นต้องมีฉัน สองปีผ่านไป  ต้นจำเป็นต้องกลับไปทำงานที่บ้าน  จึงขอให้ฉันทิ้งชีวิตสุดเพอร์เฟ็กต์ที่นี่ไปอยู่กับเขา  แม่ร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด  วันที่ฉันหอบผ้าหอบผ่อนออกจากบ้าน  คำขอร้องอ้อนวอนของแม่เป็นเพียงเสียงน่ารำคาญ  พ่อโกรธและผิดหวังในตัวฉันจนไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกมา  แต่ฉันไม่สนใจใครอีกแล้ว  นาทีนั้นชีวิตฉันมีแต่ต้นคนเดียวเท่านั้น  เขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต  เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นที่หายไป ฉันไปอยู่บ้านต้นโดยที่พ่อแม่เขาไม่ได้ว่าอะไร  ฉันสมัครทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทเงินเดือนน้อยนิด  ส่วนต้นทำงานอีกบริษัทที่เงินเดือนน้อยนิดกว่า  แต่นั่นก็ไม่ได้มีผลอะไรกับเขา  เพราะอย่างไรเสียเขาก็ยังอยู่บนกองเงินกองทอง แต่แล้วชีวิตก็ไม่ได้ราบรื่นเหมือนอย่างที่ฝัน  ต้นเริ่มงานยุ่ง  กลับบ้านดึกติดกันหลายวัน  บางคืนต้องนอนค้างที่ทำงาน  ชวนให้ฉันอดคิดมากไม่ได้ว่าเขาอาจแบ่งเวลาไปให้หญิงอื่น กระทั่งวันหนึ่งความเป็นจริงก็กระจ่าง  เมื่อจู่ ๆ มีหญิงสาวนิรนามโทรศัพท์มาหาฉัน  เธอพูดจาเย้ยเยาะถากถางว่าฉันโง่เง่าที่โดนต้นหลอกมานานแสนนาน ต้นบอกเธอว่ารักเธอมาก  และสัญญาว่าจะแต่งงานกัน  หลายเดือนมาแล้วที่ทั้งสองแอบไปอยู่กินด้วยกันลับหลังฉัน  ฉันตัวชา แทบไม่เชื่อหูตัวเอง  ในใจมีแต่คำถามว่าทำไมต้นถึงเอาคำว่า “แต่งงาน” ไปใช้กับผู้หญิงคนอื่น เมื่อต้นกลับถึงบ้าน  ฉันไม่รอช้า  รีบถามถึงผู้หญิงคนนั้น  ต้นหน้าถอดสี  ก่อนจะรีบโผเข้ามากอดฉันเต็มแรง  เขายอมรับในสิ่งที่ทำผิดไปและขอโอกาสแก้ตัว…เวลานั้นฉันรักเขามากเกินกว่าจะใจแข็งตัดสัมพันธ์กับเขา  ฉันจึงให้โอกาสเขาแก้ตัวอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์วันนั้น  ฉันเหมือนมีปีศาจร้ายมาสิง  เพราะกลายเป็นคนหวาดระแวง  ไม่ไว้ใจเขา  วัน ๆ เอาแต่เช็กโทรศัพท์ จนไม่เป็นอันทำงาน  ไม่ว่าเขาอยู่ที่ไหน  ฉันต้องตามไปนั่งเฝ้าทุกที่  ไม่เว้นแม้แต่เวลางาน เพียงเพื่อให้เห็นกับตาว่าเขาไม่ได้นอกใจส่วนต้นก็เริ่มกลายเป็นคนเกรี้ยวกราด  โมโหร้าย  และด่าทอฉันด้วยคำหยาบคาย อย่างไรก็ตามสัญชาตญาณของผู้หญิงแม่นยำเสมอ  เพราะในที่สุดสิ่งที่ฉันเฝ้าระแวงก็เป็นจริง  ไม่นานนักก็มีหญิงนิรนามคนที่สอง  สาม  และสี่  โทร.มาหาฉันในทำนองเดียวกัน  ต้นล้วนสัญญากับผู้หญิงทุกคนว่าจะแต่งงานด้วย  เพื่อหวังความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน  ฉันร้องไห้จนไม่มีน้ำตาทั้งแค้น  เจ็บใจ  และเสียใจอย่างสุดประมาณ เวลานั้นฉันรู้แล้วว่าไม่ควรให้โอกาสแก่คนที่ไม่เห็นค่า  ฉันตั้งใจจะเก็บข้าวเก็บของเตรียมหนีออกไปให้ไกลจากชีวิตต้น…ทว่าชีวิตไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น ต้นสารภาพผิดอีกครั้ง  เขาขอโอกาสแก้ตัวอีกหน  ต้นทั้งรั้งทั้งยื้อไม่ให้ฉันจากไป แต่เมื่อเห็นว่าใช้ไม้เดิมไม่ได้ผล  เขาก็เริ่มเล่นบทโหด  ด้วยการพุ่งเข้ามากัดฉันที่คอแขน และหลังจนเลือดออกซิบ ๆ  เขาล็อกรั้วบ้านไม่ให้ฉันออกไปไหนได้  พร้อมกับโทร.ไปบอกเจ้านายของฉันให้เสร็จสรรพว่าฉันขอลาหยุดยาว ตีหนึ่งคืนนั้นฉันกับต้นด่าทอขว้างปาข้าวของใส่กันไม่ยอมเลิก  ฉันร้องไห้เหมือนคนบ้า  ทั้งเจ็บที่โดนเขาทำร้ายและเจ็บยิ่งกว่าที่เขาทำกับฉันเหมือนเป็นของตาย  ที่นึกอยากจะไปมีใครคนอื่นก็ไป  นึกอยากจะกลับมาก็มา  แม้จะรักเขาขนาดไหน  แต่ฉันก็ทนใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว  ในที่สุดฉันจึงตัดสินใจ…หนี! ฉันวิ่งออกจากตัวบ้าน  รีบปีนรั้วออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดจะบรรยาย  ในใจคิดเพียงแค่ว่าจะต้องหนีไปให้ไกลที่สุด  ถ้าหนีไปซ่อนที่บ้านคนรู้จัก  ไม่นานเขาคงตามมาจนเจอ  ไม่มีเวลาให้คิดนานนัก  ในที่สุดฉันจึงตัดสินใจวิ่งหนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในป่าท้ายหมู่บ้าน ฉันนั่งขดตัวอยู่หลังพงไม้  มองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด  แม้ป่าในยามวิกาลจะน่ากลัวขนาดไหน  แต่ฉันเชื่อว่าไม่เท่านรกในบ้านตอนนี้  ฉันร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด  ภาวนาขออย่าให้เขาตามมาเจอตอนนั้นเอง  จู่ ๆ ภาพของแม่ที่พยายามรั้งฉันไว้ไม่ให้มาที่นี่ก็ปรากฏชัดขึ้นมาในห้วงความคิดและฉายวนซ้ำไปมาอยู่อย่างนั้น  แม่คงรู้สึกเจ็บช้ำมากกว่านี้หลายเท่า  ความละอายบาดลึกถึงขั้วหัวใจ…ฉันอยากกลับบ้าน  ถ้าย้อนเวลาได้ฉันจะไม่มาเหยียบที่นี่แต่แรก เมื่อแสงแรกของวันรุ่งขึ้นเริ่มส่องฉันรีบวิ่งออกจากป่าไปยังบ้านเพื่อนที่อยู่ห่างออกไป  สภาพฉันตอนนั้นไม่ต่างจากคนบ้าเท่าไหร่  เพราะไม่แค่หน้าผมมอมแมม  เสื้อผ้าขาดวิ่น  หรือรอยแผลตามตัวเท่านั้น  แต่ยังรวมถึงสติสตังของฉันที่ไม่ครบร้อยเหมือนเดิมแล้ว  ฉันมองเห็นต้นตามมาหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา  พาให้รู้สึกหวาดกลัวและเสียใจในคราวเดียวกัน  ตอนนั้นฉันกลายสภาพจากดาวเด่นในสายตาเพื่อนฝูงเป็นอีบ้าที่สุดแสนจะน่าเวทนาไปเสียแล้ว เพื่อนช่วยฉันให้กลับบ้านที่กรุงเทพฯโชคยังดีที่แม่ยินดีต้อนรับฉันกลับบ้าน  ส่วนพ่อยังคงโกรธฉันไม่ยอมหาย  ความบอบช้ำทางกายและใจทำให้ฉันต้องรักษาตัวเป็นเวลานาน  นอกจากรักษาแผลที่โดนทำร้ายแล้วยังต้องพบจิตแพทย์เพื่อบำบัดอาการทางจิตอยู่เป็นปี ๆ เมื่อพายุร้ายจางหายไป  ก็ถึงเวลาของสายรุ้ง  ฉันเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่สำนึกแห่งความผิดบาปที่มีต่อพ่อแม่ผลักดันให้ฉันทำทุกอย่างให้ท่านภูมิใจ  ฉันเรียนต่อพร้อมกับเริ่มทำงานในอาชีพและตำแหน่งที่สามารถเลี้ยงดูท่านได้อย่างสบาย  ฉันเฝ้าดูแลท่านไม่ห่าง  ทำหน้าที่ลูกอย่างสุดกำลังเพื่อชดเชยวันเวลาหนึ่งปีที่ฉันต้องทำให้ท่านร้องไห้  แม้ฉันจะกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้แล้วแต่อย่างน้อยเวลานี้ครอบครัวของเราก็กลับมามีความสุขกันได้อีกครั้ง ไม่นานนักก็มีชายหนุ่มแสนดีเข้ามาในชีวิตฉัน  เขาทั้งอบอุ่น  ใจเย็น  เป็นผู้นำเป็นสุภาพบุรุษ  และแสนดีที่สุดเท่าที่เคยเจอมา  แม้จะไม่ใช่ผู้ชายหล่อเหลา  ไม่ใช่ผู้ชายกระเป๋าสตางค์หนา  แต่ฉันก็รักเขาหมดหัวใจเขามองข้ามอดีตอันแสนเลวร้ายของฉันไปหมดและขอให้ฉันปล่อยวางมันลงเช่นกัน…แต่นี่ยังไม่ถึงตอนจบของเรื่อง ระหว่างชีวิตกำลังไปได้สวย  หญิงนิรนามหลายคนที่เคยโทร.มาเยาะเย้ยฉันคราวนี้กลับโทร.มาร้องห่มร้องไห้ว่าต้นทิ้งพวกเธอไป  หนำซ้ำผู้หญิงบางคนบอกว่าเธอกำลังตั้งท้องกับต้นและจะไปทำแท้ง  ได้ยินอย่างนั้นฉันก็ทิ้งความแค้นไปชั่วขณะ หันมาปลอบโยน  ให้ข้อคิดและกำลังใจ  เพื่อให้เธอหยุดความคิดบาปเหล่านั้น  นั่นทำให้หญิงสาวหลายคนกลายมาเป็นเพื่อนที่ดีกับฉัน  ขณะเดียวกันก็มีหญิงสาวหน้าใหม่โทร.มาเยาะเย้ยฉันเป็นระยะ ๆ ทุกวันนี้ฉันพยายามลบภาพความทรงจำที่เคยมีกับต้นเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กับผู้ชายคนปัจจุบันแต่เรื่องร้าย ๆ ก็มักตามมาหลอกหลอนอยู่เสมอ  ต้นยังใช้เบอร์โทรศัพท์แปลก ๆ โทร.เข้ามาเป็นระยะหลายครั้งโทร.มาขอคืนดี  หลายครั้งโทร.มาขอมีเพศสัมพันธ์อย่างหน้าไม่อาย  ทว่าผู้ชายแสนดีของฉันกลับให้อภัยและคอยเป็นกำลังใจให้กัน แม้ฉันจะเจอผู้ชายที่ดีที่สุดในชีวิตแล้วแต่ฉันกลับไม่อาจเป็นหญิงแสนดีสุดเพอร์เฟ็กต์ให้เขาได้  บทเรียนในอดีตทำให้ฉันกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย  งี่เง่า  ตามเฝ้าตามหึงหวงคนรัก  ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยนอกใจฉันเลยแม้ในความคิด  ฉันอารมณ์ร้าย  ฉุนเฉียว  เกรี้ยวกราด  ทำลายข้าวของรุนแรงขึ้นทุกวัน  โดยที่ฉันไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลย  และที่แย่ไปกว่านั้น  คือฉันก็ไม่รู้ว่าเขาจะอดทนกับฉันได้นานสักแค่ไหน นั่นอาจเป็นเพราะความสะเพร่าของฉันในอดีตที่ได้ทิ้งรอยตำหนิเอาไว้ให้ดูต่างหน้า…ตำหนิที่ไม่ใช่บาดแผลร่างกายหากแต่เป็นตำหนิที่เป็นแผลลึกลงในใจที่อาจทำให้ฉันสูญเสียคนดี ๆ คนหนึ่งไปสักวัน  แง่คิดจากพระมหาวีระพันธุ์ ชุติปัญโญ (นามปากกา  ชุติปัญโญ) วัดป่าอกาลิโก จังหวัดกาฬสินธุ์ ตำหนิที่น่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใด  มิใช่ตำหนิที่เป็นบาดแผลอันเกิดจากการถูกกระทำของผู้อื่น  แต่คือ “การทำใจให้รู้สึกร้ายกับตัวเอง” ต่างหาก  เพราะเมื่อคนอื่นกระทำต่อเรา  แม้อาจเจ็บปวดเมื่อครั้งถูกทำร้าย  ถ้าหากรู้จักเรียนรู้ที่จะให้อภัยและวางใจเป็น  เรื่องร้าย ๆ เหล่านั้นย่อมทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดน้อยลงและหายไปได้สักวัน แต่คราใดเมื่อถูกผู้อื่นทำร้ายแล้วเราทำใจให้ “จมอยู่กับความรู้สึกร้าย” นั้นพร้อมกับสร้างความโกรธเกลียดชิงชังขึ้นมาในใจตน  ความทุกข์ที่ถูกฝังลงไปโดยมีเราเป็นผู้ยินดีที่จะเสพอารมณ์แห่งความร้ายกาจในจิตตนนั้น  ย่อมกลายเป็นเชื้อโรคร้ายที่จะทำลายเราทุกขณะ  และพร้อมจะแพร่ความร้ายนั้นไปสู่ผู้อื่นอย่างไม่มีประมาณ ฉะนั้น  หากมีตำหนิที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิต  จงนำ “ตำหนิคือความผิดพลาดนั้น” มาเป็นครูสอนชีวิตให้ฉลาดขึ้น มิใช่ขลาดเขลากว่าเดิม  มิควรจมอยู่กับอดีตที่ปวดร้าวจนลืมเยียวยาชีวิตที่เหลืออยู่  แต่ควรทำบาดแผลแห่งอดีตให้กลายเป็น “แผลเป็น” ให้ได้  คือแม้เหตุการณ์นั้นไม่เคยหายไปจากใจแต่ก็ไม่อาจทำให้ใจเรารู้สึกเจ็บปวดเมื่อคิดถึงมัน  จงเรียนรู้ความผิดพลาดเมื่อคราอดีตเพื่อสร้างปัจจุบันให้ทรงคุณค่าแล้วปัจจุบันที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยสิ่งที่มีความหมายที่งดงามกว่าจะกลายเป็นสิ่งที่ช่วย “ก่อสุข” ให้กับเรา  ทั้งในปัจจุบันที่มีชีวิตอยู่และอนาคตที่กำลังจะก้าวไป… เรื่อง พเยีย  เรียบเรียง รำไพพรรณ  บุญพงษ์  ภาพ สรยุทธ  พุ่มภักดี  สไตลิสต์ สุธีร์  รติวัฒน์บุญญา บทความน่าสนใจ Dhamma Daily : เผลอพูดจาตำหนิพ่อแม่เป็น บาป หรือไม่ แก้ไขอย่างไรดี ชวนเที่ยว 5 วัด […]

แหม่ม อลิสา ขจรไชยกุล ชีวิตพลิกผันจากดารา…สู่แม่ค้าฮาเฮ ตอน 1

ณ คอนโดพี 2 ในอาณาบริเวณของเมืองทองธานี อดีตนางเอกและนักแสดงชื่อดัง คุณ แหม่ม อลิสา ขจรไชยกุล กำลังผัดข้าวให้ลูกค้าที่มายืนรอซื้อกลับบ้านด้วยใบหน้ามีความสุข

“เปลี่ยน” หรือไม่ขึ้นอยู่ที่ใจเราเอง ตั๊ก นภัสกร มิตรเอม

“เปลี่ยน” หรือไม่ขึ้นอยู่ที่ใจเราเอง ตั๊ก นภัสกร มิตรเอม  “ทุกคนมีจุดเปลี่ยนในชีวิตทั้งนั้น ไม่จากตัวเองก็จากปัจจัยแวดล้อมที่เข้ามากระทบ” สำหรับผม ตั๊ก นภัสกร มิตรเอม หลังผ่านร้อนผ่านหนาวมาสี่สิบกว่าปี ผมก็มั่นใจว่าจุดเปลี่ยนทั้งหมดมาจากตัวเองล้วนๆ ไม่ได้มีใครมาบังคับหรือกำกับให้เป็นไปทั้งนั้น ผมเป็นลูกชายคนที่สองของบ้าน มีพี่สาว 1 คน และน้องชายอีก 1 คน ด้วยเหตุนี้ผมจึงเป็น ลูกคนกลาง หรือ Wednesday Child พอดีเป๊ะ แรกๆ ผมก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นเด็กมีปัญหาอย่างที่หลายทฤษฎีตีความไว้ เพราะในช่วงป. 1 – ป. 2 ผมก็เป็นเด็กเรียนดี ความประพฤติดี ไม่มีปัญหาอะไร จะมาเริ่มเละเทะก็ช่วงขึ้นป. 3 นี่แหละครับ แต่จะว่าไปความเกเรของผมมาจากหลายปัจจัย ตั้งแต่ความน้อยเนื้อต่ำใจที่รู้สึกว่าตัวเอง “มีไม่ครบ” เพราะหลังพ่อกับแม่แยกทางกัน ลูกๆ สามคนก็อยู่ในความดูแลของแม่ ส่วนพ่อย้ายออกไปอยู่ที่อื่น นานๆ ทีถึงจะมาเยี่ยม แถมพอขึ้นป. 3 ครูประจำชั้นก็พูดจาไม่ดี ชอบดุว่าและตีผมโดยไม่มีเหตุผล นั่นทำให้ผมเริ่มแอนตี้การเรียน โดดเรียนแทบทุกวัน […]

ชีวิตคือสิ่งสมมุติของ ดา ชฎาพร รัตนากร

ชีวิตคือสิ่งสมมุติของ ดา ชฎาพร รัตนากร “สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติที่เราสมมุติขึ้นมาเองทั้งสิ้น สมมุติ แล้วก็หลงสมมุติของตัวเอง เลยไม่มีใครวาง” เป็นคำกล่าวของ หลวงพ่อชา สุภัทโท ที่ คุณดา ชฎาพร รัตนากร นักแสดงมากฝีมือยึดมาเป็นหลักประจำใจ เธอมีผลงานการแสดงครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่องนายซีอุย แซ่อึ้ง หลังจากนั้นก็มีเรื่องอื่นๆ ตามมาไม่ขาดสาย และกลายเป็นนางเอกที่ดังเป็นพลุแตกในช่วงเวลาหนึ่ง แม้ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว เราก็คงพอจะคาดเดาได้ว่า เธอเป็นนักแสดงที่รักสันโดษมากคนหนึ่ง ดูได้จากน้อยครั้งที่เธอจะให้สัมภาษณ์พูดคุยผ่านสื่อต่างๆ อย่างไรก็ตาม ชีวิตของเธอก็ไม่ต่างจากปุถุชนทั่วไป ที่ผ่านทั้งเรื่องราวที่ดีและร้าย มีสุข มีทุกข์ มีสรรเสริญ มีนินทา มีผิดพลาด ผิดหวัง ฯลฯ แต่ทั้งหมดในวันนั้นกลับทำให้เธอกล้าแกร่งในวันนี้ และมองชีวิตด้วยความเข้าใจมากขึ้นว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงสิ่งสมมุติ สิ่งสมมุติที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง…ไปฟังเธอเล่ากันเลยดีกว่า สมมุติว่าเป็น… ดาเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงแบบบังเอิญมากกว่าตั้งใจจะไขว่คว้า เพราะคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนสวย ดาไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นดารา แต่เป็นแค่นักแสดงที่ต้องทำงานและรับผิดชอบหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่านั้น โชคดีว่าค่ายหนังค่ายละครที่เราไปอยู่ตอนเข้าวงการใหม่ๆ ก็ทำให้เราเห็นว่าทุกคนเท่าเทียมกันไม่มีใครมาเป็นซุป’ตาร์อยู่ในกองที่ต้องดูแลเอาใจเป็นพิเศษ คำว่า “ดารา” มันหมิ่นเหม่กับการหลงระเริง พูดจริง ๆ นะว่า ดาไม่เคยสัมผัสกับความดังของตัวเอง เพราะตอนที่คนอื่นบอกว่าเราดัง ดาทำงานอยู่ในกองถ่ายตลอดเวลา และที่สำคัญ ลึกๆ […]

ชีวิต “จริง” ของนางเอกสาวขาลุย ต่าย สายธาร นิยมการณ์

ชีวิต “จริง” ของนางเอกสาวขาลุย ต่าย สายธาร นิยมการณ์     เมื่อย้อนกลับไปราว 20 ปีที่แล้ว ในยุคที่หนังไทยวัยรุ่นแนวกระโปรงบานขาสั้นกำลังโด่งดังหลายคนคงประทับใจกับบทบาทของสาวน้อยหน้าใส ไว้ผมหน้าม้า ฉายา “แหม่ม จินตหรา 2” อยู่ไม่น้อย แม้วงการมายาจะมอบแต่บทบาทนางเอกที่ดูน่ารัก อ่อนหวานน่าทะนุถนอมให้กับ ต่าย สายธาร นิยมการณ์ อยู่เสมอ แต่ดูเหมือนในชีวิตจริงเธอจะไม่ได้สวยหวานเหมือนบทบาทเหล่านั้นด้วยบุคลิกทะมัดทะแมง พูดจาตรงไปตรงมา รักอิสระและความยุติธรรม จนเป็นที่มาของกระแสข่าวมากมาย ทั้งที่กล่าวว่าเธอท้อง ติดยาเสพติด มีเสี่ยเลี้ยง หรือแม้แต่คลิปที่เธอทะเลาะกับแท็กซี่ก็กลายเป็นเรื่องโด่งดังในสังคมออนไลน์ แต่ความ “จริง” ในชีวิตของเธอนั้นยังมีอีกหลากหลายมุมที่เราไม่รู้ ซึ่งเธอจะมาเผยใจอย่างหมดเปลือกให้เราฟัง… วัยเด็กผูกพันอยู่กับวัด ชีวิตวัยเด็กของต่ายโลดโผนมาก ต่ายเกิดและเติบโตที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้รับการเลี้ยงดูมาแบบเด็กผู้ชาย จึงมีนิสัยแก่นๆ ชอบออกไปวิ่งเล่น ปั่นจักรยานกับเพื่อนแถวบ้าน แต่สิ่งหนึ่งที่ต่ายจำได้ดีคือ พ่อกับแม่จะสอนให้ต่ายสวดมนต์ไหว้พระมาตั้งแต่เด็ก หากวัดผาสุการาม (หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดไม้ลุงขน) มีงานบุญ พ่อกับแม่ก็จะพาต่ายไปช่วยงานที่วัดเสมอ แต่ที่ทำให้ต่ายชอบการไปวัดคือ ขากลับท่านเจ้าอาวาสมักจะให้ขนมและผลไม้ติดไม้ติดมือกลับมาเป็นประจำ ดังนั้นแม้ว่ารอบบ้านของต่ายจะรายล้อมไปด้วยสถานเริงรมย์และบ่อนการพนัน แต่ต่ายกลับไม่เคยสนใจหรือข้องแวะกับการพนันและอาชีพขายบริการเลย หลายคนอาจมองว่าเด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดลอ้ […]

“ธรรม” ที่พึ่งพิงของชีวิต บทความให้แง่คิด จาก พระไพศาล วิสาโล

“ธรรม” ที่พึ่งพิงของชีวิต บทความให้แง่คิด จาก พระไพศาล วิสาโล ที่พึ่งพิงของชีวิตของชีวิตไม่ใช่สิ่งใด แต่ความสุขที่แท้อยู่ที่การพึ่งตน ซึ่งที่จริงก็คือ การพึ่งธรรม ดำเนินชีวิตตามธรรม และอย่างถูกธรรมนั่นเอง

ขอบคุณความลำบากที่ทำให้มีทุกวันนี้จนเป็น เฮียนพ ธุรกิจหมูปิ้ง ร้อยล้าน

เฮียนพ - ชวพจน์ ชูหิรัญ เจ้าของธุรกิจ “หมูนุ่มเฮียนพ” ผู้ฝ่าฟันอุปสรรคความยากจน เริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์จนกลายมาเป็นหมูปิ้งร้อยล้าน

Dhamma Daily: คุยกับแฟน เรื่องความตาย แต่เขาโกรธ ควรทำอย่างไรดีคะ

Dhamma Daily: คุยกับแฟน เรื่องความตาย แต่เขาโกรธ ควรทำอย่างไรดีคะ หนูเป็นคนไม่กลัวความตาย รู้สึกว่าความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ ธรรมดา แต่พอหนูพยายามบอกแฟนว่า ให้วางแผนชีวิตดีๆ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ ” ความกลัว ” บทความน่าคิดจาก พระไพศาล วิสาโล

ความกลัว คือสัจธรรมชีวิต การรู้เท่าทันมันด้วยสติ ตลอดจนเห็นคุณและโทษของมันหรือธรรมชาติของมันตามจริงด้วยปัญญา จะช่วยให้เราพ้นจากอำนาจของมันอย่างแท้จริง 

Dhamma Daily: ฆ่าหนู ที่สกปรกเพราะมากัดสายไฟ เป็นบาปหรือไม่

Dhamma Daily: ฆ่าหนู ที่สกปรกเพราะมากัดสายไฟ เป็นบาปหรือไม่ ถาม: ฆ่าหนู ที่สกปรกเป็นบาปหรือไม่ ไม่อยากทำ แต่มากัดสายไฟ พระอาจารย์มานพ อุปสโม ตอบคำถามนี้ไว้ว่า เราก็สกปรกนะ ไม่ใช่ไม่สกปรก ลองไม่อาบน้ำสักหนึ่งวันสิ หนูก็อาจคิดว่าอยากฆ่าคนสกปรกบ้าง

keyboard_arrow_up