มอง ความตาย ใน 3 ศาสนา

มอง ความตาย ใน 3 ศาสนา “ความตาย” เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยง ชีวิตหลัง ความตาย เป็นดังปริศนาที่ทุกคนหาคำตอบ คำสอนของแต่ละศาสนามีคำตอบที่แตกต่างกันไป Secret จะพาคุณไปรู้จักกับ ความตาย ในมุมมองของ 3 ศาสนาและพินิจเรื่องความตายที่เป็นเรื่องใกล้ตัวเราทุกคน   คติความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดของชาวไทยพุทธ คนไทยส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาพุทธมีคติความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดคำสอนในพุทธศาสนากล่าวว่า  มนุษย์ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ รูป(ร่างกาย) และจิต ร่างกายอาจแตกดับไปตามอายุขัย  แต่จิตยังคงวนเวียนไปตามผลกรรมที่ได้กระทำยามมีชีวิต  หากต้องการให้จิตหลุดพ้นจากวัฏจักรอันเป็นทุกข์ไม่สิ้นสุด  ต้องประกอบกรรมดี  ละเว้นจากการทำบาปทั้งปวง  และมุ่งฝึกพัฒนาจิต ละกิเลสซึ่งเป็นเครื่องผูกมัดเหนี่ยวรั้งใจทั้งปวงเพื่อเข้าสู่นิพพาน คนไทยพุทธจึงเน้นที่การประกอบพิธีกรรมเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตายเพราะเชื่อว่าจะส่งผลให้วิญญาณผู้ตายไปสู่สุคติภูมิ  การประกอบพิธีกรรมหลายวันเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยประคองความรู้สึกของญาติมิตรที่ยังมีชีวิตอยู่ให้คลายความโศกเศร้าจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักลงได้บ้าง  และทำให้ได้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงแท้แห่งสังขารอีกด้วย ตามประเพณีดั้งเดิมนั้น พิธีศพมีขั้นตอนที่ประณีตและซับซ้อนมาก  ต่อมาได้ยกเลิกขั้นตอนบางอย่างลงด้วยปัจจัยด้านเวลาและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจ ประเพณีเกี่ยวกับงานศพของชาวไทยพุทธแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน คือ 1. วันถึงแก่กรรม  2. วันตั้งศพบำเพ็ญกุศล  3. วันฌาปนกิจ (วันเผา) 4. วันหลังฌาปนกิจ (วันเก็บอัฐิ) แต่ละขั้นตอนของพิธีศพล้วนแฝงคติธรรมเพื่อเตือนใจให้ระลึกถึงความตายและพิจารณาถึงความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต เช่นทิศทางการวางศพ  โดยหันศีรษะของศพไปทางทิศตะวันตก  เพราะเชื่อว่าเป็นทิศของคนตาย  ซึ่งแฝงคติธรรมให้พิจารณาว่าการตายคือการเสื่อมสิ้นไป  เหมือนพระอาทิตย์ที่ตกทางทิศตะวันตกเสมอ  นอกจากนี้พิธีกรรมในหลายขั้นตอนยังสะท้อนให้เห็นถึงคติความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย  เช่น พิธีนำเงินใส่ปากศพ  โดยถือว่าเป็นการมอบทุนทรัพย์ให้ผู้ตายติดตัวไว้ใช้ในการเดินทางสู่โลกหน้า การตั้งศพบำเพ็ญกุศลอาจกำหนดเป็น 3 วัน  5 วัน  หรือ 7 วัน  แล้วแต่ฐานะของเจ้าภาพ แต่ถ้าเป็นการตายแบบผิดธรรมชาติหรือตายเร็วกว่าเวลาที่ควรจะเป็น  อาจตั้งศพบำเพ็ญกุศลเพียงหนึ่งคืน  และประกอบพิธีฌาปนกิจให้เร็วที่สุด การนิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระอภิธรรม แม้จะมองดูว่าเป็นการกระทำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ  แต่มีคติธรรมที่แฝงอยู่คือการเตือนสติให้ญาติมิตรที่ยังมีชีวิตอยู่ได้พิจารณามรณานุสติความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร  ให้มีสติกำกับการใช้ชีวิตอยู่ตลอดเวลา  ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต  ทำความดีและสร้างสมบุญกุศลทั้งปวงเพื่อความสุขทั้งยามมีชีวิตและเมื่อละสังขาร การไปร่วมงานศพและการเคารพศพถือเป็นการแสดงความระลึกถึงผู้ล่วงลับ ขอขมาลาโทษและอโหสิกรรมให้แก่กัน วันที่สำคัญที่สุดของประเพณีงานศพคือวันฌาปนกิจหรือวันเผา  เนื่องจากมีขั้นตอนพิธีกรรมมากมาย  และเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัว  ญาติมิตร  และเพื่อนฝูงจะได้ส่งผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย  ตามประเพณีจะไม่นิยมเผาศพในวันพระและวันศุกร์ วันหลังฌาปนกิจ ลูกหลานและญาติมิตรของผู้ล่วงลับจะนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีบังสุกุลและเก็บกระดูกหรืออัฐิใส่โกศหรือภาชนะมีฝาปิดตามแต่ฐานะของครอบครัวผู้ล่วงลับ เพื่อนำไปเก็บรักษาไว้ที่วัด  บางรายอาจแบ่งอัฐิบางส่วนมาเก็บไว้ที่บ้าน  ส่วนเถ้าถ่านที่เผาศพจะรวบรวมและนำห่อผ้าขาวไปลอยที่แม่น้ำลำคลองหรือทะเล สมัยก่อนงานศพส่วนใหญ่จัดขึ้นที่บ้านของผู้ล่วงลับ  แต่ปัจจุบันนิยมจัดพิธีบำเพ็ญกุศลที่วัด  เพราะสะดวกทั้งเรื่องสถานที่และการทำพิธีกรรม อาจารย์จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมไทย กล่าวถึงคติความเชื่อเรื่อง ความตายของชาวไทยพุทธว่า “คนไทยพุทธเชื่อว่า  เมื่อตายไปแล้วต้องมีโลกหน้าที่เราเดินทางต่อไปเพราะฉะนั้นครอบครัวและญาติจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลต่าง ๆ ให้ผู้ตาย  โดยเชื่อว่าเขาจะได้ไปสู่สุคติภูมิ  หรืออาจไปเกิดในที่ดี ๆ ไปสวรรค์  แทนที่จะไปเกิดในนรกหรือเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน “คติความเชื่อเรื่องความตายของชาวไทยพุทธมักแฝงคติธรรมเสมอ เช่นการมัดตราสัง  คือการใช้ด้ายสายสิญจน์ทำเป็นบ่วงมัดศพเป็นสามเปลาะที่คอ  มือและเท้า  ในอดีตยังไม่มีการฉีดน้ำยารักษาศพมิให้เน่าพองอืด  การมัดตราสังจึงเป็นวิธีการป้องกันไม่ให้ศพที่เก็บไว้หลายวันพองอืดขึ้นจนดันโลงแตก  แต่ถ้าพิจารณาแล้วก็เป็นคติธรรมแฝงให้คิดว่า  บ่วงทั้งสามเปรียบได้กับตัณหา 3 ประการที่เป็นห่วงผูกรั้งมนุษย์ให้ตกอยู่ในวัฏสงสารดังภาษิตโบราณที่ว่า ‘ตัณหารักลูกเหมือนดังเชือกผูกคอ  ตัณหารักเมียเหมือนดังปอผูกศอก  ตัณหารักข้าวของเหมือนดังตอกรัดตีน’ ผู้ใดสามารถสละได้ก็จะพ้นจากทะเลทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด”   การจากไปสู่ชีวิตที่เป็นนิรันดร์ของชาวคริสเตียน ชาวคริสเตียนนิกายโปรเตสแตนต์เชื่อว่าการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้นเพราะชีวิตหลัง ความตาย คือการกลับไปมี“ชีวิตนิรันดร์”  ซึ่งหมายความว่า  เมื่อตายแล้วมนุษย์จะกลับไปอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าในสวรรค์อันเป็นที่อยู่ถาวร  ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเตรียมไว้สำหรับมนุษย์ทุกคนที่เชื่อและวางใจในพระองค์ ตามพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า  แท้จริงแล้วพระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์ให้มี ความตาย  แต่มนุษย์คู่แรกทำผิดต่อพระผู้เป็นเจ้า  ดังนั้นพระองค์จึงทำให้มนุษย์ต้องตายเพื่อลงโทษการตายก็คือการขาดจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า  แต่ในที่สุดแล้วพระเจ้าก็ทรงส่งพระเยซูคริสต์มาไถ่บาปให้เหล่ามนุษย์  เพื่อให้มนุษย์กลับไปคืนดีกับพระเจ้าอีกครั้ง  การกลับไปคืนดีนี้คือการกลับไปมีสัมพันธภาพกับพระเจ้าแบบถาวร  ซึ่งไม่มีสิ่งใดแยกได้อีกแม้กระทั่งความตายของร่างกาย  ดังนั้นชีวิตนิรันดร์ได้เริ่มต้นขึ้นในชีวิตนี้แล้วทันทีหลังจากเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า คติความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายของชาวคริสเตียนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตโดยชาวคริสเตียนเชื่อว่าชีวิตบนโลกนี้เป็นเรื่องชั่วคราว  ชีวิตหลังความตายยิ่งใหญ่กว่ามาก  ดังนั้นชาวคริสเตียนจึงใช้ชีวิต  ความสามารถ และวัตถุที่มีอยู่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคมให้ได้มากที่สุด เมื่อชาวคริสเตียนถึงแก่กรรม  จะมีการจัดพิธีศพอย่างเรียบง่าย  เพราะเชื่อว่าการตายเป็นการจากไปเพียงชั่วคราว  และวันหนึ่งทุกคนจะได้เจอกันอีกครั้งในดินแดนของพระเจ้า  พิธีที่สำคัญคือ  “พิธีนมัสการไว้อาลัย”  ซึ่งอาจจัดขึ้นที่โบสถ์เป็นเวลา 3 - 5 วันโดยประมาณตามแต่สะดวก ระเบียบพิธีศพโดยทั่วไปคล้ายการเข้าโบสถ์ในวันอาทิตย์  ซึ่งประกอบด้วยการร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า  การอธิษฐานเพื่อขอพรและการปลอบประโลมใจแก่ครอบครัวผู้วายชนม์  การอ่านพระคัมภีร์  การเทศนาบรรยายธรรม  ซึ่งเน้นเรื่องความหวังหลังความตาย  และเล่าถึงบทเรียนชีวิตของผู้ล่วงลับ (บางครั้งคริสเตียนใช้คำว่า “ล่วงหลับ”คือการไปหลับอยู่กับผู้ที่จากไปก่อน)  เพื่อระลึกถึงคุณความดีและตัวอย่างที่ดีของผู้ที่จากไป เมื่อครบกำหนดพิธีกรรมไว้อาลัยแล้วสมัยก่อนนิยมฝังศพที่สุสาน  โดยเคลื่อนศพไปยังสถานที่ฝัง  จากนั้นให้สัปเหร่อยกศพลงหลุมศพที่เตรียมไว้  ระหว่างทำพิธีมีการร้องเพลงที่มีเนื้อเพลงเกี่ยวกับความหวังในชีวิตหลังความตาย  จากนั้นผู้ร่วมพิธีจะนำก้อนดินพร้อมดอกไม้ที่เจ้าภาพแจกจ่ายให้ไปวางในหลุมศพ  ปิดฝาหลุมศพ  และอธิษฐานอวยพรญาติพี่น้องที่มาร่วมงาน  เป็นอันจบพิธี ปัจจุบันชาวคริสเตียนบางท่านอาจทำพิธีเผาที่คริสตจักรที่มีเตาเผาหรือที่วัดไทยหรือไม่ก็บริจาคศพให้แก่โรงพยาบาลเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา  แล้วแต่ความประสงค์ของผู้เสียชีวิตและครอบครัว  เพราะไม่มีกฎเกณฑ์หรือพิธีกรรมบังคับตายตัวใด ๆ ตามประเพณีของชาวคริสเตียนนั้นจะมีการรำลึกถึงผู้ล่วงลับและเยี่ยมเยียนสุสานในเทศกาลอีสเตอร์  หรือเทศกาลวันฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเป็นประจำทุกปี อาจารย์ ภากร มังกรพันธุ์ อดีตผู้ช่วยศิษยาภิบาลแห่งคริสตจักรสืบสัมพันธวงศ์  กล่าวถึงคติหลังความตายของชาวคริสเตียนนิกายโปรเตสแตนต์ว่า […]

หนุ่ม กะลา กับช่วงเวลาที่พบ “ธรรม” – จากวันที่ทุกข์ถึงวันที่ซึ้งธรรม

หนุ่ม กะลา กับช่วงเวลาที่พบ “ธรรม” – จากวันที่ทุกข์ถึงวันที่ซึ้งธรรม ผมเคยท้อแท้จนเกือบไม่ทำงานเพลงที่รักอีกต่อไป โชคดีที่ได้เข้าใจ “ธรรมะ” ทำให้เข้าใจชีวิตมากขึ้น แม้มีหลายครั้งที่ท้อ แต่ผมก็ยังทำงานเพลงที่ผมรักมาตลอด จนกระทั่งงานเพลงชุดสุดท้ายในชื่อวงกะลา เพลงดังและประสบความสำเร็จ จิตใจของผมก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ

“ความรักในสิ่งที่ทำ นำมาซึ่งความสำเร็จ” นกยูง กุลภัทร กมล

“ความรักในสิ่งที่ทำ นำมาซึ่งความสำเร็จ” นกยูง กุลภัทร กมล – “นกยูง – กุลภัทร กมล” นักธุรกิจหญิงรุ่นใหม่ในจังหวัดชลบุรี ที่วันนี้เป็นเจ้าของธุรกิจหลากหลาย ซึ่งล้วนเกิดจากความรักและหลงใหลทั้งสิ้น ความสำเร็จในวันนี้ไม่ได้มาโดยง่าย เพราะต้องผ่านการเรียนรู้มาตั้งแต่เป็นแม่ค้าขายของมือสอง ลองผิดลองถูกจนมีประสบการณ์

ชีวิตนี้ที่เลือกเอง – ปุ๊กกี้ – ปริศนา พรายแสง

ปุ๊กกี้ – ปริศนา พรายแสง กับชีวิตที่เลือกเอง ทั้งความรัก และโอกาสที่เข้ามา – การกลับมาปรากฏตัวบนเวทีคอนเสิร์ตอีกครั้งของ ปุ๊กกี้ – ปริศนา พรายแสง ทำให้หลายคนคิดถึงเธอ ที่ผ่านมาเธอพบมรสุมชีวิตและความรักหลายครั้ง แต่เธอก็เข้มแข็งพอที่จะก้าวผ่านปัญหาเหล่านี้ไปได้

“ธรรมะชนะอ้วน” สูตร (ธรรมะ) ลดความอ้วน โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

“ธรรมะชนะอ้วน” สูตร (ธรรมะ) ลดความอ้วน โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ – พระอาจารย์คะ หนูลองลดน้ำหนักมาหลายวิธีแล้ว แต่ก็ไม่ได้ผลสักอย่าง อยากขอคำแนะนำจากพระอาจารย์ค่ะ กินลมให้เยอะ ซึ่งก็คือ การดูลมหายใจ นั่นแหละ ดูเหมือนตลกนะ แต่ลมหายใจเป็นอาหารชนิดหนึ่ง พวกฤๅษีทั้งหลายนั่งดูลมกัน 

Dhamma Daily: หากทำงาน แล้วรู้สึกว่ากำลังหายใจเข้า หายใจออก เรียกว่า มีสติ อยู่ไหมคะ

Dhamma Daily: หากทำงานอยู่ แล้วรู้สึกว่ากำลังหายใจเข้า หายใจออก อย่างนี้เรียกว่า มีสติ อยู่ไหมคะ – พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ: พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา ตอบ: เวลาทำงานก็ควรมีสติอยู่กับงานเป็นหลัก มิฉะนั้นจะทำงานผิดพลาด หรืองานออกมาไม่ได้คุณภาพที่ดี เวลาว่างจากงานค่อยมีสติอยู่ที่ลมหายใจ

คาถา ระงับความโกรธรวดเร็ว แบบ 4G โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

คาถา ระงับความโกรธรวดเร็ว แบบ 4G โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ – ถ้าโกรธแล้ว อย่างแรกคือ ตัดเนื้อเรื่อง คือไม่ไปนึกถึงเนื้อเรื่อง บุคคล เหตุการณ์ สถานที่ที่ทําให้โกรธ เพราะเนื้อเรื่องเป็นอาหารของความโกรธ ถ้าเรายังไปนึกถึงสิ่งเหล่านี้ อย่างไร ความโกรธก็ยังมีอยู่

“ นิทานข้ามกำแพง ” หนังสือนิทานจากฝีมือผู้ต้องขัง สู่หัวใจของเด็กทั่วประเทศ

“ นิทานข้ามกำแพง ” หนังสือนิทานจากฝีมือผู้ต้องขัง สู่หัวใจของเด็กทั่วประเทศ – หากบอกว่าผู้ต้องขังในเรือนจำกลางบางขวางสามารถวาดเขียนนิทานสำหรับเด็กได้ คุณจะเชื่อไหม หลายคนไม่เชื่อว่าพวกเขาจะทำได้ (แม้แต่ตัวพวกเขาเองก็แทบไม่เชื่อ) แต่หนังสือนิทานเหล่านี้คือผลงานของผู้ต้องขังจากเรือนจำกลางบางขวาง

Dhamma Daily: พี่น้องไม่รักกัน อยู่ใกล้กันไม่ได้ เกิดจากกรรมอะไรคะ

ถาม: พี่น้องไม่รักกันเกิดจากกรรมอะไรคะ ไม่รักในที่นี้คือ นอนใกล้กันไม่ได้ ใช้ของด้วยกันไม่ได้ น้องพูดด้วยก็ด่ากลับ เมื่อต้องใกล้น้องพี่จะมีปัญหาตลอด ทั้งที่ดิฉันไม่เคยลำเอียงเลย จนปัจจุบันลูกสาวทั้งคู่อายุ 13 ปี และอายุ 12 ปีแล้วก็ยังมีปัญหากันอยู่ ดิฉันทุกข์ใจมาก พอจะมีหนทางแก้ไหมคะ

ไปสนุกกับวิถีชีวิตบางลำพูในอดีต @ พิพิธบางลำพู

ไปสนุกกับวิถีชีวิตบางลำพูในอดีต @ พิพิธบางลำพู – “บางลำพู”ย่านการค้าเก่าแก่ที่มีเสน่ห์ รุ่มรวยด้วยศิลปวัฒนธรรมที่มีมายาวนาน แม้ปัจจุบันย่านนี้จะเปลี่ยนไปจากเดิม แต่“พิพิธบางลำพู” ได้บันทึกเสน่ห์เหล่านี้ไว้ให้คนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าได้ไปย้อนรำลึก

“สู้สุดหัวใจ” นิยามชีวิตของ จอห์น มกจ๊ก ตลกหญิงร่างเล็กใจสู้

“สู้สุดหัวใจ” นิยามชีวิตของ จอห์น มกจ๊ก ตลกหญิงร่างเล็กใจสู้ – จอห์น – ศุภาพิชญ์ บัวติ๊ก หรือ “ จอห์น มกจ๊ก ” ตลกหญิงร่างเล็ก ที่วันนี้คือแม่ค้าขาย “น้ำพริกจอห์นสู้ชีวิต” เธอคือผู้หญิงคนหนึ่ง ที่สูญเสียสามีและลูกในเวลาไล่เลี่ยกัน

Dhamma Daily: ผม โดนโกงเงิน แต่เห็นคนโกงยังอยู่ดีมีสุข เขาจะได้รับกรรมอย่างไร

Dhamma Daily: ผม โดนโกงเงิน แต่เห็นคนโกงยังอยู่ดีมีสุข เขาจะได้รับกรรมอย่างไร – ถาม: ผม โดนโกงเงิน ทุกข์ใจมาก ควรทำใจอย่างไรดี ผมเห็นคนโกงเขาก็ยังอยู่ดีมีสุข เขาจะได้รับผลกรรมอย่างไรครับ พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ ตอบคำถามนี้ไว้ว่า ตอบ: ถ้าตามหลักพุทธศาสนา สิ่งทั้งหลายมีเหตุหรือที่มาทั้งนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอย ๆ

อย่าประมาท – ธรรมะเพื่อฝึกใจ โดยพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

อย่าประมาท – ธรรมะเพื่อฝึกใจ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ – อย่าประมาทเชียวนะ ตอนนี้กับตอนตายเป็นตอนเดียวกัน ถ้าตอนนี้ยังเผลอ เหม่อลอย ขาดสติอยู่ ตอนใกล้ตายจะมีสติมาจากไหนล่ะ แต่ถ้าปัจจุบันฝึกอยู่สม่ําเสมอ มีสติ รู้กายรู้ใจเป็นระยะ ๆ เมื่อจิตดวงสุดท้ายมาถึง เราย่อมมีสติได้เองโดยอัตโนมัติ เพราะทํามาจนเคยชิน

4 พลังของรอยยิ้ม อานุภาพสร้างสิ่งที่ดีต่อตัวเอง

รอยยิ้มมีอานุภาพสูงยิ่ง เพราะมันคือเครื่องบ่งชี้การมองโลกในแง่ดี ถ้าคิดดี สิ่งดีๆ ก็จะตามมา ด้วยเหตุนี้การยิ้มเพียงครั้งเดียวจึงสามารถสร้างสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นกับเรา

พระไพศาล วิสาโล กับการบรรยายธรรม “พบทุกข์ เจอธรรม” – Secret Magazine

นิตยสาร Secret ขอเชิญเข้าร่วม กิจกรรมบรรยายธรรม โดย พระไพศาล วิสาโล ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย มีกิจกรรมบรรยายธรรมดีๆ ฟรีตลอดงานมาฝากนะคะ

Dhamma Daily : ชีวิตตกยาก ควรคิดอย่างไรให้ใจไม่ทุกข์ (มากไปกว่านี้)

Dhamma Daily : ชีวิตตกยาก ควรคิดอย่างไรให้ใจไม่ทุกข์ (มากไปกว่านี้) ชีวิตตกยาก ถูกผู้ชายต่างชาติหลอกเงินไป 250,000 บาท และทำหนูท้อง เลยตัดสินใจทำแท้ง แล้วชีวิตหนูแย่มากต้องตกงาน เงินทองหายาก ไม่มีคนช่วยเหลือ หนูควรทำอย่างไร

สูตรแห่งความสำเร็จ ของ ครูซุปเค (Sup’k)

สูตรแห่งความสำเร็จ ของ ครูซุปเค (Sup’k) สูตรความสำเร็จนี้ จะเท็จหรือจริง เรื่องราวของ คุณศุภฤกษ์ สกุลชัยพรเลิศ เจ้าของสถาบันกวดวิชาชื่อดัง Sup’k Center หรือที่เด็กนักเรียนเรียกกันติดปากว่า ครูซุปเค (Sup’k) ที่ทุกคนกำลังจะได้อ่านนี้ คงให้คำตอบคุณได้… การทำงานหนัก H (8) + A (1) + R (18) + D (4) + W (23) + O (15) + R (18) + K (11) จะมีค่าเท่ากับ 98 เปอร์เซ็นต์ ความรู้ K (11) + N (14) + O (15) + W (23) + L (12) + E (5) + D (4) + G (7) + E (5) จะมีค่าเท่ากับ 96 เปอร์เซ็นต์ ความรักในงาน L (12) + O (15) + V (22) + E (5) จะมีค่าเท่ากับ 54 เปอร์เซ็นต์ และโชค L (12) + U (21) + C (3) + K (11) จะมีค่าเท่ากับ 47 เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่จะนำทางให้ชีวิตของเราสำเร็จได้อย่างแท้จริงนั้นคือทัศนคติ A (1) + T (20) + T (20) + I (9) + T (20) + U (21) + D (4) + E (5) ซึ่งมีค่าเท่ากับ 100 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างนั่งรอซุปเคในบ้านหรู เรามีโอกาสได้สนทนากับคุณแม่ชื่นฤดี สกุลชัยพรเลิศ มารดาสุดที่รักของซุปเค ทำให้เราได้รับรู้เรื่องราวของซุปเคเมื่อครั้งยังเยาว์ “สมัยก่อนบ้านเราไม่มีเงิน จนมาก โชคดีที่ลูกสอบเข้าโรงเรียนเอกชนที่ดีและใกล้บ้านได้ แต่แม่ก็ไม่ได้มีเงินมากพอที่จะส่งลูกไปเรียนพิเศษหรือซื้อของเล่นแพงๆ เหมือนเด็กคนอื่นๆ เขา” ชีวิตช่วงนั้นของคุณแม่มีตัวแปรที่เรียกว่า “อุปสรรค” ถาโถมเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า…ทำให้เธอต้องเปลี่ยนจากอาชีพหนึ่งไปอีกอาชีพหนึ่งอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นคนใช้ ครูสอนตัดเสื้อ คนขายขนมปัง เซลส์ขายของ เปิดเนิร์สเซอรี่ ขายข้าวสาร ขายที่นอน “เวลาทำงานอะไร เราทำแล้วรุ่งก็จริง แต่ก็มีเหตุให้ต้องเปลี่ยนงานตลอด อย่างตอนขายขนมปัง พอเราเริ่มขายดีเอเย่นต์ที่เราไปรับขนมปังมาขาย ก็เอาขนมปังเก่าๆ ที่เจ้าอื่นขายไม่ออกมาให้เรา ลูกค้าเลยหนีหายไปหมด ต้องเลิกทำไป หรืออย่างตอนขายข้าวสาร ตอนแรกขายดีนะ แต่พอมีห้างใหญ่มาเปิด เราก็ขายแทบไม่ได้…ทุกครั้งที่ชีวิตกำลังจะมั่นคงก็จะถูกล้มกระดาน เลยต้องเริ่มต้นใหม่ตลอด “แต่อันที่จริงก็ต้องขอบคุณที่เกิดมาจน เลยทำให้ลูกของเราได้เรียนรู้อะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น” ลูกชายสองคนนี้ได้เห็นแม่ลำบากมาตั้งแต่ยังเล็ก จึงไม่รีรอที่จะช่วยเหลือมารดาทุกครั้งที่มีเวลาและแรงกำลัง “ไม่ว่าแม่จะทำอะไรลูกๆ จะช่วยเหลือแม่ตลอด อย่างซุปเคกับพี่ชาย ถ้าช่วงไหนไม่ได้เรียนหนังสือ เขาจะมาช่วยงานแม่…เฝ้าร้าน แบกข้าวสารขัดห้องน้ำ ขนของ ส่งของ” หลังจากซุปเคก้าวเข้ามาร่วมสนทนาได้สักพัก ก็กล่าวเสริมขึ้นว่า…“ตอนเด็กๆ ผมเคยไปรับจ้างขัดหนังหมู…ต้องตื่นแต่เช้าขัดหนังหมูที่เขาเพิ่งฆ่าเสร็จให้สะอาด แล้วก็ล้างเอาของเสียในลำไส้หมูออกให้หมด “บางครั้งผมกับพี่ชายก็ต้องไปขอสมุดหน้าเหลืองที่ไม่ใช้แล้วตามบ้านคนอื่นมาพับถุงขาย…100 ใบได้ประมาณ 50 สตางค์ถ้าไปขอบ้านคนที่ใจร้ายหน่อย ก็จะโดนไล่เหมือนหมูเหมือนหมา” “ใจจริงของแม่แล้ว เงินไม่ได้สำคัญมากไปกว่าการที่เขาเรียนรู้เรื่องการทำงาน…ถ้าเราได้แต่บอก บ่น หรือเล่าให้เขาฟังเขาจะไม่มีวันรู้ว่าพ่อแม่ลำบากแค่ไหน แต่ถ้าได้ทำงาน เขาจะรู้เองว่าเขาต้องขยันเรียน โตขึ้นจะได้ไม่ต้องทำงานหนักแบบนี้” คุณแม่เสริมในสิ่งที่ลูกชายกล่าว ก่อนที่ซุปเคจะเล่าต่อถึงงานของแม่ที่ทำให้ความฝันของตนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา… “คุณแม่เป็นครูที่สอนเก่งมาก เคยสอนให้เด็กก่อนวัยเรียนสามารถบวกเลขสองหลักได้ เมื่อคนรู้ข่าวก็เลยพูดกันปากต่อปาก และเอาลูกมาฝากที่เนิร์สเซอรี่ของคุณแม่หลายคนแต่ก็ปรากฏว่ามีคนแจ้งให้กระทรวงศึกษาฯมาตรวจที่นี่ สุดท้ายเนิร์สเซอรี่เลยโดนปิด ด้วยเหตุผลเดียวคือคุณแม่ไม่มีวุฒิการศึกษา” ลูกชายเห็นแม่หลั่งน้ำตาอยู่หน้าเนิร์สเซอรี่ ก็ได้แต่กอดแม่และบอกอย่างมุ่งมั่นว่า “แม่เป็นครูไม่ได้ เดี๋ยวผมจะเป็นแทนแม่เอง” ตั้งแต่นั้นมา เวลาเกือบทั้งหมดของซุปเคจึงหมดไปกับการช่วยเหลือครอบครัว และศึกษาเล่าเรียนหาความรู้ใส่ตัวมากกว่าจะเที่ยวเตร่เฮฮากับเพื่อน ด้วยความที่อยากให้แม่ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ่ายค่าเทอม หลักจากเรียนจบชั้นมัธยม 1 ซุปเคจึงตัดสินใจอ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อสอบเทียบเข้าเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผลปรากฏว่าเขาสามารถประหยัดค่าเทอมให้มารดาได้ถึง 2 ปีจริงๆ “ตอนแรกแม่ก็กังวลว่าเด็ก ม.1 ไปเรียนกับเด็ก ม.4 แล้วลูกจะเครียดหรือเปล่า แต่ผลปรากฏว่า พอสอบออกมาแล้วลูกได้ท็อปคณิตศาสตร์ ที่เหลือก็ได้เกรดสี่ทั้งหมด ยกเว้นอังกฤษ แถมยังได้เป็นตัวแทนไปแข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิก 2 ปีซ้อนด้วย” เวลาว่างจากการเรียน นอกจากเขาจะช่วยสอนหนังสือเพื่อนๆ อย่างสม่ำเสมอแล้ว ซุปเคยังเป็นนักกิจกรรมตัวยงของโรงเรียน โดยที่การเรียนไม่เคยตก และสามารถสอบเข้าเรียนต่อที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ในที่สุด “ตอนเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ครอบครัวเราเริ่มเป็นหนี้ผมจึงอยากสอนพิเศษเพื่อหาเงินมาช่วยพ่อแม่ แต่ท่านบอกว่าอย่าเพิ่งสอนเลย ท่านกลัวเราจะเหนื่อย แต่พออยู่ปีสามเศรษฐกิจตกต่ำสุดๆ ข้าวสารเริ่มขายไม่ออก ผมเลยตัดสินใจขอพ่อแม่อีกครั้ง เพื่อเปิดสอนคณิตศาสตร์ให้กับเด็กๆ ตามโต๊ะในมหาวิทยาลัย “สอนไปสักพักก็เริ่มโดนไล่ที่ จึงเปลี่ยนมาสอนที่บ้าน แต่แล้วก็มีคนโทร.ไปบอกกระทรวงศึกษาฯ ว่าผมเปิดสอนเถื่อน ดีที่ก่อนหน้าที่เขาจะมาตรวจได้สองวัน ผมได้ไปยื่นขออนุญาตไว้แล้ว ตอนมาตรวจเลยไม่มีปัญหาอะไร “จะว่าเป็นโชคดีก็ได้ที่มีคนแกล้ง เพราะมันช่วยกระตุ้นให้เราเจริญขึ้น และทำให้ผมตัดสินใจที่จะไปตั้งโรงเรียนกวดวิชา Sup’k Center ใกล้ๆ สยามฯ แทน พอเปิดแล้วคนเลยยิ่งเยอะ เพราะเดินทางสะดวกกว่าเดิม ทางด้านคุณแม่เองก็กลายเป็น “ครูแนะแนว” ประจำสถาบันแห่งนี้ แบบไม่ต้องมีวุฒิมารองรับไปโดยปริยาย “ไม่เหนื่อยบ้างหรือ” หลายคนคงตั้งคำถามเช่นเดียวกับเราซุปเคยิ้มกว้าง ก่อนจะตอบว่า “เหนื่อยสิครับ อย่างตอนปี 3 ต้องมีการฝึกงานที่โรงงานเคมีแถวพระประแดง ทุกวันหลังฝึกเสร็จ ผมต้องนั่งมอเตอร์ไซค์กลับมาสอนเด็กรอบเย็นให้ทัน และต้องทำชีทถึงตีสองตีสามทุกคืน แต่ไม่เป็นไร…เหนื่อยก็นอนเดี๋ยวก็หาย ถ้าเรามัวเอาเวลาไปท้อจนนอนไม่หลับ แล้วเราจะเอาเวลาไหนมามีความสุขล่ะครับ” หลังจากสอนที่สยามฯไปสักระยะ กราฟชีวิตของครอบครัวเริ่มดิ่งลงอีกครั้ง เมื่อเจ้าของที่แจ้งว่ามีคนต้องการซื้อตึกไปทำโรงแรม และต้องย้ายออกก่อนหมดสัญญา! “พอรู้ข่าวปุ๊บ แม่แซวลูกทันทีว่า ออกตอนนี้เลยไหมลูกเพราะแม่เชื่อว่าเขาจะไล่ให้เราไปรวยขึ้น เจริญขึ้น…” คุณแม่เล่าแทรกเรื่องเครียดให้กลายเป็นขำ ซุปเคเสริมว่า… “ถ้าคนเราเอาแต่คิดว่าปัญหามาอีกแล้ว ก็มักจะไปจมอยู่กับปัญหาและความทุกข์…และถ้ามัวแต่โอดครวญว่าเราลงทุนไปตั้งเยอะแล้ว จะให้ย้ายออกไปได้ยังไง ดีไม่ดีก็ต้องทะเลาะกับเจ้าของที่ ฟ้องกันไม่จบ ไม่ต้องทำมาหากิน ดังนั้นต้องรู้จักมองไปข้างหน้าและหัดปล่อยวางให้เป็น เรื่องวุ่นๆมันก็จะจบลงง่ายๆ…จำไว้เลยว่า ยิ่งเกลียดทุกข์ ยิ่งกลัวทุกข์…ก็ยิ่งเป็นทุกข์” เมื่อไม่มัวเสียเวลาคร่ำครวญและเอาเวลาไปเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา “ปัญหา” จึงกลายเป็นหินลับมีดให้กับ “ปัญญา” ลบคูณลบจึงกลายเป็นบวก วิกฤติการณ์ที่มีจึงพลิกกลับเป็นโอกาสอีกครั้ง “ตอนนั้นกลับกลายเป็นว่าได้มาเจอที่ดินแถวสีลมติดรถไฟฟ้า ราคาเกือบสามสิบล้าน ถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับราคาประเมิน แต่ก็แพงสำหรับพวกเราอยู่ดี ช่วงนั้นถือเป็นช่วงยากลำบากของชีวิตเหมือนกัน” สุดท้ายเราตัดสินใจกู้เงินประมาณหกสิบล้าน ขายบ้านขายของทุกอย่างที่มีมาจ่ายเงินแต่ละงวด จำได้ว่าตอนนั้นเวลานอนก็จะนอนรวมๆ กันบนฟูกแคบๆ ในตึกที่กำลังสร้างอยู่ถึงแม้จะอึดอัดกาย แต่ก็อบอุ่นใจมาก “ผมกู้เงินจากญาติคนหนึ่ง ที่เขาให้ผมกู้เพราะผมเป็นคนไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืน และไม่ใช้ของฟุ่มเฟือย มีเงินเท่าไรก็ให้พ่อแม่หมดทำให้เขาอุ่นใจว่าคนอย่างเราคงไม่โกงเขาแน่นอน” […]

ชีวิตที่ต้อง “พอดี” เจี๊ยบ พิจิตตรา สิริเวชชะพันธ์

ชีวิตที่ต้อง “พอดี” เจี๊ยบ พิจิตตรา สิริเวชชะพันธ์ ว่ากันว่า “สถานการณ์มักสร้างวีรบุรุษ”  ชีวิตของเจี๊ยบก็ดูจะเข้าข่ายนี้เหมือนกัน เพราะเดิมที เจี๊ยบ พิจิตตรา สิริเวชชะพันธ์ ก็เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป  มีหน้าที่เรียนก็เรียน  พอมีโอกาสได้ทำงานในวงการบันเทิงก็ลองดู  ไม่เคยมีความคิดว่าจะเป็น “ต้นแบบ” ให้ใครมาก่อน แต่อะไร ๆ เกิดขึ้นได้  เมื่ออยู่ ๆ คุณพ่อที่สุขภาพแข็งแรงมาตลอดเกิดป่วยหนักจนหายใจไม่ออก  หลังจากมาถึงโรงพยาบาลคุณพ่อก็หลับสนิทและไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย พอรู้ข่าวทุกคนในบ้านเจี๊ยบรวมทั้งญาติ ๆ ต่างเสียอกเสียใจกันใหญ่  จะมีก็แต่แม่  ผู้หญิงที่อยู่เคียงข้างพ่อมาตลอดชีวิตเท่านั้นที่วิ่งวุ่นจัดการทุกสิ่งทุกอย่างได้เรียบร้อยโดยไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียวซึ่งไม่ได้แปลว่าท่านไม่เสียใจ  เพียงแต่คุณแม่ “เข้มแข็ง” กว่าที่ใคร ๆ คิดต่างหากเพราะหากท่านมัวแต่ร้องไห้เสียใจ  ลูก ๆทั้งสามคนจะเป็นอย่างไร  ไม่พลอยขวัญเสียชีวิตเป๋ไปด้วยหรอกหรือ ตอนนั้นเจี๊ยบเพิ่งเรียนมหาวิทยาลัยราวปี 1 หรือปี 2  ยังไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจใด ๆ เลย  ครั้นจะมาช่วยงานคุณแม่ก็กลัวว่าจะทำให้วุ่นวายเปล่า ๆ สิ่งเดียวที่เจี๊ยบทำได้ดีที่สุดก็คือ “เป็นตัวอย่างที่ดี” ให้น้องชายและน้องสาว คำว่าตัวอย่างที่ดีของเจี๊ยบคือ  ตั้งใจเรียน  มีระเบียบวินัย  ไม่กินเหล้า  สูบบุหรี่และรู้จักคุณค่าของเงิน  เรียกว่าทำยังไงก็ได้ให้น้อง ๆ เห็นว่า “ต้องเป็นแบบนี้นะ” คุณแม่จะได้หมดห่วง  แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ง่าย  เพราะน้องของเจี๊ยบทั้งสองคนแสบไม่เบาเลยค่ะ วีรกรรมน้องทั้งสองมีตั้งแต่ขั้นเบา ๆ อย่างไม่ช่วยทำงานบ้าน  กลับบ้านดึกมากขั้นหนักก็คือ  โดดเรียนไปอยู่ร้านเกมทั้งวันจนต้องไปตาม  หนีไปเที่ยวต่างจังหวัด  จนถึงขั้นหนักที่สุดอย่างเล่นพนันบอล  ทำให้เจี๊ยบและคุณยายต้องใช้หนี้ให้เป็นแสน ๆ มาแล้ว ช่วงนั้นยอมรับว่า “เหนื่อยมาก” ที่ต้องคอยตามล้างตามเช็ดเรื่องเหล่านี้  เพราะเจี๊ยบเริ่มมีเวลาน้อยลง  ไหนจะเรียนด้วย  ทำงานด้วย ก่อนหน้านี้เจี๊ยบทำงานแค่เอาสนุกแต่พอเกิดเรื่องคุณพ่อขึ้นมา  รายได้เข้าบ้านที่เคยมีก็ลดลงไปพอสมควร  เจี๊ยบจึงต้องหันมาตั้งใจทำงานอย่างจริงจังมากขึ้นเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระคุณแม่ ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน  “งานความเป็นพี่” ของเจี๊ยบก็ต้องทำต่อไปไม่มีวันหยุดถึงวันนี้เขาสองคนยังไม่ได้เป็นแบบที่เจี๊ยบต้องการ  แต่ก็ขอให้ไม่เกเรไปกว่านี้  และรู้ว่าการทำความดี  เป็นเด็กดีเป็นอย่างไรก็พอแล้ว จนราวปี 2551  เจี๊ยบก็เริ่มเห็นว่าความพยายามของเจี๊ยบไม่ได้สูญเปล่าจากเดิมที่คิดว่าน้องไม่สนใจ  ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม เพราะน้องทั้งสองเริ่มหันมาสนใจทำงานทำการ  มีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น สิ่งเหล่านี้เจี๊ยบถือว่า “เป็นความโชคดีอย่างที่สุด” เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ไม่มีผิดคือ  ทำอะไรต้องอยู่บนทางสายกลาง  เพราะตั้งแต่เด็กมาแล้ว  เวลาทำอะไรก็ตาม  เจี๊ยบจะเป็นคนที่ “เป๊ะมาก” ซึ่งทำให้เครียดโดยไม่รู้ตัว ลำพังแค่เครียดแล้วปวดหัวน่ะไม่เท่าไหร่  เป็นโรคกระเพาะ  ผมร่วง  ก็ยังไม่ถือว่ารุนแรงมาก  ที่พูดมาเนี่ยเจี๊ยบเป็นมาหมดแล้วค่ะ  แต่สำหรับเคสที่ใหญ่ที่สุดของเจี๊ยบก็คือ  การผ่าตัดช็อกโกแลตซีสต์บริเวณปีกมดลูกด้านขวาเมื่อปี 2554  และปี 2556 ก็ต้องผ่าช็อกโกแลตซีสต์ขนาดเท่าไข่เป็ดที่ปีกมดลูกด้านซ้าย อาการครั้งล่าสุดเริ่มจากปวดท้องอย่างรุนแรงตลอดเวลาค่ะ  เหมือนคนกินข้าวแล้วไม่ย่อย  ท้องอืด ๆ เจี๊ยบเป็นอย่างนี้อยู่นาน 3 - 4 วัน  รีบไปหาคุณหมอ  แต่พอตรวจเจอปั๊บ  เจี๊ยบก็ถามคุณหมอตรง ๆ ว่า  หลังผ่าตัดครั้งแรกไปแล้ว  เจี๊ยบก็กินยาฉีดยาตามที่คุณหมอบอกทุกอย่าง แต่ทำไมยังเป็นอีก คำตอบของคุณหมอทำเอาเจี๊ยบอึ้งเพราะคาดไม่ถึง  นั่นก็คือ  เกิดจากความเครียด  พักผ่อนน้อยของเจี๊ยบเอง  ทำให้ฮอร์โมนเปลี่ยนไปหมด  ยาที่ไหนก็ช่วยไม่ได้ พอลองคิดตามก็เห็นว่าจริง  เพราะช่วงนั้นเจี๊ยบถ่ายละครทุกวันไม่มีวันหยุดนอนน้อย  แต่ก็มีข้อขัดแย้งอยู่คือ  เจี๊ยบออกกำลังกายทุกวัน  ร่างกายก็น่าจะแข็งแรงคุณหมออธิบายว่า  การออกกำลังในช่วงนั้นแทบไม่มีประโยชน์เลย เพราะร่างกายอ่อนแอจึงไม่มีฤทธิ์ด้านเสริมสร้างป้องกันนัก  ทางที่ดีต้องหันมาดูแลสุขภาพแบบองค์รวมดีกว่า วันนั้นพอกลับไปถึงบ้าน  เจี๊ยบก็เริ่มเศร้า  นอยด์  ร้องไห้ อดกลัวไม่ได้ว่าเนื้องอกที่ว่าจะเป็นเนื้อร้าย  ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียดแต่ก็พยายามให้กำลังใจตัวเองว่า  “เราต้องไม่เป็นอะไร”  สุดท้ายพอคุณหมอนำชิ้นเนื้อไปตรวจแล้วผลออกมาว่าไม่ใช่เนื้อร้าย  เป็นแค่ช็อกโกแลตซีสต์ก็เบาใจ การป่วยครั้งนี้ทำให้รู้ว่า  “ห้ามใช้ความรู้สึกตัวเองมาตัดสินเรื่องสุขภาพเด็ดขาด” ที่ผ่านมาเจี๊ยบมักคิดว่าตัวเองแข็งแรงไม่ได้เป็นอะไรเลย  มัวแต่ดูแลคนรอบข้างให้กินวิตามินตัวนั้นตัวนี้  แต่ตัวเองกินแค่วิตามินซีอย่างเดียว  แต่พอครั้งนี้คุณหมอถือโอกาสเจาะเลือดไปตรวจอย่างละเอียดก็พบว่า  เจี๊ยบขาดวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายตัว  ไม่ได้แข็งแรงอย่างที่คิดเลย ทุกวันนี้เจี๊ยบจึงต้อง “พยายาม” ปรับวิถีชีวิตใหม่  รับงานแต่ “พอดี”  ดูแลสุขภาพให้มากขึ้น  ส่วนเรื่องใจก็ต้องปล่อยวางให้ได้บ้าง  ไม่ต้องเป๊ะหรือตึงเกินไปกับทุก ๆเรื่อง  ไม่อย่างนั้นครั้งหน้าเจี๊ยบอาจไม่โชคดีอย่างครั้งนี้ก็เป็นได้ Secret BOX ความพอดีเป็นสิ่งสำคัญ  แม้แต่การคิดถึงคนอื่นก็ต้องพอดี อย่าให้มากจนลืมคิดถึงตัวเอง เจี๊ยบ พิจิตตรา สิริเวชชะพันธ์ เรื่อง วรลักษณ์  ผ่องสุขสวัสดิ์  ภาพ สรยุทธ  พุ่มภักดี บทความน่าสนใจ Dhamma Daily : สามีคบชู้ ควรปรับใจอย่างไร ไม่ให้โกรธทั้งสามีและผู้หญิงคนใหม่ ปรับความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน เรื่องราว “การปรับความคิด” ของดาราหนุ่มทั้ง […]

keyboard_arrow_up