ถ้าอยากกลับไปคืนดีอีกครั้ง ควรทำอย่างไรดี 

ถ้า อยากกลับไปคืนดี อีกครั้ง ควรทำอย่างไรดี ถูกคนที่รักมากทิ้งไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ อยากกลับไปคืนดี กับเขา คนที่มีปัญหาความทุกข์ว่าทำอย่างไรก็ลืมเขาไม่ได้ ลองเริ่มจากการวิเคราะห์ภายในใจตนเองดูว่า ทำไมจึงถูกทิ้ง เขาพูดอะไรตอนที่จะทิ้งไป “เพราะรำคาญความเจ้ากี้เจ้าการน่ะสิ” “เซ้าซี้!” “ชอบคนอื่นแล้ว” “ตอนนี้ทำงานสำคัญมาก จึงอยากเว้นระยะระหว่างเรา” “งานอดิเรกไม่ตรงกัน” “ไม่สามารถคิดเรื่องแต่งงานได้” “ถ้าไม่แต่งหน้าก็กลายเป็นอีกคนเลย เหมือนถูกหลอก…” ลองคิดดูว่า ตนเองคิดอย่างไรกับเหตุผลที่ถูกเขารังเกียจเหล่านั้น และตนเองคิดอย่างไรกับผู้ชายที่พูดอย่างนั้น   ขั้นตอนการคืนดีที่ 1 : ลองเขียนความรู้สึกที่แท้จริงที่มีต่อเขาออกมา  ด้วยความที่จู่ ๆ ก็รู้สึกเหงาขึ้นมาและยังมีความอาลัยอาวรณ์อยู่ จากความยึดมั่นถือมั่นที่มีทั้งหมดจึงอาจทำให้ตอนกลางคืนอยากส่งอีเมลหรือโทรศัพท์หาเขา… แต่เดี๋ยวก่อน!! ลองเขียนความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองออกมาดูว่า ก่อนหน้านี้เราคิดอย่างไรกับเรื่องของเขา ลองเขียนออกมาเยอะ ๆ ทั้งข้อดีและข้อเสียของเขา พอทำแล้ว บางคนอาจคิดว่า “คงจะไม่ชอบเขาแล้วอย่างสิ้นเชิง!” ไม่ชอบ เพราะเขาถูกคนอื่นเอาไปแล้ว หรือเพราะไม่สบายใจว่าเขาเปลี่ยนเป็นคนใหม่ได้แล้วหรือยัง หรือเพราะถ้าคนรอบข้างรู้ว่าเราถูกทิ้ง ตัวเองจะน่าสมเพชและไม่ชอบเขาเพราะความเห็นแก่ตัวและความยึดมั่นถือมั่นของตัวเอง จึงไม่อยากแยกทางกับเขา เป็นอย่างไรบ้างคะ เมื่อเรามีสติขึ้นเล็กน้อยและรู้ตัวว่า “อะไรเนี่ย ฉันคงจะไม่ได้ชอบเขาขนาดนั้นแล้วมั้ง” “มองเห็นจุดที่น่ารังเกียจมากขนาดนี้เลย” ก็จะเกิดช่องว่างที่เว้นไว้เพื่อตนเองขึ้นมา   […]

จะตามหาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของตนเองเจอได้อย่างไร 

จะตามหา ความเชี่ยวชาญ เฉพาะทางของตนเองเจอได้อย่างไร สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ กำหนดว่าจะทำอะไรให้กลายเป็น ความเชี่ยวชาญ เฉพาะทางของตน น่ากลัวว่าคงมีหลายคนที่สับสนมากใช่ไหม ผมคิดว่าเงื่อนไขในการเลือกมีหลายข้อ เช่น 1. เลือกความถนัดที่ตอนนี้ได้สะสมประสบการณ์มามากพอแล้ว  ไม่ถึงกับจะให้เลือกความถนัดที่มีประสบการณ์ในการทำงานจริงพอสมควรมากกว่าความถนัดที่ไม่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติเลย และก็ไม่ได้หมายความว่ามีเงื่อนไขตายตัว ถ้าไม่มีความสุขกับความถนัดที่มีประสบการณ์มาจนถึงตอนนี้และไม่คิดว่าจะทำให้มันเป็นความถนัดที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ ผมคิดว่าลองหาอย่างอื่นและนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่ต้นก็ได้ ในกรณีนั้นขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงภายในของบริษัทเป็นเงื่อนไขสำคัญว่าจะมีตำแหน่งที่สามารถใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั้นให้เกิดประโยชน์เต็มที่ (สามารถเรียนรู้) หรือไม่ถ้าจินตนาการภาพสถานที่ที่จะสะสมประสบการณ์ในการปฏิบัติจริงไม่ได้หนทางไปสู่ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางก็จะสูงชันขึ้นพอสมควร   2. เข้าใจความต้องการของสังคมอย่างชัดเจนว่า ความเชี่ยวชาญนี้มีแนวโน้มที่จะมีคุณค่าในบริษัทหรือไม่  เนื่องจากเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จะเป็นประโยชน์ในการทำงานจึงจำเป็นต้องมองเห็นปลายทางในสายตา (โอกาส) ที่จะได้ใช้ประโยชน์จากนี้เป็นต้นไป การลองคิดดูว่าความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จำเป็นต่อบริษัทของคุณและสิ่งที่ภายในบริษัทมีบุคลากรไม่เพียงพอคืออะไร ก็คงจะดีให้ความสนใจแก่งานที่ต้องจ้างคนจากภายนอกเข้ามากลางคันเพราะบุคลากรภายในบริษัทมีไม่เพียงพอ 3. เลือกความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่สามารถทำได้บางระดับในเวลาอันสั้นเมื่อเทียบกับการทำงานอื่น ๆ การจะรับเงินในฐานะมืออาชีพต้องไปให้ถึงระดับที่เหมาะสม ดังนั้นควรพยายามเต็มที่ที่จะหลีกเลี่ยงความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ต้องใช้เวลาตั้ง 10 ปี หรือ 20 ปีกว่าจะมีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์นำหน้าคนอื่น ลองมองหาด้วยมุมมองว่าสิ่งที่สามารถสร้างผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดโดยใช้ความพยายามน้อยที่สุดคืออะไร   4. จินตนาการภาพตัวเองที่กำลังทำงานเฉพาะทางนั้นอย่างมีความสุข  เพราะมีหน้าที่ที่เหมาะสมกับแต่ละคน จึงไม่ควรเลือกสาขาที่ไม่ค่อยเหมาะกับตนเอง คนที่ไม่ถนัดตัวเลขและไม่ชอบงานละเอียดกองพะเนินเทินทึก แม้ตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีก็ไปได้ไม่ราบรื่น ควรถือโอกาสนี้ลองเข้ารับการตรวจสอบความเหมาะสมกับงาน   ที่มา : ทิ้งคนเก่าที่ไม่เก่ง มาเป็นคนใหม่ที่เจ๋งกว่า โดย ยูคิโอะ โอคุโบะ […]

แม้เสียขาสองข้าง คุณตาก็ไม่เคยหยุดปลูกป่าเพื่อให้กลับมาเขียวอีกครั้ง

สำนักข่าวซินหัวได้เผยแพร่เรื่องราวน่าประทับใจของคุณตา หม่าซานเสี่ยว ทหารผ่านศึกวัยชรา ซึ่งถึงแม้เสียขาไปทั้งสองข้าง คุณตาก็ยังมุ่งมั่นลุย ปลูกป่า ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กิจวัตรประจำวันของคุณตาหม่าคือ คุณตาจะตื่นก่อนตีห้า ลุกขึ้นมาสวม “ขาเทียม” แล้วคว้าจอบเสียมมุ่งหน้าขึ้นเขา เพื่อไปปลูกต้นไม้ในหมู่บ้านห่างไกล ที่อยู่ลึกเข้าไปในทิวเขาของมณฑลเหอเป่ย ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศจีน คุณตาหม่าเสียขาทั้งสองข้างจากภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงแม้จะกลายเป็นคนพิการ มีร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ทำอะไรอย่างคนปกติไม่ได้ แต่คุณตาก็ไม่เคยท้อแท้ หรืออยู่บ้านเฉย ๆ รอให้คนอื่นมาช่วยเหลือ คุณตาหม่าเริ่มลงมือปลูกต้นไม้บนภูเขาแห้งแล้งใกล้บ้านในปี 2001 ช่วงแรกทำเพียงเพราะจะขายต้นไม้หารายได้ เนื่องจากเป็นหนี้ก้อนใหญ่หลังจากตัดขา แต่เมื่ออาการดีขึ้น บวกกับเงินบำนาญของทหารที่เพิ่มมากขึ้น คุณตาหม่าก็ยังปลูกต้นไม้ต่อไป แต่ไม่ได้ปลูกเพื่อขายหารายได้เหมือนเมื่อก่อน คุณตาปล่อยให้ต้นไม้เติบโตต่อไป เพื่อให้ระบบนิเวศบนภูเขาดีขึ้นกว่าเดิม คุณตาหม่ากล่าวทิ้งท้ายกับผู้สื่อข่าวอย่างน่าฟังว่า “ผมปลูกต้นไม้เพื่อให้ภูเขาต่าง ๆ เขียวขจีกว่าเดิม และอย่างที่เห็น ต้นไม้ที่ปลูกเป็นแนวตรงดูเหมือนเป็นทหารแห่งธรรมชาติในชุดสีเขียวเข้าแถวเรียงกัน”   ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก สำนักข่าวซินหัว Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ สามีปลูกต้นไม้นับพันเพื่อรำลึกถึงภรรยาผู้ล่วงลับ 15 ปีต่อมากลายเป็นป่ารูปหัวใจ พาเมลา &  อนิล มัลโฮตรา ซื้อ พื้นที่เสื่อมโทรม […]

เชิญชวนสักการะพระบรมเกศาธาตุจากศรีลังกาที่ วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อความเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่

เชิญชวนสักการะพระบรมเกศาธาตุจากศรีลังกาที่ วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อความเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2562 เพจมูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ โพสต์ข้อความว่า  “ นับตั้งแต่แรกรับนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ในสมัยสุโขทัยจวบจนปัจจุบัน ถือเป็นวาระครบรอบ ๒๖๖ ปี แห่งการประดิษฐานพระพุทธศาสนานิกายสยามวงศ์ในศรีลังกา นิกายที่ได้รับการอุปสมบทจากคณะพระสมณทูต นำโดยพระอุบาลีมหาเถระ จากวัดธรรมารามแห่งกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ถือเป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในศรีลังกาขึ้นมาอีกครั้ง หลังเสื่อมถอยไปด้วยอิทธิพลของชาวต่างชาติและผู้ปกครองที่นับถือศาสนาอื่น นิกายสยามวงศ์จึงเป็นส่วนสำคัญในการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างไทย-ศรีลังกา จวบจนปัจจุบัน “ วันที่ ๑๕ ธันวาคมนี้ พุทธศาสนิกชน คนไทยจะได้มีโอกาสบูชาพระบรมเกศาธาตุ เนื่องด้วยมูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร มูลนิธิธรรมดี และองค์กรภาคี จัดพิธีอัญเชิญ พระบรมเกศาธาตุ จากประเทศศรีลังกา มาประดิษฐาน ณ พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์เถรวาทไทย-ศรีลังกา อันสืบเนื่องมานานกว่า ๗๐๐ ปี     “ ปัจจุบันนี้ พระบรมเกศาธาตุที่ประดิษฐานอยู่ที่ Nelligala […]

เมื่อ “เปิดหน้าต่าง” ก็เท่ากับ “เปิดใจ”

วันนี้เป็นอีกวันที่ท้องฟ้าแปรปรวนเหลือเกิน ตอนเช้ายังสดใสสว่างจ้า อากาศกำลังสบาย ลมพัดมาแผ่ว ๆ แต่ตอนนี้ท้องฟ้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นมืดมนดำทะมึนด้วยเมฆฝน ลมพัดโหมแรงขึ้น เหล่านกน้อยที่กำลังบินฉวัดเฉวียนอยู่บนฟ้าคงกำลังหาที่กำบัง บรรยากาศแบบนี้หากเป็นเมื่อก่อนฉันจะรู้สึกกังวลใจ เพราะฉันชอบเปิดหน้าต่างห้องทำงานทิ้งไว้เพื่อให้ลมพัดผ่าน แต่พอถึงเวลาฝนตก ถึงแม้พ่อจะทำกันสาดให้ยื่นยาวออกไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อมีลมแรง ๆ ฝนก็สาดเข้ามาทางหน้าต่าง เจ้ากันสาดที่พ่อทำไว้กลับช่วยอะไรไม่ได้เลย ทำให้หนังสือเอกสารสำคัญ ๆ และสิ่งของอีกหลายอย่างบนโต๊ะเปียกชุ่ม แต่ตอนนี้ฉันได้ปิด “หน้าต่างบานนั้น” ไว้แล้ว จึงทำให้ฉันมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความรู้สึกราวกับได้กำชัยชนะเล็ก ๆ ส่วนในใจก็คิดว่า “เจ้าฝนเอ๊ย เจ้าทำอะไรห้องทำงานของฉันไม่ได้หรอก” หน้าต่างก็คล้ายใจคน เมื่อเราเปิดออกก็ทำให้ได้เรียนรู้หลาย ๆ เรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เช่น ความเจ็บไข้ได้ป่วย การพลัดพรากจากคนที่เรารัก การถูกเลิกจ้างงาน ความล้มเหลวในการทำธุรกิจ หากเราได้เตรียมใจไว้ก่อน เราจะรับมือกับเรื่องราวร้าย ๆ ได้ดีขึ้นและคงผ่อนความรู้สึกจากหนักให้เป็นเบาลงไปได้บ้าง หลายปีที่ผ่านมาฉันเที่ยวหาอ่านหนังสือทางด้านปรัชญาและจิตวิทยาตะวันตก แต่สุดท้ายเมื่อได้พบคำสอนของพระพุทธเจ้าและได้ศึกษาธรรมะ ก็กลับพบว่าคำสอนของพระพุทธองค์นั้นล้ำเลิศลึกซึ้งกว่าปรัชญาและจิตวิทยาของฝั่งตะวันตกเสียอีก ฉันจึงได้อาศัยพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องออกจากทุกข์ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ฉันเพิ่งเสียคุณตาที่ฉันรักมากไป ในยามที่ฉันมีความทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส ฉันจึงมีแต่ธรรมะเท่านั้นเป็นที่พึ่ง ฉันพยายามเอาความตายของคุณตามาฝึกจิตและสอนใจตัวเองว่า ชีวิตเรานี้แสนสั้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา เราควรดำรงตนอยู่บนความไม่ประมาท […]

ความสุข…คือจุดเริ่มต้น – บทความดี ๆ เพิ่มพลังบวกให้ชีวิต

ภาพดวงอาทิตย์อัสดงกำลังลาลับหมู่เมฆและทิวเขาเบื้องหน้าแต่งแต้มขอบฟ้าจนเป็นสีส้มแดงระเรื่อ น้ำในอ่างเก็บน้ำกระเพื่อมพลิ้วไหวเป็นระลอกคลื่นเล็ก ๆ ยามเมื่อเรือหางยาวของชาวประมงแล่นผ่านมุ่งหน้าสู่ทางกลับบ้าน (ความสุข) ผ่านไปไม่นาน ความมืดเริ่มเข้ามาปกคลุมโดยรอบ เสียงมวลหมู่จิ้งหรีดตัวน้อยเริ่มกรีดร้องเพลงบรรเลงกล่อมพงไพร ดวงดาวพร่างพราวเต็มท้องฟ้า ขณะที่ฉันนั่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม แต่ภายในใจกลับรำลึกย้อนไปในอดีตถึงภาพชีวิตพนักงานบริษัทนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องแอร์เย็น ๆ ถ้าคนอื่นมาเห็นคงคิดว่าน่าจะเป็นชีวิตที่สุขสบาย แต่จริง ๆ แล้วกลับเป็นชีวิตที่ถูกจองจำ ไปไหนไม่ได้ แบกรับความเครียดและแรงกดดันตลอดทั้งสัปดาห์ คิ้วที่ขมวดเข้าหากันอยู่เป็นนิจ สายตาที่ไม่เป็นมิตรกับใคร ปากที่ไม่เคยแย้มยิ้ม ทุกวันนี้แปรเปลี่ยนไปตามหัวใจที่เป็นสุข ดวงตาเป็นประกายยามพบเจอผู้คน รอยยิ้มที่พร้อมจะส่งต่อให้ใครต่อใคร เกิดจากเส้นทางแห่งความสุขที่ฉันเลือกเดิน บางคนใช้ความสุขเป็นตัวเริ่มต้นเส้นทางชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน การแต่งงานมีครอบครัว หรือการงาน และบางคนใช้ความสุขเป็นตัวเริ่มต้นเพื่อเปลี่ยนเส้นทางชีวิต บางครั้งเราไม่ชอบคณะที่เรียน ลองเปลี่ยนไปเรียนคณะอื่น บางครั้งเราไม่รักคู่ชีวิตที่เราอยู่ด้วยแล้ว เราก็ชวนกันไปหย่า และบางครั้งเราไม่อยากมีชีวิตเป็นลูกจ้างอีกต่อไป เราก็ลาออก ฉันเชื่อว่าหลาย ๆ คนเปลี่ยนชีวิตไปตามทางที่คิดว่าจะมีความสุขมากกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ฉันเคยอ่านเจอบทสัมภาษณ์หมอลี่ผู้เป็นข่าวโด่งดังในโลกออนไลน์ คุณหมอหน้าตาน่ารักเรียนจบแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่สุดท้ายเลือกที่จะลาออกจากการทำงานที่โรงพยาบาลมาเป็นแม่ค้าในตลาด ทำไมคุณหมอถึงทิ้งเกียรติและอาชีพที่ร่ำเรียนมาด้วยความยากลำบาก ก็เพราะเธอเลือกเดินตามฝันของตัวเองด้วยงานที่ทำแล้วมีความสุขมากกว่าความเครียดที่ได้รับจากการเป็นหมอรักษาคนไข้ คุณเมย์ – ภัทรวรินทร์ ทิมกุล ครั้งหนึ่งเคยช้ำใจอย่างหนักกับผลงานภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง จนต้องทิ้งวงการบันเทิงไปนานกว่า 7 ปี บัดนี้เธอค้นพบความสุขที่เกิดจากการทำอาหารซึ่งทำให้เธอเรียนรู้การมีความสุขกับปัจจุบัน […]

แสงแฟลชแห่งสันติภาพของ ฟาราห์ นอช ช่างภาพสงครามชื่อดัง

“เธอ” เกิดในนามความเจริญเสรี โลกของเธอมีเสียงดอกไม้บาน แต่หัวใจของเธอได้ยินเสียงร่ำเรียกขาน ณ อีกซีกโลกไม่เคยมีดอกไม้บาน… มีเพียงเสียงแห่งความทุกข์ทรมานที่เธอไม่อาจทนฟังอย่างดูดาย ขอมอบบทกวีนี้แด่ ฟาราห์ นอช (Farah Nosh) ช่างภาพสารคดีที่มีดีทั้งชั้นเชิงการถ่ายภาพและวิธีการเลือกนําเสนอข้อมูล แม้จะถือสัญชาติแคนาดา แต่นอชมีเชื้อสายอิรักด้วยเช่นกัน นอชเรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาภูมิศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย จากนั้นเธอศึกษาต่อด้านการถ่ายภาพจากสถาบัน Western Academy of Photography นอชได้รับรางวัลภาพสื่อดีเด่นหลายรางวัลด้วยกัน ผลงานการันตีความสามารถอันมีอยู่มากมาย ทําให้นอชมีโอกาสได้ทํางานที่มั่นคงและมีอนาคตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ท่ามกลางบรรยากาศของความสําเร็จ คล้ายกับว่านอชได้ยินเสียงที่ไม่น่าปรารถนาดังมาจากดินแดนแสนไกล…เสียงคาร์บอมบ์ที่อิรัก…เสียงระเบิดพลีชีพที่เลบานอน…เสียงกองกําลังไม่ทราบฝ่ายถล่มฉนวนกาซา…เสียงปืนกลที่ทําเอาอัฟกานิสถานระส่ำระสาย ช่างภาพฝีมือดีอย่างนอชจะนิ่งดูดายได้อย่างไร   สามเดือนหลังจากจบการศึกษา นอชแบกกระเป๋าเดินทางตรงไปยังใจกลางกรุงแบกแดด ด้วยหวังว่าแสงแฟลชจากกล้องคู่ใจของเธอจะช่วยให้จิตใจของผู้คนที่มืดบอดเพราะสงครามสว่างขึ้นมาบ้าง ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเผด็จการนําโดยนายซัดดัม ฮุสเซ็น ผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ปกครองที่โหดร้าย รุนแรง และไร้เหตุผลที่สุด นอชเป็นหนึ่งในบรรดาช่างภาพเพียงไม่กี่คนที่ทํางานอยู่ที่นั่นในฐานะช่างภาพอิสระชาวตะวันตกเป็นเวลานานเกือบหนึ่งปี แม้จะเก็บภาพได้เพียงพอแล้ว แต่ทว่านอชก็ยังเดินทางกลับไปที่นั่นบ่อยครั้ง ตราบใดที่ยังไม่มีความสุขสงบ ตราบนั้นภารกิจของช่างภาพลูกครึ่งอิรัก-แคนาดาคนนี้ก็ยังไม่จบสิ้น จริง ๆ แล้วนอชไม่เคยพบญาติพี่น้องชาวอิรักของเธอมาก่อน กระทั่งเกิดการสู้รบระหว่างอิรักและกองทัพอเมริกาในปี 2003 นอชจึงตัดสินใจทิ้งงานหนังสือพิมพ์ที่กําลังไปได้สวยเพื่อไปทํางานภายใต้การคุมเข้มของทางการอิรัก เธอใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวในบ้านหลังเล็กทางตะวันตกของกรุงแบกแดด เพื่อเก็บภาพผู้บาดเจ็บจากการสู้รบโจมตี ฝุ่นควันและสะเก็ดระเบิดที่เกิดจากการห้ำหั่นทําลายล้าง ไม่เพียงเท่านั้น ช่างภาพสาวคนนี้ยังเข้าไปทํางานในดินแดนที่มีปัญหาสู้รบแทบทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นเลบานอน […]

คนเร่ร่อนเสี่ยงชีวิตช่วยผู้ประสบอุบัติเหตุ ผลตอบแทนที่ได้รับนั้นท่วมท้นเกินคาด

เราไม่มีทางรู้เลยว่า เมื่อไรเราจะอยู่ถูกที่ถูกเวลา สำหรับ ดาริน บาร์ตัน (Darin Barton) จากเมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด การอยู่ถูกที่ถูกเวลาของเขาเป็นความบังเอิญที่เสี่ยงอันตรายพอดู ปกติเขาใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งขอทานประทังชีวิตอยู่ตรงสี่แยกที่การจราจรวุ่นวาย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงอยู่ใกล้พอที่จะช่วยชีวิตผู้ที่ประสบอุบัติเหตุรถชนกันครั้งใหญ่นั้นไว้ได้ ดารินเล่าว่า เขากลายเป็นคนเร่ร่อนไร้บ้านมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2014 หลังจากที่เขาบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุรถยนต์ ซึ่งทำให้เขาอยู่ในสภาพที่หางานทำไม่ได้ เขาไม่มีงานไม่มีเงินร่างกายก็ไม่แข็งแรงในที่สุดก็ลงเอยด้วยการอาศัยหลับนอนอยู่ใต้ทางยกระดับ และกระเสือกกระสนดิ้นรนหาเศษเงินเพื่อยังชีพ จนกระทั่งวันหนึ่งในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ดารินนั่งขอทานอยู่ตรงทางหลวง I-70 ในเมืองเลควู้ด รัฐแคลิฟอร์เนีย ก็เกิดอุบัติเหตุรถชนกันวินาศสันตะโรถึง 15 คัน รถบรรทุกชนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลหลายคัน จากนั้นรถที่ตามหลังมาก็เบรคไม่อยู่ ชนกันเป็นกองพะเนิน แล้วไฟก็ลุกพรึ่บ ดารินซึ่งมองเห็นเหตุการณ์จากริมถนนนั้น ไม่ปล่อยให้เสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว เขาเหวี่ยงป้ายขอเงินที่ถือไว้ทิ้งไป แล้วรีบตรงไปยังรถที่ไฟกำลังลุกไหม้โดยไม่กลัวอันตราย ช่วยดึงผู้บาดเจ็บออกมาได้อย่างปลอดภัยและทันเวลา ดารินบอกกับผู้สื่อข่าวอย่างถ่อมตัวว่า เขาแค่ทำสิ่งที่ทุกคนต้องทำหากนั่งอยู่ตรงนั้นและเห็นเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ถึงแม้เขาไม่คิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่ แต่คนอื่น ๆ มองเขาเป็นแบบนั้น และรู้สึกขอบคุณที่เขายอม เสี่ยงชีวิต ตัวเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่นึกถึงความปลอดภัยของตัวเองสักนิด สำนักข่าวในท้องถิ่นจึงทำ wish list ใน Amazon เพื่อให้คนเข้ามาซื้อของขวัญให้เขา เช่น บัตรของขวัญไว้ซื้ออาหาร เสื้อผ้า […]

วิธีกำหนดดูลมหายใจที่ถูกต้อง โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

วิธี กำหนดดูลมหายใจ ที่ถูกต้อง โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท การ กำหนดดูลมหายใจ เข้าออก ทำความสงบให้เกิดขึ้นที่กายใจของเรา ทำความรู้กายทั่วพร้อม จับดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าอยู่ที่สองช่องจมูก ลมหายใจออกก็อยู่ที่สองช่องจมูก สังเกตดูลมเข้า สังเกตดูลมออก ลมเข้าก็ที่ปลายจมูก ลมออกก็ที่ปลายจมูก ทำความรู้สึกรู้ลมเข้า รู้ลมออก ไม่ต้องรู้อะไร รู้แต่ลมเข้า รู้แต่ลมออก เพื่อให้เกิดสติ มีความจดจ่อ เพ่งอยู่ที่ลม กำหนดอยู่ที่ลม ทำความรู้อยู่ที่ลม ทำความเข้าใจในลมเข้า ทำความเข้าใจในลมออก ขณะที่ลมเข้าเป็นอย่างไร ลมออกเป็นอย่างไร ให้รู้เฉพาะสองช่องจมูกเท่านั้น     ให้รู้ต้นลมที่เข้ามาที่ปลายจมูก และปลายลมที่เข้ามาที่ปลายจมูก ต้นลมที่ออกไปปลายจมูก ปลายลมที่ออกไปสู่ปลายจมูก ให้ตั้งความรู้เด่นชัดอยู่เฉพาะที่ปลายจมูกที่เดียว ไม่ต้องรู้ตามลมเข้าลมออก เหมือนเรานั่งอยู่ที่ธรณีประตู เวลาคนเดินผ่านเข้าไป เราก็ไม่ต้องหันไปมองว่าใครเข้าไป เวลาคนออกจากห้องเราแล้วออกไปนอกประตู เราเพียงแต่รู้อยู่ตรงธรณีประตูว่าเขาผ่านเข้าและผ่านออก ให้ทำความรู้และสังเกตอย่างนั้น ลมก็เช่นกัน ให้สังเกตว่าเข้าแล้วที่ปลายจมูก ออกแล้วที่ปลายจมูก ให้รู้เฉพาะเด่นชัดที่ปลายจมูก จับดู สังเกตดู ไม่ต้องตามเข้าตามออก […]

ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากความกำหนัดแห่งกามคุณได้ : ท่านพุทธทาสภิกขุ

ทำอย่างไรจึงจะพ้นจาก ความกำหนัด แห่งกามคุณได้ : ท่านพุทธทาสภิกขุ ความกำหนัด ในทางภาษาบาลีจึงมีใจความกว้างหมายถึง ความมีจิตใจแนบแน่นถอนไม่ได้ในสิ่งต่าง ๆ ที่ตนพอใจ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะปฏิบัติจึงจำเป็นที่จะต้องถอนจิตใจออกมาจากสิ่งที่จะปฏิบัติจึงจำเป็นที่จะต้องถอนจิตใจออกมาจากสิ่งที่จิตใจหลงติด จะเป็นสมบัติพัสถานแก้วแหวนเงินทอง หรือจะเป็นยศศักดิ์บริวาร กับสังขารอันเป็นที่รักเหล่าใดเหล่าหนึ่งก็ตาม พึงถอนความติดแน่นออกมาเสียเป็นผู้ก้าวล่วงอำนาจของความติดแน่นนั้นเสีย ไม่มีอะไรเป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหลกำหนัดอีกต่อไป จิตใจก็จะมีความสงบสุขขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งโดยแน่นอน     แต่พอเราพิจารณาดูคนในโลกในสมัยนี้ จะเห็นว่าเขายิ่งฝังใจให้กำหนัดติดแน่นในสิ่งต่าง ๆ เขาฝังใจอยู่แต่ที่จะได้ความสุขทางวัตถุ หรือปัจจัยเกื้อกูลความสุขทางวัตถุไม่มีสร่าง ประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาให้มากสำหรับให้จิตใจมัวเมาหลงใหล ในทางประดับตกแต่งร่างกายก็ประดิษฐ์ประดอยกันขึ้นมาอย่างไม่สิ้นสุด ในการกินการบริโภคก็ประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา อย่าให้รู้จักเบื่อในการเล่นเพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ในการดู ในการฟัง และการเป็นอยู่อย่างอื่น ๆ ก็ยิ่งประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา ไปเป็นเครื่องจับจิตใจฝังแน่นขึ้นไป ไม่มีที่สิ้นสุด       คนในโลกจึงตกอยู่ใต้อำนาจของกามคุณไม่มีที่สิ้นสุด คือยิ่งกว่าที่ตนจะรู้สึกได้ไ ม่มีเวลาอิ่ม ไม่มีเวลาเบื่อ ไม่มีเวลาหน่าย ไม่มีเวลาที่จะพินิจพิจารณา ให้เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาของสิ่งใดเลย ก็แต่มีเวลาจะประกอบความสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนังที่เกิดขึ้นจากสิ่งเหล่านั้น […]

ปั้นจั่น-ปรมะ อิ่มอโนทัย ประกาศเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เดือนนี้ 

ปั้นจั่น-ปรมะ อิ่มอโนทัย ประกาศเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เดือนนี้  เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ดาราหนุ่ม ปั้นจั่น-ปรมะ อิ่มอโนทัย โพสต์ประกาศภาพข้อความขึ้นในอินสตาแกรมส่วนตัวว่า “ ผมขออโหสิกรรม ผู้มีพระคุณ พี่ ๆ น้อง ๆ แฟน ๆ และเจ้ากรรมนายเวร เพื่ออุปสมบทในวันที่ 18 ธันวาคมนี้ กรรมใดที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินต่อท่าน ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งที่รู้และไม่รู้ ขอทุกท่านโปรดอโหสิกรรมนั้นแก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ ขอบุญที่ผมทำในครั้งนี้ไปถึงทุกท่านเป็นร้อยเท่าพันเท่า และขอให้ทุกท่านร่วมอนุโมทนาบุญในครั้งนี้กับผมด้วยครับ ”     ดาราหนุ่มตั้งใจเข้าพิธีอุปสมบทในวันที่ 18 ธันวาคม 2562 ทั้งยังขออโหสิกรรมและขอบุญที่ได้จากการบวชในครั้งนี้อุทิศให้กับทุกคน และขอให้ทุกคนร่วมอนุโมทนาในการบวชครั้งนี้ด้วย ปั้นจั่นนำพานกระทงกรวยดอกไม้และธูปเทียนแพไปลาผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพในวงการบันเทิง คุณหน่อง-อรุโณชา ภาณุพันธุ์ ผู้จัดละคร และกรรมการผู้จัดการบริษัทบรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น โพสต์ข้อความและรูปถ่ายขึ้นในอินสตาแกรมว่า ” พี่หน่องขออนุโมทนาบุญกับน้องปั้นจั่นในการอุปสมบทครั้งนี้นะคะ ยินดีและดีใจกับครอบครัวทุก ๆ ท่านด้วยค่า.. […]

ทำอย่างไรถึงจะเลิกอิจฉาในความสำเร็จของผู้อื่น 

ทำอย่างไรถึงจะเลิกอิจฉาใน ความสำเร็จของผู้อื่น หากคุณปฏิบัติตัวในลักษณะที่ตรงกับคุณค่าและเป้าหมายของตัวเองอยู่แล้ว แต่ยังคงขุ่นเคืองใน ความสำเร็จของผู้อื่น เป็นไปได้ว่าอาจจะมีความคิดไร้เหตุผลมาก่อกวนความสามารถของคุณในการชื่นชมกับความสำเร็จของพวกเขา หากคุณคิดอยู่เนือง ๆ ว่าฉันโง่เง่า หรือฉันไม่ดีเท่าคนอื่น อาจเป็นไปได้ว่าคุณรู้สึกโกรธเคืองเมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุขไปกับความสำเร็จของพวกเขา ไม่เพียงคุณจะมองตัวเองอย่างไม่มีเหตุผล แต่คุณอาจจะมองคนอื่นอย่างไม่มีเหตุผลด้วยเช่นกัน     งานวิจัยในปี ค.ศ. 2013 หัวข้อว่า “ความอิจฉาในเฟซบุ๊ก : ภัยต่อความพึงพอใจในชีวิตของผู้ใช้ที่แอบซ่อนอยู่” อธิบายว่าทำไมบางคนถึงประสบกับความรู้สึกในเชิงลบขณะที่พวกเขาเล่นเฟซบุ๊ก นักวิจัยพบว่าผู้คนจะรู้สึกโกรธและเคืองขุ่นมากที่สุดเมื่อ “เพื่อน” ของพวกเขาแชร์รูปภาพจากการท่องเที่ยว พวกเขายังคงโกรธเคืองเมื่อ “เพื่อน” ได้รับคำอวยพร “สุขสันต์วันเกิด” เป็นจำนวนมากในวันเกิด ที่น่ากลัวคือการศึกษาวิจัยสรุปผลว่า คนที่รู้สึกถึงอารมณ์เชิงลบมากในขณะเล่นเฟซบุ๊กเผชิญกับความพึงพอใจโดยรวมในชีวิตที่ลดลง นี่โลกของเรากลายมาเป็นแบบนี้แล้วอย่างนั้นหรือ ที่เรากลายเป็นไม่พอใจกับชีวิตของตัวเองหากเราคิดว่าคนที่โตแล้วคนอื่นได้รับคำอวยพรในวันเกิดมากมายบนเฟซบุ๊ก หรือที่เราจะรู้สึกโกรธเคืองเพราะเพื่อนไปเที่ยวพักผ่อน   หากคุณพบว่าตัวเองโกรธเคืองผู้อื่น ลองใช้กลยุทธ์เหล่านี้ในการเปลี่ยนความคิดของตัวเอง      หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นก็เหมือนกับการเปรียบเทียบแอ๊ปเปิ้ลกับส้ม คุณมีความสามารถพิเศษ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในชีวิตของตัวคุณเอง ดังนั้นการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นนั้นไม่ใช่วิธีที่เที่ยงตรงในการวัดคุณค่าในตัวของคุณ ในทางกลับกัน เปรียบเทียบตัวคุณกับคน ที่คุณเคยเป็น และวัดว่าคุณมีพัฒนาการอย่างไรในการเป็นตัวของตัวเอง สร้างความรับรู้ต่อการเหมารวมของคุณ  พยายามทำความรู้จักคนอื่นแทนที่จะตัดสินพวกเขาอย่างอัตโนมัติจากการเหมารวม อย่ายอมให้ตัวเองทึกทึกว่าใครสักคนที่มีเงินทอง ชื่อเสียงหรืออะไรก็ตามที่คุณรู้สึกอิจฉาคือคนไม่ดีด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง […]

เกิด-ดับ ฉับพลัน…บนหนทางที่สรรแล้ว

ข้าพเจ้ามีเพื่อนชาวอเมริกันคนหนึ่ง เมื่อครั้งที่เธอมาเยี่ยมเยียนเสถียรธรรมสถาน เวลาที่เรานั่งสนทนากัน บางครั้งเธอจะฮัมเพลงขึ้นมาเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มวา่ “Happy birthday to you, happy birthday to me, everyday we are born, everyday we are free.”  (เกิด-ดับ) ทุกครั้งที่ได้ยินเพลงนี้ ข้าพเจ้าจะอมยิ้มและมักจะพูดกับตัวเองเสมอว่า…จริงทีเดียวที่เราเกิดทุกวัน และให้ลึกกว่านั้นคือ เราเกิดอยู่ทุกขณะ เมื่อใดที่เรารู้แจ้ง เห็นการ เกิด-ดับ อย่างฉับพลันในกระแสของธรรมชาติ เมื่อนั้นเราจะรู้ว่าเราเกิดทุกขณะและตายเสียก่อนตายได้ทุกขณะอีกด้วย และบนเส้นทางพรหมจรรย์ที่เลือกเดินนี้ ข้าพเจ้าเห็นการเกิด-ดับอย่างฉับพลันได้ถี่ขึ้น เมื่อหวนไปถึงวันแรกที่บวช ในวันนั้นข้าพเจ้ามิได้สัญญิงสัญญากับใครหรือแม้กับตัวเองว่าจะบวชนานเท่าไร ฉะนั้นเมื่ออุปัชฌาย์ท่านถามว่า บวชทำไม ข้าพเจ้าจึงตอบเพียงว่า เพราะอยากรู้ว่าคนเราเกิดมาทำไม และชีวิตคืออะไร กับคำถามถัดมาที่ว่า จะบวชนานแค่ไหน สิ่งที่ข้าพเจ้าตอบโดยไม่ได้คิดก็คือจะบวชไปเรื่อย ๆ ทว่าเมื่ออยู่บนหนทางของการเฝ้าสังเกตตัวเองอย่างมีสติในพรรษาแรกก็พบว่า การได้หยุดแล้วเริ่มทบทวนถึงเป้าหมายของชีวิตว่าคนเราเกิดมาทำไม และชีวิตคืออะไร ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มที่จะศรัทธาในเส้นทางนี้มากขึ้น เพราะภาพนั้นชัดเจนขึ้น ความชัดเจนนี้เองนำไปสู่ความคิดว่า…เรา รู้แล้ว และถ้ารู้แล้วจะอยู่ที่ไหนก็ได้ แวบหนึ่งจึงมีความคิดเกิดขึ้นว่า จะใช้สิ่งที่รู้นี้ในเส้นทางอื่น […]

ธรรมนั้นมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า : หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต 

ธรรมนั้นมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า : หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ทุกวันนี้น้อยคนจะรู้ว่าเมื่อร้อยปีที่แล้ว “พระป่า” หาได้เป็นที่ยอมรับนับถืออย่างกว้างขวางเช่นปัจจุบันไม่ ตรงกันข้ามกลับถูกมองด้วยสายตาหวาดระแวง ยิ่งพระป่าสายอีสานที่เป็นลูกศิษย์ของ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ด้วยแล้ว ผู้ปกครองสงฆ์ในเวลานั้นถือว่าเป็นตัวปัญหาที่ต้องจัดการ หรือไม่ก็ต้องขับไล่ออกไปให้พ้นจากเขตปกครองเลยที่เดียว เพราะมองว่าพระเหล่านั้นนอกจากอยู่อย่างไม่เป็นหลักแหล่ง ไม่สังกัดวัดที่แน่นอนแล้ว ยังไม่สนใจศึกษาพระปริยัติธรรม อันเป็นนโยบายสำคัญของคณะสงฆ์ขณะนั้น มิหนำซ้ำยังชักชวนพระจำนวนไม่น้อยให้ละทิ้งปริยัติธรรม หันมาฝักใฝ่ในวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งผู้ปกครองสงฆ์จำนวนไม่น้อยเห็นว่าเป็นเรื่องงมงาย ไม่เป็นเหตุผลตามหลักพุทธศาสนา     เหตุการณ์หนึ่งซึ่งเป็นที่กล่าวขานกันในเวลานั้นคือ การขับไล่คณะศิษย์ของหลวงปู่มั่นออกจากจังหวัดอุบลราชธานี ในปี พ.ศ. 2469 คราวนั้น พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ซึ่งเป็นศิษย์คนสำคัญของหลวงปู่มั่นนำพระป่ากว่า 50 รูปเดินธุดงค์มาปักกลดในป่าบ้านหัวตะพาน โดยมีแม่ชีและฆราวาสนับร้อยร่วมคณะมาด้วย เมื่อทราบข่าว เจ้าคณะมณฑลอีสานได้สั่งการให้เจ้าคณะอำเภอและเจ้าหน้าที่จากอำเภออำนาจเจริญและอำเกอม่วงสามสิบขับไล่ท่านเหล่านั้นออกจากป่า ขณะเดียวกันก็ห้ามมิให้ประชาชนใส่บาตรให้คณะธุดงค์ แต่พระอาจารย์สิงห์ปฏิเสธที่จะออกจากพื้นที่ โดยยืนยันว่าท่านเป็นชาวอุบลฯและไม่ได้ก่อปัญหาใดๆ เรื่องยุติลงได้เมื่อเจ้าคณะจังหวัดได้มีลิขิตถึงนายอำเกอให้ผ่อนปรนในเรื่องนี้ หลังจากที่ได้รับการร้องขอจากศิษย์หลวงปู่มั่น อาทิ พระอาจารย์ฟื้น อาจาโร เจ้าคณะมณทลอีสานท่นนี้คือพระโพธิวงศาจารย์ (อ้วน ติสฺโส) อย่างไรก็ตาม เมื่อท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระพรหมมุนี ทัศนคติของท่านต่อพระป่าก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ท่านหันมาศรัทธาเลื่อมใสหลวงปู่มั่นและพระป่า สาเหตุสำคัญก็เพราะท่านได้ประจักษ์ถึงคุณค่าของสมาธิภาวนา ก่อนหน้านั้นท่านล้มป่วยมาเป็นเวลานาน […]

โรคทางกายเกิดขึ้นเพราะจิตที่พิรุธ : ท่านพุทธทาสภิกขุ

โรคทางกาย เกิดขึ้นเพราะจิตที่พิรุธ : ท่านพุทธทาสภิกขุ ทีนี้ก็จะต้องดูต่อไปว่า ที่พูดมาแล้วตั้งยืดยาวนี่ มันเป็นเรื่องทางจิตทั้งนั้น จะดูคล้าย ๆ กับว่าเป็นเรื่องโรคทางจิตไปเสียหมด แล้วมันก็ต้องพูดอย่างนั้นมันไม่มีทางพูดอย่างอื่นหรอก เพราะ โรคทางกาย มันรู้ได้ทางจิต โรคทางกายเกิดขึ้นมันเจ็บป่วยที่จิต เพราะนั้นก็เป็นโรคที่เนื่องอยู่กับจิตน่ะ แต่ว่ามันยังมีความลับอะไรอีกอย่างหนึ่งว่า ไอ้โรคทางกายนี่มันขึ้นอยู่กับจิต หรือว่าโรคอะไรก็ตามใจ มันขึ้นอยู่กับจิต มันใน 2 ความหมาย ทว่าไม่มีจิตก็ไม่รู้สึกต่อโรคนี้อย่างหนึ่ง เพราะนั้นไอ้โรคมันรู้สึกขึ้นมาเพราะมีจิต เพราะนั้นจึงต้องเป็นโรคที่เนื่องจากจิต แต่ว่าที่ควรจะเห็นมากไปกว่านั้นอีกนั่นก็คือว่า ถ้าคนเรามีจิตดีนะมันจะแทบจะไม่มีโรคทางกาย นี้ทุกคนคงไม่เชื่อ แต่อาตมายิ่งมองทุกวันแล้วก็ยิ่งเชื่อ     ถ้ามีจิตถูกต้องแล้วก็โรคทางกายยากที่จะเกิด ให้มีสภาพจิตที่ถูกต้องโรคทางกายยากที่จะเกิด ไอ้โรคที่มันเนื่องกับระบบประสาทหรือจิตอยู่มาก ๆ นั้นเห็นชัดนะ เรามีสภาพจิตไม่ดีนี่ เราในไม่กี่เดือนนี่เราจะเป็นโรคกระเพาะพิรุธชำรุดนี่ เราจะเป็นโรคความดันสูง เป็นโรคนอนไม่หลับ ได้โอกาสหนึ่งก็เป็นโรคอัมพาต อย่างนี้เป็นต้น เหล่านี้เป็นโรคทางกายทั้งนั้น แต่มูลรากแท้จริงมาจากโรคทางจิต คือมีจิตผิดสภาพปกติ หยุด หยุดไม่ได้ หยุดพักไม่ได้ มีความทรมานในทางจิตโดยไม่รู้สึกตัวอยู่ เราจึงเป็นโรคชนิดโรคทางกายนี่เสียตั้ง 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว โรคความดันสูง โรคกระเพาะไม่เป็นไปตามธรรมชาติ […]

ประสบความสำเร็จเรื่องความรัก ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า

ประสบความสำเร็จเรื่องความรัก ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า แต่ยังไม่เชี่ยวชาญก็ไม่เป็นไร ! เมื่ออยาก ประสบความสำเร็จเรื่องความรัก สิ่งที่คุณควรทำอย่างเป็นรูปธรรมอันดับแรกโดยไม่ต้องคิดว่าเป็นเรื่องยาก คือ การลองจินตนาการว่าหลังจากประสบความสำเร็จเรื่องความรักแล้วตัวเองจะเป็นคนแบบไหนนะ ตอนนั้นคงจะเป็นคนที่มีใบหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้มเสมอ มีเสน่ห์และดูท่าทางความสุขแน่ ๆ เลย นี่คือขั้นตอนในการสร้างความสำเร็จเรื่องความรัก กล่าวคือ (ตัวเองหลังจาก) สมหวังในเรื่องรัก = รอยยิ้ม/ เสน่ห์/ ความสุข (รอยยิ้มจะทำให้กลายเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์เป็นอย่างมาก)     คนที่บอกว่า การจินตนาการภาพขณะที่กำลังสมหวังเรื่องความรักเป็นเรื่องยาก ก็อาจจินตนาการภาพตัวเองที่มีใบหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้มเสมอ มีเสน่ห์ และท่าทางมีความสุขแทนก็ได้ ดังนั้น ลงมือทำตอนนี้เลย ทำให้ตนเองมีรอยยิ้มเสมอ มีเสน่ห์ และท่าทางมีความสุข การสร้างรอยยิ้มนั้นสามารถทำได้ทันทีโดยข้ามขั้นตอนการจินตนาการภาพได้เลย แม้จะเป็นรอยยิ้มที่ไม่เป็นธรรมชาตินัก แต่ก็ให้ลองยิ้มไปก่อนเดี๋ยวนี้เลย     เมื่อทำเช่นนั้น ก็จะไม่ได้เกิดขึ้นแค่ภาพจินตนาการ (ความคิด) เท่านั้น แต่ความจริงก็จะเกิดขึ้นด้วยทันที แค่ยกมุมปากขึ้นก็ได้นะคะ ลองควบคุมรอยยิ้มซึ่งปกติเราเคยทำไปโดยไม่รู้ตัวอย่างมีสติด้วยตนเองกันเถอะ เวลาที่สนทนากับคนอื่นก็ “ยิ้ม” ก่อนเริ่มพูดและทุกครั้งที่พูดจบก็ “ยิ้ม” เวลาหันหน้าเข้าหาคอมพิวเตอร์หรือเวลามองโทรศัพท์มือถือ หากรู้สึกตัวให้ลอง “ยิ้ม” เวลาไปร้านสะดวกซื้อที่ไปเป็นประจำก็เช่นกัน ถ้าพนักงานคิดเงินที่เคาวน์เตอร์บอกว่า […]

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต โรงงานผลิตพระอรหันต์

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต โรงงานผลิตพระอรหันต์ ในหนังสือ ไม่มาเกิดมาตายเรียกว่า ชาติสุดท้ายของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน มีการบันทึกคำเทศนาของหลวงตาที่ท่านกล่าวถึง หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ตอนหนึ่ง ใจความว่า ” แล้วใครที่จะทำ ที่จะกระจายไปกว้างแสนกว้างเหมือนหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นจึงเป็นโรงงานใหญ่สำหรับผลิตลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย ทางด้านอรรถด้านธรรมให้กระจายออกไปทุกวันนี้ ก็ออกจากหลวงปู่มั่น เทศนาว่าการสั่งสอนบรรดาลูกศิษย์ไปประพฤติปฏิบัติ ได้มรรคได้ผลขึ้นมา ธรรมะกระจายออกไป เหล่านี้มีตั้งแต่ลูกศิษย์ท่านอาจารย์มั่นทั้งนั้นนะ ที่แผ่กระจายทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกายเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้นแหละ องค์ท่านปรินิพพานไปแล้วชื่อเสียงนี้กระฉ่อนทั่วประเทศทั่วโลก เฉพาะองค์ท่านเองท่านไม่ค่อยไปสอนใครละ ถ้าสอนก็สอนพระ พระอยู่กับท่านไม่กี่องค์ ในป่าในเขายิ่งแล้ว ท่านไม่รับใคร ตอนท่านแก่นี้ท่านคงจะสงสารบ้างก็เลยรับพระมา แต่ก่อนไม่นะ พระไปอยู่กับท่านไม่ได้ ลูกศิษย์ของท่านองค์ไหน ๆ ที่ปรากฏชื่อลือนามเหล่านี้มีแต่เป็นลูกศิษย์หลวงปุ่มั่นทั้งนั้นนะ “     ตามที่หลวงตามหาบัวท่านได้เปรียบเปรยว่าหลวงปู่มั่นเป็นโรงงานใหญ่ ซึ่งในความหมายของท่านต้องการยกย่องว่า หลวงปู่มั่นท่านได้สั่งสอนศิษย์จำนวนมากมายมหาศาล เปรียบประหนึ่งว่าท่านเป็นโรงงานที่ผลิตบุคลากรชั้นดีออกสู่โลก และผู้ที่ได้รับชื่อว่าเป็นผลผลิตจากหลวงปู่มั่น ล้วนแต่เป็นอริยสงฆ์ที่ญาติโยมกราบไหว้ทั่วทั้งสารทิศ ซึ่งถ้าจะกล่าวว่าหลวงปู่มั่นคือโรงงานผลิตพระอรหันต์ก็คงไม่เกินความจริงนัก หลวงตามหาบัวท่านกล่าวว่า ให้พิจารณาดู ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่มีชื่อเสียงระบือนาม ผู้คนที่รู้จักกันทั้งแผ่นดินรูปไหนรูปนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่นแทบทั้งสิ้น หากลองไล่เรียงดูตามรายชื่อจะพบว่า เป็นเรื่องจริงดังที่หลวงตามหาบัวท่านกล่าวไว้     ศิษย์ของหลวงปู่มั่นซึ่งเป็นที่รู้จักและเคารพศรัทธาของพระพุทธศาสนิกชนมีมากมายหลายท่าน […]

ลุงไข่ ปั้นรูปตูน บอดี้สแลม วีรบุรุษผู้เปลี่ยนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ให้เป็นที่น่ากลัวอีกต่อไป

ลุงไข่ ปั้นรูปตูน บอดี้สแลม วีรบุรุษผู้เปลี่ยนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ให้เป็นที่น่ากลัวอีกต่อไป เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา คุณลุงไข่ หรือ นายกุศล ไชยกิจ ช่างปูนปั้นวัย 62 ปี ชาวอำเภอเบตง ได้ ปั้นรูปตูน บอดี้สแลม ขนาดเท่าคนจริงขึ้นเพื่อนำไปตั้งบริเวณปากอุโมงค์ เบตงมงคลฤทธิ์ ซึ่งเป็นจุดสตาร์ทที่ตูน บอดี้สแลมวิ่ง โดยมีกลุ่มคนรักกันและกันให้การสนับสนุน นายกุศล ไชยกิจ หรือ คุณลุงไข่ บอกว่า หลังจากโครงการ “ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” ที่ตูนได้ทำการวิ่งด้วยระยะทาง 2,191 กิโลเมตร ในระยะเวลาเพียง 55 วัน จากเบตงสู่แม่สายได้ผ่านพ้นไป ตูนก็ยังคงวิ่งรับเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลที่ขาดแคลนเครื่องมือแพทย์เกือบทั่วประเทศ ตนยังจำภาพที่ตูนวิ่งผ่านหน้าบ้านได้เป็นอย่างดี พี่น้องชาวไทยทั้งพุทธและมุสลิม ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ยืนรอมอบเงินบริจาคให้ตูน บอดี้สแลมอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนภาพลักษณ์ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ให้ดูน่ากลัวเนื่องจากเหตุก่อการร้ายอีกต่อไป นายสมชาย ทองพูล สมาชิกกลุ่มคนรักกันและกัน เปิดเผยว่า กลุ่มของตนต้องการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของเบตง […]

keyboard_arrow_up