อุบายของ ความหลง วิธีสกัดความหลงไม่ให้ครอบงำจิตใจ

อุบายของ ความหลง วิธีสกัดความหลงไม่ให้ครอบงำจิตใจ คนส่วนใหญ่มัก ถูก ความหลง ครอบครองจิตใจ จิตของคนส่วนใหญ่เปรียบเหมือนห้องที่ มืดสลัวๆ เหมือนกับมีเทียนอยู่เล่มสองเล่มปักอยู่กลางห้อง แต่บางคนก็เปรียบเหมือนห้องที่มืดสนิท ถ้าจิตของใคร มืดสนิทก็เรียกได้ว่าเป็นคนบ้าหรือคนคลุ้มคลั่งไปแล้ว เพราะว่าไม่มีความรู้สึกตัวแม้แต่น้อย ตัวรู้กับตัวหลงมันขับเคี่ยวกัน ตัวหลงพยายามครองจิตครองใจเรา โดยขับไล่ตัวรู้ให้หายไป ถ้า เราเห็นความสำคัญของการสร้างความรู้สึกตัว ก็จะต้องหาทาง ป้องกันไม่ให้ตัวหลงมาครองใจ ที่จริงแล้วเราไม่ต้องทำอะไรกับ ตัวหลงเลย เพียงแค่เพิ่มตัวรู้ให้มากขึ้นก็พอแล้ว เหมือนกับ ความมืด เราไม่ต้องไล่มัน เพียงแต่เราเพิ่มความสว่างให้มากขึ้น ความมืดก็หายไปเอง     อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่าตัวหลงเป็นนักฉวยโอกาส มันฉลาดมาก เราจำเป็นต้องรู้ธรรมชาติ รู้นิสัย รู้อุบายของ ตัวหลง แต่ถ้าเราไม่รู้ธรรมชาติ ไม่รู้นิสัย ไม่รู้อุบาย เราก็อาจ จะโดนตัวหลงเล่นงาน ส่วนตัวรู้ที่สร้างขึ้นก็หดหายไปเพราะถูก ตัวหลงเข้ามาครอบงำ ความเป็นนักฉวยโอกาสของตัวหลงเราคงจะเห็นแล้ว ทั้งๆ ที่เรามาวัด ตั้งใจจะมาเพิ่มความรู้สึกตัว แต่ก็โดนความหลงเล่นงานอยู่บ่อย ๆ ขณะยกมือสร้างจังหวะเพื่อสร้างตัวรู้ให้ มากขึ้นก็ยังโดนตัวหลงเข้ามารังควาน มาครอบงำจิตใจ เวลา […]

คาถาเดินทางไกล บทสวดมนต์ก่อนเดินทาง แคล้วคลาดปลอดภัย

คาถาเดินทางไกล บทสวดมนต์ก่อนเดินทาง แคล้วคลาดปลอดภัย สำหรับบางคนที่ชีวิตดูจะผูกพันกับการเดินทางมากเป็นพิเศษ จะเดินทางใกล้หรือไกล นอกจากประสบการณ์ที่จะได้รับจากการเดินทาง ภาพประทับใจต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่นักเดินทางหลายคนใฝ่หา ก็คือ การเดินทางที่ปลอดภัย ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ แต่ถึงอย่างนั้นหลายคนก็ยังขอพึ่งตัวช่วย ด้วย คาถาเดินทางไกล หรือการสร้างหลักประกัน ให้แก่ตนเองและคนที่อยู่ข้างหลัง เช่น การทำประกันอุบัติเหตุและ ประกันชีวิตเอาไว้ เพราะหากพลาดพลั้งเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ระหว่างเดินทาง ก็ยังพอจะมีหลักให้ยึดไว้ได้บ้าง     ขจัดอุปสรรค ความยากลำบาก และโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากอุบัติเหตุที่ไม่มีใครสามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้าแล้ว ความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศ ตลอดจนความผันผวน ทางเศรษฐกิจ สังคม และโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ก็เป็นอุปสรรคสำคัญ อีกอย่างหนึ่งในชีวิตของเรา บทสวดที่ขอแนะนำสำหรับช่วยคลายความกังวลจากปัญหา ต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือ บทรัตนปริตร ซึ่งเป็นพระปริตรที่กล่าวถึง เหตุการณ์ครั้งพุทธกาล ในคราที่เกิดภัยพิบัติร้ายแรงหลายอย่าง ขึ้นในเมืองเวสาลี เช่น ฝนแล้ง ข้าวยากหมากแพง โรคระบาด โจรผู้ร้ายชุกชุม ภัยเหล่านี้เกิดขึ้นติดต่อยาวนานถึงเจ็ดรัชสมัย โดยไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง ชาวเมืองจึงประชุมกันและลงความเห็น […]

หน้าที่ต่อ อริยสัจ 4 ที่ชาวพุทธพึงปฏิบัติ

หน้าที่ต่อ อริยสัจ 4 ที่ชาวพุทธพึงปฏิบัติ เราจะรู้ อริยสัจ 4 อย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้หน้าที่ต่ออริยสัจ และปฏิบัติหน้าที่ต่ออริยสัจให้สำเร็จด้วย การเรียนอริยสัจโดยไม่รู้ หน้าที่ต่ออริยสัจอาจจะทำให้เข้าใจสับสน พระพุทธเจ้าตรัสกิจหรือหน้าที่ต่ออริยสัจ 4 ไว้ครบถ้วน แล้วแต่ละอย่างดังนี้ หน้าที่ต่อทุกข์ คื อ“ปริญญา” แปลว่ากำหนดรู้รู้เท่าทัน จับตัวมันให้ได้ หน้าที่ต่อสมุทัย คือ “ปหานะ” แปลว่า ละหรือกำจัด หน้าที่ต่อนิโรธ “สัจฉิกิริยา” แปลว่า ทำให้แจ้ง คือบรรลุถึงนั่นเอง หน้าที่ต่อมรรค เรียก “ภาวนา” แปลว่า บำเพ็ญ คือ ปฏิบัติ ลงมือทำ ทำให้เกิด ทำให้มีขึ้น     1) ทุกข์… เรามีหน้าที่ต่อมันอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ทุกขัง ปริญเญยยัง” ทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่เราต้องรู้เท่าทัน ภาษาพระ แปลกันว่า “กำหนดรู้” ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ ปริญเญยยัง […]

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (1)

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (1) สุรางคณา สุนทรพนาเวศ กล่าวว่า ในทางโลก การได้ไปยืนอยู่ในจุดสูงสุด…รวยที่สุด เก่งที่สุด สวยที่สุด หล่อที่สุด อาจเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา แต่สำหรับบางคน การเกิดมาในโลกนี้ก็เพื่อเรียนรู้ที่จะละทิ้งจากการยึดมั่นถือมั่น ข้าวของเงินทองก็เป็นของชั่วคราว ความสวยงามก็ไม่ใช่สิ่งจีรังยั่งยืน พ่อแม่พี่น้องเพื่อนสนิทมิตรสหายก็ล้วนเป็นสิ่งสมมุติ ยิ่งทำให้ตัวตนเข้าใกล้คำว่า “ศูนย์” มากเท่าไหร่ ดูเหมือน “ความสุข” ในชีวิตจะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น นี่คือแนวคิดในการใช้ชีวิตของ คุณตา-สุรางคณา สุนทรพนาเวศ ผู้หญิงที่เคยได้ชื่อว่าสวยในลำดับต้น ๆ ของประเทศ โดยมีตำแหน่งอดีตรองนางสาวไทยและอดีตรองสาวแพรวการันตี เธอผ่านมาแล้วหลายบทบาท ทั้งนางแบบ นักแสดง พิธีกรไปร่ำเรียนมาแล้วหลายประเทศ มีดีกรีปริญญาโทจากประเทศญี่ปุ่น และปริญญาเอกจากประเทศอินเดีย ภาพลักษณ์ภายนอกที่พูดจาฉะฉานหัวเราะเสียงดัง ร่าเริงสดใส อาจทำให้หลายคนคิดไม่ถึงว่า แท้ที่จริงแล้วเธอเป็นคนสนใจใฝ่ในธรรมมากว่า 20 ปีแล้ว ชีวิตที่เป็นศูนย์ในวันนี้ ทำให้เธอเป็นสุขได้อย่างไร เราไปฟังเรื่องราวของเธอด้วยกัน   เติบโตมากับยายที่จังหวัดสุรินทร์ ตอนเด็ก ๆ ตามีชีวิตที่สนุกสนานแก่น ซน ฉลาดแกมโกงมาก แล้วก็เคยพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เฉียดใกล้ความตายหลายครั้ง พ่อของตาเป็นวิศวกรจากชลบุรีที่มาพบรักกับแม่ซึ่งเป็นคนสุรินทร์ แต่หลังจากแม่คลอดตาได้ไม่นานพ่อก็จากไปด้วยอุบัติเหตุ  แม่จึงหอบลูกเข้ามาเรียนและหางานทำที่กรุงเทพฯ แม่เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงไปด้วยและทำงานเป็นพนักงานบัญชีในร้านคาเฟ่แถวประตูน้ำไปด้วย ชีวิตของแม่ตอนนั้นลำบากมาก วันหนึ่งเมื่อยายมาเยี่ยมที่กรุงเทพฯ จึงตัดสินใจขโมยตาที่อายุได้เพียง 3 ขวบไปเลี้ยงที่จังหวัดสุรินทร์ ยายเป็นคนจีนกวางตุ้งที่มีญาติพี่น้องมากมาย แต่ละคนก็ทำธุรกิจใหญ่โต แต่ครอบครัวของยายมีฐานะแค่พออยู่พอกิน จังหวัดสุรินทร์ได้ชื่อว่าเป็นเมืองช้าง ตาอาศัยอยู่ในตัวเมืองก็จริง แต่ก็ได้เห็นช้างเดินเล่นมาตั้งแต่เด็ก ตาเป็นเด็กช่างพูดช่างคุยและกล้าแสดงออกเกินกว่าเด็กวัยเดียวกัน ถ้าอยากได้ตังค์ไปซื้อทอฟฟี่ก็จะเต้นให้ญาติ ๆ ดู นอกจากนั้นยังชอบเล่นเหมือนเด็กผู้ชายชอบชวนเพื่อนจับกลุ่มกันปั่นจักรยานไปขโมยมะม่วงบ้านคนอื่น และเป็นเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ เวลาเล่นขายของก็จะตัดกระดาษทำเป็นเงินไว้เล่นกับเพื่อน ส่วนเงินเหรียญก็ทำจากฝาเบียร์ที่นำไปวางให้รถไฟทับจนเรียบแบน แถมยังเป็นเด็กฉลาดแกมโกง วันหนึ่งยายใช้ให้เดินไปซื้อโอเลี้ยง ตาก็เดินไปซื้อ แต่ขากลับแอบดูดจนเกือบหมด ยายถามว่าโอเลี้ยงไปไหนหมด ตาก็ตอบว่า “มันหนัก เลยเดินดูดมาระหว่างทางจ้ะ” บางวันตาไปชวนเพื่อนเล่น แต่เพื่อนออกมาเล่นไม่ได้เพราะต้องช่วยที่บ้านทำขนมขาย ตาก็จะช่วยเพื่อนทำทั้งเม็ดขนุน ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ถือเป็นความโชคดีที่ทำให้เราเรียนรู้การทำงานมาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าจะทำเพราะอยากเล่นซนก็ตาม   เกือบตายเพราะ… ทุกครั้งที่มีเหตุเภทภัยหรือความเจ็บไข้ได้ป่วยเกิดขึ้นกับตา แม้แม่จะทำงานอยู่กรุงเทพฯ แต่ก็มักจะมีสัมผัสพิเศษบางอย่างที่ทำให้แม่รู้สึกร้อนรุ่มใจจนต้องมาเยี่ยมลูกที่สุรินทร์เสมอ แม่เล่าให้ฟังว่า ตอนอายุได้สามขวบ ตาเกือบถูกรถชนตาย เรื่องของเรื่องก็เพราะความซนของตานั่นเอง  คือที่ริมถนนหน้าบ้านของยายจะปูลาดด้วยหินกรวด พอฝนตกก็จะมีน้ำขังเฉอะแฉะ ตาก็จะเอาเชือกผูกกับกระป๋องนมทำเป็นเบ็ดตกปลา เหวี่ยงลงไปในน้ำแล้วพยายามครูดหินให้ติดเข้ามาในกระป๋อง จินตนาการว่ามีปลาติดเบ็ด วันนั้นเล่น ๆ อยู่ดี ๆ กระป๋องนมเกิดไปติดแหง็กอยู่กับหินก้อนใหญ่ ตาก็เลยจะเดินไปแกะกระป๋องให้หลุด จังหวะนั้นเองรถสิบล้อที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงก็ผ่านมาพอดี ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ร้องกรี๊ดด้วยความตกใจ แม่ที่กลับมาจากซื้อส้มตำได้ยินคนแถวบ้านร้องบอกว่า “ไอ้ไก่! ลูกเอ็งโดนรถสิบล้อเหยียบ”เท่านั้นเองแม่ก็ทิ้งส้มตำที่อยู่ในมือ วิ่งไปดูลูกทันที ภาพที่ทุกคนเห็นคือ ตานั่งนิ่ง ๆ ตัวสั่นเทาด้วยความตกใจ ส่วนคนขับก็หยุดรถแล้วเดินลงมาดู ในใจก็คิดว่าคงเหยียบเด็กตายคาที่แน่แล้ว แต่โชคดีที่ครั้งนั้นตาตัวเล็กเมื่อนั่งยอง ๆ ทำให้สามารถลอดท้องรถไปได้จึงรอดตายอย่างเหลือเชื่อ! อีกครั้งหนึ่งเพื่อน ๆ ชวนกันไปเล่นน้ำที่สระน้ำข้างวัด แม้จะว่ายน้ำไม่เป็น แต่ตาก็ไปกับเขาด้วย  และด้วยความซนเลยไปเล่นอยู่ริมตลิ่ง เล่นไปเล่นมาเท้าเกิดพลาดตกลงไปในน้ำแล้วจมลงไปทั้งตัว เพื่อนที่ไปด้วยนึกว่าตกน้ำตายไปแล้ว โชคดีมีขอนไม้ลอยมา ตาเลยคว้าไว้ทัน ตอนนั้นรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่จริง ๆ นอกจากนั้นตาเคยเป็นไข้เลือดออกด้วย  แต่ที่หนักหนามากคือครั้งที่ป่วยเป็นโรคไวรัสขึ้นสมอง ถ้ารักษาไม่ทันก็อาจตายได้ โชคดีที่ตอนนั้นมีคุณหมอจบใหม่จากจุฬาฯไปประจำที่จังหวัด คุณหมอก็เลยคอยดูแลอย่างใกล้ชิด นั่งเฝ้าทั้งคืน เพราะเท่าที่ทราบ โรคนี้ถ้าให้น้ำเกลือมากเกินไปก็อาจทำให้ปัญญาอ่อน แต่ถ้าให้น้อยเกินไปก็อาจตายได้ ตารอดมาครั้งนั้นถือว่าเป็นบุญมาก และยังรู้สึกขอบคุณคุณหมอมาถึงทุกวันนี้ ชีวิตของตามีหลายเรื่องมากที่เหลือเชื่อด้วยความที่บ้านอยู่ใกล้วัดบูรพาราม ทำให้มีโอกาสได้วิ่งเล่นในวัดช่วงที่ หลวงปู่ดูลย์อตุโล ศิษย์ของหลวงปู่มั่นยังมีชีวิตอยู่ ครั้งนั้นท่านยังเคยพูดกับตาที่เป็นแค่เพียงเด็กหญิงตัวน้อย ๆ แสนซนด้วยน้ำเสียงที่มีเมตตาว่า… (โปรดติดตามตอนต่อไป)   ที่มา : นิตยสารซีเคร็ต เรื่อง : สุรางคณา สุนทรพนาเวศ ภาพ : www.sanook.com   บทความน่าสนใจ Room to Read : เยาวชนได้อ่านหนังสือดี ๆ ฟรีคือความสุขของเรา 6 สิ่งที่ควรเลิกก่อนกลายเป็น […]

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (2)

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (2) ชีวิตของตา ( สุรางคณา สุนทรพนาเวศ ) อยู่ใกล้วัดใกล้วามาตั้งแต่เด็กเพราะวิ่งเล่นอยู่ในวัดบูรพารามซึ่งอยู่ใกล้บ้าน ทำให้มีโอกาสได้เจอหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ศิษย์ของหลวงปู่มั่นที่ยังมีชีวิตอยู่ในสมัยนั้น กว่าที่พวกเราจะเข้ามาเรียนที่ธรรมศาสตร์ได้นั้นเราต้องเหยียบย่ำคนมาตั้งเท่าไหร่…เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าเราเรียนเพื่อตัวเอง แต่จงเรียนเพื่อคนอื่นๆ ที่ไม่มีโอกาส และนำความรู้ที่ได้ไปช่วยพวกเขา ตาเป็นเด็กที่ซนมาก ชอบเที่ยวเล่นไม่เคยรับรู้ว่าตัวเองเป็นผู้หญิง ต้องสำรวมระวัง ไปวัดก็ไปวิ่งเล่นโป้งแปะกับเพื่อน จำได้ว่าที่วัดบูรพารามมีต้นหูกวางเยอะและมีกุฏิพระอยู่โดยรอบ วันนั้นตาก็ไปวิ่งเล่นกับเพื่อนเหมือนทุกวัน ขณะที่วิ่งไล่กันอยู่นั้น ตาก็วิ่งหนีไปจับชายผ้าเหลืองของพระรูปหนึ่งที่กำลังกวาดลานวัดอยู่ โดยที่ไม่ทราบเลยว่าท่านคือหลวงปู่ดูลย์ พระภิกษุผู้มีปฏิปทาสูงเป็นที่เคารพนับถือของพระบรมวงศานุวงศ์และบุคคลทั่วไป แต่หลวงปู่ดูลย์มีเมตตาสูงมาก ท่านพูดกับเด็กหญิงตาในวันนั้นว่า“เป็นผู้หญิงจับจีวรพระไม่ได้นะ” เมื่อโตขึ้น เล่าให้ใครฟังมีแต่คนบอกว่าเป็นบุญของตา และนั่นก็คงเป็นความจริง ตาคงเคยทำบุญมาบ้าง เพราะหลังจากนั้นต่อให้ชีวิตพลิกผันไปอย่างไร ตาก็ได้ประสบแต่สิ่งที่ดี มีคนคอยอุปถัมภ์ค้ำชูเสมอมา   บ้านนอกเข้ากรุง ตอนเด็ก ๆ ตาอยู่กับยายที่จังหวัดสุรินทร์ พอเริ่มเข้าเรียน ป.3 แม่ก็รับมาอยู่ที่กรุงเทพฯด้วยกัน แต่อยู่กับแม่ได้ไม่นาน ผู้จัดการร้านคอฟฟี่ช็อปที่แม่ทำงานอยู่ก็ขอตาไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม เพราะสามีภรรยาคู่นี้ไม่มีลูก ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัด เมื่อเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ตาก็กลายเป็นเด็กไม่มีความมั่นใจ ที่เคยกล้าพูด กล้าเล่นก็กลายเป็นเด็กขี้อาย ร้องไห้เก่ง และไม่กล้าพูด จำได้ว่า สมัยเด็ก ๆ ตาเกลียดวิชาภาษาอังกฤษมาก เพราะเรียนไม่ทันเพื่อน ด้วยความที่เป็นเด็กบ้านนอก เขียนได้แค่เอบีซี แต่วันแรกที่เข้ามาเรียนกรุงเทพฯครูสั่งให้เขียนชื่อวันทั้งเจ็ดเป็นภาษาอังกฤษ ตาเขียนไม่ได้เลยถูกทำโทษ พอกลับบ้านไปเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็เลยช่วยสอนภาษาอังกฤษให้ พอถึงชั้น ป.6 จากเด็กเรียบร้อยที่โดนเพื่อนผู้ชายแกล้งเป็นประจำ ตาก็ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองด้วยการเลือกเรียนวิชาเนตรนารี และสมัครเป็นสารวัตรนักเรียน เป็นจราจรโรงเรียน คอยดูแลให้คนข้ามถนน  ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองมากขึ้ นอกจากนั้นว่าง ๆ ยังไปเตะบอลกับเพื่อนผู้ชายด้วยเพราะไม่อยากให้เขามาแกล้งเราอีก หลังจากจบ ป.6 ตาก็เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนสายน้ำผึ้ง เป็นโรงเรียนหญิงล้วนที่มีชื่อเสียง อยู่แถวสุขุมวิท 22 สมัยก่อนสุขุมวิทไม่เจริญเหมือนทุกวันนี้ สองข้างทางยังเป็นทุ่งนาเล้าหมู เวลาจะไปเรียนก็ต้องนั่งรถสองแถวจากปากซอยเข้าไป ชีวิตวัยเรียนของตาค่อนข้างสนุกสนานตาเป็นคนเรียนระดับปานกลาง แต่ชอบทำกิจกรรม เป็นทั้งนักวิ่ง นักยิมนาสติกแต่พอขึ้น ม.4 ชีวิตก็ต้องพบกับจุดเปลี่ยนอีกครั้ง       ตามสูตรสู่ดวงดาว  วันหนึ่งตาไปเดินเล่นแถวสยามฯแล้วไปเจอโมเดลลิ่ง ตามสูตรของการเป็นดารายุคนั้นเป๊ะ หลังจากนั้นก็มีงานถ่ายแบบถ่ายโฆษณาตามมามากมาย งานแรกได้ถ่ายโฆษณาน้ำอัดลม ตามด้วยโฆษณาฟิล์มถ่ายรูป และด้วยความที่มือสวย ฟันสวย ตาก็ได้งานโฆษณาแบบที่ใช้มือของเราไปจับหน้าคนอื่น ได้ถ่ายโฆษณายาสีฟันที่เป็นภาพยิ้มเห็นฟันอยู่ข้างกล่อง เมื่อเข้าวงการก็เริ่มมีเงินจ่ายค่าเทอมของตัวเอง งานแรกได้เงินถึง 20,000 บาท หลังจากนั้นเมื่ออายุ 18 ปีก็ได้รับเลือกให้เป็นอิมเมจเกิร์ลของผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องจากประเทศฝรั่งเศสยี่ห้อหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ เวลามีการแข่งรถต้องไปยืนถือร่มที่สนามแข่ง เซ็นสัญญาทำงานหนึ่งปี ได้รับเงินเดือนเดือนละ 20,000 บาท นอกจากนั้นตอนอยู่ ม.6 บังเอิญมีพี่เลี้ยงนางงามชวนไปประกวดนางนพมาศที่สมุทรปราการ พอได้ตำแหน่งก็ไปประกวดนางสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ ซึ่งเป็นงานประกวดนางสงกรานต์ที่ดังมาก แล้วไปจบด้วยการประกวดนางสาวไทย ความจริงตามีแววด้านนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆเพราะตาชอบถือไม้กวาดอยู่หน้ากระจกแล้วพูดว่า “สุรางคณา คัมฟรอมไทยแลนด์” ตอนอายุ 14 กลับไปเยี่ยมยายที่จังหวัดสุรินทร์ท่านก็ให้เป็นนางเทียน ใส่ชุดไทยนั่งบนรถแห่เทียนพรรษาของวัด เรียกว่าก่อนประกวดนางสาวไทยตาผ่านมาหลายเวทีมาก แม้กระทั่งสาวแพรวก็เคยประกวดมาแล้ว เป็นรุ่นเดียวกับ คุณหน่อย - บุษกร วงศ์พัวพันธ์ปีนั้นพี่หน่อยได้ตำแหน่ง ส่วนตาได้เป็นรองสาวแพรว แม้ว่าจะทำกิจกรรมมากมาย แต่ตาก็ยังเป็นคนที่รักเรียน จบ ม.6 แล้วก็สอบเข้าเรียนต่อที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้สมความตั้งใจและชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยก็ให้อะไรตามากมายจนถึงทุกวันนี้     คำสอนของธรรมศาสตร์  สมัยก่อนการประกวดนางสาวไทยได้รับความสนใจมาก แต่แทบจะไม่มีนักศึกษามหาวิทยาลัยปิดเข้าประกวดเพราะต้องใส่ชุดว่ายน้ำ จึงเสี่ยงกับการถูกไล่ออก ตาน่าจะเป็นผู้เข้าประกวดที่มาจากมหาวิทยาลัยปิดยุคแรก ๆ ก็ว่าได้ ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอม ตาไม่มีอะไรทำเลยลองเข้าประกวดดูเล่น ๆ แอบไปโดยไม่บอกเพื่อน ไม่บอกแฟน กะว่าถ้าตกรอบจะได้ไม่ต้องอายใคร แล้วสมัยก่อนคนเข้าประกวดนางงามต้องทำผมทรงฟาร์ราห์แต่ตากลับตัดผมสั้น โอกาสเข้ารอบน้อยมาก เรียกว่าเป็นม้ามืดเลยทีเดียว ยิ่งรอบที่ให้แสดงความสามารถพิเศษ ตาก็ไม่มีอะไรไปโชว์เลยสักอย่าง คนอื่นรำไทย เล่นเปียโน เต้นบัลเลต์ ตาทำได้อยู่อย่างเดียวคือ พูดเก่ง เลยขอเป็นพิธีกรคู่กับเพื่อนอีกคนในเวทีประกวดนางสาวไทย ผลปรากฏว่า ปีนั้น คุณยลดา รองหานาม ได้เป็นนางสาวไทย และตาได้เป็นรองนางสาวไทยอันดับ 4 แบบที่ไม่มีใครคาดหมาย เพราะเป็นรองนางสาวไทยที่ตัดผมสั้น คุยเก่ง ไม่ได้มีบุคลิกเรียบร้อยอย่างรุ่นก่อน ๆ เลยแม้แต่น้อย พอได้รับตำแหน่งก็กลายเป็นที่รู้จักของเพื่อนในมหาวิทยาลัย แต่ตาก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ไม่ได้แบ่งรวยจน ทุกคนเป็นเพื่อนกันได้หมด ตาได้รับคำสอนดี ๆ จากธรรมศาสตร์ที่นำมาใช้ในทุกวันนี้หลาย ๆ เรื่องโดยเฉพาะการทำอะไรเพื่อคนอื่น เทอมแรกของการเรียน รุ่นพี่พาตาและเพื่อน ๆ ไปทำกิจกรรม “รับเพื่อนใหม่”ที่หาดแม่รำพึง การรับน้องที่นี่ไม่โหด เราเน้นทำกิจกรรมที่สนุกสนานและผูกสัมพันธ์มากกว่า จำได้ว่า เย็นวันนั้นหลังจากที่พี่ ๆ แกล้งให้น้องทำนั่นทำนี่จนเหนื่อยแล้ว พวกเขาก็มานอนเรียงคว่ำหน้าอยู่บนชายหาดแล้วให้น้องเดินเหยียบหลังข้ามไป พี่ ๆถามพวกเราว่า รู้ไหม ทำไมถึงให้ทำอย่างนี้ส่วนใหญ่เราจะตอบว่า เพราะพี่ ๆ อยากบอกว่าธรรมศาสตร์สอนให้เราทุกคนมีความเท่าเทียมกัน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ พี่ที่เป็นหัวหน้าบอกกับพวกเราว่ากว่าที่พวกเราจะเข้ามาเรียนที่ธรรมศาสตร์ได้นั้น เราต้องเหยียบย่ำคนมาตั้งเท่าไหร่ หนึ่งต่อหนึ่งพันคน หนึ่งต่อหนึ่งหมื่นคน มีลูกตาสีตาสาลูกชาวไร่ชาวนาอีกมากมายที่เขาอยากมาเรียนที่นี่ แต่ไม่มีโอกาส แล้วเงินที่เราใช้เรียนก็มาจากภาษีของประชาชน เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าเราเรียนเพื่อตัวเองแต่จงเรียนเพื่อคนอื่น ๆ ที่ไม่มีโอกาส และนำความรู้ที่ได้ไปช่วยพวกเขา ตาประทับใจคำสอนของธรรมศาสตร์มาก และใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน หลังจากประกวดนางสาวไทยแล้วตาก็เข้าสู่วงการบันเทิง เป็นพิธีกร เล่นละคร และที่ดังเป็นพลุแตกก็ตอนรับบทเป็นผู้หญิงขายตัวในละครเรื่อง คุณหญิงนอกทำเนียบ ที่มี นุสบา ปุณณกันต์เป็นนางเอก คุณแดง - สุรางค์ เปรมปรีดิ์จับพลิกบทบาทแบบสุดขั้ว จากนางงามมาเป็นนางร้ายปากจัดจนคนอินกันทั่วบ้านทั่วเมือง […]

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข…สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (3)

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข…สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (3) หลังเรียนจบปริญญาตรีจากธรรมศาสตร์ ตา ( สุรางคณา สุนทรพนาเวศ )  มีชื่อเสียงโด่งดังแบบสุดๆ มีงานเยอะไม่เว้นแต่ละวัน แต่ก็ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างเพื่อไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศญี่ปุ่น ตาเป็นคนที่คิดอะไร ทำอะไรไม่เหมือนคนอื่น ตอนนั้นภาษาอังกฤษยังไม่ค่อยดีมาก เลยคิดว่าน่าจะไปเรียนภาษาญี่ปุ่น เพราะคิดว่าชาวต่างชาติคนอื่นที่มาเรียนที่นี่ก็ต้องเริ่มจากศูนย์เหมือนกัน เราจะได้สู้คนอื่นได้ ก่อนไปหลายคนอาจไม่ทราบว่าตาเกือบจะได้เป็นนักร้อง เพราะไปซุ่มร้องเพลงอยู่ในค่ายมูเซอของ พี่จิก-ประภาส ชลศรานนท์ แต่สอบติดที่ญี่ปุ่นก่อนเดินสายทัวร์คอนเสิร์ต เลยตัดสินใจทิ้งงานแสดงและนักร้องไปเป็นนักศึกษาอีกครั้ง ตอนนั้นพี่จิกเพิ่งเปิดบริษัทเวิร์คพอยท์กับพี่ตา - ปัญญา นิรันดร์กุล ตามีโอกาสได้ไปช่วยร้องเพลงช่วงคำถามในรายการว่า“ยังจำได้ไหม จำได้หรือเปล่า…ยังจำได้ไหมจำได้หรือเปล่า” ช่วงแรก ๆ เป็นเสียงร้องของตา ก่อนที่จะมีผู้หญิงสองคนออกมาร้องและเต้นอย่างปัจจุบัน เมื่อสอบเข้าเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นได้ตาก็ตัดสินใจว่า ในเมื่อสอบได้แล้ว เราก็ต้องคว้าเอาไว้   ชีวิตนักศึกษาในญี่ปุ่น ปีแรกของการไปเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ที่ มหาวิทยาลัยโตเกียวอินเตอร์เนชั่นแนล (Tokyo International University) ตาต้องจ่ายค่าเทอมเอง แต่พอเข้าปีที่สองตาก็สอบชิงทุนของรัฐบาลญี่ปุ่นได้  แถมยังสอบได้ถึงสองทุน คือ ทุนโรตารีและทุนมอนบูโช (Monbusho) แต่ตาเลือกทุนมอนบูโชเพราะให้ทุนการศึกษามากกว่า ด้วยความที่เป็นคนคุยเก่งและตั้งใจเรียน ทำให้ตาเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นได้เร็ว สามารถข้ามชั้นของการเรียนภาษาไปในระดับที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ครึ่งปีแรกของการเรียน ตาสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ครึ่งปีหลังตาต้องนั่งท่องคำศัพท์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่ต้องใช้ในการเรียนเป็นภาษาญี่ปุ่น และเขียนวิทยานิพนธ์ 3 ปีในญี่ปุ่นให้ประสบการณ์ชีวิตที่ดีมาก สอนให้ตารู้จักมีระเบียบวินัยและรู้คุณค่าของเวลา ที่ญี่ปุ่นมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากับที่อื่น ๆ ในโลกก็จริงแต่คนที่นี่ใช้เวลาอย่างคุ้มค่ามาก เมื่อก่อนตาเป็นคนเรื่อย ๆ กินข้าวช้า เดินช้า พอไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นก็ต้องปรับให้เร็วขึ้น นอกจากนั้นสังเกตว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะเห็นคนญี่ปุ่นมีหนังสือติดมือตลอดเวลาแม้แต่ตอนที่รถไฟแน่น ๆ มือหนึ่งโหนรถอีกมือก็อ่านหนังสือได้หน้าตาเฉย ที่สำคัญ คนที่นี่ยังรักษาประเพณีที่ดีงามไปพร้อม ๆ กับการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี สาว ๆ สามารถใส่ชุดกิโมโนปั่นจักรยานไปไหนมาไหนได้เป็นเรื่องปกติ ตาเห็นแล้วก็ชื่นชม และที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ความละเอียดอ่อนและใส่ใจกับสิ่งต่าง ๆ ทั้งอาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้ ช่วงแรกของการเรียนที่นี่ผ่านไปด้วยดีจนกระทั่งถึงช่วงทำวิทยานิพนธ์ นอกจากจะยากเพราะต้องใช้ภาษาญี่ปุ่น ตายังทะเลาะกับโปรเฟสเซอร์ ทำให้รู้สึกท้อแท้ใจจนไม่อยากเรียนต่อให้จบ แต่โชคดีที่โทร.คุยระบายกับเพื่อนที่เคยเรียนธรรมศาสตร์มาด้วยกัน เขาพูดกับตาว่า “จำได้ไหมว่าเราเรียนเพื่ออะไร เราเรียนเพื่อคนอื่นอีกมากมายที่ไม่มีโอกาส คนไทยสักกี่คนที่จะได้มาเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น อย่าคิดถึงแต่ตัวเอง ให้คิดถึงคนอื่นด้วย” ตาได้ฟังเพื่อนพูดแล้วก็ฮึดสู้จนเรียนจบในที่สุด เป็นการเรียนที่ต้องใช้ใจต่อสู้เป็นอย่างมาก แต่เมื่อกลับมาประเทศไทยกลับมีคนนินทาว่าตาไปขายตัวที่ประเทศญี่ปุ่นและไม่ได้ไปเรียนอย่างที่บอกใคร ๆ  เพราะสมัยนั้นผู้หญิงไทยที่ไปญี่ปุ่นเป็นแบบนั้นเยอะมาก แต่เมื่อหลายคนได้เห็นใบปริญญาบัตรของตา ก็ไม่มีอะไรให้ต้องสงสัยอีกต่อไป หลังจากเรียนจบใหม่ ๆ ตาก็ลองสอบเข้าทำงานที่บริษัทในประเทศญี่ปุ่น เพราะอยากวัดความรู้ความสามารถของตัวเองปรากฏว่า สอบได้บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตจอแอลซีดี แต่ทำได้แค่เดือนเดียวก็ลาออกเพราะอยากไปเรียนต่อปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษ ตอนแรกก็ไปเรียนภาษาที่ UCL College ก่อนหลังจากนั้นก็สมัครเรียนต่อที่ London School of Economics (LSE) แต่ยังไม่ได้เข้าเรียน ปรากฏว่าประเทศไทยประสบกับภาวะต้มยำกุ้งเสียก่อน  ตาเลยตัดสินใจกลับมาทำงานในวงการบันเทิงอีกครั้ง เมื่อกลับมาจากญี่ปุ่นใหม่ ๆ รายการต่าง ๆ เชิญไปเป็นแขกรับเชิญเยอะมาก เพราะแทบจะไม่มีดาราคนไหนที่เป็นรองนางสาวไทยแล้วไปเรียนต่อจนจบปริญญาโทจากประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้นยังได้รับงานพิธีกรของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ทั้งพิธีกรเปิดโรงงาน พิธีกรฉลองครบรอบ10 ปี ฯลฯ  เรียกว่างานเข้าเยอะมาก     ความเจ็บป่วยทำให้รู้จักธรรมะ ตาอยู่วงการบันเทิงก็ใช้ชีวิตเหมือนคนในวงการทั่วไป เหล้าก็ดื่ม บุหรี่ก็สูบแต่ตาชอบเล่นกีฬามาก  ทั้งตีกอล์ฟ ดำน้ำจนถึงขั้นเปิดร้านสอนดำน้ำด้วยตัวเอง ฟิตขนาดนี้ตาเลยไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแม้แต่น้อย จนวันหนึ่งไปตรวจสุขภาพประจำปีคุณหมอพบว่า ท่อน้ำดีโตกว่าปกติ ท่อน้ำดีของคนอื่นอาจจะกว้างแค่ 3 มิลลิเมตร แต่ของตากว้างถึง 6 เซนติเมตร…ใหญ่มากจนคุณหมอตกใจ ต้องขอตัดมาตรวจว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ โรคท่อน้ำดีโตผิดปกติเป็นโรคที่พบน้อยมาก มันจะโตตามวัยของเราไปเรื่อย ๆ ตอนเด็ก ๆ ตาคิดว่าตัวเองอาจเป็นโรคบิดเพราะมักจะปวดท้อง อาเจียนมีน้ำเหลือง ๆขม ๆ ออกมา แต่ความจริงมันคืออาการของโรคนี้นั่นเอง โชคดีว่าชิ้นเนื้อที่นำไปตรวจ คุณหมอไม่พบว่าเป็นเนื้อร้าย แต่ท่านแนะนำว่าถ้าทิ้งไว้อาจจะมีโอกาสเป็นมะเร็ง ตาเลยตัดสินใจตัดออก ความเจ็บป่วยในครั้งนี้ทำให้ตารู้ซึ้งกับคำว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” มาก จากที่เมื่อก่อนรู้สึกต่อต้านกับคำสอนภาษาบาลี  ไม่เข้าใจว่าต้องพูดคำยาก ๆ ทำไม เพื่อนเคยให้หนังสือ “คู่มือมนุษย์” ของท่านพุทธทาสมาอ่านตอนอกหักก็หันไปด่าเพื่อนว่า  “มึงเห็นกูไม่เป็นมนุษย์เหรอ” แต่ในวันที่เจ็บป่วย ตาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมเราจึงต้องเรียนรู้เรื่องความไม่เที่ยง จากคนที่เคยร่างกายแข็งแรง บ้าพลังทำงานวันหนึ่งประมาณ 16 ชั่วโมง แต่หลังผ่าตัด คุณหมอให้นอนพักผ่อนสิบกว่าวัน นอกจากจะรู้สึกเบื่อมากแล้ว เวลาหายใจเข้าก็จะรู้สึกปวดแผลมาก เพราะแผลผ่าตัดค่อนข้างใหญ่ พอยาชาหมดฤทธิ์ ตาปวดเหมือนจะตายให้ได้ รู้สึกเลยว่าหายใจออกเหมือนสวรรค์หายใจเข้าเหมือนนรกสลับกันไปมาอยู่อย่างนี้ นั่นเป็นครั้งแรกที่เกิดปัญญาเห็นธรรม“เออหนอ…ร่างกายนี้เป็นทุกข์” เวลาร่างนี้เป็นทุกข์ พ่อแม่พี่น้องก็ไม่สามารถมาทุกข์แทนเราได้ “ฉันเจ็บก็เจ็บคนเดียว ฉันทุกข์ก็ทุกข์คนเดียว ฉันตายก็ตายคนเดียว”เมื่อเห็นอย่างนี้ตาเลยเกิดความคิดว่า เราไม่อยากเกิดอีกแล้ว คิดว่าทำไมการเกิดเป็นมนุษย์มีแต่ทุกข์ มีหนทางไหนที่เราจะพ้นทุกข์บ้างไหม ในวันนั้นตาหยิบหนังสือของท่านพุทธทาสมาอ่าน เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้างแต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง ตาเริ่มด้วยการเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด เพราะไม่อยากทำร้ายร่างกายตัวเอง และใช้ชีวิตด้วยการทำงานครึ่งเดือน ไปศึกษาธรรมะที่วัดอีกครึ่งเดือน แรก ๆ ก็ไปสวดมนต์ที่วัดสุทัศน์ตอนหนึ่งทุ่มทุกเย็นตั้งจิตอธิษฐานว่า “ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก หรือเกิดอะไรขึ้น ฉันก็จะมาสวดมนต์ให้ได้ทุกวันให้ครบ 3 เดือน” และแค่การไปสวดมนต์อย่างเดียวก็ทำให้ตารู้ว่า ตัวเองได้ปฏิบัติบารมีหลายข้อมาก ทั้งวิริยะบารมีขันติบารมี สัจจะบารมี และนี่ก็น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตาเลิกบุหรี่ได้สำเร็จเพราะเรามีจิตใจที่เข้มแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการต่อสู้กับกิเลส หลังจากนั้นตาก็เริ่มฟังธรรมมากขึ้นและครั้งหนึ่งก็เคยไปบวชชีที่วัดเขาสมโภชน์ จังหวัดลพบุรี ได้กลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง ได้เรียนพระอภิธรรมอย่างลึกซึ้ง ตอนนั้นเพื่อน ๆ ในวงการไม่ค่อยมีใครรู้เพราะสมัยก่อนการปฏิบัติธรรมยังอยู่ในวงจำกัด แต่บวชได้ 15 วันตาก็กลับมาใส่วิกเล่นละครต่อ  ในช่วงเวลานี้เองที่ตาเริ่มได้เป็นพิธีกรงานที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ได้ช่วยเหลืองานของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้มีโอกาสพบเจอกับพระอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมากมาย  รวมถึงได้รับโอกาสให้ไปบรรยายธรรมในทัณฑสถานหญิง ซึ่งทำให้ตาได้พบกับเพื่อนคนหนึ่งที่เคยประกวดนางงามมาด้วยกัน เพื่อนคนนี้เป็นคนสวย แถมยังนิสัยดี แต่เมื่อมองที่ข้อเท้า ตาก็ถึงกับตะลึง!…  (โปรดติดตามตอนต่อไป) […]

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (จบ)

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (จบ) “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล” เป็นคำกล่าวที่เราได้ยินมาช้านาน  แต่เป็นจริงทุกยุคสมัย ในภาษาธรรมเราเรียกเพื่อนที่ชักนำไปในทางที่ดีงามและทางที่เจริญว่า “กัลยาณมิตร” แต่น่าเสียดายที่กว่าเพื่อนคนหนึ่งของตา ( สุรางคณา สุนทรพนาเวศ )จะซึ้งใจในคำกล่าวนี้ก็ต้องเข้าไปอยู่ในคุก ด้วยความที่ตาสนใจธรรมะ พากเพียรเรียนจนจบนักธรรมเอก ก็เลยได้รับคำเชิญให้ไปบรรยายธรรมในเรือนจำกลางคลองเปรมให้นักโทษหญิงฟัง  ครั้งแรกที่ไปเห็นว่านักโทษที่นี่ต้องอยู่กันอย่างแออัดต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรงแคบ ๆ แม้กระทั่งห้องสมุดก็ยังเป็นกรง กว่าตาจะเข้าไปถึงชั้นในได้ต้องผ่านประตูถึง 3 ชั้น …ตาเข้าไปแล้วยังเดินออกมาได้ แต่ผู้หญิงอีกหลายคนที่เข้าไปอยู่ในนั้น บางคนต้องโทษประหารชีวิต บางคนต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ไม่มีโอกาสที่จะได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกอีกเลย…   บรรยายธรรมในเรือนจำ วันที่ตาไปบรรยาย มีนักโทษหญิงราว 100 คนที่ผ่านการคัดเลือกแล้วมานั่งฟัง บางคนเป็นยายแก่ ๆ หน้าตาไม่น่าจะเป็นนักโทษเลยสักนิด วันนั้นหลังบรรยายธรรมเสร็จแล้ว ตาก็แจกขนมให้นักโทษหญิงเหล่านั้น แจกไปเรื่อย ๆ จนมาถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับตา เห็นหน้าแล้วก็รู้สึกเอะใจว่า “ทำไมหน้าตาคล้ายเพื่อนเราจัง แต่คงไม่ใช่หรอก เพราะเพื่อนเราทั้งสวย ทั้งรวย ทั้งเก่ง เรียนจบปริญญาโทจากเมืองนอก ไม่น่าจะมาอยู่ในนี้” เมื่อคิดอย่างนั้น ตาก็เลยเดินผ่านเธอไป แต่ไม่รู้ว่าอะไรมาดลใจ ตาย้อนกลับมายืนดูเขาอีกครั้งจากทางด้านหลัง คิดในใจว่า “ถ้าคนนี้ใช่เพื่อนเรา เธอจะต้องมีรอยสักที่ข้อเท้าซ้าย” และแล้วตาก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง หัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นมีรอยสักที่ข้อเท้าลายเดียวกับเพื่อนของตาจริง ๆ ยิ่งเมื่อเรียกชื่อแล้วเธอหันมา ตาก็ยิ่งสลดหดหู่กับความจริงที่ได้เจอ เพื่อนวิ่งเข้ามากอดตาแล้วร้องไห้คาดว่าเธอคงรู้ว่าวันนี้ตาจะมาบรรยาย แต่ด้วยความอายจึงไม่อยากให้ตาเห็น ความจริงเพื่อนคนนี้เป็นคนดี ตอนที่ประเทศไทยเกิดสึนามิ เราเคยขึ้นเครื่องบินของกองทัพอากาศไปเก็บศพ ไปสร้างบ้านให้ผู้ประสบภัยด้วยกันแต่หลายปีหลังจากนั้นตาก็ไม่เคยเจอเธออีกเลย เพื่อนพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ ว่า ถ้าก่อนหน้านี้ได้มาเดินบนเส้นทางธรรมเหมือนตา ชีวิตก็คงไม่ต้องมาพบเจอกับเรื่องราวเลวร้ายแบบนี้ แต่นี่เธอกลับไปคบเพื่อนที่เสพยา ค้ายา สุดท้ายตัวเธอเองก็ถูกจับที่คอนโดพร้อมยาเสพติดจำนวนมาก ทำให้ถูกตัดสินจำคุกถึง 50 ปี ชีวิตของเพื่อนเป็นอุทาหรณ์อย่างดีที่ตามักจะเล่าให้ลูกศิษย์ฟังตอนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยว่า  กัลยาณมิตรเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต การคบเพื่อนไม่ดีแม้เพียงแค่คนเดียว ก็อาจทำให้ชีวิตพบกับหายนะโดยที่เราคาดไม่ถึง แต่การคบเพื่อนดีแม้มีน้อย แต่คอยชักนำเราไปในทางที่ดี ช่วยกันยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ชีวิตของเราก็จะพบเจอแต่คนดี ๆ เรื่องราวดี ๆ และแม้มีเหตุเภทภัยอะไร  เพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตรก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเราเสมอ       “สั่งคัต” ตัวเองจากความยึดมั่น หลังจากเรียนจบจากประเทศญี่ปุ่น ตาก็มีโอกาสได้เป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตศูนย์หัวหิน ตามด้วยการเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อีก1 ปี ช่วงนี้ตามีโอกาสปฏิบัติธรรมและเรียนรู้ธรรมะจากครูบาอาจารย์มากมาย ทั้งจากหลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป, หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร, หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม, หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ ทุกวันอาทิตย์ตาก็จะนำของไปถวายพระ ไปฟังธรรมะจากท่าน ซึ่งก่อนหน้านั้นตาก็ไปปฏิบัติธรรมตามแนวทางต่าง ๆ เช่น แนว ท่านโกเอ็นก้า ตามศูนย์ต่าง ๆ รวมถึงคุณแม่สิริ กรินชัยที่วัดผาณิตาราม พระอภิเชษฐ์ที่จังหวัดลำปาง พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช, อดีตพระมิตซูโอะ คเวสโก รวมถึงพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ  ฯลฯ ตาเป็นคนที่ทำอะไรทำจริง ทำแล้วก็จะทำให้ถึงที่สุด และไม่หวั่นเกรงกับอะไรหลายคนอาจบอกว่า นักแสดงปฏิบัติธรรมไม่ได้ เพราะอาชีพนี้มีแต่สร้างกิเลสปรุงแต่ง การเป็นนักแสดงทำให้เราสามารถพิจารณาธรรมได้มากกว่าคนอื่นได้เห็นภพชาติจากการรับบทบาทต่างๆเป็นพี่ เป็นแม่ เป็นภรรยาได้เห็นการเกิด-ดับ การพบเจอการจากลา การพลัดพราก จิตให้หัวเราะ ร้องไห้ไปตามอารมณ์ แต่สำหรับตากลับค้นพบว่า การเป็นนักแสดงทำให้เราสามารถพิจารณาธรรมได้มากกว่าคนอื่น ได้เห็นภพชาติจากการรับบทบาทต่าง ๆ เป็นพี่  เป็นแม่  เป็นภรรยา ได้เห็นการเกิด-ดับ การพบเจอ การจากลา การพลัดพราก เห็นชัดมากจนทำให้รู้สึกเบื่อกับการเวียนว่ายตายเกิด นอกจากนั้นการเป็นนักแสดงยังทำให้ตา “สั่งคัต” ตัวเองจากอารมณ์ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ในละคร ผู้ชายคนนี้อาจเป็นสามีของเรา แต่พอผู้กำกับสั่งคัตปุ๊บ เขาก็กลายเป็นคนอื่น ในชีวิตจริงตาคิดว่า ถ้าเรารู้จัก “สั่งคัต” ตัวเองจากความยึดมั่นถือมั่นต่าง ๆ เราจะมีความสุขได้ง่ายขึ้น ทุกวันนี้ตายังไม่มีครอบครัว  แต่ก็ไม่คิดว่าปฏิบัติธรรมแล้วจะต้องไม่มีครอบครัว คิดว่าแล้วแต่ธรรมะจัดสรร ถ้าวันหนึ่งจะมีก็มี ถ้าไม่มีก็มีความสุขกับการเป็นโสด เพราะเห็นว่าตัวเองยังทำประโยชน์ให้สังคมได้โดยไม่มีภาระ ตาเชื่อว่าคนเราไม่ได้ทุกข์เพราะใครแต่ทุกข์เพราะตัวเองนั่นแหละ กายนี้ ใจนี้คือทุกข์ มีกายนี้ก็ต้องหิว ต้องป่วย พลัดพรากจากสิ่งที่รักก็ทุกข์ ไม่ต้องไปโทษใครอื่น เราทั้งนั้นที่ทำตัวเอง น้ำตาไหลเมื่อได้ไปสักการะสังเวชนียสถาน ก่อนจะไปเรียนปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจาวาฮาร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal  Nehru University) ประเทศอินเดีย ตาเคยไปสักการะสังเวชนียสถานมาแล้ว 8 ครั้ง และไม่มีครั้งไหนที่น้ำตาไม่ไหล ก่อนไปได้ยินมาว่าเพื่อนบางคนร้องไห้ด้วยความปีติ ตาคิดว่าตัวเองคงไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอน  เพราะ “ฉันเป็นดารา ฉันสั่งตัวเองให้ร้องไห้หรือหยุดร้องไห้ได้” แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม และมีเรื่องราวอัศจรรย์เกิดขึ้นกับตาตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ไปถึง ตอนนั้นตาเชื่อว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ดี แต่ไม่แน่ใจว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือเปล่า ตามประสาคนเชื่อยากชอบพิสูจน์ เมื่อไปถึงอินเดียครั้งแรกและได้นั่งใต้ต้นโพธิ์ที่วัดพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ตาก็อธิษฐานจิตว่า ถ้าชาตินี้จะมีโอกาสได้เผยแผ่ธรรมะ ก็ขอให้ใบโพธิ์ซึ่งตอนนั้นยังมีใบเขียวเต็มต้นร่วงลงมา อธิษฐานยังไม่ทันขาดคำ ใบโพธิ์ก็ร่วงลงมากลางมือ ตาน้ำตาร่วง ขนลุกซู่ไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่เราสงสัยนั้น “สิ้นสงสัยแล้ว” ยิ่งเมื่อเดินทางไปยังกุสินาราวิหารปรินิพพานซึ่งภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ตาก็น้ำตาร่วงเผาะ ๆ เป็นสายหยุดไม่ได้ เกิดความรู้สึกปีติระคนกับความสลดโศกาว่า “พระพุทธเจ้าได้หลุดพ้นจากสังสารวัฏนี้ไปนานแล้ว แต่เรายังว่ายวนอยู่ที่นี่ เราจะอยู่ไปจนถึงเมื่อไหร่…” ตาร้องไห้แบบไม่หยุดทุกครั้งที่ไปยังสถานที่แห่งนี้  ยิ่งเมื่อสวดมนต์บทสวดสรภัญญะ  “องค์ใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธสันดาน…” ไปด้วย น้ำตาก็จะไหลเหมือนท่อน้ำตาแตก  สั่งให้หยุดก็ไม่ได้ต้องปล่อยไปอย่างนั้น ตาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้สัมผัสได้เฉพาะตน อาจไม่เกิดกับคนอื่นแต่เกิดขึ้นกับตาแล้วจริง ๆ และทำให้ความเชื่อมั่นศรัทธาในพระพุทธศาสนาของตามีความมั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น ปัจจุบันตากำลังศึกษาปริญญาเอกที่ประเทศอินเดีย สองปีที่อยู่ที่นี่ได้ฝึกตัวเองในหลายเรื่อง ก่อนไปเรียนตาขายรถขายบ้าน ทิ้งทุกอย่างแล้วกลับไปเป็นนักศึกษาธรรมดา ๆ อีกครั้ง  ไปอยู่ที่โน่นได้ใช้ชีวิตในหอพัก เป็นหอรวม ห้องน้ำรวม ต้องซักผ้าด้วยตัวเอง กินข้าวหอกินโรตีจาปาตีแทนข้าว  ถ้าเบื่อก็กินมาม่าชีวิตในแต่ละวันเหมือนได้ปฏิบัติธรรม ได้เห็นตัวเองชัด ๆ อีกครั้งว่า “ตา - สุรางคณา”ที่ไม่ได้เป็นคนมีชื่อเสียง มีคนรู้จัก สามารถใช้ชีวิตให้มีความสุขได้อย่างไร ตาเชื่อว่ายิ่งเราไม่สะสม ตัวเราก็จะยิ่งเบา ทุกวันนี้ตามีแค่กระเป๋าใบเดียวแต่ไปได้ทั่วโลกโดยไม่มีอะไรต้องกังวล  ตาคิดว่าคนเราทุกคนมีหน้าที่ “เรียนรู้ตัวเอง”สร้างประโยชน์ให้ตนเอง  สร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น ไม่เบียดเบียนตัวเอง และไม่เบียดเบียนผู้อื่น…   ถ้าทำได้  ถึงจะอยู่ที่ไหน  เราก็สุขใจแน่นอนค่ะ   ที่มา : นิตยสาร Secret  ฉบับที่ […]

มรสุมชีวิต หมู-ดิลก ทองวัฒนา จากพระเอกดาวรุ่งสู่วันที่ไม่เหลืออะไร

มรสุมชีวิต หมู-ดิลก ทองวัฒนา จากพระเอกดาวรุ่งสู่วันที่ไม่เหลืออะไร พระพุทธเจ้าตรัสถึงความไม่เที่ยง ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน มีขึ้นก็ต้องมาลงเป็นเรื่องธรรมดา ในวันที่ท้องฟ้าสดใสอยู่ๆกลับกลายเป็นวันที่มัวหมองด้วยเมฆฝน ชีวิตของมนุษย์ธรรมดากับการพบสุขและทุกข์เป็นเรื่องปกติของธรรมชาติ สิ่งนี้เรียกว่า “โลกธรรม 8” มรสุมชีวิต ไม่ต่างจากพายุร้ายที่โถมกระหน่ำเข้ามา เรื่องที่เราจะหยิบยกมานี้มาจากการเล่าสู่กันฟังถึงเส้นทางชีวิตของคุณหมู ดิลก ทองวัฒนา ดารารุ่นใหญ่ที่แสดงบทบาทพ่อได้เยี่ยมจนหาใครเทียมได้ยาก จนได้รับฉายาว่า “พ่อทุกสถาบัน” ผ่านรายการ คุยแซ่บ Show     ก่อนที่คุณหมู-ดิลกจะมาเป็นนักแสดง เขาอาศัยอยู่ในบ้านเช่า ไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง จนกระทั่งได้มาเป็นนักแสดงจึงพอเก็บเงินซื้อบ้านได้ แล้วก็กลายมาเป็นเรือนหอหลังจากแต่งงานครั้งแรก เมื่อเป็นพระเอกได้สัก 4-5 ปี และแต่งงานได้ 7 ปี ชีวิตคู่ก็มาถึงทางตัน ทั้งสองตัดสินใจแยกทางและหย่าร้างกัน สุดท้ายเขาก็ไม่ได้อะไรติดตัวมาเลยแม้นของที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง เพราะคุณหมูยกทรัพย์สินให้เป็นสินเดิมไม่ได้ยกให้เป็นสินสมรส     ตอนเป็นพระเอกอะไรมันก็ดี มีชื่อเสียงและคนรู้จัก แล้วมีความสุขดี มีเงินในกระเป๋าใช้ แต่เมื่อชีวิตขาดความสมดุลโดยเฉพาะเรื่องเงิน นับว่าชีวิตช่วงนั้นมีปัญหามาก เป็นช่วงมรสุมชีวิตเลยก็ว่าได้ ความรักพัง การงานแย่ การเงินไม่ต้องเอ่ยถึง สิ้นเนื้อประดาตัว ไร้บ้าน ไร้รถ […]

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาลกับ ความคิดถึงที่มีต่อคุณพ่อ ผู้ล่วงลับ

 พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาลกับ ความคิดถึงที่มีต่อคุณพ่อ ผู้ล่วงลับ เมื่อวันพ่อแห่งชาติที่ผ่านมา (วันที่ 5 ธันวาคม 2561) เพจ  สุรเชษฐ์ หักพาล  โพสต์เรื่องราว ความคิดถึงที่มีต่อคุณพ่อ ผู้ล่วงลับของพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาลว่า “เรื่องเล่าของพ่อผม”พ่อของผม “ดาบตำรวจไสว หักพาล” ข้าราชการชั้นผู้น้อย ที่เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตของผม… Posted by สุรเชษฐ์ หักพาล on Wednesday, December 5, 2018   “เรื่องเล่าของพ่อผม” พ่อของผม “ดาบตำรวจไสว หักพาล” ข้าราชการชั้นผู้น้อย ที่เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตของผม ตั้งแต่เล็กจนโต ครอบครัวเราเป็นชาวบ้านฐานะธรรมดา ๆ ทั่วไป ใช้ชีวิตง่าย ๆ ในอำเภอเล็กๆของจังหวัดสงขลา แต่ความไม่ธรรมดาของพ่อผม ก็คือ “คำสั่งสอน การปลูกฝัง ให้ผมเติมโตขึ้นมาทำประโยชน์เพื่อสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม”     พ่อตั้งความหวังให้ผมสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารเพื่อเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร ผมเดินตามเส้นทางที่พ่อแนะนำเพราะอยากให้พ่อภาคภูมิใจ ผมอ่านหนังสือสอบเอง และมีพ่อติวเสริมให้ จนสอบติดเตรียมทหาร โดยไม่ต้องเสียเงินเข้าโรงเรียนกวดวิชา […]

คำสาปจากความฝัน

คำสาปจากความฝัน – “เมื่อไหร่จะมารับลูกไปเสียที  ฝากฉันไว้นานแล้วนะ” หญิงผิวคล้ำร่างผอมเกร็งตวาดใส่หน้าฉัน สายตาคู่นั้นจ้องเขม็งมองตรงมา แต่นั่นก็ไม่น่าหวาดหวั่นเท่าสายตาของเด็กน้อยที่หญิงคนนั้นอุ้มอยู่ สายตาคู่นั้นทำให้ฉันสาวเท้าออกวิ่ง วิ่ง วิ่ง…อย่างไม่คิดชีวิต แต่สายตาไร้เดียงสาคู่นั้นก็ยังตามติดฉันมาไม่ห่าง นึกถึงครั้งใดก็ให้เสียวสันหลัง หลายคืนมาแล้วที่ฉันฝันเป็นซีรี่ส์แบบนี้…ฝันว่าท้อง ฝันว่ามีลูก ฝันว่าจูงมือเด็กผู้ชาย ฝันว่ามีเด็กมาดึงมือ ผลัก กระชากมือฉันออกจากมือของคนรัก แล้วสักพักก็สะบัดมือวิ่งหนีไป ในความฝัน เรามีความสัมพันธ์คล้ายแม่ลูก แต่ติดที่ว่าเด็กคนนี้มักมองฉันด้วยแววตาอาฆาต เจ็บปวด เกลียดชัง นี่ถ้าฉันเคยทำแท้งแม้สักครั้ง ฉันคงคิดว่าเด็กคนนี้เป็นลูกที่ฉันตัดสินใจฆ่าไปแล้วแน่ ๆ แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคย… ฉันทนความพิศวงในใจไม่ไหว และที่พึ่งของฉันก็คงไม่พ้นวัด ฉันกราบพระประธานในโบสถ์แล้วถวายสังฆทานให้หลวงพ่อรูปหนึ่ง หลวงพ่อถามฉันว่ามีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า ประโยคเปี่ยมเมตตานั้นเอง ที่ทำให้ฉันเล่าความฝันให้ท่านฟัง และท่านก็ให้สติฉันว่า “คงเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่ยังไม่เลิกแล้วต่อกัน เวลาทำบุญทำกุศล โยมอย่าลืมส่งบุญให้เขาบ้าง แล้วก็คิดดี ทำดี พูดดี เท่านั้นละลูก พระคุ้มครอง” เรียบ ๆ ง่าย ๆ แต่ทำให้ฉันสบายใจขึ้นมาพอสมควร ฉันกราบลาพระประธานด้วยจิตใจที่สงบ ไม่กลัวที่จะต้องฝันอะไรแบบนั้นอีก แต่เงื่อนงำของความฝันยังคงค้างคาอยู่ในใจฉันเรื่อยมา กระทั่งวันหนึ่ง โทรศัพท์สายหนึ่งที่เข้ามาก็เหมือนจะช่วยคลี่คลายความฝันของฉัน เรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับเงินห้าพันบาทที่ฉันให้เพื่อนยืมไปโดยไม่ถามไถ่ว่า ทำไมนักศึกษาปีหนึ่งอย่างเขาถึงได้มีเรื่องร้อนเงินขึ้นมากะทันหัน […]

รปภ. รอรัก – กาละแมร์ พัชรศรี เบญจมาศ

รปภ. รอรัก – กาละแมร์ พัชรศรี เบญจมาศ คนเราทุกวันนี้อาจนับถือใครสักคนที่ความร่ำรวย ตำแหน่งหรือยศถาบรรดาศักดิ์ที่เขามีมากกว่าเรา แต่สำหรับคนตัวเล็กๆ ที่มองจากปัจจัยภายนอกอาจจะด้อยกว่าเราทุกประการนั้น ถ้าวัดกันด้วยใจที่อยู่ภายใน เราอาจจะสู้เขาไม่ได้เลย สำหรับ รปภ.ที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามตึก อาคาร หมู่บ้าน สำนักงาน คนอาจให้ค่าเขาน้อยกว่าคนในตำแหน่งอื่น ๆ แต่สำหรับฉันแล้ว พวกเขาคือคนที่ได้รอยยิ้มแรกของวันจากฉัน และจะเป็นคนสุดท้ายที่ได้รอยยิ้มอีกครั้งเมื่อจบวัน คนบางคนอาจไม่เคยสนใจ ไม่เคยแม้แต่มองหน้า ไม่เคยสบตา ไม่พูดคุย ไม่ทักทาย ทำเหมือนว่าเขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีหัวใจและมีความรู้สึกเหมือนเรา ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ดูว่าคนที่ยืนอยู่กับที่ตลอดทั้งวัน แม้จะเดินไปเดินมาบ้าง ก็คงไม่ห่างจากที่เดิมนัก…ถ้าเป็นเรา เราจะรู้สึกอย่างไร คุณอาจจะคิดว่าเขาคือสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีความรู้สึกอะไร ไม่ต้องไปใส่ใจมากก็ได้ เพราะไม่เห็นเขาแสดงสีหน้าอะไรเลยนี่นา เสียงของเขาเป็นอย่างไรก็ยังแทบไม่เคยได้ยิน แต่ถ้าคุณลองยิ้มให้เขา วันแรกเขาอาจจะยังนิ่ง ๆ และออกจะงง ๆ วันต่อมาหากคุณยิ้มให้เขาอีก เชื่อเถอะว่าคุณจะได้รอยยิ้มตอบแทน แต่ถึงไม่ได้ เราก็ไม่ได้เสียอะไร แค่ยิ้มเราก็มีความสุขแล้วจริงไหม และถ้าลองพูด “สวัสดี” พร้อมรอยย้ิ้ม คุณก็จะได้สิ่งนั้นกลับมาเช่นกัน เมื่อเรามอบไมตรีที่ดีกับเขา พูดคุยทักทาย ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ เชื่อเถอะว่าคุณจะได้รับน้ำใจอันดีจากพวกเขาแน่นอน […]

กุมภโฆสก เศรษฐีผู้ประกอบด้วยธรรม

กุมภโฆสก เศรษฐีผู้ประกอบด้วยธรรม – คราวหนึ่งในเมืองราชคฤห์เกิดอหิวาต์ระบาดหนัก สัตว์น้อยใหญ่และผู้คนพากันล้มตายเป็นจำนวนมาก เศรษฐีและภรรยาคู่หนึ่งจึงบอกกับลูกชายของตนว่า “กุมภโฆสกลูกรัก การหนีโรคชนิดนี้ ท่านว่าต้องพังฝาเรือนไป (ออกทางประตูปกติไม่ได้) เจ้าจงทำอย่างนั้นเถิด อย่าห่วงใยพ่อแม่เลย และหากเจ้ายังไม่ตาย ก็จงกลับมาขุดเอาทรัพย์ซึ่งพ่อแม่ฝังไว้หาเลี้ยงชีพต่อไป” เด็กน้อยเชื่อฟัง ร้องไห้ไหว้พ่อแม่แล้วพังฝาเรือนหนีไปอยู่ที่ภูเขาลูกหนึ่งเป็นเวลาถึง 12 ปี เมื่อกลับมาเขาโตเป็นหนุ่มแล้ว จึงไม่มีใครจำเขาได้ เขาเข้าบ้านไปขุดดูที่ฝังทรัพย์สมบัติ เห็นยังเรียบร้อยดีอยู่ เงินทั้งหมดมีอยู่ถึง 400 ล้านกหาปณะ เขาจึงคิดว่า “ใครๆ ก็จำเราไม่ได้ ถ้าเราขุดเงินออกมาใช้ ชาวบ้านจะสงสัยว่าเราเอาเงินมาจากไหน แล้วเดี๋ยวก็จะมาจับเรา เราควรเก็บเงินไว้ แล้วไปหางานทำดีกว่า” กุมภโฆสกได้งานเป็นยามปลุกคนงานตอนเช้ามืด มีเรือนพักเล็กๆ หลังหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียว เช้าวันหนึ่ง พระเจ้าพิมพิสารได้ยินเสียงของเขา โดยปกติพระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้รู้เสียงสัตว์ทุกชนิด เมื่อได้ยินเสียงของเขา จึงตรัสว่า “นั่นเป็นเสียงของคนมีทรัพย์มาก” นางสนมคนหนึ่งยืนเฝ้าอยู่ใกล้ๆ คิดว่าพระราชาคงไม่ตรัสอะไรเหลวไหล จึงให้คนไปสืบดู แต่กลับพบว่าเป็นเสียงของยามจนๆ คนหนึ่งเท่านั้น พระเจ้าพิมพิสารฟังเรื่องที่นางบอกแล้วก็นิ่งเฉยเสีย วันต่อมาพระองค์ยังคงตรัสเช่นเดิม นางสนมจึงทูลขอทรัพย์จากพระองค์หนึ่งพันกหาปณะเพื่อจะนำไปทำอุบายเอาทรัพย์จากชายผู้นั้นมาถวาย พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงมอบให้นางไป เมื่อได้เงินมาแล้ว นางสนมพร้อมกับลูกสาวก็แกล้งแต่งตัวปอนๆ ทำทีเป็นคนยากจนแล้วไปยังที่อยู่ของพวกคนรับจ้างและเข้าไปขอพักอาศัยในเรือนหลังหนึ่ง แต่เจ้าของปฏิเสธว่ามีคนอยู่มาก […]

ฆ่าอะไรแล้วเป็นสุข – บทความธรรมะดี ๆ โดย ท่าน ส.ชิโนรส

ฆ่าอะไรแล้วเป็นสุข – บทความธรรมะดี ๆ โดย ท่าน ส.ชิโนรส “งู” แม้เป็นสัตว์ที่มีพิษ แต่มันก็ไม่พ่นพิษอย่างพร่ำเพรื่อ เมื่อมันพ่นพิษครั้งใด หากไม่เพื่อฆ่าสัตว์เป็นอาหาร ก็เพราะความโกรธของมัน เราก็ไม่แตกต่างอะไรกับงูพิษมากนัก เรามักจะโกรธเวลาถูกคนอื่นกลั่นแกล้งยั่วยุ หรือเมื่อต้องเข้าแย่งชิงผลประโยชน์ แต่ไม่ว่าเราจะโกรธด้วยเหตุผลกลใด ความโกรธที่เรามีแต่ละครั้งจะทำให้ชีวิตเราสั้นลง ดร.เรดฟอร์ด วิลเลียมส์ (Redford Williams) แห่งมหาวิทยาลัยดุ๊ก ชี้ถึงผลการศึกษาคนที่ชอบโกรธว่า “คนที่โกรธอยู่เสมอมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและโรคมะเร็งได้มากกว่าคนไม่ค่อยโกรธ” ดร.เรดฟอร์ดยังบอกอีกว่า “ผู้ที่โกรธเป็นประจำ มีอัตราการเสียชีวิตเร็วกว่าผู้ที่โกรธน้อย ผู้ที่โกรธบ่อยมีอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้โกรธน้อยมีอัตราการตายเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น” ดร.เรดฟอร์ดได้ศึกษาและติดตามหาสาเหตุการเสียชีวิตของนักศึกษาแพทย์กว่า 20 ปี ก็พบผลเช่นเดียวกัน คือ “กลุ่มแพทย์ขี้โกรธมีแนวโน้มตายก่อนกลุ่มที่ไม่ค่อยโกรธ ในบรรดาแพทย์ 136 คน กลุ่มแพทย์ขี้โกรธตายถึง 16 คน ส่วนกลุ่มไม่ค่อยโกรธตายเพียง 3 คนเท่านั้น” ฉะนั้น งานศึกษาข้างต้นจึงบอกเราได้อย่างชัดเจนว่า “ความโกรธคือหนทางหนึ่งที่จะนำไปสู่ความตายสำหรับมนุษย์” ความโกรธยังก่อให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรงต่าง ๆ ต่อชีวิตมนุษย์ […]

หมดเวลาของบุญ ก็คือเวลาของกรรม

หมดเวลาของบุญ ก็คือเวลาของกรรม – เมื่อ 50 กว่าปีก่อน ในย่านพักอาศัยใจกลางเมืองของกรุงเทพฯ ณ ซอยเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีตึกแถวปลูกติดกันประมาณ 15 ห้อง ห้องแรกสุดหัวซอยและห้องสุดท้าย ซึ่งตั้งอยู่ท้ายซอยเป็นตึกแถวแบบพิเศษ คือเป็นห้องใหญ่แบบ 2 ห้องติดกัน ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนจีน อยู่กันมานานเป็นสิบ ๆ ปี รู้จักกันหมด แค่เห็นหน้าก็รู้ว่าใครอยู่บ้านไหน ชาวบ้านอยู่กันอย่างเรียบง่าย จนกระทั่งตึกแถว 2 ห้องที่หัวซอยมีผู้ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่เป็นครอบครัวเศรษฐีพ่อค้า ความเดือดร้อนจึงได้เริ่มต้นขึ้น เรื่องมีอยู่ว่า… เมื่อ 50 ปีก่อนเป็นเรื่องธรรมดาของบ้านตึกแถวที่จะใช้ท่อระบายน้ำร่วมกัน ในซอยนี้ก็เช่นกัน น้ำทิ้งจะไหลจากท้ายซอยไปหัวซอยแล้วไหลลงสู่ท่อระบายน้ำใหญ่ แต่เถ้าแก่เนี้ยผู้มาอยู่ใหม่กลับกั้นท่อระบายน้ำไม่ให้น้ำไหลผ่านบ้านแก ทำให้บ้านทุกหลังมีน้ำทะลักเข้ามาในบ้านเพราะทางน้ำถูกปิด ชาวบ้านจึงรวมตัวกันไปต่อว่า แต่เถ้าแก่เนี้ยกลับเฉยเมยและบอกหน้าตาเฉยว่า ท่อระบายน้ำอยู่ในบริเวณบ้านของแก แกจะทำอะไรก็ได้ เถ้าแก่ซึ่งเป็นคนดีพยายามขอร้องภรรยาแต่ก็ไม่เป็นผล ท้ายที่สุด อาแปะซึ่งเป็นช่างรับเหมาก่อสร้างตึกแถวทั้งหมดในย่านนี้ และอาศัยอยู่ในตึกแถวห้องสุดท้ายที่ท้ายซอยจึงไปเจรจา แต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายปัญหาต่าง ๆ ก็คลี่คลายจากการแก้ปัญหาของอาแปะ โดยแกได้ทำทางระบายน้ำใหม่ให้ไหลจากหัวซอยไปท้ายซอยผ่านบ้านของแกเอง ตั้งแต่นั้นแทบจะไม่มีใครอยากจะคบค้าสมาคมกับเถ้าแก่เนี้ยอีกเลย พอเวลาผ่านไปหลายปี เรื่องนี้ก็ถูกลืมกันไปและมีเรื่องใหม่มาแทน คือเรื่องที่ชาวบ้านแถวนั้นโดนเถ้าแก่เนี้ยขโมยของ […]

ชายไร้บ้านเจอเงินก้อนโต เขานำมาส่งต่อ เพื่อตามหาเจ้าของที่แท้จริง!!

ชายไร้บ้านเจอเงินก้อนโต เขานำมาส่งต่อ เพื่อตามหาเจ้าของที่แท้จริง!! เช้าตรู่วันหนึ่งในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ชายไร้บ้านชื่อ เควิน บูธ (Kevin Booth) ซึ่งกำลังหิวโหยจนท้องร้อง ได้มาที่สถานสงเคราะห์ที่ให้ความช่วยเหลือด้านอาหารแก่ผู้ยากไร้ในเมืองซัมเมอร์ รัฐวอชิงตัน เขาแค่จะมาหาขนมปังที่มักมีผู้ใจบุญนำมาวางทิ้งไว้ให้ผู้หิวโหยตั้งแต่เมื่อคืน ทว่าแทนที่จะเจอกล่องขนมปัง เควินกลับพบถุงกระดาษสีน้ำตาลวางอยู่นอกอาคารบริเวณประตูด้านหน้า ในใจคิดว่าคงเป็นอาหารสำหรับประทังความหิวแน่ ๆ แต่พอเขาเปิดถุงดูก็ต้องประปลาดใจสุด ๆ เมื่อพบเงินอยู่เต็มถุงเป็นธนบัตร จำนวน 17,000 เหรียญ หรือประมาณกว่า 5 แสนบาท “ตอนแรกผมสงสัยว่าใครมาวางอะไรทิ้งไว้บนพื้น” พอเปิดถุงเจอเงินปั๊บ สิ่งแรกที่เควินทำคือดมดูว่าเงินจริงหรือเปล่า “แน่นอนว่าผมดมกลิ่นดูก่อนว่าใช่เงินจริงๆ รึเปล่า และเมื่อรู้ว่ามันเป็นของจริงก็มีความคิดผุดขึ้นในหัวผมคือ จะเอาเงินนี้ไปใช้หรือจะนำไปคืน และผมก็เลือกที่จะนำไปคืน” เควินกล่าวอย่างเท่ ในเวลานั้นเควินยังไม่รู้ว่าเงินทั้งหมดมีจำนวนเท่าไร แต่สิ่งที่เขารู้แน่ ๆ คือ เงินก้อนนี้ไม่ใช่ของเขา ดังนั้นเควินจึงนั่งรออยู่หน้าสถานสงเคราะห์จนกระทั่ง 20 นาทีต่อมา อาสาสมัครผู้ดูแลสถานสงเคราะห์ก็มาเปิดประตูในเวลา 7.30 น. เควินยื่นถุงเงินให้ แล้วบอกว่า “นี่สำหรับคุณครับ มีคนวางทิ้งไว้หน้าประตู” ตอนแรกอาสาสมัครคิดว่าเป็นถุงอาหาร ก็เลยนำถุงไปชั่งน้ำหนักตามระเบียบของการบริจาคอาหาร สักพักจึงรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ พอเปิดถุงดูก็พบธนบัตรใบละ 20 กับ […]

สมเด็จโตเทศน์เรื่อง 12 นักษัตรและอริยสัจ 4

สมเด็จโตเทศน์เรื่อง 12 นักษัตรและอริยสัจ 4 แท้ที่จริงแล้วธรรมเนียมการนับวัน เดือน ปี นักปราชญ์โบราณตั้งแต่ครั้งชมพูทวีปต่างบัญญัติขึ้นไว้ หมายเอาชื่อดวงดาวในอากาศมาตั้งแต่ชื่อ ดังนี้ 1. เอาชื่อดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวพฤหัสบดี ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ รวม 7 ดวง มาตั้งแต่ชื่อวันทั้ง 7 วัน และให้วนไปวนมาทุกเดือนปี 2. เอาชื่อดวงดาวรูปสัตว์และดาวรูปสิ่งอื่น ๆ มาตั้งเป็นชื่อเดือนทั้ง 12 เดือน ดังนี้ เดือนเมษายน ดาวรูปเนื้อ เดือนพฤษภาคม ดาวรูปวัวผู้ เดือนมิถุนายน ดาวรูปคนคู่หนึ่ง เดือนกรกฎาคม ดาวรูปปูป่าหรือปูทะเล เดือนสิงหาคม ดาวรูปราชสีห์ เดือนกันยายน ดาวรูปนางสาวที่น่ารักใคร่ เดือนตุลาคม ดาวรูปคันชั่ง เดือนพฤศจิกายน ดาวรูปแมงป่อง เดือนธันวาคม ดาวรูปธนู เดือนมกราคม ดาวรูปมังกร เดือนกุมภาพันธ์ ดาวรูปหม้อ (จระเข้) […]

Dhamma Daily : ปกติคนเรากินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร แล้วจะรักษา ศีลข้อหนึ่ง ได้อย่างไร

Dhamma Daily : โดยปกติ คนเราจะต้องกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร แล้วจะรักษา ศีลข้อหนึ่ง ได้อย่างไร ถาม: พระอาจารย์ขอรับ โดยปกติคนเราจะต้องกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร แล้วจะรักษาศีลข้อหนึ่งได้อย่างไร ตอบ: ถ้าจะรักษาศีลข้อนี้ก็ต้องไม่ฆ่าสัตว์ โดยต้องดูว่าเป็นสัตว์เป็นหรือสัตว์ตาย ต้องดูว่าเรามีเจตนาฆ่าหรือเปล่า คือถ้าซื้อสัตว์เป็นมาฆ่าทำอาหารเป็นปาณาติบาต ถ้าซื้อสัตว์ตายมาทำก็ไม่เป็นปาณาติบาต นอกจากนั้นก็ยังต้องพิจารณาด้วยว่าครบองค์ ๕ ซึ่งประกอบด้วย หนึ่ง ปาโณ สัตว์นั้นยังมีชีวิตอยู่ สอง ปาณสญฺญิตา เรารู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต สาม วธกจิตฺตํ เรามีจิตคิดจะฆ่า สี่ อุปกฺกโม เราพยายามเพื่อจะฆ่า ห้า เตน มรณํ สัตว์นั้นตายเพราะความพยายามนั้นๆ ถ้าครบทั้งหมดก็ถือเป็นปาณาติบาต ถาม: ถ้าเช่นนั้นคนที่มีอาชีพฆ่าสัตว์ก็ต้องรับบาปข้อนี้ไปเต็มๆ สิขอรับ ทั้งๆ ที่เขาประกอบอาชีพสุจริต ตอบ: ถ้าเราฆ่าสัตว์จะเป็นอาชีพหรือไม่ก็ผิดศีล เป็นปาณาติบาตทั้งหมด แต่ถ้าเราไม่ได้ฆ่ามากินหรือไม่ได้จงใจฆ่าเพื่อเอาชีวิต มันก็ไม่ถือเป็นปาณาติบาต ซึ่งจะแตกต่างจากคนที่เป็นตำรวจหรือทหารที่มีหน้าที่ดูแลปกป้องประเทศ เมื่อมีข้าศึกมาก็ต้องป้องกันแผ่นดิน บางครั้งจึงอาจเกิดความรุนแรงถึงขั้นฆ่าฟันกันอย่างนี้ถือว่าไม่มีเจตนาฆ่า แต่เป็นการทำตามหน้าที่ ดังนั้น การจะพิจารณาว่าผิดศีลหรือไม่จึงต้องดูที่เจตนาเป็นหลัก ถาม: […]

องค์ประกอบของ ชีวิตมนุษย์ ตามหลักพระพุทธศาสนา

องค์ประกอบของ ชีวิตมนุษย์ ตามหลักพระพุทธศาสนา การทำงานขององค์ประกอบทั้งหลายใน ชีวิตมนุษย์ มีลักษณะพิเศษกว่าวัตถุต่างๆ เช่น รถยนต์ เครื่องจักร เพราะมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ปัญญา เป็นต้น ทำให้มนุษย์มีการปรับตัว ปรับปรุงพัฒนาตัวเอง และจัดการกับสิ่งอื่นภายนอกได้ด้วย ระบบการทำงานของชีวิตมนุษย์มีความพิเศษ ต่างออกไปจากระบบการทำงานของวัตถุต่างๆ เช่น รถยนต์ เป็นต้น แม้จะเคลื่อนไหวได้ แต่ก็ ไม่มีชีวิต ไม่มีเจตจำนงหรือเจตนา มันจะเคลื่อนไปไหนก็ต้อง มีคนมาขับขี่บังคับ ลำพังตัวมันองค์ประกอบทั้งหลายทั้งระบบ ก็ทำงานเคลื่อนไหวอยู่อย่างนั้นๆ เท่าเดิม     แต่ระบบการทำงานของชีวิตมนุษย์ไม่ได้วนอยู่ในวงจรเท่าเดิม อย่างนั้น มนุษย์มีเจตจำนงหรือมีเจตนา และมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ปัญญา เป็นต้น ทำให้การเคลื่อนไหวของชีวิตมนุษย์มีการ ปรับตัว ปรับปรุงพัฒนาระบบการทำงานของตัวมันเอง และจัดการ กับสิ่งอื่นภายนอกได้ด้วย   ชีวิตมนุษย์ ที่เป็นอยู่หรือดำเนินไปทั้งระบบนี้แยกองค์ประกอบ ได้ 3 ส่วนใหญ่ คือ   1. พฤติสัมพันธ์ การเคลื่อนไหวติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกโดยใช้ตา […]

keyboard_arrow_up