24 ปีผ่านไป พลังทวิตเตอร์ช่วยอดีตผู้ลี้ภัยกลับมาพบคนที่เคยช่วยเหลือเธออีกครั้ง

ถึงแม้เหตุการณ์จะเกิดมานานถึง 24 ปีแล้ว แต่ เมแวน บาบาการ์ (Mevan Babakar) ไม่เคยลืมชายคนนั้นที่เธอพบในช่วงที่ครอบครัวของเธอกำลังลำบากอย่างแสนสาหัสที่สุด (พลังทวิตเตอร์) ตอนนั้นเมแวนอายุเพียง 5 ขวบ เธอต้องทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง สงครามอ่าวในยุค 90 ทำให้เธอและครอบครัวต้องอพยพออกจากอิรักประเทศบ้านเกิดของเธอ หนูน้อยเมแวนและพ่อแม่ต้องมาอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยใกล้กับเมืองซโวลเลอในประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่นั่นเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลค่ายอพยพคนหนึ่งมีน้ำใจซื้อจักรยานให้เป็นของขวัญแก่เธอในยามที่ชีวิตกำลังทนทุกข์ ซึ่งเด็กหญิงซาบซึ้งใจมากเพราะมันช่วยให้สภาพจิตใจที่กำลังย่ำแย่ของเธอมีความสุขขึ้น เวลาผ่านมาหลายสิบปี ตอนนี้เด็กหญิงเมแวนเติบโตเป็นหญิงสาวอายุ 29 ปี และเธออยากจะติดต่อกับชายคนนั้นเพื่อขอบคุณในน้ำใจของเขา เมื่อไม่นานมานี้ เมแวนได้ใช้เวลาในช่วงหยุดพักผ่อนจากงานที่เธอทำอยู่ในองค์กรตรวจข่าวจริงแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน มาสืบหาย้อนรอยเส้นทางการอพยพลี้ภัยของครอบครัวของเธอ แน่นอนว่าเธอต้องการหาตัวเจ้าหน้าที่ดูแลค่ายผู้อพยพคนนั้นด้วย แต่เธอไม่รู้จักชื่อของเขา ดังนั้นเธอจึงขอความช่วยเหลือจากชาวทวิตเตอร์ โดยนำภาพถ่ายของชายคนนั้นซึ่งเธอมีอยู่ภาพเดียวมาโพสต์ลงทวิตเตอร์ โดยบอกว่า ชายในรูปมีน้ำใจซื้อรถจักรยานเป็นของขวัญให้เธอ ทำให้หัวใจของเด็กน้อยวัย 5 ขวบเต็มตื้นไปด้วยความปลาบปลื้มใจและมีความสุข เธออยากรู้ว่าเขาชื่ออะไร ชาวทวิตเตอร์ช่วยที อย่างที่รู้กันดีว่า พลังของโลกโซเชียลนั้นมหาศาลนัก ข้อความของเมแวนกลายเป็นไวรัลแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว มีการแชร์โพสต์ของเธอหลายพันครั้งภายในเวลา 24 ชั่วโมง แม้แต่หนังสือพิมพ์ยังนำเรื่องของเธอไปเขียนเป็นข่าว ในที่สุดก็มีคนส่งข้อความมาว่า ตัวเองก็ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ชายในรูปและภรรยาเช่นกัน ในที่สุดเมแวนก็ได้รู้ว่าเจ้าหน้าที่ดูแลค่ายผู้อพยพคนนั้นชื่อ แอกเบิร์ต ปัจจุบันอาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนี และเขาให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ยุค 90 จนถึงปัจจุบัน ข่าวดียิ่งไปกว่านั้นคือเขาอยู่ใกล้พอที่จะพบกับเธอได้ภายในวันนั้นเลย! […]

กรมหลวงราชสาริณี ฯ เสด็จบรรพชาเนกขัมมะ ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย

กรมหลวงราชสาริณี ฯ เสด็จบรรพชาเนกขัมมะ ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จไปทรงปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2562 เพจ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติได้โพสต์ข้อความว่า ” รุ่งอรุณวันที่ 17 สิงหาคม 2562 เวลา 05.00 น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จลงพระอุโบสถวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย ทรงประกอบศาสนกิจทำวัตรเช้า และทรงอธิษฐานการบรรพชาเนกขัมมะ อันเปี่ยมด้วยพระราชศรัทธาอันยิ่ง     ” ต่อมา เวลา 06.30 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงถวายสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระสงฆ์สาวกครูบาอาจารย์ ณ ธรรมศาลา […]

อะพิโถ่ อะพิถัง กะละมังเอ๊ย! คำสอนคุณป้าห้าแผ่นดิน

ป้าลิ้มเคยเป็นพี่เลี้ยงพี่สาวผมตั้งแต่ผมยังไม่เกิด (คำสอนคุณป้าห้าแผ่นดิน) พอพี่ผมเข้าเรียนจุฬาฯก็รับป้าลิ้มมาอยู่กับครอบครัวผม ตอนนั้นผมอายุ 10 – 11 ขวบ ส่วนป้าลิ้มอายุร่วม 90 แล้วยังแข็งแรงดี ป้าลิ้มพักอยู่ด้านหลังแยกจากตัวเรือนใหญ่ มีหลานสาวโตกว่าผมหน่อย อายุประมาณ 14 – 15 ปี ตอนเช้าหลานไปเรียนหนังสือ บ่าย ๆ กลับมาอยู่กับป้าลิ้มจนกระทั่งเข้านอน ป้าลิ้มเกิดสมัยรัชกาลที่ 5 เอกลักษณ์ประจำตัวคือ ป้าลิ้มจะเกล้าผมทำเป็นผมมวยอยู่ด้านหลังมีปิ่นทำด้วยไม้เสียบเอาไว้ บางทีมองไปมองมาหาปิ่นไม่เจอ แกก็เอาตะเกียบเสียบแก้ขัดไว้ก่อน ส่วนเสื้อผ้าอาภรณ์ แกใส่เสื้อคอกลมแขนกระบอกสีขาว นุ่งผ้าโจงกระเบนสีน้ำตาลแดง เรียกว่าแฟชั่นแต่ละปีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร กระโปรงจะสั้นจะยาว หรือปีนี้สีสด ปีหน้าสีเข้ม ไม่มีผลกระทบเสื้อผ้าของป้าลิ้มเลย เพราะแกมีชุดประจำตัวอยู่ชั่วนาตาปี เมื่อป้าลิ้มแก่ตัวกระดูกหลังแกโค้ง เวลาเดินหลังโกงต้องมีไม้เท้าช่วยค้ำยัน แต่แกก็เดินขึ้นลงบันได 2 – 3 ขั้นไปห้องแกได้ไม่ยาก การที่ป้าลิ้มอายุยืนถึง 5 แผ่นดิน ถ้าเอาหลัก 5 อ. สมัยนี้ไปจับก็คงผ่านได้สบายมาก หลักที่ว่าคือ อาหาร ป้าลิ้มทานมังสวิรัติ มีเต้าหู้ […]

พระโสณะ พระเถระผู้เดินจงกรมจนเลือดออก

พระโสณะ พระเถระผู้เดินจงกรมจนเลือดออก ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฎ ในกรุงราชคฤห์ ในช่วงเวลานั้นมีข่าวลือว่าบุตรชายเศรษฐีคนหนึ่งมีขนขึ้นที่เท้าทั้งสองข้าง พระเจ้าพิมพิสารทรงได้ยินข่าวจึงทรงให้ราชองครักษ์พาบุตรชายเศรษฐีผู้นี้มาเข้าเฝ้า บุตรชายเศรษฐีผู้มีขนขึ้นที่เท้ามีชื่อว่า “โสณโกฬิวิสะ” เป็นสุขุมาลชาติ คือเป็นผู้มีเท้าอ่อน เพราะได้รับการเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี เศรษฐีทราบพระโองการจากราชองครักษ์จึงจับวอให้บริวารพาบุตรชายไปเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อโสณโกฬิวิสะได้เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร พระองค์ทอดพระเนตรจนเป็นประจักษ์แล้วว่ามีบุรุษที่มีขนขึ้นที่เท้าอยู่ในเมืองของพระองค์จริง ประจวบเหมาะกับพระเจ้าพิมพิสารจะเสด็จไปฟังธรรมจากพระบรมศาสดา จึงทรงพาโสณโกฬิวิสะไปด้วย นับว่าเป็นครั้งแรกที่บุตรชายเศรษฐีได้พบพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม ทำให้โสณโกฬิวิสะเกิดความเลื่อมใส จนอยากออกบวชเป็นพระภิกษุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบวชให้เขา แล้วไปอาศัยอยู่ที่กุฏิตรงป่าสีตวัน แล้วอาศัยลานว่างบริเวณนั้นเป็นสถานที่เดินจงกรม พระโสณะ (โสณโกฬิวิสะ) มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติเพื่อเข้าสู่ความหลุดพ้นตามที่พระบรมศาสดาทรงสอน จึงเดินจงกรมตลอดเวลา แต่ด้วยว่าพระเถระเป็นสุขุมาลชาติ (เท้าบาง) จึงทำให้ฝ่าเท้ามีเลือดออก ถึงจะเจ็บปวดก็กำหนดรู้เวทนา ทำให้ลานเดินจงกรมนั้นเต็มไปด้วยเลือด เมื่อทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็เกิดความท้อแท้ใจที่จะบวชต่อ คิดเพียงแต่ว่าสึกไปเป็นฆราวาสดังเดิมดีไหม     เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จผ่านมา พระองค์ทอดพระเนตรเห็นลานเดินจงกรมเต็มไปด้วยคราบเลือด จึงทรงถามพระภิกษุที่อาศัยอยู่ในป่าสีตวันว่า “เหตุใดลานจงกรมจึงเต็มไปด้วยคราบเลือด ไม่ต่างจากลานประหารสัตว์เช่นนี้” พระภิกษุจึงทูลว่าเป็นคราบเลือดจากแผลที่เท้าของพระโสณะ พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปหาพระโสณะ พระโสณะเห็นพระบรมศาสดาเสด็จมาก็ถวายบังคมกราบ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เธอเป็นผู้ชำนาญเล่นพิณใช่หรือไม่” “ใช่เจ้าค่ะ” พระโสณะตอบ “หากสายพิณดึงเกินไป เธอจะบรรเลงพิณได้หรือไม่” พระโสณะครุ่นคิดแล้วตอบว่า “ไม่สามารถเล่นได้พระเจ้าข้า เพราะดีดไปก็ไม่มีเสียง”  […]

สูตรยาระงับสรรพทุกข์ สร้างสรรค์สูตรโดย ท่านพุทธทาสภิกขุ

คำเตือน: ยาขนานนี้ผสมสูตรจากคำสอน ท่านพุทธทาสภิกขุ โปรดอ่านสรรพคุณให้ดีก่อนนำไปใช้ เครื่องยา : สามารถหาได้กาย วาจา ใจของตัวเอง

เริ่มจากความอยากสู่ความกล้าที่จะเป็นนักซ่อมหนังสือมือฉมัง : BOOK CLINIC

เริ่มจากความอยากสู่ความกล้าที่จะเป็น นักซ่อมหนังสือ มือฉมัง : BOOK CLINIC เวลาที่เราป่วย จะรีบรักษาให้หาย เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติดังเดิม แต่เวลาที่หนังสือป่วยขึ้นมาล่ะ คุณจะทำอย่างไร วันนี้ซีเคร็ตขอแนะนำเรื่องแรงบันดาลใจของชายคนหนึ่งที่เขาเริ่มต้นจากความอยากสู่ความกล้าที่จะเป็น นักซ่อมหนังสือ มือฉมัง และเปิด “BOOK CLINIC” เพื่อรับ “รักษา” หนังสือสำหรับทุกคน กว่าคุณกุ๊ก-ภัทรพล ฉัตรชลาวิไลจะกลายเป็นนักซ่อมหนังสือมืออาชีพ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เขาเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานในร้านถ่ายเอกสารแห่งหนึ่งที่วัน ๆ ต้องอยู่กับเครื่องถ่ายเอกสาร แสงเลเซอร์ และกองกระดาษสีขาวหลายรีม     เขาเริ่มต้นจากการที่มีลูกค้าคนหนึ่งขอร้องให้ช่วยซ่อมหนังสือให้ ด้วยความที่เขาเป็นคนช่างสังเกตทุกครั้งเวลาเอางานของลูกค้าไปส่งร้านเข้าเล่มเอกสารและวิทยานิพนธ์ ทำให้คุณกุ๊กพอมีวิชาครูพักลักจำมาบ้าง ทำให้คุณกุ๊กหลงเสน่ห์การซ่อมหนังสือไปโดยไม่รู้ตัว เขาเริ่มสังเกตลักษณะการเข้าเล่มของหนังสือประเภทต่าง ๆ ที่เขาได้หยิบจับมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อดูว่าหนังสือแต่ละประเภทเข้าเล่มกันอย่างไร ความรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง หากไม่ได้ขวนขวายที่จะศึกษา เขาเริ่มถ่ายเอกสารตำราสอนวิธีการซ่อมแซมหนังสือจากหอสมุดแห่งชาติมาศึกษาด้วยตนเอง ทำให้การเป็นนักซ่อมหนังสือของเขาที่เริ่มจากความอยาก และความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้วิธีการซ่อมหนังสือ กลายเป็นความชำนาญ และความกล้าที่จะเป็นนักซ่อมหนังสืออย่างเต็มตัว เมื่อ พ.ศ. 2542     ความสำเร็จในฐานะนักซ่อมหนังสือของเขาจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “แรงบันดาลใจ” หลังจากคุณกุ๊กเริ่มทำงานซ่อมหนังสือได้ไม่นานนัก เขาก็ได้รับโอกาสที่สำคัญคือ […]

“ช้าหรือเร็วก็ไม่สำคัญ ถ้าได้เจอสิ่งที่ใช่” ไกด์ วัย 70 ปี ผู้เคยเป็นช่างก่อสร้างมาก่อน

“ช้าหรือเร็วก็ไม่สำคัญ ถ้าได้เจอสิ่งที่ใช่” ไกด์ วัย 70 ปี ผู้เคยเป็นช่างก่อสร้างมาก่อน “ช้าหรือเร็วก็ไม่สำคัญ” คำพูดนี้คงสอดคล้องกับเรื่องราวของไกด์ วัย 70 ปี ผู้นี้กับเส้นทางชีวิตที่กว่าจะมาพบสิ่งที่ใช่ในวันที่อายุมากแล้ว จนอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเริ่มต้นกับอาชีพนี้ได้ไวกว่านี้ เขาคงประสบความสำเร็จไปนานแล้ว ย้อนกลับไปในวัยหนุ่ม คุณสมชาย เทศะแพทย์ หรือไกด์วัย 70 ปีผู้นี้ เรียนจบจากโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย) และได้เข้าทำงานเป็นผู้ตรวจแบบแปลนและสถานที่ ประจำอยู่กองควบคุมอาคาร เทศบาลนครกรุงเทพ หลังจากนั้นไม่นาน เขาตัดสินใจไปสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาต่อและทำงานหาเงินสร้างเนื้อสร้างตัว แต่สิ่งที่เขาได้นอกเหนือจากเงินทองและประสบการณ์ชีวิตคือ “ภาษา” ซึ่งสิ่งนี้กลายเป็นใบเบิกทางที่ทำให้เขาได้มาพบกับงานที่หล่อเลี้ยงชีวิตมาจนทุกวันนี้ ตอนใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เขาเดินทางไปทำงานในหลายรัฐ แล้วปักหลักอยู่ที่รัฐฮาวาย แต่งงานกับภรรยาชาวญี่ปุ่น ต่อมาไม่นานเขาเดินทางไปทำงานที่แคนาดา และซาอุดิอาระเบียตามลำดับ หลังจากใช้ชีวิตและทำงานอยู่ต่างประเทศนานร่วม 10 ปี เขากลับมาเมืองไทย แล้วเริ่มทำธุรกิจแรกโดยการสั่งสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นมาขายที่ห้างไทยไดมารู ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จนัก จึงเปลี่ยนมาทำรถกาแฟขายที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งก็ไม่ประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน จนสุดท้ายอาชีพที่ใช้ภาษาอย่างไกด์ กลายเป็นอาชีพที่ตอบโจทย์และหล่อเลี้ยงชีวิตเขา เขาเริ่มต้นการเป็นไกด์โดยการขวนขวายหาความรู้ด้านนี้มากขึ้น เขาสมัครเข้าอบรมหลักสูตรมัคคุเทศก์จากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย  และได้เป็นไกด์อย่างเต็มตัวตอนอายุ 40 ปี […]

พุทธรักขิต นกแขกเต้าเจริญสติปัฏฐาน

พุทธรักขิต นกแขกเต้าเจริญสติปัฏฐาน ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จแสดงธรรมไปในมหาชนบททั้งหลาย แคว้นกุรุเป็นแคว้นหนึ่งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรม แล้วทรงแสดงธรรมไว้ถึง 7 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ มหานิทานสูตร มหาสติปัฏฐานสูตร สาโรปมสูตร รุกขูปมสูตร รัฏฐปาลสูตร มาคัณฑิยสูตร และอานัญชสัปปายสูตร พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่นี่หลายเรื่องเพราะ ชาวกุรุเป็นผู้มีกำลังปัญญา สามารถฟังธรรมของพระองค์ได้ รวมทั้งบรรยากาศร่มรื่น ทำให้ชาวแคว้นแห่งนี้มีใจที่เปิดรับฟังธรรมของพระองค์ ถึงชาวกุรุจะได้รับคำสอนเรื่องสติปัฏฐาน 4 ซึ่งเป็นคำสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้เห็นธรรมได้จากการพิจารณากาย, เวทนา (ความรู้สึก) , จิต และ ธรรม และยังปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ยังเจริญสติปัฏฐาน 4 เช่นเดียวกัน สัตว์ตัวนั้นคือนกแขกเต้าที่มีชื่อว่า “พุทธรักขิต” มีหญิงช่างฟ้อนรำนางหนึ่งจับลูกนกแขกเต้าตัวหนึ่งมาเลี้ยงไว้ และฝึกให้มันพูดภาษาคนได้ นางเดินทางไปแสดงฟ้อนรำที่ใดก็จะพาลูกนกตัวนี้ไปด้วยเสมอ จนกระทั่งมาถึงแคว้นกุรุ นางขออนุญาตพระเถรีพักค้างแรมในสำนักภิกษุณี แต่พอถึงวันที่นางต้องออกเดินทาง กลับลืมเจ้านกแขกเต้าไว้     สามเณรีจึงเลี้ยงนกแขกเต้าตัวนี้แทน และตั้งชื่อนกน้อยว่า “พุทธรักขิต” ซึ่งมีความหมายว่า “พุทธรักษา” วันหนึ่งพระเถรีรูปหนึ่งขานชื่อของมัน นกน้อยขานรับว่า “มีอะไรคะ ท่านแม่” พระเถรีถามต่อว่า “เจ้าเจริญภาวนาอย่างไรบ้าง” […]

เวลาคนพูดว่าทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่สำเร็จเพราะมารมาผจญนั้น มารคืออะไร

เมื่อ มาร มาผจญ โดย ดร.สนอง วรอุไร ถาม: เวลาคนพูดว่าทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่สำเร็จเพราะมารมาผจญนั้น มาร คืออะไร ไขปัญหาโดย ดร.สนอง วรอุไร ตอบ: มารหมายถึง ตัวการที่คอยขัดขวางไม่ให้เราเข้าถึงความดี มารมีอยู่ห้าตัวด้วยกัน ได้แก่ 1. กิเลสมาร คือ กิเลสของเราเองเป็นมาร เพราะกิเลสเป็นตัวกำจัดหรือขัดขวางความดี เมื่อกิเลสเกิดขึ้นเมื่อใด เราจึงต้องสู้รบกับกิเลส หากสู้รบไม่สำเร็จ จิตก็จะตกเป็นทาสของกิเลส จะทำความดีไม่สำเร็จ 2. ขันธมาร คือ ขันธ์ห้าที่ประกอบขึ้นเป็นจิตใจและร่างกายของเรา จัดว่าเป็นมาร เพราะมีปกติที่แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ไม่คงทนถาวร และเป็นภาระให้เราต้องดูแล ทำให้เราไม่สามารถทำหน้าที่หรือทำความดีได้อย่างเต็มที่ เช่น เมื่อนั่งสมาธิแล้วปวดเมื่อย หรือเกิดเจ็บป่วยขึ้นระหว่างที่ฝึกปฏิบัติ อย่างนี้จัดว่าเป็นขันธมาร 3. อภิสังขารมาร คือ การมีจิตคิดปรุงแต่ง ทำให้ไม่หลุดพ้นไปจากทุกข์ เช่น เมื่อนั่งสมาธิแล้วจิตคิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้ อย่างนี้จัดว่าเป็นอภิสังขารมาร 4. เทวปุตตมาร คือ เทวดาระดับชั้นปรนิมมิตวสวัตดีเป็นมาร เขาบำเพ็ญบารมีด้วยการปฏิบัติหน้าที่ขัดขวางและทดสอบมนุษย์ก่อนจะหลุดออกจากแดนกาม ด้วยการชักนำให้ห่วงหาอยู่แต่สิ่งที่เป็นกามสุข […]

ใช้ทุกข์ดับทุกข์ สัมผัสนิพพานสุข…ที่นี่และเดี๋ยวนี้ โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

ใจของเรานั้นมีหน้าที่ดำริไปเรื่อย ๆ ดำริไปดำริมาไม่รู้จักหยุดนิ่ง ในที่สุดไม่ว่าดำริไปเจอเรื่องที่สบายใจหรือไม่สบายใจ ก็ย่อมก่อให้เกิดทุกข์ได้ทั้งนั้น (ใช้ทุกข์ดับทุกข์) เช่น ดำริไปเจอเรื่องสบายใจ มีความสุข ตัณหาก็ปรุงแต่งว่าอยากพบเจอเรื่องนั้นบ่อย ๆ อยากให้เรื่องนั้นหรือสิ่งนั้นคงอยู่ตลอดไป คนที่คิดอย่างนี้ สุดท้ายก็เป็นทุกข์ เมื่อใจดำริไปเจอเรื่องไม่สบายใจ ตัณหาก็ปรุงแต่งว่าไม่อยากเจอเรื่องนี้เลย ไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับเราเลย…ก็เป็นทุกข์อีกเช่นกัน วิธีดับทุกข์เพื่อสัมผัสภาวะนิพพาน…ที่นี่…เดี๋ยวนี้ มีอยู่ 2 วิธีง่าย ๆ ดังนี้ 1. รู้ทันกาย ใช้กายดับทุกข์ วิธีนี้คือให้ใจเกาะกายไว้เป็นที่พึ่ง กายเป็นเกราะกำบังทุกข์ ไม่ว่ากายจะทำหรือไม่ทำอะไรก็เอาใจตามกายไป เกาะติดอาการนั้นไปตลอด ยกตัวอย่างเช่น – ถ้ากายยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม ใจก็เกาะอยู่ที่การยกนั้น – ถ้ากายวางแก้วน้ำลง ใจก็เกาะอยู่ที่การวางนั้น – ถ้ากายนั่งอยู่ ใจก็รู้ว่านั่ง – ถ้ากายยืนอยู่ ใจก็เกาะอยู่ที่อาการยืน – ถ้ากายเดินอยู่ ใจก็เกาะอยู่ที่อาการก้าวเดิน – ถ้ากายนอนอยู่ ใจก็เกาะอยู่ที่อาการเอนตัวนอนนั้น – ถ้ากายหายใจอยู่ ใจก็เกาะอยู่ที่ลมหายใจเข้า – ลมหายใจออก พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ […]

ทนให้คนล้อว่าเป็นเด็กผู้หญิงอยู่สองปีครึ่ง เพื่อเลี้ยงผมยาวไว้บริจาคให้ผู้ป่วยมะเร็ง

หากมีใครขอให้ ดีอีนนา โธมัส (Deeanna Thomas) พูดถึงหนูน้อยคริสเตียน แมคฟิลามี (Christian McPhilamy) ลูกชายของเธอ เธอก็คงจะใช้คำว่า มีน้ำใจ ใจอ่อนขี้สงสาร และ มีความมุ่งมั่นแรงกล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเรื่องของการช่วยเหลือผู้อื่น ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือคำจำกัดความของเด็กชายจากเมืองเมลเบิร์น รัฐฟลอริดา ซึ่งเขาอายุเพียง 6 ขวบเท่านั้นตอนที่ริเริ่มทำภารกิจช่วยเหลือเด็กอื่น ๆ ย้อนไปในปี 2012 คริสเตียนได้เห็นโฆษณาของโรงพยาบาลเด็ก St. Jude Children’s Research Hospital เป็นเรื่องของเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งและผมร่วงจนหมดในระหว่างกระบวนการรักษา ซึ่งโฆษณาชิ้นนี้กระทบความรู้สึกของหนูน้อยมาก ภาพเหล่านั้นติดตรึงอยู่ในความทรงจำของคริสเตียน ถึงขนาดที่เขาต้องเข้าไปค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต จนกระทั่งได้พบกับมูลนิธิแห่งหนึ่งที่จัดหาวิกผมให้เด็ก ๆ ที่ต้องทนทุกข์กับผมที่ร่วงเอา ๆ ดีอีนนาอธิบายให้ลูกชายฟังว่า คนทั่วไปสามารถบริจาคเส้นผมของตัวเองให้นำไปทำวิกได้ คริสเตียนจดจำเอาไว้ทันที ต่อมาในเวลาสองปีครึ่งหนูน้อยก็เลี้ยงผมตัวเองจนยาวพอที่จะบริจาคได้ ในระหว่างที่คริสเตียนเลี้ยงผมให้ยาวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ขณะที่ผมสีบลอนด์สวยของเขาค่อย ๆ ยาวลงมาบนแผ่นหลัง เขาก็กลายเป็นที่สนใจของคนรอบข้าง ถึงแม้ว่าเพื่อน ๆ และบรรดาคุณครูที่โรงเรียนจะสนับสนุนเขาในเรื่องนี้ แต่ก็ยังมีเพื่อนนักเรียนอีกหลายคนที่เริ่มล้อเลียนเขาว่าเหมือนเด็กผู้หญิง ผู้ใหญ่หลายคนก็เข้าใจผิดนึกว่าเขาเป็นเด็กผู้หญิงเช่นกัน บางคนก็เสนอตัวจะออกเงินค่าตัดผมให้ คริสเตียนบอกว่าการกระทำเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกแย่เอามาก ๆ […]

“หรือเป็นเพราะ…จิตสุดท้าย”

ตอนที่ลูกสาวบอกว่าจะเอานกแก้วพันธุ์ Forpus มาเลี้ยง ฉันนึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะน่ารักได้ขนาดนั้น เนื่องจากเขาไม่ใช่นกแก้วแบบที่เราเคยเห็น เพราะตัวเขาเล็กจิ๋วและมีความยาวแค่ประมาณ 4 – 5 นิ้ว สีฟ้าหม่น ๆ แต่ลูกสาวตั้งชื่อให้ว่า “ฟ้าใส”  จิตสุดท้าย เธอบอกว่า นกพันธุ์นี้มีอายุขัยนานถึง 20 – 30 ปี และมีความฉลาดเท่ากับเด็กอายุ 4 ขวบ ถึงแม้ขนาดสมองจะเล็กกว่าเมล็ดถั่วเขียว แต่ฟ้าใสพิเศษกว่าตัวอื่น ๆ ตรงที่เขามีความรักอันยิ่งใหญ่ และสามารถทำให้ทุกคนในบ้านรักเขาได้หมดหัวใจภายในเวลาอันแสนสั้น… ยังจำได้ว่า วันแรกที่ฟ้าใสมาถึง ขนยังขึ้นไม่เต็มเสียด้วยซ้ำ แต่เวลาเรายื่นนิ้วไปหา เขาก็เรียนรู้ที่จะก้าวขึ้นมายืนโดยไม่ต้องสอนเลย และพอฉันเกาหัวให้ เขาก็ก้มหน้าหมุนคอไปมาอย่างเคลิบเคลิ้ม แถมอ้าปากหาวจนเห็นลิ้นกลม ๆ ฉันเดาว่าเขาคงง่วงจึงลองร้องเพลง “Twinkle, Twinkle, Little Star” เบา ๆ โดยไม่คิดว่า เพลงกล่อมลูกของฉันจะสามารถกล่อมนกได้ด้วย! เพราะหลังจากร้องได้ไม่นาน ฟ้าใสก็ก้มหน้าลงเรื่อย ๆ เหมือนคนสัปหงก ก่อนจะพับคอไปข้างหลังและหลับไปจริง ๆ พอตื่นขึ้นก็เหยียดแข้งขาและกางปีกออกเหมือนคนบิดขี้เกียจ…ฉันว่ามันเป็นกิริยาท่าทางที่น่ารักที่สุด และเริ่มตกหลุมรักฟ้าใสทันที […]

ผิดไหม? เลือกศรัทธาเฉพาะ พระเคร่งวินัย …ท่าน ว.วชิรเมธี มีคำตอบ

เลือกทำบุญและศรัทธาเฉพาะพระที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หรือ พระเคร่งวินัย เท่านั้น ถือเป็นความคิดที่ไม่ดี เพราะเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่

หญิงสาวเลี้ยงขนมคนเร่ร่อนและชวนคุย สุดท้ายกลายเป็นการช่วยชีวิตเขาไว้

มีเหตุผลมากมายที่ทำให้คนจำนวนมากมาเป็น คนเร่ร่อน ถูกรังเกียจและดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งในรายที่มีสภาพจิตใจย่ำแย่ เพียงคำพูดที่โหดร้ายไม่กี่คำ ก็อาจทำให้คนเหล่านี้ถึงขั้นคิดสั้นได้ นักศึกษาสาว เคซีย์ ฟิชเชอร์ (Casey Fischer) ได้พบกับชายเร่ร่อนคนหนึ่งที่มีปัญหาทางสภาพจิตใจ แต่แทนที่เธอจะเมินเฉยไม่ใส่ใจ เธอกลับทำบางอย่างที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างที่เธอเองก็นึกไม่ถึง วันนั้นเคซีย์กำลังไปที่ร้านดังกิ้นโดนัท เธอพบชายเร่ร่อนคนหนึ่งกำลังร้องเพลงอยู่ริมถนนและเก็บเศษเหรียญขึ้นมาจากพื้น จากนั้นเขาก็เดินไปที่ร้านดังกิ้น เคซีย์ยืนต่อคิวจากเขา ระหว่างที่เขานับเศษเหรียญเพื่อซื้อโดนัท เธอก็เริ่มทำตัวน่ารำคาญด้วยการพยายามพูดคุยกับเขาไปเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าเขาจะแสดงทีท่าว่าไม่อยากคุยด้วยเลย เมื่อเธอเห็นเขานับเหรียญจนครบ 1 ดอลลาร์แล้ว เธอจึงซื้อกาแฟและเบเกิลอีกหนึ่งชิ้นให้เขา และชวนเขามานั่งกับเธอ ยาเสพติดคือหายนะ เมื่อทั้งสองนั่งคุยกัน ทำให้เคซีย์ได้รู้เรื่องของผู้ชายคนนี้มากมาย เขาชื่อคริส เขาเล่าให้ฟังว่าเขาถูกผู้คนกระทำต่าง ๆ นานาอย่างไรบ้างเพียงเพราะว่าเขาเป็น คนเร่ร่อน ยาเสพติดทำลายชีวิตของเขาพังพินาศอย่างไร มันทำให้เขาเกลียดตัวเองและเขาไม่คุ้นเลยเวลาที่มีคนมาทำดีกับเขา เคซีย์ยังได้รู้อีกว่า คริสไม่รู้ว่าพ่อตัวเองคือใคร และถึงแม้แม่ของเขาจะเสียชีวิตไปแล้วเพราะโรคมะเร็ง แต่เขาก็ยังต้องการเป็นลูกที่แม่ภูมิใจ เคซีย์นั่งคุยกับคริสเกือบหนึ่งชั่วโมง และตั้งท่าจะอยู่คุยต่ออีกแต่นึกขึ้นได้ว่าเธอต้องไปเรียนอีกคลาสหนึ่งและกำลังจะไปเข้าเรียนสายแล้ว เรื่องราวชีวิตของคริสกระทบใจของเคซีย์ จนเธอต้องนำไปโพสต์ในเฟซบุ๊กของเธอ โดยบอกว่า คริสเป็นหนึ่งในคนที่จริงใจและซื่อตรงที่สุดเท่าที่เธอเคยพบมาในชีวิต เศษกระดาษยับยู่ยี่แผ่นนั้น เมื่อเคซีย์บอกคริสว่าเธอต้องไปเรียนแล้ว เขาขอร้องให้เธออยู่ต่ออีกนิดเพราะเขาจะเขียนโน้ตบางอย่างให้เธอ คริสขอโทษที่ลายมือของเขาขยุกขยุยมาก แล้วรีบยัดเศษกระดาษยู่ยี่แผ่นนั้นใส่มือเธอ เขายิ้มและรีบออกจากร้านไป เหมือนเป็นนัยบอกให้รู้ว่า เขาต้องการให้เธอรอเขาออกไปก่อนแล้วค่อยเปิดอ่าน […]

เยียวยาหัวใจ เมื่อเขามีใครอีก (หลาย) คน

เมื่อฉันรู้ว่าคนที่ฉันรักที่สุดกำลังทำลายชีวิตคู่ของเราด้วยการนอกใจ ไม่ใช่กับผู้หญิงเพียงคนเดียว แต่มีสัมพันธ์กับผู้หญิงถึงสองคนในเวลาเดียวกัน และเขาสารภาพว่า การนอกใจเป็นสิ่งที่เขาทำมานานตั้งแต่ปีแรกที่แต่งงานกับฉัน กับผู้หญิงมากหน้าหลายตา ฉันร้องไห้ดัง ๆ อย่างไม่อายใคร เมื่อรู้ว่าสิ่งที่สงสัยเป็นความจริง ความรู้สึกเหมือนหัวใจถูกฉีกทึ้งเป็นชิ้น ๆ เรารักกันมานานมาก แต่งงานกัน มีลูกที่น่ารัก ตัวฉันมีหน้าที่การงานมั่นคง เป็นระดับผู้จัดการในบริษัทใหญ่โตแห่งหนึ่งของเมืองไทย หน้าตาและรูปร่างยังสะสวย มีหลายคนเอ่ยปากชมอยู่บ่อย ๆ หลังจากจับได้ว่าเขานอกใจ ฉันนั่งร้องไห้กับตัวเองทุกวัน ร่างกายผ่ายผอม หัวใจแสนจะบอบช้ำ และมองไม่เห็นทางที่จะกู้หัวใจกลับคืนมาได้เลย แต่เมื่อลูกเข้ามาใกล้ ฉันก็ปาดน้ำตาและฝืนยิ้ม เพราะนี่คือความทุกข์ของฉัน เขาไม่ควรรับรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่ผู้ใหญ่ก่อขึ้น ฉันโกรธเขามากและไม่อยากแม้แต่จะมองหน้า ความคิดขณะนั้นคือ “ฉันจะหย่า” ผู้หญิงอย่างฉันทำไมต้องทนกับคนที่หักหลัง ฉันยังมีทางไป หาเลี้ยงตัวเองได้ และอยู่กับลูกได้โดยไม่มีเขา แต่ในที่สุด “ลูก” คือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของฉันไว้ไม่ให้ตัดสินใจหย่ากับเขา เพราะต้องการให้ลูกมีครอบครัวที่สมบูรณ์ มีผู้หญิงมากมายตั้งแต่สมัยโบราณนานมา แม้แต่ในปัจจุบันที่ต้องอดทนกับความเจ้าชู้ของผู้ชายและกล้ำกลืนน้ำตาด้วยเหตุผลที่เหมือนกับฉัน เมื่อก่อนฉันไม่เข้าใจการกระทำของคนรุ่นคุณย่าคุณยายหรือคุณแม่ว่าเป็นเพราะอะไรจึงต้องทน แต่มาวันนี้ฉันรู้ซึ้งดี เมื่อเทียบความทุกข์โศกของฉันกับความสุขของลูก ฉันยอมทนเพื่อลูก แล้วหัวใจของตัวเองเล่าจะเยียวยาอย่างไร ฉันนั่งลงมองลึกลงในหัวใจตัวเอง ความบกพร่องของเขาคือการเป็นสามีที่ไม่ดี แต่สำหรับความเป็นพ่อนั้น เขาไม่มีสิ่งใดบกพร่อง ดังนั้น คนที่ได้รับผลกระทบเพียงคนเดียวคือฉัน […]

คุณแม่ที่ลูกเป็นมะเร็ง ถูกคนต่อว่า ร้อนถึงคนในชุมชนต้องรีบมาช่วยเหลือ

เมื่อคุณมีลูกเล็ก การดูแลซ่อมบำรุงบ้านมักจะล้มเหลวไปไม่ถึงไหนเพราะหาเวลาว่างได้ยากเต็มทน แค่เลี้ยงลูกก็เหนื่อยแทบสลบแล้ว จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาดูแลบ้านที่รกรุงรังในช่วงชีวิตที่แสนลำบากนี้ แรนดา แรคแลนด์ (Randa Ragland) เป็นคุณแม่ลูกห้าที่มีเวลาดูแลบ้านน้อยเหลือเกิน แล้ววันหนึ่งเธอก็ได้รับจดหมายจากเพื่อนบ้านคนหนึ่ง บอกว่าบ้านเธอเป็น “สิ่งที่อุจาดตา” เพราะหญ้าและต้นไม้ในบริเวณบ้านรกรุงรังมาก คุณแม่ลูกห้าผู้แสนเหน็ดเหนื่อยจึงนำเรื่องนี้ไปโพสต์ในเฟซบุ๊กเพจของเธอเพื่ออธิบายว่า เหตุใดบ้านของเธอจึงมีสภาพเช่นนั้น เมื่อบรรดาเพื่อนบ้านใจดีคนอื่น ๆ เห็นเข้า จึงรีบมาช่วยเหลือเธออย่างรวดเร็ว สาเหตุก็คือ เมื่อปลายปีที่แล้วหนูน้อยจาเซ่น วัย 3 ขวบ ลูกคนสุดท้องของแรนดาซึ่งพูดไม่ได้และเป็นออทิสติค ถูกคุณหมอตรวจพบว่าป่วยเป็น โรคมะเร็งของเนื้อเยื่อประสาท (Neuroblastoma) ระยะ 4 นับแต่นั้นมาครอบครัวของแรนดาก็มีชีวิตอยู่กับการพาลูกไปพบหมอตลอดเวลา นอกจากนั้นจาเซ่นยังต้องนอนค้างคืนที่โรงพยาบาลเพื่อทำเคมีบำบัดและผ่าตัดรวมทั้งกระบวนการรักษาอื่น ๆ อีก ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี จาเซ่นต้องเข้าโรงพยาบาล 20 ครั้ง และผ่าตัดมากกว่า 7 ครั้งทั้งที่เป็นเพียงเด็กน้อยตัวเล็ก ๆ เท่านั้น การที่คุณแม่ผู้กล้าหาญผู้นี้ตัดสินใจแชร์เรื่องราวของเธอ ไม่ใช่เพื่อวิงวอนขอความเห็นใจ แต่เพื่อเตือนให้เพื่อนบ้านตระหนักว่า “คุณไม่รู้หรอกว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของคนคนหนึ่ง” และเพื่อกระตุ้นให้คนเหล่านั้นมีเมตตาต่อทุกคน ไม่เว้นแม้แต่คนแปลกหน้า แรนดาแนบภาพกระดาษจดหมายแผ่นนั้น ที่บุรุษไปรษณีย์นำมาหย่อนในตู้รับจดหมายหน้าบ้านของเธอในโพสต์ด้วย  ซึ่งมีใจความประมาณว่า บ้านของแรนดาเป็นสิ่งอุจาดตาที่มีผลต่อราคาบ้าน ใครเล่าจะอยากมาซื้อบ้านใกล้กับบ้านของแรนดาถ้าต้องมองอะไรแบบนี้ทุกวี่ทุกวัน และตบท้ายให้เธอหันมาจัดการบริเวณบ้านให้ดูดีกว่านี้! […]

“มองให้เป็น เห็นด้วยใจ” พลังบวกให้ชีวิตจากผู้อยู่ในโลกมืด

หลังจากมีอาการปวดเอวมาหลายเดือน ก็มีคนแนะนำให้ฉันไปหาหมอนวดตาบอดมือดีคนหนึ่ง ฉันรีบไปทันทีโดยไม่คิดเลยว่า นอกจากจะได้รับความสบายกายแล้ว ยังได้รู้ว่าบางครั้งความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ก็กลายเป็นเรื่องเล็กไปได้ เพียงแค่เราทำใจให้เป็นเท่านั้น พอก้าวเท้าเข้าไปในห้องนวดซึ่งอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่ง  ผู้ชายในวัยห้าสิบเศษก็หันมายกมือไหว้ฉัน  พร้อมทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม  ก่อนจะเดินออกมาต้อนรับอย่างคล่องแคล่ว  ถ้าไม่มีคนบอกมาก่อน  ฉันคงไม่รู้ว่าเขาตาบอด  เพราะดวงตาของเขาภายใต้แว่นกันแดดสีอ่อนไม่มีวี่แววของคนตาบอดสักเท่าไร  หลังจากลงมือนวดไปได้พักหนึ่ง  เขาก็พูดคุยกับฉันในเรื่องต่าง ๆ จนฉันได้รู้ว่าเขาเคยเป็นครูมาก่อน  แต่ต้องลาออกเพราะประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุของความพิการทางสายตาของเขา “ความจริงเหตุการณ์นี้ผ่านมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้วครับ   หัวผมถูกกระแทกอย่างแรง แล้วคงกระเทือนไปถึงจอประสาทตา  แต่มันไม่ได้มองไม่เห็นทันทีนะครับ  เพิ่งจะมาส่งผลเมื่อสิบกว่าปีก่อน  ที่ผมเริ่มรู้สึกว่าตาพร่า ตอนแรกนึกว่าไม่ร้ายแรงอะไร  แต่กลับเป็นมากขึ้น ๆ  จนในที่สุดวันหนึ่งทุกอย่างก็มืดมิดไป  เหมือนจอทีวีที่ดับไปเฉย ๆ”  เขาเล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม  ในขณะที่ฉันทั้งตกใจและเศร้าใจจนไม่กล้าถามอะไร  ได้แต่ฟังเขาเล่าต่อไป “ตอนแรกผมรู้สึกเหมือนโลกจะถล่มทลาย  คิดดูซิครับ  ทุกอย่างที่เคยเห็น  และมีสีสันสวยงาม  จู่ ๆ ก็กลายเป็นมืดสนิท ไม่มีกลางวันไม่มีกลางคืน  มีแต่ความมืดมิด ทำอะไร  เดินไปไหนก็ไม่สะดวก  ผิดกับคนที่เขาตาบอดมาแต่กำเนิด  ซึ่งเขาสามารถทำทุกอย่างได้เพราะความเคยชิน  เขาคงไม่เจ็บปวดเท่าคนที่เคยมองเห็นมาค่อนชีวิต ผมเคยคิดจะฆ่าตัวตายหลายครั้งนะครับ เพราะไม่อยากเป็นภาระให้ใคร  งานก็ทำไม่ได้  ไปไหนก็ลำบาก  […]

นิพพานเทียมง่าย ๆ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ธรรมะโดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ

เราสามารถเข้าถึงนิพพานโดยทำใจให้ว่างสบาย ๆ ปลอดจากความคิด แม้จะได้ชั่วครั้งชั่วคราวก็ดีกว่าไม่ได้เลย นอกจากนี้อาจจะหาตัวช่วย เช่น •  ฟังเพลงบรรเลงที่ไพเราะนุ่มนวลชวนฟัง ปล่อยใจให้ผ่อนคลายเบาสบายไปกับเสียงเพลง โดยไม่ต้องใส่ความคิดเข้าไปปรุงแต่ง ให้ใจของเราดื่มด่ำเป็นสุขไปกับเสียงเพลง •  ชมภาพทิวทัศน์ของธรรมชาติที่ดูแล้วเย็นตาเย็นใจ ทำให้จิตใจมีความสงบปลอดโปร่งเบาสบาย •  ทำงานอดิเรกที่ทำแล้วผ่อนคลาย ไม่ปล่อยความคิดให้ฟุ้งซ่านไปทางรัก โลภ โกรธ หลง •  การทำจิตให้อยู่ในอารมณ์เช่นนี้ ก็เป็นสภาวะของนิพพานเทียมที่ทำได้ง่าย ๆ เช่นกัน   นิพพานเทียมในใจตน 1.  ถ้าอยู่กับตัวเองตามลำพังก็ให้มีสติปัญญารู้กายของเราเป็นหลัก 2.  ถ้ามีสิ่งอื่นที่มากระทบทางประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แม้ใจเผลอคิดถึงเรื่องต่าง ๆ ก็ใช้สติปัญญาพิจารณาสิ่งนั้น ๆ ว่า สิ่งใดเป็นคุณ สิ่งใดเป็นโทษ 3.  ละสิ่งที่เป็นโทษเป็นอกุศลเสีย 4.  เจริญในสิ่งที่เป็นบุญกุศล 5.  วางใจอย่าให้กระเพื่อมไหวไปในทางยินดียินร้าย สิ่งนี้พูดง่าย ฟังง่าย เข้าใจได้ไม่ยาก แต่ทำยาก จะทำให้ได้ก็ต้องฝึก การฝึกฝนก็คือความเพียร […]

keyboard_arrow_up