หลักการปฏิบัติธรรมเบื้องต้นแนว หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

หลักการปฏิบัติธรรมเบื้องต้นแนว หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ คำภาวนา พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ มีความหมายว่า “ข้าพเจ้าขอรับเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึก” ซึ่งจะขอขยายความเทียบตามหลักของ วิสุทธิมรรคคัมภีร์ ที่รจนาโดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ดังนี้ ๑. ฐานของจิต การกำหนดฐานของจิต ให้กำหนดไว้ที่หน้าผาก หรือระหว่างคิ้วทั้งสอง ตามหลักของ วัดประดู่ทรงธรรม และของ สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อน วัดพลับ ถือว่าเป็นฐานที่ ๗ ซึ่งตามหลักท่านวางไว้ถึง ๙ ฐาน โดยฐานต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเสมือนทางผ่านของลมหายใจที่ไปกระทบ เหมือนกับหลักของอานาปานสติ ฐานทั้ง ๙ ฐานที่กำหนดไว้ มีดังนี้ ฐานที่ ๑ อยู่ต่ำกว่าสะดือ ๑ นิ้ว ฐานที่ ๒ อยู่เหนือสะดือ ๑ […]

วิธีแก้นิมิต โดย หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม

วิธีแก้นิมิต โดย หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม ในเวลาจิตเข้าสู่ภวังค์และตั้งลงเป็นองค์มรรคสมังคีแล้วนั้น ย่อมมีนิมิตต่าง ๆ มาปรากฏในขณะจิตอันนั้น ท่านผู้ฝึกหัดใหม่ทั้งหลายพึงตั้งสติกำหนดใจไว้ให้ดี อย่าตกใจประหม่ากระดากและอย่าทำความกลัวจนเสียสติและอารมณ์ ทำใจให้ฟุ้งซ่านรั้งใจไม่อยู่ จะเสียสมาธิ นิมิตทั้งหลายไม่ใช่เป็นของเที่ยง เพียงสักว่าเป็นเงา ๆ พอให้เห็นปรากฏแล้วก็หายไปเท่านั้นเองฯ นิมิตที่ปรากฏนั้น คือ อุคคหนิมิต ๑ ปฏิภาคนิมิต ๑ นิมิตที่ปรากฏเห็นดวงหทัยของตนใสสว่างเหมือนกับดวงแก้ว แล้วยึดหน่วงเหนี่ยวรั้ง ให้ตั้งสติกำหนดจิตไว้ให้ดี เรียกว่า อุคคหนิมิต ไม่เป็นของน่ากลัวฯ นิมิตที่ปรากฏเห็นคนตาย สัตว์ตาย ผู้ไม่มีสติย่อมกลัว แต่ผู้มีสติแล้วย่อมไม่กลัว ยิ่งเป็นอุบายให้พิจารณาเห็นเป็นอสุภะ แยกส่วนแบ่งส่วนของกายนั้นออกดูได้ดีทีเดียว และน้อมเข้ามาพิจารณาภายในกายของตนให้เห็นแจ่มแจ้ง จนเกิดนิพพิทาญาณ เบื่อหน่ายสังเวชสลดใจ ยังใจให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิมีกำลังยิ่งขึ้น เรียกว่า ปฏิภาคนิมิตฯ มีวิธีที่จะแก้นิมิตได้เป็น ๓ อย่างคือ วิธีที่ ๑ ทำความนิ่งเฉย คือ พึงตั้งสติกำหนดจิตนั้นไว้ให้มั่นคง ทำความสงบนิ่งแน่วเฉยอยู่ในสมาธิ แม้มีนิมิตอะไร ๆ มาปรากฏ หรือรู้เห็นเป็นจริงในจิตอย่างไรไม่ต้องหวั่นไหวไปตาม คือ ไม่ต้องส่งจิตคิดไป […]

ประโยชน์ของสมาธิ ธรรมโอวาทจาก หลวงปู่ศรีจันทร์ วณฺณาโภ

ประโยชน์ของสมาธิ ธรรมโอวาทจาก หลวงปู่ศรีจันทร์ วณฺณาโภ หลวงปู่ศรีจันทร์ วณฺณาโภ ได้มีธรรมโอวาทเกี่ยวกับเรื่องสมาธิ และประโยชน์ของสมาธิ ไว้ดังนี้ สมาธิ ภิกฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงยังสมาธิให้เกิด ชนผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้วย่อมรู้ความจริง เพราะเหตุไร พระศาสดาจึงทรงชักนำในอันบำเพ็ญสมาธิ เพราะใจที่ได้อบรมดีแล้วย่อมเป็นไป เพื่อประโยชน์อันใหญ่ คนเราจะทำจะพูดดีหรือเสียก็เพราะใจ ลำพังกายเหมือนรูปหุ่น ใจเหมือนคนชักรูปหุ่น จะกระดิกพลิกแพลงไปเท่าไร ก็ส่อใจของคนชัก ฉันใด อาการกายวาจาจะเป็นไปอย่างไร ก็ส่ออาการของใจ ฉันนั้น อีกอย่างหนึ่ง กายเหมือนเรือ ใจเหมือนนายเรือ ถ้านายเรือไม่ได้รับฝึกหัดให้ชำนิชำนาญหรือประมาทไป ก็จะพาเอาเรือไปเป็นอันตรายเสีย ต่อเป็นผู้ได้ศึกษาและมีสติ จึงจะสามารถพาไปถึงท่า ฉันใด ใจก็ฉันนั้น ที่ชั่วและปล่อยให้ระเริงก็จะชักจูงให้ประพฤติชั่วทางกายทางวาจามีประการต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นส่วนเสียหาย ถ้าได้รับการอบรมในทางดีจึงจะชักจูงในทางดี ท่านกล่าวว่าใจที่ไม่ได้อบรมอาจทำคนให้ฉิบหาย ยิ่งกว่าโจร หรือคนมีเวรจะทำให้เสียอีก ใจที่ได้รับการอบรมอาจทำได้ดียิ่งกว่าบิดามารดาและญาติผู้รักใคร่จะพึงทำให้ได้ เพราะเหตุนั้นพระศาสดาผู้ทรงพระกรุณาใหญ่แสวงหาประโยชน์แก่ประชาชน จึงได้ทรงชักนำในอันบำเพ็ญสมาธิ สมาธินั้น พึงรู้อย่างนี้ ใจนี้อบรมดีแล้วย่อมเห็นอรรถเห็นธรรมแจ้งชัด ทำอะไรย่อมจะสำเร็จ […]

“ม่านหมอกแห่งอวิชชา” ธรรมะดีๆ โดย หลวงพ่อโพธินันทะ

“ม่านหมอกแห่งอวิชชา” ธรรมะดี ๆ โดย หลวงพ่อโพธินันทะ การปลดปล่อยสรรพชีวิตทั้งปวงให้เป็นอิสระเป็นคุณธรรมของวิสุทธิบุคคลและเป็นความก้าวหน้าในการปฏิบัติภาวนา  การพำนักอยู่อย่างสันโดษ  อย่างไม่หวั่นไหวต่อสิ่งรบกวน  มันเป็นวิถีทางปกติธรรมดาสำหรับผู้แสวงหาความหลุดพ้น ธรรมชาติที่แท้จริงของจิตประภัสสรนั้นสว่างไสวอยู่เหนือถ้อยคำอธิบายที่เต็มไปด้วยทัศนะที่สุดโต่งทั้งสอง  ไม่มีการเกิดและการดับ  ไม่มีอะไรทำอันตรายมันได้  ไม่สามารถตกแต่งสีสันรูปลักษณ์มันได้  มันเป็นเช่นนั้นเองตามที่มันเป็น  ถ้าเราเข้าถึงมัน  กาลเวลาจะสิ้นสุดลง เพราะอวิชชาทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิที่เห็นว่ามีตัวตนเป็นผู้กระทำ  และสิ่งที่ถูกกระทำมีอยู่จริง  แต่มันเป็นเพียงภาพมายาดั่งเมฆหมอกหรือน้ำลวงตาที่เกิดจากการสะท้อนของเปลวแดดในทะเลทราย  ด้วยการอาศัยจักขุวิญญาณที่เกิดจากอวิชชาในระดับจิตสามัญสำนึก มองภาพเป็นดั่งม่านหมอกที่สังขารปรุงแต่งขึ้น  ด้วยกระบวนความคิดที่หลั่งไลมาจากจิตสามัญสำนึกด้วยอวิชชา  สร้างกาลเวลาอันหาจุดจบไม่ได้ในสังสารวัฏ  มายาภาพทั้งหลายเหล่านี้จึงไม่มีอะไรที่เป็นแก่นสาระของชีวิต การพิจารณาเห็นโทษภัยของชีวิตที่ถูกร้อยรัดพันธนาของโลกธรรม  ๘  ประการ  และมหันตภัยของกฎแห่งกรรมในสังสารวัฏ  พึงถือเอาดวงแก้วทั้งสามคือพระรัตนตรัยมาเป็นสรณะ การบำเพ็ญภาวนาบนวิถีของจิตหนึ่งเดียว  “เอกายนมรรค”*  จึงจะสามารถขจัดเมฆหมอกแห่งอวิชชาลงได้  และบรรลุถึงสุญญตภาวะอันสมบูรณ์ด้วยสัมมาญาณทัศนะ  สว่างไสวอยู่ในอาณาจักรที่ไม่อาจสร้างขึ้นหรือทำให้สูญสลายไปได้  ย่อมไม่หวั่นไหวขณะดำรงชีวิตอยู่หรือกำลังจะตาย   *เอกายนมรรค  หมายถึง  ทางอันเอก  คือข้อปฏิบัติอันประเสริฐที่จะนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความพ้นทุกข์  (นิพพาน)  ได้แก่สติปัฏฐาน  ๔  ที่มา  :  ทีฆนิกาย  มหาวรรค…ไตร  –  เล่มที่  ๒  ข้อ  ๓๐๐  หน้า  ๒๗๗   […]

“คำสอนแก่ชาวพระนคร” ธรรมะเตือนสติจาก หลวงปู่หลุย จันทสาโร

“คำสอนแก่ชาวพระนคร” ธรรมะเตือนสติจาก หลวงปู่หลุย จันทสาโร ในอดีต  สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่  หลวงปู่หลุย จันทสาโร  ได้มีโอกาสมาอบรมเทศนาญาติโยมชาวกรุงเทพฯหลายครั้ง  ท่านจึงมีคำสอนที่เหมาะแก่ชาวกรุง  เพื่อนำไปพิจารณาให้ตระหนักและแสวงหาธรรม  เพียรขัดเกลาตนต่อไป  ดังนี้ “ชาวจังหวัดพระนคร  ใช้ชีวิตประจำวันเช่นไร  ตื่นขึ้นมาแต่งตัวไปทำงานอย่างเฉิดฉาย  ลุกลนทำงานแต่เช้าจรดเย็น  เราคิดกันว่าเราก้าวหน้าในชีวิต  มีเกียรติ  มีคนนับหน้าถือตา  ธุรกิจเจริญก้าวหน้า  ต้องมีเลขานุการจดรายการนัดประชุม  ใครจะมาพบต้องนัดหมายก่อน  เพราะเราเป็นคนสำคัญ  อาหารการกิน  เลือกแต่ที่ประณีต  หรูหรา  ราคาแพงอวดกัน  ภูมิใจกัน  ว่าเราเก่ง  เรารวยกว่า  เรามีความสำคัญกว่า “คนจนอยู่ในพระนครไม่ได้  เพราะใช้เงินเปลืองมาก  ไปไหน ๆ  ก็ต้องขึ้นรถขึ้นรา  อาหารการกินอย่างประณีต  สุขุมมาก  เขาถือการกินเป็นใหญ่  บุคคลที่สนใจทางธรรมะมีน้อยกว่าต่างจังหวัด  ชอบใช้ไหวพริบไปทางโกงโดยมาก  ซื่อตรงแต่บุคคลเป็นอุบาสกอุบาสิกา  ผู้ที่รักใคร่ในศีลธรรม  เป็นคนชอบแต่งตัวสะอาด  ทั้งบ้านเรือนที่อยู่  ไม่เศร้าหมอง  สะอาดงามมากในครัวเรือน” “คนกรุงเทพฯชอบเป็นหนี้สินกันโดยมาก  ชอบแต่งตัวกันวันละหลายครั้ง  เปลืองเครื่องสำอางต่าง ๆ  เช่น  น้ำอบน้ำหอม  เครื่องย้อมเครื่องทา […]

“อย่ายอมให้อัตตาครองใจ” ธรรมะเตือนสติโดย พระไพศาล วิสาโล

“อย่ายอมให้อัตตาครองใจ” ธรรมะเตือนสติโดย พระไพศาล วิสาโล การทำความดี มีเมตตากรุณาต่อผู้อื่น มิใช่สิ่งที่ฝืนธรรมชาติของมนุษย์ เพราะทุกคนล้วนมีมโนธรรมอยู่แล้วในจิตใจ จริงอยู่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเห็นแก่ตัวหรืออัตตาเป็นธรรมชาติของมนุษย์ด้วย แต่มันก็เปรียบเสมือนเปลือกชั้นนอกของจิตใจ ลึกลงไปเรายังมีธรรมชาติอีกส่วนหนึ่งคือมโนธรรมหรือความใฝ่ดี มโนธรรมเป็นแรงผลักดันให้เราอยากทำความดี ในเวลาเดียวกันทุกครั้งที่เราทำความดีก็ช่วยเสริมสร้างมโนธรรมภายในให้เข้มแข็งขึ้น และทำให้มีพลังในการทำความดีมากขึ้น การทำความดีนั้นบ่อยครั้งหมายถึงการเสียสละ เช่น เสียสละเงินทอง เวลา หรือแรงงาน แต่ก็ทำให้เกิดความอิ่มเอมใจเมื่อเห็นผู้ทุกข์ได้รับความสุข อีกทั้งยังช่วยให้อัตตาของเราเบาบางลง อัตตายิ่งเบาบางมากเท่าไร เราก็ยิ่งมีความสุขได้ง่ายเท่านั้น เพราะเพียงแค่เห็นผู้อื่นเป็นสุข เราก็สุขแล้ว โดยไม่จำต้องไปดิ้นรนแสวงหาสิ่งต่าง ๆ มาครอบครอง การทำความดีจึงเป็นเสมือนกุญแจที่เปิดประตูให้ใจได้สัมผัสกับความสุขภายในซึ่งประเสริฐและประณีตกว่าความสุขจากวัตถุ ได้กล่าวแล้วว่ามโนธรรมภายในเข้มแข็งขึ้นทุกครั้งที่เราทำความดี แต่อันที่จริงแม้ยังไม่ได้ทำความดี เพียงแค่เปิดใจรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น รู้สึกร่วมทุกข์กับเขา ก็ช่วยกระตุ้นมโนธรรมของเราให้เข้มแข็งและฉับไวมากขึ้น ทำนองเดียวกับสมองที่ต้องมีงานทำอยู่เสมอจึงจะกระฉับกระเฉงและแคล่วคล่องว่องไว อย่างไรก็ตามอุปสรรคสำคัญที่มักขัดขวางไม่ให้เราเปิดใจรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่น ได้แก่อัตตาหรือความเห็นแก่ตัว อัตตานั้นรู้ว่าหากไปรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่นเมื่อใดเราจะรู้สึกเป็นทุกข์และอยู่เฉยไม่ได้ ต้องเข้าไปช่วยเหลือเขา ซึ่งหมายถึงการที่ต้องเสียเวลา เสียเงิน หรือเหนื่อยยาก นั่นเป็นเรื่องที่อัตตายอมไม่ได้ เพราะอัตตานั้นอยาก “เอา” แต่ไม่ต้องการ “ให้” ดังนั้นอัตตาจึงมักหาอุบายขัดขวางเราไม่ให้ทำเช่นนั้น วิธีการที่มักใช้กันก็คือปิดหูปิดตา เบือนหน้าหนี หรือแกล้งเป็นมองไม่เห็น เช่น ถ้านั่งรถเมล์ก็หันหน้าไปทางหน้าต่าง หรือถ้านั่งรถไฟฟ้าก็แกล้งหลับหรือจดจ้องอยู่กับหนังสือ ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ไม่ต้องไปรับรู้ว่ามีเด็ก […]

“เหตุเกิดที่ ทำ…พูด…คิด” ธรรมะเตือนสติโดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

“เหตุเกิดที่ ทำ…พูด…คิด” ธรรมะเตือนสติโดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ถ้าเราจะรักษาสัจธรรมของพระพุทธเจ้านั้น เราต้องช่วยกันศึกษาธรรมะให้เข้าใจ แล้วต้องปฏิบัติตนตามหลักธรรมะในชีวิตประจำวัน อย่าเอาวัตถุมาเป็นเครื่องช่วย แต่เอาธรรมะมาเป็นเครื่องช่วย ‘ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ’ เราถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่ถึงรูปวัตถุทั้งหลายเป็นที่พึ่ง เอาธรรมะเป็นสรณะ เอาธรรมะเป็นที่พึ่งโดยลำดับขึ้นไป เพื่อแก้ไขปัญหาชีวิตของเรา เช่น เรามีความทุกข์มีความเดือดร้อน พระพุทธเจ้าก็สอนทางให้แล้วบอกว่า เมื่อมีทุกข์มักก็เกิดจากเหตุ แล้วเหตุนั้นไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ที่การกระทำของเราเอง อยู่ที่การคิด การพูด การกระทำ การพูดกับการกระทำนั้นเริ่มต้นจากการคิด ถ้าคิดผิด มันก็เป็นทุกข์ ถ้าคิดถูกมันก็ไม่เป็นทุกข์ พูดผิดก็เป็นทุกข์ พูดถูกมันก็ไม่มีความทุกข์ พูดผิดก็มีความทุกข์ความเดือดร้อนใจ ทำถูกก็หมดทุกข์ ทำผิดก็เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน มันอยู่ที่การกระทำอย่างนั้นต้องแก้ที่การกระทำของเราเอง ต้องหมั่นศึกษาหมั่นพิจารณาตัวเองในเรื่องต่าง ๆ ทำอะไรแล้วก็ต้องจำไว้ว่าเราได้ทำสิ่งนั้นผลมันมีอะไร เกิดขึ้นในรูปใด สมมติว่าเราไปดื่มเหล้าเมาแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราไปบ่อนการพนันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราไปด่าคนนั้นคนนี้ มันเกิด อะไรขึ้นบ้าง เราคิดริษยาคนอื่นใจเรามันเย็นหรือใจเราร้อน มีความสุขหรือว่ามีความทุกข์ คอยตรวจสอบพิจารณาศึกษาค้นคว้าจากในจิตจากการคิดของเรา เราก็จะมองเห็น ความจริงในเรื่องนี้มากขึ้น ๆ รู้เรื่อง เข้าใจเรื่องถูกต้อง เราเอาหลักนี้มาปฏิบัติให้จิตใจเราโปร่งอยู่ด้วยคุณธรรม ความเจริญของพระศาสนาอยู่ที่จิตใจคนผู้นับถือพระศาสนาเจริญด้วยคุณธรรม […]

โควิด 19 : เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสของคนทั้งโลก โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

โควิด 19 : เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสของคนทั้งโลก โดย ท่าน ว.วชิรเมธี   “ดอกบัวงอกงามขึ้นมาจากตมและน้ำ ฉันใด มนุษยชาติก็อาจเติบโตและงอกงามขึ้นมาจากวิกฤตการณ์ ฉันนั้น”   ท่านเจ้าคุณพระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) พระนักคิด นักเขียน นักพัฒนาสังคมชื่อดัง ผู้อำนวยการศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน และผู้ดำรงตำแหน่ง UNHCR PATRON เผยแผ่บทความเชิงสร้างสรรค์เชิญชวนประชาคมโลกมองวิกฤติ โควิด 19 ว่าเป็นโอกาสทองของมนุษยชาติ ๙ ประการ โดยมีเนื้อหา ดังต่อไปนี้ จอห์น เอฟ เคเนดี เคยกล่าววรรคทองไว้คราวหนึ่งว่า “ในภาษาจีน คำว่า ‘วิกฤตการณ์’ (crisis) เกิดจากการประกอบกันของอักษรสองตัว คือ ตัวหนึ่งแทนคำว่า ‘อันตราย’ (danger/เวย危) และอีกตัวหนึ่งแทนคำว่า ‘โอกาส’ (opportunity/จี机)” หากเราเชื่อในคำกล่าวนี้ วิกฤติการณ์ที่เกิดจากไวรัสโควิด 19 ก็น่าจะมาพร้อมกับโอกาสบางอย่าง และต่อไปนี้ คือ โอกาสที่ผู้เขียนพอจะมองเห็นและอยากเชิญชวนให้เรามาลองคิดหาโอกาสจากวิกฤติคราวนี้ในมุมมองอื่น ๆ ร่วมกัน […]

ใช้ตัวตน… เพื่อลดตัวตน ธรรมะดี ๆ โดย แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

ใช้ตัวตน… เพื่อลดตัวตน ธรรมะดี ๆ โดย แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ในท่ามกลางการจากพราก…มีการเกิดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการเกิดที่ท้าทายตัวเองมากว่า… จะอยู่กับอะไร…จะอยู่กับใคร…และ…จะอยู่อย่างไร เพราะการอยู่ในวิถีชีวิตที่ไม่มีความคุ้นเคยอีกต่อไปแล้วนั้น ต้องอาศัยการพิสูจน์ให้ได้ว่า แม้สิ่งที่เรารักหรือคนที่เรารักจะจากไป แต่ความรักในสิ่งนั้น ความรักของคนคนนั้นที่อยู่ในตัวเรายังคงอยู่ จึงทําให้ข้าพเจ้าใช้ชีวิตอย่างเกิดอีกครั้งหนึ่งบนเส้นทางที่เลือก เพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิดกับคนที่รัก ไม่ว่าจะเป็นการนําพาชีวิตของตัวเองเข้าไปเรียนรู้ในสิ่งที่แม่เคยอยู่ เคยเป็น นั่นคือการสมัครเข้าเรียนวิชาชีพครู แต่ในที่สุด อาชีพครูก็ไม่ใช่สิ่งที่ได้ทํา เพราะในใจกลายกลับ…และก่อเกิดความใฝ่ฝัน ความทะเยอทะยานอยากที่จะเป็นในสิ่งที่ใจต้องการและต้องเป็นให้ได้ การเกิดอีกครั้งในวงการนางแบบจึงเริ่มขึ้น ก้าวแรกสู่วงการ มันคือความหอมหวาน ความสนุกสนาน มันคือของใหม่ในสถานที่ใหม่ที่ไม่คุ้นเคย จึงต้องอาศัยการฝึกฝนและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ผู้คนใหม่ ๆ ทั้งหมด ที่สําคัญ…ต้องอยู่ให้ได้ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงมาก แต่ด้วยอุปนิสัยที่แม่บ่มเพาะไว้ให้ คือ การไม่วิพากษ์วิจารณ์ใคร และไม่มีใครควรค่าแก่การเกลียดชัง จึงทําให้ข้าพเจ้าอยู่ในสังคมของการเอาตัวตนออกไปนําเสนอสิ่งต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า แฟชั่น ข้าวของ ได้อย่างมีแต่ละก้าวที่ต้องเรียนรู้กับการชั่งใจตัวเอง ณ ที่นั้น โอกาสมีเสมอสําหรับการก้าว แต่ถ้าก้าวอย่างไม่ระมัดระวัง การก้าวนั้นก็จะผิดพลาด เพราะฉะนั้นการก้าวอย่างมีสติปัญญาจึงเป็นก้าวที่สําคัญมากสําหรับคนที่กําลังจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตัวเอง และต้องตัดสินใจเลือก… และเมื่อตัดสินใจเลือก […]

คิดบวก คือคิดอย่างไร ธรรมะดี ๆ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

คิดบวก คือคิดอย่างไร ธรรมะดี ๆ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี เดี๋ยวนี้ได้ยินแต่คำว่า “คิดบวก” อยู่บ่อย ๆ เลยอยากทราบว่าการคิดบวกคือคิดอย่างไร การคิดบวกจะทำให้เราไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงใช่หรือไม่ ในสถานการณ์อย่างไรจึงจะใช้การคิดบวก บางคนก็ประณามการคิดบวกว่าเป็นวิธีคิดของคนสิ้นคดิ ความจริงเป็นอย่างไรกันแน่ครับ จากนักศึกษาไทยในออกซฟอร์ด การคิดบวกอาจอนุโลมเรียกว่าเป็นวิธีคิดอย่างหนึ่งในพุทธธรรมได้เหมือนกัน โดยมีชื่อเรียกว่า “อุปปาทกมนสิการ” แปลว่า “การคิดให้เกิดกุศลธรรม” หรือ “การคิดเพื่อให้เกิดประโยชน์” หลักทั่วไปมีอยู่ว่า ให้เรารู้จักมองหาแง่ดี แง่งาม แง่ที่เป็นประโยชน์ของสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราให้พบ แล้วพยายามใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นให้ได้ ขั้นตอนของการคิดบวกมีอยู่สองขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 เป็นการมองสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง แล้วพยายามแก้ปัญหาบนพื้นฐานของความเป็นจริงให้ได้อย่างถึงที่สุดก่อน แต่ถ้าหากพยายามทุกวิถีทางแล้วก็ยังไม่อาจแก้ปัญหาอะไรได้เลย จึงมาถึงขั้นตอนที่ 2 คือเริ่มใช้การคิดบวกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ขั้นตอนที่ 2 คือ เมื่อพยายามแก้ปัญหาตามความเป็นจริงจนสุดความรู้ความสามารถแล้ว แต่กลับพบว่าเหตุปัจจัยที่ขวางอยู่ตรงหน้านั้นใหญ่โตหรือยากเย็นเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้ แทนที่เราจะเป็นฝ่ายยอมจำนน หรือยอมรับสภาพอย่างจนมุมและอยู่กับปัญหาแบบหมดอาลัยตายอยาก เรากลับลุกขึ้นมา ปรับวิธีคิดและปรับมุมมองของเราใหม่ เพื่อที่จะเผชิญกับความเป็นจริงในเชิงสร้างสรรค์ พูดง่าย ๆ ว่า […]

เกิดเป็นมนุษย์มีทั้งวิกฤตและโอกาสที่จะนิพพาน

เกิดเป็นมนุษย์มีทั้งวิกฤตและโอกาสที่จะ นิพพาน ธรรมะโดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ เมื่อกล่าวว่าจิตทุกดวงมีศักยภาพที่จะชำระกิเลสตัณหาและสัมผัสพระนิพพานได้ หลายคนอาจเห็นแย้งว่า ในเมื่อทุกเช้าเรายังต้องแย่งกันขึ้นรถไฟฟ้า พอไปทำงานก็ต้องเจรจาเพื่อเพิ่มยอดขายเก็งกำไร แถมยังถูกเจ้านายต่อว่าทั้งวัน ลำพังศีล สมาธิ ปัญญา ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัส แล้วปุถุชนอย่างเรา ๆ จะเข้าใกล้ภาวะ นิพพาน ในชีวิตนี้หรือในชีวิตประจำวันได้อย่างไร เกิดเป็นมนุษย์นั้นมีทั้งวิกฤตและโอกาส มีวิกฤตก็คือต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ อาชีพการงานนำความทุกข์มาให้ไม่น้อย เพราะต้องต่อสู้เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ปลอดภัย มีความมั่นคงในชีวิต ความต้องการของมนุษย์มีมากกว่าสัตว์โลกชนิดใด ๆ เพราะถูกตัณหาขับเคลื่อนไป ด้วยเหตุนี้หากปล่อยให้กิเลสตัณหานำพาไปแล้ว การเกิดเป็นมนุษย์ก็เท่ากับเป็นการสั่งสมกิเลสตัณหาให้พอกพูนอยู่ในจิตอย่างเหนียวแน่น อย่างไรก็ตาม โครงสร้างทางกายภาพและจิตของมนุษย์ เป็นโครงสร้างที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้และการพัฒนาได้ดียิ่งกว่าสัตว์โลกใด ๆ ด้วยเช่นกัน ฉะนั้น หากใครมีความเห็นถูก เห็นภัยในวัฏสงสาร เบื่อหน่ายต่อการเวียนว่ายตายเกิด ก็จะเข้ามาศึกษาปฏิบัติธรรม ขัดเกลาจิตให้เบาบางจากกิเลสตัณหา ก็สามารถพัฒนาปัญญาเป็นอริยบุคคลได้   ที่มา :  นิพพาน…ที่นี่…เดี๋ยวนี้  โดย 4 พระผู้นำทางปัญญาแห่งยุคสมัย สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ (https://www.naiin.com/product/detail/234145) Photo by NEOSiAM 2020 […]

“อย่ายอมให้คอร์รัปชัน กลายเป็นวัฒนธรรมของชาติ” ธรรมะโดย ท่าน ว.วชิรเมธี

“อย่ายอมให้ คอร์รัปชัน กลายเป็นวัฒนธรรมของชาติ” ธรรมะโดย ท่าน ว.วชิรเมธี ถาม : ดิฉันทำงานอยู่แผนกจัดซื้อในโรงพยาบาลของรัฐ โดยมีหัวหน้าแผนกและพนักงานขายร่วมกันทุจริตในการซื้อยาและอุปกรณ์การแพทย์มานานแล้ว ดิฉันรู้เห็น แต่ไม่เคยมีส่วนได้เสียเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดิฉันควรทำอย่างไรดีคะ เพราะแม้แต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็ยังมีส่วนแบ่ง ดิฉันไม่ทราบจะไปร้องเรียนที่ไหน หรือว่าจะลาออกดี แต่อายุขนาดนี้แล้วก็ไม่รู้จะไปทำงานอะไร รู้สึกบาปมากค่ะ ตอบ : ในฝ่ายพระสงฆ์ของเรานั้นว่ากันว่า ถ้าเห็นผู้อื่นทำผิดวินัยแล้วเราเฉย ๆ ก็เท่ากับว่าเราเองกำลังมีส่วนผิดด้วย เพราะความเสียหายที่คนอื่นทำนั้น บางทีไม่ได้เกี่ยวกับเราก็จริงอยู่ แต่มันเกี่ยวกับประโยชน์ส่วนรวมของเพื่อนมนุษย์ ซึ่งการที่เราเฉยก็เหมือนเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย ไม่ทราบว่าคุณเคยได้ยินคำกล่าวทำนองนี้บ้างหรือไม่ “หากเราไม่ร่วมแก้ปัญหา เราก็คือส่วนหนึ่งของปัญหา” แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งมนุษย์เราก็มีปัญหาเรื่อง “ความมั่นคง” ของชีวิตเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในกรณีของคุณก็เช่นกัน บางทีการพูดออกไปก็หมายถึงอันตรายที่จะเกิดกับตัวเอง แต่หากเฉยไว้ ๆ ประเทศชาติก็เสียหายจากปัญหาทุจริตไม่จบไม่สิ้น ทางสายกลางในเรื่องนี้ก็คือ ควรหาทางแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเรื่องการทุจริตนี้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวเองก็ได้ โดยวิธีนี้คุณเองก็ปลอดภัย และยังสามารถแก้ปัญหาได้อีกด้วย ซึ่งการทำเช่นนี้คือการแก้ปัญหา ส่วนการอยู่เฉย ๆ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น นั่นแหละคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ “คนชั่วยังคงลอยนวล” อยู่ทั่วไป และทำให้ การคอร์รัปชันกลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักของสังคมไทยที่แตะไปยังวงการไหนก็มีเหมือนกันหมด หากเราคนไทยยังคงเย็นชากับปัญหา […]

สุข-ทุกข์อยู่บนเหรียญคนละด้าน แต่เหรียญไม่ได้มีแค่สองด้าน

สุข-ทุกข์อยู่บนเหรียญคนละด้าน แต่ เหรียญไม่ได้มีแค่สองด้าน ธรรมะโดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ เราคุ้นเคยอยู่กับการเห็นเหรียญมีสองด้าน เห็นแต่ว่ามีด้านหัวกับก้อยเท่านั้น เปรียบเหมือนความรู้สึกของเราที่มีต่อสิ่งที่ได้สัมผัสสัมพันธ์ ถ้าไม่ยินดีก็ยินร้าย ไม่สุขก็ทุกข์ ไม่ชอบก็ชัง เป็นไปตามที่กิเลสตัณหาโปรแกรมไว้ในจิต ความรู้สึกชอบย่อมนำมาซึ่งความอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากเสพ อยากสัมผัสสัมพันธ์ อยากให้สิ่งนั้นคงอยู่ในสถานะนั้นต่อไป เป็นกิเลสฝ่ายราคะ หรือโลภะ ซึ่งจัดอยู่ในประเภทของกามตัณหาและภวตัณหา ครั้นรู้สึกไม่ชอบ ไม่ยินดี ไม่พอใจ ไม่อยากสัมผัสสัมพันธ์ อยากให้สิ่งนั้นผ่านไปโดยเร็ว ก็เป็นกิเลสฝ่ายโทสะ ซึ่งจัดอยู่ในประเภทของวิภวตัณหา ความชอบและความไม่ชอบมีสาเหตุมาจากความหลง หรือ โมหะ อันเป็นกิเลสอีกตัวหนึ่งที่เข้ามาปรุงแต่งจิตให้หลงยึดติดอยู่กับความยินดียินร้าย การที่เรามีความรู้สึกต่อสิ่งต่าง ๆ ไปในทางยินดีหรือยินร้าย เป็นเพราะจิตของเราขาดความเที่ยงธรรม ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นกลาง หากจิตตั้งอยู่ตรงกลาง วางอุเบกขา จิตก็จะปลอดจากความรู้สึกโลภ โกรธ หลง สภาวะของจิตในขณะนั้นก็จะเป็นสภาวะจิตของนิพพานนั่นเอง ที่เราคุ้นเคยว่าเหรียญมีสองด้าน คือด้านหัว สมมติว่าเป็นมุมมองด้วยความชอบ (โลภะ) และด้านก้อย สมมติว่าเป็นมุมมองด้วยความชัง (โทสะ) การมองแต่ด้านใดด้านหนึ่งก็นับเป็นมุมมองที่มาจากความหลง (โมหะ) เพราะที่จริงแล้วเหรียญไม่ได้มีเพียงสองด้านเท่านั้น ระหว่างด้านหัวกับด้านก้อย […]

Dhamma Daily : ชาวพุทธควรทำอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ท่ามกลางสถานการณ์ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายคนตึงเครียดไม่น้อย เราในฐานะที่เป็นชาวพุทธจะฝ่าฟันกับเหตุการณ์นี้ไปได้อย่างไร ซีเคร็ตจึงรวบรวมปัญหาธรรมถึงพระอาจารย์มานพ มานิโต แห่งวัดธารน้ำไหล ท่านเมตตาตอบปัญหาธรรมเหล่านี้ให้กระจ่างและได้ข้อคิดดังนี้ 

นิ่งสงบสยบปัญหา ธรรมะเตือนสติโดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

นิ่งสงบสยบปัญหา ธรรมะเตือนสติโดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล มีพุทธประวัติตอนหนึ่ง ทำให้เราเข้าใจสำนวนที่ว่า ‘พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง’ ครั้งหนึ่งกลุ่มปริพาชกหรือนักบวชนอกศาสนาพุทธ มีความคิดอยากทำลายชื่อเสียงพระพุทธเจ้า จึงส่งนางจิญจมาณวิกา ไปที่วัดเชตวันตอนรุ่งเช้าบ่อยๆ จากนั้นก็ให้นางสรรหาผ้ามาพันท้อง แกล้งว่าท้องทีละนิด เมื่อเวลาผ่านไปท้องของนางก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมีคนทักถามว่าเธอท้องกับใคร นางจิญจมาณวิกาจึงตอบไปว่าท้องกับพระพุทธเจ้า เรื่องนี้พระองค์ทรงทราบความจริงดี แต่พระองค์ทรงเงียบเฉย ไม่ชี้แจงอะไร กระทั่งท้องของนางจิญจมาณวิกาขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนครบ 9 เดือน นางจิญจมาณวิกา จึงทูลต่อพระพุทธเจ้าหน้าที่ธารกำนัลว่า ทำไมพระพุทธเจ้าทำเธอท้องแล้วไม่ทรงรับผิดชอบ พระพุทธเจ้าทรงได้ยินดังนั้นก็แย้มพระสรวล ก่อนตรัสสั้นๆ ว่า เรื่องนี้มีแค่เธอกับเราเท่านั้นแหละที่รู้ความจริง จากนั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงอธิบายขยายความต่อ นั่นทำให้นางจิญจมาณวิกา โกรธมาก และพยายามโต้เถียงจนผ้าที่พันท้องของนางอยู่หลุดออกมา ความจริงจึงเปิดเผยในที่สุด จากนั้น กรณีเช่นนี้ก็ยังคงเกิดขึ้นอีก เมื่อครั้งที่กลุ่มปริพาชกได้สังหารนางสุนทรีแล้วเอาศพไปทิ้งไว้ใกล้กุฏิของพระพุทธเจ้า เมื่อมีคนมาพบศพนางสุนทรีเข้า ข่าวลือว่าพระพุทธเจ้าทรงอยู่เบื้องหลังการตายของนางก็แพร่สะพัดออกไป พระสงฆ์ทั้งหลายร้อนใจมากจึงได้ทูลให้พระพุทธเจ้าทรงหนีออกจากเมืองนั้นไปเสีย แต่พระองค์ตรัสตอบว่า ขอทุกท่านจงนิ่งสัก 7 วัน เดี๋ยวเรื่องนี้จักเงียบสงบไปเอง เจ็ดวันผ่านไปปรากฏว่าข่าวลือนั้นก็เงียบสงบไปจริงๆ ความจริงปรากฏว่า ฆาตกรที่ฆ่านางสุนทรีเกิดเมาแล้วทะเลาะกับเพื่อน เลยเปิดเผยว่าตนเองเป็นคนฆ่านางสุนทรี จากนั้นเขาถูกจับได้และโดนสำเร็จโทษถึงชีวิต ในบางสถานการณ์ การพูดหรือชี้แจงอาจจะไม่เป็นประโยชน์ เพราะว่าคนส่วนใหญ่ยังอยู่ในอารมณ์ที่รุ่มร้อน […]

“ชีวิตคือความตาย” ธรรมะโดย หลวงพ่อโพธินันทะ

“ชีวิตคือความตาย” ธรรมะโดย หลวงพ่อโพธินันทะ เมื่อรู้แจ้งชัดว่าชีวิตและความตายคือสิ่งเดียวกัน ย่อมพ้นจากความกลัวทั้งปวงและเข้าถึงความสุขอย่างยิ่ง การดำเนินชีวิตของปุถุชนล่องลอยไปตามกระแสของสังสารวัฏแห่งการเกิดและการตาย และความน่าสะพรึงกลัวมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพราะเราไม่เห็นโทษภัยของสังสารวัฏ จึงมีแต่ปัญหาอันหาที่สุดมิได้ การดำเนินชีวิตของวิสุทธิบุคคลย่อมนำไปสู่ทัศนะที่ถูกต้อง เป็นการเรียนรู้ตนเองที่กำลังดำเนินอยู่ในสังสารวัฏจนเกิดความเข้าใจที่แท้จริงจากประสบการณ์ตรงต่อสัจจะ เข้าใจชีวิต เข้าใจโลก เข้าใจจักรวาลตามที่มันเป็น จนจิตใจเป็นอิสระจากความยึดถือในสิ่งที่เคยสำคัญผิดทั้งปวง สภาวะตามที่รู้แจ้งชัดในขณะบำเพ็ญภาวนาคือประสบการณ์ที่เป็นกัลยาณมิตรอันประเสริฐ เราจึงจำเป็นต้องแสวงหามันเพื่อเป็นประทีปส่องทางของชีวิต ธมุมทีโป ธมฺมสรโณ** (มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นที่พึ่ง) เพื่อสั่งสมบ่มเพาะอริยทรัพย์และความเจริญยิ่งในธรรม เราต้องตระเตรียมพวงแพเพื่อใช้ข้ามสายธารอันเชี่ยวกรากแห่งสังสารวัฏ ด้วยการเจริญจิตตภาวนาโดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นนิกายใด ศาสนาใด ย่อมกำจัดอุปสรรคและขวากหนามทั้งปวงลงได้ คำสอนของพระพุทธองค์ย่อมคงทนต่อการพิสูจน์ด้วยปัญญาญาณ แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาเป็นพัน ๆ ปี แต่ก็ยังคงความมั่นใจมาให้แก่ผู้เข้าถึงความจริงอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้แจ้งชัดว่าชีวิตในทุกขณะที่เรากำลังดำเนินอยู่คือความเป็นพุทธะ (ความสิ้นสุดของอัตตาตัวตน)   **ธมุมทีโป ธมฺมสรโณ (มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมป็นที่พึ่ง) ที่มา : ทีมนิกาย มหาวรรค…ไตร-เล่มที่ 10 ข้อ 93 หน้า 119   ที่มา  ทางสายกลางสู่อิสรภาพแห่งชีวิต โดย หลวงพ่อโพธินันทะ สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ Photo by […]

ถ้ารู้สึกหวาดกลัวอันเนื่องมาจากเหตุการณ์รุนแรงที่โคราช เราควรวางใจอย่างไร

ถ้ารู้สึกหวาดกลัวอันเนื่องมาจาก เหตุการณ์รุนแรงที่โคราช เราควรวางใจอย่างไร โดย พระวรท ธมฺมธโร จากเหตุการณ์ดังกล่าวก็ถือว่าเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งอาจจะเกิดความรู้สึกหวาดกลัวต่อเหตุการณ์อยู่ แม้ว่าจะกลับมาอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วก็ตาม แต่เหตุการณ์นั้นก็ยังหลอกหลอนอยู่ในจิตใจของเรา ทำให้ใจเราเกิดความกลัวขึ้น เช่นกลัวสถานที่เกิดเหตุ ทำให้ไม่กล้าที่จะไปสถานที่นั้น ๆ อีกพักใหญ่ หรือกลัวคนที่กระทำความผิดแบบนี้อีก หากเรากลัวสถานที่นั้น ๆ ให้เราทำความเข้าใจว่า ความผิดหรือความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นที่สถานที่โดยตรง แต่เกิดขึ้นที่จิตใจคนต่างหาก ดังนั้นความชั่วร้ายไม่ได้เกิดขึ้นในสถานที่ สถานที่ก็อยู่ของมันอย่างนั้น ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย ในเมื่อความชั่วร้ายเกิดขึ้นที่จิตใจและจิตใจที่มีสภาพอย่างนั้นก็อยู่ในตัวบุคคลที่ชื่อว่าคนร้าย บัดนี้ คนที่ได้ชื่อว่าคนร้าย ก็ได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว เมื่อตัวบุคคลตายจากโลกนี้ไปแล้ว ความชั่วร้ายที่อยู่ในจิตใจคน ๆ นั้นก็สลายหายไปแล้วเช่นกัน และผู้ที่ได้รับวิบากกรรมจากเหตุการณ์นั้น คือผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตก็ได้รับไปหมดแล้ว  ไม่มีใครจะต้องได้รับวิบากจากความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นในจิตใจของคนร้ายคนนั้นอีกต่อไป จึงเท่ากับว่าความโกรธแค้น การทำร้าย การฆ่า ที่มาจากคน ๆ นั้นจึงจบสิ้นไปแล้ว ความตายหรือความเจ็บจากเหตุการณ์นั้นจึงจบแล้วเช่นกัน ความจริงในปัจจุบันขณะจึงกลับเข้าสู่สภาวะปกติทันที เมื่อความจริงในปัจจุบันเป็นสภาพปกติแล้ว แต่ที่ยังไม่ปกติกลับกลายเป็นจิตใจของเราเองต่างหาก เมื่อเราไปคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งกลายเป็นอดีตไปแล้ว ใจเราก็เกิดความกลัว ผวา หลอกหลอน เพราะเราปรุงแต่งมันขึ้นมาเอง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นที่ใจเรา ดังนั้นเราจึงต้องแก้​ที่ใจ วิธีแก้คือเราต้องมีสติอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน […]

อานิสงส์จากการปฏิบัติธรรมมีจริง

อานิสงส์จากการ ปฏิบัติธรรม มีจริง แม้วันเวลาจะล่วงเลยมาแล้วถึง 17 ปี แต่ผมยังจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ดี  (ปฏิบัติธรรม) เช้าวันนั้นผมตื่นนอนประมาณ 6.00 น. รู้สึกแขนขวาชา ความคิดแรกคือ ผมคงจะนอนทับแขนนาน พอลุกจากที่นอนก็หยิบแปรงมาหวีผม ปรากฏว่าแขนขวาไม่มีแรง จึงเดินลงมาชั้นล่างเพื่อถอยรถออกจากบ้าน (บ้านเป็นตึกแถว) พอเหยียบคันเร่ง รถพุ่งออกจากบ้านอย่างแรงจนเกือบชนประตูเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม เนื่องจากขาขวาเหยียบคันเร่งแล้วไม่ยอมถอน ผมลงจากรถแบบงง ๆ เอ…เราเป็นอะไรนี่ เช้านี้รู้สึกแปลก ๆ รีบไปนอนพักบนโซฟาในห้องรับแขก พอสาย ๆ เริ่มพูดไม่ค่อยได้ ลิ้นแข็ง แขนและขาไม่มีแรง มึนศีรษะเล็กน้อย เห็นท่าจะไม่ค่อยดี ผมจึงรีบนั่งแท็กซี่ไปหาหมอ (ไม่กล้าขับรถเอง) พอถึงโรงพยาบาล หมอตรวจอาการแล้วรีบให้ยา พร้อมกับบอกว่าผมเป็นอัมพฤกษ์ ผมใจหายวูบ เป็นไปได้อย่างไร ผมเพิ่งจะอายุ 43 ปีเอง ความคิดสับสนไปหมด หลังจากนั้นหมอเอาผมเข้าตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ผลปรากฏว่ามีเส้นเลือดตีบในสมอง หมอบอกว่า ถ้าผมมาช้าอีกสองสามชั่วโมงเส้นเลือดในสมองที่ตีบอาจแตกได้ โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตก็จะค่อนข้างสูง เจ็ดวันที่อยู่โรงพยาบาล ผมนอนรับยาละลายลิ่มเลือดผ่านทางสายน้ำเกลือ ต้องให้ภรรยาคอยป้อนอาหารและน้ำ ระหว่างอยู่โรงพยาบาล หมอมาตรวจอาการเพิ่มเติม […]

keyboard_arrow_up