เกิด-ดับ ฉับพลัน…บนหนทางที่สรรแล้ว

ข้าพเจ้ามีเพื่อนชาวอเมริกันคนหนึ่ง เมื่อครั้งที่เธอมาเยี่ยมเยียนเสถียรธรรมสถาน เวลาที่เรานั่งสนทนากัน บางครั้งเธอจะฮัมเพลงขึ้นมาเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มวา่ “Happy birthday to you, happy birthday to me, everyday we are born, everyday we are free.”  (เกิด-ดับ) ทุกครั้งที่ได้ยินเพลงนี้ ข้าพเจ้าจะอมยิ้มและมักจะพูดกับตัวเองเสมอว่า…จริงทีเดียวที่เราเกิดทุกวัน และให้ลึกกว่านั้นคือ เราเกิดอยู่ทุกขณะ เมื่อใดที่เรารู้แจ้ง เห็นการ เกิด-ดับ อย่างฉับพลันในกระแสของธรรมชาติ เมื่อนั้นเราจะรู้ว่าเราเกิดทุกขณะและตายเสียก่อนตายได้ทุกขณะอีกด้วย และบนเส้นทางพรหมจรรย์ที่เลือกเดินนี้ ข้าพเจ้าเห็นการเกิด-ดับอย่างฉับพลันได้ถี่ขึ้น เมื่อหวนไปถึงวันแรกที่บวช ในวันนั้นข้าพเจ้ามิได้สัญญิงสัญญากับใครหรือแม้กับตัวเองว่าจะบวชนานเท่าไร ฉะนั้นเมื่ออุปัชฌาย์ท่านถามว่า บวชทำไม ข้าพเจ้าจึงตอบเพียงว่า เพราะอยากรู้ว่าคนเราเกิดมาทำไม และชีวิตคืออะไร กับคำถามถัดมาที่ว่า จะบวชนานแค่ไหน สิ่งที่ข้าพเจ้าตอบโดยไม่ได้คิดก็คือจะบวชไปเรื่อย ๆ ทว่าเมื่ออยู่บนหนทางของการเฝ้าสังเกตตัวเองอย่างมีสติในพรรษาแรกก็พบว่า การได้หยุดแล้วเริ่มทบทวนถึงเป้าหมายของชีวิตว่าคนเราเกิดมาทำไม และชีวิตคืออะไร ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มที่จะศรัทธาในเส้นทางนี้มากขึ้น เพราะภาพนั้นชัดเจนขึ้น ความชัดเจนนี้เองนำไปสู่ความคิดว่า…เรา รู้แล้ว และถ้ารู้แล้วจะอยู่ที่ไหนก็ได้ แวบหนึ่งจึงมีความคิดเกิดขึ้นว่า จะใช้สิ่งที่รู้นี้ในเส้นทางอื่น […]

เณรตรัย สามเณรน้อยแห่งวัดบวรฯ มีจิตศรัทธาปฏิบัติธรรมที่ วัดป่าธรรมคีรี

เณรตรัย สามเณรน้อยแห่งวัดบวรฯ มีจิตศรัทธาปฏิบัติธรรมที่ วัดป่าธรรมคีรี เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา เพจ วัดป่าธรรมคีรี ได้โพสต์รูปถ่ายพร้อมข้อความว่า “ สามเณร นพสิทธิ์ เขมสิทฺธิโก (โชติสุริยสินสุข) หรือ “เณรตรัย” สามเณรรูปเดียวที่อยู่ประจำภายในวัดบวรนิเวศวิหาร มีจิตศรัทธากราบขออนุญาตพระผู้ใหญ่ทางวัดบวรนิเวศวิหารมาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าธรรมคีรี (จันดีอนุสรณ์) ก่อนที่จะเดินทางกลับไปศึกษาฝ่ายปริยัติต่อไป     “ ลูกเณรกราบเรียนพระอาจารย์คม อภิวโร ว่า “ถ้าผมมีวันหยุดจากการเรียนพระปริยัติอีก ผมขออนุญาตมาฝึกตนที่วัดป่าธรรมคีรีนะครับ” “ ลูกเณรตรัยเคยบรรพชาสามเณรฤดูร้อนหลายครั้ง จากนั้นจึงตั้งใจว่าจะออกบวชจริงจังด้วยศรัทธาในคุณพระรัตนตรัย อ้อนวอนคุณพ่อคุณแม่จนได้รับอนุญาตให้บรรพชาเป็นสามเณรเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม     “ ลูกเณรมีความน่ารักตามประสาเด็กน้อยที่อาจมีอะไรขาดบ้างเกินบ้าง ถูกบ้างพลาดบ้างเป็นธรรมดา แต่ด้วยจิตที่เคารพรักในพระรัตนตรัยและพระนิพพานจึงทำให้เป็นที่รักของหลวงพี่และอุบาสกอุบาสิกาวัดป่าธรรมคีรีทุกท่าน ”     ที่มาและภาพ : www.facebook.com/WatPaThammakeeree บทความน่าสนใจ ดารา-คนดังร่วมงานแถลงข่าวโครงการบรรพชาสามเณร บวชเด็กอินเดียรุ่นที่ 3  อาลัย พระใบฎีกาธีระศักดิ์ ธัมมธีโร พระอาจารย์หนุ่มช่วยเหลือสามเณรจนมรณภาพ […]

นั่งสมาธิเป็นเพราะอยากกินเงาะ : หลวงปู่ขาว อนาลโย 

นั่งสมาธิเป็นเพราะอยากกินเงาะ : หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นวิปัสสนาจารย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่มีลูกศิษย์ลูกหานับถือมาก โดยเฉพาะในภาคอีสานท่านเป็นพระที่เด็ดเดี่ยวมั่นคงในสมาธิภาวนาจนเป็นที่เลื่องลือ ขณะเดียวกันท่านก็เปี่ยมไปด้วยเมตตาอย่างมาก มีเรื่องเล่าว่า คราวหนึ่งแม่พาเด็กสามขวบมาถวายอาหารเช้าให้หลวงปู่ขาว ในฝาบาตรของหลวงปู่นั้นมีเงาะซึ่งปอกเปลือกเรียบร้อยวางอยู่ใกล้ ๆ เด็กไม่เคยเห็นเงาะก็สนใจ เพราะมันขาวน่ากินดี หลวงปู่จึงถามเด็กน้อยว่าอยากกินหรือเปล่า ถ้าอยากกินต้องแลกกันนะ เด็กตอบประสาซื่อว่าอยากกิน แล้วถามว่าอยากกินต้องทำอย่างไร     หลวงปู่บอกให้นั่งสมาธิ เด็กถามว่านั่งสมาธิทำอย่างไร หลวงปู่จึงแนะนำว่า ให้นั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย หลับตา แล้วภาวนาไปด้วย เด็กน้อยถามต่อว่าภาวนาอย่างไร หลวงปู่ขาวก็บอกว่าให้ภาวนา “หมากเงาะ” (ภาษาอีสานเรียกลูกเงาะว่าหมากเงาะ) เด็กก็ทำตาม ทีแรกเด็กนั่งไปก็เลียริมฝีปากไปด้วยเพราะอยากกินมาก แต่พอนั่งสมาธิไปสักพัก จิตก็รวมเป็นหนึ่ง รู้สึกสบาย เพราะว่าจิตไปอยู่ที่คำว่าหมากเงาะ ๆ เด็กรู้สึกสงบเป็นอย่างยิ่ง ไม่นานเด็กก็ได้ยินเสียงระฆัง พอเปิดตาขึ้นมาปรากฏว่า ไม่มีใครอยู่ในศาลาแล้ว มีแต่หลวงปู่ขาวกำลังนั่งสมาธิอยู่ด้วยปรากฏว่าตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายสามแล้ว เป็นเวลาที่พระจะต้องออกมาทำกิจส่วนรวม     วันนั้นเด็กน้อยนั่งสมาธินานถึงเจ็ดชั่วโมง ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยนั่งสมาธิมาก่อน และไม่ได้สนใจสมาธิด้วย […]

สติ…ต้องทำเองสร้างเอง ธรรมะดี ๆ โดย หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ ได้กล่าวถึงเรื่องของ “สติ” แก่ผู้มาปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าสุคะโต ไว้ตอนหนึ่งว่า สติมันจะมีได้ก็ต้องสร้างต้องประกอบ ไม่ใช่อ้อนวอนขอร้องไปซื้อไปหาแห่งหนตำบลใด อยู่กับการกระทำของเรา อยู่ในกายอยู่ในใจ ปลูกขึ้นมาสร้างขึ้นมา ประกอบขึ้นมาให้มันมี ถ้ามีแล้วมันก็ละความชั่ว ทำความดี จิตมันก็บริสุทธิ์ไปเอง นี้คือหลักของความจริง ความจริงมันอยู่ตรงนี้ การละความชั่ว การทำความดี การทำจิตให้บริสุทธิ์ ถ้าทำถูกมันก็ง่าย ความดีก็เกิดขึ้นมาเป็นพวง ๆ ความชั่วก็หมดไปเป็นพวง ๆ เหมือนกัน มันมีสิ่งที่ถูก มันมีสิ่งที่ผิด มันมีสูตร มันมีสูตรสำเร็จ สูตรชีวิตเหมือนกับการได้เรียนได้รู้อะไรมา มีหลักสูตร สูตรคณิตศาสตร์ สูตรยาสมุนไพร สูตรอะไรต่าง ๆ เมื่อรวมกันเข้ามันเป็นต้นไม้ มันเป็นพืช พอเอาเข้ามากินมาสัมผัสกับกายกับธาตุ มันก็กลายเป็นประโยชน์ กลายเป็นหยูกเป็นยารักษาโรคภัยไข้เจ็บหาย มันเป็นของจริงอยู่เช่นนั้น สูตรของการบรรลุธรรมนี้ก็เหมือนกัน มีแล้ว มีพร้อมแล้ว พระพุทธองค์ศาสดาของเราเป็นผู้ที่ค้นพบในกายอันกว้างศอกยาววาหนาคืบนี้ มีสัญญา มีจิต มีใจ มีอะไรทุกอย่าง ที่มันจะเป็นตำราที่ทำให้เราได้เรียนได้รู้ โดยเฉพาะสูตรอริยสัจ 4 […]

ทำไมเราจึงฝัน สาเหตุของความฝัน 4 ประการตามหลักพุทธศาสตร์

ความฝันเกิดขึ้นได้อย่างไร ในทางวิทยาศาสตร์ค้นคว้าวิจัยพบว่า ความฝันเกิดจากการทำงานของจิตใต้สำนึก ในทางพุทธศาสตร์กล่าวว่าความฝันเกิดจากเหตุปัจจัย 4 อย่าง

พุทธมนต์เตือนใจให้ไตร่ตรอง ก่อนเชื่อก่อนแชร์ในโลกโซเชียล

หยุดเชื่อ หยุดแชร์ ถ้าไม่ชัวร์ ในยุคที่สมาร์ทโฟนดูจะกลายเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ของร่างกายไปแล้ว เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ข้อดีอย่างหนึ่งคือการเชื่อมโลกทั้งโลก (โลกจริงบ้าง โลกสมมุติบ้าง) ให้มาอยู่ในมือเรา อยากรู้อะไร อยากหาข้อมูลอะไร อยากซื้ออะไร ก็ใช้เวลาไม่กี่วินาที อยากแชร์ หรืออยากประกาศอะไรให้โลก (โซเชียล) รู้ก็ง่ายนิดเดียว (พุทธมนต์เตือนใจให้ไตร่ตรอง ) ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ เพราะนอกจากข้อดี (หากใช้เป็น) แล้ว ข้อเสียก็มีอยู่ไม่น้อย หากว่าเราใช้ผิด ๆ หรือใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น พอได้ข้อมูลอะไรมาก็อ่าน อ่านแล้วก็เชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง แชร์ต่อโดยไม่มีสติ บางครั้งก็ทำตามวิธีนั้น ๆ จนเกิดผลเสียตามมา หรือบางครั้งหลงเชื่อจนไปคอมเมนต์ให้ผู้อื่นเสียหาย หรือแม้ตัวเราเองที่ต้องเสียเงินทองไปก็มี อย่างที่เห็นเป็นคดีความตามสื่อต่าง ๆ กันบ่อย ๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ก่อนจะเชื่อ ก่อนจะแชร์อะไรง่าย ๆ รวมถึงการคอมเมนต์ต่าง ๆ ต้องมีสติ และใช้ปัญญาไตร่ตรองเสียก่อน ขอแนะนำ บทสวดกาลามสูตร (บางส่วน) ซึ่งเป็นพระสูตรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เคยแสดงแก่ชาวกาลามะ ณ […]

สัจธรรมชีวิตให้คิดถึงความตาย…จากใบโพธิ์ที่ปลิดปลิว

ตอนเด็ก ๆ บ้านของผมอยู่ใกล้ต้นโพธ์ิขนาดใหญ่ (สัจธรรมชีวิต) ใต้ต้นโพธิ์เป็นที่ตั้งของศาลขนาดย่อม ศาลแห่งนี้เป็นที่เคารพสักการะของคนในชุมชนละแวกนี้อย่างมาก จึงมีผู้คนแวะเวียนมาสักการะไม่ขาดสาย เสียงเขย่าเซียมซีที่ดังอยู่เกือบตลอดวันและกลิ่นควันธูปที่ลอยโขมงไปทั่ว รบกวนชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบ ๆ ต้นโพธิ์ไม่น้อย แต่ไม่มีใครกล้าโวยวาย เพราะต่างก็ทราบแก่ใจดีว่า ใครขืนโวยวายอาจถึงขั้นถูก ‘อัปเปหิ’ หรือขับไล่ออกนอกพื้นที่อย่างแน่นอน ยิ่งนานวัน เสียงบ่นกระปอดกระแปดยิ่งเริ่มดังสอดประสานกับกลิ่นควันและเสียงที่ยิ่งเพิ่มขึ้น ในสภาวการณ์เช่นนี้ คนอื่นอาจอยู่ยาก แต่น่าแปลกที่ผมกลับรู้สึกเฉย ๆ ส่วนเรื่องที่ไม่มีใครบ่นถึงเลย ผมกลับรู้สึกหงุดหงิด นั่นคือ ใบโพธิ์ที่ร่วงลงมาเกลื่อนพื้นทุกวัน ที่หงุดหงิดเพราะต้องคอยปัดกวาดอยู่ตลอด มิฉะนั้นใบโพธิ์อาจท่วมมิดบ้านภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 – 3 วัน ใบโพธิ์ที่ร่วงลงมานั้นส่วนใหญ่จะเป็นสีน้ำตาล ใบโพธิ์ที่ร่วงรองลงมาเป็นสีเหลือง ใบโพธิ์ที่ร่วงลงมาน้อยที่สุดคือสีเขียว   การที่ต้องสู้รบปรบมือกับใบโพธิ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้จิตของผมจดจ่ออยู่กับใบโพธิ์โดยไม่รู้ตัว และเริ่มมองเห็นบางสิ่งในนั้น   ใบโพธิ์สีน้ำตาลนำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ ต้องกวาดทิ้งทั้งหมด ส่วนใบสีเหลืองกับใบสีเขียว ถ้าเราคัดใบที่สมบูรณ์มาทับไว้ในหนังสือ พอแห้งนำไปเคลือบพลาสติกสักหน่อย เอาไว้คั่นหนังสือก็ได้ หรือจะทำเป็นของที่ระลึกแจกเพื่อน ๆ ก็ได้ หรือถ้าจะให้วิจิตรกว่านั้น ต้องแช่น้ำทิ้งไว้สักคืน แล้วค่อย ๆ รูดเอาเปลือกของใบออก จนเหลือแต่เส้นใยบาง […]

หัวใจของการปฏิบัติธรรมอยู่ที่การเจริญกุศล โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

ช่วงหนึ่งในโทรทัศน์เคยมีรายการเกม กำจัดจุดอ่อน เป็นการกำจัดคู่แข่งออกไปเรื่อย ๆ แต่เวลามาปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะการมาทำวิปัสสนากรรมฐานซึ่งเป็นการทำงานทางจิตนี้ ไม่ได้เป็นการมาเล่นเกมกำจัดจุดอ่อน แต่เป็นการสร้างจุดเด่นให้เกิดขึ้น เมื่อจุดเด่นโตเต็มที่ เต็มเปี่ยม สมบูรณ์ บริบูรณ์ จุดด้อยย่อมอยู่ไม่ได้และไม่เกิดขึ้น (เจริญกุศล) การทำวิปัสสนานั้นไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อดับหรือละกิเลส แต่เป็นการมาเจริญกุศลในหมวดสติปัฏฐาน และเจริญสติสัมปชัญญะให้มีสติอยู่กับกายกับใจ ทำให้สิ่งอื่นเข้ามาไม่ได้ เมื่อกุศลเต็มเปี่ยมแล้ว อกุศลย่อมเกิดไม่ได้ เพราะเมื่อสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งจะไม่เกิด เราจึงมีหน้าที่ เจริญกุศล ไม่ได้มีหน้าที่ไปดับอกุศล เกมนี้เล่นง่าย ๆ แบบนี้ละ หากปฏิบัติตามนี้แล้วเราจะมีความผ่อนคลาย สบาย และสงบร่มเย็นในจิตใจ เพราะในขณะที่กุศลเกิด อกุศลที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดไม่ได้ ส่วนอกุศลที่เคยเกิดขึ้นแล้วย่อมสลายหมดไป และขณะที่เจริญกุศลอยู่นั้น กุศลที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ส่วนกุศลที่เกิดแล้วก็จะยิ่งพัฒนาต่อไป เรียกว่าถึงพร้อมด้วยสัมมาวายามะ 4*** แต่ถ้าเราต้องไปจงใจละอกุศลก่อน แล้วค่อยมาเจริญกุศลต่อ ย่อมเหมือนการแยกส่วนปฏิบัติทีละข้อ เมื่อกุศลเกิด อกุศลเช่นโลภะ โทสะ โมหะย่อมเกิดไม่ได้ เราจึงไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับโลภะ โทสะ โมหะ แค่ตั้งหน้าตั้งตา ตั้งอกตั้งใจเจริญกุศลอยู่เนือง ๆ เมื่อสติหมดก็ตั้งสติใหม่ ตั้งใหม่ ๆ […]

ความสุขพอเพียง เรียบง่าย ไม่สิ้นเปลือง โดย พระอาจารย์ยุทธนา เตชปัญฺโญ

เราสามารถมี ความสุขพอเพียง ไม่เบียดเบียนใคร เรียบง่ายและไม่สิ้นเปลืองได้อย่างไร พระอาจารย์ยุทธนา เตชปัญฺโญ ได้ชี้แนะไว้ดังนี้ มีคนกล่าวถึงความพอเพียงไว้หลายรูปแบบ ในหลายศาสตร์สำหรับการดำเนินชีวิตด้วยความพอเพียงแล้วต้องมีความสุขด้วย เป็นศิลปะของการใช้ชีวิตชั้นเลิศ เพราะในการดำรงชีวิตทุกวันต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ถ้าท่านไม่ขวนขวายหาความสุขความสงบให้ชีวิต นับว่าเป็นการใช้ชีวิตที่สูญเปล่า ขาดเป้าหมายไร้ประสิทธิภาพ การยืนอยู่บนความพอเพียง หมายถึงใช้ทรัพยากรเงินทองไม่เกินตัว ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น รวมทั้งต้องใช้ให้คุ้มค่าอีกด้วย มีสมดุลทั้งรายรับและรายจ่าย หาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริต ไม่หวังกำไรสูงสุด แต่มีเป้าหมายเพื่อการเติบโตมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ดูแล้วก็เหมือนสิ่งที่พระพุทธศาสนาสอนให้เรายึดถือแนวทางสันโดษ ไม่เบียดเบียน ลองมาใช้ชีวิตพอเพียงอย่างมีความสุข สงบ เรียบง่าย และไม่สิ้นเปลือง จัดสรรเวลามาปฏิบัติดู ตื่นเช้าด้วยความเบิกบาน ตั้งใจทำความดี อารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดวัน ออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง จิตใจเบิกบาน มีภูมิคุ้มกันโรคภัยไข้เจ็บ เอาใจตัวเองบ้าง เช่น ไปดูหนัง ฟังเพลง เสริมสวย เล่นกีฬา เดินช็อปปิ้ง คุยกับเพื่อน นอนกลางวัน ฯลฯ แต่อย่าลืมเรื่องความสมดุลของรายรับ รายจ่ายด้วย เสียสละเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น หยุดรถให้คนข้าม ให้คันอื่นไปก่อน […]

“จิตไม่มีปัญญา ย่อมหลงกลลวงของกิเลส” ธรรมะดี ๆ โดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

จิตนี้หลงกลลวงของกิเลสตัณหามานาน และอยู่ในวงล้อมของโมหะอวิชชามาแล้ว และถูกกิเลสคุมเชิงอยู่ตลอดเวลา การคุมเชิงของกิเลสนั้นไม่เหมือนกับการคุมนักโทษในเรือนจำ นักโทษที่เรือนจำย่อมมีกฎบังคับให้อยู่ในขอบเขต ไม่มีอิสระในการไปมา จะกินอยู่หลับนอนต้องอยู่ในการควบคุมดูแล ถูกบังคับด้วยของแข็งอยู่เสมอ และถูกลงโทษในความผิดตามกฎหมาย  (จิตไม่มีปัญญา) ส่วนจิตที่ตกเข้าไปในท่ามกลางของกิเลสตัณหาอวิชชาแล้ว ย่อมมีความติดใจใฝ่ฝันอยากอยู่ในที่นั้นต่อไป ใครว่านิพพานคือความดับสนิทของกิเลสตัณหาก็ไม่สนใจ นี้ก็เพราะจิตถูกกลอันซึมเซ่อของกิเลสตัณหาฝังอยู่แล้ว กิเลสตัณหาจะพาทำอะไร จิตก็ยอมรับ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ หรือจิตต้องการในกามคุณ กิเลสก็ส่งเสริมเต็มที่ จิตมีความยินดีรักใคร่ในสิ่งใดที่จะเป็นไปตามกระแสโลก กิเลสก็จะอนุมัติทันที และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือทุกวิถีทาง ส่วนความดีที่เราจะต้องทำ นับแต่การให้ทานรักษาศีล ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรมภาวนา กิเลสก็พยายามขัดขวางเต็มที่ ถ้าไม่มีปัญญาที่ดี ก็ไม่มีโอกาสที่จะทำความดีได้เลย ถ้าจิตมีปัญญาก็ฝ่าฝืนทำความดีไปได้ แต่กิเลสก็ไม่ยอมปล่อยวาง ถึงความดีนั้นจะพาไปพักผ่อนในสุคติ สวรรค์ พรหมโลกชั้นใดชั้นหนึ่ง กิเลสก็พลอยติดตามไปด้วย เมื่อถึงเวลา กิเลสก็พามาเกิดเอาภพชาติในโลกนี้ตามเดิม ส่วนแนวทางปฏิบัติที่จะทำให้ถึงมรรคถึงผล หรือที่สุดคือพระนิพพานนั้น กิเลสย่อมหาวิธีหลอกลวงด้วยกลวิธีต่าง ๆ เอากามคุณมาเป็นเครื่องอ้าง พรรณนาความสุขในกามคุณอย่างหยดย้อยเหนือกว่าน้ำอ้อยน้ำตาล ใช้แผนหว่านล้อมจิตไว้ทุกวิถีทาง พรรณนาความสุขในลาภ ยศ สรรเสริญ ความสุขในวัตถุสมบัติ ความสุขในภพชาติ ฉลาดในการประเล้าประโลม จนจิตเคลิ้มตามในอารมณ์ที่คมคายของกิเลสตัณหาโดยไม่รู้ตัว จิตที่ไม่มีปัญญาก็ยากที่จะรู้ทัน ฉะนั้น […]

“ปวดกาย แต่ไม่ปวดใจ” ธรรมะให้ใจวางเฉย โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

หากกายมีทุกข์ ทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับกายนั้นต้องแก้ไขด้วยการบำบัด แก้ไขกันไปตามสถานการณ์ เช่น ความทุกข์จากดินฟ้าอากาศ หนาวไปบ้าง ร้อนไปบ้าง เราก็ต้องบำบัดทุกข์ด้วยการใช้เครื่องคลายหนาวคลายร้อนอย่างพัดลม ผ้าห่ม เสื้อกันหนาว ฯลฯ หรือถ้าปวดเมื่อยตรงไหน เราก็เปลี่ยนอิริยาบถที่ตรงนั้น หากท้องหิวขึ้นมาก็ต้องกินในปริมาณที่ไม่ทำให้อิ่มจนเกินไป ทุกข์ทางร่างกายทุก ๆ แบบล้วนต้องว่ากันไปตามสถานการณ์  (ปวดกาย) ส่วนความทุกข์ที่เกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องดูสาเหตุว่าความเจ็บป่วยนั้นเกิดจากอะไร พระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมไม่ใช่ต้องการที่จะขจัดโรคภัยไข้เจ็บแข่งกับอาชีพแพทย์ ดังนั้น หากปวดหัวเนื่องจากอาการของโรคชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็ต้องกินยาหรือไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล แต่ถ้าปวดหัวเพราะความเครียด ความเครียดนั้นเกิดจากใจและสามารถแก้ไขที่ใจได้ หากเราดูใจได้ทัน เราจะไม่เครียด จะหายปวดหัว ที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือ แม้อาการปวดหัวจะมีสาเหตุมาจากโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่ใช่โรคเครียดก็ตาม อาการอย่างนี้แม้จะไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการมองใจก็จริง แต่หากดูใจทัน ก็จะปวดเฉพาะที่กาย ใจไม่ปวดไปด้วย ใจจะไม่กังวล ว้าวุ่น และไม่มีปัญหา ขอให้เข้าใจตรงกันว่า การดูใจไม่สามารถรักษาร่างกายได้ โรคภัยไข้เจ็บไม่ได้หายไป แต่ใจที่ผ่านการฝึกมาดีแล้วจะมั่นคงไม่เดือดร้อน ไม่ว่ากายจะเจ็บปวดแค่ไหน หรือแม้กระทั่งในเวลาที่ใจจะต้องจากร่างกายนี้ไปก็ตาม เพราะอะไรใจจึงไม่เดือดร้อน เราเคยโดนมีดบาดแล้วรู้สึกเจ็บปวดหรือเปล่า เวลาที่เรารู้สึกเจ็บปวด ถ้าเราสังเกตดูใจ เราจะพบว่าใจของเราจะไปจดจ่ออยู่ที่แผล แต่ถ้าถามว่า ใจของเราจดจ่ออยู่ที่แผลตลอดเวลาหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่” ถ้าเราติดตามดูความรู้สึกภายในกาย จะเห็นว่า […]

ดับความโกรธด้วยการให้อภัย ธรรมะเตือนสติโดย พระมหาบุญส่วน ปุญฺญสิริ

การให้อภัย ไม่ได้แปลว่า “ไม่โกรธ” แต่แปลว่า “ไม่ทำร้าย” ไม่เป็นอันตรายต่อกันและกัน การให้อภัยจึงเท่ากับเป็นการให้ความปลอดภัยทั้งแก่ตนเองและแก่ผู้อื่น ไม่ว่าก่อนหน้าที่จะมีการอภัย ทั้งสองฝ่ายจะเคยมีความรู้สึกด้านไม่ดีต่อกันมาเพียงไรก็ตาม การให้อภัยไม่ได้หมายความว่า มองไม่เห็นความผิดที่คนคนนั้นทำ และไม่ได้หมายความว่า เขาไม่สมควรจะได้รับโทษตามความคิด แต่มันหมายถึง เราจะไม่เก็บเอาความผิดของเขามาฝังไว้เป็นแผลร้ายในใจ การให้อภัยไม่ได้หมายความว่า ต้องเล่นบทเป็นผู้เสียสละที่อะไร ๆ ก็ต้องทนยอมอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นความอ่อนแอภายในตัวเราเองที่ไม่สามารถตอบโต้อะไรได้ แต่การให้อภัย หมายถึงจะไม่เป็นคนเจ้าเคียดเจ้าแค้น หรือเล่นบทเป็นผู้ถือกฎหมายโลกไว้ในมือ คอยตัดสินความผิด-ความถูกของผู้อื่นตามอำเภอใจเสียเอง การเล่นบทเป็นคนสูญเสียความทรงจำชั่วคราว ที่จดจำไม่ได้ว่าใครเคยทำอะไรไม่ดีกับเราบ้าง ย่อมดีกว่าที่จะจดจำทุกความเจ็บเอาไว้ทำร้ายตัวเอง อย่างน้อยจะได้ไม่มีแผลในใจและยังได้มิตรเพิ่มขึ้น   มหาตมาคานธี กล่าวไว้ว่า “ผู้ที่อ่อนแอไม่สามารถให้อภัยใครได้ เพราะการให้อภัยได้นั้นนับเป็นความเข้มแข็งที่แท้จริง” ดังนั้น การให้อภัยจึงไม่ได้หมายความว่าเป็นคนอ่อนแอที่กลบเกลื่อนความเป็นคนไม่มีทางสู้ ด้วยภาพพจน์ที่สวยหรูว่า “ให้อภัย” ซึ่งอาจจะเป็นเช่นนั้นจริง หากว่าการให้อภัยไม่ได้เกิดมาจากจิตใจที่เข้มแข็ง จิตใจที่เข้มแข็ง กล้าหาญ จะอดทนต่อความผิดของผู้อื่นได้แล้วข้ามมันไปเพื่อให้พ้นจากอดีตที่ไม่น่าจดจำนั้น จะสามารถยิ้มรับแววตาสำนึกผิดของผู้อื่น และสามารถพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” ด้วยหัวใจที่ยิ้มแย้มได้ การให้อภัยไม่ได้หมายความว่า คุณต้องเป็นฝ่ายยอมง้อขอคืนดี ซึ่งเหมือนเป็นการลดความเป็นคนสำคัญในตัวเราลง ทว่าการให้อภัย หมายถึง การยอมรับว่ามีการทำผิด มีคนผิด มีความเจ็บปวด และต้องการให้การทำผิดนั้นได้รับการแก้ไข […]

จิตสงบด้วยการภาวนา “ พุท–โธ ” ธรรมะโดย ส. ชิโนรส (พระมหาสุภา ชิโนรโส)

ภาวนา “พุท–โธ” เป็นแนวปฏิบัติที่นิยมแพร่หลายแนวหนึ่ง หลวงปู่มั่นและศิษยานุศิษย์ใช้ “พุท–โธ” เป็นคำภาวนาให้จิตสงบรวมตัวจนได้สำเร็จมรรคผล ภาวนา “พุท–โธ” คือการน้อมนึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาเอกของโลก การฝึกสมาธิด้วยวิธีนี้ทำได้หลายอย่าง ดังนี้ 1. กำหนดรู้ที่ปลายจมูก หายใจเข้า ภาวนาว่า “พุท” หายใจออก ภาวนาว่า “โธ” จะภาวนาว่า “พุท” ทันทีที่รู้สึกว่าลมแตะปลายจมูก หรือภาวนาว่า “พุท” หลังจากลมเข้าสู่ปลายจมูกจนหมดแล้วก็ได้ คำว่า “โธ” ก็เช่นกัน ภาวนาว่า “โธ” ทันทีที่ลมเริ่มออกจากปลายจมูก หรือออกจากปลายจมูกไปหมดแล้ว ขณะที่จิตยังไม่สงบดี จะรู้สึกว่าลมหายใจกับคำภาวนายังแยกกันอยู่ ควรกำหนดรู้ทั้งคำภาวนาและลมหายใจไปพร้อมกัน หากรู้สึกว่าอารมณ์อื่น ๆ เข้ามาแทรกขณะที่ภาวนา อย่าได้ตำหนิตัวเอง หรือพยายามบีบจิตให้สงบ ควรวางจิตให้เป็นกลางแล้วกำหนดใหม่ กำหนดอย่างนั้นเรื่อยไปจนกระทั่งรู้สึกว่าคำภาวนากับลมหายใจกลายเป็นอันเดียวกัน นั่นแสดงว่าจิตสงบมากขึ้น เมื่อจิตสงบเต็มที่ คำภาวนาและลมหายใจจะหายไปเอง เหลืออยู่แต่ความนิ่ง เช่นนี้แล้วผู้ปฏิบัติไม่ต้องคิดถึงคำภาวนาและลมหายใจอีกต่อไป เพราะขณะนั้นจิต ลมหายใจ และคำภาวนากลายเป็นอันเดียวกัน ควรกำหนดรู้อยู่เฉพาะจุดนิ่งนั้น จิตจะรวมลงสู่ความสงบที่ละเอียดขึ้น 2. ภาวนา “พุท–โธ” […]

ปาฏิหาริย์แห่งการดำรงอยู่ ธรรมะเพื่อการดำรงชีวิตโดย หลวงพ่อโพธินันทะ

หลักการที่สำคัญยิ่งในชีวิตประจำวันคือการดำเนินชีวิตอย่างเป็นเอกภาพกับสรรพสิ่ง หรือวิถีจิตหนึ่งเดียวอันเป็นวิถีจิตของโพธิสัตว์ เราจะต้องค้นหาวิธีการเข้าถึงจิตนี้ เราจึงไม่หลงทาง เพราะมันเป็นมรรคาแห่งพุทธะ เป็นเป้าหมายของชีวิตที่มีสาระที่สำคัญยิ่งในการดำรงชีวิต การสำรวมระวังอยู่ในความตื่นของปัญญาญาณคือปาฏิหาริย์แห่งการตื่นของเราในชีวิตประจำวัน (To be aware or being awaken is the miracle of our daily life.) แม้พระพุทธองค์จะวางหลักการและวิธีการพัฒนาปัญญาไว้ในอริยสัจ 4 แล้วก็ตาม เราจะต้องค้นหาวิธีการเข้าถึงประสบการณ์ตรงต่อสัจจะด้วยตนเอง จนกว่าเราจะรู้ชัดถึงสภาวะที่แท้จริงของสรรพสิ่งร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเรา เช่น “กินก็เพื่อกิน” “ซักผ้าก็เพื่อซักผ้า” ไม่ใช่กินเพื่ออิ่ม ไม่ใช่ซักผ้าเพื่อให้มันสะอาด ทำอะไรก็รู้ชัดถึงการรู้พร้อมในความสมบูรณ์ของชีวิต นี่คือการดำรงอยู่อย่างปาฏิหาริย์ อันเป็นมรรคาแห่งพุทธะ เมื่อธรรมชาติที่แท้จริงแสดงออกร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้จะสิ้นสุดลง เข้าถึงประสบการณ์ตรงต่อสัจจะในระดับจิตเหนือสำนึกอันมหัศจรรย์ยิ่ง ปรากฏการณ์ต่าง ๆ โมหจริต ก็จะกลายเป็นข้อเท็จจริงไปด้วย กลายเป็นพุทธกิจอันมีชีวิตชีวา คลื่นที่เป็นอาการของน้ำแท้จริงแล้วมันก็คือน้ำ ตัวเราและปรากฏการณ์ทั้งปวงก็คือธรรมชาติที่แท้หรืออันติมสัจจะ หรือสุญญตานั่นเอง พระพุทธองค์จึงกล่าวไว้ว่า “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา” สรรพสิ่งก็คืออนัตตา ถ้าผู้ใดรับรู้ไม่ว่าทางทวารใด และรู้พร้อมในความเป็นทั้งหมด […]

บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ก็เพราะทุกข์ ธรรมะโดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ก็เพราะทุกข์นี่เอง ทุกข์จนสุดทนก็ไม่ทน ทุกข์ ไม่ทนที่จะทุกข์เอง เป็น “ธัมมนิยามตา” (เป็นกฎตายตัวของธรรมดา) ทุกข์จนไม่อาจทุกข์ ไม่อาจที่จะให้ทุกข์อยู่ต่อไปได้อีกแล้ว ก็จะ “อตัมมยตา” (ความที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งนั้นอีกต่อไป) พ้นทุกข์ เพราะทนที่จะทุกข์ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ทนที่จะทุกข์กับทุกข์ไม่ได้อีกแล้ว ทนที่จะอยู่กับทุกข์ ทนที่จะกำทุกข์เอาไว้ไม่ได้อีกแล้ว ไม่สามารถที่จะให้ทุกข์อยู่ได้อีกต่อไปแล้ว กักขังหน่วงเหนี่ยวหรือยึดเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วจึงปล่อยไป ปล่อยให้ทุกข์ไหลออกไป ไหลออกไปจนหมดนั่นแหละ ทุกข์จึงหมดไปหรือหมดไปจากทุกข์ ก็เพราะทุกข์ไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่อาศัย ทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ เพราะทุกข์ได้ทำให้ทุกข์จนถึงที่สุดแล้ว จึงถึงที่สุดแห่งทุกข์ก็เพราะว่าได้ทุกข์จนถึงที่สุดแล้วนั่นเอง เมื่อทุกข์สุด ๆ ก็สุดที่จะทุกข์ ที่สุดแห่งทุกข์มาจากทุกข์ที่สุด พ้นทุกข์ได้เพราะทุกข์มาทำให้พ้นทุกข์ (ดังนั้นขอบคุณมาก เจ้าความทุกข์เอ๋ย) ทุกข์ดับสนิทได้เพราะไม่ได้เข้าไปดับทุกข์ ทุกข์อยู่ไม่ได้เพราะอยู่กับทุกข์ได้ อยู่กับทุกข์ได้จนทุกข์อยู่ไม่ได้ ทุกข์ทนอยู่ไม่ได้ ทุกข์จึงต้องพรากจากจรไป เพราะไม่มีเยื่อใยสายใยต่อทุกข์เลย ทุกข์เกาะเกี่ยวผูกพันไม่ได้เพราะไม่มีความอาลัยไยดีเป็นมิตรไมตรีกับทุกข์เลย พ้นจากสังสารวัฏทุกข์ได้ เพราะไม่มีความสงสารเห็นอกเห็นใจต่อทุกข์เลย ส่วนผู้ที่ยังมีความสงสารอยู่ ก็จำต้องเวียนว่ายในวัฏสงสารอีกต่อไป เพราะความสงสารแท้ ๆ จึงทำให้ยังข้องอยู่ในวัฏสงสาร ผู้ที่ยังไม่พ้นทุกข์ ก็เพราะยังทนทู่ซี้กำทุกข์อยู่นั่นเอง ผู้ที่ยังไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ก็เพราะทุกข์ยังไม่ถึงที่สุดนั่นเอง “ทำไฉนการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงมีแก่เราได้” นี้เป็นบททำวัตรสวดมนต์บทหนึ่งที่ชาววัดทั้งหลายใช้สวดกันเป็นประจำ หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะได้คำตอบแล้วจากบทความนี้ […]

คนที่มีความสุขที่สุดในโลก ธรรมะให้แง่คิดโดย ท่าน ว.วชิรเมธี

คนจำนวนมากนับถือพระพุทธเจ้าไม่ใช่เพราะว่าพระองค์เป็นเจ้าของอำนาจรัฐ ไม่ใช่เพราะว่าพระองค์เป็นมหาเศรษฐี ไม่ใช่เพราะว่าพระองค์สามารถจะอำนวยอวยยศศักดิ์อัครฐานให้ใครได้ พระองค์เป็นเพียงสมณะรูปหนึ่ง มีทรัพย์สมบัติก็เพียงไตรจีวรและบาตรหนึ่งใบ เมื่อพระองค์ทรงล่วงลับดับขันธ์ไป ทรัพย์สมบัติที่เหลือของพระองค์คือบาตรหนึ่งใบเท่านั้นที่พระอานนท์อุ้มตามพระองค์ไปยังบ้านน้อยเมืองใหญ่ บาตรนี้เองที่ใช้แทนสัญลักษณ์ นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่มหาบุรุษซึ่งไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีเดชานุภาพจะอำนวยอวยยศให้ใคร กลับได้รับการเคารพนับถือบูชายกย่องข้ามกาลเวลามาจนถึงทุกวันนี้อย่างบริสุทธิ์ใจ พระองค์มีอะไร เราถึงยอมให้พระองค์อย่างนั้น คำตอบก็คือ พระองค์มีปัญญาที่ทะลุทะลวงถึงคุณค่าของชีวิตอันลึกซึ้งที่สุด ในขณะที่คนทั้งโลกแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง พระองค์ทรงแสวงหาความเข้าใจชีวิต ระหว่างคนที่มีทรัพย์สินเงินทองมหาศาลกับคนที่มีความเข้าใจโลกและชีวิตอย่างลึกซึ้ง ถามว่าใครมีความสุขมากกว่ากัน เคยมีคนไปหาพระพุทธองค์แล้วถามว่าพระองค์เป็นใคร แทนที่จะบอกชื่อบอกสกุล พระองค์บอกว่า “เราเป็นคนหนึ่งในบรรดาคนที่มีความสุขที่สุดในโลก” ชายคนนั้นไม่เชื่อ พระพุทธองค์ทรงถามว่า “ในเมืองนี้ใครมีความสุขที่ในโลก” ชายคนนั้นกราบทูลว่า “พระราชา” พระพุทธองค์ทรงถามว่า “พระราชาออกมานั่งเล่นชายป่าอย่างเราได้ไหม นี้ในฤดูหนาว ลมกำลังโพยพัด หิมะกำลังโปรยอ่อน ๆ เรามานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่เอาจีวรคลุมมีความสุข พระราชาทำอย่างนั้นได้ไหม” “โอ้ ไม่ได้หรอก ทำอย่างนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อราชบัลลังก์ พระองค์มีสิทธิ์ถูกปฏิวัติได้ทุกเมื่อ” พระพุทธองค์ตรัสว่า “เราทำอย่างนั้นได้และเราทำเสมอ ๆ ระหว่างเรากับพระราชา ใครมีความสุขที่สุด” ชายคนนั้นกราบทูลว่า “หม่อมฉันรู้แล้วพระองค์มีความสุขที่สุดในโลก” พระพุทธองค์คือบุคคลที่เป็นต้นแบบของคนที่อยู่กับแก่นสารของชีวิต โดยที่ไม่เปล่าเปลืองไปกับเรื่องไร้สาระบรรดามีทั้งหมด ในขณะที่ชาวโลกแสวงหาทรัพย์สินเงินทองและความมั่งคั่ง กิน กาม เกียรติ พระองค์ทรงแสวงหาความเข้าใจ คนที่มีความเข้าใจโลกและชีวิตคือคนที่มั่งคั่งที่สุด […]

วิธีสุขแบบประหยัด มีประโยชน์แบบง่าย ๆ ธรรมะโดย พระอาจารย์ยุทธนา เตชปัญฺโญ

ถ้าพูดถึงความสุข หลาย ๆ คนคิดถึงการที่ต้องมีกิจกรรมบันเทิงรื่นเริงต่าง ๆ เช่น ไปเที่ยว ช็อปปิ้ง ดื่ม กิน ร้องรำทำเพลง ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเงินเป็นปัจจัยช่วยเพิ่มความสุข หรือความสุขประเภทได้อยู่กับคนรัก มีคนมาชอบมาชื่นชม มีเพื่อนห้อมล้อม ฯลฯ นี่ก็ยังเป็นสุขแบบชนิดที่ต้องพึ่งพิงคนอื่น เราลองมานึกหา วิธีสุขแบบประหยัด มีประโยชน์แบบง่าย ๆ สุขโดยการให้ เราสามารถเป็นผู้ให้ ผู้เสียสละโดยใช้เงินน้อย หรือไม่ต้องใช้ การให้เป็นสุขตั้งแต่จิตเริ่มคิดจะให้เลยนะ จนกระทั่งจบกระบวนการให้เราก็ยังปิติอิ่มในสุขนี้ การให้ก็อาทิ เช่น ไปอ่านหนังสืออัดเทปให้คนตาบอด บริจาคของเหลือใช้ให้การกุศล ให้คนยากจน ไปช่วยงานในสถานสงเคราะห์ กวาดถนนหน้าหมู่บ้าน สอนหนังสือเด็กยากจนหรือจรจัด เอาอาหารเหลือไปให้หมาแมวข้างถนน ลุกให้คนแก่ เด็ก หญิงมีครรภ์ นั่งบนรถเมล์ บริจาคเลือด ลองนั่ง ๆ นึกดูมีอีกหลายวิธี ค่อย ๆ หมั่นทำ เรื่องเล็ก ๆ ก็กลายเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ได้ สุขโดยการใช้ชีวิตเรียบง่าย มันเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับชีวิตที่ยุ่งเหยิง ลองปรับกิจวัตรประจำวันทีละเรื่อง ดำเนินชีวิตให้ช้าลง […]

ไขข้อข้องใจเรื่อง “กรรมเก่า” ธรรมะโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

ท่าทีที่ถูกต้องต่อ กรรมเก่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงเรื่อง “กรรมเก่า” ในการอบรมพระธรรมทูตที่วัดจักรวรรดิราชาวาส มีความตอนหนึ่งดังนี้ “มีปัญหาที่ท่านถามมาหลายข้อด้วยกัน ปัญหาหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องปุพเพกตวาท เป็นเรื่องที่ถามในหลักนี้ จึงน่าจะตอบ ท่านถามว่า ทารกที่คลอดมาบางครั้งมีโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือถือกำเนิดในครอบครัวที่ลำบากขาดแคลน ถ้าไม่อธิบายในแนวปุพเพกตวาทแล้ว เราควรอธิบายอย่างไรให้เข้าใจง่าย ในการตอบปัญหานี้ต้องพูดให้เข้าใจกันก่อนว่า การปฏิเสธปุพเพกตวาทไม่ได้หมายความว่าเราถือว่ากรรมเก่าไม่มีผล ลัทธิปุพเพกตวาทถือว่าเป็นอะไร ๆ ก็เพราะกรรมเก่าทั้งสิ้น เอาตัวกรรมเก่าเป็นเกณฑ์ตัดสินโดยสิ้นเชิง ฉะนั้นจะทำอะไรในปัจจุบันก็ไม่มีความหมาย เพราะแล้วแต่กรรมเก่า ต่อไปจะเป็นอย่างไรก็ต้องแล้วกรรมเก่าจะให้เป็นไป ทำไปก็ไม่มีประโยชน์ นี้คือลัทธิกรรมเก่า แต่ในทางพระพุทธศาสนา กรรมเก่านั้นท่านก็ถือว่าเป็นกรรมอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วมีผลมาถึงปัจจุบัน แต่ชาวพุทธไม่จบตันอับจนอยู่แค่กรรมเก่า ทีนี้มาถึงเรื่องที่เด็กคลอดออกมามีโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือเกิดในครอบครัวที่ลำบากขาดแคลน นี้เราสามารถอธิบายด้วยเรื่องกรรมเก่าตามหลักกรรมนิยามได้ด้วย และอธิบายตามหลักนิยามอื่น ๆ ด้วย เช่น ในด้านพีชนิยามว่า ในส่วนกรรมพันธุ์พ่อแม่เป็นอย่างไร เพราะกรรมพันธุ์เป็นตัวกำหนดได้ด้วย ถ้าพ่อแม่มีความบกพร่องในเรื่องบางอย่าง เช่น เป็นโรคเบาหวาน ลูกก็มีทางเป็นได้เหมือนกัน นี้พีชนิยาม ส่วนกรรมนิยามก็อาจจะอธิบายในแง่ความเหมาะสมสอดคล้องกันของคนที่จะมาเกิดกับคนที่จะเป็นพ่อแม่ ทำให้มาเกิดเป็นลูกของคนนี้ และมีความบกพร่องตรงนี้ โดยมีพีชนิยามเข้ามาประกอบช่วยกำหนด สำหรับกรณีที่มาเกิดในครอบครัวที่ลำบากขาดแคลน ถ้าเราจะยกให้เป็นเรื่องกรรมเก่าก็ตัดตอนไป ในเมื่อเขาเกิดมาแล้วในครอบครัวอย่างนี้ เราก็ตามไม่เห็น […]

keyboard_arrow_up