ไม่กลัวความตายแต่กลัวการเกิด โบวี่ - อัฐมา ชีวนิชพันธ์

คนเราแต่ละคนมีความกลัวต่างๆ กันไป บางคนกลัวความสูง บางคนกลัวความมืด บางคนกลัวความทุกข์ แต่สิ่งที่ โบวี่ – อัฐมา ชีวนิชพันธ์ กลัวที่สุดคือการเกิด

“ใส่บาตรครั้งแรก” บทความดี ๆ โดย ดังตฤณ

เหตุการณ์ในชีวิตคนเรามักถูกหลงลืมมากกว่าถูกจดจำ คุณอุตส่าห์ฝันตั้งเป็นชั่วโมง แต่ทั้งหมดมักถูกลบเกลี้ยงเพียงด้วยวินาทีแห่งการตื่นนอน และนั่นก็เป็นทำนองเดียวกับชีวิตเก่าที่อุตส่าห์ผ่านร้อนผ่านหนาวยาวนานหลายสิบปี กลับถูกลืมไม่เหลือ เพียงด้วยช่วงเก้าเดือนของการอยู่ในท้องแม่ ใส่บาตรครั้งแรก ผมจะลืมตาที่โรงพยาบาลหรือที่บ้านกี่ครั้งก็ไม่รู่ ้ แต่ความทรงจำของผมตั้งต้นด้วยการลืมตาขึ้นมาเห็นภูเขาและท้องฟ้า นั่นคือจิตดวงแรกที่สามารถรับรู้ได้อย่างเต็มตื่น กับทั้งประทับแน่น ไม่ลืมเลือนมาจนถึงทุกวันนี้ ผมจำได้ว่า หลังจากเมียงมองภูเขาและท้องฟ้าด้วยความคิดทำนองว่า “”ได้เห็นอะไรอย่างนี้อีกแล้ว” ” ครู่หนึ่งก็อ่อนแรงและหลับใหลลงตามเดิม ภูเขาและท้องฟ้าอันเป็นภาพความทรงจำแรกคือละแวกบ้านพักพนักงานไทยออยล์ จังหวัดชลบุรี ที่คุณพ่อของผมทำงานอยู่ มันเป็นช่วงเวลาที่ผมจำได้ถึงความรู้สึกอยากได้อ้อมกอดจากแม่ จำได้ถึงภาวะอ่อนแอที่ขับดันให้อยากร้องไห้หาแม่ จำได้ถึงน้ำเสียงปลอบประโลมของแม่ แม่อยู่กับผมทั้งวัน ส่วนพ่อเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่จะกลับมาบ้านในตอนเย็น ตอนหนึ่งขวบผมแยกแยะได้ชัดเจนว่าพ่อเป็นอย่างไร แม่เป็นอย่างไร พี่สาวอีกสองคนเป็นอย่างไร และในวันครบหนึ่งขวบเต็มนั่นเอง มหากุศลจิตก็เกิดขึ้นเป็นดวงแรกในชีวิต เช้าวันนั้นพ่ออุ้มผมออกมาหน้าบ้าน อากาศสดชื่น ผมเห็นแม่และใครอีกคนจัดโต๊ะเล็ก มีขันข้าวและมีถุงกับข้าวหลายถุง ผมระลึกได้ว่าก่อนหน้านั้นเคยเห็นพ่อแม่เอาโต๊ะออกไปตั้งหน้าบ้านหลายหนแล้ว เพื่อรอคนที่พ่อแม่เรียกว่า ““พระ”” เดินมารับ ผมเห็นแม่ถือกล้องถ่ายรูป ยิ้มแย้ม และพยายามเรียกให้ผมหันไปมอง ผมจำเสียงหัวเราะดีใจของตัวเองได้เมื่อเห็นแม่กดชัตเตอร์ถ่ายรูปผมไว ้ และผมก็ดีใจมากด้วยที่พ่ออุ้มผมไว้ตลอด ไม่วางเลย ถึงเวลาพระมา พ่อพนมมือไหว้ทั้งยังมีผมอยู่ในอ้อมแขน แล้วตักข้าวใส่บาตรให้ดู จากนั้นจึงถามผมว่าอยากใส่เองไหม ผมรู้สึกตื่นเต้นและเห็นเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากรู้สึกถึงมือที่เล็กเมื่อเทียบกับด้ามทัพพี แล้วก็รู้สึกถึงกำลังแขนที่ยังน้อยอยู่ ชวนให้ไม่แน่ใจว่า จะสามารถยกทัพพีตักข้าวใส่บาตรพระไหวหรือเปล่า […]

ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : การขัดแย้งทางความคิดเกิดจากอะไร

เคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมบางครั้งคุยกันอยู่ดีๆ กลับต้องมาทะเลาะกันเพียงเพราะ การขัดแย้งทางความคิด วันนี้ซีเคร็ตมีวิธีแก้มานำเสนอ

10 ทางเลือกในการทำบุญ โดยไม่ต้องใช้เงินสักบาท

วิธีทำบุญไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ “การให้ทาน” แต่ยังมีวิธีอื่นๆ อีกมากมายให้เลือกทำได้ตามอัธยาศัย ในการทำบุญที่แท้ แม้ไม่ใช้เงินเลยทุกคนก็มีสิทธิทำบุญ

Dhamma Daily : สารพันปัญหาธรรมะ “วันสงกรานต์”

เคยไหมคะ เดินตามท้องถนน วันสงกรานต์ ก็เห็นนู่นนี่นั่นขัดหูขัดตา เกิดปัญหาขึ้นในใจไปซะหมด วันนี้ซีเคร็ตจึงขอเอาข้อคิดคติธรรมของพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญที่ตอบสารพันปัญหาเกี่ยวกับ วันสงกรานต์ มาฝากท่านผู้อ่านกันค่ะ

ทำบุญรับปีใหม่ไทย ทำบุญอย่างไรจึงเรียกว่า “ บุญแท้ ”

ทำบุญแบบมีเงื่อนไขคืออะไร ทำอย่างไรจึงจะเข้าถึงบุญได้ง่ายที่สุด ต้องทำบุญกับพระเท่านั้นหรือ มาเจาะลึกเรื่องบุญๆ แบบถึงแก่นกับบทความนี้กันเลย

7 คมธรรมคำสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ)

7 คมธรรมคำสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชและอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร นับเป็นพระเถราจารย์ผู้มีบทบาทสำคัญต่อศาสนา แม้ท่านมรณภาพลงแล้ว แต่ทุกคำสอนยังมีคุณค่าเสมอ Secret จึงขอคัดเลือกคมธรรมของท่านมาฝากผู้อ่าน เพื่อจะได้น้อมนำไปปฏิบัติกันค่ะ 1. เมื่อได้ยินอะไรในทางที่เสียแล้ว ก็อย่าเพิ่งตัดสินใจว่าเสียเพราะเพียงแต่เขาพูดกัน ต้องใคร่ครวญพิจารณาให้ดีเสียก่อนในลักษณะฟังหูไว้หู ถ้ายังไม่เห็นที่ประจักษ์ด้วยตนเอง ก็อย่าเพิ่งไปต่อหรือไปเสริมให้เกิดความเสียหายขึ้น 2. ถ้าอยากรวยจนเป็นทุกข์ ก็ไม่ต้องรวย ถึงรวยก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ เพราะถึงรวยแล้ว ก็ยังเป็นทุกข์ ที่อยากรวย ก็เพราะต้องการให้เป็นสุข ไม่ใช่ว่าต้องการให้เป็นทุกข์ ถ้ารวยแล้วชีวิตต้องเป็นสุขด้วย แต่สุขอย่างผู้ครองเรือน 3. บางคนข้างนอกนั้นแลดูเรียบงามจริงๆ เชียว เป็นคนที่โก้ในสังคมว่าอย่างนั้นเถอะ จะเป็นรถนั่งก็ดี จะเป็นเครื่องใช้ไม้สอยก็ดี แหม ภูมิฐานเหลือเกิน แต่ว่าข้างในนั้นเป็นอาวุธทั้งหมด พร้อมที่จะเชือดจะเฉือนบุคคลผู้อื่นได้ พร้อมที่จะเชือดจะเฉือนสังคม เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ตนในทันทีทันใด นี่แหละต้องระวังมากๆ เดี๋ยวนี้มีมากเหลือเกิน 4. ของดีกับของเสียอยู่ไม่ใช่ไกลที่ไหน บางทีก็อยู่ปนๆ กัน แต่ถ้าน้อมใจให้ดีแล้วก็จะมองเห็นว่า นี่เป็นสิ่งดี นี่เป็นสิ่งไม่ดี สิ่งนี้ควรจะยึดไว้เป็นแบบ คนนี้ควรจะคบไว้เป็นมิตร […]

” ของชั่วคราว ” บทความที่คนมีรัก แต่ไม่อยากมีทุกข์ ทุกคนควรอ่าน

สิ่งที่เราได้ เรามี เราเป็น เราสัมผัส สัมพันธ์อยู่ ล้วนเป็น ของชั่วคราว ทั้งสิ้น ไม่ว่าสิ่งนั้นเราจะรักใคร่ผูกพันและหวงแหนเพียงใดก็ตาม วันหนึ่งก็ต้องจากไป

ผลแห่งกรรม 11 ข้อ จากการผิดศีลข้อสาม ธรรมะจากท่าน ว.วชิรเมธี

ศีลข้อสาม กาเมสุมิจฉาจาร หมายถึง การล่วงเกินผู้อื่น จะตัดสินว่าได้กระทำผิดในข้อนี้โดยมีองค์ประกอบการตัดสินคือ บุคคลนั้นไม่ควรล่วงเกิน คือ นอกเหนือจากตัวเราเอง

ลี กา-ชิง มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของฮ่องกง เปิดพิพิธภัณฑ์ศิลปะพุทธศาสนา

เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ลี กา-ชิง มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของฮ่องกง ได้ทำพีธีเปิดพิพิธภัณฑ์ศิลปะพุทธศาสนามูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ เป็นแห่งแรกของฮ่องกง เพื่อเป็นมรดกอันล้ำค่าให้แก่คนรุ่นหลัง โดยใช้เวลาก่อสร้างนาน 3 ปี       เป็นที่รู้กันดีว่า ลี กา-ชิง เป็นมหาเศรษฐีใจบุญที่ช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด เขาบริจาคเงินช่วยเหลือองค์กรการกุศลต่าง ๆ รวมถึงสถาบันการศึกษาและโรงพยาบาลอีกมากมาย ทั้งในเอเชียตะวันออกและอเมริกาเหนือ นอกจากนั้นยังสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวและสึนามิในมหาสมุทรอินเดียเมื่อปี พ.ศ. 2547 และแผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวนของจีนในปี 2551 มหาเศรษฐีใจบุญผู้นี้มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 33,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,057,680 ล้านบาท ด้วยความสนใจทางด้านศาสนาและศิลปะ มูลนิธิลี กา-ชิงจึงเปิดพิพิธภัณฑ์ที่วัดชีซ้าน (Tsz Shan Monastery) ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือประมาณ 12,102 ล้านบาท ตั้งอยู่ใกล้กับรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมขนาดมหึมาสูงถึง 76 เมตร ซึ่งรูปปั้นนี้ลีก็มีส่วนร่วมในการบริจาคเงินก่อสร้างเช่นกัน     พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 2,230 ตารางเมตร […]

เมื่อสิ่งสามัญ กลายเป็นความอัศจรรย์ บทความจาก พระไพศาล  วิสาโล  

พระไพศาล เล่าถึง ภิกษุฟับดัง ธรรมาจารย์แห่งหมู่บ้านพลัมว่า ท่านไม่คาดคิดมาก่อนว่าตนจะเป็นมะเร็ง จนกระทั่งวันหนึ่ง หมอยืนยันว่านั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

กิเลส และความทุกข์ 3 ระดับ บทความดี ๆ จาก ท่าน ว.วชิรเมธี

กิเลส คือปัจจัยเชิงลบที่ทำให้จิตและปัญญาเสื่อมคุณภาพ กิเลสเกิดขึ้นมาคราวหนึ่งปัญญาก็มัวหมองไปคราวหนึ่ง ถ้ากิเลสเกิดทุกขณะจิต ชีวิตก็เศร้าหมองปัญญาก็หดหาย

มีวิธีขจัดความทุกข์จากการสูญเสียลูกสาวอย่างไร

วิธีผ่าตัดลูกศรแห่งความทุกข์ โดย พระอาจารย์พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี มีวิธีขจัดความทุกข์จากการสูญเสียลูกสาวอย่างไร ผมมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง เป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักน่าเอ็นดูมาก ผมเลี้ยงดูเธอด้วยตัวเองมาตั้งแต่เธอคลอดออกมาดูโลกใบนี้ ผมและภรรยารักเธอมาก เมื่อปีกลาย เธอเพิ่งสอบและกำลังจะเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง คืนหนึ่งเธอขออนุญาตไปทานข้าวกับเพื่อนข้างนอกเพื่อเลี้ยงฉลองการจบการศึกษา คืนนั้นเธอขอกลับบ้านกับเพื่อนไม่ต้องให้ผมไปรับ แต่ประมาณตีสอง ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากตำรวจ แจ้งว่าพบเธอนอนหมดสภาพอยู่ข้างถนน ผมกับภรรยาตกใจมาก รีบไปที่โรงพยาบาล พบว่าเธอถูกข่มขืน เมื่อฟื้นขึ้นมา เธอรู้สึกบอบช้ำทางจิตใจมาก ถึงแม้ผมและภรรยาจะปลอบใจเท่าไร เธอก็ยังรู้สึกชอกช้ำใจอยู่ดี แทบจะไม่พูดไม่จาและไม่ทานข้าว เมื่อร่างกายเธออยู่ในสภาพที่ปกติ ผมและภรรยาจึงพาเธอกลับบ้าน ผ่านไป 2 - 3 วัน วันนั้นผมและภรรยาจำเป็นที่ต้องออกไปทำธุระสำคัญข้างนอก ผมจำใจฝากให้พี่เลี้ยงดูแลเธอ ตั้งใจว่าเสร็จธุระแล้วจะรีบกลับมา ประมาณบ่ายโมง ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่เลี้ยงว่า เธอกินน้ำยาล้างห้องน้ำเข้าไป ผมรีบบึ่งไปหาเธอที่โรงพยาบาล แต่ก็สายเกินไป ครั้งสุดท้ายที่ผมได้เห็นหน้าลูกคือร่างที่ไร้วิญญาณ แม้กระทั่งเสียงลูกคำสุดท้ายผมก็ไม่ทันได้ฟัง ผมรู้สึกเสียใจและรู้สึกผิดมากที่วันนั้นผมออกไปทำธุระ ผมอยากนมัสการถามพระคุณเจ้าว่า ถาม : ผมควรจะทำอย่างไรกับชีวิตของผมต่อดี เพราะขณะนี้ผมรู้สึกไร้ค่าและขาดแรงจูงใจที่จะดำเนินชีวิตต่อไปในภายภาคหน้า แทบทั้งชีวิตของผมเป็นของลูกไปแล้วนับแต่เธอลืมตาดูโลก ตอบ : คุณต้องยอมรับความจริง แม้ว่าความจริงนั้นจะเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม เพราะมันก็เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว หากเราไม่ยอมรับ ความทุกข์ ความเจ็บปวดก็จะยังคงอยู่ แต่เมื่อเราบอกตัวเองว่า ถึงอย่างไรมันก็เกิดขึ้นแล้ว และมันก็ “ผ่านไปแล้ว” จิตใจจะเปลี่ยนคุณภาพใหม่ นั่นก็คือการ “ยอมรับได้” เมื่อจิตเกิดการ “ยอมรับได้” ก็จะ “ปล่อยลง ปลงได้” แต่ถ้าเราไม่ยอมรับความจริง จิตก็จะยังคงอึดอัดขัดข้องอยู่อย่างนั้น สภาพของจิตของคุณจะไม่ต่างจากการโยนลูกเหล็กกลม ๆ ลงไปในรูเหลี่ยม ที่เมื่อเหล็กกลมเข้าไปอยู่ในรูเหลี่ยมแล้ว ก็เลื่อนลงไปข้างล่างไม่ได้ จะดึงออกมาก็ยากลำบาก อาการอย่างนี้เขาเรียกว่า “ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก” ประการต่อมา บอกตัวเองว่า ถึงอย่างไรชีวิตลูกก็จบลงไปแล้วตัวเราสิยังคงมีชีวิตอยู่ ทำไมเราจึงปล่อยชีวิตของเราเหมือนกับคนที่ “ตายทั้งเป็น” หากความเจ็บปวดนั้นเกิดขึ้นกับลูกไปครั้งหนึ่งแล้ว เราก็ควรเยียวยาตัวเองให้เร็วที่สุด แม้จะยากเพียงไรก็ต้องทำ เพื่อที่จะไม่ให้ความเจ็บปวดนั้นทำร้ายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก พระพุทธองค์ตรัสว่า ความทุกข์ที่เกิดจากคนอื่นสร้างให้นั้นเป็นเหมือนลูกศรดอกที่หนึ่งที่เข้ามาปักอกเรา ทางที่ถูก เราควรถอนลูกศรนั้นออกให้เร็วที่สุด ถ้าเราไม่ทำเช่นนั้น เอาแต่ทุกข์ไม่จบไม่สิ้น ก็เท่ากับว่าเรากำลังสร้างลูกศรดอกที่สองขึ้นมา และทิ่มมันใส่หน้าอกซ้ำสองด้วยมือของตัวเอง การกระทำเช่นนี้ไม่ฉลาดเลย คุณควรถอนลูกศรดอกแรกและควรผ่าตัดเอาลูกศรดอกที่สองออกจากอกของตัวเองด้วย จึงจะถูก ถาม :  ผมอยู่กับความรู้สึกผิดตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเวลากินเวลานอน ผมแทบจะทำอะไรไม่ได้ เมื่ออยู่ที่บ้าน มองไปทางไหนก็เหมือนเห็นลูกนั่งร้องไห้และตัดพ้อผมที่ทิ้งเธอให้อยู่คนเดียวในวันนั้น ผมควรทำอย่างไรต่อไปดีครับ ตอบ : คุณควรเงยหน้าขึ้นมาศึกษาสัจธรรมของชีวิตว่า ชีวิตคนเรานั้นตกอยู่ในสัจธรรมของชีวิต 5 ประการ คือ 1. เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้นความแก่ไปได้ 2. เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้นความเจ็บไปได้ 3. เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้นความตายไปได้ 4. เรามีความพลัดพรากจากคนรักเป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้นจากความพลัดพรากไปได้ 5. เรามีกรรมเป็นสมบัติของตน เราทำกรรมใดไว้ จะดีหรือชั่วก็ตาม ก็ต้องยอมรับผลของกรรมนั้นด้วยตัวเอง หากพิจารณาให้ดี คุณจะพบว่า คุณอาจมีส่วนผิดอยู่บ้างแต่ก็น้อยมาก เพราะความผิดต่อลูกนั้นไม่ได้เกิดจากเจตนาที่คุณต้องการจะให้เกิด มองในอีกมุมหนึ่ง หากลูกของคุณสร้างกรรมมาเพียงแค่นั้น (คือเพื่อที่จะมีอายุเพียงแค่นี้) คุณก็ควรยอมรับความจริงเสียเถิด เหตุปัจจัยแห่งอายุของเขามีชีวิตอยู่ได้แค่นั้น ก็ต้องยอมรับความจริง ถือเสียว่า “สุดมือสอยก็ปล่อยมันไป” นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่คุณควรทำก็คือ การฝึกเจริญสติเพื่อ “อยู่กับปัจจุบัน” ให้เป็น เพราะอาการของคุณนั้นเหมือนคนที่อยู่กับ “อดีต” มากกว่าอยู่กับที่นี่และเดี๋ยวนี้ การฝึกเจริญสติจะทำให้คุณหลุดออกมาจากโลกของความคิดและเป็นอิสระจากความทุกข์ได้ในที่สุด (อย่างไรก็ตาม หากไม่มีเวลาไปฝึกเจริญสติ ก็ควรหางานให้ตัวเองทำอยู่เสมอ จิตจะได้ไม่แช่อยู่กับความทุกข์นานจนเกินไป ทำตัวให้ยุ่งกับงานเข้าไว้ ผ่านไปสักระยะหนึ่ง อาการจะดีขึ้นเอง) อย่าลืมว่าความทุกข์เกิดขึ้นและมันก็ดับลงแล้ว เหลือแต่คุณเองที่ยัง “รั้ง” ความทุกข์นั้นไว้ในใจของตัวเองอยู่ หากคุณไม่ชอบความทุกข์ ก็ควรลุกขึ้นมาดับทุกข์เสีย ด้วยวิธีการดังกล่าวมาแล้ว    ธรรมะจากพระอาจารย์พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา Photo by Arleen wiese on Unsplash หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ Secret Magazine (Thailand)

ธชัคคปริตร (แปล)

ธชัคคปริตร เป็นพระสูตรที่นิยมใช้สวดสาธยายเพื่อป้องกันภัย โดย คำว่า ธชัคคะ แปลว่า ยอดธง ธชัคคสูตรคือพระสูตรที่แสดงถึงยอดธง

ชนชั้นวรรณะในสังคมไทย บทความเตือนสติโดย พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)

ชนชั้นวรรณะ ในสังคมไทย บทความเตือนสติโดย พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเพื่อปลดเปลื้องทุกข์ของคนในสังคม ทุกข์ใหญ่ที่คนในสมัยนั้นเผชิญหนักคือเรื่อง ชนชั้นวรรณะ เรื่องความไม่ยุติธรรม เรื่องการแบ่งคนให้ดีชั่วเพราะชาติกำเนิด การที่คนอินเดียยุคนั้นสร้างวรรณะให้คนต่างกันด้วยกำเนิดคือ คนชั้นสูง เกิดจากวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ส่วนคนชั้นต่ำ เกิดจากวรรณะศูทรและจัณฑาล เป็นความขมขื่นของคนวรรณะต่ำจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ในการดูหมิ่นเกลียดชังกัน เมื่อคนแต่ละวรรณะต่างเกลียดชังเหยียดหยามกัน วรรณะสูงรังเกียจวรรณะต่ำ วรรณะต่ำเองก็ต้องจำใจยอมรับสภาพที่ได้มาแต่กำเนิด ไม่ยอมยกฐานะตนให้สูงขึ้น จึงเป็นเหตุให้เกิดชนชั้นขึ้นมาในสังคมอินเดีย คนในวรรณะต่ำแม้พยายามยกฐานะทางสังคม แต่ก็ถูกคนชั้นสูงกดขี่ข่มเหงรังแกจนไม่มีทางต่อสู้ กลายเป็นคนมีปมด้อยในสังคม ไร้โอกาส ไร้การศึกษา ไร้เศรษฐกิจ คนเหล่านี้แม้จะเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ก็ถูกคนชั้นสูงส่วนน้อยคอยรังแกบีบคั้นอย่างรุนแรงตลอดเวลา ไม่มีโอกาสพัฒนาสติปัญญาได้เลย เมื่อพระพุทธเจ้าประกาศพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงยกให้คนเท่าเทียมกันในฐานะเป็นมนุษย์ คือทรงถือว่าคนทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน การได้เป็นมนุษย์ประเสริฐกว่าเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน มนุษย์จะกำเนิดจากวรรณะใดไม่สำคัญ ถ้าประพฤติดีก็เป็นคนดี เป็นที่ยอมรับ ถ้าเขาประพฤติชั่วก็ชั่วเหมือนกัน ชาติกำเนิดช่วยอะไรไม่ได้ แม้จะเกิดในวรรณะสูงก็ตาม คำสอนนี้ได้ทำลายระบบวรรณะอย่างรุนแรง ทำให้คนวรรณะสูงไม่พอใจ เพราะเป็นคำสอนแบบเลิกทาส ในขณะที่คนชั้นสูงยังต้องการทาสไว้ใช้งาน ยังต้องการคนวรรณะต่ำไว้เป็นข้าทาสแรงงาน หารายได้ให้ตน พระพุทธองค์ทรงตั้งองค์กรสงฆ์ขึ้นมาเป็นสังคมตัวอย่างในความเสมอภาค ความเท่าเทียมกัน โดยกำหนดหลักปฏิบัติเรียกว่า ธรรมวินัย เพื่อให้คนแต่ละวรรณะที่เข้ามาบวชแล้วละทิฏฐิมานะ ประพฤติพรตบรรลุธรรม พ้นทุกข์ ใครบวชก่อนก็เป็นพี่ ใครบวชทีหลังก็เป็นน้อง เรียกว่า อาวุโสภันเต หลักการเคารพกันตามพรรษามีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงทุกวันนี้ แม้ผู้บวชทีหลังจะมาจากวรรณะสูงก็ต้องเคารพกราบไหว้คนวรรณะต่ำที่บวชก่อน คนอายุมากกว่ามาบวชทีหลังก็ต้องเคารพกราบไหว้ผู้มีอายุน้อยแต่บวชก่อน วิธีการเช่นนี้เป็นหลักการที่ดี คือช่วยคลายทิฏฐิมานะของคนได้มาก เพราะทำคนให้เท่าเทียมกันโดยการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย มิใช่โดยชาติกำเนิด ใครเจริญในศีล สมาธิ ปัญญา คนนั้นก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลเท่าเทียมกัน ใครเย่อหยิ่ง มีทิฏฐิมานะ ประพฤติผิด ก็จะได้รับโทษตามพระธรรมวินัยเหมือนกันไม่มียกเว้น วันนี้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก คนไทย 95 เปอร์เซ็นต์เป็นชาวพุทธ แต่กลับสร้างทิฏฐิมานะวาทกรรมแบ่งชนชั้นวรรณะ ยุให้คนเกลียดชังกัน ไม่ต่างจากคนยุคก่อนพุทธกาล หรือว่าคนไทยไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการเป็นชาวพุทธ?!   ที่มา  นิตยสาร Secret เรื่อง  พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) Photo by Jack Hunter on Unsplash Secret Magazine (Thailand) IG @Secretmagazine บทความน่าสนใจ เหนือกว่าศีล 5 คือ กุศลกรรมบถ 10 โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ สมาธินิมิต อันน่าอัศจรรย์ของ หลวงปู่มั่น […]

เหตุผลที่พระเทวทัตเกลียดพระพุทธเจ้าตั้งแต่แรกพบ

ในอดีต สมัยพระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์ มีพ่อค้าเร่ขายเครื่องประดับอยู่สองคน คนหนึ่งเจ้าเล่ห์ คนหนึ่งซื่อสัตย์ อยู่มาคราวหนึ่งทั้งสองคนได้เดินทางข้ามแม่น้ำไปถึงตำบลหนึ่งพร้อมกัน พ่อค้าที่ซื่อสัตย์เข้าทางตะวันออก ส่วนพ่อค้าเจ้าเล่ห์เข้าทางตะวันตก ฝ่ายพ่อค้าเจ้าเล่ห์เดินทางไปถึงบ้านเศรษฐีตกยากคนหนึ่งก่อน เมื่อหลานสาวเศรษฐีเห็นเครื่องประดับก็อยากได้ จึงบอกให้ยายนำถาดเก่าสนิมเขรอะที่มีอยู่มาแลก พระเทวทัต ยายจึงนำถาดเก่านั้นมาให้พ่อค้า ฝ่ายพ่อค้าเจ้าเล่ห์ พอรับถาดมา เห็นหนักผิดปกติ จึงลองเอาเข็มมากรีดดู พบว่าถาดนั้นเป็นทองคำมูลค่า 100,000 กหาปณะ เห็นดังนั้นจึงคิดอยากได้เปล่า เลยแกล้งหลอกยายหลานคู่นั้นว่า ถาดนี้ราคาไม่ถึงสลึง แล้วทำทีเป็นโยนถาดลงกับพื้น ก่อนจะออกเดินเร่ต่อไป คิดในใจว่าจะย้อนกลับมาเอาภายหลังโดยไม่ต้องแลกเปลี่ยนกับสิ่งใด ต่อมาเมื่อฝ่ายพ่อค้าที่ซื่อสัตย์เดินมาถึงบ้านเศรษฐีตกยากหลังนี้ หลานสาวได้ชักชวนยายให้ขายถาดอีกครั้ง ยายจึงนำถาดเก่าเป็นสนิมใบนั้นมาขอแลกกับเครื่องประดับ พ่อค้าเร่คนนี้รู้สึกว่าถาดหนักผิดปกติ จึงเอาเข็มกรีดดู ก่อนจะบอกยายและหลานสาวว่า ถาดทองคำใบนี้มีราคาถึง 100,000 กหาปณะ เมื่อยายรู้ดังนั้น จึงบอกว่าจะยกถาดทองคำให้พ่อค้าผู้ซื่อสัตย์แลกกับเครื่องประดับเพียงเล็กน้อย พ่อค้าคนนี้จึงยกเงินทั้งหมดที่ขายได้และเครื่องประดับที่มีให้สองยายหลาน ก่อนจะจากไปเพื่อขึ้นเรือกลับเมือง ฝ่ายพ่อค้าเจ้าเล่ห์ เมื่อได้ย้อนกลับมาที่บ้านเศรษฐีตกยากอีกครั้งหนึ่ง ด้วยหวังว่าจะมาเอาถาดทองคำ แต่เมื่อรู้ว่ายายยกถาดทองคำนั้นให้คนอื่นไปแล้ว ก็รีบทิ้งข้าวของที่ติดตัวมาแล้ววิ่งตามเรือของพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์ เขาตะโกนขู่ให้คนพายเรือกลับมารับ แต่เรือไม่กลับมา ด้วยความโกรธ พ่อค้าเจ้าเล่ห์จึงกอบทรายขึ้นมาแล้วอธิษฐานว่า “จะขอจองล้างจองผลาญพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์เรื่อยไปเท่ากับจำนวนเม็ดทรายในมือ” ต่อมาในสมัยพุทธกาล พ่อค้าเจ้าเล่ห์เกิดเป็นพระเทวทัต ส่วนพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์เกิดเป็นพระพุทธเจ้า และการผูกพยาบาทในชาติที่ผ่าน ๆ มาก็เป็นมูลเหตุที่ทำให้พระเทวทัตมีอาการ […]

“ดี ชั่ว…เราเลือกได้” สนทนาธรรมกับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

“คนดีได้ดีมีที่ไหน คนชั่วได้ดีมีถมไป” เป็นคำกล่าวที่ทำให้คนใฝ่ดีรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่มากก็น้อย ผนวกกับหลายเหตุการณ์ในปัจจุบันที่ทำให้คำกล่าวนี้ดูหนักแน่นขึ้นทุกที ถ้าเช่นนั้นเราควรเลือกยืนอยู่ฝ่ายใดกันแน่ ความดีหรือความชั่วร้าย… ดี ชั่ว คนที่ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดี เช่น คนที่ครั้งหนึ่งเคยติดยา หรือพวกเด็กแว๊น เขาจะต้องทำอย่างไรคะ ถ้าต้องการกลับตัวเป็นคนดี ถ้าเขาอยากเป็นคนดีจริงๆ สิ่งแรกที่จะเปลี่ยนแปลงคือจิตใจ แค่ความรู้สึกภายในใจเปลี่ยนเป็นใฝ่ดี เขาก็จะกลายเป็นคนดีทันทีเลย แม้ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลยนะ เพราะจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ถ้ามีจิตตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีแล้ว พฤติกรรมและวาจาก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีด้วย เรียกได้ว่าแค่ใจคิดจะเปลี่ยนขณะนั้นก็ได้เป็นคนดีเรียบร้อยแล้ว บางสังคมเรียกการกระทำแบบหนึ่งว่าเป็นความดี แต่อีกสังคมกลับมองว่าเป็นความชั่ว จริงๆ แล้วเราจะใช้เกณฑ์อะไรมาวัดคะ ยุคสมัยนี้คนที่ร่ำเรียนสูง มีงานดี มีเงิน มียศฐาบรรดาศักดิ์ มีบริวาร และมีชื่อเสียง มักจะถูกสังคมยกย่องว่าเป็นคนดีน่านับถือ แต่คนเหล่านี้อาจจะไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนที่น่านับถือในอีกหมื่นปีข้างหน้าก็ได้ ซึ่งหลักธรรมคำสอนได้อธิบายไว้ว่า ความจริงทุกสิ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ สมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ สมมุติสัจจะ คือ ความจริงโดยสมมุติ เป็นความจริงแบบชาวโลก แบบโลกียธรรม สามารถเกิดขึ้นได้ เปลี่ยนแปลงได้ ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับกาลสมัย ค่านิยม และวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น เช่น […]

ชญาน์นันท์ สาครสกลพัฒน์ “ธรรมะคือที่พึ่งอันประเสริฐ”

คุณแอน – ชญาน์นันท์ สาครสกลพัฒน์ เรียนจบปริญญาโทมาจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยมหิดล เธอเล่าถึงการเข้าสู่เส้นทางธรรมว่า “แอนเริ่มปฏิบัติธรรมตอนอายุ 18 ตอนนั้นน้องชายทั้งสองคนเข้าร่วมโครงการสามเณรใจเพชรและโครงการสามเณรลูกแก้วที่ยุวพุทธิกสมาคมฯ หลังจากนั้นยุวพุทธฯ ก็จัดให้มีโครงการชวนผู้ปกครองของคนที่เคยบวชเณรมาปฏิบัติธรรมแบบสติปัฏฐาน 4 พองหนอ ยุบหนอ ร่วมกัน คุณแม่ขอให้ไปเป็นเพื่อน ครั้งแรกที่ไปปฏิบัติธรรมไม่ชอบเลย รู้สึกเบื่อ และคิดว่าไม่อยากกลับมาปฏิบัติอีกแล้ว “หลังจบคอร์สครั้งนั้น คุณลุงมณเฑียรซึ่งเป็นประธานโครงการจัดปฏิบัติธรรมของยุวพุทธฯโทร.มาแจ้งคุณแม่ว่า จะมีโครงการปฏิบัติธรรมของผู้หญิง ชื่อโครงการธรรมบุตรี อยากให้แอนช่วยไปเป็นอาสาสมัครดูแลคนที่มาปฏิบัติธรรม ตอนแรกก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่าถ้าช่วงนั้นติดออกค่ายของมหาวิทยาลัยคงไปไม่ได้ แต่เผอิญค่ายยกเลิก แอนจึงต้องมาช่วยเป็นอาสาสมัครในโครงการนี้ตามที่เคยบอกไว้” จากที่ได้เข้ามาช่วยงานในคอร์สตลอด 7 วัน ทำให้ทัศนคติต่อการปฏิบัติธรรมของคุณแอนเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น “การได้มาเป็นอาสาสมัครทำให้แอนมองเห็นคุณค่าของตัวเองและอยากปฏิบัติธรรมเข้มข้นมากขึ้น จึงสมัครเข้าคอร์สที่ชื่อว่าเจียระไน เน้นการเดินจงกรม นั่งสมาธิ และกำหนดรู้ในทุก ๆ อิริยาบถ พอได้เรียนกรรมฐานเยอะขึ้น ทำให้รู้ว่าจริง ๆ แล้วธรรมะสามารถเอามาใช้ได้กับทุก ๆ เรื่องในชีวิต “กรรมฐานทำให้แอนมีสติ ใจเย็นขึ้นมาก ช่วยให้เข้าใจตัวเองและคนอื่น รวมทั้งทำให้เกิดปัญญาเข้าใจความรู้สึกของพ่อกับแม่มากขึ้น เช่น ระหว่างที่ปฏิบัติเกิดปวดเมื่อยตามร่างกาย ก็คิดได้ว่าอาการปวดแค่นี้เทียบไม่ได้กับเวลาที่เราดื้อกับพ่อแม่ แล้วทำให้ท่านปวดใจ ตั้งแต่ฝึกกรรมฐานมา ไม่เคยเถียงพ่อแม่อีกเลย […]

keyboard_arrow_up