เพื่อความเข้าใจ “ธรรมจักษุ”หรือดวงตาเห็นธรรม โดย คุณเมตตา อุทกะพันธุ์

เพื่อความเข้าใจ “ธรรมจักษุ” หรือดวงตาเห็นธรรม โดย คุณเมตตา อุทกะพันธุ์ ธรรมะประจำวันนี้ ขอพูดเรื่อง ธรรมจักษุ หรือดวงตาเห็นธรรม  หรือพุทธนิกาย ZEN ใช้คำว่า ชาโตริ หรือภาษาอังกฤษ คือ Enlighten นี่เป็นเรื่องของภาษาที่ต่างกัน แต่กล่าวถึงสภาวะเดียวกัน การที่จะมีดวงตาเห็นธรรมได้ เราก็จะต้องเจริญสติปัฎฐาน 4 กาย เวทนา จิต จนเข้าถึงธรรม เกิดวิปัสสนาญาณ เห็นทุกสิ่งตามความเป็นจริง เห็นว่าสรรพสิ่งเกิดดับว่างจากตัวตน เห็นในความเป็นเช่นนั้นเองหรือ ตถตา การรู้เห็นเช่นนี้เราเรียกภาษาพระว่า ยถาภูตะญาณทัศนะ คือ รู้ เห็น ตามความเป็นจริง รู้ด้วยญาณ ที่เรียกว่า รู้อยู่ ว่างอยู่ เห็นอยู่ สภาวะนี้แหละที่เรียกว่า ธรรมจักษุ คือ เกิดดวงตาเห็นธรรม หรือดวงตาธรรม ญาณที่กล่าวถึงนี้ เป็น รู้ ที่บริสุทธิ์ เป็นรู้ที่มีศักยภาพเปรียบประดุจเรดาร์ คือ จะรู้รอบ 360 […]

อยากหมดทุกข์ต้องปฏิบัติทุกขณะ ธรรมะจากพระครูเกษมธรรมทัต (สุรศักดิ์ เขมรังสี)

อยากหมดทุกข์ต้องปฏิบัติทุกขณะ ธรรมะจาก พระครูเกษมธรรมทัต (สุรศักดิ์ เขมรังสี) การประพฤติปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องที่ทำอยู่กับตัวเราเอง ทำอยู่กับร่างกายจิตใจนี้เอง ไม่ได้ทำที่ไหน แล้วก็ทำได้ทุกขณะ กำลังยืนก็มีรูปนามอยู่อย่างนี้ กำลังนั่งก็มีรูปนามอยู่อย่างนี้ กำลังนอนก็มีรูปนามอย่างนี้ กำลังคู้ เหยียด เคลื่อนไหวมันก็มีรูปนามอยู่ กำลังกิน กำลังถ่าย กำลังนุ่งห่มเสื้อผ้า มันก็มีอยู่อย่างนี้ มีรูป มีนามเป็นเหตุเป็นปัจจัย มีผัสสะกระทบ เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน เดี๋ยวรู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัสคิดนึก เจริญสติหยั่งรู้เข้าสู่ภายใน ภายนอกมันก็ทำไป แต่สติสัมปชัญญะเรียกว่าสัมผัสภายใน กายที่เคลื่อนไหว แต่ว่ามีสติรับรู้ความรู้สึกเคลื่อนไหว รู้ใจที่รับรู้ นั่งอยู่ สติก็ไปรับรู้ภายใน ไปรู้ความรู้สึก ไปรู้ที่ใจที่รับรู้ นอน สติสัมปชัญญะก็ไปรับรู้ความรู้สึกที่กาย รับรู้ความรู้สึกที่จิตใจ รับรู้ตัวรู้ ยืน สติสัมปชัญญะก็ไปรู้ที่ความรู้สึกที่กายที่ยืน รู้จิตใจอยู่ มันก็มีอย่างนี้ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน มันก็มีสภาวะ มีรูปมีนามเป็นเหตุเป็นปัจจัยเกิด-ดับเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นธรรมะพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าเป็น อกาลิโก ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล […]

สมาธิวิธี โดย พระญาณวิศิษฎ์สมิทธิวีราจารย์ (หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม)

สมาธิวิธี โดย พระญาณวิศิษฎ์สมิทธิวีราจารย์ (หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม) ๑. วิธีนั่งสมาธิ ให้นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาวางทับขาซ้าย เอามือขวาวางทับมือซ้าย อุชุ กายํ ปณิธาย ตั้งกายให้ตรง คือ ไม่ให้เอียงไปข้างซ้าย ข้างขวา ข้างหน้า ข้างหลัง และอย่าก้มนักเช่นอย่างหอยนาหน้าต่ำ อย่าเงยนักเช่นอย่างนกกระแต้ (นกกระต้อยตีวิด) นอนหงายถึงดูพระพุทธรูปเป็นตัวอย่าง อุชุ จิตฺตํ ปณธาย ตั้งจิตให้ตรงคืออย่าส่งใจไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และอย่าส่งใจไปข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา พึงกำหนดรวมเข้าไว้ในจิตฯ ๒. วิธีสำรวมจิตในสมาธิ มนสา สํวโร สาธุ สำรวมจิตให้ดี คือ ให้นึกว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่ใจ พระธรรมอยู่ที่ใจ พระอริยสงฆ์อยู่ที่ใจ นึกอยู่อย่างนี้จนใจตกลงเห็นว่า อยู่ที่ใจจริงๆ แล้วทอดธุระเครื่องกังวลลงได้ว่า ไม่ต้องกังวลอะไรอื่นอีก จะกำหนดเฉพาะที่ใจแห่งเดียวเท่านั้น จึงตั้งสติกำหนดใจนั้นไว้ นึกคำบริกรรมรวมใจเข้าฯ ๓. วิธีนึกคำบริกรรม […]

อานิสงส์ของการมีครู ธรรมะจาก หลวงปู่หลุย จันทสาโร

อานิสงส์ของการมีครู ธรรมะจาก หลวงปู่หลุย จันทสาโร (หลวงปู่หลุยบันทึกถึงพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ไว้ว่า) สานุศิษย์ที่อยู่ด้วยมีการปฏิบัติ คือ จิตไม่ออกรับเหตุภายนอก จิตเยือกเย็น ขนหัวลุก จิตกลัวเกรงท่านมาก ดุจท่านเห็นจิตของเราอยู่เสมอ จิตของเราพิจารณาต้นเหตุผลอยู่เสมอ ไม่นอนใจ ฉะนั้นสานุศิษย์จึงมีสติเร็ว รู้เร็ว เห็นธรรมะเร็ว ผู้มีวาสนาน้อยไม่ติดตามท่านเพราะข้อวัตรของท่านเข้มแข็ง น้ำใจเด็ดเดี่ยวเหมือนเพชร ท่านพูดมีธรรมะภายใน ภายนอกเป็นที่อ้างอิง สานุศิษย์เข้าหาท่านร้อน ทำให้จิตผู้น้อยค้นคว้าหาเหตุผล เมื่อออกมาแล้วจิตจึงเห็นอานิสงส์ เมื่ออยู่กับท่านไปแล้วยิ่งเห็นอัศจรรย์ใหญ่ ท่านเป็นคนเกรงใจคน ท่านเป็นคนใหม่ในตระกูลทั้งหลาย ไม่ติดอามิสและติดตระกูล เป็นคนชอบสันโดษ ไม่ยุ่งกังวลทุกอย่าง อธิบายธรรมะแยบคายมาก อามิสได้ด้วยการเป็นเอง กินอร่อยดุจแมลงภู่ชมเกสร มีความรู้เท่าทันเหตุผล มีญาณความรู้ทุกเส้นขน เป็นคนราค(จริต) กับโทสจริต ท่านได้พูด ทำ ลงไปแล้วไม่มีใครคัดค้าน สติปัญญาแน่นหนามาก หาที่จะชอนเข็มมิได้ (เป็นนักรู้นักปฏิบัติ) พูดไม่เกรงใจคน พูดถูกธรรมะก็เป็นอันที่แล้วกัน มีจิตน้อมไปเพื่อปฏิบัติให้สิ้นทุกข์ทีเดียว ไม่พูดตลกคะนอง   ที่มา : หนังสือ จันทสาโรบูชา โดย […]

“รับความจริงได้ย่อมไร้ทุกข์” ธรรมะจาก พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ

“รับความจริงได้ย่อมไร้ทุกข์” ธรรมะจาก พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่กับความเป็นจริง แต่ชอบอยู่กับความปรารถนาหรือความต้องการของตนเอง พฤติกรรมดังกล่าวจึงนำความทุกข์มาให้โดยไม่รู้ตัว การอยู่กับความปรารถนาหรือความต้องการคืออะไร แต่ละวันเรามักจะคิดอยากให้สิ่งนี้เป็นอย่างนั้น อยากให้สิ่งนั้นเป็นอย่างนี้ มากมายต่าง ๆ นานา จนเป็นความเคยชินหรือเป็นพฤติกรรมของจิต เช่น เมื่อขับรถหรือนั่งรถไปบนท้องถนนก็ไม่อยากให้รถติด ไม่อยากเจอสัญญาณไฟแดง ไม่อยากให้รถคันอื่นมาตัดหน้า อยากให้ถึงที่หมายเร็ว ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่อยู่กับความต้องการของตนเองทั้งสิ้น ครั้นเมื่อเจอรถติด เจอสัญญาณไฟแดง เจอรถคันอื่นปาดหน้า ไปถึงที่หมายช้ากว่ากำหนด ก็เกิดความรู้สึกหงุดหงิด เครียด หรือโกรธ อาการเหล่านี้คือความทุกข์ หากอยู่กับความเป็นจริงจะอยู่อย่างไร อยู่อย่างรู้เห็นตามความเป็นจริง นั่นคือเมื่อเจอรถติดก็รู้และยอมรับว่ารถติด ต่อให้คิดอย่างไรรถก็ยังติดตามเหตุของมันเมื่อเจอสัญญาณไฟแดง หากยังเปลี่ยนเป็นไฟเขียว ต่อให้คิดจนตายก็ยังติดไฟแดงอยู่นั่นเอง เมื่อมีรถคันอื่นปาดหน้า ก็รู้ว่าเหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นและผ่านพ้นไปแล้ว ต่อให้โกรธหรือด่าแช่งชักหักกระดูกผู้ขับรถปาดหน้าอย่างไร ก็แก้ไขเหตุการณ์นั้นไม่ได้ เมื่อรถติด ไปไม่ทันเวลา ก็ยอมรับความเป็นจริงว่าไปไม่ทันเวลา จะคิดขุ่นเคืองโทษสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้ไปไม่ทันเวลาอย่างไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ การอยู่กับความเป็นจริงและยอมรับความเป็นจริงจึงไม่ทำให้เครียด ไม่ต้องทุกข์ แต่มิใช่ว่าจะต้องยอมจำนนต่อปัญหาที่เกิดขึ้น หากรู้ว่าเส้นทางที่จะไปรถติด ก็เผื่อเวลาเดินทางให้มากขึ้นหรือไปเส้นทางอื่นที่รถไม่ติด แต่ถ้ารถยังติดก็ยอมรับความเป็นจริงและหาวิธีปรับเปลี่ยนแก้ปัญหาไปเรื่อย ๆ   ที่มา : […]

“ลาภสักการะย่อมฆ่าคนโง่” ธรรมะจากพระครูสุทธิธรรมรังษี (หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท)

“ลาภสักการะย่อมฆ่าคนโง่” ธรรมะจากพระครูสุทธิธรรมรังษี (หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท) ชีวิตพระป่า ถ้าทำให้พะรุงพะรังนัก มันหนักตนเอง “มันถ่วงหัว ทุบหาง” ท่านพระอาจารย์มั่นท่านว่าอย่างนี้ หนักปัจจัยสี่ ไปที่ไหนรกรุงรัง ท่านพระอาจารย์มั่นท่านสอนอย่างนี้เสมอ ลาภสักการะย่อมฆ่าคนโง่ที่หลงงมงายได้ว่าตัวได้ดีกว่าคนอื่นเขา อันนี้เราจำเอาจนขึ้นใจ ท่านสอนว่า ถ่วงหัว ทุบหาง เหมือนกับเวลาเขาดักสัตว์ในป่า เขาเอาก้อนหินเทินกันไว้แบบหมิ่นเหม่ เอาไม้ค้ำไว้ ใส่เหยื่อเข้าไปวางไว้ กระรอก กระแต ลิงค่าง อะไรพวกนี้ เห็นอาหารนั้นก็รีบวิ่งปรี่เข้าไปเอาเหยื่อด้วยความอยาก เมื่อเข้าไปกินเหยื่อจะวิ่งชนไม้ที่ค้ำก้อนหินที่วางดักนั้น ก้อนหินนั้นก็จะหล่นลงมาทุบหัวตาย ในที่สุดสัตว์เหล่านั้นก็เป็นอาหารของมนุษย์ผู้ซึ่งฉลาดกว่า ภาษาทางภาคอีสานเขาเรียกว่า “ดักอีทุบ” สัตว์ตัวไหนหลงเข้าไปในกลลวงที่เขาหลอก ก็มีแต่ตายอย่างทรมานเท่านั้น สมณะที่ออกเจริญสมณธรรมตามป่าตามเขาก็เช่นเดียวกัน ไปเจอเสียงเยินยอสรรเสริญว่าขลังอย่างนั้น ดีอย่างนี้ มีลาภสักการะ มีคนนับถือมากเข้า แล้วลืมตน ลืมพระธรรมคำสอนของครูบาอาจารย์ จิตใจไพล่ไปยินดีในปัจจัยสี่เหล่านั้น ก็จะถูกสิ่งเหล่านั้นทับหัวใจทุบหัวใจให้กลายเป็นผู้ไร้ศีลธรรม ไร้ยางอาย พิจารณาอะไร นั่งภาวนาอย่างไรก็ยกจิตไม่ขึ้น   ที่มา : หนังสือ ประวัติพระครูสุทธิธรรมรังษี (หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท) พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง หนังสือ […]

แก้กรรมด้วยตัวเอง ธรรมะจาก หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

แก้กรรมด้วยตัวเอง ธรรมะจาก หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ เวลาเราเห็นผิด เราเปลี่ยนเป็นถูก เวลาใดเป็นทุกข์ เราเปลี่ยนเป็นความไม่ทุกข์ เวลาใดเห็นมันโกรธ เราเปลี่ยนเป็นไม่โกรธ จุดนี้เป็นกรรมของเรา คนอื่นช่วยไม่ได้หรอก ความคิด เวลาใดที่เราคิด คนอื่นมาเห็นกับเราไม่ได้ เราเห็นเอง ความโกรธ คนอื่นก็ไม่เห็น เราต้องเห็นเอง ความโลภ ความหลง กิเลส ตัณหา ราคะ ความง่วงเหงาหาวนอน คนอื่นไม่เห็น เราเห็น คนอื่นอาจจะเห็นบ้างจากลักษณะภายนอก แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ แต่ถ้าเราเห็นขึ้นมา เราก็แก้ได้ ก็ลองแก้ลองดู อย่าเพิ่งไปหมดตัวกับมัน พอมันง่วงก็หลับตาปี๋เข้าไป หาว อ้าปาก ก็เรียกว่าร่วมกับมัน เป็นแนวร่วมไปกับมัน มันก็ง่วงง่าย เราหาวิธีดูซิ พอมันง่วงทำอย่างไร อย่าเพิ่งไปยอมแพ้มัน สู้มันสักหน่อย อาจจะไปมองท้องฟ้า มองยอดไม้ ดูวัน ดูเวลา ดูทิศ ดูทาง เอาความรู้สึกออกไปไกล ๆ มองก้อนเมฆ ท้องฟ้า ทำความเห็นว่าเวลานี้เป็นเวลากลางวัน ไม่ใช่เวลานอน […]

ดับ “ตัวกู” ได้ย่อมหมดทุกข์ ธรรมะจาก พระไพศาล วิสาโล

ดับ “ตัวกู” ได้ย่อมหมดทุกข์ ธรรมะจาก พระไพศาล วิสาโล ท่านพุทธทาสภิกขุได้แนะนำวิธีปฏิบัติหลายประการเพื่อการละวางตัวตน วิธีหนึ่งก็คือฝึก ความดับไม่เหลือ กล่าวคือ ทุกเช้าหรือก่อนนอนให้สำรวจจิตเป็นสมาธิ แล้วพิจารณาให้เห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราหรือของเราแม้แต่สักอย่างเดียว รวมทั้งพิจารณาว่าการเกิดเป็นอะไร ไม่ว่าเป็นแม่ เป็นลูก เป็นคนรวย เป็นคนจน เป็นคนดี เป็นคนชั่ว เป็นคนสวย เป็นคนขี้เหร่ ก็ล้วนแต่มีทุกข์ทั้งนั้น “เกิด” ในที่นี้ท่านเน้นที่ความสำคัญมั่นหมายหรือติดยึดว่าเป็นนั่นเป็นนี่ เมื่อเห็นแล้วให้ละวางความสำคัญมั่นหมายดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิด “ตัวกู” ว่าเป็นนั่นเป็นนี่ (แต่การทำหน้าที่ตามสถานะหรือบทบาทดังกล่าวก็ยังทำต่อไป) เป็นการน้อมจิตสู่ความดับไม่เหลือแห่งตัวตน เมื่อทำจนคุ้นเคยก็นำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เมื่อใดที่ตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายได้สัมผัส หรือจิตนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมา ก็ให้มีสติเท่าทันทุกคราวที่ตัวกูเกิดขึ้น นั่นคือเมื่อเห็นก็สักว่าเห็น ไม่มีตัวกูผู้เห็น เมื่อโกรธก็เห็นความโกรธเกิดขึ้น ไม่มีตัวกูผู้โกรธ เป็นต้น การปฏิบัติดังกล่าวเป็นไปเพื่อดับตัวกูไม่ให้เหลือ ซึ่งก็คือทำให้ตัวกูตายไปก่อนที่ร่างกายจะหมดลม   ที่มา – หนังสือ ระลึกถึงความตายสบายนัก โดย ชมรมกัลยาณธรรม นำมารวมอยู่ในหนังสือ […]

“ความตายเป็นเรื่องมงคล” ธรรมะจาก หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

“ความตายเป็นเรื่องมงคล” ธรรมะจาก หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ความตายกับความเกิดนั้นเป็นของคู่กัน มาด้วยกันไปด้วยกันอยู่ตลอดเวลา แล้ววันหนึ่งมันจะปรากฏแก่ตาของเราเองว่ามันเป็นอย่างนั้น การนึกคิดในเรื่องความตายนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เรียกว่าอัปมงคลอะไร แต่เป็นเรื่องเป็นมงคล เป็นเหตุให้คนมีความก้าวหน้าในชีวิตในการงานด้วยประการต่าง ๆ เพราะเราได้นึกถึงเรื่องความตายไว้บ้าง คนที่นึกถึงความตายนั้นจะเป็นคนที่ขยันขันแข็งเอางานเอาการ เพราะรู้ว่าชีวิตนี้มันน้อย มันสั้น เราควรจะรีบทำให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ถ้านึกถูกต้อง แต่บางคนนึกถึงความตายไม่ถูกเป้าหมาย คือพอไปเห็นคนอื่นตายหรือใครตายแล้วใจอ่อนไป กลัวต่อความตาย มืออ่อนตีนอ่อน แล้วก็นึกว่าจะทำไปทำไม ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ ไปนึกอย่างนั้น อันนี้ไม่ถูกเรื่อง ไม่ตรงตามจุดหมายของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนให้คิดถึงความตายนั้นก็เพื่อให้รู้ว่าเราจะต้องตาย เราหนีจากความตายไปไม่พ้น และเมื่อรู้ว่าเราจะต้องตาย หนีจากความตายไปไม่พ้นแล้ว เราควรจะได้ใช้ชีวิตเท่าที่เหลืออยู่นี้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการประกอบหน้าที่ที่เราจะต้องกระทำ   ที่มา – ปาฐกถาธรรมเรื่อง “ช่างหัวมัน” เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2519 ณ โรงเรียนพุทธธรรม วัดชลประทานรังสฤษฎ์ ปากเกร็ด นนทบุรี รวบรวมอยู่ในหนังสือ “ธรรมะจากพระพรหมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ)” สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ (https://www.naiin.com/product/detail/15619) Photo by Annie Spratt […]

“สรรพคุณของกรรมฐาน” ธรรมะจาก หลวงปู่บุดดา ถาวโร

“สรรพคุณของกรรมฐาน” ธรรมะจาก หลวงปู่บุดดา ถาวโร รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ 5 เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นไตรลักษณ์ เป็นสามัญลักษณะเสมอกัน ค้นดูในตนว่าใครเกิด ใครแก่ ใครเจ็บ ใครตาย กรรมฐานทั้งหลายกำจัดกิเลสได้ทุกประเภท กำจัดราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต พุทธจริต ศรัทธาจริตของตนได้ทั้ง 6 จริต ผู้ปฏิบัติต้องเห็นอย่างนี้ ผู้ที่กำจัดกิเลสทั้ง 6 ได้ ไม่ต้องเลือกว่าสูตรไหน บทไหน ทำให้จิตใจไม่เศร้าหมองใช้ได้ทั้งนั้น คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริงอยู่ทุกเมื่อที่ใจเรามีสติมั่นคงตั้งมั่นสัมปชัญญะ ความรู้ตัว กาย เวทนา จิต ธรรม มีอยู่ที่เรา ไม่ต้องไปถามผู้อื่น ผู้ปฏิบัติต้องมีสติ เพ่งบริกรรมอยู่ที่เราเสมอ เดิน ยืน นอน นั่ง ทุกลมหายใจเข้า – ออก ผู้ปฏิบัติทำเหตุอย่างนี้ให้ติดต่อแล้ว ได้รับผลเหมือนกัน […]

“สมาธิแก้ได้ทุกปัญหา” ธรรมะจาก พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

“สมาธิแก้ได้ทุกปัญหา” ธรรมะจาก พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) เมื่อสติมีพลังแก่กล้าขึ้น มีสัมปชัญญะ ความรู้พร้อมมันก็กลายเป็นปัญญา… ตัวอย่างเช่น ท่านอาจอง (ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา) ไปเรียนวิศวะระดับปริญญาเอก เขาให้วิจัยงานชนิดหนึ่ง ให้ทุนมา 30 ล้านต่อนักศึกษา 20 คน ใช้เงินเขาหมดไป 20 ล้าน มันยังไม่สำเร็จ ท่านอาจองก็ขึ้นไปบนภูเขา ไปนั่งสมาธิ พอนั่งสมาธิไปก็ได้นิมิตเห็นเครื่องมือที่จะสร้าง พอสร้างเสร็จแล้วไปติดเข้ากับจรวดจะไปลงดวงจันทร์ พอติดเครื่องเข้ามันระเบิด ใช้ไม่ได้ หนีไปอีก ทีนี้ก็ไปได้นิมิตขึ้นมา ทีนี้มีบทเรียนแล้วก็พิจารณาดูให้มันรอบคอบ เขียนแผนผังเอาไว้เรียบร้อย พอกลับลงมาก็สร้าง พอสร้างเสร็จ ไปติดเครื่องเข้า เปิดเครื่องเอาไว้ตลอด 24 ชั่วโมงมันก็ไม่ระเบิด พอเสร็จแล้ว เขาก็รับรองว่าใช้ได้ เขาสั่งให้สร้างให้เขา 5 อัน แต่ละอันราคาเป็นล้าน พอสร้างเสร็จแล้วเขาก็เขียนใบประกาศวุฒิให้เลย คุณเรียนจบแล้ว กลับบ้านได้ นี่! ตัวอย่างนักศึกษาที่ใช้สมาธิเพื่อประโยชน์แก่การศึกษา เมื่อรวมลงแล้ว เรื่องสมาธิเพื่อประโยชน์ชีวิตประจำวันนั่นแหละ ถ้าเราแก้ปัญหาอะไรไม่ตก […]

“บุญเกิดได้ทุกหนทุกแห่ง” ธรรมะจาก ท่านเจ้าคุณโชดก ญาณสิทธิ

“บุญเกิดได้ทุกหนทุกแห่ง” ธรรมะจาก ท่านเจ้าคุณโชดก ญาณสิทธิ บุญเกิดได้ทุกหนทุกแห่ง แม้แต่ในกองอุจจาระ ถ่ายอยู่ในส้วมก็เกิดได้ เช่น เมื่อถ่ายก็กำหนด “ถ่ายหนอ ถ่ายหนอ ถ่ายหนอ” ทั้งศีล สติ ปัญญา เกิด สามารถจะสำเร็จมรรค ผล นิพพาน ก็ได้ ผู้หญิงคนหนึ่งไปส้วม เห็นหนอนมาแย่งกินอุจจาระ นางก็ภาวนาบริกรรม “หนอน หนอน หนอน” แป๊บเดียวสำเร็จปฐมฌาน” ไปเกิดในพรหมโลกโน่น พระเถระองค์หนึ่งเห็นกองอุจจาระมีแมลงหัวเขียวตอมหึ่ง ๆ อยู่ ก็พนมมือใส่ เสร็จแล้วเพื่อนก็บอกว่า “เฮ้ย ท่านมาพนมมือใส่กองอุจจาระทำไม” …“ไม่ใช่ ผมนึกถึงพระพุทธเจ้า” เท่านี้แหละท่านก็ขนลุกซู่ “ขนลุกหนอ ขนลุกหนอ” แป๊บเดียวสำเร็จเป็นโสดาบัน เอาอีกเป็นสกิทาคามี เอาอีกเป็นพระอนาคามี ชักเอาผ้าบังสุกุลผืนนั้นไปฟอกไปย้อม ยึดเป็นผ้าสังฆาฏิพาดบ่า ปฏิบัติวิปัสสนาเป็นพระอรหันต์เลย นี่แหละ บุญมันเกิดได้ทุกหนทุกแห่ง แล้วแต่ความฉลาดของผู้ปฏิบัติ ดังนั้น ท่านอยู่ที่ไหนก็ตาม ท่านนึกถึงกรรมฐานแล้วก็ทำได้เลย   ที่มา – […]

ธรรมลิขิต ๑๒ ฉบับ จากพระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)

ธรรมลิขิต ๑๒ ฉบับ จากพระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร) เมื่อปี ๒๕๐๖ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ได้เมตตาไปอยู่จำพรรษาที่วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ ท่านได้มีลิขิตเป็นจดหมายชี้แจงข้ออรรถ ข้อธรรมสั้น ๆ แต่มีใจความลึกซึ้ง ส่งถึงคณะทางวัดสันติธรรม จ.เชียงใหม่ เป็นครั้งคราว เท่าที่ท่านอาจารย์บุญกู้ อนุวฑฺฒโน วัดอโศการามได้เก็บรวบรวมไว้มีจำนวน ๑๒ ฉบับ ลงพิมพ์เป็นธรรมเมตตาอนุสรณ์ใน “พุทฺธาจารปูชา”   ฉบับที่ ๑ ให้ละกิเลสออกจากจิตให้หมดทุกคน กิเลสนี้แหละทำให้คนเราเดือดร้อนวุ่นวายอยู่ไม่มีที่สิ้นสุด กิเลสนั้นท่านย่นย่อเข้ามา ก็คือ ความโกรธ ความโลภ ความหลง ๓ อย่างนี้เท่านั้น ทำไมจึงเกิดมาสร้างกิเลสให้มากขึ้นไปทุกภพทุกชาติ ทำไมหนอ ใจคนเราจึงไม่ยอมละ การละไม่หมดสักที ในชาติเดี๋ยวนี้ให้ตั้งใจละทั้งพระและทั้งเณร ญาติโยมทั้งหลาย ความโกรธเมื่อเกิดขึ้น อย่าโกรธไปตาม ถ้าไม่ได้โกรธไปตาม มันจะตายเทียวหรือ ? ทำไมจึงไม่ระลึกอยู่เสมอ ๆ ว่า เราจะละความโกรธให้หมดสิ้นไปในเวลาเดี๋ยวนี้ ๆ อย่าได้มีความท้อถอยในการสร้างความดี […]

“ทำซ้ำ ย้ำให้ได้ดี” ข้อคิดสะกิดใจ โดย พระไพศาล วิสาโล

“ทำซ้ำ ย้ำให้ได้ดี” ข้อคิดสะกิดใจ โดย พระไพศาล วิสาโล กิจวัตรหรือการปฏิบัติที่ซ้ำ ๆ ทุกวัน (ทำซ้ำ) แม้เรารู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ อย่างการเดินจงกรมก็เดินกันเป็นชั่วโมง สร้างจังหวะก็สร้างกันเป็นชั่วโมง ทั้งวันมีแต่การสร้างจังหวะเดินจงกรม สำหรับคนเริ่มต้นใหม่ ๆ ก็อาจรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ มองว่ามันเป็นเรื่องซ้ำซาก แต่ถ้าพิจารณาให้ดีก็จะพบว่า ที่ชีวิตเราเจริญได้ก็เพราะการทำสิ่งซ้ำ ๆ อย่างการหายใจเข้า-ออก ก็ทำซ้ำอยู่แค่นี้แหละทั้งวันทั้งคืน เรามีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะการหายใจเข้า-หายใจออกแค่สองจังหวะเท่านี้แหละ ในทำนองเดียวกัน หัวใจเราก็เต้นแล้วเต้นอีก ก็เต้นซ้ำ ๆ กันไม่รู้กี่ล้านครั้งแล้ว ทีนี้ลองมาคิดเล่น ๆ ดูว่า ถ้ามันเต้นผิดจังหวะ หรือเปลี่ยนจังหวะเพราะมันเบื่อ มันอยากจะเต้นจังหวะใหม่ ๆ บ้าง เรานั่นแหละที่จะเดือดร้อน แม้แต่การเรียนหนังสือของเรา เราจะเขียน ก ไก่ ข ไข่ ได้ ก็เพราะเราทำซ้ำ ๆ นับร้อย ๆ ครั้ง จะท่องศัพท์จะท่องอาขยานก็ต้องท่องซ้ำ ๆ ศัพท์บางตัวกว่าจะจำได้ต้องท่องจำนับร้อย ๆ ครั้ง […]

ปัญหาธรรม : เราควรวางใจอย่างไร? กรณีมีคนหยิบของในตู้ปันสุขไปจนหมด

ปัญหาธรรม : เราควรวางใจอย่างไร? กรณีมีคนหยิบของในตู้ปันสุขไปจนหมด “เวลานี้คนกำลังสนใจวิธีการให้โดยการตั้ง “ตู้ปันสุข” ให้คนที่สามารถแบ่งปันได้ นำอาหาร หรือของใช้จำเป็นมาใส่ไว้ในตู้ เพื่อให้คนที่ขาดแคลนมาหยิบไป แต่มีข่าวออกมาว่ามีคนตั้งใจมาโกยเอาของในตู้ปันสุขไปจนหมด ไม่เหลือให้คนอื่น เราควรวางใจอย่างไรกับเรื่องนี้ 1. ในฐานะของผู้ที่ติดตั้งตู้ 2. คนที่นำของมาบริจาคใส่ตู้ 3. คนทั่วไปที่อ่านข่าวนี้” พระครูธรรมรัต (ธนัญชัย เตชปัญโญ) แห่งวัดญาณเวศกวัน ได้ตอบปัญหาธรรมดังนี้   เราควรวางใจอย่างไร? ในกรณีมีคนตั้งใจมาโกยเอาของในตู้ปันสุขไปจนหมด ไม่เหลือให้คนอื่น   ในฐานะ ผู้ติดตั้งตู้ปันสุข นั้น ก็ต้องชัดในเจตนาของตนเอง ถ้าตั้งเจตนาไว้ถูกต้องสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์กังวลใจอะไร (เจตนาแบ่งปัน มีผู้มารับสิ่งที่แบ่งปัน) ถ้าการตั้งตู้ปันสุขคือการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนที่มีกำลังทรัพยากรในการดำรงชีวิตมาก มีโอกาสได้เกื้อกูลแบ่งปันกับผู้ที่กำลังเผชิญความทุกข์ยากขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค ตู้ปันสุขก็ได้ทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นแล้ว แต่ในการสร้างสรรค์สิ่งดีงามใด ๆ ก็ตามมักจะมีปัญหาและอุปสรรคเกิดขึ้นได้เสมอ ฉะนั้นเจตนาดีอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะผลที่ต้องการจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีเหตุปัจจัยถูกต้องเหมาะสม จึงต้องใคร่ครวญคิดค้นวิธีการด้วยปัญญา ซึ่งยังหมายรวมถึงความรู้เท่าทันสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นภายใต้เหตุปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่อาจควบคุมได้ด้วย ในกรณีนี้ ผู้ตั้งตู้ปันสุขก็ต้องรู้เท่าทันว่าเหตุการณ์แบบนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ ถ้าหากไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ก็ต้องหาวิธีการป้องกันต่อไปเพื่อให้เจตนาหรือความตั้งใจดีนั้นสมประสงค์ เช่น หาวิธีการที่จะทำให้เกิดความละอายใจแก่ผู้ที่คิดจะมากอบโกย กักตุน […]

จะนึกถึงคนตาย หรือนึกถึงความตาย ก็ต้องทำใจให้ถูก

จะนึกถึงคนตาย หรือนึกถึงความตาย ก็ต้องทำใจให้ถูก ธรรมะโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตโต) การที่เรามาระลึกถึงท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว หรือเรียกง่าย ๆ ว่าระลึกถึงคนตายนี้ ก็น้อมจิตให้ระลึกต่อไปถึงความตายด้วย สองสิ่งนี้เป็นเรื่องที่เนื่องถึงกัน สำหรับการระลึกถึงคนตายนั้น ถ้าจะปฏิบัติให้ถูกต้องก็คือระลึกถึงความดีของท่านที่จะทำให้เราโน้มนำเอาความดีนั้นมาเตือนใจ โดยเฉพาะสำหรับบุตรธิดาก็คือการระลึกถึงความดีที่พ่อแม่ได้บำเพ็ญก็ตาม หรือความดีงามที่ท่านสั่งสอน หรือแม้แต่สั่งเสียไว้ก็ตาม เมื่อมีโอกาสก็พยายามรำลึกถึงและนำมาปฏิบัติตาม การทำอย่างนี้ถือว่าเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งในการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา และเป็นประโยชน์ในการระลึกถึงคนตาย ในการระลึกถึงคนตายนั้น ถ้าระลึกไม่ถูกต้องก็ทำให้เกิดแต่เพียงความเศร้าโศกเสียใจ แต่ถ้าระลึกถูกต้องพอระลึกถึงแล้วก็โยงต่อไปหาธรรมด้วย คือระลึกแล้วจิตไม่ตัน ถ้าระลึกถึงคนตายแล้วมัวแต่ระลึกถึงตัวท่าน แล้วเกิดความเศร้าโศกเสียใจ จิตก็ตันไม่มีทางออก แต่พอโยงไปหาธรรม ก็ระลึกถึงความดีของท่าน ระลึกถึงคุณของท่าน นึกถึงสิ่งที่ท่านได้ทำไว้ และสิ่งที่ท่านได้สั่งสอนไว้ จิตก็มีทางออก เห็นทางที่จะไป และเกิดผลเป็นประโยชน์ อันนี้ก็เป็นเรื่องของการระลึกถึงคนตาย แต่ดังที่กล่าวแล้วอีกสิ่งหนึ่งก็คือ การะลึกถึงคนตายนั้นจะโยงไปหาการระลึกถึงความตายต่อไป การระลึกถึงความตายก็เป็นสิ่งสำคัญ ความตายนั้นเป็นความจริงของชีวิต ท่านเรียกว่าเป็นคติธรรมดาคือคนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ชีวิตมีการเริ่มต้นก็ต้องมีที่สิ้นสุด การเริ่มตันของชีวิตเราเรียกว่าการเกิด การสิ้นสุดของชีวิตเราเรียกว่าความตาย เกิดกับตายนี้เป็นของคู่กันและต้องตามกันมาแน่นอน เมื่อระลึกถึงความตายก็คือระลึกถึงความจริงของชีวิต ซึ่งจะทำให้เราเกิดความรู้เท่าทัน แต่ก็เช่นเดียวกันต้องระลึกให้ถูกต้อง ถ้าระลึกไม่เป็น เรียกว่าทำในใจไม่แยบคาย ก็จะทำให้เกิดโทษได้ คนที่ระลึกถึงความตายโดยทำใจไม่แยบคาย เรียกว่าระลึกไม่เป็น […]

วัดอยู่ที่ดวงใจคน พระธรรมเทศนาโดย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

วัดอยู่ที่ดวงใจคน พระธรรมเทศนาโดย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ศาสนาคืออะไร ศาสนาคือคำสั่งสอน ท่านสอนอะไร ก็สอนกายสอนวาจาสอนใจของคน ท่านไม่ได้สอนอื่น สอนเพื่ออะไรกายวาจาใจของคน ท่านให้ละความชั่วทางกายทางวาจาทางใจ ความชั่วไม่ได้อยู่ที่อื่น อยู่ที่กายที่วาจาที่ใจของคน ท่านสอนให้ละความชั่วเพราะกลัวเราทุกข์กลัวเรายาก กลัวเราลำบากรำคาญ กลัวเราอดเราจน ตกทุกข์ได้ยาก ท่านสอนอย่างนี้ก็ดูเอาซี เชื่อหรือไม่เชื่อ ว่าทุกข์ยาก อะไรทุกข์ล่ะ หรือข้าวของเงินทองทุกข์ยาก หรือฟ้าอากาศทุกข์ยาก การงานทุกข์ยาก ไม่มี มีแต่หัวใจคนมันทุกข์ยาก หัวใจคนวุ่นวายเดือดร้อน นี่แหละให้ดูเอา นี่แหละบาป นี่แหละนรก เมื่อจิตใจเป็นอย่างนี้แล้ว เวลาเราดับขันธ์ จิตนั้นก็นำเราไปทุคติ เวลานี้มันก็ทุกข์อยู่แล้ว บางคนมาคำนึงดู อดีตมันเป็นมายังไง ปัจจุบันเป็นยังไง อนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไง ดูซิอนาคตข้างหน้าท่านไม่ให้คำนึงคิดถึง อดีตล่วงมาแล้วท่านไม่ให้คำนึงคิดถึง ปัจจุปันนัญจะโยธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ ท่านให้ดูในปัจจุบันนิ่งอยู่นี้ เวลานี้จิตของเราเป็นยังไง จิตเรามันสุข หรือมันทุกข์มันยากวุ่นวายเดือดร้อน ถ้าจิตเป็นอย่างนี้แล้ว อนาคตก็ร้อนอย่างนี้ อนาคตก็ทุกข์อย่างนี้ พิจารณาดูซิ ถ้าจิตเราสงบ จิตเราดี มีความสุขความสบาย […]

“คนที่ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก” พระธรรมเทศนาโดย หลวงปู่คำดี ปภาโส

“คนที่ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก” พระธรรมเทศนาโดย หลวงปู่คำดี ปภาโส ความตอนหนึ่งในพระธรรมเทศนาของ หลวงปู่คำดี ปภาโส วัดถ้ำผาปู่ จ.เลย ได้กล่าวถึง “คนที่ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก” ไว้ดังนี้ ในปัจจุบันนี้มีพระและฆราวาสจำนวนมากที่ไม่เชื่อว่า ผู้ที่ปฏิบัติแล้วจะสามารถสำเร็จเป็นพระอริยเจ้าขั้นใดขั้นหนึ่งได้ ท่านเหล่านั้นถือว่าหมดยุค หมดสมัยแล้ว สำหรับเรื่องนี้แล้ว ถ้าไม่ประพฤติปฏิบัติเองแล้ว ก็จะไม่สามารถรู้ได้ ผู้ที่จะรู้ได้ เห็นได้จะต้องเป็นผู้ปฏิบัติแล้วก็จะเห็นเอง พระพุทธเจ้ายังตรัสกับพระอานนท์ ก่อนที่พระองค์จะเสด็จปรินิพพานว่า “แม้ว่าตัวตถาคตจะปรินิพพานไปแล้ว แต่ธรรมคำสั่งสอนของตถาคตยังอยู่ ถ้าผู้ใดประพฤติปฏิบัติตาม ก็จะสามารถสำเร็จมรรคผลได้เหมือนกัน” นี่แสดงให้เห็นแล้วว่า ในปัจจุบันนี้ก็สามารถสำเร็จเป็นพระอริยเจ้าขั้นใดขั้นหนึ่งได้เหมือนกัน สำหรับผู้ที่ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้ เราก็ไม่สามารถไปตำหนิติเตียนอะไรได้ เพราะเรื่องบุญเรื่องวาสนานี้ไม่สามารถจะแข่งกันได้ เรื่องที่ว่ามีบุคคลที่ไม่เชื่อนั้น อย่าว่าแต่ในสมัยปัจจุบันเลย แม้แต่ในสมัยพุทธกาลก็ยังมีเหมือนกัน คือในสมัยพุทธกาลนั้นยังมีบุคคลที่ไปด่าพระพุทธเจ้าอยู่ มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีผู้ไปด่าพระพุทธเจ้าอย่างมาก พระอานนท์เลยกราบทูลพระพุทธเจ้าให้หลีกหนีไปที่อื่น พระพุทธเจ้าทรงถามพระอานนท์ว่า “เมื่อหนีไปถึงบ้านหน้า เขายังด่าอยู่อีกจะทำอย่างไร” พระอานนท์ก็กราบทูลว่า “ถ้าด่าอีกก็หนีอีก” พระพุทธเจ้าทรงเตือนพระอานนท์ว่า “อย่าเข้าใจเขาด่าอานนท์ เขาด่าเราตถาคตต่างหาก และอีกประการหนึ่งเราจะต้องแก้ที่นี่ ถ้าเราไม่แก้ที่นี่ เราจะต้องหนีไม่มีที่สิ้นสุด” ในโลกมนุษย์นี้ เราจะหลบหนีจากคำตำหนิติเตียนไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าเองซึ่งเป็นจอมปราชญ์ทั้งหลาย ก็ยังถูกโลกติเตียนอยู่ […]

keyboard_arrow_up