ไขข้อข้องใจเรื่อง “กรรมเก่า” ธรรมะโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

ท่าทีที่ถูกต้องต่อ กรรมเก่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงเรื่อง “กรรมเก่า” ในการอบรมพระธรรมทูตที่วัดจักรวรรดิราชาวาส มีความตอนหนึ่งดังนี้ “มีปัญหาที่ท่านถามมาหลายข้อด้วยกัน ปัญหาหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องปุพเพกตวาท เป็นเรื่องที่ถามในหลักนี้ จึงน่าจะตอบ ท่านถามว่า ทารกที่คลอดมาบางครั้งมีโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือถือกำเนิดในครอบครัวที่ลำบากขาดแคลน ถ้าไม่อธิบายในแนวปุพเพกตวาทแล้ว เราควรอธิบายอย่างไรให้เข้าใจง่าย ในการตอบปัญหานี้ต้องพูดให้เข้าใจกันก่อนว่า การปฏิเสธปุพเพกตวาทไม่ได้หมายความว่าเราถือว่ากรรมเก่าไม่มีผล ลัทธิปุพเพกตวาทถือว่าเป็นอะไร ๆ ก็เพราะกรรมเก่าทั้งสิ้น เอาตัวกรรมเก่าเป็นเกณฑ์ตัดสินโดยสิ้นเชิง ฉะนั้นจะทำอะไรในปัจจุบันก็ไม่มีความหมาย เพราะแล้วแต่กรรมเก่า ต่อไปจะเป็นอย่างไรก็ต้องแล้วกรรมเก่าจะให้เป็นไป ทำไปก็ไม่มีประโยชน์ นี้คือลัทธิกรรมเก่า แต่ในทางพระพุทธศาสนา กรรมเก่านั้นท่านก็ถือว่าเป็นกรรมอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วมีผลมาถึงปัจจุบัน แต่ชาวพุทธไม่จบตันอับจนอยู่แค่กรรมเก่า ทีนี้มาถึงเรื่องที่เด็กคลอดออกมามีโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือเกิดในครอบครัวที่ลำบากขาดแคลน นี้เราสามารถอธิบายด้วยเรื่องกรรมเก่าตามหลักกรรมนิยามได้ด้วย และอธิบายตามหลักนิยามอื่น ๆ ด้วย เช่น ในด้านพีชนิยามว่า ในส่วนกรรมพันธุ์พ่อแม่เป็นอย่างไร เพราะกรรมพันธุ์เป็นตัวกำหนดได้ด้วย ถ้าพ่อแม่มีความบกพร่องในเรื่องบางอย่าง เช่น เป็นโรคเบาหวาน ลูกก็มีทางเป็นได้เหมือนกัน นี้พีชนิยาม ส่วนกรรมนิยามก็อาจจะอธิบายในแง่ความเหมาะสมสอดคล้องกันของคนที่จะมาเกิดกับคนที่จะเป็นพ่อแม่ ทำให้มาเกิดเป็นลูกของคนนี้ และมีความบกพร่องตรงนี้ โดยมีพีชนิยามเข้ามาประกอบช่วยกำหนด สำหรับกรณีที่มาเกิดในครอบครัวที่ลำบากขาดแคลน ถ้าเราจะยกให้เป็นเรื่องกรรมเก่าก็ตัดตอนไป ในเมื่อเขาเกิดมาแล้วในครอบครัวอย่างนี้ เราก็ตามไม่เห็น […]

นิพพานชั่วขณะ…ละวางตัวตน ธรรมะโดย พระไพศาล วิสาโล

นิพพานคือภาวะสงบเย็นที่เกิดจากการหยุดปรุงแต่ง ไม่มีความสำคัญมั่นหมายในตัวตน นิพพานมีหลายระดับ ถ้าเป็นนิพพานที่สมบูรณ์ หรือ สมุจเฉทนิโรธ เกิดขึ้นได้เมื่อหมดกิเลสสิ้นเชิง เพราะมีปัญญาแจ่มแจ้งในพระไตรลักษณ์ จนไม่มีความยึดติดถือมั่นอีกต่อไป ส่วนนิพพานชั่วขณะ หรือ ตทังคนิโรธ จะเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีธรรมะมาระงับดับกิเลสเป็นคราว ๆ ไป เช่น มีสติเมื่อผัสสะเกิดขึ้น ก็ไม่ปรุงเป็นตัวตน ไม่เกิดกิเลสขึ้นมา สภาวะเช่นนั้นท่านพุทธทาสเรียกว่า “จิตว่าง” จิตว่างในที่นี้คือว่างจากตัวตน ถือว่าเป็นนิพพานชั่วขณะ นี่แหละคือนิพพาน…ที่นี่…เดี๋ยวนี้ คำว่า “นิพพาน…ที่นี่…เดี๋ยวนี้” ยังหมายความได้อีกว่า ที่นี่และเดี๋ยวนี้ มนุษย์ทุกคนสามารถจะนิพพานได้ เช่น พระสาวกบางรูปบรรลุนิพพานขณะกำลังแสดงกายกรรมอยู่บนเชือก บางท่านบรรลุธรรมตอนจะหมดลมหายใจ บางท่านเกิดดวงตาเห็นธรรมขณะที่กำลังเชือดคอตนเองเพราะผิดหวังในการบวช บางท่านเป็นคนแก่เดินถือไม้เท้าแล้วล้มลง พอเห็นทุกขเวทนาเกิดขึ้นก็บรรลุธรรมเดี๋ยวนั้น บางท่านบรรลุธรรมขณะที่กำลังแสดงธรรมให้คนอื่นฟังอยู่ นี่คือตัวอย่างในสมัยพุทธกาลที่แสดงว่าทุกที่ทุกเวลาเราสามารถบรรลุนิพพานได้ เพราะนิพพานมีอยู่แล้ว นี่เรียกว่า “สมุจเฉทนิโรธ” เป็นนิพพานแบบหมดกิเลสอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ แต่นิพพานที่ปุถุชนอย่างเราสามารถสัมผัสได้คือ นิพพานชั่วขณะ เราสัมผัสได้เมื่อมีสติในทุกผัสสะที่เกิดขึ้น เมื่อจิตว่างจากการปรุงแต่งเป็นตัวตนขณะใด ก็ถือว่านิพพานเป็นขณะ ๆ ไป…ซึ่งเกิดได้ทุกที่ทุกเวลาเช่นกัน   ที่มา  นิพพาน…ที่นี่…เดี๋ยวนี้ โดย 4 พระผู้นำทางปัญญาแห่งยุคสมัย […]

วิธีคิดเมื่อชีวิตมืดมน ข้อคิดดี ๆ โดย พระอาจารย์ยุทธนา เตชปัญฺโญ

เวลาที่เราเจอปัญหาหนัก ๆ เข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็น เรื่องครอบครัว อกหัก ลูกติดยา สามีนอกใจ ภรรยามีชู้ ความเจ็บไข้ได้ป่วย ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่มีเงินใช้ ตกงาน ความกดดันจากงาน ภาระมากเกินกำลัง ฯลฯ แล้วเราจะทำอย่างไรเล่าเมื่อต้องเผชิญ มีข้อคิดหลายอย่างที่อยากแนะนำให้ลองพิจารณา แล้วมาปรับคิด ปรับใช้ ให้ตรงกับสถานการณ์ของเรา 1. รับมือกับปัญหา อย่าเพิ่งหนีเพราะเราอาจจะทิ้งปัญหาของเราให้คนอื่นรับแทน ลำบากแทน อย่าเพิ่งไปฆ่าตัวตาย กล้าเผชิญหน้ากับมัน ลองปรึกษาผู้ที่ไว้ใจได้และมีความรู้ เชื่อถือได้ อย่างน้อยก็ได้ระบาย ได้คนช่วยคิด เวลาจะทำให้สถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลาย ปัญหาหนักที่เจอยังไงมันก็เปลี่ยนแปลง ถ้ามันยังไม่จบ อย่างน้อยเวลาก็ทำให้เรามีสติตั้งรับมันได้ทัน คิดหาหนทางแก้ไขได้ทัน หรือปลงกับมันได้มากขึ้นเรื่อย ๆ 2. มองคนอื่นที่เขาหนักหนาสาหัสกว่าเรา เค้าแย่กว่าเรา เช่น คนพิการตาบอด เค้ายังไปทำมาหากิน เลี้ยงชีพทุกวัน จะเดินก็ยังลำบาก ต้องขึ้นรถลงเรือ ต้องระวังคนมาขโมยทรัพย์สิน หรือคนจน ๆ ที่ต้องอดมื้อกินมื้อ ทำงานหนักแบกหาม ได้นอนวันละ 4-5 ชม. […]

อานิสงส์ของศีล โดย ดร.สนอง วรอุไร

ด้วยเหตุนี้ผู้หวังความก้าวหน้าในทางธรรม หวังที่จะปฏิบัติธรรมแล้วให้มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิต้องทำตัวเองให้มีศีลคุมใจให้ได้ก่อน ความตั้งมั่นเป็นสมาธิของจิตจึงจะเกิดขึ้น ดังนั้นศีลจึงเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การแสวงหาไว้เป็นที่สุด เพราะสีเลนะโภคะสัมปทา จะมีทรัพย์ได้ต้องทำตัวเองให้เป็นผู้มีศีล มิใช่ทำตัวเองเพียงแค่รู้ศีล ยกตัวอย่างผู้ที่ยังนิยมการดื่มสุรา เครื่องดองของเมา เมื่อใดงดการดื่มสุราได้ ทรัพย์จะยังคงถูกเก็บอยู่ในกระเป๋าสตางค์ ไม่ต้องใช้จ่ายไปกับการหาสุรามาดื่ม  เพราะนอกจากไม่เสียทรัพย์แล้ว ยังทำให้ร่างกายมีสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ง่าย คนมีศีลไม่อดอยากไม่ยากจนทำให้มีมนุษย์สมบัติงอกงามขึ้น วัดใดสำนักใดที่เจ้าอาวาสประพฤติวินัยได้ถูกตรง นั่นคือเจ้าอาวาสมีศีล เจ้าสำนักมีศีล สำนักนั้นมีลาภสักการะสมบูรณ์บริบูรณ์ พระอาจารย์จวน กุลเชษโฐ ตอนที่ท่านตัดสินใจขึ้นไปปฏิบัติธรรมอยู่บนภูเขาที่มีชื่อว่า ภูทอก อยู่ในเขตจังหวัดสกลนคร ภูทอกเป็นที่กันดารขึ้นลงได้ยากลำบาก ไม่มีอาหารบริโภคขบฉัน ญาติโยมที่เป็นฆราวาสท้วงติง ไม่ให้ท่านขึ้นไปปฏิบัติธรรมอยู่บนนั้น พระใจเด็ดเมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว จึงได้พูดกับสหธรรมิกที่เป็นนักบวชที่คอยติดตามท่านว่า ใครยอมอดตายได้ให้ตามท่านขึ้นไป ใครที่ไม่กลัวอดตายไม่ต้องตามไป แต่ด้วยพระอาจารย์จวน เป็นผู้ประพฤติตรงตามธรรมวินัยคือมีศีลมีธรรมคุ้มครองใจ ผลปรากฏว่าคณะธุดงค์ที่ติดตามท่านไม่เคยขาดแคลนในเรื่องของอาหาร ในฐานะฆราวาสให้ดูท่านเป็นครูเอาเป็นตัวอย่าง แล้วพิสูจน์สัจจธรรมดูสิว่าเป็นจริงไหม สีเลนะ สุคติง ยันติ จะไปสู่สุคติได้จะต้องเป็นผู้มีศีลสถิตอยู่ในใจ คนที่ทุศีลตายแล้วต้องลงไปเกิดเป็นสัตว์ในอบายภูมิ เป็นสถานที่มีแต่ความเสื่อม ความเดือดร้อน คนที่ประพฤติศีลไม่ครบ ตายแล้วปิดโอกาสไปเกิดในสุคติภพ คนที่มีความโลภครองใจ ตายแล้วมีโอกาสไปเกิดอยู่ในภพที่เป็นเปรต คนที่มีความโกรธสิงสถิตอยู่ในใจ ตายแล้วมีโอกาสลงไปเกิดเป็นสัตว์อยู่ในนรก คนที่จิตวิญญาณยังหลง (โมหะ) อยู่ตายแล้วมีโอกาสไปเกิดเป็นสัตว์อยู่ในภพเดรัจฉาน ยิ่งศึกษาเล่าเรียนวิชาการทางโลกมาก […]

พุทธมนต์ดับความเบื่อหน่ายต่าง ๆ

ทุกคนย่อมพบเจอกับความสมหวังหรือผิดหวัง ความสำเร็จหรือล้มเหลว คนที่รู้เท่าทันก็จะยอมรับแล้ววางเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ส่วนคนที่ไม่รู้เท่าทัน ยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ ส่วนคนที่ไม่รู้เท่าทัน ยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ ก็จะเกิดความท้อแท้ เบื่อหน่ายในชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเราทุกคนอย่างเท่าเทียมกันนี้เรียกว่า “โลกธรรม” คือ เรื่องธรรมดาของสัตว์โลก สิ่งที่เป็นของธรรมดาคู่กับสัตว์โลก คนที่เกิดมาบนโลกต้องได้สัมผัสไม่วันใดก็วันหนึ่ง หลีกเลี่ยงไม่ได้ คนที่ไม่คิดจะเรียนรู้อย่างถ่องแท้ ย่อมมีความยินดียินร้ายหลงระเริงกับความสำเร็จที่ตนเองได้รับ แต่เมื่อสูญเสียมันไปแล้วย่อมทุกข์ทรมาน โศกเศร้า เสียใจไปกับมัน ส่วนคนที่เข้าใจย่อมไม่ทุกข์ เพราะรู้ว่านั่นคือธรรมชาติเท่านั้น แนะนำบทสวด โลกธรรมสูตร (บางส่วน) หรือ โลกวิปัตติสูตร เพื่อพิจารณาถึงความไม่แน่นอนของโลกธรรม 8 ทั้งนี้โลกธรรม 8 แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายที่มีความหมายตรงข้ามกัน ได้แก่ โลกธรรมฝ่ายอิฏฐารมณ์ หมายถึง สิ่งที่ต้องตามปรารถนาหรือน่าพอใจ ได้แก่ ลาภะ – มีลาภ ยสะ – มียศ ปสังสะ – สรรเสริญ สุขะ – มีความสุข และโลกธรรมฝ่ายอนิฏฐารมณ์ หมายถึงสิ่งที่ไม่เป็นไปตามปรารถนาหรือไม่น่าพอใจ ได้แก่ […]

ประโยชน์ของการฝึกจิต บทความดี ๆ โดย ดร.สนอง วรอุไร

นอกจากประโยชน์ปัจจุบันคือทำให้ร่างกายแข็งแรงความจำดีขึ้น ยังมีประโยชน์เบื้องหน้าเกิดขึ้นคือ เมื่อจิตเข้าถึงความตั้งมั่นสูงสุด จิตจะดิ่งเข้าสู่ฌานที่เรียกว่า รูปฌานลำดับ 1 ถึง 4 ผู้ใดพัฒนาจิตให้เข้าถึงฌานแล้ว ตายในขณะจิตนิ่งเป็นฌาน จะไปโอปปาติกะเป็นรูปพรหมในชั้นต่าง ๆ ตามกำลังของฌานที่ตัวเองพัฒนาได้ (ฝึกจิต) ตัวอย่างเช่น ทำจิตนิ่งจนถึงฌานที่หนึ่ง ตายแล้วไปโอปปาติกะเป็นพระพรหมได้ชั้นปาริสัชชา ปุโรหิตา มหาพรหมา ตามลำดับความหยาบความประณีตของกำลังฌาน พรหมเป็นภพภูมิที่อยู่สูงกว่าภพเทวดา มีความสุขละเอียดประณีตมากกว่าความสุขของเทวดา ผู้ที่เข้าถึงฌานที่สี่แล้วเจริญพละ 5 จนมีกำลังกล้าแข็งสามารถละสังโยชน์ 5 ตัวแรกได้ ขณะจิตทรงฌานแล้วตายไป จะไปโอปปาติกะเป็นพรหมอยู่ในสุทธาวาส เป็นพรหมที่ไม่มีความตกต่ำ ไม่กลับมาเกิดในภพภูมิต่ำได้อีก แต่จะนิพพานที่นั่น ผู้ที่ปฏิบัติกรรมฐานจนจิตเข้าถึงความตั้งมั่นเป็นสมาธิในฌาน เมื่อจิตเคลื่อนออกจากฌานแล้ว จะเกิดปัญญาสูงสุดขั้นโลกิยะที่เรียกว่าอภิญญา 5 ตัว คือจิตมีความสามารถแสดงฤทธิ์ได้ มีหูทิพย์ รู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติหนหลังได้และมีตาทิพย์เกิดขึ้น คนที่มีจิตระลึกชาติหนหลังได้ (ปุพเพนิวาสานุสติญาณ) จะเห็นว่าสุดตาทิพย์ที่ตนเองถือกำเนิดมาเป็นสัตว์ที่มีรูปนาม นับจำนวนภพชาติไม่รู้จบ มีทั้งเกิดดีและเกิดอยู่ในภพที่ไม่ดี นั่นคือผลงานของจิตที่เขาเป็นผู้กระทำกรรมและสั่งสมผลของกรรมไว้ในดวงจิต เมื่อตายไปแล้วแรงกรรมจะผลักดันตัวเองให้ไปเกิดเป็นสัตว์อยู่ในภพภูมิต่าง ๆ จึงได้รู้ว่านั่นคือความโง่ที่ตัวเองได้ทำไว้จะเป็นกี่ภพกี่ชาติยังต้องเวียนตาย-เวียนเกิดอยู่อย่างนั้น บางคนคิดว่าถ้าโลกแตกจริงจะไม่ต้องใช้หนี้ที่ไปกู้ยืมมา นั่นเป็นความคิดที่ผิดไปจากธรรม หากหนี้ยังใช้ไม่หมดในชาตินี้ หนี้ที่เหลือจะยังติดตามข้ามภพชาติ ให้ต้องไปชดใช้กันต่อในชาติหน้า […]

เหตุแห่งความเสื่อม : เมื่อแม่ชีตกหลุมรักกับพระ บทความธรรมะโดย ครูหนุ่ย งามจิต

เหตุแห่งความเสื่อม : เมื่อแม่ชีตกหลุมรักกับพระ บทความธรรมะโดย ครูหนุ่ย งามจิต มุทะธากุล ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ขึ้นต้นอย่างกับนิทานอีสปเลยวันนี้   (เหตุแห่งความเสื่อม) ครูได้พบกับแม่ชีสาวท่านหนึ่ง ระหว่างการสนทนา ครูรับรู้ได้ว่าเธอกำลังมีปัญหาหนักอะไรบางอย่างที่พอจะเดาได้ว่าปัญหานั้นคืออะไร ครูจึงปวารณาว่า ถ้าอยากให้ช่วยก็ไปหาครูได้ และแล้ววันหนึ่งเธอก็ไปพบครู เธอเล่าปัญหาของเธออย่างตรงไปตรงมา มันก็เหมือนกับเวลาที่คุณป่วยแล้วไปหาหมอ ถ้าคุณเล่าอาการไม่ตรงกับที่คุณเป็น หมอก็จ่ายยาให้ไม่ถูกกับโรคของคุณ คุณก็ไม่มีทางหายจากโรคได้ แม่ชีเล่าว่าบวชมานาน 7 – 8 พรรษาแล้ว เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในพรรษาที่ 7 เธอได้รู้จักกับพระรูปหนึ่งทางเฟซบุ๊ก เธอบอกว่าพระรูปนั้นเป็นพระวิปัสสนาจารย์ ช่วงแรกพวกเขาติดต่อกันด้วยเหตุผลว่าเพื่อการแลกเปลี่ยนศึกษาหาความรู้ในการปฏิบัติธรรม แม่ชีรู้สึกศรัทธาว่าพระเก่ง เป็นถึงพระวิปัสสนาจารย์สอนกรรมฐาน หลังจากคุยกันไปได้สักระยะหนึ่งก็เกิดอยากเจอตัวจริงกันขึ้นมา แม่ชีหาเรื่องไปปฏิบัติธรรมเข้ากรรมฐานที่วัดที่พระรูปนั้นประจำอยู่ “เอาจริง ๆ ก็คือหาเรื่องไปเจอหน้าพระนั่นแหละ” เธอบอกอย่างนั้น เมื่อได้ประสบพบพักตร์ ตาต่อตามาประสาน ปะคารมกันสด ๆ ก็อดพิศวาสกันไม่ได้ แม่ชียอมรับว่าเธอหลงรักพระรูปนั้นเข้าแล้ว ความรักมันเบ่งบานอัดแน่นในหัวใจจนทนไม่ไหว ทำให้เธอสารภาพรักกับพระไปตรง ๆ พระก็ไม่ได้ตกใจผลักไสไล่ส่งเธอแต่อย่างใด แต่พูดกับแม่ชีว่า “ใครตัดรักได้ก็ตัดไป แต่ฉันยังตัดไม่ได้ ก็รักกันไปอย่างนี้แหละ แต่จะให้สึกไปแต่งงานนั้นไม่มีทาง ไม่สึกแน่นอน” […]

ท่านได้อะไร เมื่อไปงานศพ โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

ท่านได้อะไร เมื่อไป งานศพ โดย พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) งานศพ ให้อะไรมากกว่าที่คิด หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้กล่าวถึงสิ่งที่เราจะได้จากการไปงานศพ ดังความตอนหนึ่งว่า “…ที่เรามาในงานศพนี้ คนโบราณเขาบอกว่ามีอานิสงส์มาก อานิสงส์ นั้นหมายถึงอะไร ก็หมายถึง “ผล” ผลในที่นี้หมายถึงคุณค่าทางจิตใจ มากกว่าทางวัตถุ เพราะว่าทางวัตถุนั้นเราจะหาจากที่ใดก็ได้ แต่คุณค่าทางใจนั้นมักจะได้จากที่อย่างนี้ “เรามาในงานศพ ถ้ามาเฉย ๆ กลับไปก็ไม่ได้อะไร เราควรมาคิดนึก นั่งเงียบ ๆ แล้วก็ดูศพ เอาศพมาเป็นเครื่องเตือนตัวเอง แล้วถามตัวเองว่าเวลานี้ อายุเท่าไหร่ เราอยู่ในฐานะอะไร มีโรคภัยประจำตัวบ้างไหม เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับเรานั้น เวลานี้เป็นคนอย่างไร บางคนก็ไปแล้ว ไปหลายวัน หลายเดือน หลายปีแล้วก็มี เรานี่ยังอยู่ ก็นับว่าเป็นบุญนักหนาที่ยังมีชีวิตอยู่ อยู่เพื่ออะไร…? อยู่เพื่อความดีต่อไปไม่ใช่อยู่เพื่อกินเพื่อเล่น เพื่อความสนุกสนาน เพราะเพียงกินเล่นสนุกสนาน ไม่ต้องเป็นมนุษย์ก็ทำได้ สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายมันก็กินได้ สนุกได้ มัวเมาในเรื่องอะไร ๆ ก็ได้ เราเป็นผู้เป็นคน มันต้องวิเศษกว่าสัตว์เหล่านั้น เราต้องนึกว่าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง […]

วิธีสังเกตลมหายใจ โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

วิธีสังเกตลมหายใจ ทำอย่างไร พระอาจารย์มานพ อุปสโม ได้แนะนำแนวทางไว้ดังนี้ ตอนนี้หากมีคนถามว่ากำลังหายใจเข้าหรือออกอยู่ ตอบได้ทันทีหรือไม่ ตอบได้ไหมว่าขณะนี้หายใจเข้าหรือหายใจออก หาก ณ ขณะที่อ่านประโยคแรก เรายังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังหายใจเข้าหรือออก นั่นเป็นเพราะเรายังไม่รู้สึกตัวทั่วพร้อม ยังไม่ทันได้สังเกต หากอ่านคำถามจบแล้วสังเกตต่อทันที เราจะรู้เลยว่าตัวเองกำลังหายใจอย่างไรอยู่ นั่นแสดงว่าเรารู้สึกตัวแล้ว ความแตกต่างระหว่างคนที่ฝึกสังเกตกายกับคนไม่ได้ฝึกก็คือ คนกลุ่มแรกจะสามารถตอบคำถามนี้ได้ตลอดเวลา การตามดูลมหายใจเข้าออกนั้นให้ดูอย่างสบาย ๆ สังเกตลมหายใจที่มีอยู่แล้วตามปกติในชีวิตประจำวัน เป็นลมหายใจที่เข้าออกตามความเป็นจริง สังเกตโดยไม่มีการฝืน ไม่มีการบังคับ หรือเข้าไปจดจ้อง หากเข้าไปจดจ้องหรือตั้งท่าว่าจะดูให้ได้ ส่วนมากมักไม่ค่อยได้ผล ต้องปล่อยให้ทุกลมหายใจเป็นไปตามธรรมชาติ จะสั้นบ้างยาวบ้าง หรือหนักเบาไม่เท่ากันก็ไม่เป็นไร เราเพียงแต่สังเกตไว้เฉย ๆ ก็พอ การสังเกตลมหายใจไม่จำเป็นต้องดูทันทั้งหมด จะรู้ทันบ้างไม่ทันบ้างก็ปล่อยมันไป แต่ให้อาศัยความพยายามสักนิดที่จะระวังตัวพอไม่ให้หลับ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยเพิ่มความชำนาญให้แก่การรู้สึกตัวทั่วพร้อมได้เป็นอย่างดี อีกวิธีหนึ่งในการดูลมหายใจเข้าออกก็คือ ให้ดูที่ปอดซึ่งอยู่บริเวณทรวงอก ซึ่งจะมีอาการขยับขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ตลอดเวลา ให้เราลองสังเกตดูให้ดี ๆ จะพบว่าเมื่อเราหายใจเข้า บริเวณทรวงอกจะขยับขึ้น และเมื่อเราหายใจออก ทรวงอกจะขยับลง การสังเกตอาการขยับขึ้นลงของทรวงอกจะทำให้เรารู้ลมหายใจเข้าออกของตนเองได้อย่างชัดเจน การสังเกตลมหายใจเข้าออกนั้น ให้เราหายใจเข้าออกตามปกติแล้วแค่เราสังเกตไปเฉย ๆ […]

พุทธมนต์ดับเครียด วิตกกังวล จิตตก ซึมเศร้า

ในวันที่เรารู้สึกเครียด วิตกกังวล จิตตก ซึมเศร้า มาเกาะกุมจิตใจ ไม่ว่าจะมีสาเหตุจากการเรียน การงาน การเงิน ความรัก ที่แก้ไม่ตก หาทางออกไม่ได้ รู้หรือไม่ว่าร่างกายของเราก็แย่ไม่ต่างกัน เกิดอะไรขึ้นภายในร่างกายของเราบ้าง เมื่อเกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน คอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งได้ชื่อว่าฮอร์โมนแห่งความเครียดออกมาในปริมาณสูงผิดปกติ ทำให้เกิดความผิดปกติกับระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น รู้สึกหิวมากขึ้น อยากกินอาหารพลังงานสูง ๆ เช่น ของมันของทอด ของหวาน พอกินมาก ๆ น้ำหนักก็ขึ้นพรวด ๆ ดังนั้นยิ่งเครียดก็ยิ่งอ้วน ยิ่งทำร้ายสุขภาพจริง ๆ ไม่เพียงเท่านั้น หากเครียดต่อเนื่องจนระดับคอร์ติซอลน่างกายสูงมาก ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ จะส่งผลให้สมองส่วน ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ความจำ ทำงานได้น้อยลง รวมทั้งไปขัดขวางเซลล์ใหม่ ๆ ที่มีการสร้างขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร โรคหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง ฯลฯ เครียดไปมีแต่เสีย […]

พระราหุล โอรสผู้คู่ควรแก่พระบิดาอย่างแท้จริง

เรื่องราวของกัณหาชาลีจากพระเวสสันดรชาดก ยังคงสร้างความสะเทือนใจแก่คนอ่านได้เสมอ หลายคนซาบซึ้งกับเหตุการณ์ที่พี่ชาลีพาน้องกัณหาลงไปซ่อนอยู่ในสระบัว เพราะกลัวว่าพระบิดาจะให้ไปอยู่รับใช้เฒ่าชูชก ยิ่งเหตุการณ์ที่พระกุมารชาลีตัดใจก้าวขึ้นมาจากสระบัวเพื่อช่วยให้พระบิดาได้บำเพ็ญบารมี ยอมอุทิศตนเป็นเสมือนเรือให้พระบิดาขี่ข้ามห้วงน้ำเพื่อบรรลุพระโพธิญาณนั้น…หลายคนอ่านแล้วถึงกับหลั่งน้ำตาให้แก่ความเสียสละครั้งนั้น “พระกุมารชาลีกับพระเวสสันดร”” ในชาตินั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับเรื่องราวของ ““พระราหุลและเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าของเรา”” ในชาตินี้ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทราบว่าพระมเหสีทรงให้กำเนิดพระโอรส พระองค์ทรงรักและห่วงลูกยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกนี้ จึงเปล่งคำอุทานออกมาว่า ““พันธะนัง ชาตัง ราหุลัง ชาตัง”” (ห่วงเกิดขึ้นเสียแล้ว) พระกุมารจึงมีนามว่า “”พระราหุล”” หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดพระทัยจากพระมเหสีและพระกุมารเสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ในที่สุด หลังจากตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเสด็จกลับไปโปรดพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ ขณะนั้นราหุลกุมารมีพระชนมายุ 7 พรรษา เมื่อได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิด ราหุลกุมารจึงเกิดความรักในพระบิดาเป็นอย่างยิ่ง พระกุมารทูลขอกรรมสิทธิ์ในพระราชสมบัติจากพระบิดา แต่พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาว่า ทรัพย์สมบัติทางโลกนั้นไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน พระองค์จึงพระราชทานสมบัติทางธรรมให้แก่พระราหุล โดยมีรับสั่งให้พระสารีบุตรบวชให้พระกุมาร พระราหุลจึงเป็นสามเณรรูปแรกในพุทธศาสนา แม้จะเป็นถึงโอรสของพระศาสดา แต่ขณะที่ถือเพศบรรพชิตนั้น สามเณรราหุลก็มิได้ถืออภิสิทธิ์ใด ๆ ท่านดำรงตนอยู่ในวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มิเคยสร้างความลำบากพระทัยใด ๆ ให้พระพุทธเจ้าเลย เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่า ภิกษุที่นอนร่วมกุฏิกับอนุปสัมบัน (ผู้ยังมิได้อุปสมบท ได้แก่ คฤหัสถ์และสามเณร) ต้องอาบัติ สามเณรราหุลก็เคารพในข้อบัญญัติดังกล่าว จากเดิมที่เข้า – ออกพระกุฏิของพระพุทธเจ้าและพระสาวกอยู่เป็นนิตย์ แต่เพราะเกรงว่าตนเองจะเป็นต้นเหตุทำให้พระพุทธเจ้าและพระสาวกต้องอาบัติ […]

ทำกรรมฐานให้ได้สกทาคามี ธรรมะโดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

พระ สกทาคามี ท่านพิจารณาถึงกามคุณทั้ง 5 เริ่มที่ประการแรกคือ รูป รูปมีสองชนิด รูปที่เป็นสุภะและรูปที่เป็นอสุภะ รูปที่เป็นสุภะคือรูปที่สวย รูปที่เป็นอสุภะคือรูปที่ไม่สวย มันเป็นสมมติทั้งสองสิ่งและสมมติทั้งสองสิ่งนี้ก็มีสภาวะที่ไม่เที่ยง ประการที่สอง เสียง เสียงดีและเสียงไม่ดี เสียงสรรเสริญและเสียงนินทา เสียงนินทาก็ไม่เที่ยง เสียงสรรเสริญก็ไม่เที่ยง ปราการที่สาม กลิ่น กลิ่นดีและกลิ่นไม่ดี กลิ่นหอมและกลิ่นเหม็น กลิ่นเหม็นก็ไม่เที่ยง กลิ่นหอมก็ไม่เที่ยง ประการที่สี่คือรสที่มากระทบลิ้น มีรสดีและรสไม่ดี รสดีก็ไม่เที่ยง รสไม่ดีก็ไม่เที่ยง สุดท้ายประการที่ห้า โผฏฐัพพะ หรือสัมผัสที่มากระทบในร่างกายของเรา เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง มีกระทบอยู่สองชนิด บางครั้งทำให้ร่างกายสบาย บางครั้งทำให้ร่างกายลำบาก เช่น เวลาเย็นสบายลมพัดทำให้ร่างกายเย็นสบาย แต่เวลาแดดออกทำให้ร่างกายร้อนจนป่วยได้ นี่เป็นโผฏฐัพพะที่ไม่สบาย กามคุณที่กระทบกายนั้นก็ไม่เที่ยง ธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา คือ ความพอใจ ความไม่พอใจ หรือสุข ทุกข์ที่เกิดในอารมณ์ของเราก็ไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นให้จำหลักไว้ว่า ทุกข์ทั้งปวงนั้นเกิดขึ้นมาจากความพอใจและความไม่พอใจนั่นเอง เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราพิจารณาทั้งสองสิ่งนี้ และไม่ยึดทั้งสองสิ่ง เพราะทั้งสองสิ่งนั้นไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง […]

เล่นไพ่วิถีพุทธ ธรรมะโดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาตมาได้รับนิมนต์ไปฉันเพลที่บ้านของกัลยาณมิตร เมื่อฉันเสร็จ ก่อนกลับอาตมาก็มอบใบโพธิ์จากพุทธคยาให้โยม แล้วบอกว่า “ใบโพธิ์ใบนี้ไม่ใช่โพดำ ไม่ใช่โพแดงนะ แต่เป็นโพธิ์จากพุทธคยา ถ้าโยมได้ใบโพธิ์ใบนี้ไปแล้ว โยมจะไม่ตีโง่!”   (เล่นไพ่วิถีพุทธ) ที่พูดแบบนั้นก็เพราะว่า หลังจากพระกลับแล้ว โยมที่มาร่วมงานกลุ่มหนึ่งเขาจะตั้งวงเล่นไพ่กัน อาตมาเลยแนะนำ “การดูจิตในการเล่นไพ่” ให้แก่พวกเขา คราวนี้ก็คุยกันยาวเลย เขาว่ารูปนี้มาแปลก พูดแบบนี้ก็เข้าท่าสิ เพราะมีแต่พระห้ามไม่ให้เล่น แต่รูปนี้มาสอนดูจิต สอนธรรมะให้ขณะเล่นไพ่ โอ้! เขาชอบมากเลย คนที่ตั้งป้อมอะไรไว้แล้ว บางครั้งจะห้ามอย่างไรก็ไม่เกิดประโยชน์นะ ท่านเทียบเคียงกับปืนที่สับนกแล้ว หรือธนูที่ง้างแล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องยิงไปก่อนสักหนึ่งนัด เดี๋ยวค่อยว่ากันใหม่ ไหน ๆ คนมันจะเล่นอยู่แล้ว ถ้ายิ่งห้ามก็ยิ่งขัดใจ เดี๋ยวจะเกิดปฏิฆะ ทำให้พาลพาโลกันไปเสียเปล่า ๆ ประเด็นก็คือ ถ้าจะเล่นแล้วควรเล่นแบบไหน และจะเล่นแบบมีคุณภาพได้อย่างไร…ก็เล่นแบบวิถีพุทธไงล่ะ อาตมาจึงแนะนำไป จนเขาตื่นเลยทีนี้ เข้าใจเลย เพราะในระหว่างเล่นไพ่เราจะเห็นกิเลสชัด เห็นโลภะความอยากได้ชัดเจน เวลาที่ไพ่ใบโน้นใบนี้โผล่ขึ้นมา หรือเวลาที่คนอื่นเก็บไพ่ใบที่เราอยากได้ไปก็เห็นโทสะความโกรธชัดเจน แม้แต่โมหะความหลงก็ค่อย ๆ เห็นไปได้เช่นกัน แรก ๆ ตัวดูตัวรู้ยังมีกำลังอ่อน ส่วนกิเลสมีกำลังแก่กล้า […]

เมื่อความหลงปลงชีวิตคน โดย พระมหาสุภา ชิโนรโส (ส. ชิโนรส)

ความหลง คือ การขาดสติปัญญาพิจารณาหาเหตุผลและการหลงเชื่อข้อมูลข่าวสารที่ผิดเพี้ยนและบิดเบือน เมื่อมนุษย์ถูกความลุ่มหลงเข้าครอบงำบงการชีวิต เขาจะไม่รับรู้เหตุรู้ผล แยกแยะไม่ออกว่าอะไรผิดอะไรถูก มองเห็นกงจักรเป็นดอกบัว มองไม่เห็นมหันตภัยจากการกระทำของตัวเอง พฤติกรรมที่แสดงออกภายใต้อิทธิพลของความหลงย่อมนำความวิบัติมาสู่ชีวิตได้อย่างไม่คาดฝัน การหลงมัวเมาในกิน – กาม – เกียรติ หรือภาษาพระเรียกว่า “กาม” ถือเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งสำหรับการตายของมนุษย์ พระพุทธองค์ได้ตรัสผลร้ายหลายประการของการหลงมัวเมาในการกิน – กาม – เกียรติไว้ในมหาทุกขักขันธสูตร เช่น ก่อการทะเลาะวิวาท สร้างความขัดแย้งแตกแยก ทำให้เกิดศึกสงคราม จูงใจมนุษย์ให้ทำชั่วจนได้รับโทษทัณฑ์ถึงชีวิต เมื่อมองสังคมมนุษย์ปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่า สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ไม่ผิดนัก มนุษย์ส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบันต่างหลงเชื่อว่า “กิน – กาม – เกียรติเท่านั้นคือเป้าหมายสูงสุดในชีวิต ไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะดีวิเศษไปกว่านี้” มนุษย์จึงไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม ใช้เล่ห์เพทุบายต่าง ๆ กระโจนเข้าแย่งชิงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ ความเครียด ความขัดแย้ง และการฆ่าฟันกันและกัน เพราะแย่งชิงกิน – กาม – เกียรติจึงเป็นสิ่งที่เห็นกันอยู่ดาษดื่น แม้บางคนอาจจะแย้งว่า “กิน – กาม – เกียรติ” ไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดที่ทำให้มนุษย์ก่อความขัดแย้งและฆ่าฟันกันและกัน […]

สามลัทธิที่ขัดต่อหลักกรรมในพระพุทธศาสนา โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

พระพุทธองค์ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี อย่างหนึ่งอย่างใดที่ได้เสวย ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะกรรมที่ตัวทำไว้ในปางก่อน โดยนัยดังนี้ เพราะกรรมเก่าหมดสิ้นไปด้วยตบะ ไม่ทำกรรมใหม่ ก็จะไม่ถูกบังคับอีกต่อไป เพราะไม่ถูกบังคับต่อไปก็สิ้นกรรม เพราะสิ้นกรรมก็สิ้นทุกข์ เพราะสิ้นทุกข์ก็สิ้นเวทนา เพราะสิ้นเวทนาก็เป็นอันสลัดทุกข์ได้หมดสิ้น ภิกษุทั้งหลาย พวกนิครนถ์มีวาทะอย่างนี้ อันนี้มาในเทวทหสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 14 มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พุทธพจน์ที่ยกมาอ้างนี้แสดงลัทธินิครนถ์หรือศาสดามหาวีระ นิครนถนาฏบุตร ที่เราเรียกกันทั่วไปว่าศาสนาเชน ศาสนาเชนนี้นับถือคำสอนเรื่องกรรมเก่า เรียกเต็มว่าปุพเพกตเหตุวาท เรียกสั้น ๆ ว่าปุพเพกตวาท เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็เลยอยากจะพูดถึงลัทธิที่จะต้องแยกออกจากหลักกรรมให้ครบทั้งหมด ขอให้กำหนดไว้ในใจทีเดียวว่า เราจะต้องแยกหลักกรรมของเราออกจากลัทธิที่เกี่ยวกับการได้รับสุข – ทุกข์ของมนุษย์ 3 ลัทธิ ในสมัยพุทธกาลมีคำสอนสำคัญอยู่ 3 ลัทธิที่กล่าวถึงทุกข์ – สุขที่เราได้รับอยู่ในขณะนี้ แม้กระทั่งถึงปัจจุบันนี้ลัทธิศาสนาทั้งหมดเท่าที่มีก็สรุปลงได้เท่านี้ ไม่มีพ้นออกไป พระพุทธเจ้าเคยตรัสถึงลัทธิเหล่านี้และทรงแยกว่าคำสอนของพระองค์ไม่ใช่คำสอนอย่างลัทธิเหล่านี้ ลัทธิเหล่านั้นเป็นคำสอนประเภทอกิริยา คือหลักคำสอนหรือทัศนะแบบที่ทำให้ไม่เกิดการกระทำ เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างร้ายแรง อาตมภาพจะอ่านลัทธิมิจฉาทิฏฐิ 3 ลัทธินี้ตามนัยพุทธพจน์ที่มาในอังคุตตรนิกาย ติกนิบาตร พระสุตตันตปิฎก ในพระไตรปิฎกบาลีเล่ม 20 […]

รู้จัก “ให้” สุขใจกว่ารู้จัก “รับ” ธรรมะโดย พระมหาสุภา ชิโนรโส (ส. ชิโนรส)

เคยคุยกับพระรูปหนึ่ง ท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านบอกว่า แต่ก่อนนิสัยท่านไม่ดีอย่างหนึ่ง  คือ มักอิจฉาคน เห็นคนอื่นดีกว่าตัวเองจะรู้สึกหมั่นไส้ อิจฉาตาร้อน แต่ไม่ถึงกับลงมือทำอะไรให้เขาได้รับความเดือดร้อน ตัวท่านเองมักจะรู้สึกกระวนกระวายใจ จิตใจไม่สงบเมื่อเกิดความอิจฉา (รู้จัก “ให้”) ท่านรู้ว่าการอิจฉาคนอื่นไม่ดี มีแต่ทำจิตใจให้เร่าร้อนวุ่นวาย พระพุทธองค์ทรงตำหนิ แต่ก็ไม่รู้จะจัดการกับความอิจฉาของตัวเองได้อย่างไร พยายามคิดถึงผลร้ายของความอิจฉาก็ไร้ผล ความรู้สึกอิจฉายังคงลอยนวลอยู่ในใจ วันหนึ่งท่านจึงลองวิธีใหม่ หนามยอกเอาหนามบ่ง ท่านรู้ว่าความอิจฉาเกิดจากการไม่อยากเห็นคนอื่นดีกว่าตัวเอง ท่านจึงทำสิ่งตรงกันข้าม คือ หาสิ่งของไปให้แก่คนที่ท่านอิจฉา ต้องเป็นสิ่งของที่เขาชอบ หรือทำให้เขามีความสุขมากขึ้น ท่านบอกว่า ขณะที่ให้สิ่งของแก่คนที่ท่านอิจฉาไป จิตใจท่านพลันเกิดความสดชื่นเบิกบาน มีความเอิบอิ่มอย่างบอกไม่ถูก จิตใจสงบเยือกเย็นลง ความคิดอิจฉาริษยาที่เคยมีหายไปทันที ไม่กลับมารบกวนจิตใจท่านอีกเลย การให้จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการทำจิตใจให้สงบ เพราะขณะที่ให้ เท่ากับเพิ่มความสำคัญให้แก่คนอื่น ความสำคัญเกี่ยวกับตัวเองจะน้อยลง พลันที่ความสำคัญเกี่ยวกับตัวตนลดลง จิตใจก็จะเปิดกว้างเบิกบานแจ่มใส จิตจะสงบลงอย่างอัตโนมัติ การปฏิบัติตามแนวนี้ ผู้ปฏิบัติควรคำนึงถึงองค์ประกอบ 3 ประการในการให้ ดังนี้ 1. ผู้รับดี ผู้รับมีผลอย่างสูงต่อจิตใจผู้ให้ หากผู้ให้รู้ว่าผู้รับเพียบพร้อมด้วยศีล สมาธิ และปัญญา จิตใจผู้ให้ก็จะมีความเอิบอิ่มมีความสุข และสงบได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีความภูมิใจว่าการให้แก่คนที่มีศีล […]

การเติมบุญโดยไม่ต้องใช้เงิน ธรรมะโดย หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี (ส.เขมรังสี)

การเติมบุญ ใช่ว่าจะต้องจ่ายทรัพย์เท่านั้น การให้ทาน การให้อภัย ให้ธรรมะ สนทนาธรรมะ รักษาศีล 5 ศีล 8 ก็เป็น การเติมบุญ พยายามที่จะเจริญภาวนา หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ เจริญสติปัฏฐาน ระลึกรู้กายเนือง ๆ เวทนาเนือง ๆ จิตเนือง ๆ ธรรมในธรรมเนือง ๆ เรียกว่าต้องเจริญสติปัฏฐาน เจริญสัมมัปปธาน 4 ต้องเพียร เพียรในการละบาป วันนี้บาปเกิดขึ้นในใจเรา โกรธบ้าง โลภบ้าง ก็เพียรที่จะละออกไป เพียรมากก็ละออกไปได้มาก แล้วก็เพียรระวังไว้อย่าให้บาปมันกลับมาเกิดขึ้นอีก เพียรให้เกิดกุศล สติ สมาธิ ปัญญา พอเกิดสติขึ้นมาก็เพียรรักษาไว้ให้มันเจริญไว้ ต้องมีอิทธิบาท ฉันทะ พอใจในการปฏิบัติธรรม ถ้าเราไม่มีฉันทะ ปฏิบัติไปก็ง่วง ปฏิบัติไปก็เบื่อหน่าย ท้อแท้ ท้อถอย เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างฉันทะให้เห็นว่าการปฏิบัติเป็นเรื่องดี นั่งกรรมฐาน เจริญภาวนา เจริญสติ เพียรปฏิบัติ เดินจงกรม เป็นเรื่องดี […]

5 หลักธรรมที่ภรรยาควรมีไว้ผูกใจสามี

แม่บ้านดีผูกใจสามีได้ และทำให้ทั้งบ้านร่มเย็น ธรรมะโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ในสมัยพุทธกาล พระบรมศาสดาเคยทรงได้รับอาราธนาจากคฤหบดีท่านหนึ่งให้ทรงประทานโอวาทแก่กุมารีที่จะแยกครอบครัวไปอยู่ในตระกูลสามี ครั้งนั้นพระองค์ได้ตรัสสอนกุมารีเหล่านั้นให้ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมสำหรับแม่บ้านหลายประการ หลักธรรมที่ทรงประทานครั้งนั้น พระองค์ตรัสให้เหมาะสมกับสภาพสังคมของชมพูทวีปยุคพุทธกาล ที่ฝ่ายพ่อบ้านเป็นผู้ประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัว จึงเป็นหลักธรรมที่ใช้ได้อย่างดีในสังคมไทยแบบเดิม ซึ่งมีลักษณะการแบ่งงานในครอบครัวอย่างเดียวกัน บัดนี้ แม้สังคมจะผันแปรไปตามกาลสมัย สตรีผู้ฉลาดก็สามารถยึดถือสาระจากหลักธรรมเหล่านั้น นำมาประพฤติปฏิบัติให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตครอบครัวได้เป็นอย่างดี ยิ่งกว่านั้น แม้ในสมัยปัจจุบันที่สภาพและระบบการต่าง ๆ ในสังคมเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วนี่เอง ก็ยังอาจกล่าวยืนยันได้ว่าในครอบครัวที่ภริยายึดถือปฏิบัติเคร่งครัดตามหลักธรรมเหล่านี้ นับว่ามีปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะยึดเหนี่ยวค้ำจุนชีวิตครอบครัวไว้ให้มีความสุข ความราบรื่น มั่นคงด้วยดี และความประพฤติเช่นนี้จะไม่เป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสียหายแก่ชีวิตครอบครัวแต่ประการใด ในพุทธโอวาทครั้งนั้นทรงแสดงหลักธรรมสำหรับภรรยา 5 ข้อ ซึ่งมีใจความดังนี้ ข้อที่ 1 พึงเป็นผู้ตื่นก่อนนอนทีหลัง เอาใจใส่คอยฟังว่าจะมีอะไรให้ช่วยทำ ประพฤติแต่สิ่งที่ถูกใจ พูดคำไพเราะน่ารัก คือรู้จักปรนนิบัติ ถนอมน้ำใจ ข้อที่ 2 คนเหล่าใดเป็นที่เคารพนับถือของสามี เช่น บิดามารดา ครูอาจารย์ของสามี เป็นต้น ก็แสดงความเคารพนับถือด้วย เอาใจใส่ปฏิสันถารท่านเหล่านั้นเป็นอันดี ข้อที่ 3 เป็นผู้ขยัน เอาใจใส่ในงานบ้านทุกอย่าง เช่น งานเกี่ยวกับเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น […]

keyboard_arrow_up