การมีคู่แข่งเยอะไม่ใช่ปัญหา ถ้าคุณวิ่งเร็วกว่าคนอื่น! โดย ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

“คิดดีแล้วเหรอ ธุรกิจนี้คู่แข่งเยอะนะ” “วงการนี้ช้ำแล้ว ไม่มีหวังหรอก” “อย่าทำเลย มีคนทำเต็มไปหมดแล้ว” (ถ้าคุณวิ่งเร็วกว่าคนอื่น) คำพูดที่หวังดีเหล่านี้บางครั้งก็ออกมาจากปากคนรอบข้างเรา แต่หลายครั้งก็เป็นคำพูดที่วนอยู่ในสมองของเราเอง ซึ่งคอยหยุดยั้งไม่ให้เราเริ่มต้นใหม่ ไม่ให้เราก้าวต่อหรือไม่ให้เราประสบความสำเร็จอย่างที่ใฝ่ฝัน ฟังดูผิวเผินก็น่าจะจริง เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าในธุรกิจสายงานหรือวงการใดก็ตามที่มีคนทำเยอะอยู่แล้วย่อมมีคู่แข่งมาก ทำให้เรา“เกิดและโตยาก” ฉะนั้นคนฉลาดจะเลือกแข่งในสนามที่มีคู่แข่งน้อยเสมอจริงไหม ไม่จริงครับ! หากคุณเลือกจะทำธุรกิจหรืออาชีพที่ไม่เหมือนใคร ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร และยังรู้สึกชื่นชมในความกล้าหาญของคุณด้วยซ้ำ แต่ความจริงที่หลายคนไม่ทราบก็คือ ยิ่งวงการไหนมีคู่แข่งเยอะ บางครั้งกลับยิ่งดี! เพราะนั่นคือเครื่องบ่งบอกว่าในสายงานหรือธุรกิจนั้นมี “Demand” (ความต้องการของผู้บริโภค) มาก ฉะนั้นคุณแทบไม่ต้องห่วงเลยว่าจะไม่มีลูกค้า แต่ข้อแม้สำคัญก็คือ คุณต้องหาทาง “ตอบโจทย์” ผู้บริโภคให้ดีกว่าคนอื่นก็เท่านั้นเอง คุณจำได้ไหมว่า Facebook มาทีหลัง Hi5, Friendster และ myspace ตั้งหลายปี ส่วน Google ก็มาทีหลัง Yahoo, AltaVista และ “เว็บไซต์ค้นหา” (Search Engine) อีกเกือบ 10 เว็บไซต์ เมื่อพูดถึง Alibaba […]

” เพื่อนใหม่ ” ช่วยเปลี่ยนจังหวะชีวิต

” เพื่อนใหม่ ” ช่วย เปลี่ยนจังหวะชีวิต ผมขอเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ เปลี่ยนจังหวะชีวิต และกิจวัตรประจำวันไว้ตรงนี้นะครับ หากดำเนินชีวิตแบบจำเจ เราก็จะได้เพื่อนแบบเดิม ๆ ไปตลอด คนที่ทำงานจนดึกดื่น ก็จะเจอแต่คนที่ออกไปกินข้าวเวลานั้น หรือคนที่ทำงานในวันเสาร์-อาทิตย์ ก็คงยากที่จะได้เที่ยวกับเพื่อนที่ไม่ได้หยุดวันธรรมดาเหมือนกัน พูดง่าย ๆ คือ เราจะได้คบกับคนที่มีตารางชีวิตตรงกับตัวเองเท่านั้น ผมเองก็มักทำงานในวันที่คนส่วนใหญ่หยุด เช่น ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์จึงค่อนข้างมีความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกับคนที่หยุดฉพาะช่วงสุดสัปดาห์     ในขณะเดียวกัน เมื่อไปออกรอบวันธรรมดา ก็จะได้รู้จักกับนักบริหารที่มีเวลาอิสระ เหล่าประธานบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มักออกมารับประทานมื้อเย็นในช่วงหกโมงเย็นถึงสักสามทุ่มแล้วค่อยกลับบ้าน ในขณะเดียวกันคนที่อยู่ในย่านการค้าตั้งแต่สี่ทุ่มเป็นต้นไปจะเป็นคนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์และบริษัททุน นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างเรื่องสถานที่อย่างกินซ่าหรือรปปงหงิด้วย ลองทำความเข้าใจตารางเวลาของอีกฝ่าย แล้วเปลี่ยนความสัมพันธ์กับผู้อื่นดูครับ การปรับตารางเวลาของตัวเองให้เข้ากับตารางเวลาของคนที่อยากคุยด้วย น่าจะช่วยสร้างคอนเน็กชั่นหรือความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ได้     ในแง่นี้ ผมขอแนะนำให้ไปฟิตเนสตอนเช้า ฟิตเนสช่วงเวลาก่อนไปทำงานนั้น มีคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือนักบริหารชั้นยอดที่มุ่งมั่นจะออกกำลังกายก่อนเริ่มงานอยู่ไม่น้อย การไปฟิตเนสช่วงเช้าเป็นโอกาสให้เราเจอคนเหล่านี้ และมีโอกาสสร้างความประทับใจให้อีกฝ่ายได้ง่ายกว่า เพราะไม่ค่อยมีคนมาออกกำลังกายช่วงเช้านัก แน่นอนว่าวัตถุประสงค์หลักที่ไปก็คือการออกกำลังกาย แต่เรายังคาดหวังเรื่องการสร้างคอนเน็กชั่นได้ด้วย ผมไม่ได้บอกว่าตารางเวลาแบบไหนถูกต้องนะครับ สิ่งสำคัญคือ แค่เปลี่ยนตารางเวลาปัจจุบันพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ  […]

เลิกพูดคำว่ายุ่ง ตั้งแต่วันนี้กันดีกว่า

เลิก พูดคำว่ายุ่ง ตั้งแต่วันนี้กันดีกว่า คนที่ พูดคำว่ายุ่ง ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นการอวดตัวด้วยการแสดงให้คนอื่นเห็นว่า“ฉันมีความสามารถ” เพื่อปกปิดความไม่มั่นใจตัวเอง ไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองไม่มีผลงาน หรือไม่ก็อยากระบายความหงุดหงิดที่ตัวเองทำงานไม่เต็มที่ ทำไมถึงไม่มีใครเชื่อถือเวลามีคนแก้ตัวเรื่องงานล่าช้ากว่ากำหนดว่า “ขอโทษครับ ช่วงนี้ยุ่ง…” นั่นเพราะเป็นการแสดงออกที่คิดถึงแต่ตัวเองว่า “ฉันยุ่งแต่งานของตัวเองอยู่ งานคนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่าง” กล่าวคือ คำว่า “ยุ่ง” เป็นประโยคน่าละอายที่เผยให้เห็นว่าผู้พูดคิดถึงแต่ตัวเอง รวมถึงความอ่อนแอและความไม่มั่นใจที่ซ่อนอยู่ในนั้น     นอกจากนี้ หากจงใจพูดคำว่า “ยุ่ง” บ่อย ๆ คุณจะรู้สึกร้อนรนกระวนกระวายขึ้นมาจริง ๆ อย่างน่ประหลาด คงเหมือนกับพอเข้าเดือนธันวาคมจะรู้สึกไม่สงบ แม้รื่องที่ต้องทำจะไม่เปลี่ยนไปจากเดิมก็ตาม เมื่อในใจร้อนรนเช่นนี้ คนเราจะไม่มีเวลามองสิ่งรอบกาย หรือหยุดคิดจริงจัง ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นปัญหา นั่นก็เพราะว่าคนเราจะไม่ได้สังเกตความเปลี่ยนแปลงอื่นอีก ตัวอย่างเช่น เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นภาพกว้างอย่างตลาดในวงการกำลังหดตัวลง บริษัทกำลังย่ำแย่ ไปจนถึงเรื่องปลีกย่อย เช่น คู่ค้ามีท่าทีเปลี่ยนไปเราจึงต้องสร้างความเชื่อมั่นใหม่ หรือตอนนี้คนที่บ้านไม่ค่อยมีความสุข เราต้องดูแลหน่อย ทั้งหมดนี้เราจะไม่ได้สังเกตเลยว่าชีวิตตัวเองมุ่งไปในทิศทางไหน แน่นอนว่าบางครั้งก็ไม่ควรสนใจสิ่งรอบข้างและมุ่งสมาธิกับเรื่องตรงหน้า แต่ถ้าหากในใจรู้สึกยุ่งแล้ว เราจะไม่ทันสังเคต”สาร”ที่สภาพแวดล้อมรอบตัว หรือคนรอบข้างสื่อออกมา   ดังนั้น คุณต้องลบคำว่า “ยุ่ง” […]

แม้แต่บาดแผลทางใจก็เปลี่ยนให้เป็นอาวุธได้

แม้แต่ บาดแผลทางใจ ก็เปลี่ยนให้เป็นอาวุธได้ ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ควรเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรม และต้องทำทันที่แม้จะเป็นเพียงแค่เรื่องเดียวก็ตาม ฟังดูเหมือนง่าย แต่บางคนยังทำไม่ได้ “ถึงจะพูดแบบนี้ แต่ฉันก็ยุ่งจนไม่มีเวลาเริ่มทำอะไรใหม่แล้ว” “คนรอบข้างไม่เข้าใจหรอก ฉันคงทำไม่ได้แน่” “ฉันเป็นพวกขี้ขลาด” บางคนมักหาข้ออ้างที่จะไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่นั่นเป็นวิธีคิดที่ผิด ไม่ใช่เพราะมีข้ออ้างจึงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เพราะไม่อยากเปลี่ยนจึงเปลี่ยนไม่ได้ต่างหาก ความเปลี่ยนแปลงทำให้รู้สึกกังวลและยังต้องใช้ความพยายามมาก ทำให้อยากหลีกหนีจากความรู้สึกเหล่านั้น แต่ถ้าคิดว่า “ฉันเป็นได้แค่นี้” ก็เป็นความรู้สึกที่กระทบกับศักดิ์ศรีในใจ คนเราจึงหา “ข้ออ้างที่อยากเปลี่ยน แต่เปลี่ยนไม่ได้” เรื่องนี้อธิบายได้ด้วยหลักจิตวิทยาของอัลเฟรด แอดเลอร์ ในหนังสือขายดีอย่าง “กล้าที่จะถูกเกลียด”  ลักษณะเด่นของหลักจิตวิทยาของอัลเฟรด ผู้ได้รับการยกย่องเทียบเท่ากับนักจิตวิทยาชื่อดังอย่างซิกมุนต์ ฟรอยด์ และคร์ล จุง คือทฤษฎีเป้าหมาย จิตวิทยาของฟรอยด์และจุงคือ ทฤษฎีจิตวิทยาเชิงเหตุและผลที่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตซึ่งเป็นตันเหตุขออารมณ์ในปัจจุบัน เรียกได้อีกอย่างว่า “จิตวิทยาเรื่องอดีต” ส่วนทฤษฎีเป้าหมายของแอดเลอร์ เป็น “จิตวิทยาการมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน”  ไม่สนใจอดีต คิดแค่เรื่องในปัจจุบันกับอนาคต การจะหลุดมาจากตรงนั้นได้คือวิธีคิดถึง “จิตวิทยาการใช้” แนวคิดหนึ่งของจิตวิทยาแบบแอดเลอร์มองว่า อารมณ์เป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะดีใจ โกรธ หรือเศร้าใจ อารมณ์ล้วนเป็นความรู้สึกที่แสดงออกไปตามแต่ละสถานการณ์ เช่น เวลาโกรธจนต่อยคนอื่น ฟรอยด์กับจุงจะมองว่าอารมณ์โกรธเป็นตัวการสำคัญที่ผลักดันให้คุณทำร้ายคนอื่น […]

การเลิกสงสารตัวเองจะทำให้คุณแกร่งขึ้น

การเลิกสงสารตัวเองจะ ทำให้คุณแกร่ง ขึ้น เจเรไมห์ เดนตัน รับใช้ชาติในตำแหน่งนักบินกองทัพเรือช่วงสงครามเวียดนามในปี ค.ศ. 1965 เครื่องบินของเขาถูกยิงร่วง ทำให้เขาต้องสละเครื่องบิน เขาถูกจับโดยฝ่ายเวียดนามเหนือและถูกพาตัวไปในฐานะเชลยศึก นาวาโท เดนตันและนายทหารคนอื่นยังคงบังคับบัญชาเชลยคนอื่น ๆ แม้จะถูกซ้อม ให้อดอาหาร และโดนทรมานอยู่ทุกวัน นาวาโท เดนตัน ถูกนำตัวไปขังเดี่ยวอยู่บ่อย ๆ นื่องจากชักนำให้นักโทษคนอื่นต่อต้านทหารเวียดนามเหนือจากการล้วงความลับ แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุด นาโท เดนตันได้ เขาคิดกลยุทธ์ในการสื่อสารกับนัโทษคนอื่นโคยใช้สัญลักษณ์ การเคาะผนัง และการไอ ตามลำดับ 10 เดือนหลังจากโดนจับกุม เขาได้รับเลือกให้ไปสัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ที่จัดขึ้นเพื่อใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ ในขณะที่กำลังถูกถามอยู่นั้น เขาแสร้งว่าแสงจ้าจากกล้องรบกวนสายตาของเขา แล้วก็เริ่มกะพริบตาเป็นรหัสมอร์ส (เป็นการส่งข้อความด้วยสัญลักษณ์จุดและขีดแทนตัวอักษรต่าง ๆ )  ว่าทรมาน เพื่อที่จะแอบส่งข้อความว่า เขาและผู้ต้องขังคนอื่นถูกกระทำทารุณจากผู้คุมขัง ตลอดการสัมภาษณ์เขากะพริบตาต่อเรื่อย ๆ เพื่อแสดงการสนับสนุนต่อรัฐบาลสหรัฐฯ เขาถูกปล่อยตัวในปี ค.ศ. 1973 หลังจากถูกจับไปเป็นเวลา 7 ปี ตอนที่เขาก้าวลงจากเครื่องบินในฐานะผู้มีอิสรภาพ เขากล่าวว่า “พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสรับใช้ประเทศภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก พวกเรารู้สึกขอบคุณผู้บังคับบัญชาและประเทศของเราอย่างสุดซึ้งสำหรับวันนี้ ขอพระเจ้าคุ้มครองอเมริกา” […]

ทำอย่างไรถึงจะเลิกเป็นคนที่ชอบพูดแก้ตัวได้

ทำอย่างไรถึงจะเลิกเป็น คนที่ชอบพูดแก้ตัว ได้ คนที่มักแก้ตัวเวลาทำงานจะสูญเสียความน่าเชื่อถือจากคนรอบข้าง เรามักได้ยินบ่อย ๆ เวลาหัวหน้าถามว่า “ใบเสนอราคาของบริษัท 000 มาหรือยัง เป็นไงบ้าง” แล้วลูกน้องตอบว่า “ฝ่ายโน้นยังไม่ได้ตอบกลับมาเลยครับ” แต่การตอบแบบนี้เหมือนบอกกลาย ๆ ว่า “ทางโน้นผิด ไม่ใช่ผม” และย่อมถูกหัวหน้าตวาดว่า “งั้นก็รีบไปตามสิ ! ” คำตอบควรเป็น “ขอโทษครับ ผมควรติดตามให้ถี่กว่านี้ เดี๋ยวจะโทร. ถามให้เขารีบส่ง ผมตรวจเอกสารเสร็จแล้วตอนบ่ายจะเข้าไปรายงานอีกทีนะครับ” กล่าวคือ นอกจากขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วยังรายงานวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมด้วย เมื่อเป็นแบบนี้ก็จะเห็นว่าต้องทำอะไรต่อ หัวหน้าก็ไม่มีเหตุผลให้โกรธอีก คงแค่บอกว่า “งั้นรีบจัดการละกัน” คนที่เอาแต่แก้ตัวไม่ว่าเรื่องอะไร จะตั้งดันมาจากความคิดว่า “ฉันไม่ผิด” “คนอื่นต่างหากที่ผิด” คนแบบนี้จะปกป้องตัวเองว่า “จะให้เรื่องจบโดยไม่ต้องรับผิดชอบได้อย่างไร” หรือ”จะทำอย่างไรให้ตัวเองไม่โดนตำหนิ” เวลาบริษัทหรือนักการเมืองคนไหนทำเรื่องเสื่อมเสียแล้วแก้ตัวเวลาให้สัมภาษณ์นักข่าว สื่อและสังคมจึงมัก “ประโคมข่าว” เรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบ คนแบบนี้มักยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางว่า “การขอโทษก็เหมือนพ่ายแพ้ มันน่าเจ็บใจ”  “ถ้าตัวเองต้องถูกตำหนิแล้วไม่ลากคนอื่นมาเอี่ยวด้วยคงไม่หาย” พวกเขาไม่เคยคิดว่า “ต้องเผชิญหน้ากับปัญหา” หรือ “การแสดงความรับผิดชอบเป็นเรื่องที่พึงกระทำ”   ทำไมผู้บริหารบริษัทที่เคยล้มละลาย […]

5 เทคนิคการพูดกับลูกน้องที่ทำให้คุณประสบกับความล้มเหลว

5 เทคนิคการพูด กับลูกน้องที่ทำให้คุณประสบกับความล้มเหลว คนที่มี เทคนิคการพูด และความรู้เฉพาะทางที่ยอดเยี่ยมแต่สร้างคนให้เจริญเติบโตไม่ได้นั้นมีปัญหาอะไรหรือ มาลองยกตัวอย่างดูกันสักหน่อย 1. ประเภทอธิบายไม่พอ… เป็นคนที่บอกว่า “จงศึกษาโดยดูแผ่นหลังของข้า” คนที่มีความรู้ฝึงลึก (Tacit Knowledge) แต่อธิบายความรู้ของตนเองเป็นคำพูดไม่ได้ และคนที่กำลังหยุดนิ่งอยู่ที่ความรู้จากประสบการณ์ (ความรู้เชิงประจักษ์) โดยไม่มีแม้กระทั่งความรู้ฝังลึก จะไม่สามารถสอนคนอื่นพร้อมกับอธิบายอย่างมีตรรกะได้ นอกจากนี้ยังมีคนที่บอกว่า “ยังไงก็ตาม ควรทำตามที่ข้าบอก” เพราะพูดไม่เก่ง ถ้าอยู่ด้วยกันกับคนเหล่านี้เป็นเวลานานอาจถ่ายทอดเทคนิคได้ แต่ตราบใดก็ยังไม่จ้างงานก็คงยากจะสร้างคน ถึงแม้จะมีระบบฝึกงานแบบกินนอนอยู่ด้วยกันก็ตาม     2.ประเภทพูดยาว… เป็นคนที่พูดวกวนไปเรื่อย ๆ ฝ่ายเดียว ไม่ใส่ใจว่าคู่สนทนาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ หัวข้อสนทนากระุโดดไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ และไม่ว่าจะผ่านไปกี่ชั่วโมงแล้วก็ยังคุยต่อไปเรื่อย ๆ อย่างสบายอกสบายใจ สิ่งที่พูดไปนั้นก็มีส่วนที่จะอ้างอิงได้บ้าง แต่คนส่วนใหญ่มีความรู้สึกต่อการพูดยาว ๆ ว่าเหมือน “ถูกจับกุม” 3. ประเภทคุยโว… เป็นคนที่เหมือนจะรู้สึกดีกับการบอกว่าตนเองทำอย่างนี้มา หรืออย่างนี้มา หรือทำอย่างนี้แล้วประสบความสำเร็จ ถ้าอยู่ในระดับที่พอดีฝ่ายที่ได้รับการสอนจะรู้สึกเคารพ แต่ถ้ามากเกินไปก็จะเกิดปฏิกิริยาว่า “เล่าให้ฟังแต่เรื่องในอดีต กลุ้มใจจัง” “อยากให้พูดเรื่องที่น่าจะเข้ากับพวกเราตอนนี้” เหตุที่เรียกว่าการคุยโวเพราะเรื่องราวที่พูดต่างจากความจริงส่วนใหญ่ในปัจจุบัน     4. ประเภทเทศนา… เป็นคนที่เทศนาในระหว่างพูดโดยไม่รู้ตัว […]

ถ้าอยากกลับไปคืนดีอีกครั้ง ควรทำอย่างไรดี 

ถ้า อยากกลับไปคืนดี อีกครั้ง ควรทำอย่างไรดี ถูกคนที่รักมากทิ้งไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ อยากกลับไปคืนดี กับเขา คนที่มีปัญหาความทุกข์ว่าทำอย่างไรก็ลืมเขาไม่ได้ ลองเริ่มจากการวิเคราะห์ภายในใจตนเองดูว่า ทำไมจึงถูกทิ้ง เขาพูดอะไรตอนที่จะทิ้งไป “เพราะรำคาญความเจ้ากี้เจ้าการน่ะสิ” “เซ้าซี้!” “ชอบคนอื่นแล้ว” “ตอนนี้ทำงานสำคัญมาก จึงอยากเว้นระยะระหว่างเรา” “งานอดิเรกไม่ตรงกัน” “ไม่สามารถคิดเรื่องแต่งงานได้” “ถ้าไม่แต่งหน้าก็กลายเป็นอีกคนเลย เหมือนถูกหลอก…” ลองคิดดูว่า ตนเองคิดอย่างไรกับเหตุผลที่ถูกเขารังเกียจเหล่านั้น และตนเองคิดอย่างไรกับผู้ชายที่พูดอย่างนั้น   ขั้นตอนการคืนดีที่ 1 : ลองเขียนความรู้สึกที่แท้จริงที่มีต่อเขาออกมา  ด้วยความที่จู่ ๆ ก็รู้สึกเหงาขึ้นมาและยังมีความอาลัยอาวรณ์อยู่ จากความยึดมั่นถือมั่นที่มีทั้งหมดจึงอาจทำให้ตอนกลางคืนอยากส่งอีเมลหรือโทรศัพท์หาเขา… แต่เดี๋ยวก่อน!! ลองเขียนความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองออกมาดูว่า ก่อนหน้านี้เราคิดอย่างไรกับเรื่องของเขา ลองเขียนออกมาเยอะ ๆ ทั้งข้อดีและข้อเสียของเขา พอทำแล้ว บางคนอาจคิดว่า “คงจะไม่ชอบเขาแล้วอย่างสิ้นเชิง!” ไม่ชอบ เพราะเขาถูกคนอื่นเอาไปแล้ว หรือเพราะไม่สบายใจว่าเขาเปลี่ยนเป็นคนใหม่ได้แล้วหรือยัง หรือเพราะถ้าคนรอบข้างรู้ว่าเราถูกทิ้ง ตัวเองจะน่าสมเพชและไม่ชอบเขาเพราะความเห็นแก่ตัวและความยึดมั่นถือมั่นของตัวเอง จึงไม่อยากแยกทางกับเขา เป็นอย่างไรบ้างคะ เมื่อเรามีสติขึ้นเล็กน้อยและรู้ตัวว่า “อะไรเนี่ย ฉันคงจะไม่ได้ชอบเขาขนาดนั้นแล้วมั้ง” “มองเห็นจุดที่น่ารังเกียจมากขนาดนี้เลย” ก็จะเกิดช่องว่างที่เว้นไว้เพื่อตนเองขึ้นมา   […]

จะตามหาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของตนเองเจอได้อย่างไร 

จะตามหา ความเชี่ยวชาญ เฉพาะทางของตนเองเจอได้อย่างไร สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ กำหนดว่าจะทำอะไรให้กลายเป็น ความเชี่ยวชาญ เฉพาะทางของตน น่ากลัวว่าคงมีหลายคนที่สับสนมากใช่ไหม ผมคิดว่าเงื่อนไขในการเลือกมีหลายข้อ เช่น 1. เลือกความถนัดที่ตอนนี้ได้สะสมประสบการณ์มามากพอแล้ว  ไม่ถึงกับจะให้เลือกความถนัดที่มีประสบการณ์ในการทำงานจริงพอสมควรมากกว่าความถนัดที่ไม่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติเลย และก็ไม่ได้หมายความว่ามีเงื่อนไขตายตัว ถ้าไม่มีความสุขกับความถนัดที่มีประสบการณ์มาจนถึงตอนนี้และไม่คิดว่าจะทำให้มันเป็นความถนัดที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ ผมคิดว่าลองหาอย่างอื่นและนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่ต้นก็ได้ ในกรณีนั้นขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงภายในของบริษัทเป็นเงื่อนไขสำคัญว่าจะมีตำแหน่งที่สามารถใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั้นให้เกิดประโยชน์เต็มที่ (สามารถเรียนรู้) หรือไม่ถ้าจินตนาการภาพสถานที่ที่จะสะสมประสบการณ์ในการปฏิบัติจริงไม่ได้หนทางไปสู่ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางก็จะสูงชันขึ้นพอสมควร   2. เข้าใจความต้องการของสังคมอย่างชัดเจนว่า ความเชี่ยวชาญนี้มีแนวโน้มที่จะมีคุณค่าในบริษัทหรือไม่  เนื่องจากเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จะเป็นประโยชน์ในการทำงานจึงจำเป็นต้องมองเห็นปลายทางในสายตา (โอกาส) ที่จะได้ใช้ประโยชน์จากนี้เป็นต้นไป การลองคิดดูว่าความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จำเป็นต่อบริษัทของคุณและสิ่งที่ภายในบริษัทมีบุคลากรไม่เพียงพอคืออะไร ก็คงจะดีให้ความสนใจแก่งานที่ต้องจ้างคนจากภายนอกเข้ามากลางคันเพราะบุคลากรภายในบริษัทมีไม่เพียงพอ 3. เลือกความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่สามารถทำได้บางระดับในเวลาอันสั้นเมื่อเทียบกับการทำงานอื่น ๆ การจะรับเงินในฐานะมืออาชีพต้องไปให้ถึงระดับที่เหมาะสม ดังนั้นควรพยายามเต็มที่ที่จะหลีกเลี่ยงความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ต้องใช้เวลาตั้ง 10 ปี หรือ 20 ปีกว่าจะมีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์นำหน้าคนอื่น ลองมองหาด้วยมุมมองว่าสิ่งที่สามารถสร้างผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดโดยใช้ความพยายามน้อยที่สุดคืออะไร   4. จินตนาการภาพตัวเองที่กำลังทำงานเฉพาะทางนั้นอย่างมีความสุข  เพราะมีหน้าที่ที่เหมาะสมกับแต่ละคน จึงไม่ควรเลือกสาขาที่ไม่ค่อยเหมาะกับตนเอง คนที่ไม่ถนัดตัวเลขและไม่ชอบงานละเอียดกองพะเนินเทินทึก แม้ตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีก็ไปได้ไม่ราบรื่น ควรถือโอกาสนี้ลองเข้ารับการตรวจสอบความเหมาะสมกับงาน   ที่มา : ทิ้งคนเก่าที่ไม่เก่ง มาเป็นคนใหม่ที่เจ๋งกว่า โดย ยูคิโอะ โอคุโบะ […]

ทำอย่างไรถึงจะเลิกอิจฉาในความสำเร็จของผู้อื่น 

ทำอย่างไรถึงจะเลิกอิจฉาใน ความสำเร็จของผู้อื่น หากคุณปฏิบัติตัวในลักษณะที่ตรงกับคุณค่าและเป้าหมายของตัวเองอยู่แล้ว แต่ยังคงขุ่นเคืองใน ความสำเร็จของผู้อื่น เป็นไปได้ว่าอาจจะมีความคิดไร้เหตุผลมาก่อกวนความสามารถของคุณในการชื่นชมกับความสำเร็จของพวกเขา หากคุณคิดอยู่เนือง ๆ ว่าฉันโง่เง่า หรือฉันไม่ดีเท่าคนอื่น อาจเป็นไปได้ว่าคุณรู้สึกโกรธเคืองเมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุขไปกับความสำเร็จของพวกเขา ไม่เพียงคุณจะมองตัวเองอย่างไม่มีเหตุผล แต่คุณอาจจะมองคนอื่นอย่างไม่มีเหตุผลด้วยเช่นกัน     งานวิจัยในปี ค.ศ. 2013 หัวข้อว่า “ความอิจฉาในเฟซบุ๊ก : ภัยต่อความพึงพอใจในชีวิตของผู้ใช้ที่แอบซ่อนอยู่” อธิบายว่าทำไมบางคนถึงประสบกับความรู้สึกในเชิงลบขณะที่พวกเขาเล่นเฟซบุ๊ก นักวิจัยพบว่าผู้คนจะรู้สึกโกรธและเคืองขุ่นมากที่สุดเมื่อ “เพื่อน” ของพวกเขาแชร์รูปภาพจากการท่องเที่ยว พวกเขายังคงโกรธเคืองเมื่อ “เพื่อน” ได้รับคำอวยพร “สุขสันต์วันเกิด” เป็นจำนวนมากในวันเกิด ที่น่ากลัวคือการศึกษาวิจัยสรุปผลว่า คนที่รู้สึกถึงอารมณ์เชิงลบมากในขณะเล่นเฟซบุ๊กเผชิญกับความพึงพอใจโดยรวมในชีวิตที่ลดลง นี่โลกของเรากลายมาเป็นแบบนี้แล้วอย่างนั้นหรือ ที่เรากลายเป็นไม่พอใจกับชีวิตของตัวเองหากเราคิดว่าคนที่โตแล้วคนอื่นได้รับคำอวยพรในวันเกิดมากมายบนเฟซบุ๊ก หรือที่เราจะรู้สึกโกรธเคืองเพราะเพื่อนไปเที่ยวพักผ่อน   หากคุณพบว่าตัวเองโกรธเคืองผู้อื่น ลองใช้กลยุทธ์เหล่านี้ในการเปลี่ยนความคิดของตัวเอง      หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นก็เหมือนกับการเปรียบเทียบแอ๊ปเปิ้ลกับส้ม คุณมีความสามารถพิเศษ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในชีวิตของตัวคุณเอง ดังนั้นการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นนั้นไม่ใช่วิธีที่เที่ยงตรงในการวัดคุณค่าในตัวของคุณ ในทางกลับกัน เปรียบเทียบตัวคุณกับคน ที่คุณเคยเป็น และวัดว่าคุณมีพัฒนาการอย่างไรในการเป็นตัวของตัวเอง สร้างความรับรู้ต่อการเหมารวมของคุณ  พยายามทำความรู้จักคนอื่นแทนที่จะตัดสินพวกเขาอย่างอัตโนมัติจากการเหมารวม อย่ายอมให้ตัวเองทึกทึกว่าใครสักคนที่มีเงินทอง ชื่อเสียงหรืออะไรก็ตามที่คุณรู้สึกอิจฉาคือคนไม่ดีด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง […]

ประสบความสำเร็จเรื่องความรัก ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า

ประสบความสำเร็จเรื่องความรัก ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า แต่ยังไม่เชี่ยวชาญก็ไม่เป็นไร ! เมื่ออยาก ประสบความสำเร็จเรื่องความรัก สิ่งที่คุณควรทำอย่างเป็นรูปธรรมอันดับแรกโดยไม่ต้องคิดว่าเป็นเรื่องยาก คือ การลองจินตนาการว่าหลังจากประสบความสำเร็จเรื่องความรักแล้วตัวเองจะเป็นคนแบบไหนนะ ตอนนั้นคงจะเป็นคนที่มีใบหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้มเสมอ มีเสน่ห์และดูท่าทางความสุขแน่ ๆ เลย นี่คือขั้นตอนในการสร้างความสำเร็จเรื่องความรัก กล่าวคือ (ตัวเองหลังจาก) สมหวังในเรื่องรัก = รอยยิ้ม/ เสน่ห์/ ความสุข (รอยยิ้มจะทำให้กลายเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์เป็นอย่างมาก)     คนที่บอกว่า การจินตนาการภาพขณะที่กำลังสมหวังเรื่องความรักเป็นเรื่องยาก ก็อาจจินตนาการภาพตัวเองที่มีใบหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้มเสมอ มีเสน่ห์ และท่าทางมีความสุขแทนก็ได้ ดังนั้น ลงมือทำตอนนี้เลย ทำให้ตนเองมีรอยยิ้มเสมอ มีเสน่ห์ และท่าทางมีความสุข การสร้างรอยยิ้มนั้นสามารถทำได้ทันทีโดยข้ามขั้นตอนการจินตนาการภาพได้เลย แม้จะเป็นรอยยิ้มที่ไม่เป็นธรรมชาตินัก แต่ก็ให้ลองยิ้มไปก่อนเดี๋ยวนี้เลย     เมื่อทำเช่นนั้น ก็จะไม่ได้เกิดขึ้นแค่ภาพจินตนาการ (ความคิด) เท่านั้น แต่ความจริงก็จะเกิดขึ้นด้วยทันที แค่ยกมุมปากขึ้นก็ได้นะคะ ลองควบคุมรอยยิ้มซึ่งปกติเราเคยทำไปโดยไม่รู้ตัวอย่างมีสติด้วยตนเองกันเถอะ เวลาที่สนทนากับคนอื่นก็ “ยิ้ม” ก่อนเริ่มพูดและทุกครั้งที่พูดจบก็ “ยิ้ม” เวลาหันหน้าเข้าหาคอมพิวเตอร์หรือเวลามองโทรศัพท์มือถือ หากรู้สึกตัวให้ลอง “ยิ้ม” เวลาไปร้านสะดวกซื้อที่ไปเป็นประจำก็เช่นกัน ถ้าพนักงานคิดเงินที่เคาวน์เตอร์บอกว่า […]

ถ้ายังหางานที่เป็นตัวของตัวเองที่สุดไม่ได้ ควรทำอย่างไรดี 

ถ้ายังหา งานที่เป็นตัวของตัวเองที่สุด ไม่ได้ ควรทำอย่างไรดี มีหลายคนที่เรียกร้องหาแต่ ” งานที่เป็นตัวของตัวเองที่สุด “ มากจนเกินไป จนทำให้ดูเหมือนไม่มีความสุขในชีวิต บางคนถึงกับเก็บตัวซึมเศร้า เพราะสิ่งที่ได้รับมอบหมายไม่ใช่งานที่ชอบ หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะยังค้นหา “สิ่งที่ตนอยากทำ” ไม่เจอสักที  การที่บางคนวิ่งไล่ตามคำบางคำที่เป็นเหมือนภาพลวงตา เช่น ความเป็นตัวเอง ค้นหาตัวเอง เพียงเพราะอยากยกย่องเชิดชูตัวเอง แสดงลักษณะเฉพาะของตนผ่านผลงาน เพื่อยืนยันการมีตัวตนบนโลกใบนี้  ทิศทางของสังคมที่มุ่งเน้นความสำคัญไปที่ การหาค้นหาตัวเองผ่านหน้าที่การงาน เกิดจากสภาพแวดล้อมในการทำงานที่สลับซับซ้อนมากขึ้น จนทำให้ปัจจุบันกลายเป็นยุคที่คนทำงานไม่สามารถสัมผัสได้ถึงตัวตนของตนเองในการทำงาน     เทียบกับสมัยก่อนที่ “การทุ่มเททำงาน” เพื่อสังคมหรือครอบครัวเปรียบเหมือนการได้ทำความดี ทำให้รับรู้ถึงคุณค่าในการทำงานได้มากกว่า และยังมีสภาพแวดล้อมที่ช่วยกระตุ้นให้ทุ่มเทกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จึงทำให้สามารถฝึกปรือความสามารถของตนได้ และผลลัพธ์คือ ทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นดีขึ้นนั่นเอง ในยุคปัจจุบัน ความสำคัญของงานไม่ใช่แค่การค้นพบ “ความเป็นตัวเอง” เท่านั้น แม้จะไม่ได้ทำงานที่ชอบ ก็ขอให้เลี้ยงดูครอบครัวได้ มีรายได้ที่แน่นอน ตราบใดที่ตั้งใจทำงานไปเรื่อย ๆ ก็ต้องได้อะไรหลาย ๆ อย่างจากการทำงานบ้าง หรืออย่างน้อยขอให้คิดแค่ว่า ได้มีเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และทำงานให้ใครสักคนพอใจก็ใช้ได้แล้ว   […]

ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานด้วยการเชื่อในตัวเอง 

ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานด้วยการ เชื่อในตัวเอง  งานวิจัยทางจิตวิทยาแสดงให้เห็นว่า ความ เชื่อในตัวเอง เชิงบวกมีผลกระทบที่วัดผลได้กับการแสดงศักยภาพทางกีฬา ซึ่งเทียบได้พอกันกับสาระกระตุ้นที่ผิดกฎหมาย รายงานซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร Scientific American Mind อ้างว่า ความเชื่อในตัวเองเชิงบวกและความเชื่อใน “ภาพลักษณ์ตายตัวเชิงบวก” เพิ่มศักยภาพของบุคคลหรือทีมได้มากถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากพอที่จะชี้เป็นชี้ตายระหว่างชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ได้ ศาสตราจารย์อเล็กซ์ ฮาซลาม แห่งมหาวิทยาลัยเอกเซเตอร์กล่าว “ความคิดช่วยเพิ่มศักยภาพทั้งส่วนบุคคลและกลุ่มได้  เช่น ถ้าคุณเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่คุ้นเคยกับคำว่า “สุดยอดทีม” ก็จะช่วยให้คุณพิชิตเป้าหมายส่วนตัวได้ด้วย “     ทีมงานวิจัยสรุปว่า ถ้าทีมฟุตบอลอังกฤษมีความเชื่อในตัวเองมากขึ้นจะเทียบชั้นกับทีมเยอรมนีได้ ข้อสรุปนี้อาจจะพูดเกินไปหน่อย ถ้าดูจากผลงานในตอนนี้แต่งานวิจัยพบแน่ชัดว่าทฤษฎีนี้ไม่ได้ใช้กับแวดวงกีฬาเท่านั้น แต่ยังใช้กับเรื่องอื่นในชีวิตได้อีกด้วย เช่น ผู้หญิงเอเชียกลุ่มหนึ่งเข้าร่วมการทดสอบคณิตศาสตร์ บางคนระบุว่าเป็นผู้หญิง บางคนระบุว่าเป็นชาวเอเชีย พวกที่ระบุว่าเป็น “ชาวเอเชีย” ทำคะแนนได้ดีกว่าพวกที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ผู้หญิง” มาก งานวิจัยให้เหตุผลว่า ที่เป็นอย่างนี้เกิดจากการติดกับภาพลักษณ์ตายตัวที่ว่าผู้หญิงไม่เก่งเลข ส่วนชาวเอเชียนั้นเป็นหัวกะทิในวิชานี้ กลับมาที่เรื่องของกีฬากันบ้าง การทำลายสถิติการวิ่ง 1 ไมล์ใน 4 นาทีนับเป็นกรณีตัวอย่าง ในวันที่ 6 พฤษภาคม […]

ทางออกของการแก้ปัญหา ทำงานไม่ได้เรื่อง 

ทางออกของการแก้ ปัญหา ทำงานไม่ได้เรื่อง แม้ว่าสถานการณ์ในครอบครัว คนเรามักเป็นส่วนหนึ่งของ ปัญหา การถอนตัวออกจากสถานการณ์มักให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เพราะที่แท้แล้วทุกครอบครัวมีความรักเป็นพื้นฐาน “ขอเพียงรักกัน เรื่องร้ายก็กลายเป็นดีได้เสมอ” แต่ในบางสถานการณ์ การถอนตัวออกมาเท่ากับหนีปัญหามากกว่าที่จะตีความเป็นอย่างอื่นได้ การหนีปัญหาทำให้คนอื่นเสียหายและทำให้ตัวเองเสียหาย เช่น ความเครียดในที่ทำงาน องค์กรทุกแห่งมีเป้าหมายขององค์กรเป็นพื้นฐาน มีทั้งวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายหลัก เป้าหมายรอง ยุทธศาสตร์ และตัวชี้วัด แต่น้อยแห่งที่จะมีความรักเป็นพื้นฐานร่วมด้วย ซึ่งหากองค์กรใด ๆ ไม่ได้มีความรักเป็นพื้นฐานด้วยแล้ว หากเราพบปัญหาหรือมีความเครียดในที่ทำงานแล้วเลือกถอนตัวออกจากสถานการณ์ ก็มักจะไม่มีใครในองค์กรที่รักคุณมากพอจะโอบอุ้มช่วยเหลือ มีแต่จะตัดเนื้อร้ายทิ้งไป     แล้วถ้าคุณทำแบบนี้ในทุกที่ทำงาน ในที่สุดคุณจะเป็นคนที่ไร้ค่า พูดเช่นนี้มิได้หมายความว่าคนอื่นเห็นคุณไม่เอาไหน ตัวเองก็จะเห็นตัวเองไม่เอาไหนด้วย ซึ่งจะเป็นเรื่องที่แย่ที่สุด ความรู้สึกแย่ ๆ ที่มีต่อตนเองเป็นความรู้สึกที่แย่มากกว่าความรู้สึกแย่ ๆ เองเสียอีก เมื่อพบปัญหาหรือความเครียดในที่ทำงาน สิ่งที่ต้องทำคือ ไปคลายเครียดให้ได้ นั่นคือ ไปออกกำลังกายให้มาก น่าจะรู้สึกดีขึ้น แน่นอนว่า กลับมาทุกอย่างย่อมต้องเหมือนเดิมด้วย หัวหน้างานคนเดิม เพื่อร่วมงานพวกเดิม ผู้ใต้บังคับบัญชากลุ่มเดิม ผู้บริหารสูงสุดชุดเดิม วิสัยทัศน์ พันธกิจ […]

ทำไมต้องเลิกกับแฟนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไขความลับแห่งใจที่เชื่อว่ายังหารักแท้ไม่เจอ

ทำไมต้อง เลิกกับแฟนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไขความลับแห่งใจที่เชื่อว่ายังหารักแท้ไม่เจอ เรื่องของความรักเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเกินที่จะเข้าใจได้ง่าย หากไม่ได้สัมผัสด้วยตนเอง เคยสังเกตไหมว่าเรามีเพื่อนหรือคนใกล้ตัวที่เปลี่ยนแฟนบ้าง หรือคบกันไม่กี่เดือนก็เลิกลากันเสียแล้ว อะไรคือปัญหาที่ต้อง เลิกกับแฟนซ้ำแล้วแฟนเล่า วันนี้ซีเคร็ตจะพาทุกท่านไปไขความลับแห่งใจ โดยคุณริวโนะสุเกะ โคะฮิเกะ พระอาจารย์ชาวญี่ปุ่นที่สามารถเทศนาธรรมะได้เข้ากับคนรุ่นใหม่ได้อย่างเข้าอกเข้าใจ     ใครที่มีความคิดแบบนี้ขึ้นมาว่า “หมู่นี้เวลาอยู่กับแฟนแล้วรู้สึกเบื่อจัง อยากตื่นเต้นเหมือนตอนจีบกันใหม่ ๆ “ หรือ “เวลาแฟนเย็นชาใส่ เรารู้สึกคลั่งไคล้ แต่พอแฟนหันมาเอาใจ เรากลับรู้สึกเฉย ๆ” คนที่รู้สึกแบบนี้ขอให้ระวังไว้ว่า คุณอาจเป็นพวก “เสพติดความรัก” ที่ต้องการสิ่งเร้า ความรู้สึกตื่นเต้นเวลามีความรัก บางคนอาจมองว่าเป็นสิ่งสวยงาม แต่ตัวตนที่แท้จริงของความตื่นเต้นคือสิ่งกระตุ้นเร้าที่เรียกว่า “ความกังวล” ที่เรารู้สึกตื่นเต้น นั่นเพราะเรากังวลใจไปเองว่า “ถ้าเกิดไปกับเขาไม่ได้จะทำอย่างไรดี” พอความสัมพันธ์เริ่มมั่นคงจนหมดความกังวลแล้ว ความรู้สึกตื่นเต้นก็จะค่อย ๆ หายไป จริง ๆ แล้วการไม่มีความกังวลน่าจะเป็นเรื่องดี แต่สำหรับคนที่โหยหาสิ่งเร้าจากความรักตลอดนั้น น่าเศร้าที่ว่า ยิ่งความรักไปได้สวยเท่าไร ยิ่งรู้สึกเบื่อหน่ายมากขึ้นเท่านั้น      บางคนอยากได้ความรู้สึกตื่นเต้นแบบใหม่ ๆ ก็ทำเป็นหึงหวงโดยไม่จำเป็น หรือแกล้งสร้างปัญหาขึ้นเพื่อสร้างความกังวลเรื่องการเลิกรา แต่ถ้าคนไหนอาการหนักก็อาจจะคบฟาคนใหม่แทน […]

3 เคล็ดลับการเขียนเรซูเม่ให้ดีและปังจนเจ้านายสะดุดตาแต่แรกเห็น

3 เคล็ดลับการเขียนเรซูเม่ ให้ดีและปังจนเจ้านายสะดุดตาแต่แรกเห็น 3 เคล็ดลับการเขียนเรซูเม่ อย่างไรให้ดี และมีชัยไปกว่าครึ่งนี่ เป็นเคล็ดลับของคุณคิมซองจุน นักพูดสร้างแรงบันดาลใจชาวเกาหลี และทั้งยังเป็นเจ้าของบริษัท SJ Connection ผู้มีประสบการณ์ในสายธุรกิจเป็นอย่างดี รับรองว่าถ้าทำตามนี้เรซูเม่ของคุณจะทำให้สมัครงานได้อย่างแน่นอน 1. เขียนจดหมายแนะนำตัวที่บ่งบอกความเป็นตัวเรา ส่วนแรกที่ดึงสายตาแรกสุดบนหน้าแรกของเรซูเม่คือ cover letter หรือจดหมายแนะนำตัว ซึ่งเป็นส่วนเขียนแนะนำตัวเองอย่างง่าย ๆ ส่วนนี้จึงเป็นส่วนที่เราต้องใส่ใจให้มากที่สุด ไม่ควรเขียนยาวหรือสั้นเกินไป ตอนผมทำงานให้คำปรึกษา เห็นมีหลายคนทีเดียวที่ชอบเขียนยาวเฟื้อยเหมือนนิยาย ลองนึกถึงผู้ว่าจ้างที่ต้องอ่านเรซูเม่วันละหลายสิบหรือหลายร้อยฉบับดูสิครับ การเขียนวกวนแต่เรื่องไม่สำคัญรังแต่จะทำให้เขารำคาญและเสียเวลา ควรเขียนคติการใช้ชีวิตที่กระแทกใจและสามารถแสดงตัวตนของเราได้ดีสักประโยค สิ่งสำคัญคือเขียนด้วยประโยค สิ่งสำคัญคือเขียนด้วยประโยคสั้นกระชับ มีเอกลักษณ์ในแบบของเรา นายจ้างส่วนใหญ่มีประสบการณ์ทำงานมายาวนาน พวกเขาต่างละเหี่ยใจกับการเขียนแนะนำตัวรูปแบบเดิม ๆ เหมือนกันไปหมด จดหมายแนะนำตัวที่แม้จะไม่สละสลวย แต่เขียนซื่อ ๆ ตรงไปตรงมาจึงสามารถดึงความสนใจพวกเขาได้ ลองดูตัวอย่างประโยคแรกจากจดหมายแนะนำตัวของผมกันครับ     ก่อนจะเข้าเรื่องสมัครงาน ผมมีอะไรต้องบอกคุณตามตรง ผมอยากให้เรซูเม่ของผมดึงความสนใจนายจ้างจากเรซูเม่ของคนอื่น ๆ และไม่อยากเขียนแนะนำตัวเหมือนใคร จึงเกริ่นนำด้วยการชักจูงให้เขาลองอ่านเรื่องราวของผมต่อ หรือคุณอาจจะใช้ประโยคห้าวหาญว่า “ถ้าคุณอ่านจดหมายสมัครงานของผม แล้วคุณจะต้องประหลาดใจ” หัวใจหลักคืออย่าเขียนให้เหมือนคนอื่น แนะนำว่าเวลานึกไอเดียดี ๆ […]

ยอมรับการเปลี่ยนแปลง คือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

ยอมรับการเปลี่ยนแปลง คือการ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส จง เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ฟังดูแล้วหัวใจของเราพองโตขึ้นมาได้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่เมื่อคิดดูอีกที วิกฤตเป็นสิ่งที่น่ากลัวอยู่นะ เราจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างไรกัน ลองมาอ่านเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ซึ่งมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของคุณยูนมุนวอน เจ้าของผลงานเรื่อง “คนหนุ่มสาวผู้เข้มแข็งคนหนุ่มสาวผู้อ่อนไหว” กันค่ะ แล้วจะทราบว่าเราจะทำให้วิกฤตกลายเป็นโอกาสของเราได้อย่างไร หลายคนเมื่อเกิดวิฤกติขึ้นกับตนเอง หรือเจอปัญหาใหญ่ ๆ ในชีวิตก็ตาม ความท้อแท้ใจย่อมเกิดขึ้น จนไม่อยากผลักดันตนเองไปข้างหน้าอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก คุณยูนมุนวอนกล่าวว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เราไม่ควรอยู่ใกล้คนที่ชอบบ่นว่า “ก็ทำแบบนี้มาตลอด อย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว จะเปลี่ยนวิธีใหม่ไปทำไม“ คือพวกที่ไม่ยอมรับสิ่งใหม่ ๆ ไม่ยอมพัฒนาตนเองให้ไปตามยุคสมัย ทั้งที่คนอื่นไปไหนต่อไหนกันแล้ว     หากคุณสนิทสนมกับคนแบบนี้สิ่งที่ตามมาคือการที่คุณจะพลอยคิดไม่อยากพัฒนาศักยภาพตนเองไปด้วย  ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพียงนี้ การยึดติดอยู่กับความคิดเดิม ๆ จะทำให้ต้องประสบกับปัญหาในอนาคตอย่างแน่นอน หากไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตนเองเลย   “จงปล่อยเชือกที่คุณจับไว้อย่างมั่นคง แล้วคว้าเชือกเส้นใหม่ที่อยู่ข้างหน้า”   อย่ากลัวและท้อแท้ต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะโลกทุกวันนี้ไม่ได้ติดอยู่กับบรรทัดฐานเดิม ๆ อีกต่อไปแล้ว และนี้คือโอกาสที่จะทำให้คุณสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้ ดังคำที่ว่า   “ต้นไม้ต้องโปรยกลีบดอกทิ้ง ก่อนที่จะผลิรวงผลขึ้นได้”     คนเราทุกคนกลัวความไม่แน่นอนของชีวิต […]

อย่าให้สิ่งที่ทำผิดพลาดในอดีต กลายเป็นอุปสรรคในชีวิตของคุณ

อย่าให้สิ่งที่ทำผิดพลาดในอดีต กลายเป็น อุปสรรคในชีวิต ของคุณ เอมี โมริน เล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า “กลอเรีย” เธอเป็นคนที่ชอบโทษตัวตนอยู่เสมอ ว่าสิ่งที่เธอทำผิดพลาดไปในอดีตนั้น เป็นความผิดของเธอเพียงคนเดียว และยากที่จะให้อภัยตัวเองได้ ความผิดพลาดในอดีตของเธอจึงกลายเป็น อุปสรรคในชีวิต ของเธอเลยทีเดียว จนกระทั่งเธอได้เข้าพบจิตแพทย์คนหนึ่ง และเขาได้บอกกับกลอเรียว่า   “เราสามารถเรียนรู้อะไรได้มากมายจากสิ่งที่เราทำผิดพลาดในอดีต”     ความคิดของเธอได้เปลี่ยนไปหลังจากได้ยินคำพูดนี้ เธอวางเฉยเรื่องในอดีต หันมาสนใจคนใกล้ตัวคือลูกสาวของเธอเองมากขึ้น เมื่อวันเวลาผ่านไปเธอสามารถบอกเล่าสิ่งที่เธอเคยทำผิดพลาดไปได้อย่างเต็มปาก และไม่คิดละอายหรือทุกข์กับมันอีก เพราะมันได้สอนให้เธอเป็นเธอที่ดีในตอนนี้และอนาคตอีกด้วย ก้าวแรกที่กลอเรียเลิกจมอยู่กับความรู้สึกผิดกับสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต คือ “การเปลี่ยนวิธีคิดของเธอ” การที่จะทำให้เธอสามารถอยู่ร่วมกับอดีตได้ คือการเริ่มต้นที่กระบวนการความคิด ถ้าไม่เปลี่ยนความคิดที่มีต่อมัน อารมณ์และพฤติกรรมที่ไม่ดีจะมีอิทธิพลต่อเราทันที     ลองมาดูกันว่า กลอเรียจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร เธอกำหนดเวลาให้ตนเองคิดถึงอดีตให้น้อยลง เพราะอย่างไรก็ไม่มีใครสามารถบ่งการความคิดและความทรงจำของเราได้ จึงไม่แปลกที่ความทรงจำในอดีตจะผุดขึ้นมาโดยมิได้นัดหมาย อันนี้เราต้องมีสติสัมปชัญญะพอสมควร เพราะเราต้องสามารถยับยั้งตนเองได้ว่า เราไม่สามารถจมอยู่กับมันได้ตลอดไป การที่เราจมอยู่กับมันนาน ๆ ช่างไม่ต่างจากการลงโทษตัวเองให้ทรมาน ดังนั้นกลอเรียจึงกำหนดเวลาขึ้นว่า เวลาที่มันผุดขึ้นมาเธอจะอยู่กับความทรงจำนั้นแค่ 20 นาทีเท่านั้นพอ   “เราไม่สามารถจมอยู่กับมันได้ตลอดไป”   ลองหากิจกรรมอื่นทำ เมื่อความทรงจำในอดีตเพื่อนยากผุดขึ้นมา […]

keyboard_arrow_up