ทำอย่างไรถึงจะเลิกอิจฉาในความสำเร็จของผู้อื่น 

ทำอย่างไรถึงจะเลิกอิจฉาใน ความสำเร็จของผู้อื่น หากคุณปฏิบัติตัวในลักษณะที่ตรงกับคุณค่าและเป้าหมายของตัวเองอยู่แล้ว แต่ยังคงขุ่นเคืองใน ความสำเร็จของผู้อื่น เป็นไปได้ว่าอาจจะมีความคิดไร้เหตุผลมาก่อกวนความสามารถของคุณในการชื่นชมกับความสำเร็จของพวกเขา หากคุณคิดอยู่เนือง ๆ ว่าฉันโง่เง่า หรือฉันไม่ดีเท่าคนอื่น อาจเป็นไปได้ว่าคุณรู้สึกโกรธเคืองเมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุขไปกับความสำเร็จของพวกเขา ไม่เพียงคุณจะมองตัวเองอย่างไม่มีเหตุผล แต่คุณอาจจะมองคนอื่นอย่างไม่มีเหตุผลด้วยเช่นกัน     งานวิจัยในปี ค.ศ. 2013 หัวข้อว่า “ความอิจฉาในเฟซบุ๊ก : ภัยต่อความพึงพอใจในชีวิตของผู้ใช้ที่แอบซ่อนอยู่” อธิบายว่าทำไมบางคนถึงประสบกับความรู้สึกในเชิงลบขณะที่พวกเขาเล่นเฟซบุ๊ก นักวิจัยพบว่าผู้คนจะรู้สึกโกรธและเคืองขุ่นมากที่สุดเมื่อ “เพื่อน” ของพวกเขาแชร์รูปภาพจากการท่องเที่ยว พวกเขายังคงโกรธเคืองเมื่อ “เพื่อน” ได้รับคำอวยพร “สุขสันต์วันเกิด” เป็นจำนวนมากในวันเกิด ที่น่ากลัวคือการศึกษาวิจัยสรุปผลว่า คนที่รู้สึกถึงอารมณ์เชิงลบมากในขณะเล่นเฟซบุ๊กเผชิญกับความพึงพอใจโดยรวมในชีวิตที่ลดลง นี่โลกของเรากลายมาเป็นแบบนี้แล้วอย่างนั้นหรือ ที่เรากลายเป็นไม่พอใจกับชีวิตของตัวเองหากเราคิดว่าคนที่โตแล้วคนอื่นได้รับคำอวยพรในวันเกิดมากมายบนเฟซบุ๊ก หรือที่เราจะรู้สึกโกรธเคืองเพราะเพื่อนไปเที่ยวพักผ่อน   หากคุณพบว่าตัวเองโกรธเคืองผู้อื่น ลองใช้กลยุทธ์เหล่านี้ในการเปลี่ยนความคิดของตัวเอง      หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นก็เหมือนกับการเปรียบเทียบแอ๊ปเปิ้ลกับส้ม คุณมีความสามารถพิเศษ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในชีวิตของตัวคุณเอง ดังนั้นการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นนั้นไม่ใช่วิธีที่เที่ยงตรงในการวัดคุณค่าในตัวของคุณ ในทางกลับกัน เปรียบเทียบตัวคุณกับคน ที่คุณเคยเป็น และวัดว่าคุณมีพัฒนาการอย่างไรในการเป็นตัวของตัวเอง สร้างความรับรู้ต่อการเหมารวมของคุณ  พยายามทำความรู้จักคนอื่นแทนที่จะตัดสินพวกเขาอย่างอัตโนมัติจากการเหมารวม อย่ายอมให้ตัวเองทึกทึกว่าใครสักคนที่มีเงินทอง ชื่อเสียงหรืออะไรก็ตามที่คุณรู้สึกอิจฉาคือคนไม่ดีด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง […]

ประสบความสำเร็จเรื่องความรัก ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า

ประสบความสำเร็จเรื่องความรัก ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า แต่ยังไม่เชี่ยวชาญก็ไม่เป็นไร ! เมื่ออยาก ประสบความสำเร็จเรื่องความรัก สิ่งที่คุณควรทำอย่างเป็นรูปธรรมอันดับแรกโดยไม่ต้องคิดว่าเป็นเรื่องยาก คือ การลองจินตนาการว่าหลังจากประสบความสำเร็จเรื่องความรักแล้วตัวเองจะเป็นคนแบบไหนนะ ตอนนั้นคงจะเป็นคนที่มีใบหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้มเสมอ มีเสน่ห์และดูท่าทางความสุขแน่ ๆ เลย นี่คือขั้นตอนในการสร้างความสำเร็จเรื่องความรัก กล่าวคือ (ตัวเองหลังจาก) สมหวังในเรื่องรัก = รอยยิ้ม/ เสน่ห์/ ความสุข (รอยยิ้มจะทำให้กลายเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์เป็นอย่างมาก)     คนที่บอกว่า การจินตนาการภาพขณะที่กำลังสมหวังเรื่องความรักเป็นเรื่องยาก ก็อาจจินตนาการภาพตัวเองที่มีใบหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้มเสมอ มีเสน่ห์ และท่าทางมีความสุขแทนก็ได้ ดังนั้น ลงมือทำตอนนี้เลย ทำให้ตนเองมีรอยยิ้มเสมอ มีเสน่ห์ และท่าทางมีความสุข การสร้างรอยยิ้มนั้นสามารถทำได้ทันทีโดยข้ามขั้นตอนการจินตนาการภาพได้เลย แม้จะเป็นรอยยิ้มที่ไม่เป็นธรรมชาตินัก แต่ก็ให้ลองยิ้มไปก่อนเดี๋ยวนี้เลย     เมื่อทำเช่นนั้น ก็จะไม่ได้เกิดขึ้นแค่ภาพจินตนาการ (ความคิด) เท่านั้น แต่ความจริงก็จะเกิดขึ้นด้วยทันที แค่ยกมุมปากขึ้นก็ได้นะคะ ลองควบคุมรอยยิ้มซึ่งปกติเราเคยทำไปโดยไม่รู้ตัวอย่างมีสติด้วยตนเองกันเถอะ เวลาที่สนทนากับคนอื่นก็ “ยิ้ม” ก่อนเริ่มพูดและทุกครั้งที่พูดจบก็ “ยิ้ม” เวลาหันหน้าเข้าหาคอมพิวเตอร์หรือเวลามองโทรศัพท์มือถือ หากรู้สึกตัวให้ลอง “ยิ้ม” เวลาไปร้านสะดวกซื้อที่ไปเป็นประจำก็เช่นกัน ถ้าพนักงานคิดเงินที่เคาวน์เตอร์บอกว่า […]

ถ้ายังหางานที่เป็นตัวของตัวเองที่สุดไม่ได้ ควรทำอย่างไรดี 

ถ้ายังหา งานที่เป็นตัวของตัวเองที่สุด ไม่ได้ ควรทำอย่างไรดี มีหลายคนที่เรียกร้องหาแต่ ” งานที่เป็นตัวของตัวเองที่สุด “ มากจนเกินไป จนทำให้ดูเหมือนไม่มีความสุขในชีวิต บางคนถึงกับเก็บตัวซึมเศร้า เพราะสิ่งที่ได้รับมอบหมายไม่ใช่งานที่ชอบ หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะยังค้นหา “สิ่งที่ตนอยากทำ” ไม่เจอสักที  การที่บางคนวิ่งไล่ตามคำบางคำที่เป็นเหมือนภาพลวงตา เช่น ความเป็นตัวเอง ค้นหาตัวเอง เพียงเพราะอยากยกย่องเชิดชูตัวเอง แสดงลักษณะเฉพาะของตนผ่านผลงาน เพื่อยืนยันการมีตัวตนบนโลกใบนี้  ทิศทางของสังคมที่มุ่งเน้นความสำคัญไปที่ การหาค้นหาตัวเองผ่านหน้าที่การงาน เกิดจากสภาพแวดล้อมในการทำงานที่สลับซับซ้อนมากขึ้น จนทำให้ปัจจุบันกลายเป็นยุคที่คนทำงานไม่สามารถสัมผัสได้ถึงตัวตนของตนเองในการทำงาน     เทียบกับสมัยก่อนที่ “การทุ่มเททำงาน” เพื่อสังคมหรือครอบครัวเปรียบเหมือนการได้ทำความดี ทำให้รับรู้ถึงคุณค่าในการทำงานได้มากกว่า และยังมีสภาพแวดล้อมที่ช่วยกระตุ้นให้ทุ่มเทกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จึงทำให้สามารถฝึกปรือความสามารถของตนได้ และผลลัพธ์คือ ทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นดีขึ้นนั่นเอง ในยุคปัจจุบัน ความสำคัญของงานไม่ใช่แค่การค้นพบ “ความเป็นตัวเอง” เท่านั้น แม้จะไม่ได้ทำงานที่ชอบ ก็ขอให้เลี้ยงดูครอบครัวได้ มีรายได้ที่แน่นอน ตราบใดที่ตั้งใจทำงานไปเรื่อย ๆ ก็ต้องได้อะไรหลาย ๆ อย่างจากการทำงานบ้าง หรืออย่างน้อยขอให้คิดแค่ว่า ได้มีเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และทำงานให้ใครสักคนพอใจก็ใช้ได้แล้ว   […]

ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานด้วยการเชื่อในตัวเอง 

ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานด้วยการ เชื่อในตัวเอง  งานวิจัยทางจิตวิทยาแสดงให้เห็นว่า ความ เชื่อในตัวเอง เชิงบวกมีผลกระทบที่วัดผลได้กับการแสดงศักยภาพทางกีฬา ซึ่งเทียบได้พอกันกับสาระกระตุ้นที่ผิดกฎหมาย รายงานซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร Scientific American Mind อ้างว่า ความเชื่อในตัวเองเชิงบวกและความเชื่อใน “ภาพลักษณ์ตายตัวเชิงบวก” เพิ่มศักยภาพของบุคคลหรือทีมได้มากถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากพอที่จะชี้เป็นชี้ตายระหว่างชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ได้ ศาสตราจารย์อเล็กซ์ ฮาซลาม แห่งมหาวิทยาลัยเอกเซเตอร์กล่าว “ความคิดช่วยเพิ่มศักยภาพทั้งส่วนบุคคลและกลุ่มได้  เช่น ถ้าคุณเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่คุ้นเคยกับคำว่า “สุดยอดทีม” ก็จะช่วยให้คุณพิชิตเป้าหมายส่วนตัวได้ด้วย “     ทีมงานวิจัยสรุปว่า ถ้าทีมฟุตบอลอังกฤษมีความเชื่อในตัวเองมากขึ้นจะเทียบชั้นกับทีมเยอรมนีได้ ข้อสรุปนี้อาจจะพูดเกินไปหน่อย ถ้าดูจากผลงานในตอนนี้แต่งานวิจัยพบแน่ชัดว่าทฤษฎีนี้ไม่ได้ใช้กับแวดวงกีฬาเท่านั้น แต่ยังใช้กับเรื่องอื่นในชีวิตได้อีกด้วย เช่น ผู้หญิงเอเชียกลุ่มหนึ่งเข้าร่วมการทดสอบคณิตศาสตร์ บางคนระบุว่าเป็นผู้หญิง บางคนระบุว่าเป็นชาวเอเชีย พวกที่ระบุว่าเป็น “ชาวเอเชีย” ทำคะแนนได้ดีกว่าพวกที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ผู้หญิง” มาก งานวิจัยให้เหตุผลว่า ที่เป็นอย่างนี้เกิดจากการติดกับภาพลักษณ์ตายตัวที่ว่าผู้หญิงไม่เก่งเลข ส่วนชาวเอเชียนั้นเป็นหัวกะทิในวิชานี้ กลับมาที่เรื่องของกีฬากันบ้าง การทำลายสถิติการวิ่ง 1 ไมล์ใน 4 นาทีนับเป็นกรณีตัวอย่าง ในวันที่ 6 พฤษภาคม […]

ทางออกของการแก้ปัญหา ทำงานไม่ได้เรื่อง 

ทางออกของการแก้ ปัญหา ทำงานไม่ได้เรื่อง แม้ว่าสถานการณ์ในครอบครัว คนเรามักเป็นส่วนหนึ่งของ ปัญหา การถอนตัวออกจากสถานการณ์มักให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เพราะที่แท้แล้วทุกครอบครัวมีความรักเป็นพื้นฐาน “ขอเพียงรักกัน เรื่องร้ายก็กลายเป็นดีได้เสมอ” แต่ในบางสถานการณ์ การถอนตัวออกมาเท่ากับหนีปัญหามากกว่าที่จะตีความเป็นอย่างอื่นได้ การหนีปัญหาทำให้คนอื่นเสียหายและทำให้ตัวเองเสียหาย เช่น ความเครียดในที่ทำงาน องค์กรทุกแห่งมีเป้าหมายขององค์กรเป็นพื้นฐาน มีทั้งวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายหลัก เป้าหมายรอง ยุทธศาสตร์ และตัวชี้วัด แต่น้อยแห่งที่จะมีความรักเป็นพื้นฐานร่วมด้วย ซึ่งหากองค์กรใด ๆ ไม่ได้มีความรักเป็นพื้นฐานด้วยแล้ว หากเราพบปัญหาหรือมีความเครียดในที่ทำงานแล้วเลือกถอนตัวออกจากสถานการณ์ ก็มักจะไม่มีใครในองค์กรที่รักคุณมากพอจะโอบอุ้มช่วยเหลือ มีแต่จะตัดเนื้อร้ายทิ้งไป     แล้วถ้าคุณทำแบบนี้ในทุกที่ทำงาน ในที่สุดคุณจะเป็นคนที่ไร้ค่า พูดเช่นนี้มิได้หมายความว่าคนอื่นเห็นคุณไม่เอาไหน ตัวเองก็จะเห็นตัวเองไม่เอาไหนด้วย ซึ่งจะเป็นเรื่องที่แย่ที่สุด ความรู้สึกแย่ ๆ ที่มีต่อตนเองเป็นความรู้สึกที่แย่มากกว่าความรู้สึกแย่ ๆ เองเสียอีก เมื่อพบปัญหาหรือความเครียดในที่ทำงาน สิ่งที่ต้องทำคือ ไปคลายเครียดให้ได้ นั่นคือ ไปออกกำลังกายให้มาก น่าจะรู้สึกดีขึ้น แน่นอนว่า กลับมาทุกอย่างย่อมต้องเหมือนเดิมด้วย หัวหน้างานคนเดิม เพื่อร่วมงานพวกเดิม ผู้ใต้บังคับบัญชากลุ่มเดิม ผู้บริหารสูงสุดชุดเดิม วิสัยทัศน์ พันธกิจ […]

ทำไมต้องเลิกกับแฟนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไขความลับแห่งใจที่เชื่อว่ายังหารักแท้ไม่เจอ

ทำไมต้อง เลิกกับแฟนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไขความลับแห่งใจที่เชื่อว่ายังหารักแท้ไม่เจอ เรื่องของความรักเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเกินที่จะเข้าใจได้ง่าย หากไม่ได้สัมผัสด้วยตนเอง เคยสังเกตไหมว่าเรามีเพื่อนหรือคนใกล้ตัวที่เปลี่ยนแฟนบ้าง หรือคบกันไม่กี่เดือนก็เลิกลากันเสียแล้ว อะไรคือปัญหาที่ต้อง เลิกกับแฟนซ้ำแล้วแฟนเล่า วันนี้ซีเคร็ตจะพาทุกท่านไปไขความลับแห่งใจ โดยคุณริวโนะสุเกะ โคะฮิเกะ พระอาจารย์ชาวญี่ปุ่นที่สามารถเทศนาธรรมะได้เข้ากับคนรุ่นใหม่ได้อย่างเข้าอกเข้าใจ     ใครที่มีความคิดแบบนี้ขึ้นมาว่า “หมู่นี้เวลาอยู่กับแฟนแล้วรู้สึกเบื่อจัง อยากตื่นเต้นเหมือนตอนจีบกันใหม่ ๆ “ หรือ “เวลาแฟนเย็นชาใส่ เรารู้สึกคลั่งไคล้ แต่พอแฟนหันมาเอาใจ เรากลับรู้สึกเฉย ๆ” คนที่รู้สึกแบบนี้ขอให้ระวังไว้ว่า คุณอาจเป็นพวก “เสพติดความรัก” ที่ต้องการสิ่งเร้า ความรู้สึกตื่นเต้นเวลามีความรัก บางคนอาจมองว่าเป็นสิ่งสวยงาม แต่ตัวตนที่แท้จริงของความตื่นเต้นคือสิ่งกระตุ้นเร้าที่เรียกว่า “ความกังวล” ที่เรารู้สึกตื่นเต้น นั่นเพราะเรากังวลใจไปเองว่า “ถ้าเกิดไปกับเขาไม่ได้จะทำอย่างไรดี” พอความสัมพันธ์เริ่มมั่นคงจนหมดความกังวลแล้ว ความรู้สึกตื่นเต้นก็จะค่อย ๆ หายไป จริง ๆ แล้วการไม่มีความกังวลน่าจะเป็นเรื่องดี แต่สำหรับคนที่โหยหาสิ่งเร้าจากความรักตลอดนั้น น่าเศร้าที่ว่า ยิ่งความรักไปได้สวยเท่าไร ยิ่งรู้สึกเบื่อหน่ายมากขึ้นเท่านั้น      บางคนอยากได้ความรู้สึกตื่นเต้นแบบใหม่ ๆ ก็ทำเป็นหึงหวงโดยไม่จำเป็น หรือแกล้งสร้างปัญหาขึ้นเพื่อสร้างความกังวลเรื่องการเลิกรา แต่ถ้าคนไหนอาการหนักก็อาจจะคบฟาคนใหม่แทน […]

3 เคล็ดลับการเขียนเรซูเม่ให้ดีและปังจนเจ้านายสะดุดตาแต่แรกเห็น

3 เคล็ดลับการเขียนเรซูเม่ ให้ดีและปังจนเจ้านายสะดุดตาแต่แรกเห็น 3 เคล็ดลับการเขียนเรซูเม่ อย่างไรให้ดี และมีชัยไปกว่าครึ่งนี่ เป็นเคล็ดลับของคุณคิมซองจุน นักพูดสร้างแรงบันดาลใจชาวเกาหลี และทั้งยังเป็นเจ้าของบริษัท SJ Connection ผู้มีประสบการณ์ในสายธุรกิจเป็นอย่างดี รับรองว่าถ้าทำตามนี้เรซูเม่ของคุณจะทำให้สมัครงานได้อย่างแน่นอน 1. เขียนจดหมายแนะนำตัวที่บ่งบอกความเป็นตัวเรา ส่วนแรกที่ดึงสายตาแรกสุดบนหน้าแรกของเรซูเม่คือ cover letter หรือจดหมายแนะนำตัว ซึ่งเป็นส่วนเขียนแนะนำตัวเองอย่างง่าย ๆ ส่วนนี้จึงเป็นส่วนที่เราต้องใส่ใจให้มากที่สุด ไม่ควรเขียนยาวหรือสั้นเกินไป ตอนผมทำงานให้คำปรึกษา เห็นมีหลายคนทีเดียวที่ชอบเขียนยาวเฟื้อยเหมือนนิยาย ลองนึกถึงผู้ว่าจ้างที่ต้องอ่านเรซูเม่วันละหลายสิบหรือหลายร้อยฉบับดูสิครับ การเขียนวกวนแต่เรื่องไม่สำคัญรังแต่จะทำให้เขารำคาญและเสียเวลา ควรเขียนคติการใช้ชีวิตที่กระแทกใจและสามารถแสดงตัวตนของเราได้ดีสักประโยค สิ่งสำคัญคือเขียนด้วยประโยค สิ่งสำคัญคือเขียนด้วยประโยคสั้นกระชับ มีเอกลักษณ์ในแบบของเรา นายจ้างส่วนใหญ่มีประสบการณ์ทำงานมายาวนาน พวกเขาต่างละเหี่ยใจกับการเขียนแนะนำตัวรูปแบบเดิม ๆ เหมือนกันไปหมด จดหมายแนะนำตัวที่แม้จะไม่สละสลวย แต่เขียนซื่อ ๆ ตรงไปตรงมาจึงสามารถดึงความสนใจพวกเขาได้ ลองดูตัวอย่างประโยคแรกจากจดหมายแนะนำตัวของผมกันครับ     ก่อนจะเข้าเรื่องสมัครงาน ผมมีอะไรต้องบอกคุณตามตรง ผมอยากให้เรซูเม่ของผมดึงความสนใจนายจ้างจากเรซูเม่ของคนอื่น ๆ และไม่อยากเขียนแนะนำตัวเหมือนใคร จึงเกริ่นนำด้วยการชักจูงให้เขาลองอ่านเรื่องราวของผมต่อ หรือคุณอาจจะใช้ประโยคห้าวหาญว่า “ถ้าคุณอ่านจดหมายสมัครงานของผม แล้วคุณจะต้องประหลาดใจ” หัวใจหลักคืออย่าเขียนให้เหมือนคนอื่น แนะนำว่าเวลานึกไอเดียดี ๆ […]

ยอมรับการเปลี่ยนแปลง คือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

ยอมรับการเปลี่ยนแปลง คือการ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส จง เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ฟังดูแล้วหัวใจของเราพองโตขึ้นมาได้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่เมื่อคิดดูอีกที วิกฤตเป็นสิ่งที่น่ากลัวอยู่นะ เราจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างไรกัน ลองมาอ่านเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ซึ่งมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของคุณยูนมุนวอน เจ้าของผลงานเรื่อง “คนหนุ่มสาวผู้เข้มแข็งคนหนุ่มสาวผู้อ่อนไหว” กันค่ะ แล้วจะทราบว่าเราจะทำให้วิกฤตกลายเป็นโอกาสของเราได้อย่างไร หลายคนเมื่อเกิดวิฤกติขึ้นกับตนเอง หรือเจอปัญหาใหญ่ ๆ ในชีวิตก็ตาม ความท้อแท้ใจย่อมเกิดขึ้น จนไม่อยากผลักดันตนเองไปข้างหน้าอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก คุณยูนมุนวอนกล่าวว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เราไม่ควรอยู่ใกล้คนที่ชอบบ่นว่า “ก็ทำแบบนี้มาตลอด อย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว จะเปลี่ยนวิธีใหม่ไปทำไม“ คือพวกที่ไม่ยอมรับสิ่งใหม่ ๆ ไม่ยอมพัฒนาตนเองให้ไปตามยุคสมัย ทั้งที่คนอื่นไปไหนต่อไหนกันแล้ว     หากคุณสนิทสนมกับคนแบบนี้สิ่งที่ตามมาคือการที่คุณจะพลอยคิดไม่อยากพัฒนาศักยภาพตนเองไปด้วย  ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพียงนี้ การยึดติดอยู่กับความคิดเดิม ๆ จะทำให้ต้องประสบกับปัญหาในอนาคตอย่างแน่นอน หากไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตนเองเลย   “จงปล่อยเชือกที่คุณจับไว้อย่างมั่นคง แล้วคว้าเชือกเส้นใหม่ที่อยู่ข้างหน้า”   อย่ากลัวและท้อแท้ต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะโลกทุกวันนี้ไม่ได้ติดอยู่กับบรรทัดฐานเดิม ๆ อีกต่อไปแล้ว และนี้คือโอกาสที่จะทำให้คุณสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้ ดังคำที่ว่า   “ต้นไม้ต้องโปรยกลีบดอกทิ้ง ก่อนที่จะผลิรวงผลขึ้นได้”     คนเราทุกคนกลัวความไม่แน่นอนของชีวิต […]

อย่าให้สิ่งที่ทำผิดพลาดในอดีต กลายเป็นอุปสรรคในชีวิตของคุณ

อย่าให้สิ่งที่ทำผิดพลาดในอดีต กลายเป็น อุปสรรคในชีวิต ของคุณ เอมี โมริน เล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า “กลอเรีย” เธอเป็นคนที่ชอบโทษตัวตนอยู่เสมอ ว่าสิ่งที่เธอทำผิดพลาดไปในอดีตนั้น เป็นความผิดของเธอเพียงคนเดียว และยากที่จะให้อภัยตัวเองได้ ความผิดพลาดในอดีตของเธอจึงกลายเป็น อุปสรรคในชีวิต ของเธอเลยทีเดียว จนกระทั่งเธอได้เข้าพบจิตแพทย์คนหนึ่ง และเขาได้บอกกับกลอเรียว่า   “เราสามารถเรียนรู้อะไรได้มากมายจากสิ่งที่เราทำผิดพลาดในอดีต”     ความคิดของเธอได้เปลี่ยนไปหลังจากได้ยินคำพูดนี้ เธอวางเฉยเรื่องในอดีต หันมาสนใจคนใกล้ตัวคือลูกสาวของเธอเองมากขึ้น เมื่อวันเวลาผ่านไปเธอสามารถบอกเล่าสิ่งที่เธอเคยทำผิดพลาดไปได้อย่างเต็มปาก และไม่คิดละอายหรือทุกข์กับมันอีก เพราะมันได้สอนให้เธอเป็นเธอที่ดีในตอนนี้และอนาคตอีกด้วย ก้าวแรกที่กลอเรียเลิกจมอยู่กับความรู้สึกผิดกับสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต คือ “การเปลี่ยนวิธีคิดของเธอ” การที่จะทำให้เธอสามารถอยู่ร่วมกับอดีตได้ คือการเริ่มต้นที่กระบวนการความคิด ถ้าไม่เปลี่ยนความคิดที่มีต่อมัน อารมณ์และพฤติกรรมที่ไม่ดีจะมีอิทธิพลต่อเราทันที     ลองมาดูกันว่า กลอเรียจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร เธอกำหนดเวลาให้ตนเองคิดถึงอดีตให้น้อยลง เพราะอย่างไรก็ไม่มีใครสามารถบ่งการความคิดและความทรงจำของเราได้ จึงไม่แปลกที่ความทรงจำในอดีตจะผุดขึ้นมาโดยมิได้นัดหมาย อันนี้เราต้องมีสติสัมปชัญญะพอสมควร เพราะเราต้องสามารถยับยั้งตนเองได้ว่า เราไม่สามารถจมอยู่กับมันได้ตลอดไป การที่เราจมอยู่กับมันนาน ๆ ช่างไม่ต่างจากการลงโทษตัวเองให้ทรมาน ดังนั้นกลอเรียจึงกำหนดเวลาขึ้นว่า เวลาที่มันผุดขึ้นมาเธอจะอยู่กับความทรงจำนั้นแค่ 20 นาทีเท่านั้นพอ   “เราไม่สามารถจมอยู่กับมันได้ตลอดไป”   ลองหากิจกรรมอื่นทำ เมื่อความทรงจำในอดีตเพื่อนยากผุดขึ้นมา […]

คลายเครียดจากการทำงานด้วยการเจริญสติ หนทางที่ปรับตนเองให้เป็นกุศล

คลายเครียดจากการทำงาน ด้วยการเจริญสติ หนทางที่ปรับตนเองให้เป็นกุศล ถ้าสถานที่ที่สร้างความเครียดให้เราเป็นสถานที่ทำงานก็ควรหากิจกรรมที่จะพาเราออกไปจากความเครียดนั้น ลองหันมาเจริญสติกันดูบ้างก็ไม่เลวเลยค่ะ การเจริญสติใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่จำเป็นที่หาสถานที่ให้วุ่นวายนัก เจริญสติแค่เวลาสั้น ๆ ก็ช่วยให้คุณ คลายเครียดจากการทำงาน ได้แล้ว ที่อยากให้ทุกคนลองทำคือ การเจริญสติ หรือการทำสมาธิ เวลาเราโกรธใคร หรืออยากกำจัดคนนั้นทิ้งเสีย เช่น เพื่อนร่วมงาน การทำสมาธิเป็นการปฏิบัติธรรมที่ง่ายที่สุด เป็นทางสายกลาง และไม่มีภาวะแทรกซ้อน เราจะจดจ่ออยู่กับการเฝ้าดู สังเกตความคิดและความรู้สึก รวมไปถึงการกำหนดจิตด้วยการหายใจเข้าและออก มันช่วยให้เราใจสงบนิ่ง และมีความผ่อนคลาย ถ้าไม่มีเวลาทำสมาธินาน ๆ ตามที่ตั้งใจไว้ ก็ลองหันมาสังเกตตัวเราเองก็ไม่เลวเหมือนกันนะคะ พิจารณาการก้าวย่างของขา การแกว่งแขน การกระพริบตา หรือการกระตุ้นของกล้ามเนื้อตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นต้น หรือกิจวัตรอื่นในชีวิตประจำวันก็ทำได้ เช่น การสักแต่ว่ารู้ ขณะที่กำลังล้างมืออยู่ก็รู้ว่าล้างมือ หรือสำหรับผู้ที่ชอบออกกำลังกายเพื่อคลายเครียด สามารถนำวิธีการเจริญสติมาใช้กับการออกกำลังกายได้ (สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการวิ่งลองศึกษาการเจริญสติไปพร้อมกับการวิ่งได้ที่นี่ค่ะ >>> มา วิ่งสมาธิ กันเถอะ เพื่อการมีสติและสุขภาพที่ดี) ถามว่าการที่เราเครียดกับงานมา การเจริญสติจะช่วยให้งานของเราเสร็จราวกับปาฏิหาริย์เลยไหม คงต้องขอตอบว่า […]

ทำอย่างไรพนักงานใหม่จึงจะกลายเป็นพนักงานที่เก่ง

ทำอย่างไรพนักงานใหม่จึงจะกลายเป็น พนักงานที่เก่ง พนักงานใหม่ในที่นี้หมายถึงนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นมนุษย์ทำงาน หรือมนุษย์เงินเดือนครั้งแรกในชีวิต ตอนที่เป็นนักศึกษาอาจมีความคิดว่า เราเรียนมาเยอะแยะขนาดนี้ การทำงานต้องจิ๊บ ๆ แน่นอน แต่หารู้ไม่ว่าโลกของคนวัยทำงานนั้นเป็นโลกแห่งความเป็นจริงที่เราอาจเจอทั้งดีและไม่ดีก็ได้ สิ่งที่ควรตระหนักคือ เราจะเป็น พนักงานที่เก่ง ได้อย่างไร สิ่งที่น่าสนใจคือ คำแนะนำของคุณนัมอินซุก เจ้าของหนังสือเรื่อง “ความสำเร็จของผู้ชายบอกได้ตอนอายุ 20 s” หนังสือ How to ที่น่าอ่านเล่มหนึ่งสำหรับคุณผู้ชาย โดยเฉพาะนักศึกษาชายที่เพิ่งเรียนจบและกำลังจะมองหาออฟฟิศในอนาคต เพราะผู้เขียนจะเผยเคล็ดลับความสำเร็จ 54 ประการ ที่คนประสบความสำเร็จแล้วไม่เคยบอกใครให้เราได้รู้ “ต้องทำอย่างไรถึงจะเป็นพนักงานที่เก่ง ?” ตามจริงแล้วบริษัทวางกรอบในการมองคนที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานไว้ 2 อย่าง คือ (1) ทัศนคติ และ (2) การรับรู้ คุณนัมอินซุกแชร์เคล็ดลับเกี่ยวกับเรื่องนี้ผ่านคำสอนของผู้มีประสบการณ์หลายท่านว่า นักศึกษาจบใหม่ที่กำลังจะเป็นพนักงานใหม่ต้องจัดการสองสิ่งนี้ให้ดีคือ ทัศนคติ และ การรับรู้ ถ้าทำได้การทำงานในฐานะพนักงานใหม่ก็จะกลายเป็นพนักงานที่เก่งได้ไม่ยาก และสิ่งรองลงมาคือ การวางตัวกับสิ่งแวดล้อมของออฟฟิศ ทำไมต้องเป็นต้องวัดกันที่ทัศนคติและการรับรู้ เพราะทัศนคติเป็นสิ่งที่เกิดจากความตั้งใจจริงและความรู้ของแต่ละคน ส่วนการรับรู้ เป็นสิ่งที่ทุกคนมีมาตั้งแต่เกิด แต่อาจมีการรับรู้ที่ไม่เท่าเทียมกัน ถ้าทัศนคติดีต่อให้ขาดการรับรู้ไปบ้างก็พอที่จะทดแทนกันได้ สำหรับคนที่มีการรับรู้ที่ไม่ดี […]

งานล้นมืออย่างไร ก็แบ่งเวลาได้ ไม่ไช่เรื่องยาก

งานล้นมือ อย่างไร ก็แบ่งเวลาได้ ไม่ไช่เรื่องยาก การที่เราคิดตั้งต้นไว้แต่แรกว่า ” งานล้นมือ ” ก็ไม่ต่างจากการก่อกำแพงปิดกั้นศักยภาพการพัฒนาของตนเอง เราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องทลายกำแพงนี้ออก เพื่อให้ความพยายามที่ดีได้เกิดขึ้น ดังนั้นการที่จะเอาตัวเองออกจากกองงานที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแบ่งเวลาให้เป็น เพื่อไม่ให้งานเหล่านั้นเข้ามาแทรกอยู่ในลมหายใจของเราตลอดเวลา หลายคนอาจสงสัยว่า หากจะบอกว่า สิ่งที่จัดการกับงานที่ล้นมือได้คือ “การหยุดพัก” อย่าได้ตีตนไปก่อนไข้ว่า ถ้าหยุดพักแล้วงานจะไม่เสร็จ งานที่ค้างไว้จะไม่เดิน ขอให้ฟังก่อนแล้วค่อยพิจารณาว่าสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับตนเองได้หรือไม่ คุณฮิโรคาซึ ยามานาชิ เจ้าของหนังสือเรื่อง “ทำมากเหนื่อยฟรี ทำถูกวิธีไม่เหนื่อยเลย” ได้บอกวิธีการแบ่งเวลาสำหรับคนที่งานล้นมือว่า ตอนเขาทำงานอยู่ที่แมคคินซีย์ รุ่นพี่จะสอนพนักงานรุ่นน้องว่า การหยุดพักนั้นช่วยได้ ซึ่งเขาเรียกว่า “กำหนดเวลาวางมือ”     กำหนดเวลาว่างมือสำหรับพนักงานที่แมคคินซีย์คือ การที่เราทำงานไปแล้วเริ่มมองหาว่า เราจะทำงานชิ้นนี้เสร็จตอนไหน หลังจากเสร็จแล้วก็จะพักหลังจากนั้น เช่น เขียนแผนการประชุม ใช้เวลา 1 ชม. เริ่มทำตอน 13.00 น่าจะเสร็จตอน 14.00 เราจะพักนิดนึงแล้วเริ่มทำงานอื่นต่อตอน 14.30 หรืออาจจะพักสั้นกว่านั้นก็ได้ หากคิดว่าถ้ามากไปอาจกระทบต่องานอื่นที่กำลังจ่อคิวเข้ามา หากเปรียบเทียบการทำงานที่มีงานกองสุมเป็นภูเขาเหล่ากา จนต้องเลยเวลางานกับการเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด […]

วิธีการแก้ปัญหาการทำงานที่ดีที่สุดคือ การพาตัวเองไปอยู่ในงานนั้น

วิธีการแก้ปัญหาการทำงาน ที่ดีที่สุดคือ การพาตัวเองไปอยู่ในงานนั้น หากจะทำงาน เราจำเป็นต้องมี วิธีการแก้ปัญหาการทำงาน การจะทำเช่นนั้นได้ เราต้องมองดูงานอย่างละเอียด กล่าวคือ เราต้องมองให้เห็นถึงปัญหาและเมื่อมองเห็นปัญหาแล้วก็พาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้น   นี่หมายความว่าอย่างไรกันนะ คนเราจะขยับตัวเท่าที่จำเป็น นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองกล่าวว่า แม้สมองเราจะมีความสามารถแบบไร้ขีดจำกัด แต่มักจะขี้เกียจ หมายความว่าสมองจะแสดงความสามารถระดับสุดยอดออกมาเฉพาะตอนที่จำเป็นเท่านั้น แต่ในเวลาปกติก็จะทำตามที่เคยทำมา และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมคนเราถึงพยายามใช้หัวในแบบที่ไม่เคยใช้ และค้นหาวิธีใหม่ ๆ เจอต่อเมื่อสถานการณ์รีบเร่ง ส่วนใหญ่เมื่อเราได้ทำงานที่ไม่เต็มใจทำเราจะไม่คิดและไม่พิจารณามันอย่างที่ควรจะทำ (พูดกันตรง ๆ ก็คือ ทำงานในแบบที่ไม่เรียกว่าทำงาน) ถ้าทำงานแบบนี้ เราจะมองไม่เห็นว่าปัญหาอยู่ที่ไหน แล้วจะไม่คิดถึงมันด้วย     แล้วถ้าอยู่ ๆ เพื่อนร่วมงานที่ทำงานเหมือนกับเรากลับค้นพบปัญหา แล้วบอกคนอื่นว่า มันมีปัญหา แถมยังคิดแนวทางแก้ไขเอาไว้ด้วย หลายคนน่าจะเคยอับอาย และเสียหน้า เพราะเพื่อนร่วมงานเช่นนี้มาก่อน แม้จะทำงานเหมือนกัน แต่การรับรู้ของแต่ละคนแตกต่างกัน ซึ่งการรับรู้ที่แตกต่างกันเช่นนี้แหละทำให้คนหนึ่งมองเห็นปัญหาจริง ๆ แต่อีกคนกลับมองไม่เห็นปัญหาอะไรเลย   ทำไมถึงแตกต่างกันแบบนี้ พูดง่าย ๆ ก็คือ “ความจำเป็นแตกต่างกัน” ความจำเป็นที่พูดถึงตรงนี้ ไม่ใช่ความหิวโหยแบบมิติเดียว แต่หมายถึงความจำเป็นที่จะต้องค้นหาปัญหาอย่างต่อเนื่องแล้วแก้ปัญหา […]

กำจัดความเหนื่อยล้ากับชีวิตที่บัดซบด้วยการพูดเชิงบวกกันเถอะ

กำจัดความเหนื่อยล้ากับชีวิตที่บัดซบด้วยการ พูดเชิงบวก กันเถอะ ไม่มีใครที่ไม่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ และคำพูดเหล่านั้นก็ช่างบั่นทอนจิตใจเหลือเกิน บางคนอาจฟังแล้วไม่ใส่ใจกับมัน นับว่าเป็นคนที่เก่งและมีภูมิต้านทานเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่สำหรับคนที่ฟังแล้วเอามาใส่ใจ ก็จะจมดิ่งไปกับความทุกข์ที่มาจากคำพูดเชิงลบเหล่านั้นฝังอยู่ในหัว สิ่งที่ตามมาคือการยอมแพ้และคิดตามคำพูดนั้นว่าเราเป็นคนที่ทำงานไม่ได้เรื่อง ทางออกที่จะช่วยได้คือ การ พูดเชิงบวก กับตนเอง ทำไมต้องพูดเชิงบวกกับตนเอง ทางจิตวิทยาบอกว่าการระบายเรื่องที่ไม่สบายใจให้ผู้อื่นฟัง แล้วอีกฝ่ายจะแนะนำทางออก ให้กำลังใจ หรือปลอบใจ จะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น ถ้าสมมติว่าใน  1 เดือน เราต้องฟังคำพูดเชิงลบจากเจ้านายและเพื่อนร่วมงานเป็นเวลาทั้งหมด 20 วัน เพื่อนสนิทที่รักคุณต้องอดทนฟังคำบ่นและเป็นที่ระบายให้กับคุณถึง 20 ครั้ง คิดว่าเขาจะมีความสุขไหมที่ต้องอดทนฟังเรื่องราวที่ไม่ดีอยู่บ่อย ๆ     คุณอาจเคยพูดคำว่า “เหนื่อยจัง” แต่รู้ไหมว่าเราสามารถเปลี่ยนเป็นคำพูดเชิงบวกได้ตั้ง 3 ประโยค เช่น “ทำเต็มที่แล้วนะเรา” เป็นอย่างไรพอทำให้หัวใจพองโตขึ้นมาบ้างไหม “ให้มันได้อย่างนี้สิ” เหมือนเรากำลังจะขว้างมันออกไปให้พ้น เป็นอย่างไรบ้างสบายใจหรือยัง และอีกประโยคคือ “สงสัยกรดแล็กติกจะสะสมมากไป” เชื่อว่าถ้าพูดอย่างนี้จะอดหัวเราะไม่ได้ ความเครียดได้รับการบรรเทาด้วยพลังแห่งการหัวเราะ ลองเปลี่ยนคำพูดที่ทำให้จิตตก เป็นคำพูดที่ทำให้เรามีกำลังใจที่จะสู้ต่อดีกว่า การพูดเชิงบวกไม่ได้เป็นการหลอกตัวเอง แต่ทำให้เราก้าวต่อไปข้างหน้าได้ต่างหาก คนส่วนใหญ่มักมีความทุกข์เพราะคำพูดของคนอื่น ดังนั้นลองปรับการรับฟังคำพูดเชิงลบให้กลายเป็นคำพูดเชิงบวกก็ไม่เลว เช่น เมื่อหัวหน้าดูงานของเราแล้ว […]

วางแผนหลังเกษียณ ออมเงินอย่างไรให้มีเงินใช้ไม่ลำบากในบั้นปลาย 

วางแผนหลังเกษียณ ออมเงินอย่างไรให้มีเงินใช้ไม่ลำบากในบั้นปลาย เคยคิด หรือมีความคิดนี้เกิดขึ้นบ้างไหมว่า หากวันหนึ่งเราไม่มีเงินเดือนใช้แล้วจะทำอย่างไร การ วางแผนหลังเกษียณ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพื่อให้มีเงินใช้ไม่ลำบากในชีวิตช่วงหลังเกษียณ เมื่อพูดถึงชีวิตหลังเกษียณก็ไม่อยากให้รู้สึกตึงเครียด หรือตีตนไปก่อนไข้ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพบเจออยู่แล้ว ลองจินตนาการดูว่า ในวันนี้ที่ยังมีเงินเดือนช่วยต่อลมหายใจให้กับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราไปได้อย่างเดือนชนเดือน แล้ววันหนึ่งเราไม่สามารถทำงานและสนุกสนานกับการใช้เงินเดือนได้อีกต่อไป เราในวันนั้นจะเป็นอย่างไร     ภาพสีเทาแห่งความสิ้นหวังอาจฉายขึ้นมาในหัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอให้จำภาพนั้นเป็นแรงจูงใจ และบอกกับตัวเองว่าภาพแบบนั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้นกับเรา จึงขอแนะนำว่าอย่าได้กลัวหรือกังวลว่าเราจะออมเงินไม่สำเร็จ หรือมีการเงินที่ขัดสนในบั้นปลายชีวิต หากเริ่มต้นด้วยความเครียดนับว่าเป็นการเริ่มต้นเตรียมตัวหลังเกษียณที่ไม่ดีเลย ลองเปลี่ยนความคิดว่าเรากำลังจะมอบของขวัญให้กับตนเองในอนาคตดีกว่า คุณ Maibat (นามแฝง) ได้เล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งของครูโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งไว้ในบทความชื่อว่า “วางแผนหลังเกษียณ ต้องเก็บเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ” ว่า “คุณครูเกษียณโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งจึงขอหยิบยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจ คุณครูกลุ่มนี้สอนด้วยจิตวิญญาณความเป็นครูตลอดระยะเวลา 30 กว่าปี แทบไม่เคยเปลี่ยนงานเลยเพราะภูมิใจในสถาบันการศึกษาแห่งนี้และได้ประกอบอาชีพสร้างคนให้เป็นคนที่มีคุณภาพในสังคม แม้เงินเดือนที่ได้รับจะน้อยนิดอยู่จนเกษียณยังอยู่ที่หลักหมื่นต้น ๆ เท่านั้นเอง ท่านยังมีความหวังพึ่งบำนาญที่จ่ายให้ครึ่งหนึ่งของเงินเดือน ๆ สุดท้ายจ่ายไปเรื่อย ๆ จนสิ้นอายุขัย แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อจู่ ๆ โรงเรียนเปลี่ยนกฎข้อบังคับให้คุณครูทุกคนรับบำเหน็จแทน ซึ่งได้เงินเป็นก้อนครั้งเดียวเพียงหลักแสนไม่ถึงล้าน แล้วจะใช้อย่างไรให้พอกับชีวิตหลังเกษียณอีก 20 ปีหรือมากกว่านั้น ครูบางท่านต้องจำใจทำงานต่อจนถึงวันหมดสิ้นเรี่ยวแรง ครูบางท่านทนอยู่อย่างลำบากเก็บเงินไว้เป็นค่ารักษาตัว ครูบางท่านนำบำเหน็จไปลงทุนทำการเกษตรสุดท้ายเจ๊ง” […]

จงเป็นคนที่ตื่นตั้งแต่เช้ามืด (ทำไม) ? แล้วจะเห็นความสำเร็จ

จงเป็นคนที่ตื่นตั้งแต่เช้ามืด (ทำไม) ? แล้วจะเห็น ความสำเร็จ น้อยคนนักที่จะรีบตื่นเช้าเพราะอยากเข้าออฟฟิศเร็ว ๆ แต่คนที่มุ่งมั่นอยากประสบ ความสำเร็จ ในหน้าที่การงานจะทำอย่างนั้น การมาทำงานแต่เช้า เตรียมงานที่ทำ และเริ่มทำงานก่อน เป็นสิ่งที่ใครเห็นแล้วต้องชื่นชม แต่ละออฟฟิศกำหนดเวลาเข้า-ออกงานต่างกัน จงคิดเสียว่านี่คือกฎพื้นฐานที่เราต้องรักษา หากละเมิดกฎนี้ เราจะถูกตำหนิและถูกประเมินในแง่ลบ ในทางตรงกันข้าม การมาทำงานแต่เช้าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้เราได้รับการประเมินแง่บวกไปเรื่อย ๆ แทบไม่มีซีอีโอท่านไหนเลยที่มาทำงานสาย นักบริหารที่ทำงานเก่งล้วนมาทำงานก่อนใครกันทั้งนั้น และถ้าอยากฝึกตนให้มีนิสัยนี้ เราควรเริ่มทำเสียตั้งแต่ช่วงเป็นพนักงานใหม่     แน่นอนว่าในออฟฟิศย่อมมีคนที่เก่งกว่าเรา แต่คนที่ทุ่มเวลาให้กับการทำงานมากกว่าจะมีสิทธิ์ที่จะประสบความสำเร็จสูงกว่า หัวหน้าก็ชื่นชอบ แถมยังส่งผลดีต่อการทำงาน พอตื่นเช้าก็มีเวลามาก ได้ทำธุระส่วนตัวสบาย ๆ ไม่ต้องอดข้าวเช้า ได้มาออฟฟิศแต่เช้า รอบตัวเรามีคนจำนวนไม่น้อยที่ตื่นสาย ตาลีตาเหลือกมาทำงาน ใช้ห้องน้ำที่ทำงานทำธุระ หาข้าวเช้ากินแถวที่ทำงาน หากผู้บริหาร หรือหัวหน้าเห็นลักษณะของพนักงานคนนั้นบ่อย ๆ เข้าจะประเมินเขาไปในทางที่ลบ ออฟฟิศทั่วไปกำหนดเวลาเข้างานประมาณ 8.00-09.00 น. พนักงานใหม่ควรเข้างานก่อนรุ่นพี่สัก 30 นาทีถึงจะดูว่ามีอนาคตไกล เป็นพนักงานขยัน คนเข้าออฟฟิศแต่เช้าจะได้รับโอกาสมากมาย ทั้งโอกาสสะสางงานที่เพิ่งได้รับมอบหมายทั้งโอกาสขึ้นลิฟต์ตัวเดียวกับผู้บริหาร ได้พูดคุยกับท่าน การเข้าทำงานเร็วช่วยได้ […]

ทำงานได้อย่างมด และมีความสุขได้อย่างตั๊กแตน นิทานอีสปสะท้อนความสุขกับปัจจุบัน

ทำงานได้อย่างมด และมีความสุขได้อย่างตั๊กแตน นิทานอีสป สะท้อนความสุขกับปัจจุบัน มี นิทานอีสป ที่รู้จักกันดีเรื่องหนึ่งชื่อ มดกับตั๊กแตน ช่วงฤดูร้อนอันร้อนระอุนั้น เหล่ามดพากันสะสมเสบียงอาหารสำหรับฤดูหนาว อย่างขะมักเขม้น ในขณะเดียวกันตั๊กแตนกลับเอาแต่นอนในระหว่างวันที่ร้อนระอุ พอตกกลางคืนก็สีไวโอลินเพลิดเพลินจำเริญใจ เป็นเช่นนี้อยู่ทุกคืนวัน ครั้นเมื่อฤดูหนาวมาเยือน ตั๊กแตนที่ไม่ยอมทำงานในฤดูร้อนก็ไม่สามารถหาอาหารกินได้ จึงบากหน้าไปขอส่วนแบ่งจากมด พวกมดจึงตำหนิว่า “ตอนฤดูร้อนที่พวกเราทำงานหนักเพื่อเตรียมรับฤดูหนาว เจ้าก็เอาแต่เล่น ไม่ตระเตรียมอะไรเลย ถึงได้แบบนี้” แต่ก็มีน้ำใจแบ่งอาหารให้ตั๊กแตน นิทานเรื่องนี้เสนอให้รู้ว่า ถ้าขี้เกียจคิดถึงอนาคต ถึงวันหนึ่งก็ต้องได้รับผลของมัน การทำงานอย่างเต็มที่ในเวลาที่ต้องทำงานจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าเปลี่ยนมุมมองอีกแบบ จะมองว่ามดทำงานเพื่ออนาคตโดยแลกกับปัจจุบัน แต่ตั๊กแตนมีความสุขกับปัจจุบันก็ไม่เหมือนกัน เรื่อง มดกับตั๊กแตน นี้เถียงกันเท่าไหร่ก็ไม่จบครับว่าใช้ชีวิตอย่างไหนถึงจะมีความสุขมากกว่ากัน แต่ผมคิดว่า ถ้าคนไหนสามารถใช้ชีวิตอย่างมดและตั๊กแตนไปพร้อม ๆ กันได้จะมีชีวิตที่มีความสุขที่สุด เพราะสามารถทำงานได้อย่างมด และมีความสุขกับปัจจุบันได้อย่างตั๊กแตนนั่นเอง     ความคิดที่ว่า “ไม่เอาไหนอย่างฉัน” เป็นการเรียกความทุกข์เข้าหาตัว การมีความฝันหรือความหวังคือการเชื่อว่า “อนาคตมีสิ่งดี ๆ รออยู่อย่างแน่นอน” คนเราจึงได้ตั้งใจทำงาน ตั้งใจเรียนเพื่ออนาคต แต่การสละความสุขในปัจจุบันทุกอย่าง หรือปฏิเสธตัวเองในปัจจุบันอย่างสุดโต่งเพื่อให้ได้มาตามที่ฝันหรือหวังไว้นั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง การวาดฝันถึงอนาคตไปพร้อม ๆ กับการยอมให้ตัวเองสนุกกับปัจจุบันต่างหากที่จะทำให้สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ […]

ทำไมคนที่รู้จักปรับตัวจึงเป็นคนที่มีความสุข

ทำไมคนที่รู้จัก ปรับตัว จึงเป็นคนที่มีความสุข เคนอิจิโร่ โมงิ เป็นชายชาวญี่ปุ่นที่ได้ดิบได้ดีที่ต่างประเทศ คือเขาได้ทำงานในสถาบันวิจัยเคมีฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหรัฐอเมริกา ในวัยเด็กของเขาเป็นคนที่เครียดง่าย เลยไม่แปลกที่เขาจะสร้างงานเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา “ฝึกสมองให้มองแต่ความสุข” แต่เรื่องที่น่าสนใจมากคงเป็นเรื่องนี้ ทำไมคนที่รู้จัก ปรับตัว จะมีความสุข แคลิฟอร์เนียมีอากาศอบอุ่น และมีผืนดินที่ปลูกผลไม้ได้ดี พอฟังอย่างนี้แล้วรู้สึกไหมครับว่าคนในแคลิฟอร์เนียน่าจะมีความสุข จากการทำแบบสอบถามในอเมริกาก็พบว่าคนส่วนใหญ่คิดไปเองว่า “คนในแคลิฟอร์เนียมีความสุข” แต่พอมีการเก็บข้อมูลจากคนแคลิฟอร์เนียกลับพบว่า คนที่รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขไม่ได้มีมากมายขนาดนั้นเลย เงื่อนไขที่ทำให้คนส่วนใหญ่มีความคิดเช่นนี้อยู่ที่ “อากาศอบอุ่น” ครับ คนจะจินตนาการไปว่าคนที่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศอบอุ่น แถมฤดูหนาวก็มีแสงแดด เช่นนั้นคงจะมีนิสัยดี สงบสุข และใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจแล้วพบว่า ระดับความสุขนั้นแทบไม่มีความสัมพันธ์กับภูมิอากาศแต่อย่างใดเลย ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในแผ่นดินอันหนาวเหน็บทางตอนเหนือ หรือคนที่อยู่ในประเทศทางตอนใต้ที่อากาศอบอุ่นก็ตาม แม้จะไม่เชิงเป็นเรื่องทำนองว่า “สนามหญ้าข้างบ้านเขียวกว่าบ้านเรา” (เป็นสำนวนอเมริกัน) นักแต่บ่อยครั้งคนเราก็มักอยากได้อยากมีในสิ่งที่ตัวเองไม่มี ในขณะที่คนที่มีเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่ตนมีนั้นมีความพิเศษพิสดารแต่อย่างใด     ไม่นานมานี้ มีคุณผู้หญิงที่รู้จักหลายคนบ่นว่า “อยากแต่งงานแต่ก็ไม่ได้แต่ง” ที่จริงแล้วคนกลุ่มนี้เองก็มีงาน มีชีวิตที่สนุกสนานอยู่ แต่ดูเหมือนใจจะจดจ่ออยู่กับเรื่อง “ไม่ได้แต่งงาน” เพียงอย่างเดียว ก็เลยหลงคิดกังวลไปว่า “ตัวเองไม่มีความสุข” คนที่อยากจะแต่งงานเพราะโดยรอบข้างกดดันว่า “ปกติอายุ […]

keyboard_arrow_up