ยอมรับการเปลี่ยนแปลง คือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

ยอมรับการเปลี่ยนแปลง คือการ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส จง เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ฟังดูแล้วหัวใจของเราพองโตขึ้นมาได้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่เมื่อคิดดูอีกที วิกฤตเป็นสิ่งที่น่ากลัวอยู่นะ เราจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างไรกัน ลองมาอ่านเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ซึ่งมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของคุณยูนมุนวอน เจ้าของผลงานเรื่อง “คนหนุ่มสาวผู้เข้มแข็งคนหนุ่มสาวผู้อ่อนไหว” กันค่ะ แล้วจะทราบว่าเราจะทำให้วิกฤตกลายเป็นโอกาสของเราได้อย่างไร หลายคนเมื่อเกิดวิฤกติขึ้นกับตนเอง หรือเจอปัญหาใหญ่ ๆ ในชีวิตก็ตาม ความท้อแท้ใจย่อมเกิดขึ้น จนไม่อยากผลักดันตนเองไปข้างหน้าอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก คุณยูนมุนวอนกล่าวว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เราไม่ควรอยู่ใกล้คนที่ชอบบ่นว่า “ก็ทำแบบนี้มาตลอด อย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว จะเปลี่ยนวิธีใหม่ไปทำไม“ คือพวกที่ไม่ยอมรับสิ่งใหม่ ๆ ไม่ยอมพัฒนาตนเองให้ไปตามยุคสมัย ทั้งที่คนอื่นไปไหนต่อไหนกันแล้ว     หากคุณสนิทสนมกับคนแบบนี้สิ่งที่ตามมาคือการที่คุณจะพลอยคิดไม่อยากพัฒนาศักยภาพตนเองไปด้วย  ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพียงนี้ การยึดติดอยู่กับความคิดเดิม ๆ จะทำให้ต้องประสบกับปัญหาในอนาคตอย่างแน่นอน หากไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตนเองเลย   “จงปล่อยเชือกที่คุณจับไว้อย่างมั่นคง แล้วคว้าเชือกเส้นใหม่ที่อยู่ข้างหน้า”   อย่ากลัวและท้อแท้ต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะโลกทุกวันนี้ไม่ได้ติดอยู่กับบรรทัดฐานเดิม ๆ อีกต่อไปแล้ว และนี้คือโอกาสที่จะทำให้คุณสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้ ดังคำที่ว่า   “ต้นไม้ต้องโปรยกลีบดอกทิ้ง ก่อนที่จะผลิรวงผลขึ้นได้”     คนเราทุกคนกลัวความไม่แน่นอนของชีวิต […]

อย่าให้สิ่งที่ทำผิดพลาดในอดีต กลายเป็นอุปสรรคในชีวิตของคุณ

อย่าให้สิ่งที่ทำผิดพลาดในอดีต กลายเป็น อุปสรรคในชีวิต ของคุณ เอมี โมริน เล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า “กลอเรีย” เธอเป็นคนที่ชอบโทษตัวตนอยู่เสมอ ว่าสิ่งที่เธอทำผิดพลาดไปในอดีตนั้น เป็นความผิดของเธอเพียงคนเดียว และยากที่จะให้อภัยตัวเองได้ ความผิดพลาดในอดีตของเธอจึงกลายเป็น อุปสรรคในชีวิต ของเธอเลยทีเดียว จนกระทั่งเธอได้เข้าพบจิตแพทย์คนหนึ่ง และเขาได้บอกกับกลอเรียว่า   “เราสามารถเรียนรู้อะไรได้มากมายจากสิ่งที่เราทำผิดพลาดในอดีต”     ความคิดของเธอได้เปลี่ยนไปหลังจากได้ยินคำพูดนี้ เธอวางเฉยเรื่องในอดีต หันมาสนใจคนใกล้ตัวคือลูกสาวของเธอเองมากขึ้น เมื่อวันเวลาผ่านไปเธอสามารถบอกเล่าสิ่งที่เธอเคยทำผิดพลาดไปได้อย่างเต็มปาก และไม่คิดละอายหรือทุกข์กับมันอีก เพราะมันได้สอนให้เธอเป็นเธอที่ดีในตอนนี้และอนาคตอีกด้วย ก้าวแรกที่กลอเรียเลิกจมอยู่กับความรู้สึกผิดกับสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต คือ “การเปลี่ยนวิธีคิดของเธอ” การที่จะทำให้เธอสามารถอยู่ร่วมกับอดีตได้ คือการเริ่มต้นที่กระบวนการความคิด ถ้าไม่เปลี่ยนความคิดที่มีต่อมัน อารมณ์และพฤติกรรมที่ไม่ดีจะมีอิทธิพลต่อเราทันที     ลองมาดูกันว่า กลอเรียจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร เธอกำหนดเวลาให้ตนเองคิดถึงอดีตให้น้อยลง เพราะอย่างไรก็ไม่มีใครสามารถบ่งการความคิดและความทรงจำของเราได้ จึงไม่แปลกที่ความทรงจำในอดีตจะผุดขึ้นมาโดยมิได้นัดหมาย อันนี้เราต้องมีสติสัมปชัญญะพอสมควร เพราะเราต้องสามารถยับยั้งตนเองได้ว่า เราไม่สามารถจมอยู่กับมันได้ตลอดไป การที่เราจมอยู่กับมันนาน ๆ ช่างไม่ต่างจากการลงโทษตัวเองให้ทรมาน ดังนั้นกลอเรียจึงกำหนดเวลาขึ้นว่า เวลาที่มันผุดขึ้นมาเธอจะอยู่กับความทรงจำนั้นแค่ 20 นาทีเท่านั้นพอ   “เราไม่สามารถจมอยู่กับมันได้ตลอดไป”   ลองหากิจกรรมอื่นทำ เมื่อความทรงจำในอดีตเพื่อนยากผุดขึ้นมา […]

คลายเครียดจากการทำงานด้วยการเจริญสติ หนทางที่ปรับตนเองให้เป็นกุศล

คลายเครียดจากการทำงาน ด้วยการเจริญสติ หนทางที่ปรับตนเองให้เป็นกุศล ถ้าสถานที่ที่สร้างความเครียดให้เราเป็นสถานที่ทำงานก็ควรหากิจกรรมที่จะพาเราออกไปจากความเครียดนั้น ลองหันมาเจริญสติกันดูบ้างก็ไม่เลวเลยค่ะ การเจริญสติใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่จำเป็นที่หาสถานที่ให้วุ่นวายนัก เจริญสติแค่เวลาสั้น ๆ ก็ช่วยให้คุณ คลายเครียดจากการทำงาน ได้แล้ว ที่อยากให้ทุกคนลองทำคือ การเจริญสติ หรือการทำสมาธิ เวลาเราโกรธใคร หรืออยากกำจัดคนนั้นทิ้งเสีย เช่น เพื่อนร่วมงาน การทำสมาธิเป็นการปฏิบัติธรรมที่ง่ายที่สุด เป็นทางสายกลาง และไม่มีภาวะแทรกซ้อน เราจะจดจ่ออยู่กับการเฝ้าดู สังเกตความคิดและความรู้สึก รวมไปถึงการกำหนดจิตด้วยการหายใจเข้าและออก มันช่วยให้เราใจสงบนิ่ง และมีความผ่อนคลาย ถ้าไม่มีเวลาทำสมาธินาน ๆ ตามที่ตั้งใจไว้ ก็ลองหันมาสังเกตตัวเราเองก็ไม่เลวเหมือนกันนะคะ พิจารณาการก้าวย่างของขา การแกว่งแขน การกระพริบตา หรือการกระตุ้นของกล้ามเนื้อตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นต้น หรือกิจวัตรอื่นในชีวิตประจำวันก็ทำได้ เช่น การสักแต่ว่ารู้ ขณะที่กำลังล้างมืออยู่ก็รู้ว่าล้างมือ หรือสำหรับผู้ที่ชอบออกกำลังกายเพื่อคลายเครียด สามารถนำวิธีการเจริญสติมาใช้กับการออกกำลังกายได้ (สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการวิ่งลองศึกษาการเจริญสติไปพร้อมกับการวิ่งได้ที่นี่ค่ะ >>> มา วิ่งสมาธิ กันเถอะ เพื่อการมีสติและสุขภาพที่ดี) ถามว่าการที่เราเครียดกับงานมา การเจริญสติจะช่วยให้งานของเราเสร็จราวกับปาฏิหาริย์เลยไหม คงต้องขอตอบว่า […]

ทำอย่างไรพนักงานใหม่จึงจะกลายเป็นพนักงานที่เก่ง

ทำอย่างไรพนักงานใหม่จึงจะกลายเป็น พนักงานที่เก่ง พนักงานใหม่ในที่นี้หมายถึงนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นมนุษย์ทำงาน หรือมนุษย์เงินเดือนครั้งแรกในชีวิต ตอนที่เป็นนักศึกษาอาจมีความคิดว่า เราเรียนมาเยอะแยะขนาดนี้ การทำงานต้องจิ๊บ ๆ แน่นอน แต่หารู้ไม่ว่าโลกของคนวัยทำงานนั้นเป็นโลกแห่งความเป็นจริงที่เราอาจเจอทั้งดีและไม่ดีก็ได้ สิ่งที่ควรตระหนักคือ เราจะเป็น พนักงานที่เก่ง ได้อย่างไร สิ่งที่น่าสนใจคือ คำแนะนำของคุณนัมอินซุก เจ้าของหนังสือเรื่อง “ความสำเร็จของผู้ชายบอกได้ตอนอายุ 20 s” หนังสือ How to ที่น่าอ่านเล่มหนึ่งสำหรับคุณผู้ชาย โดยเฉพาะนักศึกษาชายที่เพิ่งเรียนจบและกำลังจะมองหาออฟฟิศในอนาคต เพราะผู้เขียนจะเผยเคล็ดลับความสำเร็จ 54 ประการ ที่คนประสบความสำเร็จแล้วไม่เคยบอกใครให้เราได้รู้ “ต้องทำอย่างไรถึงจะเป็นพนักงานที่เก่ง ?” ตามจริงแล้วบริษัทวางกรอบในการมองคนที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานไว้ 2 อย่าง คือ (1) ทัศนคติ และ (2) การรับรู้ คุณนัมอินซุกแชร์เคล็ดลับเกี่ยวกับเรื่องนี้ผ่านคำสอนของผู้มีประสบการณ์หลายท่านว่า นักศึกษาจบใหม่ที่กำลังจะเป็นพนักงานใหม่ต้องจัดการสองสิ่งนี้ให้ดีคือ ทัศนคติ และ การรับรู้ ถ้าทำได้การทำงานในฐานะพนักงานใหม่ก็จะกลายเป็นพนักงานที่เก่งได้ไม่ยาก และสิ่งรองลงมาคือ การวางตัวกับสิ่งแวดล้อมของออฟฟิศ ทำไมต้องเป็นต้องวัดกันที่ทัศนคติและการรับรู้ เพราะทัศนคติเป็นสิ่งที่เกิดจากความตั้งใจจริงและความรู้ของแต่ละคน ส่วนการรับรู้ เป็นสิ่งที่ทุกคนมีมาตั้งแต่เกิด แต่อาจมีการรับรู้ที่ไม่เท่าเทียมกัน ถ้าทัศนคติดีต่อให้ขาดการรับรู้ไปบ้างก็พอที่จะทดแทนกันได้ สำหรับคนที่มีการรับรู้ที่ไม่ดี […]

งานล้นมืออย่างไร ก็แบ่งเวลาได้ ไม่ไช่เรื่องยาก

งานล้นมือ อย่างไร ก็แบ่งเวลาได้ ไม่ไช่เรื่องยาก การที่เราคิดตั้งต้นไว้แต่แรกว่า ” งานล้นมือ ” ก็ไม่ต่างจากการก่อกำแพงปิดกั้นศักยภาพการพัฒนาของตนเอง เราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องทลายกำแพงนี้ออก เพื่อให้ความพยายามที่ดีได้เกิดขึ้น ดังนั้นการที่จะเอาตัวเองออกจากกองงานที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแบ่งเวลาให้เป็น เพื่อไม่ให้งานเหล่านั้นเข้ามาแทรกอยู่ในลมหายใจของเราตลอดเวลา หลายคนอาจสงสัยว่า หากจะบอกว่า สิ่งที่จัดการกับงานที่ล้นมือได้คือ “การหยุดพัก” อย่าได้ตีตนไปก่อนไข้ว่า ถ้าหยุดพักแล้วงานจะไม่เสร็จ งานที่ค้างไว้จะไม่เดิน ขอให้ฟังก่อนแล้วค่อยพิจารณาว่าสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับตนเองได้หรือไม่ คุณฮิโรคาซึ ยามานาชิ เจ้าของหนังสือเรื่อง “ทำมากเหนื่อยฟรี ทำถูกวิธีไม่เหนื่อยเลย” ได้บอกวิธีการแบ่งเวลาสำหรับคนที่งานล้นมือว่า ตอนเขาทำงานอยู่ที่แมคคินซีย์ รุ่นพี่จะสอนพนักงานรุ่นน้องว่า การหยุดพักนั้นช่วยได้ ซึ่งเขาเรียกว่า “กำหนดเวลาวางมือ”     กำหนดเวลาว่างมือสำหรับพนักงานที่แมคคินซีย์คือ การที่เราทำงานไปแล้วเริ่มมองหาว่า เราจะทำงานชิ้นนี้เสร็จตอนไหน หลังจากเสร็จแล้วก็จะพักหลังจากนั้น เช่น เขียนแผนการประชุม ใช้เวลา 1 ชม. เริ่มทำตอน 13.00 น่าจะเสร็จตอน 14.00 เราจะพักนิดนึงแล้วเริ่มทำงานอื่นต่อตอน 14.30 หรืออาจจะพักสั้นกว่านั้นก็ได้ หากคิดว่าถ้ามากไปอาจกระทบต่องานอื่นที่กำลังจ่อคิวเข้ามา หากเปรียบเทียบการทำงานที่มีงานกองสุมเป็นภูเขาเหล่ากา จนต้องเลยเวลางานกับการเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด […]

วิธีการแก้ปัญหาการทำงานที่ดีที่สุดคือ การพาตัวเองไปอยู่ในงานนั้น

วิธีการแก้ปัญหาการทำงาน ที่ดีที่สุดคือ การพาตัวเองไปอยู่ในงานนั้น หากจะทำงาน เราจำเป็นต้องมี วิธีการแก้ปัญหาการทำงาน การจะทำเช่นนั้นได้ เราต้องมองดูงานอย่างละเอียด กล่าวคือ เราต้องมองให้เห็นถึงปัญหาและเมื่อมองเห็นปัญหาแล้วก็พาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้น   นี่หมายความว่าอย่างไรกันนะ คนเราจะขยับตัวเท่าที่จำเป็น นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองกล่าวว่า แม้สมองเราจะมีความสามารถแบบไร้ขีดจำกัด แต่มักจะขี้เกียจ หมายความว่าสมองจะแสดงความสามารถระดับสุดยอดออกมาเฉพาะตอนที่จำเป็นเท่านั้น แต่ในเวลาปกติก็จะทำตามที่เคยทำมา และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมคนเราถึงพยายามใช้หัวในแบบที่ไม่เคยใช้ และค้นหาวิธีใหม่ ๆ เจอต่อเมื่อสถานการณ์รีบเร่ง ส่วนใหญ่เมื่อเราได้ทำงานที่ไม่เต็มใจทำเราจะไม่คิดและไม่พิจารณามันอย่างที่ควรจะทำ (พูดกันตรง ๆ ก็คือ ทำงานในแบบที่ไม่เรียกว่าทำงาน) ถ้าทำงานแบบนี้ เราจะมองไม่เห็นว่าปัญหาอยู่ที่ไหน แล้วจะไม่คิดถึงมันด้วย     แล้วถ้าอยู่ ๆ เพื่อนร่วมงานที่ทำงานเหมือนกับเรากลับค้นพบปัญหา แล้วบอกคนอื่นว่า มันมีปัญหา แถมยังคิดแนวทางแก้ไขเอาไว้ด้วย หลายคนน่าจะเคยอับอาย และเสียหน้า เพราะเพื่อนร่วมงานเช่นนี้มาก่อน แม้จะทำงานเหมือนกัน แต่การรับรู้ของแต่ละคนแตกต่างกัน ซึ่งการรับรู้ที่แตกต่างกันเช่นนี้แหละทำให้คนหนึ่งมองเห็นปัญหาจริง ๆ แต่อีกคนกลับมองไม่เห็นปัญหาอะไรเลย   ทำไมถึงแตกต่างกันแบบนี้ พูดง่าย ๆ ก็คือ “ความจำเป็นแตกต่างกัน” ความจำเป็นที่พูดถึงตรงนี้ ไม่ใช่ความหิวโหยแบบมิติเดียว แต่หมายถึงความจำเป็นที่จะต้องค้นหาปัญหาอย่างต่อเนื่องแล้วแก้ปัญหา […]

กำจัดความเหนื่อยล้ากับชีวิตที่บัดซบด้วยการพูดเชิงบวกกันเถอะ

กำจัดความเหนื่อยล้ากับชีวิตที่บัดซบด้วยการ พูดเชิงบวก กันเถอะ ไม่มีใครที่ไม่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ และคำพูดเหล่านั้นก็ช่างบั่นทอนจิตใจเหลือเกิน บางคนอาจฟังแล้วไม่ใส่ใจกับมัน นับว่าเป็นคนที่เก่งและมีภูมิต้านทานเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่สำหรับคนที่ฟังแล้วเอามาใส่ใจ ก็จะจมดิ่งไปกับความทุกข์ที่มาจากคำพูดเชิงลบเหล่านั้นฝังอยู่ในหัว สิ่งที่ตามมาคือการยอมแพ้และคิดตามคำพูดนั้นว่าเราเป็นคนที่ทำงานไม่ได้เรื่อง ทางออกที่จะช่วยได้คือ การ พูดเชิงบวก กับตนเอง ทำไมต้องพูดเชิงบวกกับตนเอง ทางจิตวิทยาบอกว่าการระบายเรื่องที่ไม่สบายใจให้ผู้อื่นฟัง แล้วอีกฝ่ายจะแนะนำทางออก ให้กำลังใจ หรือปลอบใจ จะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น ถ้าสมมติว่าใน  1 เดือน เราต้องฟังคำพูดเชิงลบจากเจ้านายและเพื่อนร่วมงานเป็นเวลาทั้งหมด 20 วัน เพื่อนสนิทที่รักคุณต้องอดทนฟังคำบ่นและเป็นที่ระบายให้กับคุณถึง 20 ครั้ง คิดว่าเขาจะมีความสุขไหมที่ต้องอดทนฟังเรื่องราวที่ไม่ดีอยู่บ่อย ๆ     คุณอาจเคยพูดคำว่า “เหนื่อยจัง” แต่รู้ไหมว่าเราสามารถเปลี่ยนเป็นคำพูดเชิงบวกได้ตั้ง 3 ประโยค เช่น “ทำเต็มที่แล้วนะเรา” เป็นอย่างไรพอทำให้หัวใจพองโตขึ้นมาบ้างไหม “ให้มันได้อย่างนี้สิ” เหมือนเรากำลังจะขว้างมันออกไปให้พ้น เป็นอย่างไรบ้างสบายใจหรือยัง และอีกประโยคคือ “สงสัยกรดแล็กติกจะสะสมมากไป” เชื่อว่าถ้าพูดอย่างนี้จะอดหัวเราะไม่ได้ ความเครียดได้รับการบรรเทาด้วยพลังแห่งการหัวเราะ ลองเปลี่ยนคำพูดที่ทำให้จิตตก เป็นคำพูดที่ทำให้เรามีกำลังใจที่จะสู้ต่อดีกว่า การพูดเชิงบวกไม่ได้เป็นการหลอกตัวเอง แต่ทำให้เราก้าวต่อไปข้างหน้าได้ต่างหาก คนส่วนใหญ่มักมีความทุกข์เพราะคำพูดของคนอื่น ดังนั้นลองปรับการรับฟังคำพูดเชิงลบให้กลายเป็นคำพูดเชิงบวกก็ไม่เลว เช่น เมื่อหัวหน้าดูงานของเราแล้ว […]

วางแผนหลังเกษียณ ออมเงินอย่างไรให้มีเงินใช้ไม่ลำบากในบั้นปลาย 

วางแผนหลังเกษียณ ออมเงินอย่างไรให้มีเงินใช้ไม่ลำบากในบั้นปลาย เคยคิด หรือมีความคิดนี้เกิดขึ้นบ้างไหมว่า หากวันหนึ่งเราไม่มีเงินเดือนใช้แล้วจะทำอย่างไร การ วางแผนหลังเกษียณ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพื่อให้มีเงินใช้ไม่ลำบากในชีวิตช่วงหลังเกษียณ เมื่อพูดถึงชีวิตหลังเกษียณก็ไม่อยากให้รู้สึกตึงเครียด หรือตีตนไปก่อนไข้ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพบเจออยู่แล้ว ลองจินตนาการดูว่า ในวันนี้ที่ยังมีเงินเดือนช่วยต่อลมหายใจให้กับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราไปได้อย่างเดือนชนเดือน แล้ววันหนึ่งเราไม่สามารถทำงานและสนุกสนานกับการใช้เงินเดือนได้อีกต่อไป เราในวันนั้นจะเป็นอย่างไร     ภาพสีเทาแห่งความสิ้นหวังอาจฉายขึ้นมาในหัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขอให้จำภาพนั้นเป็นแรงจูงใจ และบอกกับตัวเองว่าภาพแบบนั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้นกับเรา จึงขอแนะนำว่าอย่าได้กลัวหรือกังวลว่าเราจะออมเงินไม่สำเร็จ หรือมีการเงินที่ขัดสนในบั้นปลายชีวิต หากเริ่มต้นด้วยความเครียดนับว่าเป็นการเริ่มต้นเตรียมตัวหลังเกษียณที่ไม่ดีเลย ลองเปลี่ยนความคิดว่าเรากำลังจะมอบของขวัญให้กับตนเองในอนาคตดีกว่า คุณ Maibat (นามแฝง) ได้เล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งของครูโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งไว้ในบทความชื่อว่า “วางแผนหลังเกษียณ ต้องเก็บเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ” ว่า “คุณครูเกษียณโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งจึงขอหยิบยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจ คุณครูกลุ่มนี้สอนด้วยจิตวิญญาณความเป็นครูตลอดระยะเวลา 30 กว่าปี แทบไม่เคยเปลี่ยนงานเลยเพราะภูมิใจในสถาบันการศึกษาแห่งนี้และได้ประกอบอาชีพสร้างคนให้เป็นคนที่มีคุณภาพในสังคม แม้เงินเดือนที่ได้รับจะน้อยนิดอยู่จนเกษียณยังอยู่ที่หลักหมื่นต้น ๆ เท่านั้นเอง ท่านยังมีความหวังพึ่งบำนาญที่จ่ายให้ครึ่งหนึ่งของเงินเดือน ๆ สุดท้ายจ่ายไปเรื่อย ๆ จนสิ้นอายุขัย แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อจู่ ๆ โรงเรียนเปลี่ยนกฎข้อบังคับให้คุณครูทุกคนรับบำเหน็จแทน ซึ่งได้เงินเป็นก้อนครั้งเดียวเพียงหลักแสนไม่ถึงล้าน แล้วจะใช้อย่างไรให้พอกับชีวิตหลังเกษียณอีก 20 ปีหรือมากกว่านั้น ครูบางท่านต้องจำใจทำงานต่อจนถึงวันหมดสิ้นเรี่ยวแรง ครูบางท่านทนอยู่อย่างลำบากเก็บเงินไว้เป็นค่ารักษาตัว ครูบางท่านนำบำเหน็จไปลงทุนทำการเกษตรสุดท้ายเจ๊ง” […]

จงเป็นคนที่ตื่นตั้งแต่เช้ามืด (ทำไม) ? แล้วจะเห็นความสำเร็จ

จงเป็นคนที่ตื่นตั้งแต่เช้ามืด (ทำไม) ? แล้วจะเห็น ความสำเร็จ น้อยคนนักที่จะรีบตื่นเช้าเพราะอยากเข้าออฟฟิศเร็ว ๆ แต่คนที่มุ่งมั่นอยากประสบ ความสำเร็จ ในหน้าที่การงานจะทำอย่างนั้น การมาทำงานแต่เช้า เตรียมงานที่ทำ และเริ่มทำงานก่อน เป็นสิ่งที่ใครเห็นแล้วต้องชื่นชม แต่ละออฟฟิศกำหนดเวลาเข้า-ออกงานต่างกัน จงคิดเสียว่านี่คือกฎพื้นฐานที่เราต้องรักษา หากละเมิดกฎนี้ เราจะถูกตำหนิและถูกประเมินในแง่ลบ ในทางตรงกันข้าม การมาทำงานแต่เช้าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้เราได้รับการประเมินแง่บวกไปเรื่อย ๆ แทบไม่มีซีอีโอท่านไหนเลยที่มาทำงานสาย นักบริหารที่ทำงานเก่งล้วนมาทำงานก่อนใครกันทั้งนั้น และถ้าอยากฝึกตนให้มีนิสัยนี้ เราควรเริ่มทำเสียตั้งแต่ช่วงเป็นพนักงานใหม่     แน่นอนว่าในออฟฟิศย่อมมีคนที่เก่งกว่าเรา แต่คนที่ทุ่มเวลาให้กับการทำงานมากกว่าจะมีสิทธิ์ที่จะประสบความสำเร็จสูงกว่า หัวหน้าก็ชื่นชอบ แถมยังส่งผลดีต่อการทำงาน พอตื่นเช้าก็มีเวลามาก ได้ทำธุระส่วนตัวสบาย ๆ ไม่ต้องอดข้าวเช้า ได้มาออฟฟิศแต่เช้า รอบตัวเรามีคนจำนวนไม่น้อยที่ตื่นสาย ตาลีตาเหลือกมาทำงาน ใช้ห้องน้ำที่ทำงานทำธุระ หาข้าวเช้ากินแถวที่ทำงาน หากผู้บริหาร หรือหัวหน้าเห็นลักษณะของพนักงานคนนั้นบ่อย ๆ เข้าจะประเมินเขาไปในทางที่ลบ ออฟฟิศทั่วไปกำหนดเวลาเข้างานประมาณ 8.00-09.00 น. พนักงานใหม่ควรเข้างานก่อนรุ่นพี่สัก 30 นาทีถึงจะดูว่ามีอนาคตไกล เป็นพนักงานขยัน คนเข้าออฟฟิศแต่เช้าจะได้รับโอกาสมากมาย ทั้งโอกาสสะสางงานที่เพิ่งได้รับมอบหมายทั้งโอกาสขึ้นลิฟต์ตัวเดียวกับผู้บริหาร ได้พูดคุยกับท่าน การเข้าทำงานเร็วช่วยได้ […]

ทำงานได้อย่างมด และมีความสุขได้อย่างตั๊กแตน นิทานอีสปสะท้อนความสุขกับปัจจุบัน

ทำงานได้อย่างมด และมีความสุขได้อย่างตั๊กแตน นิทานอีสป สะท้อนความสุขกับปัจจุบัน มี นิทานอีสป ที่รู้จักกันดีเรื่องหนึ่งชื่อ มดกับตั๊กแตน ช่วงฤดูร้อนอันร้อนระอุนั้น เหล่ามดพากันสะสมเสบียงอาหารสำหรับฤดูหนาว อย่างขะมักเขม้น ในขณะเดียวกันตั๊กแตนกลับเอาแต่นอนในระหว่างวันที่ร้อนระอุ พอตกกลางคืนก็สีไวโอลินเพลิดเพลินจำเริญใจ เป็นเช่นนี้อยู่ทุกคืนวัน ครั้นเมื่อฤดูหนาวมาเยือน ตั๊กแตนที่ไม่ยอมทำงานในฤดูร้อนก็ไม่สามารถหาอาหารกินได้ จึงบากหน้าไปขอส่วนแบ่งจากมด พวกมดจึงตำหนิว่า “ตอนฤดูร้อนที่พวกเราทำงานหนักเพื่อเตรียมรับฤดูหนาว เจ้าก็เอาแต่เล่น ไม่ตระเตรียมอะไรเลย ถึงได้แบบนี้” แต่ก็มีน้ำใจแบ่งอาหารให้ตั๊กแตน นิทานเรื่องนี้เสนอให้รู้ว่า ถ้าขี้เกียจคิดถึงอนาคต ถึงวันหนึ่งก็ต้องได้รับผลของมัน การทำงานอย่างเต็มที่ในเวลาที่ต้องทำงานจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าเปลี่ยนมุมมองอีกแบบ จะมองว่ามดทำงานเพื่ออนาคตโดยแลกกับปัจจุบัน แต่ตั๊กแตนมีความสุขกับปัจจุบันก็ไม่เหมือนกัน เรื่อง มดกับตั๊กแตน นี้เถียงกันเท่าไหร่ก็ไม่จบครับว่าใช้ชีวิตอย่างไหนถึงจะมีความสุขมากกว่ากัน แต่ผมคิดว่า ถ้าคนไหนสามารถใช้ชีวิตอย่างมดและตั๊กแตนไปพร้อม ๆ กันได้จะมีชีวิตที่มีความสุขที่สุด เพราะสามารถทำงานได้อย่างมด และมีความสุขกับปัจจุบันได้อย่างตั๊กแตนนั่นเอง     ความคิดที่ว่า “ไม่เอาไหนอย่างฉัน” เป็นการเรียกความทุกข์เข้าหาตัว การมีความฝันหรือความหวังคือการเชื่อว่า “อนาคตมีสิ่งดี ๆ รออยู่อย่างแน่นอน” คนเราจึงได้ตั้งใจทำงาน ตั้งใจเรียนเพื่ออนาคต แต่การสละความสุขในปัจจุบันทุกอย่าง หรือปฏิเสธตัวเองในปัจจุบันอย่างสุดโต่งเพื่อให้ได้มาตามที่ฝันหรือหวังไว้นั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง การวาดฝันถึงอนาคตไปพร้อม ๆ กับการยอมให้ตัวเองสนุกกับปัจจุบันต่างหากที่จะทำให้สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ […]

ทำไมคนที่รู้จักปรับตัวจึงเป็นคนที่มีความสุข

ทำไมคนที่รู้จัก ปรับตัว จึงเป็นคนที่มีความสุข เคนอิจิโร่ โมงิ เป็นชายชาวญี่ปุ่นที่ได้ดิบได้ดีที่ต่างประเทศ คือเขาได้ทำงานในสถาบันวิจัยเคมีฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหรัฐอเมริกา ในวัยเด็กของเขาเป็นคนที่เครียดง่าย เลยไม่แปลกที่เขาจะสร้างงานเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา “ฝึกสมองให้มองแต่ความสุข” แต่เรื่องที่น่าสนใจมากคงเป็นเรื่องนี้ ทำไมคนที่รู้จัก ปรับตัว จะมีความสุข แคลิฟอร์เนียมีอากาศอบอุ่น และมีผืนดินที่ปลูกผลไม้ได้ดี พอฟังอย่างนี้แล้วรู้สึกไหมครับว่าคนในแคลิฟอร์เนียน่าจะมีความสุข จากการทำแบบสอบถามในอเมริกาก็พบว่าคนส่วนใหญ่คิดไปเองว่า “คนในแคลิฟอร์เนียมีความสุข” แต่พอมีการเก็บข้อมูลจากคนแคลิฟอร์เนียกลับพบว่า คนที่รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขไม่ได้มีมากมายขนาดนั้นเลย เงื่อนไขที่ทำให้คนส่วนใหญ่มีความคิดเช่นนี้อยู่ที่ “อากาศอบอุ่น” ครับ คนจะจินตนาการไปว่าคนที่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศอบอุ่น แถมฤดูหนาวก็มีแสงแดด เช่นนั้นคงจะมีนิสัยดี สงบสุข และใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจแล้วพบว่า ระดับความสุขนั้นแทบไม่มีความสัมพันธ์กับภูมิอากาศแต่อย่างใดเลย ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในแผ่นดินอันหนาวเหน็บทางตอนเหนือ หรือคนที่อยู่ในประเทศทางตอนใต้ที่อากาศอบอุ่นก็ตาม แม้จะไม่เชิงเป็นเรื่องทำนองว่า “สนามหญ้าข้างบ้านเขียวกว่าบ้านเรา” (เป็นสำนวนอเมริกัน) นักแต่บ่อยครั้งคนเราก็มักอยากได้อยากมีในสิ่งที่ตัวเองไม่มี ในขณะที่คนที่มีเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่ตนมีนั้นมีความพิเศษพิสดารแต่อย่างใด     ไม่นานมานี้ มีคุณผู้หญิงที่รู้จักหลายคนบ่นว่า “อยากแต่งงานแต่ก็ไม่ได้แต่ง” ที่จริงแล้วคนกลุ่มนี้เองก็มีงาน มีชีวิตที่สนุกสนานอยู่ แต่ดูเหมือนใจจะจดจ่ออยู่กับเรื่อง “ไม่ได้แต่งงาน” เพียงอย่างเดียว ก็เลยหลงคิดกังวลไปว่า “ตัวเองไม่มีความสุข” คนที่อยากจะแต่งงานเพราะโดยรอบข้างกดดันว่า “ปกติอายุ […]

มาจัดการกระเป๋าเงิน ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นกันเถอะ

มา จัดการกระเป๋าเงิน ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นกันเถอะ การ จัดการกระเป๋าเงิน ช่วยลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ ถ้าเราใช้บริการร้านกาแฟร้านใดร้านหนึ่งเป็นประจำจะได้รับสิทธิพิเศษมากขึ้นและเร็วขึ้น และถ้าจัดการบัตรสมาชิกต่าง ๆ ให้ดีก็จะไม่พลาดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่นกัน ถ้าตอนนี้เราใช้บัตรเครติคอยู่หลายใบ ควรใช้โอกาสนี้ยกเลิกอย่างน้อยสักหนึ่งใบ เพราะการใช้บัตรเครติคเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราใช้เงินอย่างสิ้นเปลืองและเปล่าประโยชน์ “รู้สึกว่าไม่ค่อยได้ใช้เงินเท่าไร แต่กลับติดลบตลอด พอมาดูรายการใช้จ่ายต่าง ๆ ก็เป็นเราที่ใช้เองจริง  ๆ” นี่คือคำพูดของคุณตอนตามหาความสุข ตัวผมเองเวลาดูรายการใช้จ่ายผ่านบัตรเครติคของตัวเองก็ตกใจเหมือนกัน เพราะความจริงที่ว่าเงินจำนวนน้อยได้กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ และเราก็เป็นคนใช้เงินพวกนั้นเอง ซึ่งหากเราไม่คำนึงว่าเงินจำนวนน้อยเมื่อรวมกันแล้วจะกลายเป็นเงินจำนวนมาก เราก็จะไม่คำนึงว่าเงินจำนวนน้อยเมื่อรวมกันแล้วจะกลายเป็นจำนวนมาก เราก็จะไม่คำนึงเช่นกันว่าค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเมื่อรวมกันแล้ว จะกลายเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่เราจะต้องรับผิดชอบ ด้วยเหตุนี้คนจำนวนมากจึงใช้เงินเยอะจนอันตราย แต่ก็ยังไม่ยอมใช้ได้น้อยลงและใช้ชีวิตสบาย ๆ แบบนั้นต่อไปเรื่อย ๆ     บัตรเครติคเป็นตัวการหลักที่สร้างนิสัยการบริโภคที่ผิด นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังประเมินว่าบัตรเครติคเป็นระเบิดนิวเคลียร์ ที่สร้างความเสียหายต่อสถานะการเงินของครอบครัว ดังนั้น ถ้าตอนนี้มีบัตรเครติคอยู่หลายใบก็เท่ากับว่ามีระเบิดอยู่ในกระเป๋าเงินหลายลูก คนเรามี “การแปลสิ่งเร้าผิดว่าควบคุมได้” ซึ่งเป็นการประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินความจริง และเข้าใจผิดว่าตนสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายที่ใช้ผ่านบัตรเครติคได้ ซึ่งความเชื่อมั่นในตัวเองจนเกินไปนั้นทำให้เราไม่รอบคอบ ไม่เคลือบแคลงใจว่าเราอาจเข้าใจผิดเรื่องการใช้จ่าย ทำให้เกิดการบริโภคเพิ่มมากขึ้นและยอดค่าใช้จ่ายบัตรเครติคจึงมักออกมาสูงกว่าที่เราคิดไว้เสมอ นอกจากนี้คนเรามักจะจำรายการและจำนวนเงินที่ตนใช้ผ่านบัตรเครติคไม่ค่อยได้ เมื่อซื้อของผิดจึงไม่รู้สึกเสียใจเท่าการซื้อมาด้วยเงินสด และแม้ว่าค่าบัตรเครติคจะออกมาสูง แต่หากสามารถจ่ายได้ก็จะเป็นอิสระจากความรู้สึกผิดและความเสียใจว่าตนได้ใช้เงินเกินความจำเป็น ซึ่งหากเราต้องจ่ายค่าบัตรเครติคจำนวนมากทุก ๆ เดือนแบบนี้ […]

โต๊ะทำงานวัดประสิทธิภาพของการทำงานได้อย่างไร

โต๊ะทำงาน วัดประสิทธิภาพของการทำงานได้อย่างไร เราขอถามคุณว่า “บน โต๊ะทำงาน ของคุณสะอาดและเป็นระเบียบไหม หน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณมีไฟล์งานรกเต็มหน้าจอหรือไม่” คำถามนี้เป็นคำถามที่คุณคีม มูกีจะถามผู้สมัครงานอยู่เสมอ เขาเห็นอะไรจากการที่โต๊ะทำงานต้องสะอาด หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน ความสามารถจัดระเบียบเป็นสิ่งกำหนดประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพของงานที่บุคคลนั้นทำค่อนข้างมาก สิ่งที่เรามักมองข้ามกันคือความสามารถจัดระเบียบแสดงให้เห็นความจริงว่า ประสิทธิภาพการทำงานของคนนั้นมีมากหรือน้อยแค่ไหนนั่นเอง คนที่โต๊ะทำงานไม่สะอาด ส่วนใหญ่ลิ้นชักโต๊ะจะไม่มีระเบียบรวมไปถึงหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วย คนประเภทนี้มักทำใบเสร็จหาย และบางทีจำไม่ได้ว่าบันทึกงานเก็บไว้ในโฟลเดอร์ไหนบ้าง ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นมักกรอกตัวเลขในเอกสารผิดพลาด     ในทางกลับกัน คนที่โต๊ะทำงานสะอาด ส่วนใหญ่จะดูแลลิ้นชักโต๊ะ หน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่รกไปด้วยโฟลเดอร์ เขาจะจัดโฟลเดอร์เป็นระเบียบเรียบร้อย คนประเภทนี้จะจัดระเบียบแม้กระทั่งวิธีคิดและข้อมูลต่าง ๆ ทำให้ดึงเอาข้อมูลที่จำเป็นออกมาใช้ได้ทันท่วงที ลองสังเกตจากขอให้เพื่อนที่มีลักษณะคนประเภทนี้ค้นไฟล์งานให้ดูสิ เขาจะค้นเจออย่างรวดเร็วราวกับดีดเปียโน และสามารถดึงไฟล์จากโฟลเดอร์ออกมาได้อย่างไม่งงว่าเอาเก็บไว้ที่ไหน แค่นี้ก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานของเขาแล้ว ว่ารวดเร็วและละเอียดลอออย่างไร สิ่งที่น่ามหัศจรรย์สำหรับคนประเภทนี้คือ เมื่อให้เลือกร้านอาหารสักร้าน เขาจะหาข้อมูลไว้ล่วงหน้า ต่อให้เดินหลงทางก็จะเสียเวลาไม่มาก แถมไม่ต้องเสียเวลาเปิดระบบจีพีเอสค้นหาอีกด้วย     เรื่องนี้ผมสัมผัสได้จากเพื่อนชาวแคนาดาเชื้อสายสิงคโปร์คนหนึ่งได้เดินทางไปเที่ยวไตหว้นกับผม และเขาเองก็จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับไต้หวันได้เป็นอย่างดี หาข้อมูลละเอียดมากแม้แต่ว่าจะกินที่ไหนดี รวมไปถึงการวางแผนกินอาหารมื้อเช้า กลางวัน และเย็น เมื่อผมได้กินอาหารในร้านที่เพื่อนพาไปกินก็พบว่าอาหารในแต่ละร้านล้วนอร่อย แสดงว่าเพื่อนคนนี้ใส่ใจรายละเอียดมาก แม้จะเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นตอนที่ผมไปอยู่ที่อินเดียแล้วนัดเพื่อนชาวเยอรมันกินข้าว […]

โรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นจากการคิดว่าห้องเป็นเพียงที่ซุกหัวนอน

โรคซึมเศร้า ที่เกิดขึ้นจากการคิดว่าห้องเป็นเพียงที่ซุกหัวนอน ปัจจุบันนี้มีคนป่วยเป็น โรคซึมเศร้า มาขึ้น คงเนื่องมาจากความกดดันของสังคมที่มีการแข่งขันกันสูง เรื่องที่ซีเคร็ตนำมาเสนอต่อไปนี้ เป็นเรื่องจากคุณเคโซ ยะโน เจ้าของงานเขียนเรื่อง “แค่ปรับปรุงบ้าน ชีวิตทุกด้านก็สำเร็จ” การปรับปรุงที่อยู่อาศัยเกี่ยวข้องอย่างไรกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า บอกได้เลยว่าเกี่ยวค่ะจากเรื่องที่คุณเคโซ ยะโน สถาปนิกชาวญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์เรื่องบ้านมาอย่างยาวนาน และนี่คือประสบการณ์ที่คุณเคโซอยากแชร์ คุณเคโซเล่าว่า มีผู้ชายคนหนึ่งอายุ 30 ปีต้น ๆ ทำงานอยู่ในบริษัทโฆษณาขนาดกลางแห่งหนึ่ง ในระหว่างที่เขากำลังมองหาบ้านใกล้ที่ทำงานเพราะงานเยอะและต้องกลับบ้านดึกทุกวัน เขาก็เจอห้องหนึ่งที่อยู่ชั้นใต้ดิน ราคาถูกกว่าที่อื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงกว่า สองหมื่นเยน เขาคิดว่า “เอาเถอะ ยังไงก็มีไว้แค่ซุกหัวนอน” จึงทำสัญญาและย้ายเข้ามาอยู่ในห้องนั้น แต่หลังจากย้ายเข้ามาได้ 1-2 เดือนก็รู้สึกได้ว่าสุขภาพแย่ลงเรื่อย ๆ ตอนเช้าก็ตื่นไม่เต็มตา แม้จะตื่นแล้วก็ยังรู้สึกเพลีย และถึงจะนอนต่อก็ยังรู้สึกเหนื่อย อาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนส่งผลกระทบกับงาน เขาขาดสมาธิจนทำงานผิดพลาด ประสิทธิภาพในการทำงานที่ค่อนข้างดีกลับลดลง ถึงเขาจะคิดได้ว่า “ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว” แต่สภาพร่างกายของเขาก็ไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมแม้แต่น้อย ความเครียดและความอ่อนล้าเริ่มสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ความกระฉับกระเฉงก็ค่อย ๆ หายไป กระทั่งปีต่อมาเขาเข้าโรงพยาบาลและได้รับยารักษาโรคซึมเศร้า เขาสร้างกำลังใจให้ตัวเองให้ทำงานและกินยาสม่ำเสมอ […]

จุ๊…จุ๊…จุ๊ 7 เรื่องห้ามเมาท์ ในออฟฟิศ

มาดูกันซิว่า ในออฟฟิศมี เรื่องห้ามเมาท์ เรื่องไหนกันบ้าง หากรู้แล้วก็จุ๊ จุ๊ ไว้ เพราะไม่แน่ว่า การเมาท์อะไรโดยขาดสติ อาจนำมาซึ่งปัญหาได้

4 วิธี ทำใจให้เย็น แบบพลิกฝ่ามือ

ที่จริงแล้วความใจร้อนไม่ใช่อะไรเลย นอกจากดอกผลของความโกรธ ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนตัวเอง ทำใจให้เย็น เรามีเคล็ดลับง่ายๆ มาฝากดังนี้

3 เคล็ดลับจำเก่ง …จำได้…จำดี ฉบับสมเด็จโต

Secret ขอนำเทคนิค ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) มาบอกต่อ รับประกันได้ว่า เป็นเคล็ดลับจำเก่ง จำได้ จำดี จำแม่น ขึ้นอย่างแน่นอน

ดีท็อกซ์ชีวิต ด้วยแนวคิด “ Slow Life ”

หลายท่านอาจได้ยินคำว่า “ Slow life ” หรือ “Slow living” ซึ่งแปลว่าใช้ชีวิตอย่างเนิบช้ากันจนเบื่อแล้ว แต่หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า Slow life ที่แท้จริง

keyboard_arrow_up