” เพื่อนใหม่ ” ช่วยเปลี่ยนจังหวะชีวิต

” เพื่อนใหม่ ” ช่วย เปลี่ยนจังหวะชีวิต ผมขอเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ เปลี่ยนจังหวะชีวิต และกิจวัตรประจำวันไว้ตรงนี้นะครับ หากดำเนินชีวิตแบบจำเจ เราก็จะได้เพื่อนแบบเดิม ๆ ไปตลอด คนที่ทำงานจนดึกดื่น ก็จะเจอแต่คนที่ออกไปกินข้าวเวลานั้น หรือคนที่ทำงานในวันเสาร์-อาทิตย์ ก็คงยากที่จะได้เที่ยวกับเพื่อนที่ไม่ได้หยุดวันธรรมดาเหมือนกัน พูดง่าย ๆ คือ เราจะได้คบกับคนที่มีตารางชีวิตตรงกับตัวเองเท่านั้น ผมเองก็มักทำงานในวันที่คนส่วนใหญ่หยุด เช่น ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์จึงค่อนข้างมีความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกับคนที่หยุดฉพาะช่วงสุดสัปดาห์     ในขณะเดียวกัน เมื่อไปออกรอบวันธรรมดา ก็จะได้รู้จักกับนักบริหารที่มีเวลาอิสระ เหล่าประธานบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มักออกมารับประทานมื้อเย็นในช่วงหกโมงเย็นถึงสักสามทุ่มแล้วค่อยกลับบ้าน ในขณะเดียวกันคนที่อยู่ในย่านการค้าตั้งแต่สี่ทุ่มเป็นต้นไปจะเป็นคนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์และบริษัททุน นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างเรื่องสถานที่อย่างกินซ่าหรือรปปงหงิด้วย ลองทำความเข้าใจตารางเวลาของอีกฝ่าย แล้วเปลี่ยนความสัมพันธ์กับผู้อื่นดูครับ การปรับตารางเวลาของตัวเองให้เข้ากับตารางเวลาของคนที่อยากคุยด้วย น่าจะช่วยสร้างคอนเน็กชั่นหรือความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ได้     ในแง่นี้ ผมขอแนะนำให้ไปฟิตเนสตอนเช้า ฟิตเนสช่วงเวลาก่อนไปทำงานนั้น มีคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือนักบริหารชั้นยอดที่มุ่งมั่นจะออกกำลังกายก่อนเริ่มงานอยู่ไม่น้อย การไปฟิตเนสช่วงเช้าเป็นโอกาสให้เราเจอคนเหล่านี้ และมีโอกาสสร้างความประทับใจให้อีกฝ่ายได้ง่ายกว่า เพราะไม่ค่อยมีคนมาออกกำลังกายช่วงเช้านัก แน่นอนว่าวัตถุประสงค์หลักที่ไปก็คือการออกกำลังกาย แต่เรายังคาดหวังเรื่องการสร้างคอนเน็กชั่นได้ด้วย ผมไม่ได้บอกว่าตารางเวลาแบบไหนถูกต้องนะครับ สิ่งสำคัญคือ แค่เปลี่ยนตารางเวลาปัจจุบันพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ  […]

เลิกพูดคำว่ายุ่ง ตั้งแต่วันนี้กันดีกว่า

เลิก พูดคำว่ายุ่ง ตั้งแต่วันนี้กันดีกว่า คนที่ พูดคำว่ายุ่ง ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นการอวดตัวด้วยการแสดงให้คนอื่นเห็นว่า“ฉันมีความสามารถ” เพื่อปกปิดความไม่มั่นใจตัวเอง ไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองไม่มีผลงาน หรือไม่ก็อยากระบายความหงุดหงิดที่ตัวเองทำงานไม่เต็มที่ ทำไมถึงไม่มีใครเชื่อถือเวลามีคนแก้ตัวเรื่องงานล่าช้ากว่ากำหนดว่า “ขอโทษครับ ช่วงนี้ยุ่ง…” นั่นเพราะเป็นการแสดงออกที่คิดถึงแต่ตัวเองว่า “ฉันยุ่งแต่งานของตัวเองอยู่ งานคนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่าง” กล่าวคือ คำว่า “ยุ่ง” เป็นประโยคน่าละอายที่เผยให้เห็นว่าผู้พูดคิดถึงแต่ตัวเอง รวมถึงความอ่อนแอและความไม่มั่นใจที่ซ่อนอยู่ในนั้น     นอกจากนี้ หากจงใจพูดคำว่า “ยุ่ง” บ่อย ๆ คุณจะรู้สึกร้อนรนกระวนกระวายขึ้นมาจริง ๆ อย่างน่ประหลาด คงเหมือนกับพอเข้าเดือนธันวาคมจะรู้สึกไม่สงบ แม้รื่องที่ต้องทำจะไม่เปลี่ยนไปจากเดิมก็ตาม เมื่อในใจร้อนรนเช่นนี้ คนเราจะไม่มีเวลามองสิ่งรอบกาย หรือหยุดคิดจริงจัง ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นปัญหา นั่นก็เพราะว่าคนเราจะไม่ได้สังเกตความเปลี่ยนแปลงอื่นอีก ตัวอย่างเช่น เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นภาพกว้างอย่างตลาดในวงการกำลังหดตัวลง บริษัทกำลังย่ำแย่ ไปจนถึงเรื่องปลีกย่อย เช่น คู่ค้ามีท่าทีเปลี่ยนไปเราจึงต้องสร้างความเชื่อมั่นใหม่ หรือตอนนี้คนที่บ้านไม่ค่อยมีความสุข เราต้องดูแลหน่อย ทั้งหมดนี้เราจะไม่ได้สังเกตเลยว่าชีวิตตัวเองมุ่งไปในทิศทางไหน แน่นอนว่าบางครั้งก็ไม่ควรสนใจสิ่งรอบข้างและมุ่งสมาธิกับเรื่องตรงหน้า แต่ถ้าหากในใจรู้สึกยุ่งแล้ว เราจะไม่ทันสังเคต”สาร”ที่สภาพแวดล้อมรอบตัว หรือคนรอบข้างสื่อออกมา   ดังนั้น คุณต้องลบคำว่า “ยุ่ง” […]

แม้แต่บาดแผลทางใจก็เปลี่ยนให้เป็นอาวุธได้

แม้แต่ บาดแผลทางใจ ก็เปลี่ยนให้เป็นอาวุธได้ ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ควรเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรม และต้องทำทันที่แม้จะเป็นเพียงแค่อย่างเดียวก็ตาม ฟังดูเหมือนง่าย แต่บางคนยังทำไม่ได้ “ถึงจะพูดแบบนี้ แต่ฉันก็ยุ่งจนไม่มีเวลาเริ่มทำอะไรใหม่แล้ว” “คนรอบข้างไม่เข้าใจหรอก ฉันคงทำไม่ได้แน่” “ฉันเป็นพวกขี้ขลาด” บางคนมักหาข้ออ้างที่จะไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่นั่นเป็นวิธีคิดที่ผิด ไม่ใช่เพราะมีข้ออ้างจึงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เพราะไม่อยากเปลี่ยนจึงเปลี่ยนไม่ได้ต่างหาก ความเปลี่ยนแปลงทำให้รู้สึกกังวลและยังต้องใช้ความพยายามมาก ทำให้อยากหลีกหนีจากความรู้สึกเหล่านั้น แต่ถ้าคิดว่า “ฉันเป็นได้แค่นี้” ก็เป็นความรู้สึกที่กระทบกับศักดิ์ศรีในใจ คนเราจึงหา “ข้ออ้างที่อยากเปลี่ยน แต่เปลี่ยนไม่ได้” เรื่องนี้อธิบายได้ด้วยหลักจิตวิทยาของอัลเฟรด แอดเลอร์ ในหนังสือขายดีอย่าง “กล้าที่จะถูกเกลียด”  ลักษณะเด่นของหลักจิตวิทยาของอัลเฟรด ผู้ได้รับการยกย่องเทียบเท่ากับนักจิตวิทยาชื่อดังอย่างซิกมุนต์ ฟรอยด์ และคร์ล จุง คือทฤษฎีเป้าหมาย จิตวิทยาของฟรอยด์และจุงคือ ทฤษฎีจิตวิทยาเชิงเหตุและผลที่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตซึ่งเป็นตันเหตุขออารมณ์ในปัจจุบัน เรียกได้อีกอย่างว่า “จิตวิทยาเรื่องอดีต” ส่วนทฤษฎีเป้าหมายของแอดเลอร์ เป็น “จิตวิทยาการมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน”  ไม่สนใจอดีต คิดแค่เรื่องในปัจจุบันกับอนาคต การจะหลุดมาจากตรงนั้นได้คือวิธีคิดถึง “จิตวิทยาการใช้” แนวคิดหนึ่งของจิตวิทยาแบบแอดเลอร์มองว่า อารมณ์เป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะดีใจ โกรธ หรือเศร้าใจ อารมณ์ล้วนเป็นความรู้สึกที่แสดงออกไปตามแต่ละสถานการณ์ เช่น เวลาโกรธจนต่อยคนอื่น ฟรอยด์กับจุงจะมองว่าอารมณ์โกรธเป็นตัวการสำคัญที่ผลักดันให้คุณทำร้ายคนอื่น […]

การเลิกสงสารตัวเองจะทำให้คุณแกร่งขึ้น

การเลิกสงสารตัวเองจะ ทำให้คุณแกร่ง ขึ้น เจเรไมห์ เดนตัน รับใช้ชาติในตำแหน่งนักบินกองทัพเรือช่วงสงครามเวียดนามในปี ค.ศ. 1965 เครื่องบินของเขาถูกยิงร่วง ทำให้เขาต้องสละเครื่องบิน เขาถูกจับโดยฝ่ายเวียดนามเหนือและถูกพาตัวไปในฐานะเชลยศึก นาวาโท เดนตันและนายทหารคนอื่นยังคงบังคับบัญชาเชลยคนอื่น ๆ แม้จะถูกซ้อม ให้อดอาหาร และโดนทรมานอยู่ทุกวัน นาวาโท เดนตัน ถูกนำตัวไปขังเดี่ยวอยู่บ่อย ๆ นื่องจากชักนำให้นักโทษคนอื่นต่อต้านทหารเวียดนามเหนือจากการล้วงความลับ แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุด นาโท เดนตันได้ เขาคิดกลยุทธ์ในการสื่อสารกับนัโทษคนอื่นโคยใช้สัญลักษณ์ การเคาะผนัง และการไอ ตามลำดับ 10 เดือนหลังจากโดนจับกุม เขาได้รับเลือกให้ไปสัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ที่จัดขึ้นเพื่อใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ ในขณะที่กำลังถูกถามอยู่นั้น เขาแสร้งว่าแสงจ้าจากกล้องรบกวนสายตาของเขา แล้วก็เริ่มกะพริบตาเป็นรหัสมอร์ส (เป็นการส่งข้อความด้วยสัญลักษณ์จุดและขีดแทนตัวอักษรต่าง ๆ )  ว่าทรมาน เพื่อที่จะแอบส่งข้อความว่า เขาและผู้ต้องขังคนอื่นถูกกระทำทารุณจากผู้คุมขัง ตลอดการสัมภาษณ์เขากะพริบตาต่อเรื่อย ๆ เพื่อแสดงการสนับสนุนต่อรัฐบาลสหรัฐฯ เขาถูกปล่อยตัวในปี ค.ศ. 1973 หลังจากถูกจับไปเป็นเวลา 7 ปี ตอนที่เขาก้าวลงจากเครื่องบินในฐานะผู้มีอิสรภาพ เขากล่าวว่า “พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสรับใช้ประเทศภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก พวกเรารู้สึกขอบคุณผู้บังคับบัญชาและประเทศของเราอย่างสุดซึ้งสำหรับวันนี้ ขอพระเจ้าคุ้มครองอเมริกา” […]

ทำอย่างไรถึงจะเลิกเป็นคนที่ชอบพูดแก้ตัวได้

ทำอย่างไรถึงจะเลิกเป็น คนที่ชอบพูดแก้ตัว ได้ คนที่มักแก้ตัวเวลาทำงานจะสูญเสียความน่าเชื่อถือจากคนรอบข้าง เรามักได้ยินบ่อย ๆ เวลาหัวหน้าถามว่า “ใบเสนอราคาของบริษัท 000 มาหรือยัง เป็นไงบ้าง” แล้วลูกน้องตอบว่า “ฝ่ายโน้นยังไม่ได้ตอบกลับมาเลยครับ” แต่การตอบแบบนี้เหมือนบอกกลาย ๆ ว่า “ทางโน้นผิด ไม่ใช่ผม” และย่อมถูกหัวหน้าตวาดว่า “งั้นก็รีบไปตามสิ ! ” คำตอบควรเป็น “ขอโทษครับ ผมควรติดตามให้ถี่กว่านี้ เดี๋ยวจะโทร. ถามให้เขารีบส่ง ผมตรวจเอกสารเสร็จแล้วตอนบ่ายจะเข้าไปรายงานอีกทีนะครับ” กล่าวคือ นอกจากขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วยังรายงานวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมด้วย เมื่อเป็นแบบนี้ก็จะเห็นว่าต้องทำอะไรต่อ หัวหน้าก็ไม่มีเหตุผลให้โกรธอีก คงแค่บอกว่า “งั้นรีบจัดการละกัน” คนที่เอาแต่แก้ตัวไม่ว่าเรื่องอะไร จะตั้งดันมาจากความคิดว่า “ฉันไม่ผิด” “คนอื่นต่างหากที่ผิด” คนแบบนี้จะปกป้องตัวเองว่า “จะให้เรื่องจบโดยไม่ต้องรับผิดชอบได้อย่างไร” หรือ”จะทำอย่างไรให้ตัวเองไม่โดนตำหนิ” เวลาบริษัทหรือนักการเมืองคนไหนทำเรื่องเสื่อมเสียแล้วแก้ตัวเวลาให้สัมภาษณ์นักข่าว สื่อและสังคมจึงมัก “ประโคมข่าว” เรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบ คนแบบนี้มักยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางว่า “การขอโทษก็เหมือนพ่ายแพ้ มันน่าเจ็บใจ”  “ถ้าตัวเองต้องถูกตำหนิแล้วไม่ลากคนอื่นมาเอี่ยวด้วยคงไม่หาย” พวกเขาไม่เคยคิดว่า “ต้องเผชิญหน้ากับปัญหา” หรือ “การแสดงความรับผิดชอบเป็นเรื่องที่พึงกระทำ”   ทำไมผู้บริหารบริษัทที่เคยล้มละลาย […]

5 เทคนิคการพูดกับลูกน้องที่ทำให้คุณประสบกับความล้มเหลว

5 เทคนิคการพูด กับลูกน้องที่ทำให้คุณประสบกับความล้มเหลว คนที่มี เทคนิคการพูด และความรู้เฉพาะทางที่ยอดเยี่ยมแต่สร้างคนให้เจริญเติบโตไม่ได้นั้นมีปัญหาอะไรหรือ มาลองยกตัวอย่างดูกันสักหน่อย 1. ประเภทอธิบายไม่พอ… เป็นคนที่บอกว่า “จงศึกษาโดยดูแผ่นหลังของข้า” คนที่มีความรู้ฝึงลึก (Tacit Knowledge) แต่อธิบายความรู้ของตนเองเป็นคำพูดไม่ได้ และคนที่กำลังหยุดนิ่งอยู่ที่ความรู้จากประสบการณ์ (ความรู้เชิงประจักษ์) โดยไม่มีแม้กระทั่งความรู้ฝังลึก จะไม่สามารถสอนคนอื่นพร้อมกับอธิบายอย่างมีตรรกะได้ นอกจากนี้ยังมีคนที่บอกว่า “ยังไงก็ตาม ควรทำตามที่ข้าบอก” เพราะพูดไม่เก่ง ถ้าอยู่ด้วยกันกับคนเหล่านี้เป็นเวลานานอาจถ่ายทอดเทคนิคได้ แต่ตราบใดก็ยังไม่จ้างงานก็คงยากจะสร้างคน ถึงแม้จะมีระบบฝึกงานแบบกินนอนอยู่ด้วยกันก็ตาม     2.ประเภทพูดยาว… เป็นคนที่พูดวกวนไปเรื่อย ๆ ฝ่ายเดียว ไม่ใส่ใจว่าคู่สนทนาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ หัวข้อสนทนากระุโดดไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ และไม่ว่าจะผ่านไปกี่ชั่วโมงแล้วก็ยังคุยต่อไปเรื่อย ๆ อย่างสบายอกสบายใจ สิ่งที่พูดไปนั้นก็มีส่วนที่จะอ้างอิงได้บ้าง แต่คนส่วนใหญ่มีความรู้สึกต่อการพูดยาว ๆ ว่าเหมือน “ถูกจับกุม” 3. ประเภทคุยโว… เป็นคนที่เหมือนจะรู้สึกดีกับการบอกว่าตนเองทำอย่างนี้มา หรืออย่างนี้มา หรือทำอย่างนี้แล้วประสบความสำเร็จ ถ้าอยู่ในระดับที่พอดีฝ่ายที่ได้รับการสอนจะรู้สึกเคารพ แต่ถ้ามากเกินไปก็จะเกิดปฏิกิริยาว่า “เล่าให้ฟังแต่เรื่องในอดีต กลุ้มใจจัง” “อยากให้พูดเรื่องที่น่าจะเข้ากับพวกเราตอนนี้” เหตุที่เรียกว่าการคุยโวเพราะเรื่องราวที่พูดต่างจากความจริงส่วนใหญ่ในปัจจุบัน     4. ประเภทเทศนา… เป็นคนที่เทศนาในระหว่างพูดโดยไม่รู้ตัว […]

ถ้าอยากกลับไปคืนดีอีกครั้ง ควรทำอย่างไรดี 

ถ้า อยากกลับไปคืนดี อีกครั้ง ควรทำอย่างไรดี ถูกคนที่รักมากทิ้งไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ อยากกลับไปคืนดี กับเขา คนที่มีปัญหาความทุกข์ว่าทำอย่างไรก็ลืมเขาไม่ได้ ลองเริ่มจากการวิเคราะห์ภายในใจตนเองดูว่า ทำไมจึงถูกทิ้ง เขาพูดอะไรตอนที่จะทิ้งไป “เพราะรำคาญความเจ้ากี้เจ้าการน่ะสิ” “เซ้าซี้!” “ชอบคนอื่นแล้ว” “ตอนนี้ทำงานสำคัญมาก จึงอยากเว้นระยะระหว่างเรา” “งานอดิเรกไม่ตรงกัน” “ไม่สามารถคิดเรื่องแต่งงานได้” “ถ้าไม่แต่งหน้าก็กลายเป็นอีกคนเลย เหมือนถูกหลอก…” ลองคิดดูว่า ตนเองคิดอย่างไรกับเหตุผลที่ถูกเขารังเกียจเหล่านั้น และตนเองคิดอย่างไรกับผู้ชายที่พูดอย่างนั้น   ขั้นตอนการคืนดีที่ 1 : ลองเขียนความรู้สึกที่แท้จริงที่มีต่อเขาออกมา  ด้วยความที่จู่ ๆ ก็รู้สึกเหงาขึ้นมาและยังมีความอาลัยอาวรณ์อยู่ จากความยึดมั่นถือมั่นที่มีทั้งหมดจึงอาจทำให้ตอนกลางคืนอยากส่งอีเมลหรือโทรศัพท์หาเขา… แต่เดี๋ยวก่อน!! ลองเขียนความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองออกมาดูว่า ก่อนหน้านี้เราคิดอย่างไรกับเรื่องของเขา ลองเขียนออกมาเยอะ ๆ ทั้งข้อดีและข้อเสียของเขา พอทำแล้ว บางคนอาจคิดว่า “คงจะไม่ชอบเขาแล้วอย่างสิ้นเชิง!” ไม่ชอบ เพราะเขาถูกคนอื่นเอาไปแล้ว หรือเพราะไม่สบายใจว่าเขาเปลี่ยนเป็นคนใหม่ได้แล้วหรือยัง หรือเพราะถ้าคนรอบข้างรู้ว่าเราถูกทิ้ง ตัวเองจะน่าสมเพชและไม่ชอบเขาเพราะความเห็นแก่ตัวและความยึดมั่นถือมั่นของตัวเอง จึงไม่อยากแยกทางกับเขา เป็นอย่างไรบ้างคะ เมื่อเรามีสติขึ้นเล็กน้อยและรู้ตัวว่า “อะไรเนี่ย ฉันคงจะไม่ได้ชอบเขาขนาดนั้นแล้วมั้ง” “มองเห็นจุดที่น่ารังเกียจมากขนาดนี้เลย” ก็จะเกิดช่องว่างที่เว้นไว้เพื่อตนเองขึ้นมา   […]

จะตามหาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของตนเองเจอได้อย่างไร 

จะตามหา ความเชี่ยวชาญ เฉพาะทางของตนเองเจอได้อย่างไร สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ กำหนดว่าจะทำอะไรให้กลายเป็น ความเชี่ยวชาญ เฉพาะทางของตน น่ากลัวว่าคงมีหลายคนที่สับสนมากใช่ไหม ผมคิดว่าเงื่อนไขในการเลือกมีหลายข้อ เช่น 1. เลือกความถนัดที่ตอนนี้ได้สะสมประสบการณ์มามากพอแล้ว  ไม่ถึงกับจะให้เลือกความถนัดที่มีประสบการณ์ในการทำงานจริงพอสมควรมากกว่าความถนัดที่ไม่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติเลย และก็ไม่ได้หมายความว่ามีเงื่อนไขตายตัว ถ้าไม่มีความสุขกับความถนัดที่มีประสบการณ์มาจนถึงตอนนี้และไม่คิดว่าจะทำให้มันเป็นความถนัดที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ ผมคิดว่าลองหาอย่างอื่นและนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่ต้นก็ได้ ในกรณีนั้นขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงภายในของบริษัทเป็นเงื่อนไขสำคัญว่าจะมีตำแหน่งที่สามารถใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั้นให้เกิดประโยชน์เต็มที่ (สามารถเรียนรู้) หรือไม่ถ้าจินตนาการภาพสถานที่ที่จะสะสมประสบการณ์ในการปฏิบัติจริงไม่ได้หนทางไปสู่ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางก็จะสูงชันขึ้นพอสมควร   2. เข้าใจความต้องการของสังคมอย่างชัดเจนว่า ความเชี่ยวชาญนี้มีแนวโน้มที่จะมีคุณค่าในบริษัทหรือไม่  เนื่องจากเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จะเป็นประโยชน์ในการทำงานจึงจำเป็นต้องมองเห็นปลายทางในสายตา (โอกาส) ที่จะได้ใช้ประโยชน์จากนี้เป็นต้นไป การลองคิดดูว่าความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จำเป็นต่อบริษัทของคุณและสิ่งที่ภายในบริษัทมีบุคลากรไม่เพียงพอคืออะไร ก็คงจะดีให้ความสนใจแก่งานที่ต้องจ้างคนจากภายนอกเข้ามากลางคันเพราะบุคลากรภายในบริษัทมีไม่เพียงพอ 3. เลือกความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่สามารถทำได้บางระดับในเวลาอันสั้นเมื่อเทียบกับการทำงานอื่น ๆ การจะรับเงินในฐานะมืออาชีพต้องไปให้ถึงระดับที่เหมาะสม ดังนั้นควรพยายามเต็มที่ที่จะหลีกเลี่ยงความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ต้องใช้เวลาตั้ง 10 ปี หรือ 20 ปีกว่าจะมีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์นำหน้าคนอื่น ลองมองหาด้วยมุมมองว่าสิ่งที่สามารถสร้างผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดโดยใช้ความพยายามน้อยที่สุดคืออะไร   4. จินตนาการภาพตัวเองที่กำลังทำงานเฉพาะทางนั้นอย่างมีความสุข  เพราะมีหน้าที่ที่เหมาะสมกับแต่ละคน จึงไม่ควรเลือกสาขาที่ไม่ค่อยเหมาะกับตนเอง คนที่ไม่ถนัดตัวเลขและไม่ชอบงานละเอียดกองพะเนินเทินทึก แม้ตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีก็ไปได้ไม่ราบรื่น ควรถือโอกาสนี้ลองเข้ารับการตรวจสอบความเหมาะสมกับงาน   ที่มา : ทิ้งคนเก่าที่ไม่เก่ง มาเป็นคนใหม่ที่เจ๋งกว่า โดย ยูคิโอะ โอคุโบะ […]

ทำอย่างไรถึงจะเลิกอิจฉาในความสำเร็จของผู้อื่น 

ทำอย่างไรถึงจะเลิกอิจฉาใน ความสำเร็จของผู้อื่น หากคุณปฏิบัติตัวในลักษณะที่ตรงกับคุณค่าและเป้าหมายของตัวเองอยู่แล้ว แต่ยังคงขุ่นเคืองใน ความสำเร็จของผู้อื่น เป็นไปได้ว่าอาจจะมีความคิดไร้เหตุผลมาก่อกวนความสามารถของคุณในการชื่นชมกับความสำเร็จของพวกเขา หากคุณคิดอยู่เนือง ๆ ว่าฉันโง่เง่า หรือฉันไม่ดีเท่าคนอื่น อาจเป็นไปได้ว่าคุณรู้สึกโกรธเคืองเมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุขไปกับความสำเร็จของพวกเขา ไม่เพียงคุณจะมองตัวเองอย่างไม่มีเหตุผล แต่คุณอาจจะมองคนอื่นอย่างไม่มีเหตุผลด้วยเช่นกัน     งานวิจัยในปี ค.ศ. 2013 หัวข้อว่า “ความอิจฉาในเฟซบุ๊ก : ภัยต่อความพึงพอใจในชีวิตของผู้ใช้ที่แอบซ่อนอยู่” อธิบายว่าทำไมบางคนถึงประสบกับความรู้สึกในเชิงลบขณะที่พวกเขาเล่นเฟซบุ๊ก นักวิจัยพบว่าผู้คนจะรู้สึกโกรธและเคืองขุ่นมากที่สุดเมื่อ “เพื่อน” ของพวกเขาแชร์รูปภาพจากการท่องเที่ยว พวกเขายังคงโกรธเคืองเมื่อ “เพื่อน” ได้รับคำอวยพร “สุขสันต์วันเกิด” เป็นจำนวนมากในวันเกิด ที่น่ากลัวคือการศึกษาวิจัยสรุปผลว่า คนที่รู้สึกถึงอารมณ์เชิงลบมากในขณะเล่นเฟซบุ๊กเผชิญกับความพึงพอใจโดยรวมในชีวิตที่ลดลง นี่โลกของเรากลายมาเป็นแบบนี้แล้วอย่างนั้นหรือ ที่เรากลายเป็นไม่พอใจกับชีวิตของตัวเองหากเราคิดว่าคนที่โตแล้วคนอื่นได้รับคำอวยพรในวันเกิดมากมายบนเฟซบุ๊ก หรือที่เราจะรู้สึกโกรธเคืองเพราะเพื่อนไปเที่ยวพักผ่อน   หากคุณพบว่าตัวเองโกรธเคืองผู้อื่น ลองใช้กลยุทธ์เหล่านี้ในการเปลี่ยนความคิดของตัวเอง      หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นก็เหมือนกับการเปรียบเทียบแอ๊ปเปิ้ลกับส้ม คุณมีความสามารถพิเศษ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในชีวิตของตัวคุณเอง ดังนั้นการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นนั้นไม่ใช่วิธีที่เที่ยงตรงในการวัดคุณค่าในตัวของคุณ ในทางกลับกัน เปรียบเทียบตัวคุณกับคน ที่คุณเคยเป็น และวัดว่าคุณมีพัฒนาการอย่างไรในการเป็นตัวของตัวเอง สร้างความรับรู้ต่อการเหมารวมของคุณ  พยายามทำความรู้จักคนอื่นแทนที่จะตัดสินพวกเขาอย่างอัตโนมัติจากการเหมารวม อย่ายอมให้ตัวเองทึกทึกว่าใครสักคนที่มีเงินทอง ชื่อเสียงหรืออะไรก็ตามที่คุณรู้สึกอิจฉาคือคนไม่ดีด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง […]

ประสบความสำเร็จเรื่องความรัก ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า

ประสบความสำเร็จเรื่องความรัก ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า แต่ยังไม่เชี่ยวชาญก็ไม่เป็นไร ! เมื่ออยาก ประสบความสำเร็จเรื่องความรัก สิ่งที่คุณควรทำอย่างเป็นรูปธรรมอันดับแรกโดยไม่ต้องคิดว่าเป็นเรื่องยาก คือ การลองจินตนาการว่าหลังจากประสบความสำเร็จเรื่องความรักแล้วตัวเองจะเป็นคนแบบไหนนะ ตอนนั้นคงจะเป็นคนที่มีใบหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้มเสมอ มีเสน่ห์และดูท่าทางความสุขแน่ ๆ เลย นี่คือขั้นตอนในการสร้างความสำเร็จเรื่องความรัก กล่าวคือ (ตัวเองหลังจาก) สมหวังในเรื่องรัก = รอยยิ้ม/ เสน่ห์/ ความสุข (รอยยิ้มจะทำให้กลายเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์เป็นอย่างมาก)     คนที่บอกว่า การจินตนาการภาพขณะที่กำลังสมหวังเรื่องความรักเป็นเรื่องยาก ก็อาจจินตนาการภาพตัวเองที่มีใบหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้มเสมอ มีเสน่ห์ และท่าทางมีความสุขแทนก็ได้ ดังนั้น ลงมือทำตอนนี้เลย ทำให้ตนเองมีรอยยิ้มเสมอ มีเสน่ห์ และท่าทางมีความสุข การสร้างรอยยิ้มนั้นสามารถทำได้ทันทีโดยข้ามขั้นตอนการจินตนาการภาพได้เลย แม้จะเป็นรอยยิ้มที่ไม่เป็นธรรมชาตินัก แต่ก็ให้ลองยิ้มไปก่อนเดี๋ยวนี้เลย     เมื่อทำเช่นนั้น ก็จะไม่ได้เกิดขึ้นแค่ภาพจินตนาการ (ความคิด) เท่านั้น แต่ความจริงก็จะเกิดขึ้นด้วยทันที แค่ยกมุมปากขึ้นก็ได้นะคะ ลองควบคุมรอยยิ้มซึ่งปกติเราเคยทำไปโดยไม่รู้ตัวอย่างมีสติด้วยตนเองกันเถอะ เวลาที่สนทนากับคนอื่นก็ “ยิ้ม” ก่อนเริ่มพูดและทุกครั้งที่พูดจบก็ “ยิ้ม” เวลาหันหน้าเข้าหาคอมพิวเตอร์หรือเวลามองโทรศัพท์มือถือ หากรู้สึกตัวให้ลอง “ยิ้ม” เวลาไปร้านสะดวกซื้อที่ไปเป็นประจำก็เช่นกัน ถ้าพนักงานคิดเงินที่เคาวน์เตอร์บอกว่า […]

ถ้ายังหางานที่เป็นตัวของตัวเองที่สุดไม่ได้ ควรทำอย่างไรดี 

ถ้ายังหา งานที่เป็นตัวของตัวเองที่สุด ไม่ได้ ควรทำอย่างไรดี มีหลายคนที่เรียกร้องหาแต่ ” งานที่เป็นตัวของตัวเองที่สุด “ มากจนเกินไป จนทำให้ดูเหมือนไม่มีความสุขในชีวิต บางคนถึงกับเก็บตัวซึมเศร้า เพราะสิ่งที่ได้รับมอบหมายไม่ใช่งานที่ชอบ หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะยังค้นหา “สิ่งที่ตนอยากทำ” ไม่เจอสักที  การที่บางคนวิ่งไล่ตามคำบางคำที่เป็นเหมือนภาพลวงตา เช่น ความเป็นตัวเอง ค้นหาตัวเอง เพียงเพราะอยากยกย่องเชิดชูตัวเอง แสดงลักษณะเฉพาะของตนผ่านผลงาน เพื่อยืนยันการมีตัวตนบนโลกใบนี้  ทิศทางของสังคมที่มุ่งเน้นความสำคัญไปที่ การหาค้นหาตัวเองผ่านหน้าที่การงาน เกิดจากสภาพแวดล้อมในการทำงานที่สลับซับซ้อนมากขึ้น จนทำให้ปัจจุบันกลายเป็นยุคที่คนทำงานไม่สามารถสัมผัสได้ถึงตัวตนของตนเองในการทำงาน     เทียบกับสมัยก่อนที่ “การทุ่มเททำงาน” เพื่อสังคมหรือครอบครัวเปรียบเหมือนการได้ทำความดี ทำให้รับรู้ถึงคุณค่าในการทำงานได้มากกว่า และยังมีสภาพแวดล้อมที่ช่วยกระตุ้นให้ทุ่มเทกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จึงทำให้สามารถฝึกปรือความสามารถของตนได้ และผลลัพธ์คือ ทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นดีขึ้นนั่นเอง ในยุคปัจจุบัน ความสำคัญของงานไม่ใช่แค่การค้นพบ “ความเป็นตัวเอง” เท่านั้น แม้จะไม่ได้ทำงานที่ชอบ ก็ขอให้เลี้ยงดูครอบครัวได้ มีรายได้ที่แน่นอน ตราบใดที่ตั้งใจทำงานไปเรื่อย ๆ ก็ต้องได้อะไรหลาย ๆ อย่างจากการทำงานบ้าง หรืออย่างน้อยขอให้คิดแค่ว่า ได้มีเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และทำงานให้ใครสักคนพอใจก็ใช้ได้แล้ว   […]

ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานด้วยการเชื่อในตัวเอง 

ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานด้วยการ เชื่อในตัวเอง  งานวิจัยทางจิตวิทยาแสดงให้เห็นว่า ความ เชื่อในตัวเอง เชิงบวกมีผลกระทบที่วัดผลได้กับการแสดงศักยภาพทางกีฬา ซึ่งเทียบได้พอกันกับสาระกระตุ้นที่ผิดกฎหมาย รายงานซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร Scientific American Mind อ้างว่า ความเชื่อในตัวเองเชิงบวกและความเชื่อใน “ภาพลักษณ์ตายตัวเชิงบวก” เพิ่มศักยภาพของบุคคลหรือทีมได้มากถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากพอที่จะชี้เป็นชี้ตายระหว่างชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ได้ ศาสตราจารย์อเล็กซ์ ฮาซลาม แห่งมหาวิทยาลัยเอกเซเตอร์กล่าว “ความคิดช่วยเพิ่มศักยภาพทั้งส่วนบุคคลและกลุ่มได้  เช่น ถ้าคุณเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่คุ้นเคยกับคำว่า “สุดยอดทีม” ก็จะช่วยให้คุณพิชิตเป้าหมายส่วนตัวได้ด้วย “     ทีมงานวิจัยสรุปว่า ถ้าทีมฟุตบอลอังกฤษมีความเชื่อในตัวเองมากขึ้นจะเทียบชั้นกับทีมเยอรมนีได้ ข้อสรุปนี้อาจจะพูดเกินไปหน่อย ถ้าดูจากผลงานในตอนนี้แต่งานวิจัยพบแน่ชัดว่าทฤษฎีนี้ไม่ได้ใช้กับแวดวงกีฬาเท่านั้น แต่ยังใช้กับเรื่องอื่นในชีวิตได้อีกด้วย เช่น ผู้หญิงเอเชียกลุ่มหนึ่งเข้าร่วมการทดสอบคณิตศาสตร์ บางคนระบุว่าเป็นผู้หญิง บางคนระบุว่าเป็นชาวเอเชีย พวกที่ระบุว่าเป็น “ชาวเอเชีย” ทำคะแนนได้ดีกว่าพวกที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ผู้หญิง” มาก งานวิจัยให้เหตุผลว่า ที่เป็นอย่างนี้เกิดจากการติดกับภาพลักษณ์ตายตัวที่ว่าผู้หญิงไม่เก่งเลข ส่วนชาวเอเชียนั้นเป็นหัวกะทิในวิชานี้ กลับมาที่เรื่องของกีฬากันบ้าง การทำลายสถิติการวิ่ง 1 ไมล์ใน 4 นาทีนับเป็นกรณีตัวอย่าง ในวันที่ 6 พฤษภาคม […]

ทางออกของการแก้ปัญหา ทำงานไม่ได้เรื่อง 

ทางออกของการแก้ ปัญหา ทำงานไม่ได้เรื่อง แม้ว่าสถานการณ์ในครอบครัว คนเรามักเป็นส่วนหนึ่งของ ปัญหา การถอนตัวออกจากสถานการณ์มักให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เพราะที่แท้แล้วทุกครอบครัวมีความรักเป็นพื้นฐาน “ขอเพียงรักกัน เรื่องร้ายก็กลายเป็นดีได้เสมอ” แต่ในบางสถานการณ์ การถอนตัวออกมาเท่ากับหนีปัญหามากกว่าที่จะตีความเป็นอย่างอื่นได้ การหนีปัญหาทำให้คนอื่นเสียหายและทำให้ตัวเองเสียหาย เช่น ความเครียดในที่ทำงาน องค์กรทุกแห่งมีเป้าหมายขององค์กรเป็นพื้นฐาน มีทั้งวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายหลัก เป้าหมายรอง ยุทธศาสตร์ และตัวชี้วัด แต่น้อยแห่งที่จะมีความรักเป็นพื้นฐานร่วมด้วย ซึ่งหากองค์กรใด ๆ ไม่ได้มีความรักเป็นพื้นฐานด้วยแล้ว หากเราพบปัญหาหรือมีความเครียดในที่ทำงานแล้วเลือกถอนตัวออกจากสถานการณ์ ก็มักจะไม่มีใครในองค์กรที่รักคุณมากพอจะโอบอุ้มช่วยเหลือ มีแต่จะตัดเนื้อร้ายทิ้งไป     แล้วถ้าคุณทำแบบนี้ในทุกที่ทำงาน ในที่สุดคุณจะเป็นคนที่ไร้ค่า พูดเช่นนี้มิได้หมายความว่าคนอื่นเห็นคุณไม่เอาไหน ตัวเองก็จะเห็นตัวเองไม่เอาไหนด้วย ซึ่งจะเป็นเรื่องที่แย่ที่สุด ความรู้สึกแย่ ๆ ที่มีต่อตนเองเป็นความรู้สึกที่แย่มากกว่าความรู้สึกแย่ ๆ เองเสียอีก เมื่อพบปัญหาหรือความเครียดในที่ทำงาน สิ่งที่ต้องทำคือ ไปคลายเครียดให้ได้ นั่นคือ ไปออกกำลังกายให้มาก น่าจะรู้สึกดีขึ้น แน่นอนว่า กลับมาทุกอย่างย่อมต้องเหมือนเดิมด้วย หัวหน้างานคนเดิม เพื่อร่วมงานพวกเดิม ผู้ใต้บังคับบัญชากลุ่มเดิม ผู้บริหารสูงสุดชุดเดิม วิสัยทัศน์ พันธกิจ […]

ทำไมต้องเลิกกับแฟนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไขความลับแห่งใจที่เชื่อว่ายังหารักแท้ไม่เจอ

ทำไมต้อง เลิกกับแฟนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไขความลับแห่งใจที่เชื่อว่ายังหารักแท้ไม่เจอ เรื่องของความรักเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเกินที่จะเข้าใจได้ง่าย หากไม่ได้สัมผัสด้วยตนเอง เคยสังเกตไหมว่าเรามีเพื่อนหรือคนใกล้ตัวที่เปลี่ยนแฟนบ้าง หรือคบกันไม่กี่เดือนก็เลิกลากันเสียแล้ว อะไรคือปัญหาที่ต้อง เลิกกับแฟนซ้ำแล้วแฟนเล่า วันนี้ซีเคร็ตจะพาทุกท่านไปไขความลับแห่งใจ โดยคุณริวโนะสุเกะ โคะฮิเกะ พระอาจารย์ชาวญี่ปุ่นที่สามารถเทศนาธรรมะได้เข้ากับคนรุ่นใหม่ได้อย่างเข้าอกเข้าใจ     ใครที่มีความคิดแบบนี้ขึ้นมาว่า “หมู่นี้เวลาอยู่กับแฟนแล้วรู้สึกเบื่อจัง อยากตื่นเต้นเหมือนตอนจีบกันใหม่ ๆ “ หรือ “เวลาแฟนเย็นชาใส่ เรารู้สึกคลั่งไคล้ แต่พอแฟนหันมาเอาใจ เรากลับรู้สึกเฉย ๆ” คนที่รู้สึกแบบนี้ขอให้ระวังไว้ว่า คุณอาจเป็นพวก “เสพติดความรัก” ที่ต้องการสิ่งเร้า ความรู้สึกตื่นเต้นเวลามีความรัก บางคนอาจมองว่าเป็นสิ่งสวยงาม แต่ตัวตนที่แท้จริงของความตื่นเต้นคือสิ่งกระตุ้นเร้าที่เรียกว่า “ความกังวล” ที่เรารู้สึกตื่นเต้น นั่นเพราะเรากังวลใจไปเองว่า “ถ้าเกิดไปกับเขาไม่ได้จะทำอย่างไรดี” พอความสัมพันธ์เริ่มมั่นคงจนหมดความกังวลแล้ว ความรู้สึกตื่นเต้นก็จะค่อย ๆ หายไป จริง ๆ แล้วการไม่มีความกังวลน่าจะเป็นเรื่องดี แต่สำหรับคนที่โหยหาสิ่งเร้าจากความรักตลอดนั้น น่าเศร้าที่ว่า ยิ่งความรักไปได้สวยเท่าไร ยิ่งรู้สึกเบื่อหน่ายมากขึ้นเท่านั้น      บางคนอยากได้ความรู้สึกตื่นเต้นแบบใหม่ ๆ ก็ทำเป็นหึงหวงโดยไม่จำเป็น หรือแกล้งสร้างปัญหาขึ้นเพื่อสร้างความกังวลเรื่องการเลิกรา แต่ถ้าคนไหนอาการหนักก็อาจจะคบฟาคนใหม่แทน […]

3 เคล็ดลับการเขียนเรซูเม่ให้ดีและปังจนเจ้านายสะดุดตาแต่แรกเห็น

3 เคล็ดลับการเขียนเรซูเม่ ให้ดีและปังจนเจ้านายสะดุดตาแต่แรกเห็น 3 เคล็ดลับการเขียนเรซูเม่ อย่างไรให้ดี และมีชัยไปกว่าครึ่งนี่ เป็นเคล็ดลับของคุณคิมซองจุน นักพูดสร้างแรงบันดาลใจชาวเกาหลี และทั้งยังเป็นเจ้าของบริษัท SJ Connection ผู้มีประสบการณ์ในสายธุรกิจเป็นอย่างดี รับรองว่าถ้าทำตามนี้เรซูเม่ของคุณจะทำให้สมัครงานได้อย่างแน่นอน 1. เขียนจดหมายแนะนำตัวที่บ่งบอกความเป็นตัวเรา ส่วนแรกที่ดึงสายตาแรกสุดบนหน้าแรกของเรซูเม่คือ cover letter หรือจดหมายแนะนำตัว ซึ่งเป็นส่วนเขียนแนะนำตัวเองอย่างง่าย ๆ ส่วนนี้จึงเป็นส่วนที่เราต้องใส่ใจให้มากที่สุด ไม่ควรเขียนยาวหรือสั้นเกินไป ตอนผมทำงานให้คำปรึกษา เห็นมีหลายคนทีเดียวที่ชอบเขียนยาวเฟื้อยเหมือนนิยาย ลองนึกถึงผู้ว่าจ้างที่ต้องอ่านเรซูเม่วันละหลายสิบหรือหลายร้อยฉบับดูสิครับ การเขียนวกวนแต่เรื่องไม่สำคัญรังแต่จะทำให้เขารำคาญและเสียเวลา ควรเขียนคติการใช้ชีวิตที่กระแทกใจและสามารถแสดงตัวตนของเราได้ดีสักประโยค สิ่งสำคัญคือเขียนด้วยประโยค สิ่งสำคัญคือเขียนด้วยประโยคสั้นกระชับ มีเอกลักษณ์ในแบบของเรา นายจ้างส่วนใหญ่มีประสบการณ์ทำงานมายาวนาน พวกเขาต่างละเหี่ยใจกับการเขียนแนะนำตัวรูปแบบเดิม ๆ เหมือนกันไปหมด จดหมายแนะนำตัวที่แม้จะไม่สละสลวย แต่เขียนซื่อ ๆ ตรงไปตรงมาจึงสามารถดึงความสนใจพวกเขาได้ ลองดูตัวอย่างประโยคแรกจากจดหมายแนะนำตัวของผมกันครับ     ก่อนจะเข้าเรื่องสมัครงาน ผมมีอะไรต้องบอกคุณตามตรง ผมอยากให้เรซูเม่ของผมดึงความสนใจนายจ้างจากเรซูเม่ของคนอื่น ๆ และไม่อยากเขียนแนะนำตัวเหมือนใคร จึงเกริ่นนำด้วยการชักจูงให้เขาลองอ่านเรื่องราวของผมต่อ หรือคุณอาจจะใช้ประโยคห้าวหาญว่า “ถ้าคุณอ่านจดหมายสมัครงานของผม แล้วคุณจะต้องประหลาดใจ” หัวใจหลักคืออย่าเขียนให้เหมือนคนอื่น แนะนำว่าเวลานึกไอเดียดี ๆ […]

ยอมรับการเปลี่ยนแปลง คือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

ยอมรับการเปลี่ยนแปลง คือการ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส จง เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ฟังดูแล้วหัวใจของเราพองโตขึ้นมาได้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่เมื่อคิดดูอีกที วิกฤตเป็นสิ่งที่น่ากลัวอยู่นะ เราจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างไรกัน ลองมาอ่านเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ซึ่งมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของคุณยูนมุนวอน เจ้าของผลงานเรื่อง “คนหนุ่มสาวผู้เข้มแข็งคนหนุ่มสาวผู้อ่อนไหว” กันค่ะ แล้วจะทราบว่าเราจะทำให้วิกฤตกลายเป็นโอกาสของเราได้อย่างไร หลายคนเมื่อเกิดวิฤกติขึ้นกับตนเอง หรือเจอปัญหาใหญ่ ๆ ในชีวิตก็ตาม ความท้อแท้ใจย่อมเกิดขึ้น จนไม่อยากผลักดันตนเองไปข้างหน้าอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก คุณยูนมุนวอนกล่าวว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เราไม่ควรอยู่ใกล้คนที่ชอบบ่นว่า “ก็ทำแบบนี้มาตลอด อย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว จะเปลี่ยนวิธีใหม่ไปทำไม“ คือพวกที่ไม่ยอมรับสิ่งใหม่ ๆ ไม่ยอมพัฒนาตนเองให้ไปตามยุคสมัย ทั้งที่คนอื่นไปไหนต่อไหนกันแล้ว     หากคุณสนิทสนมกับคนแบบนี้สิ่งที่ตามมาคือการที่คุณจะพลอยคิดไม่อยากพัฒนาศักยภาพตนเองไปด้วย  ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพียงนี้ การยึดติดอยู่กับความคิดเดิม ๆ จะทำให้ต้องประสบกับปัญหาในอนาคตอย่างแน่นอน หากไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตนเองเลย   “จงปล่อยเชือกที่คุณจับไว้อย่างมั่นคง แล้วคว้าเชือกเส้นใหม่ที่อยู่ข้างหน้า”   อย่ากลัวและท้อแท้ต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะโลกทุกวันนี้ไม่ได้ติดอยู่กับบรรทัดฐานเดิม ๆ อีกต่อไปแล้ว และนี้คือโอกาสที่จะทำให้คุณสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้ ดังคำที่ว่า   “ต้นไม้ต้องโปรยกลีบดอกทิ้ง ก่อนที่จะผลิรวงผลขึ้นได้”     คนเราทุกคนกลัวความไม่แน่นอนของชีวิต […]

อย่าให้สิ่งที่ทำผิดพลาดในอดีต กลายเป็นอุปสรรคในชีวิตของคุณ

อย่าให้สิ่งที่ทำผิดพลาดในอดีต กลายเป็น อุปสรรคในชีวิต ของคุณ เอมี โมริน เล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า “กลอเรีย” เธอเป็นคนที่ชอบโทษตัวตนอยู่เสมอ ว่าสิ่งที่เธอทำผิดพลาดไปในอดีตนั้น เป็นความผิดของเธอเพียงคนเดียว และยากที่จะให้อภัยตัวเองได้ ความผิดพลาดในอดีตของเธอจึงกลายเป็น อุปสรรคในชีวิต ของเธอเลยทีเดียว จนกระทั่งเธอได้เข้าพบจิตแพทย์คนหนึ่ง และเขาได้บอกกับกลอเรียว่า   “เราสามารถเรียนรู้อะไรได้มากมายจากสิ่งที่เราทำผิดพลาดในอดีต”     ความคิดของเธอได้เปลี่ยนไปหลังจากได้ยินคำพูดนี้ เธอวางเฉยเรื่องในอดีต หันมาสนใจคนใกล้ตัวคือลูกสาวของเธอเองมากขึ้น เมื่อวันเวลาผ่านไปเธอสามารถบอกเล่าสิ่งที่เธอเคยทำผิดพลาดไปได้อย่างเต็มปาก และไม่คิดละอายหรือทุกข์กับมันอีก เพราะมันได้สอนให้เธอเป็นเธอที่ดีในตอนนี้และอนาคตอีกด้วย ก้าวแรกที่กลอเรียเลิกจมอยู่กับความรู้สึกผิดกับสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต คือ “การเปลี่ยนวิธีคิดของเธอ” การที่จะทำให้เธอสามารถอยู่ร่วมกับอดีตได้ คือการเริ่มต้นที่กระบวนการความคิด ถ้าไม่เปลี่ยนความคิดที่มีต่อมัน อารมณ์และพฤติกรรมที่ไม่ดีจะมีอิทธิพลต่อเราทันที     ลองมาดูกันว่า กลอเรียจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร เธอกำหนดเวลาให้ตนเองคิดถึงอดีตให้น้อยลง เพราะอย่างไรก็ไม่มีใครสามารถบ่งการความคิดและความทรงจำของเราได้ จึงไม่แปลกที่ความทรงจำในอดีตจะผุดขึ้นมาโดยมิได้นัดหมาย อันนี้เราต้องมีสติสัมปชัญญะพอสมควร เพราะเราต้องสามารถยับยั้งตนเองได้ว่า เราไม่สามารถจมอยู่กับมันได้ตลอดไป การที่เราจมอยู่กับมันนาน ๆ ช่างไม่ต่างจากการลงโทษตัวเองให้ทรมาน ดังนั้นกลอเรียจึงกำหนดเวลาขึ้นว่า เวลาที่มันผุดขึ้นมาเธอจะอยู่กับความทรงจำนั้นแค่ 20 นาทีเท่านั้นพอ   “เราไม่สามารถจมอยู่กับมันได้ตลอดไป”   ลองหากิจกรรมอื่นทำ เมื่อความทรงจำในอดีตเพื่อนยากผุดขึ้นมา […]

คลายเครียดจากการทำงานด้วยการเจริญสติ หนทางที่ปรับตนเองให้เป็นกุศล

คลายเครียดจากการทำงาน ด้วยการเจริญสติ หนทางที่ปรับตนเองให้เป็นกุศล ถ้าสถานที่ที่สร้างความเครียดให้เราเป็นสถานที่ทำงานก็ควรหากิจกรรมที่จะพาเราออกไปจากความเครียดนั้น ลองหันมาเจริญสติกันดูบ้างก็ไม่เลวเลยค่ะ การเจริญสติใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่จำเป็นที่หาสถานที่ให้วุ่นวายนัก เจริญสติแค่เวลาสั้น ๆ ก็ช่วยให้คุณ คลายเครียดจากการทำงาน ได้แล้ว ที่อยากให้ทุกคนลองทำคือ การเจริญสติ หรือการทำสมาธิ เวลาเราโกรธใคร หรืออยากกำจัดคนนั้นทิ้งเสีย เช่น เพื่อนร่วมงาน การทำสมาธิเป็นการปฏิบัติธรรมที่ง่ายที่สุด เป็นทางสายกลาง และไม่มีภาวะแทรกซ้อน เราจะจดจ่ออยู่กับการเฝ้าดู สังเกตความคิดและความรู้สึก รวมไปถึงการกำหนดจิตด้วยการหายใจเข้าและออก มันช่วยให้เราใจสงบนิ่ง และมีความผ่อนคลาย ถ้าไม่มีเวลาทำสมาธินาน ๆ ตามที่ตั้งใจไว้ ก็ลองหันมาสังเกตตัวเราเองก็ไม่เลวเหมือนกันนะคะ พิจารณาการก้าวย่างของขา การแกว่งแขน การกระพริบตา หรือการกระตุ้นของกล้ามเนื้อตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นต้น หรือกิจวัตรอื่นในชีวิตประจำวันก็ทำได้ เช่น การสักแต่ว่ารู้ ขณะที่กำลังล้างมืออยู่ก็รู้ว่าล้างมือ หรือสำหรับผู้ที่ชอบออกกำลังกายเพื่อคลายเครียด สามารถนำวิธีการเจริญสติมาใช้กับการออกกำลังกายได้ (สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการวิ่งลองศึกษาการเจริญสติไปพร้อมกับการวิ่งได้ที่นี่ค่ะ >>> มา วิ่งสมาธิ กันเถอะ เพื่อการมีสติและสุขภาพที่ดี) ถามว่าการที่เราเครียดกับงานมา การเจริญสติจะช่วยให้งานของเราเสร็จราวกับปาฏิหาริย์เลยไหม คงต้องขอตอบว่า […]

keyboard_arrow_up