“ชนะใจ” ลูกน้องทันที…ที่ “ไม่โกรธ” – พิทยากร ลีลาภัทร์

เชื่อไหมว่า ผมเป็นคนโทสะแรงมาก ก่อนที่ผมจะฝึกเจริญสติเมื่อหลายปีก่อน แค่คนขับรถปาดหน้าก็จะลงจากรถเข้าไปต่อยเขาแล้ว ไม่เคยกลัวใคร ตายเป็นตาย! แต่หลังจากเริ่มดูกายดูใจตัวเองเป็น โทสะที่เคยแรงมากก็ลดระดับลงแทบไม่เหลือ อย่างเมื่อวันก่อนกำลังยืนต่อแถวเพื่อจ่ายสตางค์ในห้างดัง อยู่ ๆ ก็มีคนเดินมาแซงคิวแบบเนียน ๆ ผมก็ขัดใจ แต่รู้ทันและมีสติพิจารณาบอกได้ว่า เราไม่รีบ การได้จ่ายเงินช้าลง 1 – 2 นาที คงไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเราขนาดนั้น แต่บางครั้งหากโกรธมาก ๆ เราพิจารณาไม่ทัน ก็ต้องให้สติเข้ามาช่วย อย่างเช่นเหตุการณ์ดังต่อไปนี้… หลังจากผมพบว่าลูกน้องทำงานผิดพลาดในสิ่งที่ไม่ควรผิด รับปากอะไรแล้วไม่ดำเนินการให้เรียบร้อย ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ในฐานะผู้จัดการ ผมเรียกเขาเข้ามาคุยและตักเตือน แต่ลูกน้องคนนั้นกลับมีข้ออ้างและข้อแก้ตัวแบบเดิม ๆ ที่ใช้มาแล้วหลายรอบ และไม่เคยแก้ไขตัวเองเลย ผมเริ่มโมโหจนหน้าแดง ใจเต้นแรง มือสั่น หายใจถี่ รู้สึกเหมือนอยากจะต่อว่าลูกน้องคนนั้นแรง ๆ ให้สะใจ ซึ่งหากไม่เคยฝึกสติดูจิตดูใจ ปฏิบัติธรรมมาก่อน ผมอาจต่อยอดจากการต่อว่าเป็นการกระโดดเข้าไปต่อยลูกน้องแล้วก็ได้ วินาทีนั้นรู้สึกเหมือนภายในตัวมีแรงดันคล้ายกับท่อที่มีน้ำร้อน ๆ กำลังพลุ่งขึ้นมา จิตของผมคล้ายมีทางแยกเป็นสองทาง ทางแรกคือ ด่าลูกน้องออกไปแรง ๆ อีกทางคือ บอกกับตัวเองว่าถ้าพูดออกไปตอนนี้จะเป็นการใช้อารมณ์ […]

“ด้วยรักและเมตตา” รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธวัชชัย กฤษณะประกรกิจ

ผมมักสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับความจริงของโลก ชีวิต จิตวิญญาณ ศาสนา และศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตัวเองมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก (นายแพทย์ธวัชชัย กฤษณะประกรกิจ) อาจจะด้วยความที่เป็นเด็กช่างสงสัย ผมจึงไม่เคยหยุดที่จะหาคำตอบหรือยอมเชื่ออะไรง่าย ๆ จนกว่าจะลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง ในเรื่องการรู้แจ้งในความจริงของชีวิตก็เช่นกัน ผมจึงลงมือหาคำตอบด้วยการปฏิบัติธรรมตั้งแต่อายุ 12 – 13 ปี โดยฝึกสมาธิทุกวัน รวมทั้งอ่านคัมภีร์ทางศาสนา เช่น มิลินทปัญหา ซึ่งผมอ่านตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมและชอบหนังสือเล่มนี้มาก เพราะได้แสดงให้เห็นการปุจฉา – วิสัชนาอย่างลึกซึ้งตลอดทั้งเล่ม รวมไปถึงหนังสือ กรรมฐาน 40 ของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ และหนังสือ คู่มือมนุษย์ ของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนังสือหลักของผู้ปฏิบัติธรรมทุกคน จากประสบการณ์ในวิปัสสนากรรมฐานทำให้ผมตระหนักรู้ในทุกข์คือตั้งแต่เกิดจนตาย ชีวิตของคนเราคือกองทุกข์ หายใจเข้าไม่หายใจออกก็ทุกข์ หายใจออกแล้วไม่ได้หายใจเข้าก็ทุกข์…ทุกข์นี้คือความจริง แต่ทุกข์นั่นเองที่เป็นเงื่อนไขสำคัญให้จิตพ้นทุกข์ อาจเรียกได้ว่าเป็น “ข้อดี” ของความทุกข์ก็น่าจะได้ เพราะทุกข์เป็นเครื่องช่วยให้เรามีความรักความเมตตาต่อทุกชีวิต และยังช่วยให้แสวงหาทางพ้นทุกข์ด้วยสติปัญญา ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง ผมจึงมักจะเฟ้นหาสถานที่ที่สงบเพื่อไปเก็บตัวปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิตามที่ต่าง ๆ หากมีเวลามากหน่อยก็ไปพักฝึกจิตใจที่วัดป่าสัก 3 – 4 วัน ถ้าไม่มีเวลาก็อาศัยการนั่งที่ข้างสระน้ำแถว […]

ปล่อยจิตให้เป็นโสด (บ้างเถอะ!) – ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

คนเราทำอะไรต้องมีเป้าหมาย โดยเริ่มจากการตั้งหางเสือ แล้วพุ่งไปที่เป้าหมาย (ปล่อยจิตให้เป็นโสด) …ดังเช่นตัวผมตั้งเป้าที่จะไปนิพพาน ผมจึงปักธงชัยไว้ที่นิพพานแล้วเดินตามเส้นทางแห่งการหลุดพ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อยก็พัก แต่ไม่เคยหยุด ทำให้ไม่ทุกข์ ไม่คาดหวัง แต่ไม่เลิก ฝึกไปเรื่อย ๆ โดยไม่ประมาท ถึงไม่ถึงเป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน เหมือนการอิ่มข้าว ซึ่งเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ ผมใชัหลักการที่ว่า หากเส้นทางเดินถูกต้องตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงชี้แนะไว้ อย่างไรก็ไม่หลงทาง ตราบใดที่เรามั่นใจในกระบวนการ ซึ่งระหว่างทางก็อาจทำเพื่อโลกบ้าง เพื่อธรรมบ้าง ตราบนั้นเราเดินทางถึงแน่นอน มีคนเคยถามผมว่า ทำไมผมถึงตั้งเป้าเช่นนั้น หากอุปมาก็เหมือนกับคนที่เคยกินมะม่วงแล้วพบว่า อร่อย ก็เลยกินต่อ กับคนเคยกินของบูดเน่าแล้วรู้ว่าไม่อร่อย เลยเข็ดขยาดไม่กินอีก…มะม่วงอร่อยที่กล่าวถึงคือความสุขทางธรรมระดับลึก ๆ ที่เกิดขึ้นกลางใจ ทำให้ใจโล่งโปร่งสบาย ซึ่งยิ่งใหญ่และลึกซึ้งกว่าความสุขแบบโลก (สุขทางเนื้อหนัง วัตถุ สิ่งสมมุติทั้งหลาย) อย่างไม่สามารถเปรียบเทียบได้ ดังนั้นการที่ผมตั้งเป้าหมายที่จะไปนิพพานจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่กระนั้นการที่ผมทำงานเยอะและหลากหลายทำให้ตัวเองไม่ค่อยมีเวลา ผมจึงใช้หลักการ “บวชอยู่กับงาน” ดังที่ท่านพระอาจารย์พุทธทาสเคยสอนว่า “งานคือธรรม ธรรมคืองาน” แทน…ในงานทั้งหลายที่เราจำเป็นต้องทำนั้น มีทั้งโจทย์และแบบฝึกหัดให้ฝึกสติมากมาย ตั้งแต่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต จนถึงธรรมในธรรม ทุกวินาที ทุกอิริยาบถที่ผ่านไป […]

“สติมา…ปัญญาเกิด” – ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

เคยมีคนมาตั้งข้อสังเกตว่าผมเคยโกรธบ้างไหม โดยเฉลี่ย 1 ปีผมจะโกรธจริง ๆ และแสดงออกไม่เกิน 5 ครั้ง แต่มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่ผมจำได้ไม่ลืม ซึ่งทำให้ผมโกรธจนเกือบ “หลุด” ไปซะแล้ว สิบปีที่แล้วผมเห็นรถของตัวเองโดนกรีดยางจนแบนแต๋ทั้งสองล้อเพราะไปจอดรถทับที่ของคนอื่น ด้วยความที่เราเป็นคนรักรถจึงโกรธมาก…หากเป็นตัวผมเมื่อก่อนที่ยังไม่เคยปฏิบัติธรรมเจริญสติมาก่อนคงโวยวายและคิดหาวิธีการเอาคืน ผมพยายามปลอบใจตัวเองและห้ามความโกรธนั้น แต่ความโกรธไม่ยอมจากไปง่าย ๆ ระดับความโกรธยังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ …แต่เพียงไม่เกิน 2 นาที สติก็เข้าไปจัดการโทสะด้วยการเห็นอารมณ์โกรธนั้นวิ่งขึ้นมากลางหน้าอก ไม่นานความโกรธที่มีก็หายวับไป…กลายเป็นความเย็นอกเย็นใจขึ้นมาแทนที่ น่าแปลก…ที่อยู่ดี ๆ ผมเกิดปัญญาขึ้นมาว่า ควรจัดการกับเหตุการณ์นี้อย่างไร ผมฝากให้เลขาฯหาชื่อเจ้าของที่จอดรถตรงนั้นโดยบอกด้วยว่า “หาเจอเมื่อไร รบกวนช่วยหาดอกไม้ให้ผมด้วย ผมจะไปขอโทษเขา” ผมมาทราบทีหลังว่าคนที่กรีดรถผมเป็นคนเยอรมัน เจ้าของบริษัทท่องเที่ยวยักษ์ใหญ่ และทำงานอยู่ในตึกเดียวกับผม ด้วยความที่เยอรมันเป็นชาติที่มีระเบียบวินัยสูง เขาจึงใช้วิธีการกรีดยางเพื่อเป็นการสั่งสอนคนไทยให้รู้จักมีวินัย ไม่จอดรถทับที่เขาอีก พอคนในบริษัทรู้ว่าผมโดนแบบนี้ ทุกคนโกรธแทนผมทันทีพร้อมกับช่วยกันหาวิธีการเอาคืนให้ ยามของบริษัทถึงกับบอกว่า จะเอาไม้ไปทุบรถคันนั้นให้บุบ ผมรีบห้ามไว้ก่อนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ผมเอาดอกไม้ไปให้เขาเพื่อขอโทษด้วยตัวเอง แต่เขาไม่ออกมาพบกลับส่งผู้จัดการฝ่ายมาหาผมแทน ผมจึงฝากข้อความให้ไปบอกเจ้านายเขาว่า “เราอยู่ตึกเดียวกันน่าจะคุยกันได้” และอธิบายให้ฟังว่า สาเหตุที่ทำให้ผมต้องไปจอดรถในที่ของเขาก็เพราะผมต้องรีบไปงานศพ เมื่อคุยกันเรียบร้อย ผมก็ขอตัวกลับมาเคลียร์งาน ช่วงเที่ยงวันนั้นทั้งออฟฟิศกรี๊ดกร๊าดกันเกรียวกราว เพราะฝรั่งชาวเยอรมันคนนั้นส่งตะกร้าผลไม้ขนาดใหญ่มาให้พร้อมแชมเปญรวมแล้วราคาคงประมาณ 10,000 บาท […]

“รู้” ใจ…ได้งาน – ศรันย์ ไมตรีเวช (ดังตฤณ)

สำหรับผมที่เป็น นักเขียน การคิดงานออกและเขียนได้อย่างลื่นไหลสามารถทำให้ผมดีใจได้Œไม่ต่างจากการถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ความดีใจที่พูดถึงนี้มักเกิดขึ้นสองแบบ แบบแรก ทำให้ตัวเองเกิดความรู้สึกสนุก กระตือรือร้น เหมือนมีพลังงานคอยผลักดันให้ร่างกายอยากเคลื่อนไหวไปทำงานให้บรรลุเป้าหมาย แบบที่สอง เกิดขึ้นในยามที่มีความคิดต่อเนื่อง ไหลลื่น ไม่ติดขัด อย่างเช่น เมื่อคืนทำงานค้างไว้ถึงตรงไหน วันนี้จะนึกออกและสามารถเขียนต่อได้สบาย ๆ ยิ่งถ้ามีไอเดียที่หลากหลายผุดขึ้นมาทะลวงส่วนเนื้อหาที่ยังติดขัด ยิ่งทำให้เกิดอาการกระหยิ่มใจ หากเป็นสมัยก่อนที่ยังไม่เคยได้ปฏิบัติธรรม ผมก็คงจะยึดติดกับความดีใจนั้นและบังคับตัวเองให้ทำงานต่อไปไม่มีหยุดตามประสาคนบ้างาน แต่การได้เจริญสติ ดูใจตัวเองเป็นประจำทำให้พบว่า ครั้งใดที่ขีดความดีใจเกินลิมิตปกติไป จิตของผมจะมีสัญญาณเตือนให้กลับไปดูรูปอารมณ์ของเจ้าความดีใจที่พุ่งขึ้นสูงแล้วค่อย ๆ แผ่วลง…ดังนั้นพอเราไม่ปล่อยใจไปกับ “ความดีใจ” ที่เกิดขึ้น อาการนั้นก็จะเป็นเหมือนกับลมหายใจ คือแค่เข้ามาและออกไป มีบางครั้งเหมือนกันที่ความดีใจนั้นทำให้ตัวจิตลิงโลดขึ้นมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว…พอไม่รู้ตัว จิตก็จะเกิดการ “ยึด”…ยึดว่าครั้งหน้าจะมีความสุขจากการคิดงานเช่นนี้อีก…หรือครั้งหน้าไอเดียจะแล่นปรู๊ดปร๊าดเหมือนครั้งนี้ ดังนั้นวิธีให้การต้อนรับตัวจิตนี้คือ ให้รู้สึกว่าความดีใจหรือความสุขนี้ “ไม่เที่ยง” โดยการยอมรับว่า การมีอยู่ของความสุข มองเห็นความสุขนั้น และตระหนักรู้ว่า ความสุขนั้นจะคงอยู่…เป็นแค่ไฟไหม้ฟางที่สุดท้ายไฟจะค่อย ๆ มอดดับไป หากเรามีสติในช่วงเวลาทำงาน เราจะพบว่าไม่มีใครทำงานตลอดเวลา จะต้องมีช่วงพัก และช่วงพักนี่แหละคือนาทีทองในการดูลมหายใจและอารมณ์ที่ตกค้างจากสิ่งอื่นหรือคนอื่น เช่น พูดกับคนที่เรามีปฏิกิริยาทางใจอย่างไร ทำงานนี้เราเห็นจิตเป็นอย่างไร ซึ่งถือเป็นการพักกายและสมองไปในตัว   Secret Box อาการของใจที่เปš็นอุปสรรคต‹่อเสŒ้นทางเจริญสติคือการไม่‹ยอมรับความจริง […]

“สติช่วยชีวิต” มณฑิชา จิรพัฒนาการ

ดิฉัน (มณฑิชา จิรพัฒนาการ) เชื่อว่า ตราบใดที่เรามี สติ ในชีวิตประจำวัน พอมีอะไรเกิดขึ้นเราจะตั้งสติได้ทัน ดังนั้นดิฉันจึงพยายามเจริญสติให้ได้ตลอดเวลา และสวดมนต์ นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง ด้วยความที่ดิฉันทำงานในร้านอาหาร ดังนั้น ทุกครั้งที่ดิฉันหั่นหัวหอม ปอกเปลือกแครอท หรือทำอาหารอะไรก็ตาม ดิฉันจะเจริญสติโดยการระลึกรู้สึกตัวไปด้วยตลอด หั่นหัวหอมคือหั่นหัวหอม มือซ้ายจับหัวหอม มือขวาจับมีด ไม่วอกแวกไปคิดนู่นคิดนี่ จากที่มีดเคยบาดมือบ่อย ๆ จึงแทบไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย ด้วยเหตุที่ดิฉันเจริญสติอยู่เป็นประจำนี่เอง ทำให้ดิฉันได้ประจักษ์ว่า สติสามารถช่วยชีวิตของเราและผู้อื่นได้จริง ๆ ดังเช่นเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในนิวซีแลนด์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ดิฉันจำได้ไม่รู้ลืม… 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ในขณะที่ดิฉันกำลังเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าอยู่ในร้านและพ่อครัวกำลังทำอาหารอยู่ที่เตา อยู่ดี ๆ พื้นที่ดิฉันกำลังยืนอยู่ก็เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง (ทราบภายหลังว่าเกิดแผ่นดินไหว ความรุนแรงมากกว่า 6.3 ริกเตอร์) จานชามที่อยู่บนชั้นวางของตกลงมาบนพื้นแตกกระจายหมด น่าแปลกที่ในตอนนั้นดิฉันไม่ได้มีความกลัวหรือตื่นตกใจจนสติกระเจิดกระเจิงตามคนอื่น ๆ แต่กลับยืนมองดูความเป็นไปที่เกิดขึ้นในร้านอย่างสงบ การมีสติทำให้ดิฉันทราบว่าสิ่งใดที่สำคัญและสมควรทำก่อน เมื่อทุกอย่างเริ่มสงบ ดิฉันเรียกสติพนักงานภายในร้านโดยการบอกให้ทุกคนเก็บข้าวของโดยเร็ว สั่งพ่อครัวให้ปิดแก๊ส และเอาจานชามที่เสียหายไปทิ้ง เผื่อใครมาเหยียบโดนจะเป็นอันตราย จานชามที่เหลือทั้งหมดก็ให้จัดชิดข้างฝาไว้ […]

“ไม่ยึด ไม่ทุกข์” อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

“ถ้าเราไม่ยึดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของของเรา…แล้วเราจะทุกข์ได้อย่างไร” เมื่อคิดได้ดังนี้ ไม่ว่าภายนอกจะเจอสิ่งใดมากระทบ ภายในของผม (ประเสริฐ อุทัยเฉลิม) ก็ไม่กระเทือน ดังเหตุการณ์ต่อไปนี้… วันนั้นผมขับรถไปทำธุระพร้อมกับกัลยาณมิตรท่านหนึ่งซึ่งนั่งอยู่คู่กันในรถ ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่นั้น อยู่ดี ๆ มอเตอร์ไซค์ก็พุ่งเข้ามาชนท้ายรถเสียงดัง “โครม!” มอเตอร์ไซค์ที่ชนท้ายรถล้อเบี้ยว คนขับจึงรีบไถรถให้เข้าไปจอดข้างทาง เมื่อรถสามารถเคลื่อนตัวได้ แทนที่ผมจะจอดเข้าข้างทางเพื่อลงไปคุยกับคนที่ชนท้ายรถเรื่องค่าเสียหาย ผมเลือกที่จะขับรถต่อไป จนคนที่นั่งข้าง ๆ ผมอดที่จะถามไม่ได้ว่า “อาจารย์ไม่จอดรถหรือคะ” ผมบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขารีบถามต่อด้วยความร้อนใจ “แล้วถ้ารถเราเสียเยอะล่ะคะ…เขาเป็นคนชนท้ายเรา เขาผิดนะคะ” ผมตอบว่า “เราเบรกทัน แต่เขาเบรกไม่ทัน…แล้วรถของเขาก็เสียหายเยอะด้วย…ส่วนรถเราถ้าเสียเยอะค่อยซ่อมกันอีกที” ตอนนั้นเราทั้งคู่ยังไม่ทันได้ลงไปดูรถว่าเสียหายที่ใดบ้าง เมื่อสบโอกาสผมจึงเลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมันเพื่อลงมาดูว่าสภาพท้ายรถเสียหายแค่ไหน ปรากฏว่ากันชนฉีกและไฟแตก คนที่นั่งไปกับผมถามว่า อาจารย์รู้สึกอย่างไรบ้างที่รถไฟแตก ดูค่าซ่อมน่าจะเป็นหมื่น ผมก็ตอบไปอย่างไม่มีอารมณ์โกรธเคืองคนที่ชนท้ายรถผมเลยว่า “ถ้าไม่มีตังค์ก็ไม่เป็นไร ไว้ก่อน…มีตังค์แล้วค่อยซ่อม แล้วเราทั้งคู่ก็ขึ้นรถขับไปต่อ ระหว่างทาง เราคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ เมื่อเวลาผ่านไปพักหนึ่ง ผมจึงย้อนถามคนที่นั่งข้าง ๆ ว่า “ตอนนี้ไฟท้ายยังแตกอยู่ไหม” เขาตอบว่า “แตก” ผมถามเขาต่อว่า “แล้วเมื่อกี้ตอนที่เราคุยกัน…ในใจของคุณมีเรื่องไฟแตกไหม” เขาส่ายหน้าแล้วบอกว่าไม่มี ผมจึงถือโอกาสนี้กล่าวกับเขาว่า “ไฟแตกไปแล้ว ‘ข้างนอก’ […]

keyboard_arrow_up