พาใจกลับบ้าน บทความดีๆ จาก พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ

ขณะที่เรานำใจ กลับบ้าน ให้มาเฝ้าอยู่กับปรากฏการณ์ภายในบ้านช่วงเวลานั้นได้ตัดกระแสการปรุงแต่งของจิตที่ไปผูกอยู่กับการรอคอย

สุข สงบภายใน บทความธรรมะดีๆ จาก พระไพศาล วิสาโล

ความสุขจากสิ่งเร้าที่เข้ามากระตุ้นผัสสะทำให้ชีวิตต้องดิ้นรนแสวงหาไม่มีหยุด พอได้มาแล้วก็พอใจเพียงชั่วคราว ไม่นานก็อยากได้อีก และอยากได้มากขึ้นกว่าเดิมจึงต้องดิ้นรนแสวงหามาอีก เศรษฐีพันล้านจึงไม่เคยพอใจกับเงินที่มี ทั้งๆ ที่ใช้ทั้งชาติก็ไม่มีวันหมด

ทำลาย ความกดดัน ภายในใจ ด้วยธรรมะ จากพระอาจารย์ ชาญชัย อธิปญฺโญ

ความกดดัน มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ แม้ในชีวิตของคนเรา ทุกๆ คนไม่ชอบความกดดัน เพราะความกดดันเป็นความทุกข์แต่ทุกคนก็ต้องอยู่กับความกดดัน จึงอยู่กับความทุกข์

5 ตำนานและความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัด

ชาวพุทธหลายท่านมีความเชื่อความศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเรื่องเหนือธรรมชาติ โดยเข้าใจว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นความอัศจรรย์ของศาสนา

ธรรมะที่เป็นสุข และถูกต้อง เป็นอย่างไร โดยท่านพุทธทาสภิกขุ

ธรรมะ แปลว่าหน้าที่ แต่เรามักจะแปลกันว่าธรรมะคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หน้าที่คือสิ่งที่จะต้องปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ดับทั้งอย่างความทุกข์ของชาวบ้านคือเรื่องมีกินมีใช้ไม่ยากจน สะดวกสบาย และยังจะดับทุกข์ที่สูงขึ้นไปในทางจิตใจ

การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ แท้จริงแล้วเร่าร้อนและ น่ากลัวยิ่งกว่าขุมนรก

การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ แท้จริงแล้วเร่าร้อนและ น่ากลัวยิ่งกว่าขุมนรก นรกเป็นสถานที่มีความเร่าร้อน เป็นสถานที่ลงโทษดวงวิญญาณผู้กระทำบาป แต่พระพุทธเจ้ากลับตรัสว่า สิ่งที่ น่ากลัวยิ่งกว่าขุมนรก คือการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ทำไมเป็นเช่นนี้ หาคำตอบไปด้วยกันจากพระสูตรที่มีชื่อว่า ปริฬาหสูตร  กันเถอะ พระพุทธเจ้าตรัสขึ้นว่า “เดี๋ยวก่อนภิกษุทั้งหลายนรกเป็นสถานที่มีความเร่าร้อน สัตว์นรกย่อมทนทุกข์ทรมานจากรูปที่ไม่น่าอภิรมย์ที่ตนต้องเห็นด้วยดวงตา รูปที่อยากชมก็หาไม่ได้ในนรกนี้ ถึงจะได้ยินเสียง ได้ลิ้มรส ได้สูดกลิ่น ได้สัมผัสด้วยกาย  หรือรู้เข้าใจด้วยการคิด แต่สิ่งที่รับรู้ล้วนเป็นการรับรู้ในสิ่งที่ไม่น่าอภิรมย์ทั้งสิ้น” พระภิกษุรูปหนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีความเร่าร้อนใดที่มากและน่ากลัวกว่าความเร่าร้อนในนรกอีกหรือไม่” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ ความเร่าร้อนที่มากกว่าและน่ากลัวกว่าความเร่าร้อนในนรกที่เธอถามนั้นมีอยู่จริง” พระภิกษุทูลถามต่อว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความเร่าร้อนอื่นที่มากกว่า และน่ากลัวกว่าความเร่าร้อนในนรกเป็นเช่นไร” พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันสมณะและพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งก็ตาม หากไม่รู้แจ้งในอริยสัจ 4  แล้วสมณะและพราหมณ์เหล่านั้นต่างยินดีในสังขาร (การปรุงแต่ง) ซึ่งทำให้พวกเขาเกิดความเร่าร้อนใน การเกิด การแก่ การตาย การเศร้าโศก การร่ำไห้ และการคับแค้นใจ  สมณะและพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่พ้นไปจากความทุกข์ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากสมณะและพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เข้าใจและรู้แจ้งในอริยสัจ 4 ผู้นั้นย่อมไม่ยินดีในสังขาร (การปรุงแต่ง) เมื่อสังขารไม่ทำงาน […]

ศาสนาคืออะไร ทำไมเราถึงต้องนับถือศาสนา

ศาสนาคืออะไร ทำไมเราถึงต้องนับถือศาสนา หลายคนที่เกิดมาแล้วไม่มีโอกาสเลือกศาสนาเพราะพ่อแม่ได้กำหนดศาสนาให้ตั้งแต่เกิด เมื่อโตมาใช้ชีวิตได้สักระยะจึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า ศาสนาคืออะไร ทำไมต้องนับถือศาสนา ในความเป็นจริงแล้วช่วยให้มนุษย์พ้นจากความทุกข์ ระบบปฏิบัติอันใดมันช่วย ให้มนุษย์พ้นจากความทุกข์ได้ ระบบนั้นชื่อว่าศาสนา ฉะนั้นเมื่อเรา พูดว่า “ศาสนาที่แท้จริงมีเพียงศาสนาเดียวในหมื่นโลกธาตุ” นี้ เราต้อง เล็งถึงระบบปฏิบัติที่ช่วยคนหรือช่วยสัตว์ทั้งหมื่นโลกธาตุให้พ้นจาก ทุกข์ทางจิตทางวิญญาณได้ แล้วก็ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ในกี่ร้อย กี่พันกี่หมื่นกี่แสนโลกธาตุอะไรก็ตามใจ เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรื่องความทุกข์ ความดับทุกข์ นี้มันเหมือนกันหมด ไม่ต่างกันเลยฉะนั้นสิ่งที่จะมาดับความทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ได้หมด ก็ต้อง เป็นสิ่งเดียวกัน อันเดียวกัน ข้อเดียวกัน เรื่องเดียวกัน หรือเหมือนกัน; ก็เลยเรียกว่าระบบปฏิบัติเพื่อความรอดพ้นจากความทุกข์โดยตรง     ระบบปฏิบัติเพื่อรอดออกจากความทุกข์โดยตรงนั่นคือศาสนา เป็นลักษณะเฉพาะของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ไม่ใช่คำพูด ไม่ใช่ตัวหนังสือ ไม่ใช่อะไรทำนองนั้น ไม่ใช่พิธีรีตอง ไม่ใช่ลัทธิธรรมเนียม แต่ว่าเป็น ตัวการปฏิบัติด้วยเรี่ยว ด้วยแรง ด้วยมือ ด้วยเท้าลงไปจริง ๆ แล้ว เอาตัวรอดจากความทุกข์ได้ นั่นแหละคือตัวศาสนา ฉะนั้นสิ่งที่ เรียกว่า “ศาสนา” […]

อย่าให้ ” ลมปาก ” ทำร้ายตัวเอง บทความเตือนสติจาก พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) 

คนจะรักหรือทะเลาะกันอยู่ที่คำพูด หรือลมปาก จุดสำคัญของคำพูด คือหางเสียง แม้ตอนต้นจะพูดดีเพียงใด แต่ถ้าหางเสียงไม่ปลอดภัย ก็อันตราย

คาถามหาเมตตาใหญ่ แผ่เมตตาให้ไพศาลทั่วทั้ง 10 ทิศ

คาถามหาเมตตาใหญ่ แผ่เมตตาให้ไพศาลทั่วทั้ง 10 ทิศ คาถามหาเมตตาใหญ่ มาจากเรื่องราวและบทพระธรรมเทศนาที่สำคัญตอนหนึ่งของพระพุทธเจ้า ซึ่งปรากฏในเมตตาสูตร การสวดภาวนาคาถาบทนี้ทำให้ผู้สวดได้กระทำเมตตาภาวนา ซึ่งเหมาะสมกับผู้ที่มีอารมณ์โกรธรุนแรง (โทสะจริต) เพื่อให้พลังแห่งความเมตตาขัดเกลาให้จิตของเขาอ่อนโยน คาถาหรือบทสวดนี้ควรสวดเป็นบทสุดท้ายเพื่อเป็นการแผ่เมตตา หรือเจริญเมตตาเพื่อสร้างสมาธิ และอุทิศเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย บทคาถามหาเมตตาใหญ่ เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเมฯ ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ภิกขะโวติฯ ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะวะโต ปัจจัสโสสุง ฯ ภะคะวา เอตะทะโวจะ เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเสวิตายะ ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะ ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ อะนุฏฐิตายะ ปะริจิตายะ สุสะมารัทธายะ เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกังขา ฯ คำแปล […]

อานิสงส์แห่งการถวายดอกไม้ แด่พระพุทธเจ้า

อานิสงส์แห่งการถวายดอกไม้ แด่พระพุทธเจ้า ดอกไม้เป็นตัวแทนของความงดงาม และถูกประเมินค่าให้เป็นสิ่งมีคุณค่า กลายเป็นเครื่องบูชาที่ศาสนาต่าง ๆ เลือกใช้เป็นเครื่องบูชา พระพุทธศาสนาเองก็นิยมใช้ดอกไม้เป็นเครื่องบูชาพระพุทธเจ้า ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเล่าถึง อานิสงส์แห่งการถวายดอกไม้ บูชาพระพุทธเจ้าไว้อย่างน่าสนใจ จึงขอยกมานำเสนอดังนี้ พระจุนทเถระหลังจากบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ได้อุทานขึ้นพร้อมเล่าถึงผลบุญที่ส่งผลให้เกิดในสมัยของพระสมณโคดมพุทธเจ้าว่า ครั้งสมัยพระสิทธัตถะพุทธเจ้า ท่านได้นำดอกไม้เข้าไปถวายถึงเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งประทับอยู่ท่ามกลางหมู่สงฆ์ผู้เป็นพระขีณาสพ พระพุทธเจ้าตรัสขึ้นว่า     “ผู้ใดมอบดอกไม้อันมีค่าและมีกลิ่นหอมฟุ้งแก่เรา เราจะพยากรณ์ผู้นั้น ขอท่านทั้งหลายในที่นี้โปรดฟังการพยากรณ์ของเรา ผู้นี้หลังจากสิ้นบุญจากโลกไปแล้วจะไปสู่สรวงสวรรค์ เป็นมิตรกับเหล่าเทพยดา มีวิมานทองคำที่วิจิตรตระการตาด้วยอัญมณี แวดล้อมด้วยบริวารนางฟ้า เสวยทิพยสมบัติเช่นนี้ถึง 74 ชาติ (คือเกิดเป็นเทวดาอย่างต่อเนื่องถึง 74 ชาติ) หลังจากนั้นจะเกิดเป็นพระราชาปกครองแผ่นดินถึง 300 ชาติ จากนั้นจะเกิดเป็นพระมหาจักรพรรดิราชถึง 75 ชาติ เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ทั้งปวง มีนามว่า “ทุชชยะ” เป็นเช่นนี้ไม่มีทางไปสู่อบายภูมิ จากนั้นเขาจะเกิดในตระกูลพราหมณ์ เป็นบุตรชายของวังคันตพราหมณ์กับนางสารีพราหมณ์ มีปัญญามาก ต่อมาบวชในศาสนาของพระอังคีรส ได้เป็นสาวกของพระศาสดานามว่า “จูฬจุนทะ” ”     จากคำอุทานของพระจุนทเถระ ทำให้ทราบว่า ในสมัยพระพุทธเจ้าผู้มีพระนามว่า […]

วิธีรักษาโรคทางกายจากพระไตรปิฎก

วิธีรักษาโรคทางกายจากพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกนับว่าเป็นแหล่งคลังทางปัญญา สามารถแสวงหาความรู้ได้ในหลายศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐศาสตร์ อักษรศาสตร์ ศาสนศาสตร์ แม้กระทั่งศาสตร์ทางการแพทย์ พระพุทธเจ้าทรงเป็นแพทย์ผู้รักษาเวไนยสัตว์ให้หายจากการหลงในอวิชชาด้วยยาคือคำสอนของพระองค์ นอกจากนี้ยังมีวิธีรักษาโรคทางกายด้วยวิธีทางการแพทย์ มาดูกันค่ะว่า วิธีรักษาโรคทางกายจากพระไตรปิฎก มีอะไรกันบ้าง พระพุทธเจ้าทรงจำแนกผู้ป่วยออกเป็น 3 ประเภท คือ  (1) ผู้ป่วยที่รักษาไม่หาย (2) ผู้ป่วยที่รักษาหายเป็นปลิดทิ้ง และ (3) ผู้ป่วยที่เดี๋ยวหายเดี๋ยวไม่หาย วิธีการรักษาโรคทางกายสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท (1) การรักษาด้วยสมุนไพร (2) การรักษาด้วยเทคนิค (3) การรักษาด้วยพุทธมนต์ และ (4) การรักษาด้วยการบำเพ็ญภาวนาทางจิต แต่ในวันนี้เราจะนำเสนอเพียงการรักษาโรคด้วยสมุนไพร ซึ่งเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจมิใช่น้อย การรักษาโรคด้วยสมุนไพรในสมัยพุทธกาล ประกอบด้วยสมุนไพรจากพืช สัตว์ แร่ธาตุ และสมุนไพรหลายตัวมารวมกัน การรักษาโรคด้วยสมุนไพรมีปรากฏในพระไตรปิฎกว่า ครั้งพระพุทธเจ้าประทับยังเมืองสาวัตถี มีภิกษุหลายรูปอาพาธ บางรูปต้องการฉันรากไม้เพื่อเป็นยา บางรูปต้องการฉันน้ำฝาดเพื่อเป็นยา บางรูปต้องการฉันใบไม้เพื่อเป็นยา บางรูปต้องการฉันผลไม้เพื่อเป็นยา บางรูปต้องการฉันยางไม้เพื่อเป็นยา บางรูปต้องการฉันยาดองเพราะป่วยเป็นโรคลมในท้อง พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้บัญญัติพระวินัยว่าภิกษุฉันรากไม้ น้ำฝาด ใบไม้ ผลไม้ […]

อุบายของ ความหลง วิธีสกัดความหลงไม่ให้ครอบงำจิตใจ

อุบายของ ความหลง วิธีสกัดความหลงไม่ให้ครอบงำจิตใจ คนส่วนใหญ่มัก ถูก ความหลง ครอบครองจิตใจ จิตของคนส่วนใหญ่เปรียบเหมือนห้องที่ มืดสลัวๆ เหมือนกับมีเทียนอยู่เล่มสองเล่มปักอยู่กลางห้อง แต่บางคนก็เปรียบเหมือนห้องที่มืดสนิท ถ้าจิตของใคร มืดสนิทก็เรียกได้ว่าเป็นคนบ้าหรือคนคลุ้มคลั่งไปแล้ว เพราะว่าไม่มีความรู้สึกตัวแม้แต่น้อย ตัวรู้กับตัวหลงมันขับเคี่ยวกัน ตัวหลงพยายามครองจิตครองใจเรา โดยขับไล่ตัวรู้ให้หายไป ถ้า เราเห็นความสำคัญของการสร้างความรู้สึกตัว ก็จะต้องหาทาง ป้องกันไม่ให้ตัวหลงมาครองใจ ที่จริงแล้วเราไม่ต้องทำอะไรกับ ตัวหลงเลย เพียงแค่เพิ่มตัวรู้ให้มากขึ้นก็พอแล้ว เหมือนกับ ความมืด เราไม่ต้องไล่มัน เพียงแต่เราเพิ่มความสว่างให้มากขึ้น ความมืดก็หายไปเอง     อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่าตัวหลงเป็นนักฉวยโอกาส มันฉลาดมาก เราจำเป็นต้องรู้ธรรมชาติ รู้นิสัย รู้อุบายของ ตัวหลง แต่ถ้าเราไม่รู้ธรรมชาติ ไม่รู้นิสัย ไม่รู้อุบาย เราก็อาจ จะโดนตัวหลงเล่นงาน ส่วนตัวรู้ที่สร้างขึ้นก็หดหายไปเพราะถูก ตัวหลงเข้ามาครอบงำ ความเป็นนักฉวยโอกาสของตัวหลงเราคงจะเห็นแล้ว ทั้งๆ ที่เรามาวัด ตั้งใจจะมาเพิ่มความรู้สึกตัว แต่ก็โดนความหลงเล่นงานอยู่บ่อย ๆ ขณะยกมือสร้างจังหวะเพื่อสร้างตัวรู้ให้ มากขึ้นก็ยังโดนตัวหลงเข้ามารังควาน มาครอบงำจิตใจ เวลา […]

คาถาเดินทางไกล บทสวดมนต์ก่อนเดินทาง แคล้วคลาดปลอดภัย

คาถาเดินทางไกล บทสวดมนต์ก่อนเดินทาง แคล้วคลาดปลอดภัย สำหรับบางคนที่ชีวิตดูจะผูกพันกับการเดินทางมากเป็นพิเศษ จะเดินทางใกล้หรือไกล นอกจากประสบการณ์ที่จะได้รับจากการเดินทาง ภาพประทับใจต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่นักเดินทางหลายคนใฝ่หา ก็คือ การเดินทางที่ปลอดภัย ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ แต่ถึงอย่างนั้นหลายคนก็ยังขอพึ่งตัวช่วย ด้วย คาถาเดินทางไกล หรือการสร้างหลักประกัน ให้แก่ตนเองและคนที่อยู่ข้างหลัง เช่น การทำประกันอุบัติเหตุและ ประกันชีวิตเอาไว้ เพราะหากพลาดพลั้งเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ระหว่างเดินทาง ก็ยังพอจะมีหลักให้ยึดไว้ได้บ้าง     ขจัดอุปสรรค ความยากลำบาก และโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากอุบัติเหตุที่ไม่มีใครสามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้าแล้ว ความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศ ตลอดจนความผันผวน ทางเศรษฐกิจ สังคม และโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ก็เป็นอุปสรรคสำคัญ อีกอย่างหนึ่งในชีวิตของเรา บทสวดที่ขอแนะนำสำหรับช่วยคลายความกังวลจากปัญหา ต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือ บทรัตนปริตร ซึ่งเป็นพระปริตรที่กล่าวถึง เหตุการณ์ครั้งพุทธกาล ในคราที่เกิดภัยพิบัติร้ายแรงหลายอย่าง ขึ้นในเมืองเวสาลี เช่น ฝนแล้ง ข้าวยากหมากแพง โรคระบาด โจรผู้ร้ายชุกชุม ภัยเหล่านี้เกิดขึ้นติดต่อยาวนานถึงเจ็ดรัชสมัย โดยไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง ชาวเมืองจึงประชุมกันและลงความเห็น […]

หน้าที่ต่อ อริยสัจ 4 ที่ชาวพุทธพึงปฏิบัติ

หน้าที่ต่อ อริยสัจ 4 ที่ชาวพุทธพึงปฏิบัติ เราจะรู้ อริยสัจ 4 อย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้หน้าที่ต่ออริยสัจ และปฏิบัติหน้าที่ต่ออริยสัจให้สำเร็จด้วย การเรียนอริยสัจโดยไม่รู้ หน้าที่ต่ออริยสัจอาจจะทำให้เข้าใจสับสน พระพุทธเจ้าตรัสกิจหรือหน้าที่ต่ออริยสัจ 4 ไว้ครบถ้วน แล้วแต่ละอย่างดังนี้ หน้าที่ต่อทุกข์ คื อ“ปริญญา” แปลว่ากำหนดรู้รู้เท่าทัน จับตัวมันให้ได้ หน้าที่ต่อสมุทัย คือ “ปหานะ” แปลว่า ละหรือกำจัด หน้าที่ต่อนิโรธ “สัจฉิกิริยา” แปลว่า ทำให้แจ้ง คือบรรลุถึงนั่นเอง หน้าที่ต่อมรรค เรียก “ภาวนา” แปลว่า บำเพ็ญ คือ ปฏิบัติ ลงมือทำ ทำให้เกิด ทำให้มีขึ้น     1) ทุกข์… เรามีหน้าที่ต่อมันอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ทุกขัง ปริญเญยยัง” ทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่เราต้องรู้เท่าทัน ภาษาพระ แปลกันว่า “กำหนดรู้” ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ ปริญเญยยัง […]

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (1)

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (1) สุรางคณา สุนทรพนาเวศ กล่าวว่า ในทางโลก การได้ไปยืนอยู่ในจุดสูงสุด…รวยที่สุด เก่งที่สุด สวยที่สุด หล่อที่สุด อาจเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา แต่สำหรับบางคน การเกิดมาในโลกนี้ก็เพื่อเรียนรู้ที่จะละทิ้งจากการยึดมั่นถือมั่น ข้าวของเงินทองก็เป็นของชั่วคราว ความสวยงามก็ไม่ใช่สิ่งจีรังยั่งยืน พ่อแม่พี่น้องเพื่อนสนิทมิตรสหายก็ล้วนเป็นสิ่งสมมุติ ยิ่งทำให้ตัวตนเข้าใกล้คำว่า “ศูนย์” มากเท่าไหร่ ดูเหมือน “ความสุข” ในชีวิตจะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น นี่คือแนวคิดในการใช้ชีวิตของ คุณตา-สุรางคณา สุนทรพนาเวศ ผู้หญิงที่เคยได้ชื่อว่าสวยในลำดับต้น ๆ ของประเทศ โดยมีตำแหน่งอดีตรองนางสาวไทยและอดีตรองสาวแพรวการันตี เธอผ่านมาแล้วหลายบทบาท ทั้งนางแบบ นักแสดง พิธีกรไปร่ำเรียนมาแล้วหลายประเทศ มีดีกรีปริญญาโทจากประเทศญี่ปุ่น และปริญญาเอกจากประเทศอินเดีย ภาพลักษณ์ภายนอกที่พูดจาฉะฉานหัวเราะเสียงดัง ร่าเริงสดใส อาจทำให้หลายคนคิดไม่ถึงว่า แท้ที่จริงแล้วเธอเป็นคนสนใจใฝ่ในธรรมมากว่า 20 ปีแล้ว ชีวิตที่เป็นศูนย์ในวันนี้ ทำให้เธอเป็นสุขได้อย่างไร เราไปฟังเรื่องราวของเธอด้วยกัน   เติบโตมากับยายที่จังหวัดสุรินทร์ ตอนเด็ก ๆ ตามีชีวิตที่สนุกสนานแก่น ซน ฉลาดแกมโกงมาก แล้วก็เคยพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เฉียดใกล้ความตายหลายครั้ง พ่อของตาเป็นวิศวกรจากชลบุรีที่มาพบรักกับแม่ซึ่งเป็นคนสุรินทร์ แต่หลังจากแม่คลอดตาได้ไม่นานพ่อก็จากไปด้วยอุบัติเหตุ  แม่จึงหอบลูกเข้ามาเรียนและหางานทำที่กรุงเทพฯ แม่เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงไปด้วยและทำงานเป็นพนักงานบัญชีในร้านคาเฟ่แถวประตูน้ำไปด้วย ชีวิตของแม่ตอนนั้นลำบากมาก วันหนึ่งเมื่อยายมาเยี่ยมที่กรุงเทพฯ จึงตัดสินใจขโมยตาที่อายุได้เพียง 3 ขวบไปเลี้ยงที่จังหวัดสุรินทร์ ยายเป็นคนจีนกวางตุ้งที่มีญาติพี่น้องมากมาย แต่ละคนก็ทำธุรกิจใหญ่โต แต่ครอบครัวของยายมีฐานะแค่พออยู่พอกิน จังหวัดสุรินทร์ได้ชื่อว่าเป็นเมืองช้าง ตาอาศัยอยู่ในตัวเมืองก็จริง แต่ก็ได้เห็นช้างเดินเล่นมาตั้งแต่เด็ก ตาเป็นเด็กช่างพูดช่างคุยและกล้าแสดงออกเกินกว่าเด็กวัยเดียวกัน ถ้าอยากได้ตังค์ไปซื้อทอฟฟี่ก็จะเต้นให้ญาติ ๆ ดู นอกจากนั้นยังชอบเล่นเหมือนเด็กผู้ชายชอบชวนเพื่อนจับกลุ่มกันปั่นจักรยานไปขโมยมะม่วงบ้านคนอื่น และเป็นเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ เวลาเล่นขายของก็จะตัดกระดาษทำเป็นเงินไว้เล่นกับเพื่อน ส่วนเงินเหรียญก็ทำจากฝาเบียร์ที่นำไปวางให้รถไฟทับจนเรียบแบน แถมยังเป็นเด็กฉลาดแกมโกง วันหนึ่งยายใช้ให้เดินไปซื้อโอเลี้ยง ตาก็เดินไปซื้อ แต่ขากลับแอบดูดจนเกือบหมด ยายถามว่าโอเลี้ยงไปไหนหมด ตาก็ตอบว่า “มันหนัก เลยเดินดูดมาระหว่างทางจ้ะ” บางวันตาไปชวนเพื่อนเล่น แต่เพื่อนออกมาเล่นไม่ได้เพราะต้องช่วยที่บ้านทำขนมขาย ตาก็จะช่วยเพื่อนทำทั้งเม็ดขนุน ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ถือเป็นความโชคดีที่ทำให้เราเรียนรู้การทำงานมาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าจะทำเพราะอยากเล่นซนก็ตาม   เกือบตายเพราะ… ทุกครั้งที่มีเหตุเภทภัยหรือความเจ็บไข้ได้ป่วยเกิดขึ้นกับตา แม้แม่จะทำงานอยู่กรุงเทพฯ แต่ก็มักจะมีสัมผัสพิเศษบางอย่างที่ทำให้แม่รู้สึกร้อนรุ่มใจจนต้องมาเยี่ยมลูกที่สุรินทร์เสมอ แม่เล่าให้ฟังว่า ตอนอายุได้สามขวบ ตาเกือบถูกรถชนตาย เรื่องของเรื่องก็เพราะความซนของตานั่นเอง  คือที่ริมถนนหน้าบ้านของยายจะปูลาดด้วยหินกรวด พอฝนตกก็จะมีน้ำขังเฉอะแฉะ ตาก็จะเอาเชือกผูกกับกระป๋องนมทำเป็นเบ็ดตกปลา เหวี่ยงลงไปในน้ำแล้วพยายามครูดหินให้ติดเข้ามาในกระป๋อง จินตนาการว่ามีปลาติดเบ็ด วันนั้นเล่น ๆ อยู่ดี ๆ กระป๋องนมเกิดไปติดแหง็กอยู่กับหินก้อนใหญ่ ตาก็เลยจะเดินไปแกะกระป๋องให้หลุด จังหวะนั้นเองรถสิบล้อที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงก็ผ่านมาพอดี ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ร้องกรี๊ดด้วยความตกใจ แม่ที่กลับมาจากซื้อส้มตำได้ยินคนแถวบ้านร้องบอกว่า “ไอ้ไก่! ลูกเอ็งโดนรถสิบล้อเหยียบ”เท่านั้นเองแม่ก็ทิ้งส้มตำที่อยู่ในมือ วิ่งไปดูลูกทันที ภาพที่ทุกคนเห็นคือ ตานั่งนิ่ง ๆ ตัวสั่นเทาด้วยความตกใจ ส่วนคนขับก็หยุดรถแล้วเดินลงมาดู ในใจก็คิดว่าคงเหยียบเด็กตายคาที่แน่แล้ว แต่โชคดีที่ครั้งนั้นตาตัวเล็กเมื่อนั่งยอง ๆ ทำให้สามารถลอดท้องรถไปได้จึงรอดตายอย่างเหลือเชื่อ! อีกครั้งหนึ่งเพื่อน ๆ ชวนกันไปเล่นน้ำที่สระน้ำข้างวัด แม้จะว่ายน้ำไม่เป็น แต่ตาก็ไปกับเขาด้วย  และด้วยความซนเลยไปเล่นอยู่ริมตลิ่ง เล่นไปเล่นมาเท้าเกิดพลาดตกลงไปในน้ำแล้วจมลงไปทั้งตัว เพื่อนที่ไปด้วยนึกว่าตกน้ำตายไปแล้ว โชคดีมีขอนไม้ลอยมา ตาเลยคว้าไว้ทัน ตอนนั้นรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่จริง ๆ นอกจากนั้นตาเคยเป็นไข้เลือดออกด้วย  แต่ที่หนักหนามากคือครั้งที่ป่วยเป็นโรคไวรัสขึ้นสมอง ถ้ารักษาไม่ทันก็อาจตายได้ โชคดีที่ตอนนั้นมีคุณหมอจบใหม่จากจุฬาฯไปประจำที่จังหวัด คุณหมอก็เลยคอยดูแลอย่างใกล้ชิด นั่งเฝ้าทั้งคืน เพราะเท่าที่ทราบ โรคนี้ถ้าให้น้ำเกลือมากเกินไปก็อาจทำให้ปัญญาอ่อน แต่ถ้าให้น้อยเกินไปก็อาจตายได้ ตารอดมาครั้งนั้นถือว่าเป็นบุญมาก และยังรู้สึกขอบคุณคุณหมอมาถึงทุกวันนี้ ชีวิตของตามีหลายเรื่องมากที่เหลือเชื่อด้วยความที่บ้านอยู่ใกล้วัดบูรพาราม ทำให้มีโอกาสได้วิ่งเล่นในวัดช่วงที่ หลวงปู่ดูลย์อตุโล ศิษย์ของหลวงปู่มั่นยังมีชีวิตอยู่ ครั้งนั้นท่านยังเคยพูดกับตาที่เป็นแค่เพียงเด็กหญิงตัวน้อย ๆ แสนซนด้วยน้ำเสียงที่มีเมตตาว่า… (โปรดติดตามตอนต่อไป)   ที่มา : นิตยสารซีเคร็ต เรื่อง : สุรางคณา สุนทรพนาเวศ ภาพ : www.sanook.com   บทความน่าสนใจ Room to Read : เยาวชนได้อ่านหนังสือดี ๆ ฟรีคือความสุขของเรา 6 สิ่งที่ควรเลิกก่อนกลายเป็น […]

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (2)

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (2) ชีวิตของตา ( สุรางคณา สุนทรพนาเวศ ) อยู่ใกล้วัดใกล้วามาตั้งแต่เด็กเพราะวิ่งเล่นอยู่ในวัดบูรพารามซึ่งอยู่ใกล้บ้าน ทำให้มีโอกาสได้เจอหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ศิษย์ของหลวงปู่มั่นที่ยังมีชีวิตอยู่ในสมัยนั้น กว่าที่พวกเราจะเข้ามาเรียนที่ธรรมศาสตร์ได้นั้นเราต้องเหยียบย่ำคนมาตั้งเท่าไหร่…เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าเราเรียนเพื่อตัวเอง แต่จงเรียนเพื่อคนอื่นๆ ที่ไม่มีโอกาส และนำความรู้ที่ได้ไปช่วยพวกเขา ตาเป็นเด็กที่ซนมาก ชอบเที่ยวเล่นไม่เคยรับรู้ว่าตัวเองเป็นผู้หญิง ต้องสำรวมระวัง ไปวัดก็ไปวิ่งเล่นโป้งแปะกับเพื่อน จำได้ว่าที่วัดบูรพารามมีต้นหูกวางเยอะและมีกุฏิพระอยู่โดยรอบ วันนั้นตาก็ไปวิ่งเล่นกับเพื่อนเหมือนทุกวัน ขณะที่วิ่งไล่กันอยู่นั้น ตาก็วิ่งหนีไปจับชายผ้าเหลืองของพระรูปหนึ่งที่กำลังกวาดลานวัดอยู่ โดยที่ไม่ทราบเลยว่าท่านคือหลวงปู่ดูลย์ พระภิกษุผู้มีปฏิปทาสูงเป็นที่เคารพนับถือของพระบรมวงศานุวงศ์และบุคคลทั่วไป แต่หลวงปู่ดูลย์มีเมตตาสูงมาก ท่านพูดกับเด็กหญิงตาในวันนั้นว่า“เป็นผู้หญิงจับจีวรพระไม่ได้นะ” เมื่อโตขึ้น เล่าให้ใครฟังมีแต่คนบอกว่าเป็นบุญของตา และนั่นก็คงเป็นความจริง ตาคงเคยทำบุญมาบ้าง เพราะหลังจากนั้นต่อให้ชีวิตพลิกผันไปอย่างไร ตาก็ได้ประสบแต่สิ่งที่ดี มีคนคอยอุปถัมภ์ค้ำชูเสมอมา   บ้านนอกเข้ากรุง ตอนเด็ก ๆ ตาอยู่กับยายที่จังหวัดสุรินทร์ พอเริ่มเข้าเรียน ป.3 แม่ก็รับมาอยู่ที่กรุงเทพฯด้วยกัน แต่อยู่กับแม่ได้ไม่นาน ผู้จัดการร้านคอฟฟี่ช็อปที่แม่ทำงานอยู่ก็ขอตาไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม เพราะสามีภรรยาคู่นี้ไม่มีลูก ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัด เมื่อเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ตาก็กลายเป็นเด็กไม่มีความมั่นใจ ที่เคยกล้าพูด กล้าเล่นก็กลายเป็นเด็กขี้อาย ร้องไห้เก่ง และไม่กล้าพูด จำได้ว่า สมัยเด็ก ๆ ตาเกลียดวิชาภาษาอังกฤษมาก เพราะเรียนไม่ทันเพื่อน ด้วยความที่เป็นเด็กบ้านนอก เขียนได้แค่เอบีซี แต่วันแรกที่เข้ามาเรียนกรุงเทพฯครูสั่งให้เขียนชื่อวันทั้งเจ็ดเป็นภาษาอังกฤษ ตาเขียนไม่ได้เลยถูกทำโทษ พอกลับบ้านไปเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็เลยช่วยสอนภาษาอังกฤษให้ พอถึงชั้น ป.6 จากเด็กเรียบร้อยที่โดนเพื่อนผู้ชายแกล้งเป็นประจำ ตาก็ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองด้วยการเลือกเรียนวิชาเนตรนารี และสมัครเป็นสารวัตรนักเรียน เป็นจราจรโรงเรียน คอยดูแลให้คนข้ามถนน  ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองมากขึ้ นอกจากนั้นว่าง ๆ ยังไปเตะบอลกับเพื่อนผู้ชายด้วยเพราะไม่อยากให้เขามาแกล้งเราอีก หลังจากจบ ป.6 ตาก็เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนสายน้ำผึ้ง เป็นโรงเรียนหญิงล้วนที่มีชื่อเสียง อยู่แถวสุขุมวิท 22 สมัยก่อนสุขุมวิทไม่เจริญเหมือนทุกวันนี้ สองข้างทางยังเป็นทุ่งนาเล้าหมู เวลาจะไปเรียนก็ต้องนั่งรถสองแถวจากปากซอยเข้าไป ชีวิตวัยเรียนของตาค่อนข้างสนุกสนานตาเป็นคนเรียนระดับปานกลาง แต่ชอบทำกิจกรรม เป็นทั้งนักวิ่ง นักยิมนาสติกแต่พอขึ้น ม.4 ชีวิตก็ต้องพบกับจุดเปลี่ยนอีกครั้ง       ตามสูตรสู่ดวงดาว  วันหนึ่งตาไปเดินเล่นแถวสยามฯแล้วไปเจอโมเดลลิ่ง ตามสูตรของการเป็นดารายุคนั้นเป๊ะ หลังจากนั้นก็มีงานถ่ายแบบถ่ายโฆษณาตามมามากมาย งานแรกได้ถ่ายโฆษณาน้ำอัดลม ตามด้วยโฆษณาฟิล์มถ่ายรูป และด้วยความที่มือสวย ฟันสวย ตาก็ได้งานโฆษณาแบบที่ใช้มือของเราไปจับหน้าคนอื่น ได้ถ่ายโฆษณายาสีฟันที่เป็นภาพยิ้มเห็นฟันอยู่ข้างกล่อง เมื่อเข้าวงการก็เริ่มมีเงินจ่ายค่าเทอมของตัวเอง งานแรกได้เงินถึง 20,000 บาท หลังจากนั้นเมื่ออายุ 18 ปีก็ได้รับเลือกให้เป็นอิมเมจเกิร์ลของผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องจากประเทศฝรั่งเศสยี่ห้อหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ เวลามีการแข่งรถต้องไปยืนถือร่มที่สนามแข่ง เซ็นสัญญาทำงานหนึ่งปี ได้รับเงินเดือนเดือนละ 20,000 บาท นอกจากนั้นตอนอยู่ ม.6 บังเอิญมีพี่เลี้ยงนางงามชวนไปประกวดนางนพมาศที่สมุทรปราการ พอได้ตำแหน่งก็ไปประกวดนางสงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ ซึ่งเป็นงานประกวดนางสงกรานต์ที่ดังมาก แล้วไปจบด้วยการประกวดนางสาวไทย ความจริงตามีแววด้านนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆเพราะตาชอบถือไม้กวาดอยู่หน้ากระจกแล้วพูดว่า “สุรางคณา คัมฟรอมไทยแลนด์” ตอนอายุ 14 กลับไปเยี่ยมยายที่จังหวัดสุรินทร์ท่านก็ให้เป็นนางเทียน ใส่ชุดไทยนั่งบนรถแห่เทียนพรรษาของวัด เรียกว่าก่อนประกวดนางสาวไทยตาผ่านมาหลายเวทีมาก แม้กระทั่งสาวแพรวก็เคยประกวดมาแล้ว เป็นรุ่นเดียวกับ คุณหน่อย - บุษกร วงศ์พัวพันธ์ปีนั้นพี่หน่อยได้ตำแหน่ง ส่วนตาได้เป็นรองสาวแพรว แม้ว่าจะทำกิจกรรมมากมาย แต่ตาก็ยังเป็นคนที่รักเรียน จบ ม.6 แล้วก็สอบเข้าเรียนต่อที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้สมความตั้งใจและชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยก็ให้อะไรตามากมายจนถึงทุกวันนี้     คำสอนของธรรมศาสตร์  สมัยก่อนการประกวดนางสาวไทยได้รับความสนใจมาก แต่แทบจะไม่มีนักศึกษามหาวิทยาลัยปิดเข้าประกวดเพราะต้องใส่ชุดว่ายน้ำ จึงเสี่ยงกับการถูกไล่ออก ตาน่าจะเป็นผู้เข้าประกวดที่มาจากมหาวิทยาลัยปิดยุคแรก ๆ ก็ว่าได้ ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอม ตาไม่มีอะไรทำเลยลองเข้าประกวดดูเล่น ๆ แอบไปโดยไม่บอกเพื่อน ไม่บอกแฟน กะว่าถ้าตกรอบจะได้ไม่ต้องอายใคร แล้วสมัยก่อนคนเข้าประกวดนางงามต้องทำผมทรงฟาร์ราห์แต่ตากลับตัดผมสั้น โอกาสเข้ารอบน้อยมาก เรียกว่าเป็นม้ามืดเลยทีเดียว ยิ่งรอบที่ให้แสดงความสามารถพิเศษ ตาก็ไม่มีอะไรไปโชว์เลยสักอย่าง คนอื่นรำไทย เล่นเปียโน เต้นบัลเลต์ ตาทำได้อยู่อย่างเดียวคือ พูดเก่ง เลยขอเป็นพิธีกรคู่กับเพื่อนอีกคนในเวทีประกวดนางสาวไทย ผลปรากฏว่า ปีนั้น คุณยลดา รองหานาม ได้เป็นนางสาวไทย และตาได้เป็นรองนางสาวไทยอันดับ 4 แบบที่ไม่มีใครคาดหมาย เพราะเป็นรองนางสาวไทยที่ตัดผมสั้น คุยเก่ง ไม่ได้มีบุคลิกเรียบร้อยอย่างรุ่นก่อน ๆ เลยแม้แต่น้อย พอได้รับตำแหน่งก็กลายเป็นที่รู้จักของเพื่อนในมหาวิทยาลัย แต่ตาก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ไม่ได้แบ่งรวยจน ทุกคนเป็นเพื่อนกันได้หมด ตาได้รับคำสอนดี ๆ จากธรรมศาสตร์ที่นำมาใช้ในทุกวันนี้หลาย ๆ เรื่องโดยเฉพาะการทำอะไรเพื่อคนอื่น เทอมแรกของการเรียน รุ่นพี่พาตาและเพื่อน ๆ ไปทำกิจกรรม “รับเพื่อนใหม่”ที่หาดแม่รำพึง การรับน้องที่นี่ไม่โหด เราเน้นทำกิจกรรมที่สนุกสนานและผูกสัมพันธ์มากกว่า จำได้ว่า เย็นวันนั้นหลังจากที่พี่ ๆ แกล้งให้น้องทำนั่นทำนี่จนเหนื่อยแล้ว พวกเขาก็มานอนเรียงคว่ำหน้าอยู่บนชายหาดแล้วให้น้องเดินเหยียบหลังข้ามไป พี่ ๆถามพวกเราว่า รู้ไหม ทำไมถึงให้ทำอย่างนี้ส่วนใหญ่เราจะตอบว่า เพราะพี่ ๆ อยากบอกว่าธรรมศาสตร์สอนให้เราทุกคนมีความเท่าเทียมกัน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ พี่ที่เป็นหัวหน้าบอกกับพวกเราว่ากว่าที่พวกเราจะเข้ามาเรียนที่ธรรมศาสตร์ได้นั้น เราต้องเหยียบย่ำคนมาตั้งเท่าไหร่ หนึ่งต่อหนึ่งพันคน หนึ่งต่อหนึ่งหมื่นคน มีลูกตาสีตาสาลูกชาวไร่ชาวนาอีกมากมายที่เขาอยากมาเรียนที่นี่ แต่ไม่มีโอกาส แล้วเงินที่เราใช้เรียนก็มาจากภาษีของประชาชน เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าเราเรียนเพื่อตัวเองแต่จงเรียนเพื่อคนอื่น ๆ ที่ไม่มีโอกาส และนำความรู้ที่ได้ไปช่วยพวกเขา ตาประทับใจคำสอนของธรรมศาสตร์มาก และใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน หลังจากประกวดนางสาวไทยแล้วตาก็เข้าสู่วงการบันเทิง เป็นพิธีกร เล่นละคร และที่ดังเป็นพลุแตกก็ตอนรับบทเป็นผู้หญิงขายตัวในละครเรื่อง คุณหญิงนอกทำเนียบ ที่มี นุสบา ปุณณกันต์เป็นนางเอก คุณแดง - สุรางค์ เปรมปรีดิ์จับพลิกบทบาทแบบสุดขั้ว จากนางงามมาเป็นนางร้ายปากจัดจนคนอินกันทั่วบ้านทั่วเมือง […]

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข…สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (3)

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข…สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (3) หลังเรียนจบปริญญาตรีจากธรรมศาสตร์ ตา ( สุรางคณา สุนทรพนาเวศ )  มีชื่อเสียงโด่งดังแบบสุดๆ มีงานเยอะไม่เว้นแต่ละวัน แต่ก็ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างเพื่อไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศญี่ปุ่น ตาเป็นคนที่คิดอะไร ทำอะไรไม่เหมือนคนอื่น ตอนนั้นภาษาอังกฤษยังไม่ค่อยดีมาก เลยคิดว่าน่าจะไปเรียนภาษาญี่ปุ่น เพราะคิดว่าชาวต่างชาติคนอื่นที่มาเรียนที่นี่ก็ต้องเริ่มจากศูนย์เหมือนกัน เราจะได้สู้คนอื่นได้ ก่อนไปหลายคนอาจไม่ทราบว่าตาเกือบจะได้เป็นนักร้อง เพราะไปซุ่มร้องเพลงอยู่ในค่ายมูเซอของ พี่จิก-ประภาส ชลศรานนท์ แต่สอบติดที่ญี่ปุ่นก่อนเดินสายทัวร์คอนเสิร์ต เลยตัดสินใจทิ้งงานแสดงและนักร้องไปเป็นนักศึกษาอีกครั้ง ตอนนั้นพี่จิกเพิ่งเปิดบริษัทเวิร์คพอยท์กับพี่ตา - ปัญญา นิรันดร์กุล ตามีโอกาสได้ไปช่วยร้องเพลงช่วงคำถามในรายการว่า“ยังจำได้ไหม จำได้หรือเปล่า…ยังจำได้ไหมจำได้หรือเปล่า” ช่วงแรก ๆ เป็นเสียงร้องของตา ก่อนที่จะมีผู้หญิงสองคนออกมาร้องและเต้นอย่างปัจจุบัน เมื่อสอบเข้าเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นได้ตาก็ตัดสินใจว่า ในเมื่อสอบได้แล้ว เราก็ต้องคว้าเอาไว้   ชีวิตนักศึกษาในญี่ปุ่น ปีแรกของการไปเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ที่ มหาวิทยาลัยโตเกียวอินเตอร์เนชั่นแนล (Tokyo International University) ตาต้องจ่ายค่าเทอมเอง แต่พอเข้าปีที่สองตาก็สอบชิงทุนของรัฐบาลญี่ปุ่นได้  แถมยังสอบได้ถึงสองทุน คือ ทุนโรตารีและทุนมอนบูโช (Monbusho) แต่ตาเลือกทุนมอนบูโชเพราะให้ทุนการศึกษามากกว่า ด้วยความที่เป็นคนคุยเก่งและตั้งใจเรียน ทำให้ตาเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นได้เร็ว สามารถข้ามชั้นของการเรียนภาษาไปในระดับที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ครึ่งปีแรกของการเรียน ตาสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ครึ่งปีหลังตาต้องนั่งท่องคำศัพท์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่ต้องใช้ในการเรียนเป็นภาษาญี่ปุ่น และเขียนวิทยานิพนธ์ 3 ปีในญี่ปุ่นให้ประสบการณ์ชีวิตที่ดีมาก สอนให้ตารู้จักมีระเบียบวินัยและรู้คุณค่าของเวลา ที่ญี่ปุ่นมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากับที่อื่น ๆ ในโลกก็จริงแต่คนที่นี่ใช้เวลาอย่างคุ้มค่ามาก เมื่อก่อนตาเป็นคนเรื่อย ๆ กินข้าวช้า เดินช้า พอไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นก็ต้องปรับให้เร็วขึ้น นอกจากนั้นสังเกตว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะเห็นคนญี่ปุ่นมีหนังสือติดมือตลอดเวลาแม้แต่ตอนที่รถไฟแน่น ๆ มือหนึ่งโหนรถอีกมือก็อ่านหนังสือได้หน้าตาเฉย ที่สำคัญ คนที่นี่ยังรักษาประเพณีที่ดีงามไปพร้อม ๆ กับการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี สาว ๆ สามารถใส่ชุดกิโมโนปั่นจักรยานไปไหนมาไหนได้เป็นเรื่องปกติ ตาเห็นแล้วก็ชื่นชม และที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ความละเอียดอ่อนและใส่ใจกับสิ่งต่าง ๆ ทั้งอาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้ ช่วงแรกของการเรียนที่นี่ผ่านไปด้วยดีจนกระทั่งถึงช่วงทำวิทยานิพนธ์ นอกจากจะยากเพราะต้องใช้ภาษาญี่ปุ่น ตายังทะเลาะกับโปรเฟสเซอร์ ทำให้รู้สึกท้อแท้ใจจนไม่อยากเรียนต่อให้จบ แต่โชคดีที่โทร.คุยระบายกับเพื่อนที่เคยเรียนธรรมศาสตร์มาด้วยกัน เขาพูดกับตาว่า “จำได้ไหมว่าเราเรียนเพื่ออะไร เราเรียนเพื่อคนอื่นอีกมากมายที่ไม่มีโอกาส คนไทยสักกี่คนที่จะได้มาเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น อย่าคิดถึงแต่ตัวเอง ให้คิดถึงคนอื่นด้วย” ตาได้ฟังเพื่อนพูดแล้วก็ฮึดสู้จนเรียนจบในที่สุด เป็นการเรียนที่ต้องใช้ใจต่อสู้เป็นอย่างมาก แต่เมื่อกลับมาประเทศไทยกลับมีคนนินทาว่าตาไปขายตัวที่ประเทศญี่ปุ่นและไม่ได้ไปเรียนอย่างที่บอกใคร ๆ  เพราะสมัยนั้นผู้หญิงไทยที่ไปญี่ปุ่นเป็นแบบนั้นเยอะมาก แต่เมื่อหลายคนได้เห็นใบปริญญาบัตรของตา ก็ไม่มีอะไรให้ต้องสงสัยอีกต่อไป หลังจากเรียนจบใหม่ ๆ ตาก็ลองสอบเข้าทำงานที่บริษัทในประเทศญี่ปุ่น เพราะอยากวัดความรู้ความสามารถของตัวเองปรากฏว่า สอบได้บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตจอแอลซีดี แต่ทำได้แค่เดือนเดียวก็ลาออกเพราะอยากไปเรียนต่อปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษ ตอนแรกก็ไปเรียนภาษาที่ UCL College ก่อนหลังจากนั้นก็สมัครเรียนต่อที่ London School of Economics (LSE) แต่ยังไม่ได้เข้าเรียน ปรากฏว่าประเทศไทยประสบกับภาวะต้มยำกุ้งเสียก่อน  ตาเลยตัดสินใจกลับมาทำงานในวงการบันเทิงอีกครั้ง เมื่อกลับมาจากญี่ปุ่นใหม่ ๆ รายการต่าง ๆ เชิญไปเป็นแขกรับเชิญเยอะมาก เพราะแทบจะไม่มีดาราคนไหนที่เป็นรองนางสาวไทยแล้วไปเรียนต่อจนจบปริญญาโทจากประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้นยังได้รับงานพิธีกรของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ทั้งพิธีกรเปิดโรงงาน พิธีกรฉลองครบรอบ10 ปี ฯลฯ  เรียกว่างานเข้าเยอะมาก     ความเจ็บป่วยทำให้รู้จักธรรมะ ตาอยู่วงการบันเทิงก็ใช้ชีวิตเหมือนคนในวงการทั่วไป เหล้าก็ดื่ม บุหรี่ก็สูบแต่ตาชอบเล่นกีฬามาก  ทั้งตีกอล์ฟ ดำน้ำจนถึงขั้นเปิดร้านสอนดำน้ำด้วยตัวเอง ฟิตขนาดนี้ตาเลยไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแม้แต่น้อย จนวันหนึ่งไปตรวจสุขภาพประจำปีคุณหมอพบว่า ท่อน้ำดีโตกว่าปกติ ท่อน้ำดีของคนอื่นอาจจะกว้างแค่ 3 มิลลิเมตร แต่ของตากว้างถึง 6 เซนติเมตร…ใหญ่มากจนคุณหมอตกใจ ต้องขอตัดมาตรวจว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ โรคท่อน้ำดีโตผิดปกติเป็นโรคที่พบน้อยมาก มันจะโตตามวัยของเราไปเรื่อย ๆ ตอนเด็ก ๆ ตาคิดว่าตัวเองอาจเป็นโรคบิดเพราะมักจะปวดท้อง อาเจียนมีน้ำเหลือง ๆขม ๆ ออกมา แต่ความจริงมันคืออาการของโรคนี้นั่นเอง โชคดีว่าชิ้นเนื้อที่นำไปตรวจ คุณหมอไม่พบว่าเป็นเนื้อร้าย แต่ท่านแนะนำว่าถ้าทิ้งไว้อาจจะมีโอกาสเป็นมะเร็ง ตาเลยตัดสินใจตัดออก ความเจ็บป่วยในครั้งนี้ทำให้ตารู้ซึ้งกับคำว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” มาก จากที่เมื่อก่อนรู้สึกต่อต้านกับคำสอนภาษาบาลี  ไม่เข้าใจว่าต้องพูดคำยาก ๆ ทำไม เพื่อนเคยให้หนังสือ “คู่มือมนุษย์” ของท่านพุทธทาสมาอ่านตอนอกหักก็หันไปด่าเพื่อนว่า  “มึงเห็นกูไม่เป็นมนุษย์เหรอ” แต่ในวันที่เจ็บป่วย ตาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมเราจึงต้องเรียนรู้เรื่องความไม่เที่ยง จากคนที่เคยร่างกายแข็งแรง บ้าพลังทำงานวันหนึ่งประมาณ 16 ชั่วโมง แต่หลังผ่าตัด คุณหมอให้นอนพักผ่อนสิบกว่าวัน นอกจากจะรู้สึกเบื่อมากแล้ว เวลาหายใจเข้าก็จะรู้สึกปวดแผลมาก เพราะแผลผ่าตัดค่อนข้างใหญ่ พอยาชาหมดฤทธิ์ ตาปวดเหมือนจะตายให้ได้ รู้สึกเลยว่าหายใจออกเหมือนสวรรค์หายใจเข้าเหมือนนรกสลับกันไปมาอยู่อย่างนี้ นั่นเป็นครั้งแรกที่เกิดปัญญาเห็นธรรม“เออหนอ…ร่างกายนี้เป็นทุกข์” เวลาร่างนี้เป็นทุกข์ พ่อแม่พี่น้องก็ไม่สามารถมาทุกข์แทนเราได้ “ฉันเจ็บก็เจ็บคนเดียว ฉันทุกข์ก็ทุกข์คนเดียว ฉันตายก็ตายคนเดียว”เมื่อเห็นอย่างนี้ตาเลยเกิดความคิดว่า เราไม่อยากเกิดอีกแล้ว คิดว่าทำไมการเกิดเป็นมนุษย์มีแต่ทุกข์ มีหนทางไหนที่เราจะพ้นทุกข์บ้างไหม ในวันนั้นตาหยิบหนังสือของท่านพุทธทาสมาอ่าน เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้างแต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง ตาเริ่มด้วยการเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด เพราะไม่อยากทำร้ายร่างกายตัวเอง และใช้ชีวิตด้วยการทำงานครึ่งเดือน ไปศึกษาธรรมะที่วัดอีกครึ่งเดือน แรก ๆ ก็ไปสวดมนต์ที่วัดสุทัศน์ตอนหนึ่งทุ่มทุกเย็นตั้งจิตอธิษฐานว่า “ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก หรือเกิดอะไรขึ้น ฉันก็จะมาสวดมนต์ให้ได้ทุกวันให้ครบ 3 เดือน” และแค่การไปสวดมนต์อย่างเดียวก็ทำให้ตารู้ว่า ตัวเองได้ปฏิบัติบารมีหลายข้อมาก ทั้งวิริยะบารมีขันติบารมี สัจจะบารมี และนี่ก็น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตาเลิกบุหรี่ได้สำเร็จเพราะเรามีจิตใจที่เข้มแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการต่อสู้กับกิเลส หลังจากนั้นตาก็เริ่มฟังธรรมมากขึ้นและครั้งหนึ่งก็เคยไปบวชชีที่วัดเขาสมโภชน์ จังหวัดลพบุรี ได้กลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง ได้เรียนพระอภิธรรมอย่างลึกซึ้ง ตอนนั้นเพื่อน ๆ ในวงการไม่ค่อยมีใครรู้เพราะสมัยก่อนการปฏิบัติธรรมยังอยู่ในวงจำกัด แต่บวชได้ 15 วันตาก็กลับมาใส่วิกเล่นละครต่อ  ในช่วงเวลานี้เองที่ตาเริ่มได้เป็นพิธีกรงานที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ได้ช่วยเหลืองานของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้มีโอกาสพบเจอกับพระอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมากมาย  รวมถึงได้รับโอกาสให้ไปบรรยายธรรมในทัณฑสถานหญิง ซึ่งทำให้ตาได้พบกับเพื่อนคนหนึ่งที่เคยประกวดนางงามมาด้วยกัน เพื่อนคนนี้เป็นคนสวย แถมยังนิสัยดี แต่เมื่อมองที่ข้อเท้า ตาก็ถึงกับตะลึง!…  (โปรดติดตามตอนต่อไป) […]

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (จบ)

ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข… สุรางคณา สุนทรพนาเวศ (จบ) “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล” เป็นคำกล่าวที่เราได้ยินมาช้านาน  แต่เป็นจริงทุกยุคสมัย ในภาษาธรรมเราเรียกเพื่อนที่ชักนำไปในทางที่ดีงามและทางที่เจริญว่า “กัลยาณมิตร” แต่น่าเสียดายที่กว่าเพื่อนคนหนึ่งของตา ( สุรางคณา สุนทรพนาเวศ )จะซึ้งใจในคำกล่าวนี้ก็ต้องเข้าไปอยู่ในคุก ด้วยความที่ตาสนใจธรรมะ พากเพียรเรียนจนจบนักธรรมเอก ก็เลยได้รับคำเชิญให้ไปบรรยายธรรมในเรือนจำกลางคลองเปรมให้นักโทษหญิงฟัง  ครั้งแรกที่ไปเห็นว่านักโทษที่นี่ต้องอยู่กันอย่างแออัดต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรงแคบ ๆ แม้กระทั่งห้องสมุดก็ยังเป็นกรง กว่าตาจะเข้าไปถึงชั้นในได้ต้องผ่านประตูถึง 3 ชั้น …ตาเข้าไปแล้วยังเดินออกมาได้ แต่ผู้หญิงอีกหลายคนที่เข้าไปอยู่ในนั้น บางคนต้องโทษประหารชีวิต บางคนต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ไม่มีโอกาสที่จะได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกอีกเลย…   บรรยายธรรมในเรือนจำ วันที่ตาไปบรรยาย มีนักโทษหญิงราว 100 คนที่ผ่านการคัดเลือกแล้วมานั่งฟัง บางคนเป็นยายแก่ ๆ หน้าตาไม่น่าจะเป็นนักโทษเลยสักนิด วันนั้นหลังบรรยายธรรมเสร็จแล้ว ตาก็แจกขนมให้นักโทษหญิงเหล่านั้น แจกไปเรื่อย ๆ จนมาถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับตา เห็นหน้าแล้วก็รู้สึกเอะใจว่า “ทำไมหน้าตาคล้ายเพื่อนเราจัง แต่คงไม่ใช่หรอก เพราะเพื่อนเราทั้งสวย ทั้งรวย ทั้งเก่ง เรียนจบปริญญาโทจากเมืองนอก ไม่น่าจะมาอยู่ในนี้” เมื่อคิดอย่างนั้น ตาก็เลยเดินผ่านเธอไป แต่ไม่รู้ว่าอะไรมาดลใจ ตาย้อนกลับมายืนดูเขาอีกครั้งจากทางด้านหลัง คิดในใจว่า “ถ้าคนนี้ใช่เพื่อนเรา เธอจะต้องมีรอยสักที่ข้อเท้าซ้าย” และแล้วตาก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง หัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นมีรอยสักที่ข้อเท้าลายเดียวกับเพื่อนของตาจริง ๆ ยิ่งเมื่อเรียกชื่อแล้วเธอหันมา ตาก็ยิ่งสลดหดหู่กับความจริงที่ได้เจอ เพื่อนวิ่งเข้ามากอดตาแล้วร้องไห้คาดว่าเธอคงรู้ว่าวันนี้ตาจะมาบรรยาย แต่ด้วยความอายจึงไม่อยากให้ตาเห็น ความจริงเพื่อนคนนี้เป็นคนดี ตอนที่ประเทศไทยเกิดสึนามิ เราเคยขึ้นเครื่องบินของกองทัพอากาศไปเก็บศพ ไปสร้างบ้านให้ผู้ประสบภัยด้วยกันแต่หลายปีหลังจากนั้นตาก็ไม่เคยเจอเธออีกเลย เพื่อนพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ ว่า ถ้าก่อนหน้านี้ได้มาเดินบนเส้นทางธรรมเหมือนตา ชีวิตก็คงไม่ต้องมาพบเจอกับเรื่องราวเลวร้ายแบบนี้ แต่นี่เธอกลับไปคบเพื่อนที่เสพยา ค้ายา สุดท้ายตัวเธอเองก็ถูกจับที่คอนโดพร้อมยาเสพติดจำนวนมาก ทำให้ถูกตัดสินจำคุกถึง 50 ปี ชีวิตของเพื่อนเป็นอุทาหรณ์อย่างดีที่ตามักจะเล่าให้ลูกศิษย์ฟังตอนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยว่า  กัลยาณมิตรเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต การคบเพื่อนไม่ดีแม้เพียงแค่คนเดียว ก็อาจทำให้ชีวิตพบกับหายนะโดยที่เราคาดไม่ถึง แต่การคบเพื่อนดีแม้มีน้อย แต่คอยชักนำเราไปในทางที่ดี ช่วยกันยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ชีวิตของเราก็จะพบเจอแต่คนดี ๆ เรื่องราวดี ๆ และแม้มีเหตุเภทภัยอะไร  เพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตรก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเราเสมอ       “สั่งคัต” ตัวเองจากความยึดมั่น หลังจากเรียนจบจากประเทศญี่ปุ่น ตาก็มีโอกาสได้เป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตศูนย์หัวหิน ตามด้วยการเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อีก1 ปี ช่วงนี้ตามีโอกาสปฏิบัติธรรมและเรียนรู้ธรรมะจากครูบาอาจารย์มากมาย ทั้งจากหลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป, หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร, หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม, หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ ทุกวันอาทิตย์ตาก็จะนำของไปถวายพระ ไปฟังธรรมะจากท่าน ซึ่งก่อนหน้านั้นตาก็ไปปฏิบัติธรรมตามแนวทางต่าง ๆ เช่น แนว ท่านโกเอ็นก้า ตามศูนย์ต่าง ๆ รวมถึงคุณแม่สิริ กรินชัยที่วัดผาณิตาราม พระอภิเชษฐ์ที่จังหวัดลำปาง พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช, อดีตพระมิตซูโอะ คเวสโก รวมถึงพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ  ฯลฯ ตาเป็นคนที่ทำอะไรทำจริง ทำแล้วก็จะทำให้ถึงที่สุด และไม่หวั่นเกรงกับอะไรหลายคนอาจบอกว่า นักแสดงปฏิบัติธรรมไม่ได้ เพราะอาชีพนี้มีแต่สร้างกิเลสปรุงแต่ง การเป็นนักแสดงทำให้เราสามารถพิจารณาธรรมได้มากกว่าคนอื่นได้เห็นภพชาติจากการรับบทบาทต่างๆเป็นพี่ เป็นแม่ เป็นภรรยาได้เห็นการเกิด-ดับ การพบเจอการจากลา การพลัดพราก จิตให้หัวเราะ ร้องไห้ไปตามอารมณ์ แต่สำหรับตากลับค้นพบว่า การเป็นนักแสดงทำให้เราสามารถพิจารณาธรรมได้มากกว่าคนอื่น ได้เห็นภพชาติจากการรับบทบาทต่าง ๆ เป็นพี่  เป็นแม่  เป็นภรรยา ได้เห็นการเกิด-ดับ การพบเจอ การจากลา การพลัดพราก เห็นชัดมากจนทำให้รู้สึกเบื่อกับการเวียนว่ายตายเกิด นอกจากนั้นการเป็นนักแสดงยังทำให้ตา “สั่งคัต” ตัวเองจากอารมณ์ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ในละคร ผู้ชายคนนี้อาจเป็นสามีของเรา แต่พอผู้กำกับสั่งคัตปุ๊บ เขาก็กลายเป็นคนอื่น ในชีวิตจริงตาคิดว่า ถ้าเรารู้จัก “สั่งคัต” ตัวเองจากความยึดมั่นถือมั่นต่าง ๆ เราจะมีความสุขได้ง่ายขึ้น ทุกวันนี้ตายังไม่มีครอบครัว  แต่ก็ไม่คิดว่าปฏิบัติธรรมแล้วจะต้องไม่มีครอบครัว คิดว่าแล้วแต่ธรรมะจัดสรร ถ้าวันหนึ่งจะมีก็มี ถ้าไม่มีก็มีความสุขกับการเป็นโสด เพราะเห็นว่าตัวเองยังทำประโยชน์ให้สังคมได้โดยไม่มีภาระ ตาเชื่อว่าคนเราไม่ได้ทุกข์เพราะใครแต่ทุกข์เพราะตัวเองนั่นแหละ กายนี้ ใจนี้คือทุกข์ มีกายนี้ก็ต้องหิว ต้องป่วย พลัดพรากจากสิ่งที่รักก็ทุกข์ ไม่ต้องไปโทษใครอื่น เราทั้งนั้นที่ทำตัวเอง น้ำตาไหลเมื่อได้ไปสักการะสังเวชนียสถาน ก่อนจะไปเรียนปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจาวาฮาร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal  Nehru University) ประเทศอินเดีย ตาเคยไปสักการะสังเวชนียสถานมาแล้ว 8 ครั้ง และไม่มีครั้งไหนที่น้ำตาไม่ไหล ก่อนไปได้ยินมาว่าเพื่อนบางคนร้องไห้ด้วยความปีติ ตาคิดว่าตัวเองคงไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอน  เพราะ “ฉันเป็นดารา ฉันสั่งตัวเองให้ร้องไห้หรือหยุดร้องไห้ได้” แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม และมีเรื่องราวอัศจรรย์เกิดขึ้นกับตาตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ไปถึง ตอนนั้นตาเชื่อว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ดี แต่ไม่แน่ใจว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือเปล่า ตามประสาคนเชื่อยากชอบพิสูจน์ เมื่อไปถึงอินเดียครั้งแรกและได้นั่งใต้ต้นโพธิ์ที่วัดพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ตาก็อธิษฐานจิตว่า ถ้าชาตินี้จะมีโอกาสได้เผยแผ่ธรรมะ ก็ขอให้ใบโพธิ์ซึ่งตอนนั้นยังมีใบเขียวเต็มต้นร่วงลงมา อธิษฐานยังไม่ทันขาดคำ ใบโพธิ์ก็ร่วงลงมากลางมือ ตาน้ำตาร่วง ขนลุกซู่ไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่เราสงสัยนั้น “สิ้นสงสัยแล้ว” ยิ่งเมื่อเดินทางไปยังกุสินาราวิหารปรินิพพานซึ่งภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ตาก็น้ำตาร่วงเผาะ ๆ เป็นสายหยุดไม่ได้ เกิดความรู้สึกปีติระคนกับความสลดโศกาว่า “พระพุทธเจ้าได้หลุดพ้นจากสังสารวัฏนี้ไปนานแล้ว แต่เรายังว่ายวนอยู่ที่นี่ เราจะอยู่ไปจนถึงเมื่อไหร่…” ตาร้องไห้แบบไม่หยุดทุกครั้งที่ไปยังสถานที่แห่งนี้  ยิ่งเมื่อสวดมนต์บทสวดสรภัญญะ  “องค์ใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธสันดาน…” ไปด้วย น้ำตาก็จะไหลเหมือนท่อน้ำตาแตก  สั่งให้หยุดก็ไม่ได้ต้องปล่อยไปอย่างนั้น ตาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้สัมผัสได้เฉพาะตน อาจไม่เกิดกับคนอื่นแต่เกิดขึ้นกับตาแล้วจริง ๆ และทำให้ความเชื่อมั่นศรัทธาในพระพุทธศาสนาของตามีความมั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น ตาจึงตัดสินใจศึกษาต่อปริญญาเอกที่ประเทศอินเดีย ช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่ได้ฝึกตัวเองในหลายเรื่อง ก่อนไปเรียนตาขายรถขายบ้าน ทิ้งทุกอย่างแล้วกลับไปเป็นนักศึกษาธรรมดา ๆ อีกครั้ง  ไปอยู่ที่โน่นได้ใช้ชีวิตในหอพัก เป็นหอรวม ห้องน้ำรวม ต้องซักผ้าด้วยตัวเอง กินข้าวหอกินโรตีจาปาตีแทนข้าว  ถ้าเบื่อก็กินมาม่าชีวิตในแต่ละวันเหมือนได้ปฏิบัติธรรม ได้เห็นตัวเองชัด ๆ อีกครั้งว่า “ตา - สุรางคณา”ที่ไม่ได้เป็นคนมีชื่อเสียง มีคนรู้จัก สามารถใช้ชีวิตให้มีความสุขได้อย่างไร ตาเชื่อว่ายิ่งเราไม่สะสม ตัวเราก็จะยิ่งเบา ทุกวันนี้ตามีแค่กระเป๋าใบเดียวแต่ไปได้ทั่วโลกโดยไม่มีอะไรต้องกังวล  ตาคิดว่าคนเราทุกคนมีหน้าที่ “เรียนรู้ตัวเอง”สร้างประโยชน์ให้ตนเอง  สร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น ไม่เบียดเบียนตัวเอง และไม่เบียดเบียนผู้อื่น…   ถ้าทำได้  ถึงจะอยู่ที่ไหน  เราก็สุขใจแน่นอนค่ะ   ที่มา : นิตยสาร Secret  ฉบับที่ […]

keyboard_arrow_up