ใช้ทุกข์ดับความทุกข์ได้อย่างไร โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

ใช้ ทุกข์ดับความทุกข์ ได้อย่างไร โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม ใช้ ทุกข์ดับความทุกข์ หมายถึง เราดับทุกข์ทางใจ ทุกข์ทางใจคือใจของเราที่กำลังเดือดร้อน ที่กำลังเป็นทุกข์ กำลังร้อนรุ่ม หรือกำลังเศร้าโศกเสียใจอะไรอย่างนี้ ในความหมายของคำว่าทุกข์ คือความไม่สบายทางกายและทางใจ ที่บอกว่าใช้ทุกข์ดับทุกข์ หมายถึงใช้ทุกข์เป็นอุปกรณ์ในการที่จะดับทุกข์ ทุกข์ในที่นี้คือทุกข์ใจ ทุกข์ใจคือความไม่สบายทางใจ ความเดือดร้อนทางใจ ความเศร้าโศกเสียใจ ความคับแค้นใจ ทุกข์เหล่านี้เราสามารถที่จะดับได้ เราสามารถที่จะขจัดได้ ทุกข์จะสามารถดับทุกข์ได้อย่างไร เวลาใจของคนเราในยามเป็นทุกข์ ใจของเรากำลังดำดิ่ง ใจของเรากำลังคิดถึงการพลัดพราก การจากไปของสิ่งอันเป็นที่รัก ที่ชอบใจ เราต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง สิ่งที่เราหวงแหน สิ่งของอันเป็นที่รักที่ชอบใจของเรามันอันตรธานไปหมด หรือสูญหายไปอย่างนี้ ใจของปุถุชนคนเราก็ย่อมทุกข์เป็นธรรมดา แล้วใจของเราที่กำลังเป็นทุกข์นี้นี่แหละ เราสามารถนำมาเป็นอุปกรณ์ อุปกรณ์ในการดับทุกข์ เอาใจมาเป็นอุปกรณ์ในการดับทุกข์ได้อย่างไรก็คือเอาใจที่กำลังเป็นทุกข์ มาดูให้รู้จัก คือเรามองเข้าไปในความรู้สึกที่เป็นทุกข์ทันทีนั้น มองเข้าไปในใจของเราที่กำลังเป็นทุกข์ มองเข้าไปในใจของเราที่กำลังเดือดร้อน มองเข้าไปในใจของเราที่กำลังร้อนรุ่ม มองเข้าไปในใจของเราที่กำลังคับแค้น กำลังขัดเคือง กำลังขุ่นข้อง มัวหมอง มองเข้าไปในความรู้สึกตรงนี้นี่แหละ ขณะที่เรามองเข้าไปในความรู้สึกตรงนี้จะทำให้ใจของเราหยุดคิด ที่เราเป็นทุกข์มันเกิดจากการคิด คิดเวลาใดก็ทุกข์ใจเวลานั้นคิดบ่อย ๆ ก็ทุกข์บ่อย […]

ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : ทำอย่างไรให้เราเลิกคิดยึดติด

ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : ทำอย่างไรให้เราเลิกคิด ยึดติด ปัญหาธรรม : ทำอย่างไรให้เราเลิกคิด ยึดติด เสียที เพราะยึดติดทีไรก็ทุกข์ทุกที ตอบปัญหาธรรม :  ” ต้องมองสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงในธรรมชาติของสิ่งนั้นที่มีอยู่ เป็นอยู่ เหมือนเรามองเหรียญ เราก็ว่าเหรียญมีกี่ด้าน 2 ด้าน ก็เชื่อกันว่าเหรียญมี 2 ด้าน คือด้านหัวกับด้านก้อย ไปลองพิจารณาดูสิว่าจริง ๆ มันมีกี่ด้าน เหรียญนี่มันมี 3 ด้าน มันไม่ได้มี 2 ด้านเท่านั้น นอกจากด้านหัว ด้านก้อย มันยังมีด้านที่อยู่กึ่งกลาง อยู่ตรงกลางระหว่างหัวกับก้อยนั่นก็คือด้านสันนั่นเอง เราไม่ค่อยให้ความสำคัญด้านสันของเหรียญ เราก็ไปให้ความสำคัญกับด้านหัวกับด้านก้อย เหมือนกับในชีวิตประจำวันของเรา เห็นอะไร ได้ยินสิ่งไหน ได้สัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งไหนก็จะเกิดความรู้สึกต่อสิ่งนั้น ” ความรู้สึกส่วนใหญ่มันจะชักนำเราไป ที่ชอบ ไม่ชอบ สวย ไม่สวย ดี ไม่ดี ถ้าเราไปชอบด้านก้อยมากกว่าด้านหัว เราก็ว่าด้านหัวไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้อย่างนั้น ด้านก้อยดีกว่าอย่างโน้นอย่างนี้อย่างนั้น นี่มันมองอย่างใจที่เป็นธรรม ไม่เที่ยงธรรม […]

ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : การเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนเบอร์ ทำให้ดวงดีขึ้นหรือไม่

ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : การเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนเบอร์ ทำให้ดวงดีขึ้นหรือไม่ ปัญหาธรรม : การเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนเบอร์ ทำให้ดวงดีขึ้นหรือไม่ ตอบปัญหาธรรม : ทุกอย่างท่านก็เน้นให้ความสำคัญกับจิตใจเป็นใหญ่เป็นหลักเป็นประธาน ถ้าใจดีอะไรก็ดี ถ้าใจไม่ดีอะไรก็ไม่ดี ถ้าเขาใช้ชื่อนี้ เบอร์นี้แล้ว มีคนโน่นคนนี่ทักมา แล้วเขารู้สึกไม่ดี ใจไม่ดี ใจเศร้าหมอง ใจขุ่นมัว ใจคิดโน่นคิดนี่ปรุงแต่ง เมื่อใจไม่ดีการดำเนินชีวิต การประกอบกิจการต่าง ๆ ทุกก้าวย่างทุกลมหายใจ มันก็ไม่ดี จะเป็นพนักงาน คล้าย ๆ ประชาสัมพันธ์ ขายของ หรือต้อนรับต่าง ๆ ก็ใจที่ไม่ดี มันเลยมีผลกระทบต่อรายได้ ต่ออาชีพไปด้วย แต่ถ้าเปลี่ยนแล้วใจดี ไม่ขุ่น มันเคลียร์ มันสบายใจ มันโล่ง เพราะใจดี จะไปทำกิจการงานอาชีพอะไรก็ออกมาจากใจที่ดี จึงมีผลดี สุดท้ายคือจิตใจสำคัญที่สุด ถ้าตามหลักแห่งธรรมแล้วไม่ปฏิเสธคือยังเป็นฝั่งแบบคนที่เขายังต้องมาสิ่งเหล่านี้อยู่ ยังไม่พ้นจากสิ่งนี้ยังเป็นบัญญัติ ยังเป็นสมมติ ยังเป็นเรื่องของการปรุงแต่ง เรื่องดวงดาว จักรวาล ฮวงจุ้ย หรือชื่อ เบอร์ต่าง […]

การปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งจำเป็น บทความธรรมะดี ๆ จากพระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ 

การปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งจำเป็น บทความธรรมะดี ๆ จากพระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ หลายคนอาจมองว่า การปฏิบัติธรรม เป็นเรื่องยากที่จะนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ด้วยภาระงานและวิถีชีวิตที่ไม่มีเวลาว่าง แต่จริง ๆ แล้วการปฏิบัตินั้นเป็นสิ่งจำเป็นมาก ซึ่งพระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ ได้อธิบายถึงความสำคัญของการปฏิบัติธรรมไว้ดังนี้ เพราะการปฏิบัติเป็นสิ่งที่อยากจะบอกว่าเป็นความจำเป็น มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะชีวิตทุกชีวิตไม่ต้องการความทุกข์ ชีวิตทุกชีวิตต้องการที่จะมีกำลังใจ ที่จะต่อสู้และฟันฝ่ากับปัญหาและอุปสรรค โดยเฉพาะที่จะเอาชนะใจตัวเองจากสิ่งที่ไม่ดี ไม่มีวิชาทางโลกวิชาไหนเลย ที่จะสอนให้ทำใจเป็นสุข สอนให้จิตใจมีกำลังที่จะต่อสู้กับกิเลส เอากิเลสออกได้ เหมือนวิชาทางธรรมเลย ไม่มีวิชาทางโลกวิชาไหนเลยที่จะใช้ไปได้ทุกวันจนวันตาย มีแต่ธรรมะที่ใช้ได้ตลอดเวลา ทุกลมหายใจเข้าออก และโดยเฉพาะสุดท้าย วันตายของเราด้วยใช้ธรรมะอย่างมากเลย ส่วนการทำงาน เมื่อเราแก่แล้วต้องเกษียณไป คนที่สัมพันธ์กับเรานับวันก็ต้องจากกันไป มีอะไรบ้างที่จะเป็นที่พึ่งของชีวิตได้อย่างจริง ๆ บ้านช่องก็เป็นที่อยู่อาศัย เสื้อผ้าก็สักแต่เป็นของใช้ รถลาสักแต่เป็นของใช้ แต่ธรรมะนั่นแหละเป็นที่พึ่งของจิตใจได้อย่างแท้จริง คนไม่รู้ธรรม ไม่เข้าใจธรรม ก็ไม่เห็นคุณค่าของธรรมะ แต่วันหนึ่งถ้าเข้าใจธรรม จะเห็นคุณค่าของธรรมะอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นอย่ายกเวลาในชีวิตของเราทั้งหมด ให้กับสิ่งอื่น หรือให้กับคนอื่นเสียทั้งหมด ควรแบ่งปันเวลาในชีวิตของเราให้กับตัวเองบ้าง อย่าไปรักแต่คนอื่นโดยไม่รักตัวเอง อย่าไปสงสารแต่คนอื่นโดยไม่รู้จักสงสารตัวเอง ต้องรักต้องห่วยใยต้องสงสารตัวเองบ้าง   […]

“ความตายเป็นเรื่องมงคล” ธรรมะจาก หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

“ความตายเป็นเรื่องมงคล” ธรรมะจาก หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ความตายกับความเกิดนั้นเป็นของคู่กัน มาด้วยกันไปด้วยกันอยู่ตลอดเวลา แล้ววันหนึ่งมันจะปรากฏแก่ตาของเราเองว่ามันเป็นอย่างนั้น การนึกคิดในเรื่องความตายนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เรียกว่าอัปมงคลอะไร แต่เป็นเรื่องเป็นมงคล เป็นเหตุให้คนมีความก้าวหน้าในชีวิตในการงานด้วยประการต่าง ๆ เพราะเราได้นึกถึงเรื่องความตายไว้บ้าง คนที่นึกถึงความตายนั้นจะเป็นคนที่ขยันขันแข็งเอางานเอาการ เพราะรู้ว่าชีวิตนี้มันน้อย มันสั้น เราควรจะรีบทำให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ถ้านึกถูกต้อง แต่บางคนนึกถึงความตายไม่ถูกเป้าหมาย คือพอไปเห็นคนอื่นตายหรือใครตายแล้วใจอ่อนไป กลัวต่อความตาย มืออ่อนตีนอ่อน แล้วก็นึกว่าจะทำไปทำไม ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ ไปนึกอย่างนั้น อันนี้ไม่ถูกเรื่อง ไม่ตรงตามจุดหมายของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนให้คิดถึงความตายนั้นก็เพื่อให้รู้ว่าเราจะต้องตาย เราหนีจากความตายไปไม่พ้น และเมื่อรู้ว่าเราจะต้องตาย หนีจากความตายไปไม่พ้นแล้ว เราควรจะได้ใช้ชีวิตเท่าที่เหลืออยู่นี้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการประกอบหน้าที่ที่เราจะต้องกระทำ   ที่มา – ปาฐกถาธรรมเรื่อง “ช่างหัวมัน” เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2519 ณ โรงเรียนพุทธธรรม วัดชลประทานรังสฤษฎ์ ปากเกร็ด นนทบุรี รวบรวมอยู่ในหนังสือ “ธรรมะจากพระพรหมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ)” สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ (https://www.naiin.com/product/detail/15619) Photo by Annie Spratt […]

“สรรพคุณของกรรมฐาน” ธรรมะจาก หลวงปู่บุดดา ถาวโร

“สรรพคุณของกรรมฐาน” ธรรมะจาก หลวงปู่บุดดา ถาวโร รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ 5 เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นไตรลักษณ์ เป็นสามัญลักษณะเสมอกัน ค้นดูในตนว่าใครเกิด ใครแก่ ใครเจ็บ ใครตาย กรรมฐานทั้งหลายกำจัดกิเลสได้ทุกประเภท กำจัดราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต พุทธจริต ศรัทธาจริตของตนได้ทั้ง 6 จริต ผู้ปฏิบัติต้องเห็นอย่างนี้ ผู้ที่กำจัดกิเลสทั้ง 6 ได้ ไม่ต้องเลือกว่าสูตรไหน บทไหน ทำให้จิตใจไม่เศร้าหมองใช้ได้ทั้งนั้น คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริงอยู่ทุกเมื่อที่ใจเรามีสติมั่นคงตั้งมั่นสัมปชัญญะ ความรู้ตัว กาย เวทนา จิต ธรรม มีอยู่ที่เรา ไม่ต้องไปถามผู้อื่น ผู้ปฏิบัติต้องมีสติ เพ่งบริกรรมอยู่ที่เราเสมอ เดิน ยืน นอน นั่ง ทุกลมหายใจเข้า – ออก ผู้ปฏิบัติทำเหตุอย่างนี้ให้ติดต่อแล้ว ได้รับผลเหมือนกัน […]

“สมาธิแก้ได้ทุกปัญหา” ธรรมะจาก พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

“สมาธิแก้ได้ทุกปัญหา” ธรรมะจาก พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) เมื่อสติมีพลังแก่กล้าขึ้น มีสัมปชัญญะ ความรู้พร้อมมันก็กลายเป็นปัญญา… ตัวอย่างเช่น ท่านอาจอง (ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา) ไปเรียนวิศวะระดับปริญญาเอก เขาให้วิจัยงานชนิดหนึ่ง ให้ทุนมา 30 ล้านต่อนักศึกษา 20 คน ใช้เงินเขาหมดไป 20 ล้าน มันยังไม่สำเร็จ ท่านอาจองก็ขึ้นไปบนภูเขา ไปนั่งสมาธิ พอนั่งสมาธิไปก็ได้นิมิตเห็นเครื่องมือที่จะสร้าง พอสร้างเสร็จแล้วไปติดเข้ากับจรวดจะไปลงดวงจันทร์ พอติดเครื่องเข้ามันระเบิด ใช้ไม่ได้ หนีไปอีก ทีนี้ก็ไปได้นิมิตขึ้นมา ทีนี้มีบทเรียนแล้วก็พิจารณาดูให้มันรอบคอบ เขียนแผนผังเอาไว้เรียบร้อย พอกลับลงมาก็สร้าง พอสร้างเสร็จ ไปติดเครื่องเข้า เปิดเครื่องเอาไว้ตลอด 24 ชั่วโมงมันก็ไม่ระเบิด พอเสร็จแล้ว เขาก็รับรองว่าใช้ได้ เขาสั่งให้สร้างให้เขา 5 อัน แต่ละอันราคาเป็นล้าน พอสร้างเสร็จแล้วเขาก็เขียนใบประกาศวุฒิให้เลย คุณเรียนจบแล้ว กลับบ้านได้ นี่! ตัวอย่างนักศึกษาที่ใช้สมาธิเพื่อประโยชน์แก่การศึกษา เมื่อรวมลงแล้ว เรื่องสมาธิเพื่อประโยชน์ชีวิตประจำวันนั่นแหละ ถ้าเราแก้ปัญหาอะไรไม่ตก […]

“บุญเกิดได้ทุกหนทุกแห่ง” ธรรมะจาก ท่านเจ้าคุณโชดก ญาณสิทธิ

“บุญเกิดได้ทุกหนทุกแห่ง” ธรรมะจาก ท่านเจ้าคุณโชดก ญาณสิทธิ บุญเกิดได้ทุกหนทุกแห่ง แม้แต่ในกองอุจจาระ ถ่ายอยู่ในส้วมก็เกิดได้ เช่น เมื่อถ่ายก็กำหนด “ถ่ายหนอ ถ่ายหนอ ถ่ายหนอ” ทั้งศีล สติ ปัญญา เกิด สามารถจะสำเร็จมรรค ผล นิพพาน ก็ได้ ผู้หญิงคนหนึ่งไปส้วม เห็นหนอนมาแย่งกินอุจจาระ นางก็ภาวนาบริกรรม “หนอน หนอน หนอน” แป๊บเดียวสำเร็จปฐมฌาน” ไปเกิดในพรหมโลกโน่น พระเถระองค์หนึ่งเห็นกองอุจจาระมีแมลงหัวเขียวตอมหึ่ง ๆ อยู่ ก็พนมมือใส่ เสร็จแล้วเพื่อนก็บอกว่า “เฮ้ย ท่านมาพนมมือใส่กองอุจจาระทำไม” …“ไม่ใช่ ผมนึกถึงพระพุทธเจ้า” เท่านี้แหละท่านก็ขนลุกซู่ “ขนลุกหนอ ขนลุกหนอ” แป๊บเดียวสำเร็จเป็นโสดาบัน เอาอีกเป็นสกิทาคามี เอาอีกเป็นพระอนาคามี ชักเอาผ้าบังสุกุลผืนนั้นไปฟอกไปย้อม ยึดเป็นผ้าสังฆาฏิพาดบ่า ปฏิบัติวิปัสสนาเป็นพระอรหันต์เลย นี่แหละ บุญมันเกิดได้ทุกหนทุกแห่ง แล้วแต่ความฉลาดของผู้ปฏิบัติ ดังนั้น ท่านอยู่ที่ไหนก็ตาม ท่านนึกถึงกรรมฐานแล้วก็ทำได้เลย   ที่มา – […]

ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : การปฏิบัติธรรมสามารถเป็นที่พึ่งของเราได้อย่างไร

ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : การปฏิบัติธรรม สามารถเป็นที่พึ่งของเราได้อย่างไร ทุกวันนี้พบเจอแต่ปัญหา การเอาตัวเองออกจากปัญหาเหล่านั้น สามารถอาศัย การปฏิบัติธรรม เป็นที่พึ่งของเราได้หรือไม่ พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญได้ตอบปัญหาธรรมนี้ไว้ดังนี้ เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งที่ที่อยากจะบอกว่าเป็นความจำเป็น แต่มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เลย เพราะชีวิตทุกชีวิตไม่ต้องการความทุกข์ ชีวิตทุกชีวิต ต้องการที่จะมีกำลังใจ ที่จะต่อสู้ ที่จะฟันฝ่ากับปัญหากับอุปสรรค โดยเฉพาะที่จะเอาชนะใจตัวเองจากสิ่งที่ไม่ดีนั่นแหละ ไม่มีวิชาทางโลกวิชาไหนเลย ที่สอนให้ทำใจเป็นสุข ที่สอนให้จิตใจมีกำลังที่จะต่อสู้กับกิเลส เอากิเลสออกได้ เหมือนวิชาทางธรรมเลย ไม่มีวิชาทางโลกวิชาไหนเลยที่จะใช้ไปได้ทุกวันจนวันตาย มีแต่ธรรมะนั่นแหละ ที่ใช้ได้ตลอดเวลา ทุกลมหายใจเข้าออก และโดยเฉพาะสุดท้าย วันตายของเราด้วยต้องใช้ธรรมะอย่างมากเลย งานการ เมื่อเราแก่แล้วก็ต้อง Retire ไป นี่แหละคนที่สัมพันธ์กับเรานับวันก็ต้องจากกันไป มีอะไรที่จะเป็นที่พึ่งของชีวิตได้อย่างจริง ๆ บ้านช่องก็เป็นเครื่องอยู่อาศัย เสื้อผ้าก็สักแต่เป็นของใช้ รถลาสักแต่เป็นของใช้ของอาศัย แต่ธรรมะนั่นแหละ เป็นที่พึ่งของจิตใจได้อย่างแท้จริง คนไม่รู้ธรรม ไม่เข้าใจธรรม ก็ไม่เห็นคุณค่าของธรรมะ แต่วันหนึ่งถ้าเข้าใจธรรม จะเห็นคุณค่าของธรรมะอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นอย่ายกเวลาในชีวิตของเราทั้งหมด ให้กับสิ่งอื่นหรือให้กับคนอื่นเสียทั้งหมด ควรจะแบ่งปันเวลาในชีวิตของเราให้กับตัวเองบ้าง อย่าไปรักแต่คนอื่นโดยไม่รักตัวเอง อย่าไปสงสารแต่คนอื่นโดยไม่รู้จักสงสารตัวเอง ต้องรักต้องห่วยใยต้องสงสารตัวเองบ้าง […]

อย่าลืมว่ามีนัดกับความตาย  บทความธรรมะสะท้อนสัจธรรมของชีวิต โดยพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ 

อย่าลืมว่ามี นัดกับความตาย  บทความธรรมะสะท้อนสัจธรรมของชีวิต โดยพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ทุกคนมี นัดกับความตาย ท่านพร้อมหรือยังที่จะไปตามนัด น่าสนใจไหม ทุกคนมีนัดกับความตาย อันนี้ไม่เท่าไร ก็ทราบก็เข้าใจกันได้ดีได้ง่าย เหมือนมีนัดประชุม มีนัดอะไรต่ออะไรอย่างนี้ ทุกคนมีนัดกับความตาย แต่ประเด็นต่อมา ท่านพร้อมหรือยังที่จะไปตามนัด บางคนไม่พร้อม รู้ทั้งรู้ว่าจะถึงวันตาย แต่ไม่พร้อม พอถึงเวลาจะตายจริง จิตไม่ยอมรับ ไม่ดิ้นรน ทั้ง ๆ ที่เรื่องความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่ผ่าน ๆ มา ไม่เคยระลึกนึกถึงความตาย คิดว่าคงอีกนานสำหรับเรา คงไม่ใช่เราหรอก หรือใช่ ก็ยังไม่ใช่วันนี้ ไม่ใช่ปีหน้า ไม่ใช่อะไรอย่างนี้ อีกนาน เราเพิ่งอายุสามสิบเอง คนตายอายุสามสิบมีไหม มีทั้งนั้นแหละ ยิ่งคนที่อายุเจ็ดสิบ แปดสิบ ยิ่งเป็นช่วงที่ตื่นเต้นเร้าใจเป็นอย่างยิ่งที่สุด นับถอยหลัง แล้วจะบอกให้ ทุกก้าวย่างทุกลมหายใจ มันเป็นการนับถอยหลังจริง ๆ ใช่ไหม วัน เวลา […]

รักแท้ก็เหมือนกับบุญและกรรม บทความธรรมะดี ๆ จาก พระครูใบฎีกาอำนาจ โอภาโส 

รักแท้ ก็เหมือนกับบุญและกรรม บทความธรรมะดี ๆ จาก พระครูใบฎีกาอำนาจ โอภาโส  คนเราแสวงหาความรัก เพราะเป็นความสุขส่วนหนึ่งในชีวิต บางคนก็เสพความรักนั้นแล้วไปมีความรักใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนอดสงสัยไม่ได้ความ รักแท้ นั้นเป็นอย่างไร พระครูใบฎีกาอำนาจ โอภาโสได้ตอบปัญหาธรรมไว้ดังนี้ สมมติว่าเราเจอกันแล้วไปปล่อยปลา คนที่ปล่อยปลา มันก็เหมือนคนกินเย็นตาโฟชามเดียวกัน มันก็รู้สึกสัมผัสรสชาติเดียวกัน เราพากันไปเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้า มันก็เหมือนกินบะหมี่ชามเดียวกัน เส้นเดียวกัน มันก็รู้สึกเหมือนกัน คือความรู้สึกนั้นไม่ได้หาย มันเหมือนกับเคยกินรสชาติเดียวกันมา ถึงเราจะกินมะพร้าว รสชาตินั้นก็ไม่หายไปไหน รสชาติของความเสียสละที่เคยพากันทำ มันก็เป็นอมตะอยู่ข้างใน รัก คำว่ารักมันคือมีความเสียสละอยู่ แล้วความเสียสละที่เขาเคยพากันทำมันหายไปไหนไหม ถึงร่างกายจะตาย แต่ความเสียสละยังอยู่ ตัวนี้ต่างหาก มันไม่ได้หายไปไหน มันนึกถึงความเสียสละ มันก็ยังมีความสุขอิ่มเอมขึ้นมา แต่ถ้ามันนึกถึงแต่ร่างกายสิ มันอาจจะทุรนทุราย ด้วยความอยากได้ร่างกายนั้นอีก อันนี้มันคนละเรื่องกันเลย บางทีคนสมัยนี้ ที่หลวงพ่อดู เข้าใจเรื่องความรักน้อยเกินลงไป ถ้าดูภาพยนตร์ตะวันตก จะพบว่า ไม่ค่อยมีกลิ่นไอเรื่องความเสียสละ มันจะสนใจแต่เรื่องร่างกาย ความรักพวกนี้เกิดขึ้นง่ายมากเลย แค่เจอกัน แต่งตัวสวย ๆ ฉาบฉวย แค่นี้ตกหลุมรักแล้ว […]

ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : เล่นโซเชียลอย่างไรไม่ให้เป็นทุกข์

ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : เล่นโซเชียลอย่างไรไม่ให้เป็นทุกข์ ทุกวันนี้คนเรามีปัญหากันก็เพราะการเล่นโซเชียล เราจะ เล่นโซเชียลอย่างไรไม่ให้เป็นทุกข์ ท่าน ว.วชิรเมธีได้ตอบปัญหาธรรมนี้ไว้ดังนี้ ก่อนที่เราจะส่งข้อความ ก่อนที่เราจะส่งภาพ เราเป็นนายของสิ่งเหล่านั้น แต่วันหนึ่งพอเราคลิก แล้วส่งมันออกไป มันจะกลับมาเป็นนายเรา ฉะนั้นถ้าเราจะส่งอะไร ต้องคิด ไม่ใช่คิดครั้งเดียว คิดสิบตลบเลย คิดสิบตลบ คิดสิบครั้งสิบหน ถามตัวเองว่าอันนี้ควรคลิก ควรโพสต์ ควรส่งไหม ถ้าส่งไปแล้วมันจะส่งผลอะไรกับเรา มีหลายคนหนูเห็นไหม เสียผู้เสียคน ถูกด่า ถูกประณาม ซูเปอร์สตาร์บางคนกำลังดัง ๆ มีชื่อเสียงอยู่ดี ๆ ใช่ไหม งานกำลังรุ่งเลยแต่ว่าชอบโพสต์อะไรก็ไม่รู้ ซึ่งแสดงถึงรอยหยักในสมองที่ไม่ค่อยมีเท่าไร เดี๋ยวนี้แฟนคลับหายหมดเลยเห็นรึยังว่าอานิสงส์มันเป็นอย่างนั้น ฉะนั้นคุณจะโพสต์คุณจะสื่อสารอะไรก็ตามต้องไม่ลืม ว่าสิ่งที่คุณสื่อสารขึ้นในโลกออนไลน์หรือในโซเชียลมีเดีย มันคือรอยหยักในสมองของคุณ มันคือผลแห่งการศึกษาอบรมของคุณ มันคือตัวตนที่ลึกที่สุดของคุณ คนเขาจะตัดสินคุณจากสิ่งนั้น ฉะนั้นต้องระมัดระวังให้ดี ก่อนส่ง ก่อนคลิก ก่อนโพสต์ เราเป็นายมัน คลิกแล้ว ส่งแล้ว โพสต์แล้ว มันเป็นนายเรา คิดให้ดี ๆ นะก่อนจะทำอะไร   […]

พบสุขเมื่ออยู่กับปัจจุบัน บทความธรรมะสร้างสุขจากข้างใน โดย พระไพศาล วิสาโล 

พบสุขเมื่อ อยู่กับปัจจุบัน บทความธรรมะสร้างสุขจากข้างใน โดย พระไพศาล วิสาโล  การ อยู่กับปัจจุบัน มันหมายถึงการที่ใจเราอยู่กับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เรากำลังกินข้าว อาบน้ำ ถูฟัน ทำงาน ใจเราก็อยู่กับสิ่งนั้น แม้แต่เวลาเราเดินทาง ใจเราก็อยู่กับแต่ละขณะ ใจเราไม่ได้ไปอยู่ที่จุดหมายปลายทาง เพราะถ้าไปอยู่ที่จุดหมายปลายทาง นี่เรียกว่าไปอยู่กับอนาคต จิตใจก็จะเครียดวิตกกังวล ขณะเดียวกันใจเราก็ไม่ไป ละห้อยหาในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว การอยู่กับปัจจุบันหมายถึงการยอมรับปัจจุบัน เราอาจจะสูญเสียคนรัก สูญเสียทรัพย์สมบัติที่หวงแหน ปัจจุบันไม่มีสิ่งนั้นแล้ว ปัจจุบันไม่มีคนนั้นแล้ว เราก็ต้องยอมรับ เพื่อที่เราจะไม่ก้าวเดินต่อไป ถ้าเรายังไปคิดถึงอดีตสมัยที่สิ่งนั้นยังอยู่กับเรา สมัยที่คน ๆ นั้นยังอยู่กับเรา เราก็จะถูกอดีตนั้นล่ามหรือพันธนาการเอาไว้ แล้วเราจะไม่มีความสุขกับปัจจุบัน เราจะปฏิเสธปัจจุบัน เราจะไม่ยอมรับปัจจุบัน เพราะว่าไม่มีสิ่งนั้นแล้ว การอยู่กับปัจจุบันแปลว่ายอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งรวมไปถึงว่าตอนนี้เราเจ็บไข้ได้ป่วย แทนที่เราจะบ่นว่า ตีโพยตีพ่ายว่าทำไมต้องเป็นฉัน ทำไมต้องเป็นฉัน เราก็จะพิจารณาว่า ตอนนี้เราป่วยแล้ว มันไม่มีประโยชน์ที่จะตีโพยตีพาย เราก็ต้องถามต่อไปว่าแล้วเราจะทำยังไงต่อไป เราจะจัดการกับโรคภัยไข้เจ็บอย่างไร เราจะอยู่อย่างไร เราสูญเสียคนรักไปแล้ว จะอาลัยถึงเขาก็ไม่มีประโยชน์ เราต้องถามตัวเราเองว่า แล้วเราจะอยู่โดยที่ไม่มีเขาได้อย่างไร ซึ่งอาตมาเชื่อว่าอยู่ได้ อันนี้คือความหมายหนึ่งของการอยู่กับปัจจุบัน […]

ใจนั้นสำคัญอย่างไร ธรรมะทันใจจาก ท่านว.วชิรเมธี

ใจนั้นสำคัญอย่างไร ธรรมะทันใจจาก ท่านว.วชิรเมธี ใจนั้นสำคัญอย่างไร เพราะว่าใจนั้นเป็นผู้กำหนดพฤติกรรมของกาย พระองค์ตรัสเอาไว้ในคัมภีร์พระธรรมบท มโน ปุพพัง คมา ธัมมา มโน เสฏฐา มโน มยา แปลว่าธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จมาจากใจ ถ้าใจนี้ดี คิด ถ้าใจนี้ดี พูดและทำก็ดีตาม และสุขก็ตามมา ดังหนึ่งเงาตามตัว ถ้าใจไม่ดี ทุกข์ก็ตามมา ดังหนึ่งล้อเกวียนหมุนเวียนตามรอยเท้าโค เพราะฉะนั้นใจของเราอย่างไร เราก็จะได้การกระทำอย่างนั้น เพราะอะไร การกระทำทางวาจาก็ดี ทางพฤติกรรมทั้งหมดก็ดี มีใจเป็นผู้สั่งการ ใจเป็นดังหนึ่งกัปตันเรือ เรือจะหันเหไปทิศทางไหนก็ขึ้นอยู่กับคำสั่งของกัปตัน เพราะฉะนั้นถ้าเราบังคับใจของเราได้ เราก็บังคับกายของเราได้ คนส่วนมาก บังคับใจตัวเองไม่ได้ จึงสั่งกายไม่ได้ เช่น ฮอร์โมนมันพุ่งพล่านขึ้นมา สัญชาตญาณมันลุกขึ้นมา ตามความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อย่างนี้พอใจมันรู้ไม่ทัน กายมันก็กระตุ้นใจเหมือนกัน แต่ถ้าเราควบคุมใจของเราได้ ไม่มีปัญหาเลย เพราะฉะนั้นถ้าใครก็ตามที่เป็น นายเหนือใจตนเองได้ พระพุทธองค์ทรงเชื่อว่าคนนั้นเป็นสุดยอดแม่ทัพ พระองค์บอกว่า ชนะคนในสงคราม นับพันคน นับพันครั้ง […]

ปัญหาธรรม : อยากมีชีวิตที่ราบรื่นและสมบูรณ์แบบเป็นความคิดที่ผิดหรือไม่ 

ปัญหาธรรม : อยากมีชีวิตที่ราบรื่น และสมบูรณ์แบบ เป็นความคิดที่ผิดหรือไม่ ความคิดที่ว่า อยากมีชีวิตที่ราบรื่น และสมบูรณ์แบบ อาจเป็นความปราถรนาของใครหลายคน แต่ในมุมมองของพระพุทธศาสนามองความคิดนี้อย่างไร พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญได้กล่าวไว้ดังนี้ รูปสวย รวยทรัพย์ รวยปัญญา จริงอยู่เป็นกลาง ๆ ถ้าคุณนำความสามารถที่คุณได้ติดตัวมา เขาเรียกว่าสว่างมา ไปทำกุศลช่วยเหลือสังคม เพราะรูปร่างหน้าตาก็ดีอยู่แล้ว เหมือนกังนัมสไตล์ ใช่ไหม รูปร่างหน้าตาดีมากใช่ไหม หรือหม่ำ จ๊กมก รูปร่างหน้าตาดีอยู่แล้วอย่างนี้ เราก็ไปทำกุศลได้เยอะแยะมากมาย หรือว่าเราก็รวยอยู่แล้ว มีเงินอยู่มากอยู่แล้ว เพราะยังไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ ยังไม่เจอกัลยาณมิตร อาจจะนำพาความสามารถที่มี รวยด้วย ตระกูลดีด้วย รูปร่างหน้าตาดีด้วย แต่อาจจะไปหลอกผู้หญิงได้ตั้งมากมาย ใช่ไหม เงินทองอาจจะไปเปิดอะไรที่ไม่ดี ทำพาสิ่งที่ไม่ดี อะไรอย่างนี้ แต่ถ้าได้เจอท่านผู้รู้จริงที่ว่า ก็จะแปรสภาพจากสิ่งเหล่านั้นมาเป็นอริยทรัพย์ มาช่วยเหลือสังคม มาทำสิ่งที่ดีงาม ฉะนั้นคือที่ปลอดภัยที่สุด คือที่ที่อันตรายที่สุด คือว่าเราเกิดมาดีทุกอย่างแล้ว เราได้เปรียบแล้ว นี่แหละท่านยิ่งบอกว่าหวาดเสียวมากเลย ล่อแหล่มมากเลย อยู่สถานภาพที่ล่อแหล่ม ทำชั่วก็จะทำได้มากเลย เพราะปัญญาก็เลิศ ทำแบบคนอื่นจะตามไม่ทัน […]

สร้างนิสัยมองโลกในแง่ดี ธรรมะจากแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

สร้างนิสัย มองโลกในแง่ดี ธรรมะจาก แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ถ้าเรา มองโลกอย่างที่โลกเป็นแล้วใจไม่เป็นทุกข์ เรามองโลกตามความเป็นจริง เรามองโลกอย่างที่เราอยากให้โลกเป็น อันนี้แหละ เสแสร้ง เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองโลกแบบชนิดที่เราอยากปลอบตัวเอง แต่มันไม่จริงแล้วเราคิดว่าเรากำลังมองอย่างเชิงบวก มองโลกในแง่ดี อันนี้อาจจะไปไม่สุดที่สุดแห่งการพ้นทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงอยู่เหนือบวก เหนือลบ มองทุกอย่างตามความเป็นจริง บวกก็ไม่เที่ยง ลบก็ไม่เที่ยง อันนี้คือมองตามความเป็นจริง เวลาเราจะคิดอะไรให้คิดตามความเป็นจริง ยกตัวอย่าง ถ้าเขานินทาเรา ความจริงคือเขานินทาเรา แต่เรารู้ว่าเขาไม่รู้อะไร เขากำลังทุกข์อะไร ทำไมเราจะเกลียดคนที่กำลังนินทาเราได้ เป็นไปไม่ได้ อันนี้เป็นความจริง แต่ถ้าเราบอกว่าเขานินทาเรา เดี๋ยวเขาก็หายเอง ทน ๆ ไปก่อนเถอะทีนี้เราดูเหมือนเรามองเขาดูดี แต่มันไม่เข้าถึงความจริง ความอดทนอาจจะมีขีดจำกัด ลูกอาจจะระเบิดสักวันนึง อันนี้ไม่ใช่ความจริง จริงไหม เวลาที่เราไปอธิบายตอนนี้ ตอนที่เขากำลังทุกข์ เขาไม่ฟัง เราก็อย่าเข้าไปอธิบายพูดมากก็เสียมาก พูดน้อยก็เสียน้อย ไม่พูดก็ไม่เสีย ใจของเราก็เป็นกลาง วางด้วยความเข้าใจ และถ้าวันหนึ่ง เขาเดินเข้ามาขอว่าเขาทุกข์เหลือเกินกับสิ่งที่เขากำลังคิดกับเรา เขาให้เราได้มีโอกาสอธิบาย อันนี้ก็สบายเลย เราก็พูดทุกอย่าง ตามที่เราจะคลี่คลายสถานการณ์นั้น […]

จากวัดร้างตระพังจิกสู่โควิด 19

จากวัดร้างตระพังจิกสู่โควิด 19 นับตั้งแต่มีข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดในจีน จนพบคนไทยติดเชื้อโควิดเป็นรายแรกในช่วงปลายเดือนมกราคม แรกๆ พวกเรายังรู้สึกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว จนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาดรุนแรงที่อิตาลี จนเกิดกรณี Super-spreader จากสนามมวย และผับในไทย ทำให้เมฆหมอกของความกลัวเข้ามาเกาะกุมจิตใจ จนไม่สามารถใช้ชีวิตในที่สาธารณะแบบปกติ จะหยิบจับสัมผัสอะไร ก็ระแวงไปหมดว่า “มีไวรัสเกาะมั้ยเนี่ย?” พร้อมกับคำถามลึกๆ ในใจว่า “เราติดหรือยังนะ?” จนเกิดวลีเด็ดสะท้อนความรู้สึกร่วมของผู้คนในยุคโควิด 19 ที่ว่า “สุขภาพกายโควิด สุขภาพจิตโคม่า” เมื่อสถานการณ์การระบาดในประเทศเลวร้ายขึ้น จนต้อง “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” อาการที่สะท้อนระดับความกลัวที่เร่งตัวขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเสพข่าวโควิดจนแทบไม่มีเวลาพิจารณาว่า ข่าวจริงหรือข่าวปลอม หรือการทุ่มซื้อหน้ากากอนามัยจนโรงพยาบาลขาดแคลน และเปิดโอกาสให้คนเก็งกำไรทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นเกือบ 20 เท่า จนมาถึงวันนี้ ที่ดูเหมือนคลื่นลูกแรกของโควิดจะเริ่มคลี่คลาย แต่ไม่มีใครรู้ว่า คลื่นลูกที่ 2 จะกลับมาเมื่อไร จะรุนแรงเพียงใด หรือจะเกิดพัฒนาการของโรคใหม่ก็สุดจะประเมิน ดังนั้น สิ่งสำคัญคงหนีไม่พ้นการเตรียมใจเราพร้อมดีที่สุด     ในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิดของท่านอาจารย์พุทธทาสหรือ “วันล้ออายุ” (๒๗ พฤษภาคมนี้) ปีที่ ๑๑๔ พวกเราถือโอกาสไปค้นคว้าประสบการณ์ท่านอาจารย์ที่เคยก้าวข้ามความกลัวในใจตัวเองมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ท่านผู้อ่านมีวิธีเตรียมพร้อมจิตใจ   ประสบการณ์ความกลัวของท่านอาจารย์ ในช่วงที่ท่านตั้งใจสร้างสวนโมกข์ (แห่งแรก) ที่วัดตระพังจิก ซึ่งเป็นวัดที่ร้างมาไม่น้อยกว่า ๘๐ ปีขณะนั้น ท่านบันทึกไว้ในหนังสือสิบปีสวนโมกข์ว่า ตลอดเวลา ๒ ปีแรกนั้น ไม่มีใครอาศัยอยู่ในสวนโมกข์เลย มีแต่ฉันอยู่คนเดียว … ทั้งในและนอกพรรษา […]

ธรรมลิขิต ๑๒ ฉบับ จากพระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)

ธรรมลิขิต ๑๒ ฉบับ จากพระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร) เมื่อปี ๒๕๐๖ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ได้เมตตาไปอยู่จำพรรษาที่วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ ท่านได้มีลิขิตเป็นจดหมายชี้แจงข้ออรรถ ข้อธรรมสั้น ๆ แต่มีใจความลึกซึ้ง ส่งถึงคณะทางวัดสันติธรรม จ.เชียงใหม่ เป็นครั้งคราว เท่าที่ท่านอาจารย์บุญกู้ อนุวฑฺฒโน วัดอโศการามได้เก็บรวบรวมไว้มีจำนวน ๑๒ ฉบับ ลงพิมพ์เป็นธรรมเมตตาอนุสรณ์ใน “พุทฺธาจารปูชา”   ฉบับที่ ๑ ให้ละกิเลสออกจากจิตให้หมดทุกคน กิเลสนี้แหละทำให้คนเราเดือดร้อนวุ่นวายอยู่ไม่มีที่สิ้นสุด กิเลสนั้นท่านย่นย่อเข้ามา ก็คือ ความโกรธ ความโลภ ความหลง ๓ อย่างนี้เท่านั้น ทำไมจึงเกิดมาสร้างกิเลสให้มากขึ้นไปทุกภพทุกชาติ ทำไมหนอ ใจคนเราจึงไม่ยอมละ การละไม่หมดสักที ในชาติเดี๋ยวนี้ให้ตั้งใจละทั้งพระและทั้งเณร ญาติโยมทั้งหลาย ความโกรธเมื่อเกิดขึ้น อย่าโกรธไปตาม ถ้าไม่ได้โกรธไปตาม มันจะตายเทียวหรือ ? ทำไมจึงไม่ระลึกอยู่เสมอ ๆ ว่า เราจะละความโกรธให้หมดสิ้นไปในเวลาเดี๋ยวนี้ ๆ อย่าได้มีความท้อถอยในการสร้างความดี […]

keyboard_arrow_up