Dhamma Daily : สิ่งใดที่เป็น สิ่งบ่งบอกว่าได้พบธรรม แล้ว ?

Dhamma Daily : สิ่งใดที่เป็น สิ่งบ่งบอกว่าได้พบธรรม แล้ว ? ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อพบธรรม หรือได้พบความจริงที่พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายได้สัมผัส  คงเป็นข้อสงสัยของชาวพุทธตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ว่า สิ่งบ่งบอกว่าได้พบธรรม แล้วคืออะไร ? ปัญหาธรรมนี้เป็นคำถามจากสมาชิกซีเคร็ตท่านหนึ่งฝากข้อสงสัยนี้มาถึงเรา นับว่าเป็นคำถามที่มีความน่าสนใจ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายให้มีความรู้ในเรื่องนี้มากขึ้น แล้วเป็นบุญอย่างยิ่งสำหรับพวกเรา ที่พระอาจารย์โพธินันทะเมตตาตอบปัญหาธรรมนี้ให้ เพื่ให้เกิดความกระจ่าง คำถาม : ผมสงสัยว่า สิ่งใดที่เป็นสิ่งที่บ่งบอกเราได้ว่า เราได้พบธรรมแล้วครับพระอาจารย์ ตอบ : ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่าธรรมะคืออะไร ธรรมะก็คือสัจจะหรือความจริง สูงสุดก็คือความจริงที่เป็นอมตะ (พระนิพพาน) ความจริงในพระพุทธศาสนามีอยู่สองอย่างคือ ความจริงอย่างหนึ่งที่เรารับรู้ทางหู ตา จมูก ลิ้น และกาย (สมมติสัจจะ) เป็นความจริงที่เกิดจากเหตุปัจจัย ความจริงอีกชนิดหนึ่งเป็นความจริงที่เป็นอมตะ รู้แล้วเราไม่ต้องเกิด ไม่ต้องดับ (ปรมัตติสัจจะ) สิ่งนี้มีอยู่แล้วในตัวเราทุกคน แต่ถ้าเราได้เข้าใจในความจริงระดับปรมัตติสัจจะ เท่ากับว่าเราได้มีดวงตาเห็นธรรม เมื่อเห็นธรรมแล้วก็ต้องปฏิบัติ เพื่อให้เห็นสิ่งนี้อยู่ร่วมกับการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน มันถึงจะเกิดผล เวลาเห็นธรรมแล้ว ความรู้สึกตัวตนก็จะหายไป อัตตา ตัวตน ของกู ก็จะหายไป […]

Dhamma Daily : พระอาจารย์คิดอย่างไรที่มีคนเชื่อว่า ถ้าดื่มสุราอย่างมี สติ ถือว่าไม่ผิดศีล

Dhamma Daily : พระอาจารย์คิดอย่างไรที่มีคนเชื่อว่าถ้า ดื่มสุราอย่างมีสติ ถือว่าไม่ผิดศีล ถาม พระอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรที่ นักดื่มบางคนเชื่อว่า ถ้าดื่มสุราอย่างมีสติ ไม่ประมาท ไม่ระรานใคร ก็ถือว่าไม่ผิดศีล แล้วหลายคนยังบอกอีกด้วยว่า การดื่มเหล้าช่วยให้ลืมความทุกข์ได้ ตอบ เมื่อสุราล่วงเข้าไปในลำคอแล้ว ไม่ว่าจะกินที่ไหน กินเงียบ ๆ คนเดียวหรือจกะกินหลายคนก็แล้วแต่ ถือว่าผิดศีลแล้ว เพราะยังไงการดื่มสุราเมรัยก็ทำให้ขาด สติ ทำให้ประมาทเลินเล่อ ขาดความยั้งคิดไม่มากก็น้อย คนเมาเหล้าส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าเมา คิดว่าตัวเองยังมี สติ ดีอยู่ ก็จะนำไปสู่ความประมาทได้ แน่นอนว่าการดื่มเหล้าทำให้ขาดสติสัมปชัญญะไปช่วงหนึ่ง จึงอาจลืมเรื่องที่กำลังทุกข์อยู่ แต่พอสร่างเมาก็ต้องกลับมาทุกข์เหมือนเดิมอีกนั่นแหละ  ดังนั้นการกินเหล้าเพื่อให้ลืมความทุกข์จึงไม่ใช่ทางแก้ที่ถูกต้อง ยิ่งกินจนขาด สติ ยั้งคิด ก็จะทำให้เกิดทุกข์ตามมามากยิ่งขึ้น เกิดความเสียหายมากยิ่งขึ้น เกิดความเสียหายมากยิ่งขึ้น กลายเป็นทุกข์ซ้อนทุกข์   พระอาจารย์มานพ  อุปสโม : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ Secret Magazine (Thailand) Photo by […]

Dhamma Daily : รายได้ไม่เพียงพอ กับค่าใช้จ่าย ทำอย่างไรดี

รายได้ไม่เพียงพอในการชำระหนี้สิน เป็นปัญหาของหลายคนในสังคมวัตถุนิยมในปัจจุบัน จึงทำให้เกิดความเครียดเรื่อง ค่าใช้จ่าย และรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในชีวิต

Dhamma Daily : การเวียนว่ายตายเกิด มีอยู่จริงหรือไม่

ถาม : การเวียนว่ายตายเกิด มีอยู่จริงหรือไม่ ท่าน ว. วชิรเมธี ได้ตอบปัญหาไว้ดังนี้ ตอบ : คำถามอมตะแบบนี้มีคนถามและคนตอบใน “มิลินทปัญหา” ดังนี้ 1.สังสารวัฏคืออะไร พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน สังสารวัฏได้แก่อะไร พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร ได้แก่ การเวียนเกิดเวียนตาย พระเจ้ามิลินท์ : เธอจงหาตัวอย่างมาเปรียบให้ฟัง พระนาคเสน : เหมือนชาวสวนผู้หนึ่งปลูกมะม่วงไว้ ครั้นเกิดผลก็เก็บมารับประทาน เสร็จแล้วเอาเมล็ดมะม่วงนั้นเพาะปลูกต่อไป ถึงคราวเกิดผลอีกก็เก็บมารับประทาน แล้วปลูกใหม่ต่อ ๆ ไปอีก ขอถวายพระพร ธรรมดาของชาวสวนย่อมเป็นอยู่เช่นนี้มิใช่หรือ พระเจ้ามิลินท์ : ใช่สิเธอ ด้วยว่าปรกติชองชาวสวนย่อมหมั่นเพาะหมั่นปลูกพืชพันธุ์หมุนเวียนอยู่เช่นนี้แล พระนาคเสน : ขอถวายพระพร สังสารวัฏก็มีอาการหมุนเวียนเช่นนั้นเหมือนกัน คือนับแต่เราเกิดมา เราก็ตั้งต้นเพาะความดีความชั่วเป็นตัวบุญ – บาปขึ้น เมื่อเราเพาะความดีความชั่วอันเป็นเหตุขึ้นแล้ว เราก็ต้องรับผลของความดีความชั่วนั้น แต่จะช้าหรือเร็ว สุดแต่อำนาจบุญ – บาป ผลนั้นแลจูงใจให้เราเพาะเหตุต่อไปอีก เหมือนผู้ที่ได้รับประทานผลมะม่วงแล้วเพาะเมล็ดมะม่วงนั้นขึ้นใหม่ต่อไปฉะนั้น […]

Dhamma Daily : ปัญหาโลกแตกของ คนโลกสวย อยากเห็นธรรม แต่ไม่อยากเห็นทุกข์ ทำอย่างไรดี

พระอาจารย์คะ หนูเกลียดความทุกข์มาก ไม่ชอบเผชิญหน้ากับมันเลย แต่พระพุทธศาสนาสอนว่า “ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม”หนูอยากเห็นธรรม แต่ไม่อยากเห็นทุกข์…จะได้ไหมคะ

Dhamma Daily : ดิฉันสงสัยในคำสอนว่าเราไม่ควร ยึดติด ทั้งความสุข ความทุกข์ หรืออารมณ์ เช่นนั้นชีวิตคงจะราบเรียบมาก

Dhamma Daily : ดิฉันสงสัยในคำสอนว่าเราไม่ควรยึดติด ทั้งความสุข ความทุกข์ หรืออารมณ์ เช่นนั้นชีวิตคงจะราบเรียบมาก ถาม: ดิฉันสงสัยเกี่ยวกับคำสอนที่ว่าคนเราไม่ควร ยึดติด ตัวเรา ตัวตนของเรา ไม่ควรยึดติดความสุข ความทุกข์ หรือยึดติดในอารมณ์ใดๆ และไม่ควรมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งใดให้มาก ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ชีวิตคงจะราบเรียบมาก แล้วเราจะเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไรกันคะ ตอบ: คำสอนเรื่อง “การไม่ยึดติด” นั้นเป็นคำสอนขั้นลึกของพุทธศาสนา ถ้าหากคนไม่เข้าใจความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการสอนเรื่องนี้ก็จะปฏิบัติไม่ถูก พอปฏิบัติไม่ถูก แทนที่จะมีความสุขก็อาจจะมีความทุกข์ หรือไม่เช่นนั้นก็อาจมองเห็นไปว่าคำสอนเรื่องนี้ไม่น่าจะดีหรือไม่น่าจะมีประโยชน์ เบื้องต้นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ทำไมท่านจึงสอนให้ไม่ยึดติด คำตอบก็เพราะว่า ทุกความ ยึดติด จะมีผลข้างเคียงเป็นความทุกข์เสมอ ถามต่อไปว่า ทำไมจึงสอนให้ไม่ยึดติด คำตอบก็เพราะว่า ธรรมชาติของสิ่งต่างๆ นั้นมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ใครไป ยึดติด เข้า พอสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป ก็จะทุกข์เป็นธรรมดา ยกตัวอย่างง่ายๆ คนที่มียศ ทรัพย์ อำนาจ ชื่อเสียง บริวาร แล้วยึดติดว่าสิ่งนี้จะอยู่กับตัวเองไปตลอดเวลา แต่วันหนึ่งพอถูกถอดยศ กลายเป็นคนเคยรวย พอชื่อเสียงเริ่มลดลง พอบริวารหดหาย  จิตใจที่ยึดติดก็จะรับความจริงไม่ได้ ครั้นไม่ยอมรับความจริงคือความเปลี่ยนแปลงเท่านั้นแหละ ความทุกข์ตรมขมไหม้ก็ตามมา แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามีความเข้าใจว่ายศ ทรัพย์อำนาจ ชื่อเสียง บริวารเป็น “อนิจจัง” เกิดขึ้น ดำรงอยู่ แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา เมื่อสิ่งเหล่านี้แสดงความไม่จีรังให้เห็น แทนที่จะทุกข์เพราะหลงยึดติดก็กลับกลายเป็นว่าสามารถยอมรับความจริงได้ ไม่ทุกข์ ยิ้มรับความผันผวนปรวนแปรได้อย่างสงบ และไม่ตีโพยตีพายมองดูความเปลี่ยนแปลงด้วยความเข้าใจเหมือนคนที่ยืนมองดูน้ำไหลอยู่บนตลิ่ง ไม่นึกเสียดายน้ำที่ไหลผ่านไปแม้จะมากมายเพียงไหนก็รู้สึกเฉยๆ คนที่เข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่งว่าตกอยู่ภายใต้กระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงนั้น จะเป็นคนที่ไม่ยึดติดกับอะไร แต่คำว่า “ไม่ยึดติดกับอะไร” ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ต้องมีอะไร ตรงกันข้าม เขายังคงมี ยังคงเกี่ยวข้องกับยศ ทรัพย์ อำนาจ ชื่อเสียง บริวาร บ้าน รถ ครอบครัว ลูก เมีย สมบัติข้าวปลา อาหาร เสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับ เหมือนคนทั่วไป เพียงแต่ว่าเขาเกี่ยวข้องอย่างคนที่ “รู้เท่าทัน” เปรียบเหมือนคนที่กินปลาทูโดยรู้อยู่ว่าปลาทูนั้นมีก้าง แต่ไม่ยอมให้ก้างตำคอ ตำมือ เพราะเขา “รู้เท่าทัน” มันเสียแล้วนั่นเอง ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ที่ท่านสอนให้ไม่ยึดติดก็เพราะเราไม่อาจยึดอะไรเอาไว้ได้อย่างถาวร ที่ไม่อาจยึดเอาไว้ได้อย่างถาวรก็เพราะสิ่งต่างๆ ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความเปลี่ยนแปลง (อนิจจตา) การไม่ยึดติดไม่ได้หมายความว่าไม่มี ไม่ใช้ ไม่เกี่ยวข้องแต่ยังคงมี ยังคงใช้ ยังคงเกี่ยวข้อง แต่เป็นการมีใช้และเกี่ยวข้องอย่างคนที่มีปัญญา ไม่หลง ไม่ยึดติดอีกต่อไปแล้ว เขาใช้ของเหล่านั้นอย่างคนที่ใช้ไฟฉายสำหรับส่องทาง พอใช้เสร็จก็วาง ไม่ยึดไว้ ถือไว้ตลอดเวลา จำกันง่ายๆ ว่า “สรรพสิ่งคือของใช้  อย่าเข้าใจว่าเป็นของฉัน” ส่วนการไม่ยึดติดจะทำให้ชีวิตจืดหรือไม่ คำตอบก็คือเปล่าเลย ตรงกันข้าม คนที่ไม่ยึดติดเพราะรู้ทันความจริงของสิ่งต่างๆ นั้น กลับมีชีวิตที่มีชีวาอย่างยิ่ง มีความสุขความเจริญอย่า1งยิ่งเพราะไม่ว่าจะพบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงครองเป็นปกติอยู่ได้ ยังคงยิ้มได้ ไม่ทุกข์ ไม่ห่อเหี่ยว ไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาสิ้นหวัง หดหู่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ยิ้มรับอย่างมีชีวิตชีวาได้เสมอ ไม่ว่าเขาจะมี จะเป็น จะบริโภค จะเผชิญกับอะไรก็ตามเขาก็รู้เท่ารู้ทัน ปล่อยลง ปลงได้ ชีวิตจึงไม่หวั่นไหวกับอะไรง่ายๆ พอปฏิบัติอย่างนี้ได้ ก็ยิ่งมีความสุขความเจริญ ไม่ใช่กลายเป็นคนเฉยๆ อย่างที่เข้าใจกันมาแต่อย่างไร ลองดูพระ-พุทธเจ้าสิ ท่านไม่ยึดติดอะไรเลย แต่ถามว่าพระองค์มีความสุขไหม คำสอนเรื่องการไม่ยึดติดนั้นต้องใช้ปัญญาจึงจะปฏิบัติได้ถูกต้อง หากปราศจากปัญญา พอทำท่าว่าจะไม่ยึดติดก็อาจจะกลายเป็นการ “ยึดติด” ในความ “ไม่ยึดติด” ก็เป็นได้   ธรรมะจากพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา ภาพ :  www.pexels.com หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม […]

Dhamma Daily : ไข ปัญหาธรรมะ กับเรื่องของหัวใจ โดย พระครูธรรมธร ดร.สาคร สุวฑฺฒโน

ไข ปัญหาธรรมะ กับเรื่องของหัวใจ – พระครูธรรมธร ดร.สาคร สุวฑฺฒโน พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา ท ถาม : แฟนบวชเป็นพระ แต่เรามักจะลืมตัวยิ้มให้ ต้องทําอย่างไรดีคะ จะคุยด้วยได้ไหม ฝ ตอบ : การยิ้มแย้มเป็นสิ่งที่ดี แต่หากยิ้มเพื่อสื่อความหมายอื่นอาจเป็นการเพิ่มกิเลสให้พระ เราก็จะบาป แต่ถ้ายิ้มเพื่อให้กําลังใจนั้นไม่เป็นไร เพราะเป็นการยิ้มจากใจโดยปราศจากมลทิน ม การพูดคุยหรือยิ้มให้พระนั้นทําได้ด้วยกิริยาอันสํารวม แต่ไม่ควรคิดว่าตัวเองเป็นแฟน ควรคุยในฐานะที่ตัวเองเป็นโยมท่านหนึ่งที่มีความศรัทธาและส่งเสริมให้ท่านไปในทางที่เจริญดีงาม ซึ่งไม่ควรคิดเกินเลยไปมากกว่านั้นจะเป็นบาป ………………………………………… ถาม : ทําไมจึงเชื่อว่าต้องบวชก่อนเบียด 1 ตอบ : ความเชื่อของคนไทยถือปฏิบัติแบบนี้มาช้านานแล้วว่า หากลูกผู้ชายไม่ได้บวชอย่าเพิ่งแต่งงาน เพราะการบวชนั้นคือการทดแทนพระคุณของบิดามารดา ซึ่งการอุปสมบทในทางพระพุทธศาสนานั้นถือว่าได้อานิสงส์บุญบารมีสูงสุด เป็นการออกจากกามไปสู่การรักษาศีลปฏิบัติธรรมขั้นสูง ดังนั้นก่อนเบียดหรือก่อนแต่งงานควรต้องบวช ไม่เช่นนั้นบุญทั้งหลายจะไม่ถึงพ่อแม่ ………………………………………… ถาม : ทําบุญชาตินี้ ชาติหน้าจะได้เกิดมาคู่กัน แล้วถ้ามีแฟนต่างศาสนาจะทําอย่างไร 2 ตอบ : การเกิดมาคู่กันนั้น ทางพระพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า 1. ชาติก่อนเคยทําบุญร่วมกันมา […]

Dhamma Daily : วันไนท์สแตนด์ หรือความสัมพันธ์ชั่วคืน ถือเป็นบาปไหมครับ

Dhamma Daily : วันไนท์สแตนด์ หรือความสัมพันธ์ชั่วคืน ถือเป็นบาปไหมครับ วันไนท์สแตนด์ (one-night stand) เรื่องนี้เป็นการตอบสนองทางกามารมณ์ล้วน ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความรักเลย เป็นเพียงการตอบสนองตัณหา ความใคร่ หรืออาจเรียกว่าเป็นการตอบสนองความเอร็ดอร่อย ทางกาย ตา หู จมูก ลิ้น นั่นแหละ 1 สังเกตไหมว่าสุขทุกข์ของคนมักเกิดขึ้นจากการตอบสนองความใคร่หรือความอยากทั้งนั้น ถ้าอยากแล้วได้รับการตอบสนองสมอยาก เราก็เรียกสิ่งนั้นว่าความสุข แต่ถ้าไม่ได้รับการตอบสนองให้สมอยาก เราก็เรียกว่าความทุกข์ 2 ส่วนวันไนท์สแตนด์นั้นเกิดจากการไม่ได้ตั้งความอยากในปริมาณที่มากหรือยาวนานเพียงพอ เจอกันเพียงชั่วครู่ชั่วยาม เห็นว่าเขาเท่ดีหล่อดีบ้าง น่ารักดีสวยดีบ้าง แล้วต่างฝ่ายต่างก็ลุยเลย เมื่อความใคร่ไม่ได้ถูกสั่งสมให้ยาวนานเพียงพอแล้วได้รับการตอบสนอง จิตใจของเราก็จะคิดว่า “อ๋อ! แค่นี้เองเหรอ ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลยไปดีกว่า” นี่แหละที่เขาเรียกว่ากามารมณ์ 3 ถือว่าบาปไหม ก็ต้องดูที่เงื่อนไขของสังคมด้วย เดิมวันไนท์สแตนด์มาจากสังคมฝรั่งที่เขาถือกันว่าทุกคนเป็นอิสรชน ซึ่งหมายรวมถึงอิสระในการเสพเพศรสด้วย แต่ถึงอย่างนั้นบ้านเขาก็มีกฎเกณฑ์ว่า ถ้าเขาค้นหาตัวจริงเจอและตัดสินใจจัดพิธีแต่งงานอันศักดิ์สิทธิ์ภายใต้สายพระเนตร พระกรรณของพระผู้เป็นเจ้าของเขาเมื่อไหร่ เขาก็พร้อมจะรักกันชั่วฟ้าดินสลาย ไม่มีการนอกใจซึ่งถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่สังคมประณามหยามเหยียดรุนแรง 4 ย้อนกลับมาดูบ้านเราบ้าง สังคมเราเป็นสังคมรอยต่อที่รับวัฒนธรรมฝรั่งเข้ามามากโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยสภาพสังคมซับซ้อนมากขึ้นและเครื่องตรวจสอบของสังคมก็กําลังถดถอยลง จึงทําให้มีนักเรียนนักศึกษาบางกลุ่มคิดว่าการอยู่ร่วมห้องกับแฟนหรือคนรักไม่ใช่เรื่องแปลกผิดอะไร ใคร […]

Dhamma Daily : พระอาจารย์มานพ อุปสโม ตอบปัญหาเกี่ยวกับ การปฏิบัติธรรม

Dhamma Daily : พระอาจารย์มานพ อุปสโม ตอบปัญหาเกี่ยวกับ การปฏิบัติธรรม ซีเคร็ต ได้รวบรวมการตอบปัญหาเกี่ยวกับ การปฏิบัติธรรม ของพระอาจารย์มานพ อุปสโม ไว้ดังนี้ 1 ถาม : ตอนไปปฏิบัติธรรมมีกฎให้ปิดวาจา อยากทราบความหมายของคําว่า ปิดวาจา หมายถึงไม่พูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ ไม่น่าจะหมายความว่าห้ามพูดโดยเด็ดขาด ไม่ทราบว่าเข้าใจถูกหรือไม่คะ 2 ตอบ : ปิดก็คือไม่เปิด ปิดวาจาก็คืองดพูด เพราะว่าพูดแล้วอาจเกิดปัญหา คนเราเวลาพูดกันไม่ได้คุยกันแต่เรื่องของสองคน มักจะพาดพิงถึงคนอื่น เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา ถือเป็นการส่งจิตออก ทําให้จิตว้าวุ่น ขณะเดียวกันคนสองคนคุยกันก็มีปัญหาได้ คือชอบใจบ้าง ไม่ชอบใจบ้าง การคุยกันจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อการกระทําความเพียร จึงควรงดคุย คนสองคนก็ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกัน แต่จริง ๆ แล้วพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้สรรเสริญการงดพูดโดยเด็ดขาด สมัยที่พระพุทธเจ้าทรงดํารงพระชนม์ชีพอยู่ มีพระสงฆ์ไปจําพรรษาร่วมกันหลายรูปในป่าโดยตั้งกติกาไม่คุยกัน ยกเว้นกรณีที่อุบาสกอุบาสิกาถาม เมื่อไปบิณฑบาต พระจะอมน้ำ ถ้าโยมไม่ถามก็จะอมอยู่อย่างนั้น ถ้าโยมถามก็กลืนน้ำแล้วตอบ เมื่อถึงวันพระพระก็จะมาพบกันครั้งหนึ่ง แต่ผลคือ มีพระรูปหนึ่งหาย ก็สอบถามกันว่าไปไหน […]

Dhamma Daily : ทำอย่างไรให้ จิตว่างในขณะทำงาน

Dhamma Daily : ทำอย่างไรให้ จิตว่างในขณะทำงาน เรื่องว่าด้วยการทำให้ จิตว่างในขณะทำงาน เข้าใจว่า จิตว่างเป็นสภาวะหนึ่งของพระนิพพาน เป็นสภาวะหนึ่งของการเห็นธรรม และทำให้บรรลุธรรมได้ ปัญหาธรรมข้อนี้นับว่าเป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนิชนทั้งหลาย และเป็นโอกาสดีที่ พระโพธินันทะ  มาแสดงธรรมที่สำนักพิมพ์อมรินทร์พอดี ซีเคร็ตจึงขอความกรุณาจากท่าน เป็นพระอาจารย์ผู้ตอบปัญหาธรรมในข้อนี้ เพื่อความสุขทางธรรมแด่ชนทั้งหลาย คำถาม  ทราบว่า จิตว่างเป็นเรื่องดีต่อการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงความพ้นทุกข์ จึงอยากทราบว่า เราจะทำอย่างไรให้จิตของเราว่างได้ในขณะที่กำลังทำงาน เพราะการทำงาน จิตมักจดจ่อกับงาน และมีอารมณ์ที่แปรปรวน เพราะงานและคนร่วมงานเสมอ      ตอบ  ปฏิบัติเพื่อการงานในชีวิตประจำวัน ขอเพียงปฏิบัติในหลักของไตรสิกขา อธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา พระพุทธองค์ทรงอุปมาว่าเหมือนโคแม่ลูกอ่อนเล็มหญ้าแล้วชำเลืองมองดูลูกน้อย อธิศีล อธิจิต และ อธิปัญญา สามารถปฏิบัติได้ในเรื่องของการงาน การงานกับการปฏิบัติก็เป็นสิ่งเดียวกัน วิธีการก็คือ โคแม่ลูกอ่อนเล็มหญ้า แล้วชำเลืองมองดูลูกน้อย แม่โคเล็มหญ้าไป เหลียวมองดูลูกไป เราทำการงานในชีวิตประจำวันก็มองดูจิตไปด้วย ใจของเราคือธรรมะ หรือสัจจะ   เราสามารถปฏิบัติได้ในทุกการงานที่เราทำอยู่ ถ้าเรารู้จักวิธีที่จะพัฒนา ทุกครั้งที่เรามองดูใจ ความคิดมันก็จะหายไป ใจมันจึงว่าง […]

Dhamma Daily : เราสามารถชดใช้ กรรมเวร ที่มีติดตัวมาในชาตินี้ได้หมดสิ้นโดยเร็วหรือไม่

ถาม  :  กรรมเวร ที่มีติดตัวมาในชาตินี้   จะสามารถชดใช้ให้หมดสิ้นในชาติหนึ่งหรือไม่?    ถ้าไม่สร้างกรรมเวรใหม่    และมีวิธีใดจะชดใช้ให้หมดสิ้นไปโดยเร็วในชาติหนึ่งๆ พระอาจารย์เปลี่ยน    ปัญญาปทีโป ได้ไขปัญหาธรรมดังนี้ ตอบ  :  โอ้ ญาติโยม    เรื่องกรรมเรื่องเวรเนี่ย    ปัญหานี้อาตมาไม่อยากให้คิดจะดีกว่า    อยากให้มุ่งสร้างความดีเลยปฏิบัติดีไปเลย กรรมเวรที่สร้างมาทุกภพทุกชาตินี้     มีมากมายก่ายกองอย่าไปคิดถึงมัน    ครูบาอาจารย์ทุกองค์เนี่ย    อาตมาถามท่าน    ถ้าเราว่าจะใช้ให้มันหมดเนี่ย    มันเล่นงานเราทีเดียวเลยนะโยม    เล่นงานให้เจ็บป่วยเลย    มันรุมใส่เลย    เหมือนเราปฏิบัติเร่งเดินจงกรม เร่งนั่งภาวนา    เร่งปฏิบัติ    ขันธ์มารในร่างกาย    ก็มีการเจ็บป่วยเป็นหวัดเป็นไอเป็นไข้รบกวน    มันไม่อยากให้เราพ้นทุกข์    นี่ก็อย่างหนึ่งมันเป็นมาร    ทีนี้ถ้าเรานึกว่ากรรมเวรทั้งหลาย    ทุกชาติที่ทำมาขอจะใช้ ให้มันหมดชาตินี้    มันรุมจนโยมลุกไม่ได้แน่    อย่าไปคิดเลยเรื่องอย่างนี้    รีบพากันทำความดีไปเลย    กรรมที่ไม่ดีที่มันจองเวรจองผลาญกัน    ที่มันผูกเวรผูกพยาบาท    หยุดเลยหยุดเลย พระพุทธเจ้าจึงสอน    เวรย่อมไม่ระงับด้วยการผูกเวรเอาไว้ ก็เหมือนเราไปผิดกันโกรธกันเนี่ย    แล้วก็ไปเข้าหากันเลยคุยกันให้เลิกไม่มีเวรต่อกันไปเลยดีกว่า    หรือใครเป็นเวรเป็นกรรมกับพ่อกับแม่ทำไม่ดีกับพ่อกับแม่    ก็รีบเข้าไปหาเลยยอมรับผิด    ลูกทำผิดลูกไม่ดี    ให้อโหสิกรรมกันตั้งแต่มีชีวิตอยู่ดีที่สุด     กับเพื่อนกับฝูงเหมือนกันถ้าเราทำผิดอะไรรีบเข้าไปแก้ไขเลย   ให้มันสิ้นในชาตินี้อย่าให้มันผูกต่อไปข้างหน้า    มันก็หมดเวรหมดกรรมไป   ทีนี้กรรมเวรแต่ชาติอดีต    เราทำบุญทำกุศลทำความดีอะไร    รักษาศีล ภาวนา    […]

Dhamma Daily: กรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศล จะถึงผู้รับได้จริง ๆ ไหม

Dhamma Daily: กรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศล จะถึงผู้รับได้จริง ๆ ไหม พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ตอบปัญหานี้ไว้ว่า กรวดน้ำ ไม่ถึงผู้รับหรอก กรวดน้ำบริเวณไหน น้ำก็ซึมอยู่แค่บริเวณนั้น เพราะสาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่น้ำ แต่อยู่ที่บุญที่ทำ เมื่อทำบุญแล้ว ได้บุญแล้ว

Dhamma Daily : ศีลข้อที่สาม ที่ให้ละเว้นการประพฤติผิดทางกามครอบคลุมเรื่องใดบ้าง

Dhamma Daily : ศีลข้อที่สาม ที่ให้ละเว้นการประพฤติผิดทางกามครอบคลุมเรื่องใดบ้าง ถาม: ศีลข้อที่สาม ที่ให้ละเว้นการประพฤติผิดทางกามครอบคลุมเรื่องใดบ้างขอรับพระอาจารย์ ตอบ: ศีลข้อกาเมฯนั้น พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงเรื่องการล่วงละเมิดกับเพศตรงข้ามที่มีเจ้าของ คือเรื่องสามีกับภรรยาโดยตรงเลย เพราะว่าการผิดลูกผิดเมียทำให้คู่ครองต้องเป็นทุกข์ พ่อแม่และลูกก็พลอยเป็นทุกข์ โดยการล่วงกรรมบถที่ครบองค์ ๔ ของกาเมสุมิจฉาจารนั้นประกอบไปด้วย หนึ่ง อคมนิยวตฺถุ มีคนที่เราจะล่วงละเมิดคือผัวเมียคนอื่น สอง ตสฺมึ เสวนจิตฺตํ เรามีจิตคิดจะผิดลูกเมียเขา สาม ปโยโค เรามีความพยายามที่จะประพฤติผิดกับลูกเมียเขา และสี่ มคฺเคน มคฺคปฏิปตฺติอธิวาสนํ เรามีความยินดีที่ได้ทำอย่างนั้น   ธรรมะจากพระอาจารย์มานพ อุปสโม : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา Photo by Zoltan Kovacs on Unsplash หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ [email protected] บทความน่าสนใจ Dhamma Daily: […]

เป็นทุกข์ เพราะไม่อยากมีลูก แต่คุณแม่อยากอุ้มหลาน [Dhamma Daily]

ดิฉันไม่อยากมีลูกเพราะไม่อยากมีบ่วง  แต่แม่ของดิฉันน้อยใจและเป็นทุกข์  เพราะท่านอยากอุ้มหลาน ดิฉันในฐานะที่เป็นลูกควรจะวางตัวอย่างไรคะ

Dhamma Daily : จะมีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดความเหงาได้ไหม

Dhamma Daily : จะมีวิธีป้องกันไม่ให้เกิด ความเหงา ได้ไหม ทำอย่างไรไม่ให้ ความเหงา มันเกิดขึ้น เมื่อมี ความเหงา แล้วมันทรมาน มันว่างเปล่า เหมือนเราไม่เหลือใคร เราควรทำอย่างไรดี หรือมีวิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิด ความเหงา ได้ไหม ถาม: อย่างนี้เราจะมีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดความ เหงา ได้ไหมคะ ตอบ: เราก็ต้องไม่ให้เกิดโมหะเลย โดยการมี “สติ” เพราะสติเป็นเครื่องรู้ เครื่องตื่น เครื่องเบิกบาน เมื่อเรามีสติ จิตตื่น กายตื่นแล้ว เราจะเหงาได้อย่างไร ความซึมเศร้าเหงาหงอย เปล่าเปลี่ยวเดียวดายก็จะหมดไป ดังนั้น คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ฝึกสติ จึงเหงาอยู่ตลอดเวลา ส่วนคนที่มาเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมจะไม่เหงา เพราะทุกการกระทำ ยืน เดิน นั่ง นอน จะมีสติเป็นเพื่อน คำว่าเหงาก็จะไม่มีอีกต่อไป หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ […]

Dhamma Daily : จูนทัศนคติ อย่างไร เมื่อพ่อแม่หัวโบราณแต่ลูกหัวสมัยใหม่

ทัศนคติ มีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ โดยเฉพาะคนในครอบครัวต่างเพศต่างวัย เช่น ถ้าพ่อแม่หัวโบราณแต่ลูกหัวสมัยใหม่ ควรทำอย่างไรดี

Dhamma Daily: อยู่กินก่อนแต่ง ในความปกครองของพ่อแม่ ผิดศีลไหม

การ อยู่กินก่อนแต่ง สำหรับสังคมสมัยนี้ มันก็ดีในเรื่องของการได้เรียนรู้พฤติกรรมของกันและกัน ทว่าในทางพระพุทธศาสนาจะเป็นอย่างไร ลองหาคำตอบจากพระอาจารย์กันค่ะ

Dhamma Daily : คุณครูเกรงจะอธิบาย คำสอนของพระพุทธเจ้า ผิดเพี้ยน

Dhamma Daily : คุณครูเกรงจะอธิบาย คำสอนของพระพุทธเจ้า ผิดเพี้ยน ถาม : ดิฉันเป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เวลาสอนมักจะสอดแทรกธรรมะและ คำสอนของพระพุทธเจ้า เข้าไปด้วยเสมอ แต่มีบางเรื่องที่อธิบายให้เด็กชั้นประถมเข้าใจได้ยาก อย่างการอธิบายคำว่า “โสดาบัน” ดิฉันจึงอธิบายให้เด็กฟังว่า มนุษย์เราต้องเรียนวิชาความรู้ 2 ประเภท ประเภทที่ 1 คือ ความรู้ทางโลกที่นำไปประกอบอาชีพ และอีกประเภทคือ ความรู้ทางธรรมที่นำไปใช้ในการดำเนินชีวิตให้มีความทุกข์น้อยที่สุด โดยความรู้ทางธรรมนี้เรามีพระพุทธเจ้าเป็นอาจารย์ใหญ่ ความรู้ทางโลกแบ่งเป็นระดับอย่างประถมศึกษา มัธยมศึกษา ปริญญาตรี โท เอก แต่ในทางธรรมแบ่งออกเป็น 4 ระดับ คือ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และพระอรหันต์ พร้อมกับอธิบายว่า พระอัญญาโกณฑัญญะเมื่อฟังธรรมของพระพุทธเจ้าก็จบระดับที่ 1 ทันที การอธิบายเช่นนี้เท่ากับดิฉันทำให้คำสอนของพระพุทธเจ้าผิดเพี้ยนไปหรือไม่คะ พระอาจารย์วิชิต ธมฺมชิโต ได้ตอบปัญหาไว้ดังนี้ ตอบ : การพยายามอุปมาหาคำอธิบายเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจเป็นหน้าที่ของผู้เป็นครูโดยตรงอยู่แล้ว แม้พระศาสดาเองก็ทรงทำเช่นนี้ ยิ่งเมื่อผู้ฟังยังเป็นเด็ก ยังใหม่ต่อธรรมะ และอยู่ในยุคสมัยที่ห่างไกลจากพุทธกาลมาก […]

keyboard_arrow_up