เมื่อแม่และสามีของตัวเองมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง จะออกจากทุกข์ครั้งนี้อย่างไร?

แม่และสามีของดิฉันมีความ สัมพันธ์ลึกซึ้ง อีกทั้งยังสอนให้ลูกแท้ๆ เกลียดดิฉัน ทุกข์ใจเหลือเกิน จะดำเนินชีวิตต่อไปข้างหน้าเพื่ออะไร

ปัญหาธรรมประจำวันนี้: ตัดใจจากคนรักอย่างไรดี ?

แม้ว่าการ ตัดใจ จะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่เมื่ออีกฝ่ายหมดรักและเดินจากไปแล้ว เราจะต้องหันกลับมามองตัวเอง มองโลกให้กว้างๆและก้าวต่อไปข้างหน้า

“กรวดน้ำ” หนทางแห่งกุศล …ไม่มีประมาณ

แม้คนตายจะตายไปแล้ว แต่การทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ เป็นคุณธรรมของคนที่ยังอยู่ ส่วนผู้รับจะได้รับหรือไม่นั้น ตามหลักพุทธศาสนาท่านไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ได้ทำบุญ แล้วมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

ปัญหาธรรมประจำวันนี้: ภัยพิบัติ ป้องกันด้วยการแผ่เมตตาได้หรือไม่

ขณะนี้หลายจังหวัดในภาคใต้ของไทยกำลังประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ ซีเคร็ตจึงขอนำข้อคิดเกี่ยวกับเรื่อง ภัยพิบัติ ทางธรรมชาติ จากพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญมาฝาก

วิจารณ์พระ ว่าสอนผิด เป็นบาปหรือไม่?

สมัยนี้คนเรามีปัญญามากขึ้น จึงมักศึกษาธรรมะจากพระไตรปิฎก แล้วตัดสินว่าพระรูปนั้นรูปนี้สอนผิด การ วิจารณ์พระ ในรูปแบบนี้ ถือว่าบาปไหม

Dhamma Daily : ปกติคนเรากินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร แล้วจะรักษา ศีลข้อหนึ่ง ได้อย่างไร

Dhamma Daily : โดยปกติ คนเราจะต้องกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร แล้วจะรักษา ศีลข้อหนึ่ง ได้อย่างไร ถาม: พระอาจารย์ขอรับ โดยปกติคนเราจะต้องกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร แล้วจะรักษาศีลข้อหนึ่งได้อย่างไร ตอบ: ถ้าจะรักษาศีลข้อนี้ก็ต้องไม่ฆ่าสัตว์ โดยต้องดูว่าเป็นสัตว์เป็นหรือสัตว์ตาย ต้องดูว่าเรามีเจตนาฆ่าหรือเปล่า คือถ้าซื้อสัตว์เป็นมาฆ่าทำอาหารเป็นปาณาติบาต ถ้าซื้อสัตว์ตายมาทำก็ไม่เป็นปาณาติบาต นอกจากนั้นก็ยังต้องพิจารณาด้วยว่าครบองค์ ๕ ซึ่งประกอบด้วย หนึ่ง ปาโณ สัตว์นั้นยังมีชีวิตอยู่ สอง ปาณสญฺญิตา เรารู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต สาม วธกจิตฺตํ เรามีจิตคิดจะฆ่า สี่ อุปกฺกโม เราพยายามเพื่อจะฆ่า ห้า เตน มรณํ สัตว์นั้นตายเพราะความพยายามนั้นๆ ถ้าครบทั้งหมดก็ถือเป็นปาณาติบาต ถาม: ถ้าเช่นนั้นคนที่มีอาชีพฆ่าสัตว์ก็ต้องรับบาปข้อนี้ไปเต็มๆ สิขอรับ ทั้งๆ ที่เขาประกอบอาชีพสุจริต ตอบ: ถ้าเราฆ่าสัตว์จะเป็นอาชีพหรือไม่ก็ผิดศีล เป็นปาณาติบาตทั้งหมด แต่ถ้าเราไม่ได้ฆ่ามากินหรือไม่ได้จงใจฆ่าเพื่อเอาชีวิต มันก็ไม่ถือเป็นปาณาติบาต ซึ่งจะแตกต่างจากคนที่เป็นตำรวจหรือทหารที่มีหน้าที่ดูแลปกป้องประเทศ เมื่อมีข้าศึกมาก็ต้องป้องกันแผ่นดิน บางครั้งจึงอาจเกิดความรุนแรงถึงขั้นฆ่าฟันกันอย่างนี้ถือว่าไม่มีเจตนาฆ่า แต่เป็นการทำตามหน้าที่ ดังนั้น การจะพิจารณาว่าผิดศีลหรือไม่จึงต้องดูที่เจตนาเป็นหลัก ถาม: […]

Dhamma Daily : หากเราเจริญสติได้เป็นอย่างดีแล้วจะมีโอกาสเป็น โรคอัลไซเมอร์ตอนชรา หรือไม่

Dhamma Daily : หากเราเจริญสติได้เป็นอย่างดีแล้วจะมีโอกาสเป็น โรคอัลไซเมอร์ตอนชรา หรือไม่ ถาม:  หากเราเจริญสติได้เป็นอย่างดีแล้วจะมีโอกาสเป็น โรคอัลไซเมอร์ตอนชรา หรือไม่ ตอบ: โรคอัลไซเมอร์คือโรคสมองฝ่อ ทำให้เราหลงลืม…ทีนี้สติสัมปชัญญะที่เราฝึกมีจุดมุ่งหมายคือ จะทำให้เราไม่หลงลืมในการระลึกถึงความรู้สึกแต่ละความรู้สึกของตัวเราเอง คือ ถ้าเราเจริญสติสัมปชัญญะทันความรู้สึกแล้ว เราจะไม่หลงลืมการตามดูตามรู้ความรู้สึก ส่วนลืมที่เป็นสมมุติบัญญัติ เช่น การลืมชื่อลืมหน้า อาจลืมได้ แต่ในเรื่องการลืมใส่ใจในปัจจุบันธรรมที่ปรากฏจะไม่ลืม อย่างพระอรหันต์เองท่านก็ไม่หลงลืม หลงลืมในที่นี้ไม่ใช่แบบที่เราหลงลืม ไม่ใช่ว่าพระอรหันต์ท่านต้องจำชื่อเราให้ได้ทั้งหมด อย่างวันนี้นิมนต์พระอรหันต์มาแสดงธรรมที่นี่ แล้วทุกคนมารายงานตัวว่าดิฉัน / ผมชื่อนี้ รายงานชื่อทุกๆ คนพร้อมกัน 100 คน ท่านจำไม่ได้ เพราะการจำเป็นเรื่องของสัญญาแต่ท่านไม่หลงลืมใส่ใจในปัจจุบันธรรมที่ปรากฏ คือถ้าใส่ใจทันท่านจะเห็นความเป็นจริงแล้วกิเลสไม่เกิด หากใส่ใจไม่ทัน จิตจะไปติดกับสมมุติบัญญัติ อนุพยัญชนะ เกิดการปรุงแต่งแล้วเกิดกิเลส ถ้าพระอรหันต์ต้องจำทุกอย่างได้ทั้งหมด ในการทำสังคายนาครั้งแรกที่ถ้ำสัตบรรณคูหา ทำไมต้องห้ามพระอรหันต์บางจำพวกเข้าประชุม มติของพระมหากัสสปะและคณะสงฆ์กล่าวว่า เราจะสังคายนาหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว 3 เดือน โดยพระที่จะเข้าสังคายนาต้องมีอภิญญาจิต1 พระอรหันต์ธรรมดาไม่เอา เพราะพระอรหันต์ธรรมดาไม่มีจิตพิเศษในการจำ ปัจจุบันเราถ่ายทอดข้อมูลลงซีดี แต่สมัยก่อนใช้วิธีการถ่ายทอดข้อมูลจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง ในครั้งนั้นจึงใช้จิตพิเศษของพระอรหันต์มาเป็นฮาร์ดดิสก์ในการจดจำข้อมูลแทน…ทีนี้พอแต่ละคนจำพระไตรปิฎกได้แล้วก็ตั้งตนเป็นอาจารย์สอนลูกศิษย์ ลูกศิษย์ก็จะถ่ายทอดและท่องจำกันมาเรื่อยๆสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   […]

Dhamma Daily: เมื่อ คนรักเปลี่ยนไป ยังฝังใจ ยากจะลืม

แม้ความรักจะสร้างความสุข แต่ก็ไม่เคยหยุดสร้างทุกข์ให้คนเรา โดยเฉพาะในยามที่อีกฝ่ายเปลี่ยนไป หรือมีปัญหาจนต้องเลิกรามักตามมาด้วยความเจ็บปวดเสมอ

Dhamma Daily : มีคนบอกว่า ทำบุญสลึงเดียว ได้บุญเท่ากับทำทีละล้านถ้าจิตบริสุทธิ์ จริงหรือไม่

ถาม: ที่มีคนบอกว่า ทำบุญสลึงเดียว ได้บุญเท่ากับทำทีละล้านถ้ามีจิตบริสุทธิ์นั้นจริงหรือคะ ตอบ: จริงสิ เพราะบุญมากหรือน้อยวัดกันที่เจตนา คนมีเงินเป็นร้อยล้านพันล้านถึงจะบริจาคทีละรถสิบล้อ เขาก็อาจจะรู้สึกเฉยๆถ้าเฉยละก็ไม่ค่อยได้บุญหรอกนะ ในขณะที่บางคนถวายผ้าเก่าๆผืนเดียว แต่มีค่ายิ่งกว่าเงินสิบล้านเป็นไหนๆ ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงพรามณ์ จูเฬกสาฎก (จู – เล – กะ – สา – ดก) และนางพราหมณีผู้เป็นภรรยา ทั้งคู่มีผ้าห่มผืนเดียวเพราะฉะนั้นตอนไปฟังธรรมก็ต้องผลัดกันไป ภรรยาไปตอนกลางวันแล้วก็กลับมาผลัดให้สามีไปตอนกลางคืน ทีนี้พอสามีฟังธรรมแล้วก็เกิดศรัทธาอยากถวายของแด่พระพุทธเจ้า แต่สำรวจดูจนทั่วก็ไม่มีอะไรอื่นที่พอจะถวายได้นอกจากผ้าที่ห่มอยู่แต่เพราะมีอยู่แค่ผืนเดียว พอคิดจะให้ปุ๊บ มัจฉริยะ คือความตระหนี่ก็เกิดปั๊บ มันแย้งขึ้นมาทันทีว่า “จะให้ได้อย่างไรเดี๋ยวตอนเช้าภรรยาจะเอาที่ไหนห่ม” ท่านว่าทานกับการรบนั้นเสมอกัน เพราะเมื่อมัจฉริยะเกิดจาคะ คือความเสียสละก็เกิดไม่ได้ จาคะกับมัจฉริยะจะรบกันจนตัวเราร้อนฉ่า พราหมณ์สามีสู้กับจิตใจตัวเองตั้งแต่หัวค่ำ ตอนยามที่หนึ่งและยามที่สองจิตคิดจะให้เกิดครั้งเดียว แต่จิตที่คิดจะไม่ให้เกิดเป็นพันครั้ง กระทั่งถึงยามที่สามจึงตัดสินใจได้เด็ดขาด นำผ้าผืนเดียวที่มีอยู่ไปถวายพระพุทธเจ้า พอถวายเสร็จด้วยความปีติพราหมณ์ก็เปล่งเสียงอุทานว่า “ชิตํ เม ชิตํ เม” (เราชนะแล้วๆ) วันนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลนั่งฟังธรรมอยู่ด้วยได้ยิน จึงให้คนไปถามว่าชนะอะไร พราหมณ์ก็ตอบว่า ไม่ได้ชนะอะไรหรอก แต่ชนะใจตัวเอง พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเกิดความเลื่อมใส จึงพระราชทานผ้าและทรัพย์สินให้พราหมณ์จำนวนมาก จากคนยากจนเข็ญใจจึงกลายเป็นคนมีอันจะกินในชั่วข้ามคืน […]

Dhamma Daily : สามีเป็นคนขี้โมโห หงุดหงิดง่ายจะมีวิธีจัดการอย่างไร

สามีเป็น คนขี้โมโห หงุดหงิดง่าย พระอาจารย์จะตอบวิธีแก้ไขและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าควรใช้วิธีจัดการอย่างไร ที่นี่มีคำตอบ

การปฏิบัติธรรมจะทำให้นิสัย ขี้บ่น ดีขึ้น พระอาจารย์ซึ่งปฏิบัติธรรมมานานแล้ว ก็จะไม่มีนิสัยขี้บ่นแล้วหรือคะ

Dhamma Daily : การปฏิบัติธรรมจะทำให้นิสัย ขี้บ่น ดีขึ้น พระอาจารย์ซึ่งปฏิบัติธรรมมานานแล้วก็จะไม่มีนิสัยขี้บ่นแล้วหรือ ถาม : ทราบมาว่าการปฏิบัติธรรมจะทำให้นิสัย ขี้บ่น ดีขึ้น พระอาจารย์ซึ่งปฏิบัติธรรมมานานแล้ว ก็จะไม่มีนิสัยขี้บ่นแล้วหรือคะ ตอบ : บ่นสิ (หัวเราะ) เวลาพระอาจารย์คิดถึงเรื่องน่าบ่นก็ยังบ่นอยู่ แต่ถ้าครั้งไหนดูใจของตัวเองทันก็จะละวางได้ ทำให้เลิกคิดและเลิกบ่นไป แต่ถ้าเราไม่รู้จักฝึกการดูใจดูกายของเราให้ดี มัวแต่อ้อนวอนขอพระสงฆ์องค์เจ้าช่วยให้หายทุกข์ หรือมัวแต่ตั้งจิตอธิษฐานขอให้นิสัยเหล่านี้หายไป อย่างนี้ก็ไม่ช่วยอะไร เพราะถ้ามีเหตุปัจจัยผ่านเข้ามา เราก็จะยังเกิดความโลภ โกรธ หลงอยู่ดี วิธีเดียวที่จะทำให้เราหายจากนิสัยไม่ดีคือ การฝึกวิปัสสนาได้แก่ สังเกตกายและใจ (ความคิด) จนรู้เท่าทันตัวเองวิธีเดียวเท่านั้น ถ้าไม่ทำวิธีนี้อย่างไรก็ไม่มีวันหาย หากไม่อยากหายก็เป็นกันต่อไป ถ้ายังอยากทุกข์ก็ปล่อยให้กิเลสเกิดต่อไป แต่ถ้าใครไม่อยากทุกข์ก็ต้องเข้ามาฝึกเจริญสติวิปัสสนากัน สิ่งเหล่านี้ต้องค่อยๆ ฝึกทีละเล็กทีละน้อย ฝึกรู้กายและใจฝึกเอาใจออกห่างจากเหตุปัจจัย เหมือนชายหนุ่มหญิงสาว ถ้าให้อยู่ไกลๆ กัน เริ่มไม่คิดถึงกัน สุดท้ายเดี๋ยวใจก็ออกห่างไปเอง จิตเราก็ไม่ต่างกัน ถ้าค่อยๆ เอาใจออกห่างจากสิ่งที่เราเบื่อเราชอบ – ไม่ชอบ เราอยากได้ – ไม่อยากได้ ก็จะดีขึ้น […]

Dhamma Daily : การต้องคอย ปรนนิบัติ คนในบ้านจะฉุดไม่ให้เข้านิพพานจริงหรือ

ถาม: ผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่มักรู้สึกว่าการต้องคอย ปรนนิบัติ ดูแลพ่อแม่ สามี ภรรยา และลูก จะฉุดไม่ให้เข้านิพพาน จริงหรือไม่ ตอบ: ไม่จริงเลย ความคิดเช่นนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะอะไรๆ ก็ขวางกั้นอะไรๆ ไม่ได้ อะไรๆ ก็เป็นอุปสรรคให้กับอะไรๆ ไม่ได้ ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคให้กับเราทั้งนั้น ทิฏฐิต่างหาก ความเห็นของเราต่างหากที่เป็นอุปสรรค เช่น สามี ภรรยา ทรัพย์สมบัติรถเบนซ์คันหนึ่งก็ยังอยู่อย่างนั้น จอดอยู่อย่างนั้น เงินในธนาคารก็อยู่อย่างนั้น ไม่สามารถนำมาร้อยรัดตัวเราได้ สรรพสิ่งทั้งหลายก็เป็นวัตถุชิ้นหนึ่ง ตั้งอยู่อย่างนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย แต่คนต่างหากที่มีมิจฉาทิฏฐิ ผูกโยงความคิดของตัวเองไปเกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งแล้วยึดมั่นถือมั่น สมมุติว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้มีค่ามีราคา แล้วนำไปจับไปทูนไว้ ว่าเป็นของของเรา หากมีความคิดเช่นนี้ ต้องให้เขาศึกษาธรรมะเรื่อยๆ แล้วจะพบว่าไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคขัดขวางเลย ยิ่งเห็นทุกข์ ยิ่งทำให้ใกล้ฝั่งพระนิพพาน เพราะถ้าได้เห็นทุกข์มากๆ จะทำให้ได้เห็นธรรมะที่แท้จริงเร็วขึ้น เช่น คนผิดหวังในความรัก หย่าขาดจากสามี ภรรยา หรืออกหักจากแฟน ไม่มีอะไรเป็นเครื่องรับประกันได้ว่าหากมีรักครั้งใหม่จะไม่พบทุกข์อีก เมื่อเขาทุกข์มากๆ เขาจะเห็นความไม่เป็นแก่นสาร จะเกิดความเบื่อหน่ายแล้วหันกลับมาแสวงหาหนทางหลุดพ้นทุกข์ จนเกิดปัญญาได้พบกับนิพพานเร็วขึ้น พูดง่ายๆ คือ ถ้าเข้าใจธรรมะ จะไม่ไปโทษเหตุปัจจัยภายนอก ไม่โทษสิ่งอื่น แต่จะหันกลับเข้ามาดูภายในใจตัวเอง ถ้าอยากเข้าถึงนิพพาน อย่าไปมองสิ่งอื่นเลย อย่าไปโทษสิ่งอื่นเลย อย่าไปโทษใครว่ามาคอยขัดขวาง เพราะถ้ายังมีความรู้สึกแบบนี้อยู่ จะไม่สามารถเข้าถึงนิพพานได้ แต่ถ้าไม่โทษสิ่งใดแล้ว จะเริ่มเห็นทางวิมุตติหลุดพ้น ก้าวหน้าทางธรรมได้สำเร็จในที่สุด ธรรมะจากพระอาจารย์มานพ อุปสโม : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา Photo by Priscilla Du Preez on Unsplash หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ Dhamma Daily : เคยทำผิดพลาดมาก่อนแต่กลับตัวได้ จะมีโอกาสเข้าถึง พระนิพพาน หรือไม่ การบวช ไม่ใช่หนทางเดียวสู่ มรรคผล นิพพาน ธรรมะจาก ท่าน ว.วชิรเมธี นิพพานเทียม สำหรับคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ  

Dhamma Daily : การเจริญภาวนา ทำให้ได้บุญจริงหรือ

ถาม : การเจริญภาวนา ทำให้ได้บุญจริงหรือ   ตอบ : เราต้องเข้าใจก่อนว่าบุญคืออะไร “บุญ” แปลว่าชำระ…ชำระกายวาจา ใจ ตามภาษาธรรมะเรียกว่า การชำระขันธสันดานให้บริสุทธิ์” อันไหนชำระกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์มากก็ได้บุญมากอันไหนชำระกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์น้อยก็ได้บุญน้อย ทีนี้เราต้องมาดูวิธีการทำบุญ พระพุทธองค์ได้แสดงการทำบุญไว้ 3 วิธี สำหรับชาวบ้านทั่วไป มีทาน ศีล และภาวนาส่วนพระจะใช้ศีล สมาธิ และปัญญา เพราะพระไม่มีอะไรจะบริจาคเป็นทาน มาดูเรื่องทานก่อน การ บริจาคทาน ช่วยชำระมัจฉริยะหรือความตระหนี่ถี่เหนียว ศีล จะชำระสิ่งที่จะเล็ดลอดออกมาทางกาย ทางวาจา ไม่ให้กายของเรากระทำผิด ไม่ให้วาจาของเราพูดผิด เช่น ไม่เอากายไปลักทรัพย์ ฆ่าสัตว์ ไม่พูดเท็จไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ เพราะฉะนั้นกายและวาจาก็จะบริสุทธิ์ไปส่วนหนึ่ง ถือเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบๆ ที่เล็ดลอดออกมาทางกายและวาจา ภาษาธรรมะจะใช้คำว่า “วีติกกมกิเลส” ส่วน ภาวนา ช่วยชำระใจให้บริสุทธิ์โดยตรงทำให้ไม่ทำผิดทั้งสามทาง กาย วาจา ใจ… การเจริญภาวนาชำระทั้งกาย […]

Dhamma Daily : ขอวิธีทำใจสร้างภูมิคุ้มกัน เจ้านายปากเปราะ

ถาม : มี เจ้านายปากเปราะ มักตำหนิลูกน้องด้วยถ้อยคำแรงๆ เสมอ เคยคิดจะลาออกหลายครั้ง แต่ก็ผูกพันเพราะอยู่กันมานานหลายปี ไม่รู้จะมีวิธีทำใจอย่างไรจึงจะมีภูมิคุ้มกันจากการถูกเรียกไปตำหนิอยู่บ่อย ๆ บางทีเจ้านายตำหนิแล้วเขาก็ลืม แต่เราเสียศูนย์ไปทั้งวันค่ะ ท่าน ว. วชิรเมธีได้ตอบปัญหาไว้ดังนี้ ตอบ : ความจริงการที่คุณอยู่กับเจ้านายมาได้นานจนเกิดความ “ผูกพัน” ก็นับว่ามีภูมิคุ้มกันพอตัวทีเดียว ในโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่ถูกตำหนิ/ติฉิน/นินทา/บริภาษ ไม่ทราบคุณเคยได้ยินกวีนิพนธ์ในทำนองนี้บ้างหรือไม่ “เกิดเป็นคนก็ต้องทนให้เขาด่า จะทำดีทำบ้าเขาด่าหมด ถ้าทำดีเขาก็ด่าว่าไม่คด ทำเลี้ยวลดเขาก็ด่าว่าไม่ตรง” หรืออีกสักบทหนึ่ง “อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน ถึงองค์พระปฏิมายังราคิน มนุษย์เดินดินหรือจะพ้นคนนินทา” คุณคงไม่ใช่คนพิเศษที่จะอยู่เหนือคำนินทา/บริภาษ/วิพากษ์วิจารณ์แน่ ๆ เพราะเราต่างก็เป็น “มนุษย์เดินดิน” ด้วยกันทั้งนั้น ไม่แปลกหรอกที่เราหนีไม่พ้น “โอฐภัย” ในเมื่อเราหนีไม่พ้นกันอยู่แล้ว ทำไมไม่ลองหาวิธีรับมือกับโอฐภัยโดยลองเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขดูบ้างล่ะ ผู้เขียนเองมีวิธีทำใจยามถูกใครตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์ กล่าวคือ นอกจากจะบอกตัวเองว่า “ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ” แล้ว ก็ยังนิยมปล่อยให้ “อัตตา” (ตัวฉัน) ถูกเขาชำแหละอย่างหมดเปลือกอย่างสงบอีกด้วย เมื่อเร็ว ๆ นี้มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นแฟนรายการโทรทัศน์ของผู้เขียนโทรศัพท์มาชมก่อน จากนั้นท่านก็วิจารณ์ว่าผู้เขียนพูดเร็วเกินไป กิริยาท่าทางน่าจะเรียบร้อยกว่าที่เป็นอยู่นี้ ฯลฯ […]

” โกหกบาปแค่ไหน ” … สงสัยจัง !? พระอาจารย์มีคำตอบ

รู้ทั้งรู้ว่าการ โกหก เป็นสิ่งไม่ดี แต่บางครั้งก็ต้องโกหกบ้างตามมารยาทหรือโกหกให้คนฟังสบายใจ แล้วอย่างนี้โกหกจะบาปแค่ไหน

Dhamma Daily : เหตุใดจึงทุกข์ใจเพราะโพสต์ข้อความใน facebook แล้วไม่มีใครมา กดไลค์

มีความคาดหวังมาก ย่อมทำให้ทุกข์มากเป็นธรรมดา ความทุกข์จากการคาดหวังเรียกว่า“ทุกข์เพราะมโน” เราคิดไปก่อนแล้วว่าต้องเป็นที่ถูกใจ ต้องดีต้องเด็ด และมีผู้ กดไลค์ facebook ถาม เหตุใดจึง ทุกข์ ใจเพราะโพสต์ข้อความในfacebookแล้วไม่มีใครมา กดไลค์ มาสนใจครับ ตอบ มีความคาดหวังมาก ย่อมทำให้ทุกข์มากเป็นธรรมดา ความ ทุกข์ จากการคาดหวังเรียกว่า“ทุกข์เพราะมโน” เราคิดไปก่อนแล้วว่าต้องเป็นที่ถูกใจ ต้องดี ต้องเด็ด และมีผู้มากดไลค์จำนวนมาก แต่ทุกด้านของชีวิตคือ “ความไม่แน่นอน” เมื่อไม่เป็นตามที่มโนก็ผิดหวังทุกข์ใจเพราะเราจะตั้งคำถามว่าทำไม ทำไมไม่เป็นอย่างนั้น ทำไมไม่เป็นอย่างนี้ แล้วมักจะมโนคำตอบไปทางลบ เช่น เราไม่ดีหรือ เราไม่หล่อไม่สวย เราอย่างนั้นเราอย่างนี้หรือ หยุดตั้งคำถามและคิดเสียว่าได้มอบสิ่งดี ๆ ให้ผู้อื่นก็พอใจ พอเพียงแล้วที่ได้โพสต์ไปอย่าตั้งคำถามจนเกิดทุกข์ไม่จบสิ้น หากปล่อยความคิดให้วิ่งตามเทคโนโลยีไปไกลเกินความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน เราจะ “อยู่ยาก” มากขึ้น เพราะสภาวะจิตใจไม่ได้รับการขัดเกลา ลองปล่อยวางมากขึ้นแล้วหันไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ร่วมกับคนรอบตัวให้มากขึ้น จะพบว่าความสุขไม่ได้มีอยู่แค่ในโลกออนไลน์ “อย่าทุกข์ใจเพราะความมโนของเราเอง อย่าฝากความสุขไว้ที่การกดถูกใจจากใครบางคน” พระครูธรรมธร ดร.สาคร สุวทฺฒโน : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา Dhamma Daily : ติด facebook/Line มากจนละเลยความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ทำอย่างไรดีคะ ถาม ติด facebook/Line มากจนละเลยความสัมพันธ์กับคนรอบข้างและห้ามตัวเองให้หยุดเล่นไม่ได้ จะทำอย่างไรดีคะ ตอบ หลักธรรมที่ฆราวาสควรนำไปปฏิบัติเพื่อมิให้ละเลยความสัมพันธ์ในครอบครัวและคนรอบข้างคือ ฆราวาสธรรม 4 ประกอบด้วย 1. สัจจะ  คือความซื่อสัตย์ต่อกัน 2. ทมะ คือการรู้จักข่มจิตของตน 3. ขันติ คือความอดทนอดกลั้น  4. จาคะ คือความเสียสละ การติด facebook/Line เป็นเพราะขาดทมะ (การรู้จักข่มจิตของตนเอง) จงรู้จักฝึกข่มจิตให้รู้จักแยกแยะและอดกลั้นที่จะไม่เปิดโซเชียลมีเดีย  หากเราปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามอารมณ์หรือความต้องการ สนองความรู้สึกผ่านตัวอักษรหรือภาพโดยไม่สามารถแบ่งเวลาที่ถูกต้องเหมาะสมได้  เราจะสูญเสียเวลาและโอกาสใช้ชีวิตกับคนในครอบครัวหรือคนรอบตัว อย่าให้คนสำคัญกลายเป็นคนอื่นและอย่าให้ความสำคัญกับคนอื่นที่อยู่ในโซเชียลมีเดียมากเกินไป “จงรู้จักข่มจิตจงรู้จักอดทน จงเป็นคนไม่ลืมตน และไม่ลืมคนที่รักเรา” พระครูธรรมธร ดร.สาคร […]

Dhamma Daily :คนธรรมดาที่ ยังมีห่วง อย่างเรา ๆ จะถึงนิพพานกันได้อย่างไรคะ

Dhamma Daily :คนธรรมดาที่ ยังมีห่วงอย่างเรา ๆ จะถึงนิพพานกันได้อย่างไรคะ ถาม: คนธรรมดาที่ยังมีห่วงอย่างเรา ๆ จะถึงนิพพานกันได้อย่างไรคะ ตอบ: คนธรรมดาที่เป็นฆราวาสถึงนิพพานเยอะแยะไป อย่างพระเจ้าสุทโธทนะเองไม่ได้บวช แต่ก็ถึงพระอรหันต์ หรือฝรั่งบางคนแม้จะไม่ได้อยู่ในศาสนาพุทธ แต่ถ้าปฏิบัติได้ถูกทางก็หลุดพ้นได้ คนที่อยากจะถึงนิพพานจริงๆ จำต้องอาศัยการปรารภความเพียร และความพยายามเป็นตัวช่วยนะ ไม่งั้นคงถึงได้ยาก ถ้าหากอยากเริ่มต้นปูทางไปนิพพานตั้งแต่วันนี้ ก็ลองเริ่มทำนิพพานน้อยๆ ที่เรียกว่า ตทังคนิพพาน หรือ นิพพานชั่วขณะ (ภาวะของกิเลสเกิดขึ้นและดับไปชั่วขณะด้วยอำนาจของฌาน) ดูก่อนก็ได้ เช่นเวลาใจเร่าร้อนแล้วเรารู้เท่าทันตัวเองจนเห็นความเร่าร้อนที่ดับไป ก็ถือว่าเป็นนิพพานน้อยๆ ได้เหมือนกัน ไฟไหม้เราใช้น้ำดับได้ แต่เวลาใจของเราถูกแผดเผาให้เร่าร้อน ทุรนทุราย จากไฟพิเศษที่เรียกกันว่าไฟบรรลัยกัลป์จะนั่งที่ไหนก็ร้อน…ในน้ำก็ร้อน ห้องแอร์ก็ไม่เย็น…จะใช้อะไรดับก็ไม่ได้ ต้องมีอุปกรณ์ในการดับ คือใจของผู้ถูกเผาเองนั่นละ ในตัวของเรามีไฟอยู่สามกองที่เรียกว่าไฟกิเลส กองแรกคือราคะ ตั้งแต่เช้าถูกไฟกองนี้เผามาบ้างไหม อยากทานอะไรสักอย่าง อยากดูหนัง ดูละคร ซื้อนั่นนู่นนี่ กองที่สองคือโทสะความขัดใจ จากบ้านมาถึงที่ทำงาน ขัดใจคนที่บ้าน เพื่อนที่ทำงาน เจ้านาย ลูกน้องบ้างหรือเปล่า หรือที่โรงเรียนมีเพื่อนมาขัดใจเราบ้างไหม กองสุดท้ายคือโมหะ ความลุ่มหลง ทำให้คนจมติดอยู่กับเรื่องบางเรื่อง […]

Dhamma Daily : ถ้า เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น แล้วต้องขัดแย้งกับครอบครัว ควรทำอย่างไร

ถาม : ถ้าการ เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น จะทำให้ต้องขัดแย้งกับครอบครัวและคนใกล้ชิด ควรทำอย่างไร ตอบ : การเปลี่ยนศาสนานั้นทำได้ เพราะชีวิตเป็นเอกสิทธิ์ของเจ้าของชีวิต เราจึงมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง แต่หากการตัดสินใจของเราจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นในสังคมที่เราอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน ครอบครัว ฯลฯ แล้วละก็ อย่างนั้นแสดงว่าผิดวัตถุประสงค์ของศาสนาแล้ว เพราะเป็นการเปลี่ยนไปสู่ความมีปัญหา ไม่ใช่เปลี่ยนแล้วนำไปสู่ความสงบสุข ดังที่ผู้เขียนเคยแนะนำศาสนิกอื่นที่มาปรึกษาปัญหาคล้ายคลึงกันนี้ว่า ความดีงามเป็นมงคล ให้เก็บรักษาไว้กับใจ โดยไม่ต้องเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นให้มีปัญหาเกิดขึ้น ถ้าเราทุกคนต่างทำความดีให้แก่กัน ย่อมไม่มีปัญหา เพราะทุกศาสนาสอนให้เราอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ดังนั้นหากต่างฝ่ายต่างปฏิบัติตามคำสอนที่แท้จริงของศาสนา ย่อมไม่ทำให้เกิดปัญหา เช่นการเป็นชาวพุทธนั้น หากเป็นชาวพุทธแท้ ๆ ที่มีปัญญา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีปัญหาแสดงว่าไม่ใช่ชาวพุทธที่แท้ เพราะการเป็นชาวพุทธที่ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นไม่จำเป็นต้องประกาศตัวว่าฉันเป็นชาวพุทธ และไม่ต้องไปวัดก็สามารถทำได้ อย่างการสวดมนต์ ไม่ว่าจะในรูปแบบใด ๆ ก็เป็นการปฏิบัติธรรมขั้นต้นแล้ว หรืออย่างการนั่ง การนอน กำหนดลมหายใจเข้าออก พร้อมกับภาวนาว่า “พุท – โธ” “ลมเข้า – ลมออก” หรือ “ออกซิเจน – คาร์บอนไดออกไซด์” ฯลฯ […]

keyboard_arrow_up