Dhamma Daily : การต้องคอย ปรนนิบัติ คนในบ้านจะฉุดไม่ให้เข้านิพพานจริงหรือ

ถาม: ผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่มักรู้สึกว่าการต้องคอย ปรนนิบัติ ดูแลพ่อแม่ สามี ภรรยา และลูก จะฉุดไม่ให้เข้านิพพาน จริงหรือไม่ ตอบ: ไม่จริงเลย ความคิดเช่นนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะอะไรๆ ก็ขวางกั้นอะไรๆ ไม่ได้ อะไรๆ ก็เป็นอุปสรรคให้กับอะไรๆ ไม่ได้ ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคให้กับเราทั้งนั้น ทิฏฐิต่างหาก ความเห็นของเราต่างหากที่เป็นอุปสรรค เช่น สามี ภรรยา ทรัพย์สมบัติรถเบนซ์คันหนึ่งก็ยังอยู่อย่างนั้น จอดอยู่อย่างนั้น เงินในธนาคารก็อยู่อย่างนั้น ไม่สามารถนำมาร้อยรัดตัวเราได้ สรรพสิ่งทั้งหลายก็เป็นวัตถุชิ้นหนึ่ง ตั้งอยู่อย่างนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย แต่คนต่างหากที่มีมิจฉาทิฏฐิ ผูกโยงความคิดของตัวเองไปเกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งแล้วยึดมั่นถือมั่น สมมุติว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้มีค่ามีราคา แล้วนำไปจับไปทูนไว้ ว่าเป็นของของเรา หากมีความคิดเช่นนี้ ต้องให้เขาศึกษาธรรมะเรื่อยๆ แล้วจะพบว่าไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคขัดขวางเลย ยิ่งเห็นทุกข์ ยิ่งทำให้ใกล้ฝั่งพระนิพพาน เพราะถ้าได้เห็นทุกข์มากๆ จะทำให้ได้เห็นธรรมะที่แท้จริงเร็วขึ้น เช่น คนผิดหวังในความรัก หย่าขาดจากสามี ภรรยา หรืออกหักจากแฟน ไม่มีอะไรเป็นเครื่องรับประกันได้ว่าหากมีรักครั้งใหม่จะไม่พบทุกข์อีก เมื่อเขาทุกข์มากๆ เขาจะเห็นความไม่เป็นแก่นสาร จะเกิดความเบื่อหน่ายแล้วหันกลับมาแสวงหาหนทางหลุดพ้นทุกข์ จนเกิดปัญญาได้พบกับนิพพานเร็วขึ้น พูดง่ายๆ คือ ถ้าเข้าใจธรรมะ จะไม่ไปโทษเหตุปัจจัยภายนอก ไม่โทษสิ่งอื่น แต่จะหันกลับเข้ามาดูภายในใจตัวเอง ถ้าอยากเข้าถึงนิพพาน อย่าไปมองสิ่งอื่นเลย อย่าไปโทษสิ่งอื่นเลย อย่าไปโทษใครว่ามาคอยขัดขวาง เพราะถ้ายังมีความรู้สึกแบบนี้อยู่ จะไม่สามารถเข้าถึงนิพพานได้ แต่ถ้าไม่โทษสิ่งใดแล้ว จะเริ่มเห็นทางวิมุตติหลุดพ้น ก้าวหน้าทางธรรมได้สำเร็จในที่สุด ธรรมะจากพระอาจารย์มานพ อุปสโม : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา Photo by Priscilla Du Preez on Unsplash หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ Dhamma Daily : เคยทำผิดพลาดมาก่อนแต่กลับตัวได้ จะมีโอกาสเข้าถึง พระนิพพาน หรือไม่ การบวช ไม่ใช่หนทางเดียวสู่ มรรคผล นิพพาน ธรรมะจาก ท่าน ว.วชิรเมธี นิพพานเทียม สำหรับคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ  

Dhamma Daily : การเจริญภาวนา ทำให้ได้บุญจริงหรือ

ถาม : การเจริญภาวนา ทำให้ได้บุญจริงหรือ   ตอบ : เราต้องเข้าใจก่อนว่าบุญคืออะไร “บุญ” แปลว่าชำระ…ชำระกายวาจา ใจ ตามภาษาธรรมะเรียกว่า การชำระขันธสันดานให้บริสุทธิ์” อันไหนชำระกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์มากก็ได้บุญมากอันไหนชำระกาย วาจา ใจให้บริสุทธิ์น้อยก็ได้บุญน้อย ทีนี้เราต้องมาดูวิธีการทำบุญ พระพุทธองค์ได้แสดงการทำบุญไว้ 3 วิธี สำหรับชาวบ้านทั่วไป มีทาน ศีล และภาวนาส่วนพระจะใช้ศีล สมาธิ และปัญญา เพราะพระไม่มีอะไรจะบริจาคเป็นทาน มาดูเรื่องทานก่อน การ บริจาคทาน ช่วยชำระมัจฉริยะหรือความตระหนี่ถี่เหนียว ศีล จะชำระสิ่งที่จะเล็ดลอดออกมาทางกาย ทางวาจา ไม่ให้กายของเรากระทำผิด ไม่ให้วาจาของเราพูดผิด เช่น ไม่เอากายไปลักทรัพย์ ฆ่าสัตว์ ไม่พูดเท็จไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ เพราะฉะนั้นกายและวาจาก็จะบริสุทธิ์ไปส่วนหนึ่ง ถือเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบๆ ที่เล็ดลอดออกมาทางกายและวาจา ภาษาธรรมะจะใช้คำว่า “วีติกกมกิเลส” ส่วน ภาวนา ช่วยชำระใจให้บริสุทธิ์โดยตรงทำให้ไม่ทำผิดทั้งสามทาง กาย วาจา ใจ… การเจริญภาวนาชำระทั้งกาย […]

Dhamma Daily : ขอวิธีทำใจสร้างภูมิคุ้มกัน เจ้านายปากเปราะ

ถาม : มี เจ้านายปากเปราะ มักตำหนิลูกน้องด้วยถ้อยคำแรงๆ เสมอ เคยคิดจะลาออกหลายครั้ง แต่ก็ผูกพันเพราะอยู่กันมานานหลายปี ไม่รู้จะมีวิธีทำใจอย่างไรจึงจะมีภูมิคุ้มกันจากการถูกเรียกไปตำหนิอยู่บ่อย ๆ บางทีเจ้านายตำหนิแล้วเขาก็ลืม แต่เราเสียศูนย์ไปทั้งวันค่ะ ท่าน ว. วชิรเมธีได้ตอบปัญหาไว้ดังนี้ ตอบ : ความจริงการที่คุณอยู่กับเจ้านายมาได้นานจนเกิดความ “ผูกพัน” ก็นับว่ามีภูมิคุ้มกันพอตัวทีเดียว ในโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่ถูกตำหนิ/ติฉิน/นินทา/บริภาษ ไม่ทราบคุณเคยได้ยินกวีนิพนธ์ในทำนองนี้บ้างหรือไม่ “เกิดเป็นคนก็ต้องทนให้เขาด่า จะทำดีทำบ้าเขาด่าหมด ถ้าทำดีเขาก็ด่าว่าไม่คด ทำเลี้ยวลดเขาก็ด่าว่าไม่ตรง” หรืออีกสักบทหนึ่ง “อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน ถึงองค์พระปฏิมายังราคิน มนุษย์เดินดินหรือจะพ้นคนนินทา” คุณคงไม่ใช่คนพิเศษที่จะอยู่เหนือคำนินทา/บริภาษ/วิพากษ์วิจารณ์แน่ ๆ เพราะเราต่างก็เป็น “มนุษย์เดินดิน” ด้วยกันทั้งนั้น ไม่แปลกหรอกที่เราหนีไม่พ้น “โอฐภัย” ในเมื่อเราหนีไม่พ้นกันอยู่แล้ว ทำไมไม่ลองหาวิธีรับมือกับโอฐภัยโดยลองเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขดูบ้างล่ะ ผู้เขียนเองมีวิธีทำใจยามถูกใครตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์ กล่าวคือ นอกจากจะบอกตัวเองว่า “ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ” แล้ว ก็ยังนิยมปล่อยให้ “อัตตา” (ตัวฉัน) ถูกเขาชำแหละอย่างหมดเปลือกอย่างสงบอีกด้วย เมื่อเร็ว ๆ นี้มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นแฟนรายการโทรทัศน์ของผู้เขียนโทรศัพท์มาชมก่อน จากนั้นท่านก็วิจารณ์ว่าผู้เขียนพูดเร็วเกินไป กิริยาท่าทางน่าจะเรียบร้อยกว่าที่เป็นอยู่นี้ ฯลฯ […]

” โกหกบาปแค่ไหน ” … สงสัยจัง !? พระอาจารย์มีคำตอบ

รู้ทั้งรู้ว่าการ โกหก เป็นสิ่งไม่ดี แต่บางครั้งก็ต้องโกหกบ้างตามมารยาทหรือโกหกให้คนฟังสบายใจ แล้วอย่างนี้โกหกจะบาปแค่ไหน

Dhamma Daily : เหตุใดจึงทุกข์ใจเพราะโพสต์ข้อความใน facebook แล้วไม่มีใครมา กดไลค์

มีความคาดหวังมาก ย่อมทำให้ทุกข์มากเป็นธรรมดา ความทุกข์จากการคาดหวังเรียกว่า“ทุกข์เพราะมโน” เราคิดไปก่อนแล้วว่าต้องเป็นที่ถูกใจ ต้องดีต้องเด็ด และมีผู้ กดไลค์ facebook ถาม เหตุใดจึง ทุกข์ ใจเพราะโพสต์ข้อความในfacebookแล้วไม่มีใครมา กดไลค์ มาสนใจครับ ตอบ มีความคาดหวังมาก ย่อมทำให้ทุกข์มากเป็นธรรมดา ความ ทุกข์ จากการคาดหวังเรียกว่า“ทุกข์เพราะมโน” เราคิดไปก่อนแล้วว่าต้องเป็นที่ถูกใจ ต้องดี ต้องเด็ด และมีผู้มากดไลค์จำนวนมาก แต่ทุกด้านของชีวิตคือ “ความไม่แน่นอน” เมื่อไม่เป็นตามที่มโนก็ผิดหวังทุกข์ใจเพราะเราจะตั้งคำถามว่าทำไม ทำไมไม่เป็นอย่างนั้น ทำไมไม่เป็นอย่างนี้ แล้วมักจะมโนคำตอบไปทางลบ เช่น เราไม่ดีหรือ เราไม่หล่อไม่สวย เราอย่างนั้นเราอย่างนี้หรือ หยุดตั้งคำถามและคิดเสียว่าได้มอบสิ่งดี ๆ ให้ผู้อื่นก็พอใจ พอเพียงแล้วที่ได้โพสต์ไปอย่าตั้งคำถามจนเกิดทุกข์ไม่จบสิ้น หากปล่อยความคิดให้วิ่งตามเทคโนโลยีไปไกลเกินความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน เราจะ “อยู่ยาก” มากขึ้น เพราะสภาวะจิตใจไม่ได้รับการขัดเกลา ลองปล่อยวางมากขึ้นแล้วหันไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ร่วมกับคนรอบตัวให้มากขึ้น จะพบว่าความสุขไม่ได้มีอยู่แค่ในโลกออนไลน์ “อย่าทุกข์ใจเพราะความมโนของเราเอง อย่าฝากความสุขไว้ที่การกดถูกใจจากใครบางคน” พระครูธรรมธร ดร.สาคร สุวทฺฒโน : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา Dhamma Daily : ติด facebook/Line มากจนละเลยความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ทำอย่างไรดีคะ ถาม ติด facebook/Line มากจนละเลยความสัมพันธ์กับคนรอบข้างและห้ามตัวเองให้หยุดเล่นไม่ได้ จะทำอย่างไรดีคะ ตอบ หลักธรรมที่ฆราวาสควรนำไปปฏิบัติเพื่อมิให้ละเลยความสัมพันธ์ในครอบครัวและคนรอบข้างคือ ฆราวาสธรรม 4 ประกอบด้วย 1. สัจจะ  คือความซื่อสัตย์ต่อกัน 2. ทมะ คือการรู้จักข่มจิตของตน 3. ขันติ คือความอดทนอดกลั้น  4. จาคะ คือความเสียสละ การติด facebook/Line เป็นเพราะขาดทมะ (การรู้จักข่มจิตของตนเอง) จงรู้จักฝึกข่มจิตให้รู้จักแยกแยะและอดกลั้นที่จะไม่เปิดโซเชียลมีเดีย  หากเราปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามอารมณ์หรือความต้องการ สนองความรู้สึกผ่านตัวอักษรหรือภาพโดยไม่สามารถแบ่งเวลาที่ถูกต้องเหมาะสมได้  เราจะสูญเสียเวลาและโอกาสใช้ชีวิตกับคนในครอบครัวหรือคนรอบตัว อย่าให้คนสำคัญกลายเป็นคนอื่นและอย่าให้ความสำคัญกับคนอื่นที่อยู่ในโซเชียลมีเดียมากเกินไป “จงรู้จักข่มจิตจงรู้จักอดทน จงเป็นคนไม่ลืมตน และไม่ลืมคนที่รักเรา” พระครูธรรมธร ดร.สาคร […]

Dhamma Daily :คนธรรมดาที่ ยังมีห่วง อย่างเรา ๆ จะถึงนิพพานกันได้อย่างไรคะ

Dhamma Daily :คนธรรมดาที่ ยังมีห่วง อย่างเรา ๆ จะถึงนิพพานกันได้อย่างไรคะ ถาม: คนธรรมดาที่ยังมีห่วงอย่างเรา ๆ จะถึงนิพพานกันได้อย่างไรคะ ตอบ: คนธรรมดาที่เป็นฆราวาสถึงนิพพานเยอะแยะไป อย่างพระเจ้าสุทโธทนะเองไม่ได้บวช แต่ก็ถึงพระอรหันต์ หรือฝรั่งบางคนแม้จะไม่ได้อยู่ในศาสนาพุทธ แต่ถ้าปฏิบัติได้ถูกทางก็หลุดพ้นได้ คนที่อยากจะถึงนิพพานจริงๆ จำต้องอาศัยการปรารภความเพียร และความพยายามเป็นตัวช่วยนะ ไม่งั้นคงถึงได้ยาก ถ้าหากอยากเริ่มต้นปูทางไปนิพพานตั้งแต่วันนี้ ก็ลองเริ่มทำนิพพานน้อยๆ ที่เรียกว่า ตทังคนิพพาน หรือ นิพพานชั่วขณะ (ภาวะของกิเลสเกิดขึ้นและดับไปชั่วขณะด้วยอำนาจของฌาน) ดูก่อนก็ได้ เช่นเวลาใจเร่าร้อนแล้วเรารู้เท่าทันตัวเองจนเห็นความเร่าร้อนที่ดับไป ก็ถือว่าเป็นนิพพานน้อยๆ ได้เหมือนกัน ไฟไหม้เราใช้น้ำดับได้ แต่เวลาใจของเราถูกแผดเผาให้เร่าร้อน ทุรนทุราย จากไฟพิเศษที่เรียกกันว่าไฟบรรลัยกัลป์จะนั่งที่ไหนก็ร้อน…ในน้ำก็ร้อน ห้องแอร์ก็ไม่เย็น…จะใช้อะไรดับก็ไม่ได้ ต้องมีอุปกรณ์ในการดับ คือใจของผู้ถูกเผาเองนั่นละ ในตัวของเรามีไฟอยู่สามกองที่เรียกว่าไฟกิเลส กองแรกคือราคะ ตั้งแต่เช้าถูกไฟกองนี้เผามาบ้างไหม อยากทานอะไรสักอย่าง อยากดูหนัง ดูละคร ซื้อนั่นนู่นนี่ กองที่สองคือโทสะความขัดใจ จากบ้านมาถึงที่ทำงาน ขัดใจคนที่บ้าน เพื่อนที่ทำงาน เจ้านาย ลูกน้องบ้างหรือเปล่า หรือที่โรงเรียนมีเพื่อนมาขัดใจเราบ้างไหม กองสุดท้ายคือโมหะ ความลุ่มหลง […]

Dhamma Daily : ถ้า เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น แล้วต้องขัดแย้งกับครอบครัว ควรทำอย่างไร

ถาม : ถ้าการ เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น จะทำให้ต้องขัดแย้งกับครอบครัวและคนใกล้ชิด ควรทำอย่างไร ตอบ : การเปลี่ยนศาสนานั้นทำได้ เพราะชีวิตเป็นเอกสิทธิ์ของเจ้าของชีวิต เราจึงมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง แต่หากการตัดสินใจของเราจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นในสังคมที่เราอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน ครอบครัว ฯลฯ แล้วละก็ อย่างนั้นแสดงว่าผิดวัตถุประสงค์ของศาสนาแล้ว เพราะเป็นการเปลี่ยนไปสู่ความมีปัญหา ไม่ใช่เปลี่ยนแล้วนำไปสู่ความสงบสุข ดังที่ผู้เขียนเคยแนะนำศาสนิกอื่นที่มาปรึกษาปัญหาคล้ายคลึงกันนี้ว่า ความดีงามเป็นมงคล ให้เก็บรักษาไว้กับใจ โดยไม่ต้องเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นให้มีปัญหาเกิดขึ้น ถ้าเราทุกคนต่างทำความดีให้แก่กัน ย่อมไม่มีปัญหา เพราะทุกศาสนาสอนให้เราอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ดังนั้นหากต่างฝ่ายต่างปฏิบัติตามคำสอนที่แท้จริงของศาสนา ย่อมไม่ทำให้เกิดปัญหา เช่นการเป็นชาวพุทธนั้น หากเป็นชาวพุทธแท้ ๆ ที่มีปัญญา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีปัญหาแสดงว่าไม่ใช่ชาวพุทธที่แท้ เพราะการเป็นชาวพุทธที่ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นไม่จำเป็นต้องประกาศตัวว่าฉันเป็นชาวพุทธ และไม่ต้องไปวัดก็สามารถทำได้ อย่างการสวดมนต์ ไม่ว่าจะในรูปแบบใด ๆ ก็เป็นการปฏิบัติธรรมขั้นต้นแล้ว หรืออย่างการนั่ง การนอน กำหนดลมหายใจเข้าออก พร้อมกับภาวนาว่า “พุท – โธ” “ลมเข้า – ลมออก” หรือ “ออกซิเจน – คาร์บอนไดออกไซด์” ฯลฯ […]

Dhamma Daily : สิ่งใดที่เป็น สิ่งบ่งบอกว่าได้พบธรรม แล้ว ?

Dhamma Daily : สิ่งใดที่เป็น สิ่งบ่งบอกว่าได้พบธรรม แล้ว ? ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อพบธรรม หรือได้พบความจริงที่พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายได้สัมผัส  คงเป็นข้อสงสัยของชาวพุทธตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ว่า สิ่งบ่งบอกว่าได้พบธรรม แล้วคืออะไร ? ปัญหาธรรมนี้เป็นคำถามจากสมาชิกซีเคร็ตท่านหนึ่งฝากข้อสงสัยนี้มาถึงเรา นับว่าเป็นคำถามที่มีความน่าสนใจ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายให้มีความรู้ในเรื่องนี้มากขึ้น แล้วเป็นบุญอย่างยิ่งสำหรับพวกเรา ที่พระอาจารย์โพธินันทะเมตตาตอบปัญหาธรรมนี้ให้ เพื่ให้เกิดความกระจ่าง คำถาม : ผมสงสัยว่า สิ่งใดที่เป็นสิ่งที่บ่งบอกเราได้ว่า เราได้พบธรรมแล้วครับพระอาจารย์ ตอบ : ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่าธรรมะคืออะไร ธรรมะก็คือสัจจะหรือความจริง สูงสุดก็คือความจริงที่เป็นอมตะ (พระนิพพาน) ความจริงในพระพุทธศาสนามีอยู่สองอย่างคือ ความจริงอย่างหนึ่งที่เรารับรู้ทางหู ตา จมูก ลิ้น และกาย (สมมติสัจจะ) เป็นความจริงที่เกิดจากเหตุปัจจัย ความจริงอีกชนิดหนึ่งเป็นความจริงที่เป็นอมตะ รู้แล้วเราไม่ต้องเกิด ไม่ต้องดับ (ปรมัตติสัจจะ) สิ่งนี้มีอยู่แล้วในตัวเราทุกคน แต่ถ้าเราได้เข้าใจในความจริงระดับปรมัตติสัจจะ เท่ากับว่าเราได้มีดวงตาเห็นธรรม เมื่อเห็นธรรมแล้วก็ต้องปฏิบัติ เพื่อให้เห็นสิ่งนี้อยู่ร่วมกับการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน มันถึงจะเกิดผล เวลาเห็นธรรมแล้ว ความรู้สึกตัวตนก็จะหายไป อัตตา ตัวตน ของกู ก็จะหายไป […]

Dhamma Daily : พระอาจารย์คิดอย่างไรที่มีคนเชื่อว่า ถ้าดื่มสุราอย่างมี สติ ถือว่าไม่ผิดศีล

Dhamma Daily : พระอาจารย์คิดอย่างไรที่มีคนเชื่อว่าถ้า ดื่มสุราอย่างมีสติ ถือว่าไม่ผิดศีล ถาม พระอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรที่ นักดื่มบางคนเชื่อว่า ถ้าดื่มสุราอย่างมีสติ ไม่ประมาท ไม่ระรานใคร ก็ถือว่าไม่ผิดศีล แล้วหลายคนยังบอกอีกด้วยว่า การดื่มเหล้าช่วยให้ลืมความทุกข์ได้ ตอบ เมื่อสุราล่วงเข้าไปในลำคอแล้ว ไม่ว่าจะกินที่ไหน กินเงียบ ๆ คนเดียวหรือจกะกินหลายคนก็แล้วแต่ ถือว่าผิดศีลแล้ว เพราะยังไงการดื่มสุราเมรัยก็ทำให้ขาด สติ ทำให้ประมาทเลินเล่อ ขาดความยั้งคิดไม่มากก็น้อย คนเมาเหล้าส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าเมา คิดว่าตัวเองยังมี สติ ดีอยู่ ก็จะนำไปสู่ความประมาทได้ แน่นอนว่าการดื่มเหล้าทำให้ขาดสติสัมปชัญญะไปช่วงหนึ่ง จึงอาจลืมเรื่องที่กำลังทุกข์อยู่ แต่พอสร่างเมาก็ต้องกลับมาทุกข์เหมือนเดิมอีกนั่นแหละ  ดังนั้นการกินเหล้าเพื่อให้ลืมความทุกข์จึงไม่ใช่ทางแก้ที่ถูกต้อง ยิ่งกินจนขาด สติ ยั้งคิด ก็จะทำให้เกิดทุกข์ตามมามากยิ่งขึ้น เกิดความเสียหายมากยิ่งขึ้น เกิดความเสียหายมากยิ่งขึ้น กลายเป็นทุกข์ซ้อนทุกข์   พระอาจารย์มานพ  อุปสโม : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ Secret Magazine (Thailand) Photo by […]

Dhamma Daily : รายได้ไม่เพียงพอ กับค่าใช้จ่าย ทำอย่างไรดี

รายได้ไม่เพียงพอในการชำระหนี้สิน เป็นปัญหาของหลายคนในสังคมวัตถุนิยมในปัจจุบัน จึงทำให้เกิดความเครียดเรื่อง ค่าใช้จ่าย และรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในชีวิต

Dhamma Daily : การเวียนว่ายตายเกิด มีอยู่จริงหรือไม่

ถาม : การเวียนว่ายตายเกิด มีอยู่จริงหรือไม่ ท่าน ว. วชิรเมธี ได้ตอบปัญหาไว้ดังนี้ ตอบ : คำถามอมตะแบบนี้มีคนถามและคนตอบใน “มิลินทปัญหา” ดังนี้ 1.สังสารวัฏคืออะไร พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน สังสารวัฏได้แก่อะไร พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร ได้แก่ การเวียนเกิดเวียนตาย พระเจ้ามิลินท์ : เธอจงหาตัวอย่างมาเปรียบให้ฟัง พระนาคเสน : เหมือนชาวสวนผู้หนึ่งปลูกมะม่วงไว้ ครั้นเกิดผลก็เก็บมารับประทาน เสร็จแล้วเอาเมล็ดมะม่วงนั้นเพาะปลูกต่อไป ถึงคราวเกิดผลอีกก็เก็บมารับประทาน แล้วปลูกใหม่ต่อ ๆ ไปอีก ขอถวายพระพร ธรรมดาของชาวสวนย่อมเป็นอยู่เช่นนี้มิใช่หรือ พระเจ้ามิลินท์ : ใช่สิเธอ ด้วยว่าปรกติชองชาวสวนย่อมหมั่นเพาะหมั่นปลูกพืชพันธุ์หมุนเวียนอยู่เช่นนี้แล พระนาคเสน : ขอถวายพระพร สังสารวัฏก็มีอาการหมุนเวียนเช่นนั้นเหมือนกัน คือนับแต่เราเกิดมา เราก็ตั้งต้นเพาะความดีความชั่วเป็นตัวบุญ – บาปขึ้น เมื่อเราเพาะความดีความชั่วอันเป็นเหตุขึ้นแล้ว เราก็ต้องรับผลของความดีความชั่วนั้น แต่จะช้าหรือเร็ว สุดแต่อำนาจบุญ – บาป ผลนั้นแลจูงใจให้เราเพาะเหตุต่อไปอีก เหมือนผู้ที่ได้รับประทานผลมะม่วงแล้วเพาะเมล็ดมะม่วงนั้นขึ้นใหม่ต่อไปฉะนั้น […]

Dhamma Daily : ปัญหาโลกแตกของ คนโลกสวย อยากเห็นธรรม แต่ไม่อยากเห็นทุกข์ ทำอย่างไรดี

พระอาจารย์คะ หนูเกลียดความทุกข์มาก ไม่ชอบเผชิญหน้ากับมันเลย แต่พระพุทธศาสนาสอนว่า “ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม”หนูอยากเห็นธรรม แต่ไม่อยากเห็นทุกข์…จะได้ไหมคะ

Dhamma Daily : ดิฉันสงสัยในคำสอนว่าเราไม่ควร ยึดติด ทั้งความสุข ความทุกข์ หรืออารมณ์ เช่นนั้นชีวิตคงจะราบเรียบมาก

Dhamma Daily : ดิฉันสงสัยในคำสอนว่าเราไม่ควรยึดติด ทั้งความสุข ความทุกข์ หรืออารมณ์ เช่นนั้นชีวิตคงจะราบเรียบมาก ถาม: ดิฉันสงสัยเกี่ยวกับคำสอนที่ว่าคนเราไม่ควร ยึดติด ตัวเรา ตัวตนของเรา ไม่ควรยึดติดความสุข ความทุกข์ หรือยึดติดในอารมณ์ใดๆ และไม่ควรมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งใดให้มาก ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ชีวิตคงจะราบเรียบมาก แล้วเราจะเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไรกันคะ ตอบ: คำสอนเรื่อง “การไม่ยึดติด” นั้นเป็นคำสอนขั้นลึกของพุทธศาสนา ถ้าหากคนไม่เข้าใจความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการสอนเรื่องนี้ก็จะปฏิบัติไม่ถูก พอปฏิบัติไม่ถูก แทนที่จะมีความสุขก็อาจจะมีความทุกข์ หรือไม่เช่นนั้นก็อาจมองเห็นไปว่าคำสอนเรื่องนี้ไม่น่าจะดีหรือไม่น่าจะมีประโยชน์ เบื้องต้นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ทำไมท่านจึงสอนให้ไม่ยึดติด คำตอบก็เพราะว่า ทุกความ ยึดติด จะมีผลข้างเคียงเป็นความทุกข์เสมอ ถามต่อไปว่า ทำไมจึงสอนให้ไม่ยึดติด คำตอบก็เพราะว่า ธรรมชาติของสิ่งต่างๆ นั้นมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ใครไป ยึดติด เข้า พอสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป ก็จะทุกข์เป็นธรรมดา ยกตัวอย่างง่ายๆ คนที่มียศ ทรัพย์ อำนาจ ชื่อเสียง บริวาร แล้วยึดติดว่าสิ่งนี้จะอยู่กับตัวเองไปตลอดเวลา แต่วันหนึ่งพอถูกถอดยศ กลายเป็นคนเคยรวย พอชื่อเสียงเริ่มลดลง พอบริวารหดหาย  จิตใจที่ยึดติดก็จะรับความจริงไม่ได้ ครั้นไม่ยอมรับความจริงคือความเปลี่ยนแปลงเท่านั้นแหละ ความทุกข์ตรมขมไหม้ก็ตามมา แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามีความเข้าใจว่ายศ ทรัพย์อำนาจ ชื่อเสียง บริวารเป็น “อนิจจัง” เกิดขึ้น ดำรงอยู่ แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา เมื่อสิ่งเหล่านี้แสดงความไม่จีรังให้เห็น แทนที่จะทุกข์เพราะหลงยึดติดก็กลับกลายเป็นว่าสามารถยอมรับความจริงได้ ไม่ทุกข์ ยิ้มรับความผันผวนปรวนแปรได้อย่างสงบ และไม่ตีโพยตีพายมองดูความเปลี่ยนแปลงด้วยความเข้าใจเหมือนคนที่ยืนมองดูน้ำไหลอยู่บนตลิ่ง ไม่นึกเสียดายน้ำที่ไหลผ่านไปแม้จะมากมายเพียงไหนก็รู้สึกเฉยๆ คนที่เข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่งว่าตกอยู่ภายใต้กระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงนั้น จะเป็นคนที่ไม่ยึดติดกับอะไร แต่คำว่า “ไม่ยึดติดกับอะไร” ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ต้องมีอะไร ตรงกันข้าม เขายังคงมี ยังคงเกี่ยวข้องกับยศ ทรัพย์ อำนาจ ชื่อเสียง บริวาร บ้าน รถ ครอบครัว ลูก เมีย สมบัติข้าวปลาอาหาร เสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับ เหมือนคนทั่วไป เพียงแต่ว่าเขาเกี่ยวข้องอย่างคนที่ “รู้เท่าทัน” เปรียบเหมือนคนที่กินปลาทูโดยรู้อยู่ว่าปลาทูนั้นมีก้าง แต่ไม่ยอมให้ก้างตำคอ ตำมือ เพราะเขา “รู้เท่าทัน” มันเสียแล้วนั่นเอง ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ที่ท่านสอนให้ไม่ยึดติดก็เพราะเราไม่อาจยึดอะไรเอาไว้ได้อย่างถาวร ที่ไม่อาจยึดเอาไว้ได้อย่างถาวรก็เพราะสิ่งต่างๆ ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความเปลี่ยนแปลง (อนิจจตา) การไม่ยึดติดไม่ได้หมายความว่าไม่มี ไม่ใช้ ไม่เกี่ยวข้องแต่ยังคงมี ยังคงใช้ ยังคงเกี่ยวข้อง แต่เป็นการมีใช้และเกี่ยวข้องอย่างคนที่มีปัญญา ไม่หลง ไม่ยึดติดอีกต่อไปแล้ว เขาใช้ของเหล่านั้นอย่างคนที่ใช้ไฟฉายสำหรับส่องทาง พอใช้เสร็จก็วาง ไม่ยึดไว้ ถือไว้ตลอดเวลา จำกันง่ายๆ ว่า “สรรพสิ่งคือของใช้  อย่าเข้าใจว่าเป็นของฉัน” ส่วนการไม่ยึดติดจะทำให้ชีวิตจืดหรือไม่ คำตอบก็คือเปล่าเลย ตรงกันข้าม คนที่ไม่ยึดติดเพราะรู้ทันความจริงของสิ่งต่างๆ นั้น กลับมีชีวิตที่มีชีวาอย่างยิ่ง มีความสุขความเจริญอย่างยิ่งเพราะไม่ว่าจะพบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงครองเป็นปกติอยู่ได้ ยังคงยิ้มได้ ไม่ทุกข์ ไม่ห่อเหี่ยว ไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาสิ้นหวัง หดหู่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ยิ้มรับอย่างมีชีวิตชีวาได้เสมอ ไม่ว่าเขาจะมี จะเป็น จะบริโภค จะเผชิญกับอะไรก็ตามเขาก็รู้เท่ารู้ทัน ปล่อยลง ปลงได้ ชีวิตจึงไม่หวั่นไหวกับอะไรง่ายๆ พอปฏิบัติอย่างนี้ได้ ก็ยิ่งมีความสุขความเจริญ ไม่ใช่กลายเป็นคนเฉยๆ อย่างที่เข้าใจกันมาแต่อย่างไร ลองดูพระ-พุทธเจ้าสิ ท่านไม่ยึดติดอะไรเลย แต่ถามว่าพระองค์มีความสุขไหม คำสอนเรื่องการไม่ยึดติดนั้นต้องใช้ปัญญาจึงจะปฏิบัติได้ถูกต้อง หากปราศจากปัญญา พอทำท่าว่าจะไม่ยึดติดก็อาจจะกลายเป็นการ “ยึดติด” ในความ “ไม่ยึดติด” ก็เป็นได้   ธรรมะจากพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ Secret Magazine (Thailand) […]

Dhamma Daily : ไข ปัญหาธรรมะ กับเรื่องของหัวใจ โดย พระครูธรรมธร ดร.สาคร สุวฑฺฒโน

ไข ปัญหาธรรมะ กับเรื่องของหัวใจ – พระครูธรรมธร ดร.สาคร สุวฑฺฒโน พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา ท ถาม : แฟนบวชเป็นพระ แต่เรามักจะลืมตัวยิ้มให้ ต้องทําอย่างไรดีคะ จะคุยด้วยได้ไหม ฝ ตอบ : การยิ้มแย้มเป็นสิ่งที่ดี แต่หากยิ้มเพื่อสื่อความหมายอื่นอาจเป็นการเพิ่มกิเลสให้พระ เราก็จะบาป แต่ถ้ายิ้มเพื่อให้กําลังใจนั้นไม่เป็นไร เพราะเป็นการยิ้มจากใจโดยปราศจากมลทิน ม การพูดคุยหรือยิ้มให้พระนั้นทําได้ด้วยกิริยาอันสํารวม แต่ไม่ควรคิดว่าตัวเองเป็นแฟน ควรคุยในฐานะที่ตัวเองเป็นโยมท่านหนึ่งที่มีความศรัทธาและส่งเสริมให้ท่านไปในทางที่เจริญดีงาม ซึ่งไม่ควรคิดเกินเลยไปมากกว่านั้นจะเป็นบาป ………………………………………… ถาม : ทําไมจึงเชื่อว่าต้องบวชก่อนเบียด 1 ตอบ : ความเชื่อของคนไทยถือปฏิบัติแบบนี้มาช้านานแล้วว่า หากลูกผู้ชายไม่ได้บวชอย่าเพิ่งแต่งงาน เพราะการบวชนั้นคือการทดแทนพระคุณของบิดามารดา ซึ่งการอุปสมบทในทางพระพุทธศาสนานั้นถือว่าได้อานิสงส์บุญบารมีสูงสุด เป็นการออกจากกามไปสู่การรักษาศีลปฏิบัติธรรมขั้นสูง ดังนั้นก่อนเบียดหรือก่อนแต่งงานควรต้องบวช ไม่เช่นนั้นบุญทั้งหลายจะไม่ถึงพ่อแม่ ………………………………………… ถาม : ทําบุญชาตินี้ ชาติหน้าจะได้เกิดมาคู่กัน แล้วถ้ามีแฟนต่างศาสนาจะทําอย่างไร 2 ตอบ : การเกิดมาคู่กันนั้น ทางพระพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า 1. ชาติก่อนเคยทําบุญร่วมกันมา […]

Dhamma Daily : พระอาจารย์มานพ อุปสโม ตอบปัญหาเกี่ยวกับ การปฏิบัติธรรม

Dhamma Daily : พระอาจารย์มานพ อุปสโม ตอบปัญหาเกี่ยวกับ การปฏิบัติธรรม ซีเคร็ต ได้รวบรวมการตอบปัญหาเกี่ยวกับ การปฏิบัติธรรม ของพระอาจารย์มานพ อุปสโม ไว้ดังนี้ 1 ถาม : ตอนไปปฏิบัติธรรมมีกฎให้ปิดวาจา อยากทราบความหมายของคําว่า ปิดวาจา หมายถึงไม่พูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ ไม่น่าจะหมายความว่าห้ามพูดโดยเด็ดขาด ไม่ทราบว่าเข้าใจถูกหรือไม่คะ 2 ตอบ : ปิดก็คือไม่เปิด ปิดวาจาก็คืองดพูด เพราะว่าพูดแล้วอาจเกิดปัญหา คนเราเวลาพูดกันไม่ได้คุยกันแต่เรื่องของสองคน มักจะพาดพิงถึงคนอื่น เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา ถือเป็นการส่งจิตออก ทําให้จิตว้าวุ่น ขณะเดียวกันคนสองคนคุยกันก็มีปัญหาได้ คือชอบใจบ้าง ไม่ชอบใจบ้าง การคุยกันจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อการกระทําความเพียร จึงควรงดคุย คนสองคนก็ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกัน แต่จริง ๆ แล้วพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้สรรเสริญการงดพูดโดยเด็ดขาด สมัยที่พระพุทธเจ้าทรงดํารงพระชนม์ชีพอยู่ มีพระสงฆ์ไปจําพรรษาร่วมกันหลายรูปในป่าโดยตั้งกติกาไม่คุยกัน ยกเว้นกรณีที่อุบาสกอุบาสิกาถาม เมื่อไปบิณฑบาต พระจะอมน้ำ ถ้าโยมไม่ถามก็จะอมอยู่อย่างนั้น ถ้าโยมถามก็กลืนน้ำแล้วตอบ เมื่อถึงวันพระพระก็จะมาพบกันครั้งหนึ่ง แต่ผลคือ มีพระรูปหนึ่งหาย ก็สอบถามกันว่าไปไหน […]

Dhamma Daily : เราสามารถชดใช้ กรรมเวร ที่มีติดตัวมาในชาตินี้ได้หมดสิ้นโดยเร็วหรือไม่

ถาม  :  กรรมเวร ที่มีติดตัวมาในชาตินี้   จะสามารถชดใช้ให้หมดสิ้นในชาติหนึ่งหรือไม่?    ถ้าไม่สร้างกรรมเวรใหม่    และมีวิธีใดจะชดใช้ให้หมดสิ้นไปโดยเร็วในชาติหนึ่งๆ พระอาจารย์เปลี่ยน    ปัญญาปทีโป ได้ไขปัญหาธรรมดังนี้ ตอบ  :  โอ้ ญาติโยม    เรื่องกรรมเรื่องเวรเนี่ย    ปัญหานี้อาตมาไม่อยากให้คิดจะดีกว่า    อยากให้มุ่งสร้างความดีเลยปฏิบัติดีไปเลย กรรมเวรที่สร้างมาทุกภพทุกชาตินี้     มีมากมายก่ายกองอย่าไปคิดถึงมัน    ครูบาอาจารย์ทุกองค์เนี่ย    อาตมาถามท่าน    ถ้าเราว่าจะใช้ให้มันหมดเนี่ย    มันเล่นงานเราทีเดียวเลยนะโยม    เล่นงานให้เจ็บป่วยเลย    มันรุมใส่เลย    เหมือนเราปฏิบัติเร่งเดินจงกรม เร่งนั่งภาวนา    เร่งปฏิบัติ    ขันธ์มารในร่างกาย    ก็มีการเจ็บป่วยเป็นหวัดเป็นไอเป็นไข้รบกวน    มันไม่อยากให้เราพ้นทุกข์    นี่ก็อย่างหนึ่งมันเป็นมาร    ทีนี้ถ้าเรานึกว่ากรรมเวรทั้งหลาย    ทุกชาติที่ทำมาขอจะใช้ ให้มันหมดชาตินี้    มันรุมจนโยมลุกไม่ได้แน่    อย่าไปคิดเลยเรื่องอย่างนี้    รีบพากันทำความดีไปเลย    กรรมที่ไม่ดีที่มันจองเวรจองผลาญกัน    ที่มันผูกเวรผูกพยาบาท    หยุดเลยหยุดเลย พระพุทธเจ้าจึงสอน    เวรย่อมไม่ระงับด้วยการผูกเวรเอาไว้ ก็เหมือนเราไปผิดกันโกรธกันเนี่ย    แล้วก็ไปเข้าหากันเลยคุยกันให้เลิกไม่มีเวรต่อกันไปเลยดีกว่า    หรือใครเป็นเวรเป็นกรรมกับพ่อกับแม่ทำไม่ดีกับพ่อกับแม่    ก็รีบเข้าไปหาเลยยอมรับผิด    ลูกทำผิดลูกไม่ดี    ให้อโหสิกรรมกันตั้งแต่มีชีวิตอยู่ดีที่สุด     กับเพื่อนกับฝูงเหมือนกันถ้าเราทำผิดอะไรรีบเข้าไปแก้ไขเลย   ให้มันสิ้นในชาตินี้อย่าให้มันผูกต่อไปข้างหน้า    มันก็หมดเวรหมดกรรมไป   ทีนี้กรรมเวรแต่ชาติอดีต    เราทำบุญทำกุศลทำความดีอะไร    รักษาศีล ภาวนา    […]

Dhamma Daily : ศีลข้อที่สาม ที่ให้ละเว้นการประพฤติผิดทางกามครอบคลุมเรื่องใดบ้าง

Dhamma Daily : ศีลข้อที่สาม ที่ให้ละเว้นการประพฤติผิดทางกามครอบคลุมเรื่องใดบ้าง ถาม: ศีลข้อที่สาม ที่ให้ละเว้นการประพฤติผิดทางกามครอบคลุมเรื่องใดบ้างขอรับพระอาจารย์ ตอบ: ศีลข้อกาเมฯนั้น พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงเรื่องการล่วงละเมิดกับเพศตรงข้ามที่มีเจ้าของ คือเรื่องสามีกับภรรยาโดยตรงเลย เพราะว่าการผิดลูกผิดเมียทำให้คู่ครองต้องเป็นทุกข์ พ่อแม่และลูกก็พลอยเป็นทุกข์ โดยการล่วงกรรมบถที่ครบองค์ ๔ ของกาเมสุมิจฉาจารนั้นประกอบไปด้วย หนึ่ง อคมนิยวตฺถุ มีคนที่เราจะล่วงละเมิดคือผัวเมียคนอื่น สอง ตสฺมึ เสวนจิตฺตํ เรามีจิตคิดจะผิดลูกเมียเขา สาม ปโยโค เรามีความพยายามที่จะประพฤติผิดกับลูกเมียเขา และสี่ มคฺเคน มคฺคปฏิปตฺติอธิวาสนํ เรามีความยินดีที่ได้ทำอย่างนั้น   ธรรมะจากพระอาจารย์มานพ อุปสโม : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา Photo by Zoltan Kovacs on Unsplash หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ [email protected] บทความน่าสนใจ Dhamma Daily: […]

เป็นทุกข์ เพราะไม่อยากมีลูก แต่คุณแม่อยากอุ้มหลาน [Dhamma Daily]

ดิฉันไม่อยากมีลูกเพราะไม่อยากมีบ่วง  แต่แม่ของดิฉันน้อยใจและเป็นทุกข์  เพราะท่านอยากอุ้มหลาน ดิฉันในฐานะที่เป็นลูกควรจะวางตัวอย่างไรคะ

keyboard_arrow_up