กรมหลวงราชสาริณี ฯ เสด็จบรรพชาเนกขัมมะ ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย

กรมหลวงราชสาริณี ฯ เสด็จบรรพชาเนกขัมมะ ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จไปทรงปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2562 เพจ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิตนานาชาติได้โพสต์ข้อความว่า ” รุ่งอรุณวันที่ 17 สิงหาคม 2562 เวลา 05.00 น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จลงพระอุโบสถวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย ทรงประกอบศาสนกิจทำวัตรเช้า และทรงอธิษฐานการบรรพชาเนกขัมมะ อันเปี่ยมด้วยพระราชศรัทธาอันยิ่ง     ” ต่อมา เวลา 06.30 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงถวายสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระสงฆ์สาวกครูบาอาจารย์ ณ ธรรมศาลา […]

พระโสณะ พระเถระผู้เดินจงกรมจนเลือดออก

พระโสณะ พระเถระผู้เดินจงกรมจนเลือดออก ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฎ ในกรุงราชคฤห์ ในช่วงเวลานั้นมีข่าวลือว่าบุตรชายเศรษฐีคนหนึ่งมีขนขึ้นที่เท้าทั้งสองข้าง พระเจ้าพิมพิสารทรงได้ยินข่าวจึงทรงให้ราชองครักษ์พาบุตรชายเศรษฐีผู้นี้มาเข้าเฝ้า บุตรชายเศรษฐีผู้มีขนขึ้นที่เท้ามีชื่อว่า “โสณโกฬิวิสะ” เป็นสุขุมาลชาติ คือเป็นผู้มีเท้าอ่อน เพราะได้รับการเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี เศรษฐีทราบพระโองการจากราชองครักษ์จึงจับวอให้บริวารพาบุตรชายไปเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อโสณโกฬิวิสะได้เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร พระองค์ทอดพระเนตรจนเป็นประจักษ์แล้วว่ามีบุรุษที่มีขนขึ้นที่เท้าอยู่ในเมืองของพระองค์จริง ประจวบเหมาะกับพระเจ้าพิมพิสารจะเสด็จไปฟังธรรมจากพระบรมศาสดา จึงทรงพาโสณโกฬิวิสะไปด้วย นับว่าเป็นครั้งแรกที่บุตรชายเศรษฐีได้พบพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม ทำให้โสณโกฬิวิสะเกิดความเลื่อมใส จนอยากออกบวชเป็นพระภิกษุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบวชให้เขา แล้วไปอาศัยอยู่ที่กุฏิตรงป่าสีตวัน แล้วอาศัยลานว่างบริเวณนั้นเป็นสถานที่เดินจงกรม พระโสณะ (โสณโกฬิวิสะ) มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติเพื่อเข้าสู่ความหลุดพ้นตามที่พระบรมศาสดาทรงสอน จึงเดินจงกรมตลอดเวลา แต่ด้วยว่าพระเถระเป็นสุขุมาลชาติ (เท้าบาง) จึงทำให้ฝ่าเท้ามีเลือดออก ถึงจะเจ็บปวดก็กำหนดรู้เวทนา ทำให้ลานเดินจงกรมนั้นเต็มไปด้วยเลือด เมื่อทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็เกิดความท้อแท้ใจที่จะบวชต่อ คิดเพียงแต่ว่าสึกไปเป็นฆราวาสดังเดิมดีไหม     เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จผ่านมา พระองค์ทอดพระเนตรเห็นลานเดินจงกรมเต็มไปด้วยคราบเลือด จึงทรงถามพระภิกษุที่อาศัยอยู่ในป่าสีตวันว่า “เหตุใดลานจงกรมจึงเต็มไปด้วยคราบเลือด ไม่ต่างจากลานประหารสัตว์เช่นนี้” พระภิกษุจึงทูลว่าเป็นคราบเลือดจากแผลที่เท้าของพระโสณะ พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปหาพระโสณะ พระโสณะเห็นพระบรมศาสดาเสด็จมาก็ถวายบังคมกราบ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เธอเป็นผู้ชำนาญเล่นพิณใช่หรือไม่” “ใช่เจ้าค่ะ” พระโสณะตอบ “หากสายพิณดึงเกินไป เธอจะบรรเลงพิณได้หรือไม่” พระโสณะครุ่นคิดแล้วตอบว่า “ไม่สามารถเล่นได้พระเจ้าข้า เพราะดีดไปก็ไม่มีเสียง”  […]

พุทธรักขิต นกแขกเต้าเจริญสติปัฏฐาน

พุทธรักขิต นกแขกเต้าเจริญสติปัฏฐาน ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จแสดงธรรมไปในมหาชนบททั้งหลาย แคว้นกุรุเป็นแคว้นหนึ่งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรม แล้วทรงแสดงธรรมไว้ถึง 7 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ มหานิทานสูตร มหาสติปัฏฐานสูตร สาโรปมสูตร รุกขูปมสูตร รัฏฐปาลสูตร มาคัณฑิยสูตร และอานัญชสัปปายสูตร พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่นี่หลายเรื่องเพราะ ชาวกุรุเป็นผู้มีกำลังปัญญา สามารถฟังธรรมของพระองค์ได้ รวมทั้งบรรยากาศร่มรื่น ทำให้ชาวแคว้นแห่งนี้มีใจที่เปิดรับฟังธรรมของพระองค์ ถึงชาวกุรุจะได้รับคำสอนเรื่องสติปัฏฐาน 4 ซึ่งเป็นคำสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้เห็นธรรมได้จากการพิจารณากาย, เวทนา (ความรู้สึก) , จิต และ ธรรม และยังปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ยังเจริญสติปัฏฐาน 4 เช่นเดียวกัน สัตว์ตัวนั้นคือนกแขกเต้าที่มีชื่อว่า “พุทธรักขิต” มีหญิงช่างฟ้อนรำนางหนึ่งจับลูกนกแขกเต้าตัวหนึ่งมาเลี้ยงไว้ และฝึกให้มันพูดภาษาคนได้ นางเดินทางไปแสดงฟ้อนรำที่ใดก็จะพาลูกนกตัวนี้ไปด้วยเสมอ จนกระทั่งมาถึงแคว้นกุรุ นางขออนุญาตพระเถรีพักค้างแรมในสำนักภิกษุณี แต่พอถึงวันที่นางต้องออกเดินทาง กลับลืมเจ้านกแขกเต้าไว้     สามเณรีจึงเลี้ยงนกแขกเต้าตัวนี้แทน และตั้งชื่อนกน้อยว่า “พุทธรักขิต” ซึ่งมีความหมายว่า “พุทธรักษา” วันหนึ่งพระเถรีรูปหนึ่งขานชื่อของมัน นกน้อยขานรับว่า “มีอะไรคะ ท่านแม่” พระเถรีถามต่อว่า “เจ้าเจริญภาวนาอย่างไรบ้าง” […]

สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เพราะอำนาจแห่งการอธิษฐานจิต

สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เพราะอำนาจแห่งการ อธิษฐานจิต มักพบว่าการสำเร็จเป็นพระอรหันต์จะมาจากการฝึกฝนจิตให้ไร้ซึ่งกิเลสและอุปกิเลสทั้งปวง แต่มีเรื่องหนึ่งที่ยืนยันได้ว่า การสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ก็มาจากการ อธิษฐานจิต ได้เช่นกัน ครั้งพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงเข้าสมาบัติอยู่บนภูเขาคันธมาทน์ หลังจากพระองค์ออกจากสมาบัติแล้ว ได้ดำริว่าจะอนุเคราะห์ให้ผู้ใดถวายทานแด่พระองค์ดี พระองค์จึงทรงเพ่งญาณจนทราบว่าต้องเสด็จไปอนุเคราะห์เด็กชายผู้หนึ่งซึ่งกำลังทำงานอยู่ในไร่อ้อย พระองค์ทรงเหาะไปที่ไร่อ้อยทันที เด็กชายกำลังเดินถือต้นอ้อยมา 2 ต้น ต้นหนึ่งเป็นของตน ส่วนอีกต้นเป็นของพี่ชาย เพื่อที่จะลิ้มรสความหวานที่แสนอร่อยของอ้อย ระหว่างทางนั้นเอง เด็กชายได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้า เด็กน้อยกราบบังคมพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยความเลื่อมใส จึงอาราธนาให้พระองค์ทรงรับอ้อยจากตน เด็กน้อยปูผ้าคลุมบนเนินที่สูงกว่าตนแล้วกล่าวว่า “พระองค์โปรดนั่งบนพื้นที่ที่สูงกว่าข้าพเจ้าเถิดเจ้าข้า” หลังจากพระปัจเจกพุทธเจ้าประทับบนพื้นที่ที่สูงกว่าเด็กชายแล้ว เด็กชายกล่าวขึ้นว่า     “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันขอถวายต้นอ้อยที่มีรสหวานนี้แด่พระองค์ อานิสงส์จากการถวายอ้อยนี้ขอให้หม่อมฉันเป็นผู้ได้ครอบครองเทวดาสมบัติ มนุษยสมบัติ และนิพพานสมบัติด้วยเถิด”  พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “เป็นไปตามนั้น” เด็กน้อยเกิดความปีติขึ้น ยิ่งยกต้นอ้อยที่ตัดมาดีแล้ว วางลงในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า ปรากฏว่าน้ำอ้อยไหลออกมาจนท่วมบาตร จากนั้นพระองค์ทรงลิ้มรสต้นอ้อยที่หวานอร่อย หลังจากนั้นทรงเหาะกลับไปยังเขาคันธมาทน์ทันที เด็กชายเดินกลับบ้านอย่างมีความสุข แต่กลับไร้ต้นอ้อยติดมือไปให้พี่ชาย พี่ชายถามถึงต้นอ้อย น้องชายจึงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พี่ชายฟัง พี่ชายเกิดความปีติและอนุโมทนาในการถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าของน้องชาย ยิ่งต้นอ้อยอันที่จะเป็นของตนได้อยู่ในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยแล้ว พี่ชายได้อธิษฐานขอให้ตนได้สำเร็จอรหัตตผล ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป     เมื่อสองพี่น้องต่างสิ้นบุญลง อานิสงส์แห่งการถวายอ้อยแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าส่งผลให้ทั้งสองเกิดเป็นเทวดา […]

วิบากกรรมของปลากปิละ ปลาปากเหม็นที่มีเกล็ดเป็นทองคำ

วิบากกรรมของ ปลากปิละ ปลาปากเหม็นที่มีเกล็ดเป็นทองคำ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน เกิดเรื่องประหลาดขึ้นท่ามกลางพุทธศาสนิกชนที่มาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงนำปลาตัวใหญ่ที่มีเกล็ดเป็นทองคำชื่อว่า ” ปลากปิละ ” เข้ามาให้พระพุทธเจ้าทอดพระเนตร พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงได้ปลาตัวใหญ่ที่มีเกล็ดเป็นทองคำมาจากชาวประมงคนหนึ่ง เขาสามารถจับปลาตัวใหญ่ตัวนี้ได้  เพราะในอดีตชาติได้เกิดโจรแต่กลับใจมารักษาศีล อานิสงส์แห่งการถือศีล ทำให้เขาเกิดเป็นเทพบุตร และกลับชาติมาเกิดอีกครั้งในตระกูลชาวประมง  พระราชาทรงอยากทราบว่าเหตุใดปลาตัวนี้จึงมีเกล็ดเป็นทองคำ ซึ่งผิดธรรมชาติจากปลาทั่วไป เมื่อปลาตัวถูกนำเข้ามายังพระเชตวัน สาธุชนที่มาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เห็นปลาประหลาด แต่เมื่อมันอ้าปากขึ้นกลับเกิดกลิ่นเหม็นไปทั่วพระเชตวัน เหตุการณ์นี้สร้างความสงสัยให้แก่สาธุชนเป็นอย่างมาก     พระพุทธเจ้าจึงตรัสถึงอดีตชาติและวิบากกรรมของปลาตัวนี้ว่า ครั้งสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว มีพี่ชายและน้องชาย คนพี่ชื่อว่า “โสธนะ” ส่วนคนน้องชื่อว่า “กปิละ” ชวนกันบวชเป็นพระภิกษุ คนพี่มุ่งมั่นปฏิบัติ (วิปัสสนาธุระ) แต่คนน้องเห็นว่าตนเองยังอายุไม่มาก ควรศึกษาปฏิเวธ (คันถธุระ) เสียก่อน พอศึกษามากเข้าก็สามารถแสดงธรรมได้ กลายเป็นที่ชื่นชอบของสาธุชนทั้งหลาย ยิ่งทำให้พระกปิละรู้สึกว่าตนเองมาถูกทาง พระภิกษุสายปฏิบัติเห็นว่า พระกปิละหลงใหลในปฏิเวธมากเกินไป ไม่ยอมปฏิบัติเสียที จึงตักเตือนเพื่อให้สนใจปฏิบัติบ้าง พระกปิละไม่พอใจจึงกล่าววาจาดูหมิ่นพระเถระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แสดงให้เห็นว่าพระกปิละดื้อดึงที่จะมุ่งมาทางปฏิเวธ พระโสธนะทราบจึงเข้ามาตักเตือนพระน้องชาย แต่พระกปิละก็ต่อว่าพระโสธนะอย่างรุนแรง ภิกษุณีที่เป็นแม่และน้องสาวได้ตามมาบวชก็ต่อว่าพระภิกษุที่มาตักเตือนพระกปิละทุกรูป หลังจากนั้นจึงไม่มีใครกล้ายุ่งกับพระกปิละอีกเลย เมื่อพระโสธนะปลงสังขารและดับขันธปรินิพพาน เพราะมุ่งปฏิบัติ […]

พระภิกษุหากินอย่างไร คำตอบที่น่าสนใจจากพระสารีบุตร

พระภิกษุหากินอย่างไร คำตอบที่น่าสนใจจาก พระสารีบุตร ครั้ง พระสารีบุตร อัครสาวกของพระพุทธเจ้า กำลังบิณฑบาตอยู่ในกรุงราชคฤห์ แล้วแวะฉันภัตตาหารจากบาตรยังเชิงผาแห่งหนึ่ง นางปริพาชิกา (นักบวชหญิงนอกศาสนา) ชื่อว่า “สุจิมุขี” จำพระสารีบุตรได้ว่าท่านได้รับการยกย่องจากพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เป็นผู้มีปัญญามาก นางจึงเข้าไปหาพระเถระแล้วถามว่า “ท่านก้มหน้าฉันหรือพระคุณเจ้า”  พระสารีบุตรตอบว่า “้เราไม่ได้ก้มฉัน น้องหญิง” “เช่นนั้นท่านเงยหน้าฉันหรือ”  “เรามิได้เงยหน้าฉัน” “หรือท่านมองทิศใหญ่ฉันเช่นนั้นหรือ” “เรามิได้มองทิศใหญ่ฉัน” “ท่านมองทิศน้อยฉันหรือพระคุณเจ้า” “เรามิได้มองทิศน้อยฉันหรอกน้องหญิง” นางปริพาชิกามึนงงในคำตอบของพระสารีบุตรแล้วกล่าวขึ้นว่า “พระคุณเจ้า ไม่ก้มหน้าฉัน ไม่เงยหน้าฉัน ไม่มองทิศใหญ่และทิศเล็กฉัน แล้วพระคุณเจ้าฉันอย่างไรเจ้าคะ ดิฉันเห็นมานักต่อนักแล้วว่านักบวชทั้งหลายชอบฉัน (หากิน) กับเดรัจฉานวิชา บางพวกพยากรณ์พื้นที่ ดิฉันเรียกว่า ก้มหน้าฉัน บางพวกดูดวงดาว (พยากรณ์ดวงชะตาด้วยดวงดาว) ดิฉันเรียกว่า เงยหน้าฉัน บางพวกชอบเป็นตัวแทนและสื่อสาร (กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ) ดิฉันเรียกว่า ดูทิศใหญ่ฉัน บางพวกชอบพยากรณ์จากอวัยวะ (ตรงกับศาสตร์นรลักษณ์) ดิฉันเรียกว่า ดูทิศน้อยฉัน “     พระสารีบุตรจึงตอบเรื่องการฉัน (หากิน) […]

แม่ไก่ฟังธรรม ได้เกิดเป็นธิดากษัตริย์

แม่ไก่ฟังธรรม ได้เกิดเป็นธิดากษัตริย์ อย่าได้คิดว่าสัตว์เดรัจฉานไม่เข้าใจในธรรมะของพระพุทธเจ้า มีเรื่องหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ว่าสัตว์สามารถฟังธรรมได้จริง คือเรื่อง แม่ไก่ฟังธรรม  พระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์พร้อมด้วยพระสาวกทั้งหลาย พระองค์ดำเนินผ่านเรือนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีลูกหมูตัวเมียอยู่หน้าเรือน พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรลูกหมูตัวเมียตัวนั้นแล้วแย้มพระสรวล พระอานนท์ทูลว่าพระองค์ถึงสาเหตุที่แย้มพระสรวล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “อานนท์ เธอเห็นลูกหมูตัวเมียตัวนั้นไหม”  “เห็นพระเจ้าข้า” พระอานนท์ตอบ พระบรมศาสดาจึงตรัสถึงอดีตชาติของลูกหมูตัวเมียตัวนี้ให้พระอานนท์สดับว่า ครั้งสมัยของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งพระนามว่า “กกุสันธะ” มีแม่ไก่ตัวหนึ่งได้ฟังธรรมที่พระภิกษุสาธยายเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนามาตลอดชีพ     เมื่อสิ้นบุญลง จิตที่เป็นกุศลจากการฟังธรรม ทำให้แม่ไก่หลุดพ้นจากภพภูมิของเดรัจฉาน เกิดเป็นพระธิดาของกษัตริย์ มีพระนามว่า “เจ้าหญิงอุพพรี” แม่ไก่ฟังธรรมเรื่องวิปัสสนามาเมื่อในอดีตชาติ ทำให้เจ้าหญิงอุพพรีพอระลึกถึงการทำสมาธิได้ เมื่อเจ้าหญิงทอดพระเนตรเห็นกลุ่มหนอมที่อาศัยอยู่ในอาจม เจ้าหญิงเพ่งพระเนตรจนเกิดสมาธิจนเกิดปฐมฌาน เมื่อเจ้าหญิงสิ้นพระชนม์ลง จิตที่มีปฐมฌานส่งผลให้พระองค์อุบัติเป็นพรหม แต่แล้วพรหมก็เกิดสับสนในการเกิด (คติ) ทำให้จิตเสื่อมจากฌานแล้วลงมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานคือลูกหมูตัวเมียตัวนี้นั้นเอง เหล่าพระภิกษุที่ติดตามพระพุทธเจ้ามาด้วย เกิดสลดและปลงว่าไม่มีสิ่งไหนคงทนและถาวร หลังจากลูกหมูตัวเมียตาย ก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏจนกว่าจะสำเร็จอรหัตตผล   ที่มา : อรรถกถา คาถาธรรมบท เรื่อง นางลูกสุกร  ภาพ : https://pixabay.com บทความน่าสนใจ ฟังธรรมด้วยความสุขกับ “ ธรรมะอารมณ์ดี […]

เจ้าหญิงกิสาโคตมี อีกหนึ่งสตรีผู้อยู่เบื้องหลังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

เจ้าหญิงกิสาโคตมี อีกหนึ่งสตรีผู้อยู่เบื้องหลังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เจ้าหญิงกิสาโคตมี ไม่มีปรากฏพระประวัติว่า พระนางได้ผนวชเป็นพระภิกษุณีหรือไม่ แต่พระนามของพระองค์จะซ้ำกับนางกีสาโคตมี สตรีที่สูญเสียลูกจนวิปลาส แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าเจ้าหญิงพระองค์นี้เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจในการเสด็จออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ เจ้าชายสิทธัตถะหลังจากทอดพระเนตรเทวทูต 4 แล้วทรงเข้าพระทัยเรื่องสัจธรรมของชีวิตว่ามีเกิดก็ต้องมีตายเป็นธรรมดาของโลก ทรงปลงกับพระชนม์ชีพที่เหลืออยู่ แต่ภาพของบรรพชิตทำให้พระองค์ทรงตรึงพระทัย ปรารถนาที่จะแสวงหาความหลุดพ้น จึงดำริว่าการออกผนวชน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับพระองค์ พระองค์ประทับในพระอุทยาน พระเวสสุกรรมเทพบุตรได้เนรมิตศาลาริมสระโบกขรณีขึ้นถวาย ระหว่างที่พระองค์กำลังสรงน้ำ ทหารองครักษ์ทูลเรื่องพระนางยโสธราให้ประสูติพระโอรส     เจ้าชายสิทธัตถะทรงโสมนัส และทรงรักพระโอรสมาก แต่แล้วพระองค์กลับทรงเศร้าหมองและตรัสขึ้นว่า “เราต้องตัดบ่วงที่ผูกเราไว้ให้ขาด” องครักษ์ได้ยินเจ้าชายตรัสคำว่า “บ่วง” จึงนำมาทูลพระนางยโสธรา พระนางจึงตั้งพระนามพระโอรสว่า “ราหุล” ซึ่งแปลว่า บ่วง นั่นเอง เจ้าชายเสด็จกลับพระนคร พระองค์ได้พบกับเจ้าหญิงแห่งศากยวงศ์พระองค์หนึ่งนามว่า “กิสาโคตมี” เจ้าหญิงตรัสขึ้นว่า “เจ้าชายพระองค์นี้ทรงเป็นพระโอรสแห่งผู้ใด หรือทรงเป็นพระสวามีของผู้ใด ผู้นั้นย่อมเย็นใจ” เจ้าชายติดที่คำว่า “ใจเย็น” ซึ่งตรงกับสภาวะของนิพพาน ทำให้เจ้าชายทรงมุ่งมั่นจะดำเนินไปในเส้นทางแห่งการแสวงหาความหลุดพ้น พระองค์ทรงถอดสายสร้อยจากพระศอประทานเจ้าหญิงกิสาโคตมี  เพียงคำตรัสของเจ้าหญิงที่ชื่นชมเจ้าชายสิทธัตถะกลับแรงบันดาลใจให้กับพระองค์ ดังว่า คำพูดเปลี่ยนแปลงชีวิต น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะในค่ำคืนนั้นเจ้าชายตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชทันที   ที่มา : อรรถกถา คาถาธรรมบท […]

นางปุณณทาสี สงสัยว่าทำไมพระภิกษุไม่ยอมนอน

นาง ปุณณทาสี สงสัยว่าทำไมพระภิกษุไม่ยอมนอน ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกุฏ ได้ตรัสเรื่อง นางทาสชื่อว่า “ ปุณณทาสี ” ให้ภิกษุทั้งหลายฟัง เรื่องราวมีอยู่ว่า เศรษฐีให้นางปุณณทาสีหุงข้าว เพราะได้ข้าวเปือกมาจำนวนหนึ่ง นางได้หุงข้าวนั้นเสร็จแล้วออกไปตามลมอยู่นอกโรงครัว นางปุณณทาสีเห็นคณะภิกษุทั้งหลายเดินไปบนภูเขาโดยมีแสงสว่างนำทาง ซึ่งแสงสว่างนั้นมาจากนิ้วมือของพระทัพพมัลลบุตรเถระ ซึ่งเกิดจากอานิสงส์แห่งการเป็นผู้จัดแจงเสนาสนะแด่พระภิกษุทั้งหลาย นางจึงเอ่ยขึ้นว่า “เหตุใดพระภิกษุผู้เจริญทั้งหลาย จึงไม่หลับนอนกันหนอ กังวลเหลือเกินว่าพวกท่านจะเป็นอันตราย อาจถูกงูและสัตว์มีพิษกัดเพราะมันมืดมาก” พอรุ่งเช้านางปุณณาทาสีจึงนำรำข้าวชุบน้ำให้ชุ่มจนเหนียวเป็นแป้งแล้วบีบจนเป็นแผ่น ปิ้งบนเตาถ่าน พอสุกก็ห่อด้วยผ้า นางตั้งใจจะกินขนมนี้ระหว่างเดินทางไปที่ท่าน้ำ นางหยิบหม้อน้ำแล้วเดินออกจากโรงครัวไป     พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระอานนท์และพระภิกษุทั้งหลายเสด็จผ่านมาพอดี นางปุณณทาสีเห็นพระพุทธองค์ นางจึงคิดขึ้นว่า “บางครั้งเราได้พบพระบรมศาสดา แต่ไม่มีเครื่องไทยธรรมติดตัวมาเลย คราวนี้เรามีขนมติดตัวมา เราจะถวายขนมที่เราทำนี้แด่พระองค์” นางวางหม้อลง แล้วถวายบังคมบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า และกราบทูลว่า “ขอพระองค์โปรดเมตตา ทรงรับทานอันเศร้าหมองนี้ เพื่อสงเคราะห์หม่อมฉันด้วยเถิด พระเจ้าข้า” พระพุทธองค์ทรงให้พระอานนท์นำบาตรที่ท้าวจตุโลกบาลถวายรับขนมจากนางปุณณทาสี เมื่อนางใส่ขนมลงในบาตร แล้วกราบพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเบญจางคประดิษฐ์ และกล่าวว่า “ขอธรรมที่พระองค์ทรงเห็นแล้วนั้น จงสำเร็จแก่หม่อมฉันด้วยเถิดพระเจ้าข้า” พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “จงสำเร็จตามนั้น”     […]

พระวินัย สิ่งที่พระและฆราวาสควรรู้ไว้ไม่เสียหลาย

พระวินัย สิ่งที่พระและฆราวาสควรรู้ไว้ไม่เสียหลาย พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติ พระวินัย เอาไว้ เพื่อเป็นกรอบให้พระในพระพุทธศาสนาปฏิบัติตาม (เปรียบเหมือนกฎหมายของพระ) โดยมีจุดมุ่งหมายให้หมู่สงฆ์อยู่อย่างเป็นสุข มีกิเลสตัณหาน้อยลง ชาวบ้านเลื่อมใสพระ และเพื่อให้พระพุทธศาสนาที่ถูกต้องดำรงอยู่อย่างยาวนาน พระที่ละเมิดพระวินัยซึ่งพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ก็จะ อาบัติ หรือ ต้องอาบัติ คำว่า อาบัติ มาจากภาษาบาลีว่า อาปัตติ หมายถึง การทำผิดทางวินัยสงฆ์ ซึ่งการทำผิดขั้นร้ายแรงที่สุดก็คือ อาบัติปราชิก การทำผิดพระวินัยในระดับนี้จะมีโทษหนัก พระที่ทำอาบัติปาราชิกจะสิ้นสุดจากความเป็นพระทันที และไม่สามารถบวชใหม่ได้อีก การทำผิดขั้นรุนแรงรองลงมาเรียกว่า อาบัติสังฆาทิเสส (เช่น แตะต้องผู้หญิงด้วยจิตกำหนัด, ทำหมู่สงฆ์ให้แตกกัน เป็นต้น) จะต้องรับโทษให้ต้องอยู่ในที่สงบในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อให้สำรวมกายใจแล้วพิจารณาความผิดของตน หากอยู่รับโทษจนครบแล้วสำนึกผิด ก็จะพ้นอาบัติ     นอกเหนือจากนี้ยังมีอาบัติในระดับที่รองลงมา ซึ่งเป็นการทำผิดที่ไม่ร้ายแรงมาก จึงมีโทษไม่หนักมากเท่าสองระดับแรก เช่น อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ อาบัติถุลลัจจัย อาบัติปาฏิเทสนียะ อาบัติทุกกฏ อาบัติทุพภาสิต เป็นต้น เราจึงสามารถกล่าวได้ว่า พระวินัยมีความสำคัญมาก หากสงฆ์ไม่ทำตามพระวินัย หมู่สงฆ์ก็จะอยู่กันอย่างมีความทุกข์ มีกิเลสตัณหามากขึ้น ชาวบ้านเสื่อมศรัทธา คำสอนถูกบิดเบือน […]

พระอนุรุทธะ เจ้าชายศากยวงศ์ผู้ไม่เคยปราศจากขนม เพราะบุญจากชาติก่อน

พระอนุรุทธะ เจ้าชายศากยวงศ์ผู้ไม่เคยปราศจากขนม เพราะบุญจากชาติก่อน พระอนุรุทธะ เป็นเจ้าชายพระองค์หนึ่งในศากยวงศ์ เป็นพระญาติผู้ใกล้ชิดของพระพุทธเจ้า ครั้งเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า พระญาติทั้งหลายต่างยกพระโอรสให้บวชเป็นพระภิกษุในสำนักของพระองค์ จนกระทั่งเหลือเจ้าชาย 6 พระองค์ ได้แก่ ภัททิยราชา อนุรุทธะ อานันทะ ภคุ กิมพิละ และ เทวทัต พระญาติทั้งหลายแลเห็นว่าเจ้าชายทั้ง 6 ควรผนวชเป็นพระภิกษุเพื่อติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้า เจ้าชายศากยะทั้ง 6 จึงพากันผนวช แต่พระพุทธเจ้ากลับทรงเลือกบวชให้นายอุบาลีก่อน ซึ่งเป็นภูษามาลา เจ้าชายทั้ง 6 พระองค์ สุดท้ายเจ้าชายทุกพระองค์ต่างบรรลุคุณวิเศษ อย่างพระอนุรุทธะได้สำเร็จดวงทิพย์ ต่อมาได้สดับเรื่อง มหาปุริสวิตักกสูตร จึงบรรลุเป็นพระอรหันต์     มีหลายเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าพระอนุรุทธะเป็นผู้สะสมบุญมาดีคือ ครั้งก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกผนวช ทรงพนันกีฬาลูกขลุบกับพระญาติทั้งหลายด้วยขนม ปรากฏพระอนุรุทธะแพ้ถึง 3 ครั้ง ทรงต้องเป็นฝ่ายนำขนมมาให้พระญาติทั้งหลายเสวย จนถึงตาที่พระองค์ทรงต้องเสียขนมถาดที่ 4 พระมารดาไม่สามารถทำขนมได้เพราะส่วนผสมหมดจึงส่งคนไปทูลเจ้าชายว่า “ขนมไม่มี” เจ้าชายทรงได้ยินดังนั้นก็ทรงคิดว่าเป็นชื่อขนมชนิดหนึ่งจึงตรัสไปให้นำขนมชื่อนี้มา พระมารดาทรงจำพระทัยส่งถาดว่างไปให้เจ้าชายแทน เทวดาผู้รักษาเมืองทราบว่าในอดีตพระชาติ พระอนุรุทธะเคยถวายภัตแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า “อุปริฏฐะ” จึงได้เนรมิตขนมทิพย์ถวายจนเต็มถาด เจ้าชายทอดพระเนตรขนมแล้วไม่พอพระทัย […]

ทำทุกวันเสมือนวันสุดท้ายของชีวิต ธรรมะโดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ทำทุกวันเสมือน วันสุดท้ายของชีวิต ธรรมะโดย ท่าน ว.วชิรเมธี มีคนไปถามหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุว่า ทำอย่างไรเราถึงจะเตรียมตัวตายอย่างดีที่สุด ท่านบอกว่า ขอให้เธอใช้ชีวิตเสมือนว่า วันนี้เป็น วันสุดท้ายของชีวิต ทำให้ดีที่สุด หากคิดอย่างนี้ได้ เราจะใช้ชีวิตทุก ๆ ย่างก้าว ทุก ๆ อิริยาบถ ทุก ๆ ลมหายใจเข้าออกด้วยความไม่ประมาท เมื่อเราไม่ประมาท ชีวิตเราก็สมบูรณ์ด้วยความดีงาม อยู่ก็ไม่อาลัย ตายก็ไม่กังวล รอวันเวลาที่ความตายจะมาพรากเราไป เหมือนกับคนงานรอเวลาเลิกงาน ตีระฆังเมื่อไรก็เมื่อนั้น วางงานแล้วก็ไป ไม่อาลัย หรือถ้าจะให้ชัดยิ่งขึ้นมาก จะเจริญมรณัสสติตามแบบแผนก็ได้คือ มีข้อความให้พิจารณา มีคำภาษาบาลีให้ท่องให้บริกรรมด้วย เช่นบริกรรมว่า ธุวัง มรณัง  ความตายเป็นของยั่งยืน อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง  ตัวเราจะพึงตายเป็นแน่แท้ มรณะปริโยสาณัง เม ชีวิตัง  ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุด ชีวิตัง เม อนิยะตัง  ชีวิตของเราเป็นของไม่เที่ยง มรณัง เม นิยะตัง  แต่ความตายของเราเป็นของเที่ยง […]

เปิดบุพกรรม ทำไมพระนันทะต้องพลัดพรากจากคนรัก

เปิดบุพกรรม ทำไม พระนันทะ ต้องพลัดพรากจากคนรัก พระนันทะ เป็นพระโอรสของพระนางปชาบดีโคตมี พระน้านางของพระพุทธเจ้าที่ประสูติกับพระเจ้าสุทโธทนะ พระนันทะจึงเป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของพระพุทธเจ้า ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเยือนกรุงกบิลพัสดุ์ และได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์จนเหล่าพระญาติเกิดความเลื่อมใส ในช่วงนั้นเจ้าชายนันทะกำลังจะเข้าพิธีสมรสกับเจ้าหญิงศากยวงศ์ผู้มีพระนามว่า “ชนบทกัลยาณี” เหล่าพระญาติอาราธนาพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระสาวกมาฉันภัตตาหารในงานพิธีสมรส พระบรมศาสดาได้ฝากบาตรไว้กับเจ้าบ่าว (เจ้าชายนันทะ) แล้วทรงไม่ได้ทวงบาตรคืน เจ้าชายนันทะทูลถามว่า “พระองค์จะทรงรับบาตรหรือไม่” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เราจะรับบาตรที่หัวบันได ขอฝากไว้ที่เจ้าก่อน”      เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงหัวบันได เจ้าชายนันทะก็ทูลถวายบาตรคืน พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เราขอรับตรงพระลานหลวง ขอฝากบาตรไว้ก่อน” เมื่อพระองค์ดำเนินมาถึงพระลานหลวง เหล่านางกำนัลเห็นว่าเจ้าชายนันทะกำลังติดต่อพระพุทธเจ้าไป จึงทูลเรื่องนี้ให้เจ้าหญิงชนบทกัลยาณีทรงทราบ เจ้าหญิงเกรงว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพาเจ้าชายนันทะไปบวช จึงเปล่งพระสุรเสียงว่า “ข้าแต่พระสวามี พระองค์ทิ้งหม่อมฉันไปไม่ได้นะเพคะ” เจ้าชายนันทะทรงได้ยินก็ทรงเสียพระทัย แต่ไม่สามารถขัดพระพุทธองค์ได้ถึงพระทัยจะอยากกลับไปหาพระชายาก็ตาม พระนันทะติดตามพระพุทธเจ้าจนถึงพระวิหาร พระพุทธเจ้าตรัสว่า “้เธอจักบวชไหมนันทะ” เจ้าชายนันทะทรงไม่กล้าขัดพระพุทธองค์จึงยินยอมบวช   คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป >>> เพื่อทราบวิบากกรรมเรื่องความรักของพระนันทะ 

“ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว” บาปกรรมของคนเกลียดพระ

“ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว” บาปกรรมของคนเกลียดพระ กรรมติดจรวดไม่ได้มีเพียงแต่ในยุคสมัยนี้เท่านั้น ครั้งสมัยพุทธกาลก็มีนายพรานคนนี้ซึ่งเป็นคนเกลียดพระ แล้วได้รับวิบากกรรมอย่างชนิดทันควันเดี๋ยวนั้นหลังจากทำร้ายพระจนเกือบถึงแก่ความตาย เพราะเป็น บาปกรรมของคนเกลียดพระ ครั้งสมัยพุทธกาลมีนายพรานคนหนึ่งชื่อว่า “โกกะ” ทุกครั้งที่ออกไปล่าสัตว์จะใช้สุนัขล่าเนื้อช่วยในการล่าสัตว์ วันหนึ่งขณะที่นายโกกะกำลังเดินออกจากหมู่บ้านเพื่อไปล่าสัตว์เหมือนทุก ๆ ครั้ง ได้พบกับพระภิกษุกำลังบิณฑบาตอยู่ในหมู่บ้าน วันนั้นทั้งวัน นายโกกะจับสัตว์ไม่ได้เลย นายพรานก็ไม่ได้ติดใจอะไรจนกระทั่งเข้าสู่วันที่สอง เขาก็พบพระภิกษุรูปนั้นอีกครั้ง ปรากฏว่าทั้งวันก็ไม่สามารถจับสัตว์อะไรได้เลย จึงเริ่มคิดหาสาเหตุแล้วว่าเป็นเพราะอะไร วันต่อมาเขาเจอพระภิกษุรูปเดิมกำลังเดินบิณฑบาต ในวันนั้นก็ไม่สามารถจับสัตว์ได้อีก จึงเริ่มแน่ใจแล้วว่าการได้พบเจอพระภิกษุรูปนั้นทำให้ตนจับสัตว์ไม่ได้ นายโกกะมองว่าพระภิกษุเป็นกาลกิณีที่ทำให้เขาไม่สามารถจับสัตว์ได้เลย จึงคิดว่าถ้าเจอพระอีกจะกำจัดเสีย วันต่อมานายพรานพบพระภิกษุเที่ยวบิณฑบาตจึงสั่งให้สุนัขล่าเนื้อเข้าไปกัดพระภิกษุเพื่อหมายเอาชีวิต     พระภิกษุทิ้งบาตร แล้ววิ่งหนี ปีนขึ้นไปบนต้นไม้ สุนัขล่าเนื้อต่างกระโจนหมายจะกัดพระตามคำสั่งของเจ้านาย นายโกกะรังเกียจพระเข้าไส้ก็ใช้มีดแทงไปที่เท้าทั้งสองข้างของพระ พระภิกษุทรมานไม่สามารถมีสติประคองตัวได้ดีนัก จีวรที่นุ่งห่มจึงตกลงมาคลุมร่างของนายพราน สุนัขคิดว่าเป็นพระภิกษุจึงกระโจนเข้ากัดนายพรานจนตายอย่างน่าเวทนา พระภิกษุจึงลงมาจากต้นไม้แล้วเดินทางไปยังพระเชตวันมหาวิหาร ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และทูลถามว่า นายพรานคนนั้นถูกสุนัขกัดจนตายเพราะจีวรที่ตนนุ่งห่ม จะเป็นการผิดศีล และพรหมจรรย์จะด่างพร้อยหรือไม่ พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ศีลและพรหมจรรย์ของเจ้าไม่ด่างพร้อย พระพุทธองค์ทรงเมตตาตรัสบุพกรรมของนายพรานคนนี้ให้พระภิกษุฟังว่า ในอดีตชาติ นายโกกะเคยเป็นผู้คิดประทุษร้ายต่อผู้ไม่คิดร้ายต่อตน ในชาตินั้นเขาเกิดเป็นหมอ แล้วเอางูไปใส่ไว้ในรังนก บอกให้เด็กปีนขึ้นไปเก็บไข่นกลงมา เขาหวังให้งูกัดเด็กคนนั้น แล้วตนจะได้รักษาและคิดค่ารักษาแพง ๆ เพื่อเอาเงิน […]

คนระลึกชาติและมีญาณหยั่งรู้ได้อย่างไร พระพุทธเจ้ามีคำตอบ

คน ระลึกชาติ และมีญาณหยั่งรู้ได้อย่างไร พระพุทธเจ้ามีคำตอบ หลายคนอาจคุ้นเคยกับความเชื่อเรื่อง “ ระลึกชาติ ” จากคำบอกเล่าของคนระลึกชาติผ่านรายการและหนังสือธรรมะ หรือหนังสือแนวเหนือธรรมชาติ เช่น คนที่สามารถบอกชื่อ บอกจุดที่ตนเองตายได้ บ้านเกิด พ่อแม่ครอบครัวในชาติก่อนได้อย่างแม่นยำ พระพุทธศาสนากล่าวถึงการระลึกชาติไว้เช่นกัน หลักฐานที่เด่นชัดคือ ชาดก เป็นเรื่องเล่าในอดีตพระชาติของพระพุทธเจ้านั่นเอง ในคัมถีร์อรรถกถาส่วนท้ายของชาดก พระพุทธเจ้าจะตรัสว่าใครเกิดร่วมพระชาติกับพระองค์บ้าง ตัวอย่างเช่น เวสสันดรชาดก พระเวสสันดรคือพระพุทธเจ้า พระนางมัทรีคือพระนางพิมพา พระชาลีคือพระราหุล พระกัณหาคือพระอุบลวรรณาเถรี ชูชกคือพระเทวทัต เป็นต้น ซึ่งพระอรรถกถาจารย์เรียกว่า “ประชุมชาดก”     เรื่องการระลึกชาติกลายเป็นที่สนใจของชาวตะวันตกด้วย เสฐียรพงษ์ วรรณปกได้กล่าวว่า มีชาวต่างชาติอยู่ 2 คนที่ศึกษาเรื่องการระลึกชาติ คือ ดร.เอียน สตีเวนสัน กับ ดร.ฟรานซิส สโตรี่  เขาจะทำการตามไปเก็บข้อมูลคนที่สามารถระลึกชาติได้ ซึ่งทั้งสองท่านก็ได้เดินทางไปทั่วโลก แล้วรวบรวมจนสามารถตีพิมพ์เป็นหนังสือได้ เสฐียรพงษ์บอกว่า การที่จะระลึกชาติได้มีด้วยกัน 3 สาเหตุ 1. รู้เรื่องราวเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก 2. […]

วิธีขุดรากถอนโคน แก้ความโกรธ ที่ได้ผลดีที่สุด สูตรท่าน ว.วชิรเมธี

การที่ความโกรธเกิดขึ้นง่าย ๆ ก็เพราะมันมีเชื้ออ่อน ๆ อยู่แล้วในใจของเรา นี่เป็นวิธีขุดรากถอนโคน แก้ความโกรธ ที่ได้ผลดีที่สุดที่ท่าน ว.วชิรเมธีแนะนำ

ก้าวผ่านทุกข์ ด้วย 7 คำสอนหลวงปู่ขาว อนาลโย พระนักวิปัสสนาสายหลวงปู่มั่น

แม้ท่านจะละสังขารไปกว่า 30 ปีแล้ว หากแต่ คำสอนหลวงปู่ขาว ยังคงอยู่ในความทรงจำ สร้างศรัทธาในหมู่ชาวพุทธรุ่นแล้วรุ่นเล่าและเป็นความจริงอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย

ทำไมพระต้องบิณฑบาต คลายข้อสงสัยกิจของสงฆ์ที่ปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล

ทำไมพระต้องบิณฑบาต คลายข้อสงสัยกิจของสงฆ์ที่ปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ในตอนเช้าของทุกวัน จะเห็นภาพพุทธบุตรในผ้าเหลือง อันเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์ เดินบิณฑบาตญาติโยม การบิณฑบาตไม่ต่างจากการโปรดสัตว์ เพื่อให้ชนทั้งหลายได้บำเพ็ญทาน สละความตระหนี่ แต่มีใครทราบไหมว่า ทำไมพระต้องบิณฑบาต ครั้งเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชเพื่อหาหนทางแห่งการหลุดพ้น ทางฝ่ายศายกวงศ์เกิดความปั่นป่วนเมื่อราชทายาทแห่งพระเจ้าสุทโธทนะหายไปในยามวิกาล จนนายฉันนะนำเครื่องทรงกลับมาถวายพระเจ้าสุทโทธทนะและพระนางมหาปชาบดีโคตมี เครื่องทรงแห่งเจ้าชายไม่ต่างจากคำบอกลา     วันเวลาผ่านไปจนกระทั่งเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงออกแสดงธรรมโปรดสัตว์สมที่ทรงเป็นพระพุทธเจ้า ที่พึ่งของโลก พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบข่าวการตรัสรู้ของเจ้าชายสิทธัตถะ พระองค์ทรงส่งทูตไปอาราธนาพระพุทธเจ้าให้เสด็จมาเยี่ยมเยือนพระญาติ ไม่ว่าส่งทูตไปกี่คนก็ไม่มีใครพาพระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาได้เลย เพราะสุดท้ายจะตัดสินใจบวชเป็นพระภิกษุ จนกระทั่งกาฬุทายีได้รับแต่งตั้งเป็นทูตไปทูลเชิญพระพุทธเจ้า แต่ก็บวชเป็นพระไม่ต่างจากทูตคนอื่น     ถึงกาฬุทายีจะบวชเป็นพระภิกษุ แต่ก็สามารถทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าเสด็จมากรุงกบิลพัสดุ์ได้สำเร็จ พระญาติพากันไม่แสดงความเคารพต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า จนกระทั่งพระองค์ต้องแสดงฤทธิ์เหาะขึ้นกลางอากาศให้เหล่าพระญาติประจักษ์ จึงแสดงความเคารพพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าประทับนั่ง อยู่ ๆ ฝนก็ตกลงมาแต่เป็นฝนมหัศจรรย์ ใครที่ไม่อยากเปียกก็จะไม่เปียก ใครที่อยากเปียกก็จะเปียก เรียกว่า “ฝนโบกขรพรรษ”   คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป >>> 

keyboard_arrow_up