เค้าว่ากันว่า “ความรัก” ทำให้คนเราทำได้ทุกอย่าง จริงหรือ?

ใครเคยได้ยินบ้างคะที่มีคนเคยพูดว่า “ความรัก ทำให้คนเราทำได้ทุกอย่าง” ข้อนี้ใครเห็นด้วยยกมือขึ้น!! เชื่อว่าหลายคนคงเคยผ่านความรู้สึกนี้มาบ้างแล้วแน่ๆ อาจจะต่างกันหน่อยก็ตรงที่เรื่องราวของใครจะน่าตื่นเต้น น่าเศร้า หรือน่าสนุกเร้าใจกว่ากันเท่านั้น แต่ที่แน่ๆ การที่คนเรามีควารักแล้วอาจทำได้ทุกอย่างนั้นในเรื่องของการสร้างพลังแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนข้อนี้เห็นท่าจะจริงค่ะ เพราะพลังต่างๆ ที่เกิดขึ้นตอนคนเรามีความรักมันเกิดขึ้นได้กับทุกคนโดยที่ไม่รู้ตัว แต่มันก็ทำให้เรามีความสุขดีจริงมั้ยคะ อาจจะผิดหวัง มีความสุขบ้าง แต่แค่เห็นคนที่เรารักยิ้มได้ก็พอใจแล้ว แบบนี้แหละค่ะ ที่เรียกว่าพลังแห่งรัก พลังแห่งรักที่บางทีก็ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดี และน่าจดจำ เมื่อเวลาผ่านไปเรากลับมานึกถึงเรื่องต่างๆ ที่เคยทำลงไปช่วงที่มีความรัก ก็เผลอยิ้มออกมาได้เหมือนกันใช่มั้ยคะ วันนี้ เราลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่าพังเหล่านั้นที่เคยเกิดขึ้นตอนที่คนเรามีความรักนั้น มีอะไรบ้าง ดูซิว่าเราเคยทำข้อไหนไปบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ… >> มีพลังในการยอมทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ เชื่อมั้ยคะว่าความรักทำให้คนเราทำได้ทุกอย่างจริงๆ แม้ในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนก็ตาม เช่น คนที่ไม่เคยกินผักเลยสักครั้งในชีวิต แต่เมื่อมีแฟน หรือออกไปไหนกับคนที่รักจะกินผักได้ถ้ากินแล้วทำให้แฟนมีความสุข คนที่ไม่เคยเล่นอะไรที่ผาดโผน กลัวความสูง แต่เมื่อทำให้เธอหรือเขาสนุกก็ยอมทำใช่มั้ยคะ เห็นมั้ยว่าความรักมันมีพลังให้เราพยอมทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดจะทำได้จริงๆ >> มีพลังในการหยุดโลกได้ทั้งใบ พลังที่ว่านี้จะสังเกตได้จากคนที่เพิ่งจีบหรือรักกันใหม่ๆ เหมือนโลกนี้มีเราอยู่เพียงงสองคน บางคู่นั่งมองหน้า นั่งจ้องตากันได้เป็นชั่วโมง สองชั่วโมง ชนิดที่ว่าใครอยู่ข้างๆ ก็มองไม่เห็นเอาได้เลยทีเดียว คือจะบอกว่าถ้าคนมีความรักอ่ะ นี่คือความสุขแบบสุดๆไปเลยนะโลกใบนี้มีแค่เรา ไม่สนใจเวลา ไม่สนใจคนรอบข้าง สนใจแค่เธอและเขาเท่านั้นนั่นเองค่ะ บางคู่ถึงขนาดว่าไปเที่ยวสวนสนุกที่มีบ้านผีสิงที่น่ากลัว […]

ในชีวิตคู่อย่าเอาชีวิต…ไปเปรียบกับละคร!!

เมื่อคนสองคนตกลงที่จะใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว เมื่อถึงจุดหนึ่งอาจเกิดปัญหาในเรื่องของความแตกต่างกันบ้างซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการใช้ชีวิตคู่ เพราะก่อนหน้าที่จะตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันเราต่างย่อมต้องตกลงที่จะยอมรับความต่างของแต่ละคนได้จริงๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่ยอมลงเอยกันอย่างเด็ดขาดใช่มั้ยคะ ไม่มีใครเคยประสบความสำเร็จกับความคิดที่ว่าจะเปลี่ยนแปลงกันและกันได้ เมื่อแต่งงานกันไปก็อย่าเอาชีวิตคู่ของเราไปเปรียบกับละคร นวนิยายที่เคยดูกันมา แล้วชีวิตคู่จะมีความสุขขึ้นค่ะ วันนี้สิ่งที่อยากบอกคู่รักทุกคู่นะคะว่า เมื่ออยู่ด้วยกันแล้วควรเป็นตัวของตัวเองและยอมรับสิ่งที่เขาหรือเธอเป็น ต้องยอมรับในความแตกต่างนั้น เลิกคาดหวังเรียกร้องให้อีกฝ่ายมาทำแบบที่ตัวเองคิด หลายคนไม่ได้ตั้งใจที่จะเปรียบเทียบชีวิตคู่ของตัวเองกับละครที่ได้ดูมา แต่บังเอิญบางเรื่องราวดันมาตรงกับชีวิตเลยอดไม่ได้ที่จะคิดและนำมาเปรียบเทียบกัน เมื่อเปรียบเทียบก็เกิดอาการนอยส์ เพราะสู้ในละครไม่ได้ ทำให้เห็นชัดเลยว่าการเปรียบเทียบชีวิตกับละครไม่ทำให้เรามีความสุขขึ้น แถมยังทำให้รู้สึกแย่กับชีวิตคู่ของตัวเองมากขึ้นอีก >> เปรียบเทียบแล้วไม่ได้อะไร มีแต่เสีย กับเสีย << ชีวิตจริงไม่ใช่ละคร อันนี้ทุกคนต่างรู้ดี บางทีดูละครมากๆ ก็อินตามเนื้อเรื่องที่ดู คิดว่าชีวิตตนเองทำไมไม่เหมือนนางเอกในนั้น ทำไมคู่รักของเราไม่เป็นเหมือนพระเอกในละคร คิดดูดีๆ นะคะ เราได้อะไรจากการเปรียบเทียบครั้งนี้บ้าง ยิ่งเปรียบคู่ของเราก็ยิ่งด้อยกว่าแทบทุกด้าน ทำอะไรก็ไม่ลงเอยและจบลงแบบสวยงามเหมือนในหนัง ทีนี้ก็จะเสียความมั่นใจ เสียความรู้สึก หากยังเอาความรักตัวเองไปเทียบกับละครที่ลงเอยแบบแฮปปี้ด้วยแล่วงานนี้ก็ยิ่งพังค่ะ! >> เปรียบเทียบปุ๊บ ความสุขจะหายไปในพริบตา >> บางครั้งชีวิตคู่ของเราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากมาย อยู่กันแบบปกติไม่หวือหวาอะไร จากที่มีความสุขอยู่ดีๆ พอเอาไปเปรียบกับละครบางที่ได้ดูมา เห็นตัวละครมีชีวิตที่ดีกว่า พร้อมกว่า ก็มานั่งเสียใจ น้อยใจในโชคชะตา ว่าทำไมชีวิตคู่ไม่เหมือนไม่ดีอย่างละคร เช่น โทษว่าตัวเราไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง คนรักของเราไม่ได้เป็นบุคคลชั้นสูงเหมือนในละคร ขอบอกว่าหากคิดแบบนั้นให้หยุดคิดทันทีค่ะ เพราะมันไม่มีทางจะเหมือนกันได้ […]

ใครรู้บ้างว่า…ปัญหาของชีวิตคู่ คืออะไร?

ชีวิตคู่ของคนเรานั้นไม่ได้มีแต่ความสุข และรสชาติที่หวานหอมเสมอไปนะคะ หลายๆ คู่ช่วงแรกที่อยู่กันทำท่าเหมือนจะดี แต่อยู่ๆ ไปดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจที่จะดูแลความสัมพันธ์ของตัวเองเท่าไรนัก บางคู่หนักถึงขั้นปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ บางครั้งก็ลืม ๆ  ใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ วุ่นวายไปกับเรื่องอื่นที่เข้ามาในชีวิต ปล่อยให้ชีวิตคู่ผ่านไปวันๆ กว่าจะรู้ตัวบางทีความแตกร้าวมากขึ้นก็เกินเยียวยาได้เหมือนกันนะคะ แน่นอนค่ะว่าปัญหาทะเลาะเบาะแว้งเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เลยในชีวิตคู่ ยิ่งไปกว่านั้นทุกวันนี้การทะเลาะเบาะแว้งกลายเป็นสาเหตุของการนอกใจ หย่าร้าง บ้านแตกสาแหรกขาด การเลิกราของคู่รักของไทยเพิ่มสูงขึ้นทุกวันจนน่าเป็นห่วง แต่ถ้าหากเราหันมาดูแลจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ปัญหาในชีวิตคู่ก็จะมั่งคงแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ดังนั้นวิธีที่จะประคองชีวิตคู่ของคุณไม่ให้จบลงด้วยการหย่าร้างหรือแยกทาง ควรเริ่มจากคุณทั้งคู่เองก่อนควรตกลงกันแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เคลียร์ปัญหาที่ขัดแย้งกัน วันนี้เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณรู้สึกผิดหวังกับชีวิตคู่ของเรา จนบางคู่ต้องจบความสัมพันธ์ลงด้วยคำว่า “เลิกรา” จากนั้นค่อยมาหาทางแก้กันต่อไป >> เรามักพบตัวตนที่แท้จริงของกันและกันเมื่ออยู่ด้วยกันไปสักพัก ก่อนแต่งงานหรือก่อนมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสังเกตสิคะว่าคุณและคู่รักของคุณมีอะไรที่คล้ายกันแทบทุกอย่าง แต่พออยู่กันมาได้สักพักความเป็นตัวตนที่แท้จริงต่างก็เริ่มเผยออกมา ทำให้รู้สึกผิดหวังในกันและกัน บางคู่อาจพบว่าคู่ชีวิตของตัวเอมีลักษณะนิสัยบางอย่างที่อีกฝ่ายไม่ชอบ และรับไม่ได้ แต่ไม่ยอมที่จะบอกกันตรงๆ นับวันก็เหมือนเดิมจึงสร้าง ความผิดหวังกลับทำให้คุณรู้สึกขื่นขม อมทุกข์ และการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันก็ไม่ต่างอะไรกับการติดคุกนั่นเอง   >> คิดที่จะเปลี่ยนแปลงคู่ของตนเองให้มาคิด/ทำแบบเดียวกันกับตัวเองอยู่เสมอ           บางคู่ที่แต่งงานกันแล้วมักจะคิดว่าตัวเองได้พบคนที่ใช่และตั้งใจที่จะใช้ชีวิตด้วย คู่ของเราคือคนที่ฟ้าลิขิตมาให้ เป็นเนื้อคู่กันจริงๆ แต่ความคิดจะเปลี่ยนไปทันทีเมื่อคู่รักของเราไม่ได้เป็นแบบที่เราคิด เพราะช่วงที่จีบกันใหม่ๆ ทั้งคู่อาจมองข้ามข้อแตกต่างของกันและกัน แต่พอแต่งงานแล้วก็เพิ่งมารู้ว่า เราสองคนช่างต่างกันอย่างลิบลับ ในหลายเรื่องค่ะ ทำให้รู้สึกรำคาญ และสุดจะทน […]

เอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อความรักของเราจะได้คงอยู่ไปนานๆ

“ความไม่เข้าใจกัน” คำนี้แหละค่ะที่ทำให้คนที่รักกันตัดสินใจเลิกรากันไปอย่างง่ายดาย เราเคยลองมานั่งคิดมั้ยคะว่าอะไรที่ทำให้คุณและคนรักเดินมาถึงจุดนี้ได้ จุดที่ว่าทำไมต้องเลิกกัน เพราะตอนแรกต่างก็บอกว่าพร้อมจะดูแลกันทุกอย่าง เอาใจใส่กันทุกอย่าง มองเป้าหมายทุกอย่างไปด้วยกัน แต่สุดท้ายก็มาถึงทางตัน เอาอย่างนี้มั้ยคะลองกลับมาทบทวนกันดูอีกทีในเรื่องราวความรักของเราทั้งหมด แล้วตอบตัวเองให้ได้ว่าเรายังรักกันอยู่ไหม ถ้าคำตอบคือ “ยังรักกันอยู่” เอาแบบนี้ค่ะ ลองเอาคำว่า “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ไปใช้ดู เพื่อที่จะประคองความรักให้หอมหวานและยาวนานต่อไป การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรานั้น เป็นการแสดงถึงความเป็นคนใจกว้างของคุณว่าเป็นคนไม่เอาตนเองเป็นใหญ่ รู้จักคิดถึงใจคนอื่น รู้จักเปรียบเทียบดูว่า ถ้าเราเป็นเขาเราจะรู้สึกอย่างไรถ้ามี คนมาปฏิบัติหรือกระทำอะไร แบบที่เรากำลังจะทำหรือพูดออกไป หลายคนอาจคิดว่าก็เรารักกับใครเราคิดเห็นอย่างไรเค้าก็ต้องคิดแบบนั้น  หรือคิดเหมือนกับเรา อันนั้นเข้าใจผิดค่ะ เพราะในความเป็นจริงอาจไม่ใช่ทุกอย่างหรือทุกเรื่องที่คนรักของเราจะยอม การที่คู่รักเค้ายอมคุณอาจเป็นเพราะคำว่ารักก็ได้ จึงไม่คิดที่จะขัดใจ แต่หากเราทำแบบนั้นบ่อยๆ อาจส่งผลร้ายกับความรักของคุณก็ได้นะคะ >> คิดว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้<< การที่คนสองคนที่ต่างพ่อต่างแม่ ต่างการเลี้ยงดูอันนี้เป็นสิ่งแรกที่ต้องเข้าใจค่ะ ถ้าเราเรียนรู้ถึงจิตใจเขาว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้ พฤติกรรมเขาเป็นแบบนี้ คือรู้ที่มาที่ไปของการกระทำของเขา เราจะไม่โกรธเขาเลย ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเข้าใจตัวเราเองด้วย ต้องเป็นความเข้าใจที่เกิดจากคนสองคนต้องรู้จักสังคมของเขา และให้เขารู้จักสังคมของเรา โดยเฉพาะคนสนิทที่อยู่แวดล้อมกันไม่ว่าจะเป็นสังคมเพื่อน เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว ควรทำความรู้จักไว้ ต่างคนต่างจะได้รู้ว่าสังคมของกันว่าเป็นอย่างไร > ไม่ใช่ต้องติดตามกันไปทุกครั้ง จนทำให้เขาอึดอัด<< คนรักกันไม่จำเป็นต้องไปไหนด้วยกันตลอดในทุกๆ ที่ หรือไม่ใช่ว่าเราไม่สนใจเลยว่าเขาจะไปไหน กับใคร […]

keyboard_arrow_up