เบื้องหลังเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของ Jennifer Kim

เบื้องหลังเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของ เจนนิเฟอร์ คิ้ม เจนนิเฟอร์ คิ้ม …นักร้องเสียงสวย เจนนิเฟอร์ คิ้ม…โค้ชคนเก่งแห่ง รายการ The Voice เจนนิเฟอร์ คิ้ม …นักเขียนฝีปาก (กา) จัดจ้าน หลายคนคงรู้จัก เจนนิเฟอร์ คิ้ม …ไม่ว่าจากชีวิตด้านใดด้านหนึ่ง หรือทั้งสามด้าน และคงมีคนอีกจำนวนมากที่ชื่นชมการแสดงบนเวทีของเธอที่มักสลับเพลงเพราะ ๆ ด้วยการปล่อยมุกสุดแพรวพราวเรียกเสียงฮาได้สนั่นทุกครั้ง…แต่ลึกเข้าไปในเสียงหัวเราะและมุกชวนยิ้มที่จิกกัดเรื่องโน่นนี่นั่นได้อย่างเจ็บแสบนั้น ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างซุกซ่อนอยู่   เจนนิเฟอร์ คิ้ม เป็นที่จดจำในฐานะนักร้องสาวเสียงดีที่มั่นใจในตัวเอง อยากทราบว่าในวัยเด็กเป็นอย่างไรครับ ตอนเด็ก ๆ ดิฉันไม่เคยได้เป็นที่หนึ่งเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความน่าสนใจความน่ารัก แม้กระทั่งการเรียนก็ไม่ได้เป็นที่หนึ่ง แต่ดิฉันก็ไม่ได้เสียใจหรือเสียดายอะไรมากมายนะคะ เพราะเราได้ทำทุกสิ่งอย่างเต็มที่แล้ว ส่วนผลมันจะออกมายังไงก็ไม่เป็นไร คือดิฉันจะคอยประเมินตัวเองอยู่ตลอดเวลา ว่าสิ่งไหนทำได้หรือไม่ได้และถ้าทำได้ ทำได้แค่ไหน ดังนั้นดิฉันก็จะรู้และยอมรับตั้งแต่แรกแล้วว่า ฉันอาจจะทำเรื่องนี้ได้ไม่ดีเท่าเขา แต่ก็ดีที่สุดสำหรับฉันแล้ว ซึ่งแปลว่าเราไม่ได้เป็นรองใคร และเป็นที่หนึ่งในใจของตัวเราแล้วไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่งของทุก ๆ คนหรอก ในความคิดของดิฉัน การเป็นที่หนึ่งไม่ใช่เรื่องของความสามารถอย่างเดียว แต่อยู่ที่วาสนาด้วย ต้นทุนความดีของคนเราไม่เหมือนกัน เขาอาจจะทำบุญมาเยอะ ด้วยความที่สั่งสมผลบุญหรือวาสนามาน้อย ดิฉันจึงไม่อาจแข่งบุญแข่งวาสนากับใครได้ แต่ดิฉันสามารถแข่งกับตัวเองได้โดยใช้ความสามารถให้ถึงที่สุด หาข้อดีที่ตัวเองมีอยู่ให้เจอ อย่างเรื่องหน้าตานี่ยังไงก็คงสู้คนอื่นไม่ได้ งั้นซัดกันด้วยเสียงก็แล้วกัน   ขอชมว่าคุณสามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ได้ดีมากเลยนะครับ ขอบคุณค่ะ ดิฉันจะคิดเสมอว่าบางอย่างที่วางได้ก็วาง บางอย่างที่ต้องกดไว้ก็กด แต่ถ้าเป็นไปได้ ดิฉันก็จะหาวิธีที่จะไม่ต้องกดอะไรเลย เช่น ไม่นึกถึงมันหรือไม่คิดถึงมันในแง่ร้าย ป๊าจะสอนเสมอว่า ของดีที่สุดไม่ตกอยู่ในมือเราหรอกและของฟรีก็ไม่มีในโลก บางครั้งเราก็ต้องสูญเสียบางสิ่งไปเพื่อแลกบางอย่างมา สิ่งที่ป๊าสอนทำให้ดิฉันไม่คิดคาดหวังอะไรมากนัก และไม่ผลักดันตัวเองให้อยู่สูงเกินกว่าที่เราจะสามารถเดินไปถึง ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นดิฉันก็จะบอกตัวเองตั้งแต่แรกว่า ถ้าได้มาก็ถือเป็นวาสนา แต่ถ้าไม่ได้ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าผิดปกติอะไร นอกจากนั้นมีอีกสองอย่างที่ทำให้ดิฉันเข้มแข็งขึ้นมาจนมีทุกวันนี้ได้ อย่างแรกคือคำที่ป๊าพูดเสมอว่า “ไม่เป็นไร ป๊าเลี้ยงได้” คำพูดนั้นทำให้ดิฉันรู้สึกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือต้องล้มอีกกี่ครั้ง เราก็จะมีเบาะรองรับอยู่เสมอ ดังนั้นเราจึงสามารถกระโดดหรือร่วงได้เต็มที่เลย เพราะรู้ว่ายังไงเราก็มีพ่อที่เข้มแข็งคอยรับ คอยสนับสนุน และคอยโอบอุ้มเราไว้ แต่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะย่ามใจ จะล้มเมื่อไหร่ก็ได้ แต่หมายความว่า ฉันจะทำทุกอย่างให้เต็มที่เพื่อจะได้ไม่ล้ม อีกอย่างหนึ่งคือ การแสดงความรักของคุณแม่ แม่เป็นคนที่ชอบกอดลูก แม่จะชอบพูดว่า “มา…แม่กอดหน่อย” บ้านเราไม่ค่อยสวัสดีกัน แต่พอเจอหน้าปั๊บเราจะกอดกัน ก่อนออกจากบ้านก็กอด กลับมาบ้านก็กอด ก่อนนอนก็กอด ทุกคืนพอส่งพ่อเข้าห้องนอนก็จะกอดและหอมแก้มเขาทีนึง แล้วบอกว่า “เดี๋ยวมาหาใหม่นะ”ลูกหลานบ้านนี้เป็นแบบนี้เหมือนกันหมดกอดแล้วก็หอมแก้มกันเป็นเรื่องธรรมดา สำหรับดิฉันแล้ว ทั้งสองอย่างนี้สำคัญมาก ไม่เฉพาะกับดิฉัน แต่กับคนเป็นลูกทุกคน เพราะการแสดงความรักด้วยคำพูดหรือการกอดนั้น เป็นภาษาที่ละเอียดอ่อนยิ่งกว่าตัวหนังสือใด ๆ ซึ่งถ้าพ่อแม่เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานโดยให้สองสิ่งนี้อย่างเพียงพอแล้ว เขาก็จะไม่มีวันพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่อับจนหนทาง หรือต่อให้ต้องเจออุปสรรคปัญหามากมาย เขาก็จะลุกขึ้นมาได้เร็วและพร้อมจะต่อสู้เพื่อความฝันของตัวเองต่อไป   ก่อนจะมาเป็นนักร้อง คุณเคยมีความฝันอยากเป็นอะไรมาก่อนหรือเปล่าครับ ฝันอยากเป็นนักร้องนี่ละค่ะ ตั้งแต่ที่เห็น เติ้ง ลี่จวิน จากวิดีโอที่ป๊าซื้อมาให้ดูเวลานักร้องจีนคนนี้ร้องเพลงเศร้า คนดูก็ร้องไห้ ในขณะที่เวลาเธอหัวเราะ คนดูก็หัวเราะตาม เราดูแล้วก็แปลกใจว่า การร้องเพลงมีอิทธิพลกับคนได้ขนาดนี้เชียวหรือ เลยรู้สึกประทับใจมาก ส่วนหนึ่งที่ทำให้ชื่นชอบความเป็นนักร้องก็คือตรงนี้แหละ ความมีอิทธิพล ซึ่งเป็นสิ่งที่เราโหยหามาตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ แล้ว   หมายถึงการได้รับการยอมรับจากคนอื่นหรือเปล่าครับ ไม่ใช่ค่ะ มากกว่านั้น การมีอิทธิพลในที่นี้คือการที่เราสามารถควบคุมคนได้ในเวลาหนึ่ง  ณ ชั่วขณะหนึ่ง จากเสียงของเรา จากการร้องเพลงของเรา ที่มีอำนาจมีอิทธิพลกับผู้คนในระยะเวลาหนึ่ง เราต้องการแค่ตรงนั้น ดิฉันชอบทุกสิ่งที่ทรงอิทธิพล เติ้ง เสี่ยวผิง บอกว่า “เงินคืออำนาจ” ดิฉันไม่รู้หรอกว่าเงินที่ท่านหมายถึงนั้นมีอำนาจมากมายขนาดไหน แต่รู้ถึงความสำคัญของเงินมาตลอด ซึ่งก็เกี่ยวเนื่องกับคุณพ่อดิฉัน คือป๊าหาเลี้ยงลูก 12 คนกับเมียอีก 3 คนด้วยการเล่นการพนันเวลาเห็นป๊าออกไปเล่นการพนัน บางวันฝนตก ป๊าออกไป กลับมาก็ไม่สบายเราก็ไม่อยากให้ป๊าเหนื่อย เราเคยบอกป๊าแบบนี้ช่วงอายุประมาณ 12 – 13 ปี ป๊าก็ตอบกลับมาว่า “เอาตังค์มาให้ป๊าสามพันสิป๊าจะได้ไม่ต้องออกข้างนอก” พอป๊าตอบแบบนั้น ดิฉันก็บอกกับตัวเองเลยว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องทำในสิ่งที่พ่อบอกให้ได้แล้วสิ่งนี้ก็ติดอยู่ในหัวเรามาตลอดว่า เราจะต้องไปให้ถึงวันที่สามารถเลี้ยงพ่อแม่ได้ชีวิตเราจะได้ไม่ต้องวนอยู่กับคำว่าได้กับเสียอีกต่อไป   การที่ครอบครัวอยู่ในแวดวงการพนันที่มีได้มีเสียแบบนี้ เคยเสียถึงขั้นยากลำบากไหมครับ ชีวิตดิฉันไม่เคยลำบาก ไม่เคยรู้จักความจนหรือสภาวะที่ไม่มีข้าวจะกิน รู้จักแต่ได้กินดีน้อยลง อยู่ดีน้อยลง นอกจากนั้นเวลาป๊าไปเล่นแล้วเสีย แกไม่เคยพาลใส่ลูก ๆ เลย แกบอกว่า เงินไปเที่ยว เดี๋ยวมันก็กลับมา (หัวเราะ) อย่างที่บอกว่าป๊าเป็นคนมองโลกในแง่ดี หรือต่อให้ขาดเงิน พ่อกับแม่ก็จะไปยืมเงินคนอื่นหรือติดเงินร้านค้า เรียกว่าสามารถบริหารจนผ่านมาได้ แต่ฉากดราม่าแบบไม่มีบ้านจะอยู่ดิฉันเจอตอนที่โตแล้ว เมื่อสิบกว่าปีก่อนนี่เอง ตอนนั้นป๊าเริ่มแก่ บริหารไม่ไหวแล้วมีใบประกาศศาลมาติดหน้าบ้าน แล้วบ้านก็ถูกยึด ตอนที่เกิดเรื่อง ทุกคนในบ้านตื่นตระหนกยิ่งกว่าเกิดสงครามโลก ยิ่งกว่ามีคนมาโยนระเบิดแถวบ้านเราซะอีก แถมคนแถวนั้นก็มาทึ้งข้าวของ ลองนึกภาพดูว่าพอคนในบ้านออกมาจากตรงนั้น ก็มีคนวิ่งมาดึงประตู ดึงหน้าต่างจนหมด ซึ่งตลอดเวลาที่เกิดขึ้นแม่ก็ทำได้แค่ยืนดูแล้วก็ร้องไห้ แต่ตอนนั้นดิฉันไม่อยู่ในเหตุการณ์นะคะ แม่เล่าให้ฟังทีหลังว่า “นั่นบ้านเราแท้ ๆ แต่คนอื่นมาเอาของเราไปหมดเลย” ดิฉันฟังแล้วก็ตั้งใจเลยว่า เราจะไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีกตราบเท่าที่ดิฉันเป็นคนดูแล หลังจากนั้นดิฉันก็เลยซื้อบ้านให้แม่อยู่ทั้งที่ตอนนั้นก็ยังไม่มีเงินหรอก แล้วพอพาแม่ไปดูบ้านหลังหนึ่ง ปรากฏว่า แม่ลงนั่งที่ตีนบันไดแล้วก็พูดขึ้นมาว่า “เย้น เย็นเนอะลูก แม่ชอบบ้านหลังนี้” เราไปดูบ้านมาหลายหลัง แม่ไม่เคยพูดแบบนี้เลย ถ้าแม่พูดแบบนี้แสดงว่านี่คือบ้านของแม่แล้วละดิฉันเลยเหลือบตาไปดู พอเห็นป้ายราคา 6.6 ล้านบาท ดิฉันน้ำตาไหลเลย จะบ้าเหรอ ทั้งเนื้อทั้งตัวมีอยู่ไม่ถึงล้าน จะให้ไปซื้อบ้านราคาตั้ง 6.6 ล้าน ข้าวของจากบ้านหลังเก่าก็ไม่มี โดนธนาคารยึดไปหมดแล้ว   แล้วสุดท้ายได้ซื้อบ้านหลังนั้นหรือเปล่าครับ สุดท้ายก็ได้ซื้อค่ะ สิ่งหนึ่งที่ดิฉันจะสอนใครต่อใครเสมอก็คือ จงคิดดี คิดดีนะคะ ไม่ใช่มองโลกในแง่ดี คือมองให้เห็นความจริงแล้วพยายามคิดดี จนเกิดเป็นกำลังใจที่จะพาเราไปถึงวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้หรือวันใดก็ตามที่เราจะได้เจอสิ่งดี ๆ อย่างที่วาดฝันเอาไว้จริง ๆ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ถ้าเราคิดดีทุกอย่างก็จะเข้ามาเองแบบงง ๆ อย่างบ้านหลังนั้น จากตอนแรกที่จะต้องใช้คนค้ำประกัน ใช้อะไรนู่นนี่ กลายเป็นว่าพอบทจะง่ายก็ง่ายจริง ๆ ปรากฏว่ามีผู้ใหญ่คนหนึ่งที่น้องสาวดิฉันรู้จัก รู้จักกับเจ้าของโครงการ เขาเลยบอกให้ธนาคารที่ร่วมทำโครงการนี้อยู่จัดการให้เรื่องนี้ผ่านไป พูดแค่คำเดียวเท่านั้น ได้เลยทุกวันนี้เวลาเจอพี่เขา ดิฉันก็จะพูดเสมอว่า “ถ้าไม่มีพี่ บ้านหนูไม่มีวันนี้”   ช่วงแรกที่ยังไม่ประสบความสำเร็จและไม่เป็นที่รู้จัก เคยคิดเลิกเป็นนักร้องแล้วไปทำอย่างอื่นบ้างไหมครับ ถึงดิฉันจะเคยท้อว่าร้องเพลงประกวดไม่เข้ารอบ ทำอัลบั้มชุดแรกก็ไม่โด่งดังแต่ดิฉันก็ไม่เคยคิดจะเลิกเป็นนักร้องเลยด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรกิน เพราะทำอย่างอื่นไม่เป็น แล้วดิฉันรักการร้องเพลงมากจนไม่สามารถปล่อยให้มันผ่านเลยไปจากชีวิตได้ ดิฉันอาจจะเพิ่งพูดไปว่าเงินคืออำนาจ แต่เวลาจะทำอะไรต่าง ๆ เราต้องรักสิ่งนั้นก่อน ผลถึงจะออกมาดี คืออย่าคิดถึงแต่เรื่องเงินเป็นตัวตั้งเพราะเงินจะตีกรอบให้เราทำสิ่งนั้น ๆ ได้ไม่ถึงไหน ตรงกันข้าม รักแล้วเราก็จะทุ่มเทเสียสละ ทำทุก ๆ อย่าง และพร้อมที่จะอยู่และจากไปกับสิ่งนั้น   ถึงวันนี้คุณบรรลุเป้าหมายการเป็นนักร้องผู้ทรงอิทธิพลหรือยังครับ ยังไม่ถึงจุดนั้นหรอกค่ะ ประสบการณ์ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ว่า การทรงอิทธิพลไม่ใช่การประสบความสำเร็จในอาชีพที่ตัวเองทำเท่านั้น ไม่ใช่แค่คุณร้องเพลงดี เล่นละครดังแล้วคุณก็จะบรรลุเป้าหมายนี้ แต่คุณจะต้องทรงอิทธิพลในแง่ของสื่อ คือจะต้องเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าด้วย ตอนนี้ยังไม่ใกล้ถึงตอนจบหรอกค่ะ ดิฉันเพิ่งมาได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น และคิดเสมอว่าตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อไหร่ที่คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว เราจะขี้เกียจ […]

keyboard_arrow_up