ความทุกข์ไม่มี ธรรมะก็ไม่มา

เรื่องราวชีวิตของฉันเริ่มจาก  แม่ของฉันอยู่กับพ่อมา 12 ปี  แต่ไม่มีลูก เผอิญวันหนึ่งแม่ได้ยินเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันและเพิ่งจะคลอดลูกคนที่ 5 พูดว่าจะเอาลูกที่เพิ่งคลอดไปทิ้ง  แม่จึงขอรับมาเลี้ยงเป็นลูกของตัวเอง  ความทุกข์ไม่มี ธรรมะก็ไม่มา หลังจากนั้น 3 ปี แม่ก็มีฉันเป็นลูกในสายเลือดแท้ ๆ แต่แม่ก็ยังคงรักและยิ่งสงสารลูกที่ขอมาเลี้ยงซึ่งเป็นพี่สาวฉันมากขึ้น หลายครั้งฉันได้ยินญาติ ๆ และเพื่อนบ้านพูดว่า แม่รักลูกขอมาเลี้ยงมากกว่าลูกแท้ ๆ ซึ่งฉันก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ฉันโตมาพร้อมกับคำพูดเหล่านี้กรอกหูทุกวัน เหมือนเป็นคำที่สะกดจิตฉันว่า “แม่รักลูกลำเอียง” ฉันมีปากเสียงกับแม่บ่อยมาก และฉันก็มีความสุขมากที่ได้โต้เถียงกับแม่ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ถ้าแม่ร้องไห้ด้วยฉันจะดีใจมาก เพราะรู้สึกว่าได้แก้แค้นที่แม่รักลูกไม่เท่ากัน ฉันรู้สึกขาดความรักอย่างรุนแรง แล้วก็เบื่อที่ต้องทะเลาะกับพี่สาวและแม่อยู่เป็นประจำ ฉันแสวงหาความรักจากผู้ชายตั้งแต่อายุได้เพียง 8 – 9 ปี พอโตเป็นวัยรุ่นฉันก็มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายไม่เลือกหน้า ตั้งแต่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง จนถึงนายทหารระดับสูง ฉันตั้งท้องและทำแท้งโดยที่ไม่มีคนในครอบครัวรู้เรื่องเลย ในที่สุดฉันก็ได้แต่งงานมีสามีเป็นตัวเป็นตน เราจัดงานแต่งงานใหญ่โต สามีเป็นคนพูดจานิ่มนวลไพเราะ สุภาพอ่อนน้อมกับทุกคน ยกเว้นฉัน เขาเป็นคนดื่มเหล้าจัด ทุก ๆ วันเขาดื่มเหล้าแม่โขง 1 กลม ตบท้ายด้วยเบียร์ 3 ขวด […]

ถ้ารัก… อย่ายอมแพ้…แม้ความตาย!

ฉันเคยคิดเหมือนคนทั่วไปว่า “ไม่มีอะไรเอาชนะความตายได้” จนกระทั่งมาพบกับเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเกิดขึ้นจริง ๆ ! อย่ายอมแพ้ วันแรกที่พาแม่มาเข้าห้องไอซียูของโรงพยาบาลเจ้าประจำ ฉันเห็นผู้หญิงรูปร่างผอมบางคนหนึ่งนั่งแอบอยู่ตรงมุมห้อง…ใบหน้าซูบผอม ดวงตาอิดโรย ผมเผ้าที่ดูยุ่งเหยิงทำให้เดาได้ไม่ยากว่าเธอต้องเป็นญาติของคนไข้อาการหนักคนใดคนหนึ่งในห้องนั้น แล้ววันรุ่งขึ้นฉันก็ได้เห็นว่า มีผู้หญิงอีกคนหน้าตาคล้ายกันนั่งอยู่ข้าง ๆ เธอ ตอนที่ฉันเดินเข้าไปเยี่ยมแม่ ทั้งสองคนกำลังสวดมนต์กันอย่างขะมักเขม้น และเมื่อฉันออกมาก็ได้เห็นว่า หน้าตาคนน้องที่เพิ่งมาถึงเหมือนผ่านการร้องไห้มาหยก ๆ ฉันจึงอดถามขึ้นไม่ได้ เธอตอบฉันว่า “พี่สาวคนโตเป็นมะเร็งที่หน้าอกเมื่อหลายปีก่อน ต่อมาเป็นใหม่ที่กระดูกแล้วลามไปที่ปอด และตอนนี้กำลังขึ้นสมอง หมอบอกว่าสมองไม่ทำงานแล้วค่ะ หมดทางรักษา อยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น…” เธอเล่าด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ขณะที่คนพี่นั่งนิ่ง…ฉันฟังอาการแล้วก็คิดว่า พี่สาวคนโตของพวกเธอคงต้องจบชีวิตลง เช่นเดียวกับเพื่อนสนิทของฉันซึ่งป่วยด้วยโรคเดียวกัน ฉันจึงได้แต่ปลอบใจและบอกพวกเขาว่า ถึงแม้คนไข้จะอยู่ในอาการโคม่า แต่ก็สามารถได้ยินและรับรู้ ดังนั้นจึงควรพูดแต่สิ่งที่จะทำให้พี่สาวคลายความกังวล และพยายามน้อมนำความคิดของเธอไปในทางที่เป็นกุศล เพื่อเธอจะได้จากไปอย่างสงบตามแนวทางที่ฉันได้รับการอบรมมาจากคอร์ส “วิถีสู่ความตายอย่างสงบ” โดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล คนน้องน้ำตาคลอและพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย…แต่แล้วฉันก็ต้องตกใจเมื่อคนพี่หันไปทำหน้าดุน้องสาว พลางพูดเสียงเข้มว่า “คนเราถ้าสวดมนต์ก็ต้องมีความหวัง ไม่ใช่ยอมแพ้ เราควรปล่อยวางต่อเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น แต่ตอนนี้เราต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุด” แล้วเธอก็หันมาทางฉัน “จริง ๆ นะพี่ หนูคิดเสมอว่าพี่หนูต้องไม่ตาย นี่หนูก็กำลังศึกษาอาหารเสริมตัวหนึ่งซึ่งเมืองนอกเขาจดทะเบียนเป็นยาแล้ว เพราะสามารถรักษามะเร็งได้ […]

ความดี … ทำง่าย?

“การทำความดีไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป” ใครสักคนเคยพูดไว้เช่นนั้น ตอนได้ยินฉันนึกแย้งในใจว่า “ไม่จริงมั้ง ข้ออ้างหรือเปล่า…ถ้าคนเราจะทำ ความดี เสียอย่างไม่มีอะไรยากหรอก” จนกระทั่งตัวเองได้ประสบกับเหตุการณ์หนึ่งซึ่งส่งผลให้ต้องกลับมาคิดอีกครั้งว่า บางทีคำกล่าวนี้อาจจะเป็นจริงก็ได้… ฉันเป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด ก่อนจะย้ายมาใช้ชีวิตและทำงานที่จังหวัดพังงา บ่ายวันหนึ่งฉันขับรถตู้โกโรโกโสของบริษัทไปทำธุระที่ธนาคาร (รถคันนี้มีชื่อเล่นว่า “น้องแหบ”) เมื่อออกจากธนาคารกำลังจะขับพาน้องแหบกลับบริษัท เห็นสามีภรรยาชาวต่างชาติคู่หนึ่งเดินตรงมาที่รถ ฉันจึงเปิดหน้าต่างลง มาดามยื่นแผนที่ในมือให้ดูพลางชะเง้อมองชื่อบริษัทที่หน้าอกเสื้อพนักงานของฉันด้วย เธอถามว่าจุดขึ้นรถของโรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่งในเขาหลักอยู่ที่ไหน เธอและสามีต้องการจะกลับโรงแรม ฉันตอบคำถามของเธอไม่ได้เพราะไม่ใช่คนแถวนี้ แต่พอดีมองไปเห็นวัยรุ่นชายคนหนึ่งกำลังกวักมือเรียกฝรั่งทั้งคู่ให้ไปขึ้นรถแท็กซี่สองแถวของเขา ฉันถามเขาว่าจุดขึ้นรถกลับโรงแรม…อยู่ที่ไหน เขาตอบว่าไม่รู้ จากนั้นก็หันไปตั้งหน้าตั้งตาเรียกฝรั่งคู่นั้นมาขึ้นรถต่อไป ตัวฉันเองเคยไปใช้ชีวิตในต่างแดนและเคยอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการความช่วยเหลือแบบนี้มาก่อน ครั้งใดที่ได้รับความเอื้อเฟื้อจากเจ้าของประเทศจะรู้สึกดีมาก ตอนนั้นฉันก็แค่อยากให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองไทยรู้สึกแบบเดียวกัน จึงบอกพวกเขาว่าจะไปส่งที่โรงแรมให้เอาไหม มาดามถามว่าจะคิดตังค์เท่าไร ฉันตอบว่า ไม่คิดเงินหรอก พวกเขาดีใจมาก รีบเปิดประตูน้องแหบขึ้นมานั่งทันที แต่เหตุการณ์ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เมื่อวัยรุ่นเจ้าถิ่นพยายามห้ามไม่ให้ฉันออกรถ เขาพูดซ้ำ ๆ ว่า “พี่เอาแขกไปไม่ได้” ฉันจึงหันไปพูดกับแขกบ้านแขกเมืองทั้งสองว่าผู้ชายคนนี้อยากให้คุณไปกับรถของเขา คุณต้องการอย่างนั้นไหม แขกตอบพร้อมกันว่า “ไม่!” ขณะนั้นฝนเพิ่งซาเม็ดและร้อนอบอ้าวจากไอแดดที่สาดแสงลงมา หากพวกเขาไม่ไปกับรถโลคัลแท็กซี่คันนี้ก็คงต้องพากันเดินฝ่าไอแดดไปเรื่อย ๆ และระยะทางจากตรงนี้ไปโรงแรมก็ไม่ใช่ใกล้ ๆ ฉันไม่ฟังเสียงทัดทานขณะที่คนขับรถรับจ้างเจ้าถิ่นยังไม่ยอมหยุดแผ่นเสียงตกร่องของเขา “พี่เอาแขกไปไม่ได้ ๆ” มันเพิ่มความรำคาญมากขึ้นทุกขณะ ฉันจึงตัดความรำคาญโดยตะโกนออกไปว่า “มีอะไรให้ไปเคลียร์ที่บริษัท” […]

ผมเคยเป็นคนไม่มีศาสนา

เรื่องจริงครับ ถึงขนาดว่าในใบสมัครงานทุกใบที่ช่องว่างหลังคำว่าศาสนา ผมจะใส่เครื่องหมายขีดกลาง (Dash) เอาไว้ และหากมีใครถามว่าผมนับถือศาสนาอะไร ผมก็จะตอบไปว่า  คนไม่มีศาสนา “ผมไม่มีศาสนา และไม่ได้ศรัทธาที่จะนับถือศาสนาใด” หากย้อนกลับไปในวัยเด็ก ใช่ว่าผมจะถูกสั่งสอนให้ห่างเหินศาสนา กลับกัน ผมนั้นถูกบ่มเพาะให้ใกล้ชิดกับศาสนาพุทธเป็นอย่างมาก ช่วงปิดเทอม ผมมักติดสอยห้อยตามยายไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัดเป็นประจำ ที่สำคัญ กว่านั้น ผมสมัครเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ด้วย คนไม่มีศาสนา แต่เมื่อเติบโตขึ้นผมกลับไม่ศรัทธาในพิธีกรรมเหล่านั้น เพราะไม่เห็นว่ามันจะช่วยยังประโยชน์ใดให้ตนเองและสังคมได้ ซ้ำร้ายกว่านั้น ผมบวชทดแทนบุญคุณพ่อแม่ตามประเพณีทั้งที่ไม่ได้มีศรัทธาอย่างแท้จริง รู้สึกเหมือนเป็นเพียงพิธีกรรมหนึ่งที่จำต้องทำไป จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีสิ่งใดทำให้ผมเกิดศรัทธาได้ แม้ผมมีวัตรปฏิบัติที่พระสงฆ์ควรพึงกระทำอย่างครบถ้วนมิได้บกพร่อง แต่ผมก็สึกออกมากับความว่างเปล่าโดยไม่ได้สิ่งใดติดไม้ติดมือมาเลย จนมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตผม วันนั้นผมนั่งหน้าทีวี เปลี่ยนช่องไปเจอรายการของพระอาจารย์ท่านหนึ่งกำลังให้สัมภาษณ์ว่า “คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า นิพพานเป็นเรื่องไกลตัวเสียเหลือเกิน และเข้าใจว่าต้องรออีกเป็นร้อยเป็นพันชาติจึงจะสั่งสมบุญให้ถึงนิพพานได้ แต่จริง ๆ แล้วนิพพานเป็นเรื่องเฉียบพลันสามารถเกิดขึ้นได้ทันที ทุกคนสามารถทำได้เลย ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ดูอย่างองคุลิมาลสิ ฆ่าคนมาแล้วตั้ง 999 ศพ อีกแค่ศพเดียวก็จะครบพันศพแล้ว แต่เมื่อเจอพระพุทธเจ้าเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น ก็เกิดดวงตาเห็นธรรมทันที” นี่เป็นภาพของศาสนาที่ผมเห็นชัดที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาตลอดชีวิต ผมนั่งบนโซฟา ในมือยังถือรีโมตค้างไว้ ประกายตาผมลุกโพลงราวกับเห็นแสงสว่างที่เจิดจ้าที่สุดในชีวิต พิธีกรถามต่อว่า “แล้วการไหว้พระ สวดมนต์ หรือนั่งสมาธิ […]

ผีเจ้าที่ อยากได้บุญ – เรื่องลึกลับ นิตยสาร Secret

ผีเจ้าที่ อยากได้บุญ – เรื่องลึกลับ นิตยสาร Secret ฉันเป็นคนมีซิกซ์เซนส์มาตั้งแต่เด็ก ๆ จึงมักเจอเรื่องที่อธิบายไม่ได้เป็นประจำ ผีเจ้าที่ หลายปีก่อนฉันและสามีย้ายไปเช่าบ้านหลังใหม่ วินาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้าไปในตัวบ้าน ก็ได้ยินเสียงดัง “ปัง” มาจากชั้นสอง ลักษณะเหมือนมีใครโยนเฟอร์นิเจอร์หนัก ๆ ลงบนพื้น และมีเสียงคนเดินไปมาทั้งที่ไม่มีใครอยู่บนนั้น ตอนนั้นได้แต่คิดว่าเจอดีเข้าแล้วไง แต่พยายามไม่กลัวและแผ่เมตตาให้เจ้าที่เจ้าทาง หวังว่าเขาจะเมตตาและไม่มารบกวนกันอีก แต่คำภาวนาของฉันไม่เป็นผล เพราะเจอเรื่องแปลก ๆ อยู่ตลอดเวลา ช่วงแรก ๆ ขณะที่ฉันและสามีนั่งเล่นพักผ่อนอยู่ชั้นล่าง มักได้ยินเสียงคนคุยกันบนชั้นสองแทบทุกคืน ตอนแรกคิดว่าขโมยขึ้นบ้าน แต่พอเดินขึ้นไปดูกลับไม่เจออะไร พอได้ยินเสียงปริศนาในบ้านบ่อย ๆ เข้าชักทนไม่ไหว จึงไปหายันต์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จากพระอาจารย์ที่นับถือมาติดไว้รอบ ๆ บ้าน ปรากฏว่าได้ผล เพราะเสียงคุยกันนั้นหายไป ฉันสบายใจได้ไม่นานนัก วันหนึ่งขณะที่ฉันกับสามีกำลังนั่งสวดมนต์อยู่ในห้องพระชั้นบน ก็ได้ยินเสียงผู้ชายพูดเสียงดังก้องขึ้นมาในห้องว่า “ร้อน ๆ ๆ” ฉันสะดุ้งตกใจหันไปมองสามีก็พบว่าเขายังนั่งสวดมนต์อยู่ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ยินเสียงนั้นเลย ฉันนึกถึงยันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่งติดไว้รอบบ้าน จึงพนมมือขึ้นและพูดว่า “หากยันต์นี้ส่งผลกระทบต่อคุณเช่นไร ขอให้มาบอกในฝันด้วยแล้วกัน” ไม่น่าเชื่อว่าตกดึกคืนนั้นฉันฝันเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินปึงปังแบบโกรธ ๆ เข้ามาถามว่า […]

ความสุขที่ไม่เคยหายไป – ประสบการณ์ชวนให้มองความสุขใกล้ตัวที่ไม่ต้องซื้อหา

ผมมีแรงบันดาลใจอยากเป็นอาสาสมัครมาตั้งแต่สมัยที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ซึ่งหลังจากที่ได้เข้าไปทำจริง ๆ ก็ส่งผลให้ผมได้เห็นโลกที่กว้างขึ้นกว่าสังคมของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเพียงสังคมเดียว ความสุขที่ไม่เคยหายไป แต่ยังมีอีกหลายสังคมที่ผมยังไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้ กลายเป็นความอยากรู้อยากเห็น รวมทั้งอยากเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ได้สัมผัสชีวิตคน ทำให้รู้ว่าทุกที่ย่อมมีปัญหา หากแต่ปัญหาก็สามารถแก้ไขได้ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความจริงใจ ผ่านมาหลายปีจนถึงวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมยังยึดมั่นอยู่เสมอก็คือการแบ่งเวลาส่วนหนึ่งให้การเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคม ในขณะที่ยังคงทำงานในสายอาชีพที่อยู่ในวงโคจรธุรกิจแบบสุดโต่ง เพื่อบอกกับตัวเองว่าเงินไม่ใช่ความสุขทั้งหมด หากความสุขจากการให้นั้นต่างหากที่จีรัง การได้ทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง ช่วยกล่อมเกลาจิตใจได้บางส่วน แม้จะไม่ทั้งหมด แต่ก็สร้างความรู้สึกดี ๆ กลับคืนมา ทำให้เรามองโลกเชิงบวก ไม่ได้มีมุมมองที่หวังแต่จะเอาประโยชน์อย่างเดียว และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ผมอยากเป็นคนเล็ก ๆ ที่จุดประกายให้คนอื่น ๆ ได้เห็นว่า ความดี ความรัก ความจริงใจต่างหากที่สังคมเราต้องการไม่ใช่เงิน ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสอีกเสี้ยวหนึ่งของชีวิตเล็ก ๆ ในมุมที่น้อยคนนักจะได้เจอ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการเข้าไปสัมผัสชีวิตของผู้ป่วยเรื้อรังระยะสุดท้าย ถ้าไม่ใช่ญาติหรือเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยเรื้อรังระยะสุดท้ายที่เป็นเหล่าเด็กน้อยซึ่งชีวิตยังเปี่ยมไปด้วยความฝัน ที่นั่น…ตึก สก 16 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผมได้รู้จักน้อง ๆ ที่น่ารักกลุ่มหนึ่งในโครงการดูแลผู้ป่วยเด็กเรื้อรังระยะสุดท้าย น้อง ๆ กลุ่มนี้ก็เหมือนกับเด็ก ๆ ทั่วไปที่ยังคงคุยสนุก หัวเราะเสียงดัง ชอบวาดภาพ […]

อุดมการณ์กับความจริงเป็นสิ่งสวนทาง…จริงหรือ?

“อุดมการณ์ กับความจริงเป็นสิ่งที่สวนทาง” คือคำพูดของใครคนหนึ่งที่ฉันจำได้ขึ้นใจ และเชื่อมั่นอย่างนั้นมาตลอด ตั้งแต่เด็ก ฉันคิดเสมอว่าอาชีพครูอย่างพ่อเป็นอาชีพกิน อุดมการณ์ ทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาดเพื่อแลกกับเงินเดือนอันน้อยนิด ฉันเคยรบเร้าให้พ่อเลิกสอนหนังสือ แล้วรีบ ๆ เออร์ลี่รีไทร์ จะได้ไม่ต้องทำงานตัวเป็นเกลียวให้เสียสุขภาพ เพราะฐานะทางบ้านเราก็พอมีพอกินอยู่แล้ว แต่พ่อไม่เคยคิดจะเลิก พ่อบอกเสมอว่า มันคือหน้าที่ บ่อยครั้งฉันนึกน้อยเนื้อต่ำใจที่พ่อทำงานหนักเสียจนไม่มีเวลาพาไปเที่ยววันหยุดเหมือนครอบครัวคนอื่น พ่อเอาแต่บอกว่า “เหนื่อยแล้ว อยากนอนพักผ่อนอยู่เฉย ๆ ที่บ้าน” และตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันมักมองพ่อด้วยความไม่เข้าใจ ฉันนั่งจ้องพ่อขณะพ่อกำลังขับรถพาฉันและแม่กลับบ้านในเวลาเลิกงาน คิ้วพ่อขมวดติดกัน สีหน้าเคร่งเครียด ไม่พูดไม่จา เป็นภาพที่ฉันเห็นจนชินตา คงเป็นเพราะความเหนื่อยล้าจากการสอนเด็กนักเรียนมาทั้งวัน ปีนี้พ่อดูแก่ขึ้นมาก ผมของพ่อเริ่มมีสีดอกเลาแซมขึ้นจนเห็นชัดเจน แขนที่ใช้จับชอล์กเขียนกระดานวันนี้ดูเหี่ยวลงถนัดตา สภาพร่างกายพ่อโรยรากว่าที่ฉันเคยสังเกตเห็น ฉันทำลายความเงียบบนรถด้วยการถามพ่อถึงเด็ก ๆ ที่โรงเรียน…รอยย่นที่ชิดติดกันบนหน้าผากพ่อคลายออก พ่อยิ้มตาหยีเล่าเรื่องเด็กให้ฟังด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ… เจ้าตัวแสบ เด็กนักเรียนหลังห้องที่พ่อสู้อุตส่าห์เคี่ยวเข็ญมานมนาน วันนี้สอบติดมหาวิทยาลัยได้ตามที่วาดฝันไว้แล้ว สร้างความปลื้มใจให้ครอบครัวได้ไม่น้อย แม่น้องหิ้วขนมนมเนยมาเต็มมือเพื่อมาขอบคุณพ่อฉันถึงที่โรงเรียน…พ่อบอกกับฉันว่า พ่อไม่เคยต้องการสิ่งตอบแทนอะไรจากเด็ก เพียงแค่ได้ส่งเขาไปให้ถึงฝั่งฝันเท่านั้นก็ถือว่าพ่อได้ทำหน้าที่ของครูอย่างเต็มกำลังแล้ว…พ่อเงียบไปพร้อมทิ้งรอยยิ้มเล็ก ๆ ไว้ที่มุมปาก อารมณ์ที่เปลี่ยนไปมาของพ่อแบบนี้ทำให้หลายครั้งฉันเองก็อดแปลกใจไม่ได้ จนกระทั่งไม่นานมานี้ ฉันมีโอกาสได้ไปสอนพิเศษที่สถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่ง ไม่ปฏิเสธว่าเหตุผลเดียวที่ไปสอนก็เพียงเพื่อ “เงิน” ฉันไม่เคยหาเงินได้มากเท่านี้มาก่อนในชีวิต เหนื่อยแสนเหนื่อย แต่ยังดีที่ได้ค่าตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ […]

ปาฏิหาริย์แห่งการเจริญเทวตานุสติ

เวลาประมาณห้าโมงเย็นของวันหนึ่งในปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว ผู้เขียนและเพื่อนเดินทางไปกราบสักการะพระอนุสาวรีย์พระราชชายา เจ้าดารารัศมี พระมเหสีองค์หนึ่งในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระตําหนักดาราภิรมย์ ค่ายดารารัศมี อําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ การเจริญเทวตานุสติ เมื่อผู้เขียนจุดธูปเทียนบูชาเรียบร้อยแล้วก็นั่งพับเพียบ ยกมือไหว้ พร้อมทั้งครุ่นคิดถึงพระกรณียกิจนานัปการที่พระองค์ทรงมีต่อนครเชียงใหม่ ตั้งแต่ทรงเสียสละอย่างใหญ่หลวงด้วยการจากนครเชียงใหม่ไปถวายตัวรับราชการฝ่ายใน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่มีพระชันษาเพียง 13 ปี ในฐานะองค์สายสัมพันธ์ของสองแผ่นดิน คือ สยามกับนครเชียงใหม่ และประทับ ณ พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร เป็นเวลา 23 ปีเศษ พร้อมทั้งคิดคํานึงถึงพระกรณียกิจทั้งทางด้านศาสนา การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม และการพัฒนาการเกษตรที่มีต่อนครเชียงใหม่ และแล้วผู้เขียนก็สะดุดตาเมื่อมองเห็นผ้าสไบแบบภาคกลางมีตัวอักษรปักชื่อนายทหารคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้นํามาถวายและห่มพระอนุสาวรีย์ไว้ ผู้เขียนรู้สึกทันทีว่าไม่สมควรและพระองค์จะต้องไม่โปรด เพราะถ้าจะทรงห่มสไบแบบภาคกลางก็คงทรงห่มมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว จากการศึกษาพระประวัติพบว่า พระราชชายาทรงอนุรักษ์การแต่งกายแบบชาวเหนือไว้ตลอดพระชนมชีพ วัฒนธรรมกรุงเทพฯไม่สามารถกลืนความเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือผู้ทรงอนุรักษนิยมล้านนาไปได้ ผู้เขียนใคร่ครวญแล้วจึงตัดสินใจขอประทานพระอนุญาตนําสไบออกจากพระอนุสาวรีย์ แล้วนํามาพับวางไว้ใกล้ ๆ กับพระบาท ในตอนนั้นเอง ท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ เกิดมีสายฝนเป็นละอองฝอยโปรยลงมาเบา ๆ ผู้เขียนและเพื่อนหันมามองหน้ากันและเกิดอาการขนลุกน้ำตาไหลคลอที่เบ้าตา ต่างรีบก้มลงกราบแทบพระบาทของพระอนุสาวรีย์ ผู้เขียนรับรู้ด้วยจิตว่า พระองค์ทรงสื่อสารมาถึงเราว่าทําถูกต้องแล้ว และละอองฝนเป็นเสมือนการพรมน้ำมนต์ให้นั่นเอง ที่ผู้เขียนรู้สึกอัศจรรย์ใจมากยิ่งขึ้นก็คือ ขณะนั่งอยู่ที่ลานพระอนุสาวรีย์นั้น […]

เมื่อผมพาแม่ไปปฏิบัติธรรม

วันนี้จะขอพาพี่ ๆ เพื่อน ๆ มาวัดที่จังหวัดบ้านเกิดผม ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา หลาย ๆ คนอาจจะนึกว่าวัดหลวงพ่อโสธร แต่ไม่ใช่ครับ วัดนี้เป็นวัดที่ไม่ได้โด่งดังด้านความศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นวัดที่มีความสําคัญในการพัฒนาจิตใจเราให้ดีขึ้น พาแม่ไปปฏิบัติธรรม นี่คือ ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วัดผาณิตาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา สถานที่นี้เป็นบ้านอีกแห่งหนึ่งของผมเช่นกัน ที่ผมพูดแบบนี้เพราะว่า ถ้าผมหมุนเวลาย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน นาฬิกาชีวิตย้อนกลับไปอย่างรวดเร็ว ช่วงเวลาที่ผมได้เริ่มทํางานที่แรกกับการเป็นเซลส์ รายได้อู้ฟู่ไม่ใช่น้อย ใช้ชีวิตแบบสุรุ่ยสุร่าย หมดเงินไปกับสิ่งที่เรียกว่าแฟชั่น ค่านิยมจํานวนมาก จนวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน แม่เริ่มไม่สบาย ปวดขา และต้องมารักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เวลาที่ผมไปหาลูกค้าเสร็จ ช่วงเย็นผมต้องมาเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล อาการที่ขาของแม่ก็ไม่ดีขึ้นเลย ผมมักจะซื้อของที่แม่ชอบมาให้แม่กินประจํา ผมนั่งมองดูแม่หลับ น้ำตาผมจะไหล แต่มันไหลไม่ได้ ผมอยากให้แม่หายไว ๆ เมื่อก่อนเวลาที่แม่บ่นแม่ว่า ผมไม่เคยสนใจท่านเลย ผมไม่เคยกอดแม่นานมากแล้ว…จําได้ครั้งล่าสุดที่กอดคือวันที่รถตู้โรงเรียนสมัยมัธยมถูกสิบล้อชน แม่มาที่โรงเรียนและวิ่งเข้ามากอดผม แม่นึกว่าผมอยู่ในรถคันนั้น ผมเดินออกจากโรงพยาบาลในตอนค่ำอย่างอ่อนล้า ท่ามกลางแสงไฟและแสงสีในกรุงเทพฯ ผมเคยเป็นเหมือนแมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟ หลงแสงสี หลงรัก หลงทาง หาทางออกไม่เจอ วันนี้ผมไม่ต้องออกตลาด เพราะผมต้องประชุมและเคลียร์งานอยู่ที่ออฟฟิศแถวชิดลม เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พ่อโทรศัพท์มาบอกว่า […]

เรื่องจริงจากเรือนจํา ความในใจของผู้ต้องขังผู้ใช้บทสวดมนต์กล่อมเกลาจิตใจ

ในช่วงชีวิตคนเรา ผมเชื่อแน่ว่าหลายท่านคงจะประสบพบเจอ “ปัญหา” แทบทุกวัน แต่ปัญหาของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป บางท่านเมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนั้นคือ “หนีปัญหา” แต่สิ่งที่จะตามมาจากการหนีปัญหาคือ “ตัวปัญหา” ซึ่งเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ไม่อยากพบเจอ แต่ถ้าเราใช้สติในการแก้ รับรองว่า “ปัญหา” ก็จะไม่เกิดขึ้น เรื่องจริงจากเรือนจำ เรื่องราวที่ผมจะเล่าต่อไปนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ผมอยากให้คุณผู้อ่านได้อ่าน เผื่อว่าจะมีประโยชน์ในยามที่คุณต้องพบเจอ “ปัญหา” และต้องการหาทางแก้ไข เช้าวันนั้นเป็นวันที่ 17 กันยายน ผมจะต้องออกไปติดต่องานกับลูกค้าตามปกติ ผมตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมด้วยภารกิจที่จะต้องปฏิบัติทุกวัน คือการไปส่งลูกที่โรงเรียน โดยมีภรรยาของผมเป็นผู้ช่วยที่แสนดี เวลาไปส่งลูกที่โรงเรียน ผมจะกอดลูกแล้วจูบลูกที่หน้าผากทุกครั้ง ในวันนั้นฝนตกหนักมาก เหมือนจะเป็นลางบอกเหตุ แถมภรรยาของผมยังพูดอีกว่า “วันนี้ฝันไม่ค่อยดีเลย ฝันว่าฟันหัก และลูกบอกด้วยว่าลูกตกเหว ไม่มีใครช่วยเลย” ผมฟังแล้วก็ไม่ได้ฉุกคิดอะไร วันนั้นฝนตกทั้งวัน ทําให้น้ำท่วมทางเข้าหมู่บ้าน การสัญจรเข้าออกลําบากมาก พอได้เวลาเลิกเรียนผมต้องขับรถไปรับลูกที่โรงเรียน แต่วันนั้นฝนที่ตกลงมาทําให้น้ำท่วมทางเข้าโรงเรียนของลูกสูงมาก ด้วยความเป็นห่วงลูก ผมตัดสินใจฝ่าน้ำที่ท่วมสูงเกือบครึ่งคันรถเข้าไป ผมขับรถไปถึงหน้าโรงเรียนของลูก วินาทีนั้นผมถูกตํารวจชุดสืบสวนขับรถมาประกบและขอตรวจค้น ผมไม่ได้ขัดขืนอะไร สิ่งแรกที่ผมได้ยินจากปากเจ้าหน้าที่ตํารวจคือ “คุณมีหมายจับ” ในเวลานั้นเป็นเวลาที่ลูกของผมเลิกเรียนพอดี วินาทีนั้นผมรู้ถึงปัญหาที่ผมเคยก่อไว้ และผมก็หนีปัญหานี้มาตลอด […]

นิทานแสนเศร้า บทความเตือนใจสำหรับพ่อแม่ทุกคน

กาลครั้งหนึ่งซึ่งนานมา ทว่าเรื่องราวยังคงอยู่ในความทรงจำ นิทาน สมัยยังเป็นนักเรียนคอซอง บ่อยครั้งที่เรามักเห็นผู้ชายวัยรุ่นสวมแว่นหนา หน้าตาสะอ้าน เดินงง ๆ วนเวียนอยู่ข้างรั้วโรงเรียน วันดีคืนดีก็ปีนขึ้นไปอยู่บนรั้ว จนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า “เขาเป็นใคร” ไม่น่าเชื่อ…คำตอบที่ได้รับจากรุ่นพี่คนหนึ่งทำให้เราอึ้ง! “เขาเรียนเก่งมากจนเสียสติ” เราเองไม่ใช่คนเรียนเก่ง และด้วยวัยขณะนั้นซึ่งยังเรียนรู้โลกมาไม่มากนัก เลยไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมคนที่เรียนเก่ง สมองดี ถึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทว่าเมื่อเวลาผ่านวันผัน ชีวิตก้าวสู่วัยผู้ใหญ่ และได้อยู่ในสถานะของคนเป็นแม่ เรื่องราวในวันนั้นได้ผุดขึ้นมาจากหวังความทรงจำอีกครั้งพร้อม ๆ กับ “ความเข้าใจ” เมื่อวันหนึ่งได้ดูข่าว “โรงเรียนชื่อดังถูกเผาวอด” แวบแรกที่ได้เห็นเพลิงลุกไหม้อาคารของโรงเรียนผ่านจอทีวีให้รู้สึกใจหาย แต่ก็ไม่เศร้าเท่ากับรู้ว่า มือเผาคือ “นักเรียน” และยิ่งเพิ่มความเศร้าเป็นทวี เมื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุเกิดจากความเครียดเพราะผลการเรียนไม่เป็นดังที่หวัง ไม่…เราไม่ได้คิดกล่าวโทษเด็กคนนี้แม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับรู้สึกห่วงใยเหลือเกิน เพราะ “โรงเรียน” สร้างใหม่ได้ แต่ “หัวใจสลาย” ของเด็กคนหนึ่งจะเยียวยากันอย่างไร ก่อนที่เด็กจะถูกพิพากษาให้ผิดด้วยคิดไม่ถึง เราคงต้องย้อนมองกลับไปหาสาเหตุด้วยความพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดลออว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ครู เพื่อน สังคม สภาพแวดล้อม หรือแม้แต่ตัวเด็กเอง อาจจะมีส่วนสร้างความกดดันถึงขั้นเครียด จนนำมาสู่เหตุการณ์สุดสะเทือนใจครั้งนี้ […]

พบธรรมเมื่อครั้งหลงป่า ประสบการณ์ที่ช่วยให้มีสติพร้อมรับความตาย

ประเทศไทยในปัจจุบันยังมีพื้นที่ปา†มากพอให้ผู้คŒนเข้าไปหลงอีกหรือ คำถามนี้คงมีผู้อ่านจำนวนไม่น้อยสงสัย เช่นเดียวกันกับครั้งที่ฉันฉุกคิดยามย่างกรายเดินทางเข้าป่า† โดยไม่คิดว่าจะเป็นพวกเราเองที่ได้ลิ้มรสการติดป่าเขŒาจริง ๆ… หลงป่า เมื่อย้อนกลับไปหลายปีก่อน เส้นทางและความอุดมสมบูรณ์ของพื้นป่าทางตอนเหนือของ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี มีความแตกต่างและเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด แหล่งท่องเที่ยวหนึ่งซึ่งน้อยคนจะรู้จักหรือได้เข้าไปชื่นชมอย่างใกล้ชิดในเวลานั้นคือ “น้ำตกแพรกตะคร้อ” ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอปราณบุรีต่อกับอำเภอหัวหิน ชาวบ้านร่ำลือกันว่า น้ำตกแพรกตะคร้อเป็น “น้ำตกขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในป่าทึบ มีลำธารไหลคดเคี้ยวไปตามป่าดงดิบ มีแก่งหินและวังน้ำกระจายอยู่ทั่วไป สวยงามมาก” ด้วยชื่อเสียงและความสวยงาม น้ำตกแห่งนี้จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เย้ายวนใจนักแสวงหาและผู้ที่ชื่นชอบเสพสุนทรีย์จากธรรมชาติ ซึ่งฉันก็เป็นคนหนึ่งในนั้นที่ชอบความท้าทาย และชอบท่องเที่ยวไปตามแหล่งท่องเที่ยวที่ธรรมชาติรังสรรค์ผลงานอันงดงามไว้ วันนั้นเป็นวันพระใหญ่ พวกเราออกเดินทางไปทำบุญตามวัดป่าในพื้นที่ชายแดน เขตอำเภอหัวหิน ตามปกติ หลังจากที่พวกเราทำบุญตอนเช้าเสร็จแล้ว ในช่วงบ่ายจึงมีเวลาเหลือมากพอที่จะท่องเที่ยวไปยังสถานที่ใกล้เคียง โดยมีน้ำตกแพรกตะคร้อเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว อาจเป็นเพราะความเคยชินในกิจวัตรการทำบุญ และเส้นทางที่จะไปนั้น พวกเราเคยใช้งานอยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้ขาดความใส่ใจที่จะเตรียมความพร้อมในการเดินทาง เราจึงออกเดินทางไปโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น พาหนะที่ใช้เดินทางเป็นเพียงรถปิกอัพขับเคลื่อนสองล้อ หนทางเข้าสู่น้ำตกเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ พอ ๆ กับความลาดชันของพื้นที่และถนนที่ทวีความทุรกันดารเพิ่มขึ้นตามลำดับ เราขับผ่านลำห้วยที่กัดเซาะถนนนับไม่ถ้วน ขณะเดียวกันกับที่ดวงตะวันเริ่มอ่อนแสงลงทุกที พวกเรามีความเห็นว่า การสำรวจเส้นทางใหม่ครั้งนี้จำต้องสิ้นสุดลงเสียแล้วเพราะเงื่อนไขของเวลา เราจึงหันรถกลับทั้ง ๆ ที่เหลือระยะทางเพียง 6 – 7 กิโลเมตรเท่านั้นก็จะถึงจุดหมายปลายทาง แต่แล้วเมื่อรถเคลื่อนผ่านลำห้วยแรกไปได้ครึ่งทางก็ต้องชะงักลงเมื่อกันชนไปกระแทกเข้ากับสิ่งกีดขวางบางอย่างใต้น้ำ ทุกคนลงจากรถตั้งสติ และหาหนทางเพื่อให้รถพ้นจากน้ำ […]

เรื่องของ ”นัน” : สุคติมีจริง

“คุณครับ แม่บ้านของคุณที่ชื่อ ‘นัน’ ตายแล้วนะครับ!! รถมอเตอร์ไซค์ที่เธอขี่มาถูกรถยนต์ชนเมื่อกี้นี้เองครับ” สุคติมีจริง ฉันยืนงงสักพักหลังจากวางสายโทรศัพท์ มันเกิดอะไรขึ้น เมื่อวานนันยังมาทำงานที่บ้านเป็นปกติ ตอนเย็นก็ยังคุยหัวเราะด้วยกันก่อนเลิกงาน วันนี้เป็นวันหยุด นันบอกว่าไม่อยากทำโอที จะไปเอาของที่บ้านญาติ แล้วอยู่ดี ๆ บ่ายแก่ ๆ ของวันนี้ก็มีโทรศัพท์มาจากผู้จัดการของหมู่บ้านว่า เธอจากไปแล้ว เธอเสียชีวิตทันที ณ จุดเกิดเหตุ พอได้สติ ฉันโทร.บอกคนในครอบครัวของฉันที่รู้จักนัน มีสามีของฉัน แม่ น้าสาว และเพื่อนสนิทในหมู่บ้านเดียวกัน ทั้งหมดฟังด้วยความสลด น้ำเสียงแต่ละคนตอบกลับด้วยความเศร้า ระหว่างที่ฉันเล่าเรื่องคร่าว ๆ ให้ทุกคนฟังฉันเองก็น้ำตาคลอไปด้วย อะไรจะขนาดนั้น แค่แม่บ้านเสียชีวิตกะทันหัน คิดซะว่าเหมือนลาออก หาใหม่ก็ได้ จริงไหม แต่ความผูกพันและห่วงใยซึ่งกันและกันมันทำให้ฉันใจหายและยังไม่อยากเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริง ๆ ในขณะเดียวกันก็มีคำถามเกิดขึ้นในใจฉันมากมาย อะไรทำให้นันเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเช่นนี้ ก่อนหน้านี้นันเล่าให้ฉันฟังว่าเธอกับสามีช่วยกันเก็บเงินส่งไปที่บ้านพ่อแม่เพื่อสร้างบ้านใหม่ เนื่องจากเธอฝากลูกอายุประมาณ 5 ขวบให้พ่อกับแม่ของเธอที่ต่างจังหวัดช่วยดูแลและตอนนี้บ้านใหม่เธอเสร็จแล้ว เมื่อเดือนที่แล้วเธอบอกฉันว่าเธอจะออกรถกระบะเพื่อจะเอาไว้ขับรถส่งของ เตรียมตัวจะออกไปค้าขาย เช่น ขายผลไม้ ขายผัก นอกจากนี้ญาติผู้ใหญ่กำลังจะโอนที่นาผืนเล็ก ๆ ให้เธออีกผืน เธอตั้งหน้าตั้งตาคอยเวลานี้มากและขอลางานไปโอนรถในอีก 2 - 3 วันที่จะถึงนี้ นอกจากนี้เธอยังขายทองที่มีอยู่ทั้งหมดราว 2 - 3 บาทเพื่อใช้เป็นทุนในการดาวน์รถ วันที่เกิดอุบัติเหตุคือวันก่อนไปรับรถแค่ 2 - 3 วัน เป็นวันที่เธอไปเอาของเพื่อเตรียมตัวเอารถไปเจิม ดังนั้นเธอจึงเสียชีวิตโดยยังไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของรถที่จองไว้ รวมทั้งที่ดินผืนที่กำลังจะได้รับจากญาติเลย หลังจากเกิดอุบัติเหตุ สามีของนันซึ่งประสบเหตุด้วยกันบาดเจ็บเล็กน้อยที่ศีรษะ เมื่อเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลได้สองวันก็รีบออกมา เพื่อพาร่างของเธอกลับไปทำพิธีที่บ้านต่างจังหวัดพร้อมญาติพี่น้องและลูก ส่วนพวกเราที่เป็นนายจ้างต่างก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เธอทันทีหลังจากทราบข่าว แม้แต่เพื่อนสนิทของฉันที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ซึ่งเคยจ้างเธอมาทำสวนเพื่อให้เป็นรายได้เสริมก็ยังทำบุญให้เธอเลย สองวันหลังเกิดเหตุ คุณแม่ของฉันบอกว่าเมื่อคืนก่อนฝันเห็นนัน ในฝันนั้นแม่นั่งเล่นอยู่ตรงที่นั่งประจำหน้าบ้าน ส่วนนันก็นั่งเล่นกับสุนัขอย่างเคยเช่นกัน เธอหน้าตาสดใสสวยงาม แต่งตัวสวย ไม่เหมือนเสื้อผ้าที่เคยใส่เวลามาทำงาน ฉันทราบภายหลังว่ามันเป็นวันเดียวกับที่สามีของนันเชิญพระไปสวดที่จุดเกิดเหตุพอดี หลังจากนั้นเมื่อสามีของนันกลับมาทำงานปกติ เขาเล่าให้ฉันฟังเพิ่มเติมว่าแม่ของนันก็ฝันเช่นกัน โดยในฝันมีผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาสวยกำลังพานันเดินลงเรือนออกจากบ้านไป เมื่อฉันได้รู้เรื่องเหล่านี้ก็ทำให้รู้สึกดีใจและสบายใจอย่างมาก เพราะเธอคงไปดีแล้ว เวลาของเธอคงหมดลงจริง ๆ แต่ถึงอย่างไรฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า อะไรที่ทำให้เธอไปดี และทำไมเธอจึงมาลาแม่ของฉัน   คลิกเลข 2 เพื่ออ่านหน้าต่อไป>>>

เพราะหัวใจ … ไม่เคยยอมแพ้ จากลูกชาวนาสู่นักเรียนทุนออสเตรเลีย

ดิฉันชื่อกําไรทอง เจน หอกกิ่ง เกิดในครอบครัวชาวนาที่ยากจน มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันถึงเก้าคน ชีวิตสมัยเด็กลําบากมาก เวลาหิวก็ต้องให้น้องกินก่อน เวลาหนาวเราก็ไม่มีผ้าห่ม ป่วยไม่มีเงินไปรักษา แต่ดิฉัน ไม่เคยยอมแพ้ เพราะมีความศรัทธาในพระพุทธเจ้า ทุกครั้งที่ลําบากกายหรือใจจะอธิษฐานให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองเป็นกําลังใจให้ตัวเองอยู่ต่อ ดิฉันคิดว่าชีวิตเป็นสิ่งสวยงามที่สุด การดํารงชีวิตอย่างมีสติ ไม่กลัวหรือตื่นตระหนกเมื่อเผชิญกับปัญหาใดๆ และการใช้ชีวิตอย่างสมถะ เป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้ดิฉันพบความสําเร็จที่แท้จริงและอยู่อย่างมีความสุขบนโลกใบนี้ สมัยเป็นเด็ก ดิฉันจะนั่งสมาธิก่อนนอนทุกคืน และจะเข้านอนก่อนใคร เพื่อตื่นมาอ่านหนังสือในเวลาที่สงบ จุดมุ่งหมายตอนนั้นเพียงแค่อยากมีความรู้เพื่อจะได้สอนคนอื่นได้และทําชีวิตให้ดีขึ้น พ่อบอกให้ดิฉันเลิกเรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นประถมศึกษา ดิฉันหัวใจสลาย เพราะเชื่อเหลือเกินว่าการศึกษาจะนํามาซึ่งความสําเร็จในหลายๆ ด้าน พ่อให้เหตุผลสั้นๆ ว่า “เป็นผู้หญิงจะเรียนไปทําไม” ตอนนั้นสวดมนต์ภาวนาทุกคืนขอให้คนมีความเสมอภาคกัน ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ ให้เราฟังความคิดเห็นและมุมมองที่ต่างมีความสําคัญเหมือนกัน คําว่า “พหูสูต” ที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ มีความหมายลึกซึ้งและเป็นสัจธรรม “ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา” นี่คือสิ่งที่ดิฉันถือปฏิบัติมาจนทุกวันนี้ และการรู้จักเลือกสรรแต่สิ่งที่ดีที่เหมาะสมต่อตัวเรา คนเราเลือกที่จะเป็นอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ให้เกินความสามารถ จะได้ไม่พบทุกข์ซึ่งเกิดจากความทะเยอทะยาน เวลามีอารมณ์ที่เป็นทุกข์ จงอย่าไปโทษคนอื่นหรือสิ่งรอบข้าง ตัวเราเองต่างหากที่ยอมให้ความทุกข์นั้นเกิด คําภาวนา กอปรกับความเมตตาและการเสียสละของพี่ชาย ทําให้ดิฉันได้เรียนต่อ แต่ก็ต้องต่อสู้กับความลําบาก ไม่มีเงินซื้ออาหารเที่ยง บางวันแทบไม่มีเงินค่ารถ บางวันมีค่ารถเที่ยวเดียว จึงต้องรับจ้างทําการบ้านบ้าง […]

(ไม่) ทุกข์เพราะสามีทิ้ง – บทความดีๆ เพื่อคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

หลายคนคงเคยรู้สึกเจ็บปวดมากเหมือนฉันที่ สามีทิ้ง ไป ฉันจมอยู่กับความสงสัยว่าฉันทําอะไรผิด ลูกๆ ต้องรับผลจากการกระทําของพ่อ ต้องทนทุกข์กับเรื่องราวที่เราไม่เคยเตรียมใจไว้ก่อน (สามีทิ้ง) หลังจากล้มลุกคลุกคลานกับเรื่องราวต่างๆ ของตัวเองจนชินและชาแล้ว ฉันเริ่มคิดว่าตัวเองช่างโชคดีเหลือเกินที่ผ่านเรื่องต่างๆ มาได้โดยที่ยังเป็นคุณแม่ของลูกๆ อีกสองคน และเขาสองคนรักฉัน เมื่อสองปีก่อน วันที่พ่อของลูกเดินถือกระเป๋าออกจากบ้าน ในขณะที่ฉันและลูกยืนร้องไห้ ลูกรู้แต่เพียงว่าพ่อและแม่ทะเลาะกัน และพ่อกําลังจะไป ฉันไม่สามารถหยุดร้องไห้ได้ พี่สาวคนโตต้องเดินมาปลอบใจ ภาพลูกร้องไห้สะอึกสะอื้นกับความเสียใจของฉันที่ไม่สามารถยึดเขาไว้กับครอบครัวยังแจ่มชัด ฉันกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เหมือนผีตนหนึ่งที่ไม่สามารถหลุดจากความทุกข์ได้ เวลานี้เองที่ทําให้รู้จักความทุกข์ว่าเป็นอย่างไร พี่สาวของฉันยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือดูแลเด็กๆ ให้ ในเวลาที่ฉันควบคุมความโศกเศร้าไม่ได้ ฉันตีลูก เห็นน้ำตาลูกไหลโดยไม่สะอึกสะอื้น ฉันช่างเป็นแม่ที่ใจร้ายเหลือเกิน น้องที่บริษัทคอยให้กําลังใจเป็นเพื่อนทุกเวลาที่ฉันรู้สึกแย่กับเรื่องของสามี ทั้งปลอบ ทั้งให้แง่คิด ตอนที่เราทุกข์ เรามักมองอะไรไม่เห็น เหมือนตาถูกปิดไว้ให้มองเห็นแต่เรื่องเลวร้ายของตัวเอง คําแนะนําที่ทําให้ฉันยังคงยืนหยัดอยู่ได้ คือ มันคงเป็นกรรม และเมื่อกรรมมาถึงเราก็ต้องใช้กรรมนั้นให้หมด เมื่อหมดกรรมก็จะพบกับความสุข พี่สาวแนะนําให้อ่านหนังสือธรรมะ สวดมนต์ พาฉันไปพบปะผู้คน คอยถามไถ่ทุกข์สุข โทรศัพท์มาคุยด้วยทุกวัน เพื่อช่วยให้ความรู้สึกที่ว่าตัวฉันเองไม่มีค่าอะไรค่อยๆ หมดไป น้องที่บริษัทและเพื่อนๆ พาฉันไปทําบุญ ฉันเริ่มหันมาอ่านหนังสือธรรมะ หนึ่งในนั้นก็คือนิตยสาร Secret […]

เพื่อนบ้านตัวแสบ ! ประสบการณ์รับมือเพื่อนบ้านด้วยความเมตตา

บ้านของฉันเป็นทาวน์เฮ้าส มีเพียงกําแพงกั้นระหว่างบ้านแต่ละหลัง หากจะมีพื้นที่นิดหน่อยก็ตรงหน้าบ้านซึ่งใช้เป็นที่จอดรถ และจัดเป็นมุมสวนเล็กๆ ไว้  เพื่อนบ้าน บรรยากาศโดยทั่วไปก็สงบดี เพื่อนบ้าน เป็นมิตรกันเกือบทุกหลัง ยกเว้นหลังหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่ผูกมิตรกับใคร แถมยังสร้างอริเพิ่มอีกต่างหาก โชคไม่ดีเลยที่บ้านหลังนั้นอยู่ติดกับบ้านของฉันเอง บ้านหลังนั้นมีผู้ชายวัยกลางคนอาศัยอยู่กับหมาอีกสองตัว ไม่เคยมีใครเห็นว่ามีคนมาหาเขาเลยสักครั้ง แต่สิ่งที่ทําให้พวกเรา หมายถึงฉันกับบรรดาบ้านหลังอื่นๆ เห็นต้องกันก็คือ นิสัยใจคอที่ไม่น่ารักของเขา เริ่มตั้งแต่เช้าเขาจะปล่อยหมาทั้งสองตัวออกจากรั้วบ้าน จากนั้นก็พยายามให้หมาทั้งสองเดินไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่หน้าบ้านของตัวเอง คงรู้ใช่ไหมคะ เช้าๆ หมามีนิสัยที่ต้องอึต้องฉี่ ไม่แปลกหรอกค่ะถ้าหมาทั้งสองตัวของเขาทําอย่างนั้นแล้วเจ้าของคอยจัดการเก็บตามหลังให้เรียบร้อย แต่เขาไม่เคยทําเลย แม้จะมีบางบ้านที่อดทนไม่ไหวเคยเจรจาดีๆ แต่ก็เปล่าประโยชน์ แถมยังเจอแต่ความเฉยชาของเขาอีก คิดๆ แล้วบางทีก็นึกอยากจะรวบรวมก้อนอึพวกนั้นไปวางไว้หน้าบ้านเขาเหมือนกัน! นอกจากเรื่องนี้แล้ว อีกเรื่องที่แสดงความเห็นแก่ตัวของเขาก็คือ เขามักจะจอดรถคันใหญ่นอกบ้านเป็นประจํา ถึงเวลาค่ำคืนก็ไม่ยอมเอารถตวเองเข้าบ้าน คงจอดทิ้งขวางทางอยู่อย่างนั้น คงพอทราบใช่ไหมคะ ว่าบ้านทาวน์เฮ้าส์ส่วนใหญ่มักมีถนนแคบๆ พอที่รถยนต์ธรรมดาจะวิ่งสวนกันได้ แต่ถ้าเป็นรถคันใหญ่ๆ จะสวนกันลําบาก โดยเฉพาะรถเก็บขยะที่เข้ามาเก็บขยะเป็นประจํา พอเขาไม่สามารถขับเข้าไปถึงบ้านที่อยู่ท้ายๆ ซอยได้(บ้านที่อยู่เป็นซอยตัน) พวกที่อยู่ท้ายซอยก็เลยเจอปัญหาขยะเต็มล้นหน้าบ้าน เคยมีคนไปบอกเขาให้ช่วยถอยรถให้หน่อย ก็กลับถูกตะคอกออกมาว่าคนกําลังนอน กลายเป็นคนที่ไปบอกไม่มีมารยาทเสียอย่างนั้น ความไม่เห็นแก่จิตใจเพื่อนบ้านทําให้เขากลายเป็นคนที่ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย แน่นอนขนาดที่บ้านยังเป็นอย่างนี้แล้วที่ทํางานล่ะ เพื่อนของฉันทํางานอยู่ที่เดียวกับเขาในตําแหน่งที่ต่ำกว่า แต่โชคดีที่ไม่ได้เป็นลูกน้องของเขาโดยตรง เพื่อนบอกฉันว่า เขาเป็นคนอย่างนี้แหละ ที่ทํางานก็ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วยเช่นกัน เพราะความเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจแบบที่เขาเป็น […]

ก่อนที่ความตายจะมาพราก…

ตอนเด็กๆ ฉันเคยคิดว่า ถ้าแม่เป็นอะไรไปฉันคงต้องตายตาม… อาจเป็นเพราะฉันผูกพันกับแม่มาก ต่อมาเมื่อแม่ล้มป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่ได้ ฉันก็รู้สึกทุกข์ทรมานใจ จนทุกครั้งที่แม่เข้าโรงพยาบาล ฉันจะต้องบนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอต่ออายุให้แม่ทุกครั้ง ความในใจของลูก …แต่มาวันนี้ ฉันกลับไม่ต้องการยื้อยุดหรือร้องขอชีวิตแม่กับใครอีกต่อไป เพราะฉันคิดว่า การที่จะฉุดรั้งใครไว้เพื่อความสุขของเรามันเป็นความเห็นแก่ตัวมากกว่า ในขณะที่คนคนนั้นอยู่ในความทุกข์ทรมานมาโดยตลอด ฉันรู้ว่าเวลาของแม่เหลือน้อยลงทุกที ฉันจึงอยากใช้วันคืนกับแม่ให้คุ้มค่าที่สุด…ฉันได้พาแม่มาอยู่ด้วยกันที่บ้าน ทุกเช้าก่อนไปทำงานฉันมีเวลาเพียงแค่ทักทายแม่ แต่ทุกเย็นฉันก็จะชดเชยด้วยการป้อนข้าวหรือแปรงฟันให้แม่ ในขณะที่ทุกวันหยุดก็จะได้ป้อนเกือบทุกมื้อ แถมด้วยการอ่านหนังสือให้ฟังตอนกลางวัน อาบน้ำแต่งตัว และพาไปนั่งรถเข็นดูดอกไม้ตอนเย็น…แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ทุกคืนฉันจะนำแม่สวดมนต์และทำสมาธิก่อนนอน ฉันดีใจที่ได้มีโอกาสทำอะไรหลายๆ อย่างเหมือนที่แม่ทำให้ฉันตอนเด็กๆ มันทำให้ฉันรู้ว่า แม่เลี้ยงลูกทุกคนมาด้วยความรัก ความเอาใจใส่ และความอดทนขนาดไหน ก่อนนอนฉันจะพูดกับแม่เสมอว่า “แม่หลับให้สบายนะคะ ไม่ต้องนึกถึงอะไรนอกจากลมหายใจเข้า – ออกและความดีทั้งหลายที่แม่ได้ทำมาตลอดชีวิต…อย่าไปสนใจร่างกายนี้ เพราะมันถึงเวลาที่ต้องเสื่อมโทรมแล้ว ใครๆ ก็ต้องแก่ เจ็บ และตาย…แต่ถ้าแม่ทำใจให้มีความสุข แม่จะได้ไปสวรรค์นะ ไม่ต้องห่วงใครทั้งนั้น แม่แค่ไปรออยู่ที่นั่น แล้วเราก็จะได้พบกันอีก หรือถ้าแม่ทำใจให้ว่างเปล่า แม่อาจไม่ต้องเกิดอีกเลยก็ได้นะคะ” พูดจบฉันก็จะเปิดเทปเพลงธรรมะให้แม่ฟัง ความในใจของลูก ฉันไม่คิดว่าการพูดถึงความตายเป็นสิ่งอัปมงคล แต่ตรงกันข้าม เราควรให้ผู้ที่กำลังจะพบกับมันได้เตรียมตัวเตรียมใจและรับรู้ว่า ความตายไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด มันเป็นเพียงการเปลี่ยนสถานะเท่านั้น…ถึงแม้ส่วนใหญ่แม่จะหลับไปก่อนด้วยความอ่อนเพลีย แต่ฉันก็ดีใจที่ใบหน้าแม่ระบายไปด้วยความสงบสุข มันทำให้ฉันเชื่อว่า ถ้าแม่จากไปในวันนั้น […]

มหัศจรรย์แห่งความกตัญญู

ฉันชอบคํากล่าวที่ว่า “Be wise enough not to trust in miracles but be foolish enough to believe in one.” หรือ “จงฉลาดพอที่จะไม่งมงายในความมหัศจรรย์แต่จงโง่เขลาพอที่จะเชื่อว่ามันมีอยู่จริง” เพราะการที่คนเรามีความเชื่อในอะไรที่อยู่เหนือธรรมชาติ หรือพิสูจน์ไม่ได้ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ก็ทําให้เรามีความหวังว่าจะมีอะไรที่แปลกประหลาดหรือมหัศจรรย์เกิดขึ้นกับเราได้ โดยเฉพาะเมื่อเรากําลังตกอยู่ในความทุกข์หรือหมดหวังในชีวิต ความกตัญญู ฉันเองเคยอยู่ในภาวะนั้น เมื่อแม่ซึ่งมีสุขภาพแข็งแรงต้องประสบอุบัติเหตุรุนแรงจนกลายเป็นอัมพาตทั้งตัวภายในชั่วข้ามคืน ฉันพยายามทําทุกวิถีทางที่จะไม่ให้แม่ต้องพิการไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ ฉันไม่เคยยอมจํานนต่อคําตัดสินของหมอคนไหน และคิดเสมอว่าต้องมีทางอื่นที่เป็นไปได้ ฉันจึงพาแม่ไปรักษาทุกโรงพยาบาลที่ใครบอกว่ามีหมอเก่งทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ทําบุญสะเดาะเคราะห์และอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วทุกหัวระแหง…แต่ปาฏิหาริย์ก็ไม่มีจริงสําหรับแม่ ฉันจึงได้แต่คิดว่าคงเป็นกรรมเก่าที่แม่ทําไว้ชาติที่แล้ว เพราะชาตินี้แม่เป็นคนที่ดีที่สุดในสายตาของทุกคน ถึงแม้จะหมดหวัง แต่ฉันก็ไม่เคยท้อแท้ที่จะดูแลแม่และทําชีวิตที่เหลืออยู่ของแม่ให้มีคุณภาพที่สุด เพราะแม่ยังสมองดีและรับรู้ทุกอย่าง ระยะแรกฉันไปหาแม่ทุกวันที่ทําได้ ไม่ว่าแม่จะต้องไปรักษาตัวอยู่ไกลแค่ไหน บางครั้งฉันต้องขับรถไปถึงต่างจังหวัดเพื่อดูแลแม่ แล้วก็กลับมาเยี่ยมพ่อที่อีกโรงพยาบาลหนึ่ง ในช่วงที่พ่อล้มเจ็บเพราะไปอยู่เป็นเพื่อนแม่ ฉันต้องทําทุกอย่างคนเดียว เนื่องจากตอนนั้นน้องคนหนึ่งอยู่ต่างจังหวัดและอีกคนอยู่ต่างประเทศ บางวันฉันเหนื่อยจนต้องร้องไห้ขณะขับรถ เพราะไม่อยากให้พ่อแม่เห็นฉันอ่อนแอ แต่ก็ไม่เคยนึกเบึ่อที่จะทําสิ่งเหล่านี้ ตรงกันข้าม ฉันภูมิใจและมีความสุขที่ได้ดูแลคนที่ฉันรักและรักฉันมากที่สุด น่าเสียดายที่พ่อมาด่วนจากฉันเร็วเกินไป ฉันเสียใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อคิดว่าควรจะได้ตอบแทนพระคุณท่านมากกว่านี้ ฉันตั้งใจไว้ว่าจะไม่ให้ตัวเองต้องรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทําอะไรจนสุดความสามารถอีก เมื่อแม่ออกจากโรงพยาบาล ฉันจึงดูแลเอาใจใส่ท่านอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทําได้ พาท่านไปทุกหนทุกแห่งเพื่อให้ท่านคลายทุกข์ ถึงแม้บางแห่งจะลําบากมากสําหรับคนพิการ […]

keyboard_arrow_up