การเดินทางของจิตดวงสุดท้าย

ทุกข์ใดของแม่ไม่เท่าทุกข์เพราะลูกตาย (จิตดวงสุดท้าย) ความตายของลูกไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหน ล้วนโหดร้ายเกินใจแม่จะรับได้ เรื่องที่จะนำมาเล่าให้ฟังต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงจากปากของแม่ผู้สูญเสียลูกด้วยสาเหตุการตายที่เหลือเชื่อ และยากเกินกว่าจะทำใจยอมรับได้ง่าย ๆ แม่ผู้นี้เป็นแม่ชีในพุทธศาสนา ท่านเป็นชาวนิวซีแลนด์และได้บวชมาเป็นพรรษาที่ยี่สิบแล้ว ท่านมีชื่อทางธรรมว่า Ani Kunzang เป็นภาษาทิเบตตามประเพณีการบวชแบบมหายาน แม่ชีเล่าว่า ก่อนปวารณาใช้ชีวิตนักบวช แม่ชีมีครอบครัวที่อบอุ่นพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก ลูกชายแม่ชีชื่อ ““ไบรอน”” อายุ 27 ปี เป็นลูกชายคนเดียวในบรรดาลูกห้าคน นอกนั้นเป็นลูกสาว ลูกคนนี้แม่ชีรักมาก ความผูกพันระหว่างแม่ชีกับลูกชายมีความพิเศษลึกซึ้งกว่าลูกคนอื่น ๆ ตอนที่ลูกยังเล็ก แม่ชีใช้ชีวิตอยู่ในฟาร์มที่บ้านนอกที่เกาะเหนือ ประเทศนิวซีแลนด์ สมัยนั้นบ้านแม่ชีไม่มีไฟฟ้าใช้ ค่ำลงแม่ชีก็เล่านิทานให้ลูกฟังก่อนนอน ไบรอนเป็นลูกช่างสงสัยมักถามคำถามเวลาเล่านิทานให้ฟังเสมอ ความผูกพันระหว่างแม่และลูกเหนียวแน่น เพราะไม่ถูกเกมคอมพิวเตอร์แย่งเวลาในครอบครัวเหมือนการเลี้ยงลูกสมัยนี้ ไบรอนมีโรคประจำตัวอย่างหนึ่งที่แก้ไม่หาย คือ โรคนอนละเมอ มีครั้งหนึ่งแม่ชีจำได้ว่า หลังจากที่ทุกคนเข้านอนกันหมดแล้ว ทั่วทั้งฟาร์มมืดมิด ตกดึกแม่ชีตื่นขึ้นมามองไม่เห็นลูก (ปกติแม่ชีจะตื่นกลางดึกเป็นประจำเพื่อออกมาดูว่าไบรอนเดินละเมอออกนอกห้องหรือเปล่า) แม่ชีตกใจรีบปลุกสามีขึ้นมาจุดตะเกียงออกเดินตามหาลูก ตอนนั้นไบรอนอายุได้เจ็ดขวบ แม่ชีและสามีออกเดินตามหาไบรอนทั่วฟาร์ม ในที่สุดก็ไปพบลูกนอนหลับสนิทอยู่บนกองฟางข้างบ้านนั่นเอง เวลาผ่านไปยี่สิบปี โรคนี้เป็น ๆ หาย ๆ รักษาเท่าไรก็ไม่หายขาดจนแม่ชีทำใจว่า ถ้าลูกหมดกรรม ลูกคงหาย แต่ถ้าลูกหมดบุญและเกิดอันตรายใด […]

ดอกไม้ของพ่อ

ฉันไม่อาจรู้ได้เลยว่าพ่อแม่รักเรามากขนาดไหน จนกระทั่งวันที่ฉันมีลูกสาวตัวน้อยของตัวเอง จึงเพิ่งได้รู้ซึ้งว่าพ่อแม่คงทั้งรักและห่วงเรามากนักหนา ตอนฉันยังเป็นเด็กท่านคงห่วงว่าจะหกล้ม โดนเพื่อนแกล้ง จะกินไม่อิ่ม นอนไม่อุ่น พอโตเป็นสาวก็คงยิ่งมีเรื่องให้ท่านกังวลใจสารพัด ทั้งความปลอดภัยในการเดินทางและภัยจากเพศตรงข้าม ตอนเด็ก ๆ ด้วยความที่เกิดเป็นลูกคนกลาง เลยทำให้ฉันรู้สึกน้อยใจนิด ๆ ว่าไม่ได้รับความรักอย่างเต็มที่จากพ่อแม่และยายเหมือนพี่สาวและน้องชาย ทั้งที่ความจริงแล้วท่านรักพวกเราเท่า ๆ กัน แต่ฉันชอบคิดไปเองว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจฉันเลย จำได้ว่าตอนนั้นแม้ว่าจะเป็นเด็กวัยประถม แต่ฉันชอบดูรายการ รักลูกให้ถูกทาง ที่มี ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและครอบครัว เป็นพิธีกร ทุกครั้งที่ไม่พอใจแม่ หรือแม่ทำอะไรให้ขัดใจ ฉันก็จะตะโกนเสียงดังว่า “แม่น่ะ…รักลูกไม่ถูกทาง” ส่วนความหมายจริง ๆ ของประโยคนี้คืออะไร ตอนนั้นฉันไม่รู้เลยสักนิด รู้แต่ว่าคงจะหมายถึง “ทำไมแม่ไม่เข้าใจหนูเลย” เสียมากกว่า แต่ต่อให้ดื้อมากแค่ไหน ฉันก็ไม่เคยทิ้งเรื่องการเรียน ฉันตั้งใจเรียนมาตั้งแต่เด็ก ถ้าไม่สอบได้ที่ 1 ก็ได้ที่ 2 เป็นประจำ จนพ่อกับแม่หมดกังวลในเรื่องนี้ หลังจากพี่สาวซึ่งอายุห่างกันแค่หนึ่งปีสอบเข้าโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดได้ อีกหนึ่งปีให้หลังฉันก็สอบเข้าเรียนต่อที่นี่ได้เช่นเดียวกัน เราสองคนเป็นพี่น้องที่สนิทกันมาก มีอะไรก็ช่วยเหลือกันเสมอ ที่สำคัญ เรารู้ว่าพ่อแม่ของเราซึ่งมีอาชีพทำนาต้องอาบเหงื่อต่างน้ำขนาดไหน กว่าจะหาเงินแต่ละบาทแต่ละสตางค์มาให้เราได้เรียนหนังสือ ฉันกับพี่จึงตั้งใจเรียนและพยายามช่วยเหลืองานบ้านและงานในไร่ในนาตอนช่วงวันหยุดเท่าที่เราสองคนจะทำได้ […]

ความสุขที่หายไป บทความดี ๆ ชวนให้ย้อนดูความสุขของตัวเอง

ทันทีที่วิปครีมซึ่งตกแต่งอยู่บนหน้าไอศกรีมถ้วยนั้นแตะปลายลิ้น ฉันก็สัมผัสได้ถึงความหวานละมุนนุ่มลิ้น ก่อนที่มันจะค่อยๆ ละลายหายไป ฉันใช้เวลาที่เหลือหันมองโต๊ะอื่นในร้าน ลูกค้าที่นี่ส่วนมากเป็นผู้หญิง ทุกคนล้วนมีสีหน้าเปี่ยมสุข บ้างยิ้ม บ้างหัวเราะขบขัน บ้างหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพไอศกรีมถ้วยโปรดเอาไว้ เพื่อเป็นหลักฐานการมาเยือนร้านไอศกรีมที่เลื่องชื่อในเรื่องวิปครีมโฮมเมดที่อร่อยที่สุดในย่านนี้ ฉันยังคงมีสีหน้านิ่งเฉยแล้วจ้วงไอศกรีมคำต่อ ๆ ไปจนหมดถ้วย ทำให้ไม่ทันได้สังเกตว่า เพื่อนสนิทกำลังจับจ้องฉันอยู่ “ต่อไปจะไม่พาไปกินอะไรอีกแล้ว” เพื่อนสนิทของฉันโพล่งขึ้นมา หลังจากที่เราเดินออกมาจากร้านไอศกรีมสักพัก “อุตส่าห์พาไปกินร้านอร่อย ๆ ไม่เห็นเธอจะชอบเลย” สองประโยคสั้น ๆ ของเพื่อนทำให้ฉันได้เก็บมานั่งคิดทบทวนตัวเอง ฉันสามารถเรียกสิ่งที่ลิ้นสัมผัสนั้นว่าอร่อยได้ไหม ถ้าได้…ทำไมจึงไม่มีการแสดงออกทางสีหน้า แววตา หรือคำพูดที่บ่งบอกถึงความสุขนั้นเลย…แล้วความสุขของฉันหายไปไหน ฉันพยายามกู้ความจำเก่า ๆ ให้กลับคืนมา ด้วยอยากรู้ว่าฉันกลายเป็นคนที่ไม่ตื่นเต้นกับอะไรแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันเย็นชา นิ่งเฉยเกินไปหรือเปล่า ดูเหมือนว่าความรู้สึกส่วนนี้ของฉันจะเสียหายอย่างหนัก น่าแปลกที่ฉันค้นหาความสุขของตัวเองไม่พบ จะเห็นก็แต่ความสงบนิ่งของอารมณ์ที่คงที่อยู่อย่างนั้น เมื่อยังเป็นวัยรุ่น ฉันก็ไม่ต่างจากคนทั่วไปที่ใฝ่ฝันจะมีความสุข และมักจะแขวนความสุขของตัวเองเอาไว้กับอีกคนหรืออีกสิ่งที่เรารัก ฉันมักรู้สึกตัวลอยฟูทุกครั้งที่ก้อนความสุขพุ่งเข้ามาปะทะ การสมหวังในความรัก การได้ไปเที่ยวที่ไหนไกล ๆ การสอบได้เป็นอันดับต้น ๆ การได้รับรางวัลและคำชมเชย การได้ซื้อของเป็นรางวัลให้ตัวเอง รวมไปถึงการได้กินอาหารอร่อย ๆ ทุกอย่างทำให้ฉันรู้สึกเหมือนได้ลอยละล่องออกไปไกลแสนไกล ความสุขนั้นค่อย ๆ กลืนหายไปกับเหตุการณ์ใหม่ […]

คำให้การ ของแม่บ้านสมองไ (ห) ว

วันนี้ดิฉันกำลังแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับอาชีพที่น่าอิจฉาที่สุดในโลก นั่นคือ “แม่บ้าน” อันตัวข้าพเจ้าเองนั้นได้กรอกอาชีพนี้ลงในช่องอาชีพของเอกสารต่าง ๆ มาได้ 9 ปีเท่าอายุลูกชายคนเล็ก ในตอนแรกนั้นขอสารภาพว่า ดิฉันพูดได้ไม่ค่อยเต็มปากเท่าไรนัก เมื่อใครถามว่าทำอาชีพอะไร ดิฉันต้องอ้อมแอ้มตอบไปว่า “เป็นฟรีแลนซ์” ซึ่งแปลในใจเสร็จสรรพว่า “รับจ้างอิสระ” ก็รับจ้างที่จะอิสระนี่แหละไม่ใช่ใดอื่น แม้จะเคยทำแก่นเก๋พิมพ์นามบัตรตัวเองสมัยแรก ๆ ที่ออกมารับจ๊อบก๊อปปี้ไรเตอร์อิสระว่า “Inspiration Lighter” ก็ทนพิษบาดแผลความอายไม่ไหว ประกอบกับงานฟรีแลนซ์ที่ไม่ค่อยจะแน่นอน จึงค่อย ๆ ปลงใจบอกใคร ๆ ว่าเป็นแม่บ้านนี่แหละ งานหลักของคุณ แม่บ้าน นั้นแท้จริงแล้วแสนสบาย รับส่งลูก จ่ายตลาด เตรียมอาหารไว้ให้พร้อมเป็นมื้อ ๆ ทั้งผักและเนื้อสด ทำกับข้าว ระหว่างวันควรเก็บบ้านให้เรียบร้อย จัดเสื้อผ้าในตู้ ถูบ้าน ล้างจาน ล้างรองเท้า ล้างระเบียง เช็ดฝุ่น หน้าที่แสนสำคัญเหล่านี้อย่าให้บกพร่อง บ้านต้องสะอาดไร้ฝุ่น (ดิฉันเป็นนักถูบ้านระดับมือวางเชียวนะ!) อาหารต้องอร่อยสะอาด ในแต่ละสัปดาห์อาจเปิดหูเปิดตาด้วยการทานข้าวกับเพื่อนเพื่อวิจัยเมนูแปลก ๆ บ้าง ไปช็อปปิ้งตามป้ายเซลตัวใหญ่ ๆ เข้าคอนเซ็ปต์ครัวเรือนพอเพียง ที่สำคัญคุณจะมีเวลาที่จะบำเรอตัวเองด้วยการต่าง […]

เมื่อ “เปิดหน้าต่าง” ก็เท่ากับ “เปิดใจ”

วันนี้เป็นอีกวันที่ท้องฟ้าแปรปรวนเหลือเกิน ตอนเช้ายังสดใสสว่างจ้า อากาศกำลังสบาย ลมพัดมาแผ่ว ๆ แต่ตอนนี้ท้องฟ้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นมืดมนดำทะมึนด้วยเมฆฝน ลมพัดโหมแรงขึ้น เหล่านกน้อยที่กำลังบินฉวัดเฉวียนอยู่บนฟ้าคงกำลังหาที่กำบัง บรรยากาศแบบนี้หากเป็นเมื่อก่อนฉันจะรู้สึกกังวลใจ เพราะฉันชอบเปิดหน้าต่างห้องทำงานทิ้งไว้เพื่อให้ลมพัดผ่าน แต่พอถึงเวลาฝนตก ถึงแม้พ่อจะทำกันสาดให้ยื่นยาวออกไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อมีลมแรง ๆ ฝนก็สาดเข้ามาทางหน้าต่าง เจ้ากันสาดที่พ่อทำไว้กลับช่วยอะไรไม่ได้เลย ทำให้หนังสือเอกสารสำคัญ ๆ และสิ่งของอีกหลายอย่างบนโต๊ะเปียกชุ่ม แต่ตอนนี้ฉันได้ปิด “หน้าต่างบานนั้น” ไว้แล้ว จึงทำให้ฉันมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความรู้สึกราวกับได้กำชัยชนะเล็ก ๆ ส่วนในใจก็คิดว่า “เจ้าฝนเอ๊ย เจ้าทำอะไรห้องทำงานของฉันไม่ได้หรอก” หน้าต่างก็คล้ายใจคน เมื่อเราเปิดออกก็ทำให้ได้เรียนรู้หลาย ๆ เรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เช่น ความเจ็บไข้ได้ป่วย การพลัดพรากจากคนที่เรารัก การถูกเลิกจ้างงาน ความล้มเหลวในการทำธุรกิจ หากเราได้เตรียมใจไว้ก่อน เราจะรับมือกับเรื่องราวร้าย ๆ ได้ดีขึ้นและคงผ่อนความรู้สึกจากหนักให้เป็นเบาลงไปได้บ้าง หลายปีที่ผ่านมาฉันเที่ยวหาอ่านหนังสือทางด้านปรัชญาและจิตวิทยาตะวันตก แต่สุดท้ายเมื่อได้พบคำสอนของพระพุทธเจ้าและได้ศึกษาธรรมะ ก็กลับพบว่าคำสอนของพระพุทธองค์นั้นล้ำเลิศลึกซึ้งกว่าปรัชญาและจิตวิทยาของฝั่งตะวันตกเสียอีก ฉันจึงได้อาศัยพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องออกจากทุกข์ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ฉันเพิ่งเสียคุณตาที่ฉันรักมากไป ในยามที่ฉันมีความทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส ฉันจึงมีแต่ธรรมะเท่านั้นเป็นที่พึ่ง ฉันพยายามเอาความตายของคุณตามาฝึกจิตและสอนใจตัวเองว่า ชีวิตเรานี้แสนสั้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา เราควรดำรงตนอยู่บนความไม่ประมาท […]

ความสุข…คือจุดเริ่มต้น – บทความดี ๆ เพิ่มพลังบวกให้ชีวิต

ภาพดวงอาทิตย์อัสดงกำลังลาลับหมู่เมฆและทิวเขาเบื้องหน้าแต่งแต้มขอบฟ้าจนเป็นสีส้มแดงระเรื่อ น้ำในอ่างเก็บน้ำกระเพื่อมพลิ้วไหวเป็นระลอกคลื่นเล็ก ๆ ยามเมื่อเรือหางยาวของชาวประมงแล่นผ่านมุ่งหน้าสู่ทางกลับบ้าน (ความสุข) ผ่านไปไม่นาน ความมืดเริ่มเข้ามาปกคลุมโดยรอบ เสียงมวลหมู่จิ้งหรีดตัวน้อยเริ่มกรีดร้องเพลงบรรเลงกล่อมพงไพร ดวงดาวพร่างพราวเต็มท้องฟ้า ขณะที่ฉันนั่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม แต่ภายในใจกลับรำลึกย้อนไปในอดีตถึงภาพชีวิตพนักงานบริษัทนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องแอร์เย็น ๆ ถ้าคนอื่นมาเห็นคงคิดว่าน่าจะเป็นชีวิตที่สุขสบาย แต่จริง ๆ แล้วกลับเป็นชีวิตที่ถูกจองจำ ไปไหนไม่ได้ แบกรับความเครียดและแรงกดดันตลอดทั้งสัปดาห์ คิ้วที่ขมวดเข้าหากันอยู่เป็นนิจ สายตาที่ไม่เป็นมิตรกับใคร ปากที่ไม่เคยแย้มยิ้ม ทุกวันนี้แปรเปลี่ยนไปตามหัวใจที่เป็นสุข ดวงตาเป็นประกายยามพบเจอผู้คน รอยยิ้มที่พร้อมจะส่งต่อให้ใครต่อใคร เกิดจากเส้นทางแห่งความสุขที่ฉันเลือกเดิน บางคนใช้ความสุขเป็นตัวเริ่มต้นเส้นทางชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน การแต่งงานมีครอบครัว หรือการงาน และบางคนใช้ความสุขเป็นตัวเริ่มต้นเพื่อเปลี่ยนเส้นทางชีวิต บางครั้งเราไม่ชอบคณะที่เรียน ลองเปลี่ยนไปเรียนคณะอื่น บางครั้งเราไม่รักคู่ชีวิตที่เราอยู่ด้วยแล้ว เราก็ชวนกันไปหย่า และบางครั้งเราไม่อยากมีชีวิตเป็นลูกจ้างอีกต่อไป เราก็ลาออก ฉันเชื่อว่าหลาย ๆ คนเปลี่ยนชีวิตไปตามทางที่คิดว่าจะมีความสุขมากกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ฉันเคยอ่านเจอบทสัมภาษณ์หมอลี่ผู้เป็นข่าวโด่งดังในโลกออนไลน์ คุณหมอหน้าตาน่ารักเรียนจบแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่สุดท้ายเลือกที่จะลาออกจากการทำงานที่โรงพยาบาลมาเป็นแม่ค้าในตลาด ทำไมคุณหมอถึงทิ้งเกียรติและอาชีพที่ร่ำเรียนมาด้วยความยากลำบาก ก็เพราะเธอเลือกเดินตามฝันของตัวเองด้วยงานที่ทำแล้วมีความสุขมากกว่าความเครียดที่ได้รับจากการเป็นหมอรักษาคนไข้ คุณเมย์ – ภัทรวรินทร์ ทิมกุล ครั้งหนึ่งเคยช้ำใจอย่างหนักกับผลงานภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง จนต้องทิ้งวงการบันเทิงไปนานกว่า 7 ปี บัดนี้เธอค้นพบความสุขที่เกิดจากการทำอาหารซึ่งทำให้เธอเรียนรู้การมีความสุขกับปัจจุบัน […]

เมียฝรั่ง

เมียฝรั่ง รวยจะตายไป!!! นั่นคือความคิดของคนส่วนใหญ่ที่มักจะมองว่าเมียฝรั่งรวยจะตายไป สบายจะตายไป…จริงเร้อ-อ-อ รับรองได้เลยว่า เหตุการณ์ต่อไปนี้เมียฝรั่งหลายคนเคยเจอมาแล้ว 1. ถ้ากลับเมืองไทยคุณจะเจอเพื่อนทั่วทุกสารทิศมาถล่มล้มทับให้คุณต้องเป็นเจ้ามือจ่ายทุกอย่างเอง ไม่ว่าเพื่อนจะมามากมายแค่ไหนก็ต้องจำใจจ่าย เพราะทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันอย่างกับนัดหมายกันมางั้นแหละว่า เป็นเมียฝรั่งแล้วรวยจะตาย ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก…แค่นี้เอง เออ เอากะมันดิ! 2. ญาติพี่น้องไม่รู้เป็นกันตั้งแต่ชาติไหน ๆ ก็จะมาเสนอหน้าอ้างว่าเคยเลี้ยงดูอุ้มชูมานะ บางรายก็มากินฟรี บางรายก็เข้ามาขอเงินตรง ๆ แบบไม่อ้อมค้อมเลย บางรายก็เข้ามาถามหาของฝาก ทั้ง ๆ ที่ตอนอยู่เมืองไทยก่อนได้สามีฝรั่ง ชีวิตเราสุดแสนจะลำเค็ญ จะหันหน้าไปหาใคร เขาก็พากันเมิน เฮ้อ นี่ละหนอชีวิตคน 3. เป็นเมียฝรั่งแล้วเอาเงินมายืมหน่อยดิ เพราะฉันจนแทบจะกินแกลบแล้วตอนนี้ แถมเป็นหนี้เป็นสินหัวโตเลย ถ้าเธอไม่ช่วยเห็นทีต้องตายแน่ ๆ…เออ แล้วตรูไปร่วมสร้างหนี้สินด้วยตั้งแต่ชาติปางไหนกันอะ ปล่อยมันตายไปโลด! 4. ขอเงินใช้หน่อยดิ ช่วงนี้เงินขาดมือ โถ ๆ พ่อคุณแม่คุณทั้งหลาย กะอีแค่เป็น เมียฝรั่ง อยู่บ้านเมืองเขา ตรูก็ต้องหาเงินใช้เอง กว่าจะได้มาบาทหนึ่งสลึงหนึ่งนี่ต้องเสียเหงื่อไปเป็นถัง ๆ นี่เล่นจะมาขอกันง่าย ๆ แบบนี้นี่นะ เมียฝรั่งไม่ใช่ตู้เอทีเอ็มนะ…ขอบอก […]

แม่ของฉัน…

เป็นภาพที่ชินตา แม่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่หน้าเตาถ่านในครัว แม่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตอยู่ในครัว… (แม่ของฉัน) ปีนี้ฉันอายุ 34 ปี เป็นปีที่ลาออกจากงานที่รัก มีแฟนหนึ่งคน กิ๊กครึ่งคนก็ไม่มี มีเพื่อนที่รักอยู่บ้าง มีศัตรูที่ไม่เผาผีกันก็เยอะ มีชายหนุ่มที่ฉันรอคอยอย่างเจ็บปวด มีความฝันที่ค้าง ๆ คา ๆ และแต่ละวันของชีวิตหมดไปกับการนอนให้โทรทัศน์สะกดจิต พระพุทธเจ้าตรัสรู้ตอนอายุ 35 ซึ่งหมายความว่าฉันเหลือเวลาแค่หนึ่งปีที่จะเป็นคนที่โลกไม่อาจลืมอย่างพระพุทธเจ้า คนอายุ 34 ในสายตาของฉันเมื่อเนิ่นนาน ช่างเป็นวัยที่ชราภาพจริง ๆ และฉันก็เริ่มตระหนักแล้วว่า เรี่ยวแรงเริ่มไม่มากเท่าเมื่อก่อน ความพลุ่งพล่านที่คิดว่าตัวเองจะเปลี่ยนแปลงโลกได้เริ่มน้อยลง ปีนี้แม่แก่ลงมาก ฉันเพิ่งสังเกตเห็นผมขาวบนหัวของแม่ แม่ที่เคยไม่มีวันดูแก่ของฉันเริ่มมีริ้วรอย กระฝังลึกที่แก้มของแม่ดูชัดขึ้น หน้าท้องที่อุดมด้วยไขมันของแม่ไม่เคยหายไป และแม่ก็มีอาการไอเรื้อรังมาร่วมเดือน ฉันนั่งมองแม่…ฉันเคยเป็นนักข่าวไปสัมภาษณ์คนมากมาย สุดแสนจะตื่นเต้นเมื่อได้คุยกับชายขาพิการคนแรกของโลกที่ปีนเขาเอเวอเรสต์สำเร็จ ได้สบตากับดาราหนุ่มที่ฉันชื่นชอบ ได้พูดจาฉลาด ๆ กับคนระดับประเทศ และคิดเอาเองว่าโลกที่ซับซ้อนคือโลกที่ฉันแสวงหา แต่วันนี้เมื่อมองหน้าแม่ ฉันก็ได้รู้ตัวว่าตัวเองรู้จักแม่น้อยเหลือเกิน แม่เป็นคนบ้านนอก จบแค่ ม.6 ชีวิตนี้แม่เคยไปต่างประเทศแค่ครั้งเดียว ซึ่งแม่ก็ทรมานกับการเดินทางน่าดู ฉันเคยพาแม่ไปเกาะสมุยในวันที่ไมเคิล แจ๊คสัน […]

แม่…คือแสงสว่างนำทางในยามที่ชีวิตของผมมืดมน

ผมมีประสบการณ์จากคนรู้จักมาเล่าสู่กันฟัง ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งคิดว่าผมจะเล่าเรื่องไร้สาระนะครับ เพราะเรื่องชาวบ้านบางเรื่องเราก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เป็นอย่างดี อย่างเช่นเรื่องของ “ปอ” หนุ่มออฟฟิศธรรมดาคนหนึ่ง เขาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เช่าห้องพักเล็ก ๆ อยู่ตามลำพังใกล้ที่ทำงาน ปอเรียนจบปริญญาตรีด้วยเงินจากกองทุนกู้ยืม และได้งานทำทันทีที่เรียนจบ ถึงแม้ว่าจะได้เงินเดือนไม่มากนัก แต่ยังดีกว่าตกงาน เขาอดทนทำงานที่เดิมด้วยความหวังว่าเงินเดือนจะขึ้นตามอายุงาน ไม่ได้หวังสูงถึงกับขอให้เงินเดือนพ้นเลขหนึ่งนำหน้า ขอแค่ให้ทำบัตรเครดิตได้ก็พอ แล้วอยู่ดี ๆ ความฝันของปอก็เป็นจริงขึ้นมาด้วยอานิสงส์จากนโยบายภาครัฐ “ปริญญาตรีเงินเดือนหมื่นห้า” เขาได้รับการชักชวนให้สมัครบัตรเครดิตจากหลายหน่วยงาน และในวันที่ปอได้รับบัตรเครดิตจากธนาคารแห่งหนึ่ง เขายิ้มอย่างเป็นสุขที่สุดในโลก ได้ซื้อโน่นซื้อนี่ให้ตัวเองบ้าง ให้คนอื่นบ้าง เขาใช้เงินอย่างคล่องมือมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยทำได้ ต่างจากก่อนหน้านี้ที่กว่าเขาจะจ่ายเงินซิ้ออะไรสักอย่างต้องคิดแล้วคิดอีก ราวกับมีมารขาว มารดำมาตีกันอยู่ข้างหู ซึ่งส่วนใหญ่มารขาวเป็นฝ่ายชนะ และบอกกับเขาว่า ยังไม่จำเป็นสำหรับตอนนี้…กลับบ้านนอนดีกว่า วันเวลาผ่านไปได้ราวสองสามเดือน ความสุขของเขาค่อย ๆ ลดน้อยลง…มันช่างสวนทางกับ “จำนวนเงินที่ต้องชำระ” ในใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตเสียเหลือเกิน ปอมองเอกสารในมือด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อย ท้อใจ แล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้นห้อง เอนหลังพิงข้างเตียงเก่า ๆ แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น… “เป็นไงบ้างลูก” แม่ โทร.หาปอในช่วงเวลาที่เขาต้องการกำลังใจอย่างที่สุด “อ๋อ…ครับ แม่ ผมก็…ก็สบายดีครับ” “ไม่โทร.หาแม่ซะหลายวัน มีปัญหาอะไรหรือเปล่า เล่าให้แม่ฟังได้นะ” เขาเงียบไปเหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่คอ […]

พอสซั่ม สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีสิทธิ์หายใจ

มนุษย์มักทำตัวยิ่งใหญ่กว่าธรรมชาติ และมักหลงคิดไปว่ามนุษย์เท่านั้นที่มีลมหายใจและมีสิทธิ์ตัดสินหรือตัดสิทธิ์การมีลมหายใจของต้นไม้ พืช สัตว์ และแม้มนุษย์ด้วยกันเอง ในประเทศนิวซีแลนด์ ศัตรูหมายเลขหนึ่งของมนุษย์ นอกจากภัยธรรมชาติประเภทแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดแล้ว ภัยที่เป็นสัตว์สี่เท้าซึ่งชาวกีวีเอ่ยถึงด้วยความชิงชังรังเกียจนักหนา หากเจอที่ไหนเป็นต้องไล่ล่าเข่นฆ่าให้สูญพันธุ์ เห็นจะไม่มีสัตว์หน้าไหนมีกรรมเกินเจ้า “พอสซั่ม” (possum) ตามประวัตินั้น ในปี 1980 พอสซั่มได้รับการเชื้อเชิญจากออสเตรเลียแดนจิงโจ้ให้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาสู่ดินแดนแห่งนกกีวีในฐานะสัตว์เศรษฐกิจ โดยขนของมันนำมาใช้ในการทำเครื่องกันหนาว แต่การแพร่พันธ์ุของพอสซั่มเป็นไปอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ทำให้จำนวนของพอสซั่มมีมากกว่าจำนวนประชากรนิวซีแลนด์ทั้งประเทศหลายเท่า ส่งผลให้สัตว์เศรษฐกิจที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ต้องการกลับกลายป็นส่วนเกินที่ต้องกำจัดไปในที่สุด ที่วัดป่าวิมุตติ วัดสาขาหลวงพ่อชาบนเกาะเหนือ ยามค่ำคืนมักมีแขกยามวิกาลมาเยี่ยมเยียนตามกุฏิต่าง ๆ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเหนือทุ่งกว้าง ใครไม่เคยรู้จักหน้าค่าตาเจ้าสัตว์กลางคืนที่ละม้ายคล้ายสัตว์หลาย ๆ ชนิดผสมกัน ก็ลองดูภาพประกอบจากวิกิพีเดียได้ หน้าของพอสซั่มจะแหลม ๆ ตาโต ๆ แบบเดียวกับตัวนางอายบ้านเรา ถึงหน้าตาจะดูขี้เหร่ แต่ตามตัวมีขนปุกปุยนุ่มนิ่มน่ารักเหมือนกระต่าย และมีนิสัยชอบปีนป่ายบนต้นไม้เหมือนหมีโคอาลา ที่เท้าซึ่งค่อนข้างยาว มีเล็บแหลมเพื่อเกาะเกี่ยวตามกิ่งก้านต้นไม้ ก่อให้เกิดเสียงดังคล้ายเสียงคนเดิน ในเวลากลางคืน หากใครไม่ชินกับเสียงฝีเท้าพอสซั่ม ก็อาจตกใจกลัวได้ แต่ฉันเองชินแล้วกับเสียงตึงตังบนหลังคาหลังเที่ยงคืน เพราะมักจะมีพอสซั่มแม่ลูกสองตัวมาเยี่ยมตอนกลางดึกเพื่อขออาหาร ที่รู้ว่าเป็นแม่ลูกกันก็เพราะตัวลูกขี่อยู่บนหลังตัวแม่ บางคืนมีพายุฝน ตัวแม่ซึ่งดูอุ้ยอ้ายกว่ามักเข้ามาหลบฝนเงียบ ๆ อย่างเจียมตัว บางเช้าที่อุณหภูมิติดลบ เจ้าตัวลูกก็มาแอบอยู่ในถังใส่ของ ฉันรู้ดีว่าเมืองนี้เขาห้ามให้อาหารพอสซั่ม […]

เพียงแค่หันไป…ฉันก็ช่วยให้เด็กคนหนึ่งได้มีอนาคตที่สดใส

บางครั้งการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของคนคนหนึ่ง อาจเกิดจากการกระทำที่ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยกับความใส่ใจอีกนิดหน่อย โดยลืมคำว่า “ธุระไม่ใช่” ไปเสียและใครจะรู้…การเปลี่ยนแปลงนั้นอาจส่งผลถึงสังคมส่วนรวมอย่างคาดไม่ถึงเลยก็ได้ เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเด็กน้อยคนนี้… วันนั้นฉันไปซื้ออาหารสุนัขที่ร้านแถวจตุจักร ขณะกำลังเดินกลับมาที่รถ ฉันเห็นชายวัยกลางคนยืนอยู่กับเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ฉันเดินผ่านเลยไปโดยไม่ได้สนใจ จนกระทั่งได้ยินเสียงดังไล่หลังมาว่า “เด็กคนนี้มันน่าสงสารจริง ๆ พ่อค้ายาบ้าจนติดคุก แม่ก็ไม่ดูแล มันเลยต้องไปขอข้าวบ้านนั้นทีบ้านนี้ที” เมื่อหันกลับไปฉันก็ได้เห็นว่าต้นเสียงคือชายคนดังกล่าว และข้าง ๆ เขาเป็นเด็กผ้ชู ายผิวดำเกรียมอายุประมาณ 5 – 6 ขวบหน้าตาน่าเอ็นดู แต่รูปร่างผอมเกร็ง สวมเพียงกางเกงขาสั้นมอซอกับรองเท้าแตะเก่า ๆ ในมือกำธนบัตรสีเขียวไว้แน่น…ฉันหันไปมองรอบตัว ไม่เห็นใคร ก็เลยแน่ใจว่าชายคนนั้นคงไม่ได้พูดกับคนอื่น ฉันจึงสาวเท้าเข้าไปหา “ดูซิครับคุณ ผมต้องให้มันวันละยี่สิบบาท เพราะมันไม่มีจะกิน วัน ๆ ก็วิ่งอยู่แถวนี้ ผมละกลัวมันจะโดนรถทับ…ป่านนี้ยังไม่ได้เรียนหนังสือกับเขาเลย” ชายคนนั้นบ่นพลางลูบหัวเด็กน้อยด้วยท่าทางเอ็นดู แต่สังคมที่เต็มไปด้วยการหลอกลวงทำให้ฉันไม่ปักใจเชื่อใครง่าย ๆ ‘อาจเป็นพวกแก๊งขอทานเอาเด็กมาหากินก็ได้’ ฉันคิดก่อนจะดึงตัวเด็กชายออกมาห่าง ๆ และลงมือซักถามเขาด้วยตัวเอง แล้วฉันก็ได้รับคำตอบทุกอย่างตามคำบอกเล่าของชายคนนั้น แต่รู้เพิ่มขึ้นมาว่า “เอก” อาศัยอยู่ใต้สะพานลอย และเขาอยากเรียนหนังสือมาก…เด็กน้อยพูดลงท้ายด้วยคำว่า “ครับ” ทุกประโยค […]

สัจธรรมชีวิตให้คิดถึงความตาย…จากใบโพธิ์ที่ปลิดปลิว

ตอนเด็ก ๆ บ้านของผมอยู่ใกล้ต้นโพธ์ิขนาดใหญ่ (สัจธรรมชีวิต) ใต้ต้นโพธิ์เป็นที่ตั้งของศาลขนาดย่อม ศาลแห่งนี้เป็นที่เคารพสักการะของคนในชุมชนละแวกนี้อย่างมาก จึงมีผู้คนแวะเวียนมาสักการะไม่ขาดสาย เสียงเขย่าเซียมซีที่ดังอยู่เกือบตลอดวันและกลิ่นควันธูปที่ลอยโขมงไปทั่ว รบกวนชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบ ๆ ต้นโพธิ์ไม่น้อย แต่ไม่มีใครกล้าโวยวาย เพราะต่างก็ทราบแก่ใจดีว่า ใครขืนโวยวายอาจถึงขั้นถูก ‘อัปเปหิ’ หรือขับไล่ออกนอกพื้นที่อย่างแน่นอน ยิ่งนานวัน เสียงบ่นกระปอดกระแปดยิ่งเริ่มดังสอดประสานกับกลิ่นควันและเสียงที่ยิ่งเพิ่มขึ้น ในสภาวการณ์เช่นนี้ คนอื่นอาจอยู่ยาก แต่น่าแปลกที่ผมกลับรู้สึกเฉย ๆ ส่วนเรื่องที่ไม่มีใครบ่นถึงเลย ผมกลับรู้สึกหงุดหงิด นั่นคือ ใบโพธิ์ที่ร่วงลงมาเกลื่อนพื้นทุกวัน ที่หงุดหงิดเพราะต้องคอยปัดกวาดอยู่ตลอด มิฉะนั้นใบโพธิ์อาจท่วมมิดบ้านภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 – 3 วัน ใบโพธิ์ที่ร่วงลงมานั้นส่วนใหญ่จะเป็นสีน้ำตาล ใบโพธิ์ที่ร่วงรองลงมาเป็นสีเหลือง ใบโพธิ์ที่ร่วงลงมาน้อยที่สุดคือสีเขียว   การที่ต้องสู้รบปรบมือกับใบโพธิ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้จิตของผมจดจ่ออยู่กับใบโพธิ์โดยไม่รู้ตัว และเริ่มมองเห็นบางสิ่งในนั้น   ใบโพธิ์สีน้ำตาลนำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ ต้องกวาดทิ้งทั้งหมด ส่วนใบสีเหลืองกับใบสีเขียว ถ้าเราคัดใบที่สมบูรณ์มาทับไว้ในหนังสือ พอแห้งนำไปเคลือบพลาสติกสักหน่อย เอาไว้คั่นหนังสือก็ได้ หรือจะทำเป็นของที่ระลึกแจกเพื่อน ๆ ก็ได้ หรือถ้าจะให้วิจิตรกว่านั้น ต้องแช่น้ำทิ้งไว้สักคืน แล้วค่อย ๆ รูดเอาเปลือกของใบออก จนเหลือแต่เส้นใยบาง […]

เรือนจำในความรู้สึก : ความในใจของคนสำนึกผิดและพร้อมกลับตัว

สิ่งที่ผมได้รับจาก เรือนจำ แตกต่างกับสิ่งที่ผมเข้าใจเหลือเกิน เมื่อตอนยังใช้ชีวิตอิสระอยู่ข้างนอก ผมเคยคิดเสมอว่าเรือนจำมิใช่ที่กักขังนักโทษเท่านั้น แต่ยังเป็นที่รวมบรรดาสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ด้วย ผมคิดถึงภาพการทรมานที่ทารุณโหดร้ายและคนที่พ้นโทษออกมาจากเรือนจำก็จะเป็นคนไม่ดี ไม่น่าคบหาสมาคมด้วย ในความรู้สึก “ผมกลัวที่จะเป็นนักโทษ” และ “นักโทษก็เป็นคนที่น่ากลัว” แล้วอะไรเป็นสาเหตุจูงใจสำหรับผมในการกระทำความผิด คำถามนี้เป็นปัญหาที่น่าสนใจยิ่ง หลายคนพูดเสมอว่า การกระทำความผิดมักเป็นที่ตัวบุคคลเสียมากกว่า แต่หลายคนเคยสงสัยบ้างไหมว่า เหตุใดเขาเหล่านั้นจึงกระทำความผิดลงไปทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ถูกต้อง ผมเติบโตจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในชนบท ทุกวันที่เดินออกจากบ้านมักจะผ่านกลุ่มวัยรุ่นที่จับกลุ่มกันอยู่ทั่วไปในหมู่บ้าน การกระทำของพวกเขาเหล่านั้นเป็นสิ่งคุ้นตาผมตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพนัน ค้ายาเสพติด หรือรวมกลุ่มกันดมกาว ภาพเหล่านี้ผมเห็นอยู่ทุกวันจนเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว เพราะพวกเขาเหล่านั้นบางส่วนก็เป็นเพื่อน เป็นญาติ เป็นคนคุ้นเคย หลายครั้งที่ผมเคยดูต้นทาง คอยดูตำรวจให้พวกเขา ผมเติบโตมากับวงจรยาเสพติดตั้งแต่เด็ก ๆ จนชาชิน จึงมองไม่เห็นว่าการค้ายามันผิดตรงไหน ในเมื่อคนในหมู่บ้านแทบทุกหลังคาเรือนก็ทำกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้าน ร้านขายของชำ วินมอเตอร์ไซค์ ในหมู่บ้าน 80 เปอร์เซ็นต์ในสังคมที่ผมโตมาก็ขายยาเสพติดกันทั้งนั้น แม้กระทั่งบ้านผมก็ไม่เว้น ตอนผมอายุ 9 ขวบก็เริ่มช่วยเหลือครอบครัวด้วยการดูต้นทางบ้าง เอายาไปส่งให้ลูกค้าบ้าง หรือแม้กระทั่งเดินขายยาในหมู่บ้านก็เคยทำ ตั้งแต่เล็กจนโต ผมไม่เคยสงสัยในการกระทำของตัวเอง […]

ขอบคุณนะ…คนแปลกหน้า

บางที คนแปลกหน้า ก็มีอิทธิพลกับชีวิต วิธีคิดและการเปิดโลกทัศน์ของเรามากกว่าที่คิด ดังเรื่องที่ฉันจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ขณะนี้ฉันอายุยี่สิบแล้ว เมื่อตอนที่ฉันอายุสิบหก ฉันเคยได้ทุนไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ณ ประเทศหนึ่งในทวีปยุโรป มันเป็นปีที่ทั้งดีที่สุดและแย่ที่สุดในชีวิตของฉันก็ว่าได้ บ้านโฮสต์บ้านแรกที่ฉันไปพักอยู่ด้วยปฏิบัติต่อฉันไม่ค่อยดีเท่าไรนัก แต่เคราะห์ยังดีที่เขาไม่ได้พยายามบังคับให้ฉันต้องเรียน เรียน เรียน และทำการบ้านตลอดเวลาแบบลูก ๆ ของเขา วันใดที่ฉันเกิดเบื่อหรือเอือมอะไรในบ้านขึ้นมา ฉันก็มักจะวิ่งขึ้นไปบนห้องคว้ากระเป๋าเป้ แล้วลงมาตะโกนบอกเขาว่า “ไปข้างนอกนะ!” ซึ่งความจริงนั้นฉันอาจไปแค่ห้องสมุด ไปร้านหนังสือ ไปนั่งจิบช็อกโกแลตร้อนที่แสนจะเข้มข้น หรือไม่ก็อาจจะนั่งรถบัสหรือเดินไปสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดเพื่อไปเที่ยวต่างเมือง บางครั้งฉันก็นั่งรถไฟข้ามประเทศไปเตร็ดเตร่อยู่ในสถานที่แปลก ๆ โดยไม่ได้ขออนุญาตใครและไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้กระมัง ใคร ๆ ก็เลยบอกว่าฉัน “อาร์ต” ซึ่งฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำคำนี้สักเท่าไรนัก แต่ก็พอประมาณ (คิดเอาเอง) ว่ามันแปลว่าฉันออกจะพิลึกอยู่สักหน่อย แต่ด้วยนิสัยเช่นนี้จึงทำให้ฉันมีโอกาสได้พบเจอคนมากมายหลายแบบ บางคนก็น่าประทับใจ บางคนก็ทำเอาฉันขยาดไปทั้งชีวิต! มีอยู่วันหนึ่งฉันเดินกินวอฟเฟิลอยู่ในสถานีรถไฟ ขณะกำลังรอต่อรถไฟไปเนเธอร์แลนด์ ฉันเหลือบไปเห็นคุณลุงอายุราวสี่สิบ-ห้าสิบคนหนึ่งกำลังมองจอตารางการเดินรถในสถานีรถไฟอยู่อย่างมึนงง ฉันก็เลยเดินเข้าไปถามว่าจะให้ฉันช่วยอะไรบ้างไหม ลุงคนนั้นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พร้อมกับตอบกลับมาด้วยสำเนียงอเมริกันทางใต้ว่า ลุงไม่รู้ว่ารถไฟไปปารีสอยู่ที่ไหน ฉันอาสาช่วยพาเขาไปยังอินฟอร์เมชั่น พร้อมกับชี้ทางให้ว่าเขาควรไปยืนรอรถที่ชานชาลาไหน ตอนนี้ดูเหมือนกับว่าฉันกลายเป็นคนที่ชำนาญทางไปแล้ว ระหว่างรอรถไฟ เรายืนคุยกันนิดหนึ่ง ได้ความว่าเขาเป็นทนายมาจากนิวออร์ลีนส์ ทำให้ฉันตื่นเต้นมากเพราะ 1. […]

ลองนั่งลงไปในใจ “คนป่วย”

แม่ของต้นพุทธป่วยเป็นอัมพาตมากว่า 7 ปี ทุกวันท่านก็พลิกตัวได้แค่ด้านข้าง มองผนัง มองเพดาน เมื่อนอนหงาย กินได้แต่ข้าวต้ม ขนมนิ่ม ๆ อาหารอ่อน ซ้ำ ๆ มื้อแล้วมื้อเล่า ไม่เคยได้ออกไปข้างนอกบ้าน ตาก็เริ่มสู้แสงไม่ได้ โดนพัดลมมากหน่อยท่านก็น้ำตาไหล กิน นอน ขับถ่าย และใช้ชีวิตทุกวัน “บนเตียง” แค่หันตะแคงข้าง พื้นที่เตียงที่เหลือด้านข้างก็รู้สึกว่ากว้างไป เพราะในหัวใจท่านคอย คอยคนที่ท่านรักมาเยี่ยมเยียน ท่านรู้ว่าทุกคนมีภาระการงานหน้าที่ แต่คนเป็นแม่และเวลาที่มีเหลือของชีวิตก็คงคิดแค่รอคนที่รักมาหา หลายครั้งที่ธรรมเนียมของการเยี่ยมเยียนจะมีประโยคนิยมคนต่างพูดกันเป็นธรรมดา “หม่าม้า หายเร็ว ๆ นะคะ / ครับ” ในใจต้นพุทธเข้าใจความหมายของคนพูดว่ามันคือประโยคทั่ว ๆ ไปที่เราใช้เพื่อแสดงความหวังดี แต่วันนี้หากต้นพุทธมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนใคร โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เรารู้ดีแก่ใจว่าอย่างไรเขาก็ไม่หาย…ต้นพุทธจะพูดว่า “แข็งแรงนะคะป้า เรายังอยู่ค่ะ” ด้วยเคยสังเกตว่า หลังฟังคำพูดปรารถนาดีมากมายของผู้มาเยี่ยม หม่าม้ามีสีหน้าสลดมากกว่าจะสดชื่นหรือเฉย ๆ คงเพราะถ้อยคำที่ว่า “หายเร็ว ๆ นะคะ” มันยิ่งย้ำให้คนไข้ตอบตัวเองอีกครั้งว่า “มันไม่มีวันนั้นหรอก ฉันรู้” คำว่า “สู้ […]

แซนด์วิชไส้ฟักทอง … ในวิกฤติย่อมมีโอกาส

“ลองชิมซิว่าอร่อยมั้ย” ฉันพูดพลางยื่นขนมปังให้  (แซนด์วิชไส้ฟักทอง) “อะไรน่ะพี่” ลักษณ์ – น้องพยาบาลในทีมเอ่ยถาม ฉันไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มๆ เธอแกะห่อขนมปังในมือ พร้อมกับหยิบใส่ปากไปคำหนึ่งก่อนจะดูหน้าขนมปัง เห็นเป็นสีเหลืองๆ มีเม็ดสีดำๆ ขาวๆ โรยหน้า ท่าทางเธอดูมีแววสงสัย “อร่อยดีนะพี่ ว่าแต่มันอะไรล่ะ…ฟักทองหรือ” เมื่อสองวันก่อน ฉันตั้งใจจะทำผัดฟักทองใส่ไข่เพื่อตักบาตร ความที่ต้องรีบไปทำงานแต่เช้า ก็เลยคิดว่า ถ้าฉันนึ่งฟักทองก่อนแล้วค่อยนำลงไปผัด น่าจะทำให้ฟักทองสุกง่ายขึ้น แต่เป็นเพราะฉันรีบจะไปทำงาน ระหว่างที่นึ่งฟักทองอยู่นั้น ฉันก็เลยเก็บข้าวของไปด้วย เพื่อไม่ให้เสียเวลา จนเมื่อมาเปิดฝาหม้อนึ่งเพื่อจะนำฟักทองไปผัด ก็พบว่าฟักทองมันสุกจนเละไปแล้ว จะเอาไปผัดเพื่อตักบาตรก็กระไรอยู่ ฉันก็เลยเปลี่ยนใจเก็บฟักทองที่นึ่งจนเละไว้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งก็ผัดใส่ไข่ตามเดิม แล้วห่อไปกินตอนกลางวัน เสร็จสรรพก็ตักข้าวกล้องใส่ขันเพื่อนำไปตักบาตร ส่วนกับข้าวก็แวะซื้อเอาที่ร้าน พลางคิดว่า “ดีเหมือนกัน จะได้อุดหนุนป้าเขาบ้าง” แล้วฉันก็ไปทำงาน วันนั้นฉันเตรียมขนมปัง เนย และงาดำป่นไปด้วย ตั้งใจนำไปกินเป็นมื้อว่างรองท้องก่อนกลับบ้าน ระหว่างที่ฉันกำลังเตรียมขนมปังทาเนยโรยหน้าด้วยงาดำเพื่อแบ่งให้พี่เล็ก – พี่พยาบาลที่มาต่อเวรกินด้วยนั้น จู่ ๆ ฉันก็นึกถึงฟักทองขึ้นมา… “พี่ว่า ถ้าเราเอาฟักทองทาหน้าขนมปังบ้าง…จะอร่อยไหม” “ก็…น่าจะดีนะ แต่ถ้าทาขนมปังด้วยฟักทอง ก็ไม่ต้องทาเนยแล้วน่ะสิ […]

กอดรัด…สัมผัสแห่งรัก

อยากเคี้ยน…อยากเขียน เรื่องคนกอดกันครับ… (สัมผัสแห่งรัก) เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้คุยกับเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง เธอเป็นเบญจกัลยาณีมาก เธอมีลูกชายวัยน่ารักสองคน อายุประมาณสี่ขวบกับหกขวบ (อันนี้ผมเดาเอาเองนะครับ ผมยังไม่มีลูกเลยกะอายุเด็กไม่ถูก) มีอยู่ช่วงหนึ่งสามีของเธอต้องเดินทางไปติดต่อธุรกิจ เธอต้องเลี้ยงลูกคนเดียว เหนื่อยมาก เธอเล่าให้ผมฟังว่า “เหนื่อยแค่ไหนก็หายพี่ เมื่อหนูได้กอดลูก” ทันทีที่ความรักถูกส่งไปทางกายสัมผัส ก็แทบไม่ต้องมีภาษาพูดให้สดับ ไม่ต้องมีคำอธิบายใด ๆ ทั้งคุณแม่และลูกชายตัวน้อยต่างก็เข้าใจตรงกันว่า ต่างคนต่างเป็นที่รักของกันและกันสุดประมาณ เธอยังเล่าต่ออีกว่า เวลาเธอกอดกับสามี แล้วลูกเดินมาเห็นพ่อแม่กอดกัน สามีเธอจะผละออก เพราะคงจะเขินลูก เธอเลยบอกกับสามีว่า “เรามากอดกันเถอะพี่ ไม่เป็นไรหรอก เรามาแสดงความรักต่อกัน” นานเข้าสามีเธอจึงคล้อยตาม ตั้งแต่นั้นมา ถ้าเจ้าลูกชายตัวน้อยบังเอิญมาเห็นพ่อกับแม่กอดกัน เขาจะวิ่งเข้ามากอดด้วยทันที ช่างเป็นมโนภาพที่ซึ้งจับจิตจริง ๆ เธอให้เหตุผลว่า ที่เธอยืนกรานและกล้าหาญในการแสดงความรักต่อคนที่เธอรักอย่างเปิดเผย เพราะตอนเด็ก ๆ แม่ไม่เคยกอดเธอเลย ไม่เคยแม้แต่จะพาลูกสาวไปส่งที่โรงเรียน…และเธอก็ฝังใจมาตลอด ผมอยากบอกกับเธอว่า แม่เธอรักเธอมาก เพียงแต่ท่านไม่รู้วิธีแสดงออกเท่านั้นเอง ในสังคมบ้านเรา คนแบบเธอกับผมนั้นมีน้อยมาก ตัวผมเองอายุ 35 ปีแล้ว แต่ผมยังกอดและหอมแม่เหมือนเด็ก ๆ แม่ผมตัวเล็ก บางครั้งผมก็อุ้มแม่ได้อย่างไม่เคยอายใคร […]

กรรมนั้น…คืนสนอง – ผลกรรมที่ทำไว้กับแมลงปอ

เรื่องเวรกรรมมีจริงไหม ฉันเองก็ไม่รู้… แต่ก็เลี่ยงจะกระทำสิ่งใดอันเป็นการสร้างเวรสร้างกรรมต่อกัน เพราะสิ่งที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่า… เกิดจากอดีตที่แม่เคยทำบาปไว้หรือไม่ ชายหาดหัวหินเช้านี้สงบเงียบดีแท้ คงเพราะยังเช้ามากอยู่กระมัง ผู้คนจึงยังไม่อยากลุกออกจากที่นอน มีเพียงแค่เราสองคนแม่ลูกเดินเล่นเลาะไปตามชายหาด สัมผัสคลื่นน้ำทะเลแตกฟองขาวที่วิ่งไล่กระทบหาดอย่างช้า ๆ ดื่มด่ำกับอากาศแสนบริสุทธิ์และสายลมที่พัดมาอย่างแผ่วเบา บรรดาเปลือกหอยชิ้นเล็กชิ้นน้อยลวดลายแปลกตา ยังพอมีให้เห็นบนหาดทราย เจ้าปูตัวเล็กตัวน้อยต่างพากันซอยขาถี่ยิบวิ่งหนีลงรู คงรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนตอนที่แม่กับฉันเดินเข้ามาใกล้…ระหว่างที่ฉันเดินจูงมือแม่อยู่นั้น จู่ ๆ แม่ก็พูดขึ้นมาว่า “สงสัยเป็นเพราะเวรกรรมที่ไปหักขาปูไว้” ทำไมแม่ถึงพูดอย่างนั้นน่ะหรือ ก็เพราะตั้งแต่แม่อายุย่างเข้าสู่วัย 50 ปีก็เริ่มมีอาการปวดเข่า เสียวหัวเข่า ทำให้ไม่ค่อยอยากเดินไปไหนมาไหน ต้องใส่อุปกรณ์รัดเข่าช่วยพยุงเดิน ตอนนี้แม่อายุ 60 ปีพอดี อาการปวดเข่าก็ยังเป็น ๆ หาย ๆ ถ้าพูดตามหลักทางการแพทย์ก็คือน้ำหนักตัวและอายุที่เพิ่มมากขึ้นนั่นแหละที่เป็นตัวก่อปัญหา เคยพาไปเอกซเรย์พบว่าเริ่มมีแคลเซียมเกาะที่บริเวณกระดูกข้อเข่าเล็กน้อย ทำให้เกิดอาการเจ็บเสียวเวลาเดิน ส่วนเรื่องที่แม่เปรยขึ้นมาเรื่องหักขาปูนั้น สืบเนื่องมาจากสมัยยังสาว แม่มักออกไปจับปูตามทุ่งนา เมื่อจับได้ก็จัดการหักแข้งหักขาโยนใส่กระป๋อง ถึงบ้านก็เอามาสับละเอียดเพื่อทำเป็นอาหารให้เป็ดที่เลี้ยงไว้…เจ้าปูเหล่านั้นคงเจ็บปวดมากกว่าแม่หลายเท่านัก! ที่จริงแล้วเรื่องหักขาปูไม่ใช่เรื่องเวรเรื่องกรรมเรื่องแรกที่แม่นึกถึง… ก่อนหน้านี้แม่มีปัญหาเรื่องท้องผูกเป็นประจำ จนต้องคอยใช้ยาสวนถ่ายอุจจาระ แม่มีอาการอย่างนี้มาร่วม 20 ปี จนวันหนึ่งถึงกับเปรยขึ้นมาว่า “คงเป็นเพราะเวรกรรมที่สมัยเด็ก ๆ แม่ชอบไปไล่จับแมลงปอมาเด็ดหาง แล้วเอาก้านดอกหญ้าเสียบตูดเจ้าแมลงปอไว้ จากนั้นก็ปล่อยให้มันบินตุปัดตุเป๋ขึ้นฟ้าไปกับหางอันใหม่ที่แม่ทำให้” […]

keyboard_arrow_up