“เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก” ชีวิตสงบสุขเมื่อเอื้อเฟื้อให้แก่สัตว์อื่นรอบตัว

ตอนที่ยังทำงานอยู่ ฉันรู้สึกเป็นศัตรูกับนาฬิกาปลุกมาก และวาดฝันเอาไว้ว่า ถ้าไม่ต้องทำงานเมื่อไร จะเก็บมันยัดเข้าลิ้นชักแล้วนอนตื่นสายดื่มด่ำกับความเงียบสงบยามเช้าเสียให้เข็ด แต่พอออกจากงานมาจริง ๆ อะไร ๆ กลับไม่เป็นอย่างที่หวัง! เนื่องจากถึงแม้จะไม่มีเสียงนาฬิกา แต่ฉันก็ต้องสะดุ้งตื่นแต่เช้าทุกวัน เพราะสรรพสำเนียงของสารพัดสิ่งรอบตัว เริ่มจากนักมวยข้างบ้านที่ลุกขึ้นมาซ้อมตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ พร้อมกับส่งเสียงร้องอย่างไม่เกรงใจใคร ตามด้วยคนขนขยะที่มาแต่เช้าตรู่ ปลุกให้น้องหมาทั้งหลายเห่าหอนกันลั่นไปหมด ต่อด้วยรถขายของคันแล้วคันเล่าที่ประกาศโฆษณาเสียงดังคับซอย จากนั้นไม่นานน้องหมาก็พร้อมใจกันเห่าไล่แมวและนกพิราบที่มาแย่งกินอาหาร จบลงด้วยเสียงน้องแมวจรจัดที่วิ่งไล่กัดกันโดยไม่รู้สาเหตุ! ทั้งหมดทำให้ฉันต้องงัวเงียตื่นขึ้นมาทุกวัน ตอนกลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับเพราะเสียงกระรอกที่วิ่งเล่นกันบนฝ้าเพดานอย่างครึกครื้น สลับกับเสียงแมวที่คงจะแย่งคู่กันหรือไม่ก็ไล่หนู! นี่มันสนามรบหรืออะไรกันแน่! ฉันจึงหาทางกำจัดต้นเหตุแห่งเสียงที่มาจากฝีมือมนุษย์ไปทีละอย่างก่อน ทั้งด้วยวิธีการตามกฎหมายและการเจรจา ซึ่งไม่ยากนักเพราะพูดภาษาเดียวกัน แต่ก็ยังหาความสงบสุขไม่ได้เพราะไม่สามารถเจรจากับบรรดาสรรพสัตว์ ฉันจึงเรียกแม่บ้านมาเพื่อใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด คือการกำจัดแหล่งอาหารของน้องสัตว์ทั้งหลาย “ต่อไปนี้เก็บเศษอาหารในครัวอย่าให้เหลือซาก ถังขยะก็อย่าให้ค้าง พวกหนูจะได้ไม่แอบเข้ามาอีก เวลาให้อาหารหมาก็ห้ามเผื่อแผ่ไปถึงแมวหรือนกพิราบ พวกมันจะได้ไปหากินกันที่อื่น” (ข้อหลังนี่เป็นคำแนะนำของสามีจอมโหด!) มาตรการต่าง ๆ ดูจะได้ผลดีในระยะแรก แต่ฉันนอนกระหยิ่มยิ้มย่องได้ไม่นานพวกมันก็พากันแห่กลับมาอีก ฉันก็งัดสารพัดวิธีมาใช้อีก จนวันหนึ่งฉันพบนกพิราบนอนตายอยู่บนพื้นถนนในโรงรถ สภาพเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก…ตัวเบาหวิวราวไร้น้ำหนัก ฉันรู้สึกผิดมากขึ้นเมื่อเห็นแมวจรจัดซึ่งเคยมาอาศัยกินอาหารที่บ้านก็ดูผอมโซจนแทบเดินไม่ไหว! และที่ตอกย้ำความผิดมากขึ้นคือ เจ้ากระรอกน้อยและหนูตัวเล็กที่สาวใช้ของฉันดักจับไว้ในกรง พวกมันไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะดิ้นรน คงเพราะอดอาหารมาหลายวันนั่นเอง! เย็นวันนั้นฉันนั่งมองอาหารมากมายที่อยู่ตรงหน้า แต่กลับรู้สึกไม่อยากกินอะไรเลย อาหารเหล่านี้พวกเราไม่เคยกินหมดและต้องทิ้งถังขยะหลายครั้ง ในขณะที่สัตว์ร่วมโลกผู้น่าสงสารเหล่านั้นกำลังหิวโซและกระเสือกกระสนหาแค่เศษอาหารที่เราทำหล่นไว้ ถ้าเพียงแต่เราจะแบ่งปันส่วนเกินให้บ้างเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้พวกมันอยู่รอดและไม่ต้องตกอยู่ในสภาพอันน่าอเนจอนาถเช่นนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่เห็นแก่ตัวที่สุด […]

24 ปีผ่านไป พลังทวิตเตอร์ช่วยอดีตผู้ลี้ภัยกลับมาพบคนที่เคยช่วยเหลือเธออีกครั้ง

ถึงแม้เหตุการณ์จะเกิดมานานถึง 24 ปีแล้ว แต่ เมแวน บาบาการ์ (Mevan Babakar) ไม่เคยลืมชายคนนั้นที่เธอพบในช่วงที่ครอบครัวของเธอกำลังลำบากอย่างแสนสาหัสที่สุด (พลังทวิตเตอร์) ตอนนั้นเมแวนอายุเพียง 5 ขวบ เธอต้องทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง สงครามอ่าวในยุค 90 ทำให้เธอและครอบครัวต้องอพยพออกจากอิรักประเทศบ้านเกิดของเธอ หนูน้อยเมแวนและพ่อแม่ต้องมาอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยใกล้กับเมืองซโวลเลอในประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่นั่นเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลค่ายอพยพคนหนึ่งมีน้ำใจซื้อจักรยานให้เป็นของขวัญแก่เธอในยามที่ชีวิตกำลังทนทุกข์ ซึ่งเด็กหญิงซาบซึ้งใจมากเพราะมันช่วยให้สภาพจิตใจที่กำลังย่ำแย่ของเธอมีความสุขขึ้น เวลาผ่านมาหลายสิบปี ตอนนี้เด็กหญิงเมแวนเติบโตเป็นหญิงสาวอายุ 29 ปี และเธออยากจะติดต่อกับชายคนนั้นเพื่อขอบคุณในน้ำใจของเขา เมื่อไม่นานมานี้ เมแวนได้ใช้เวลาในช่วงหยุดพักผ่อนจากงานที่เธอทำอยู่ในองค์กรตรวจข่าวจริงแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน มาสืบหาย้อนรอยเส้นทางการอพยพลี้ภัยของครอบครัวของเธอ แน่นอนว่าเธอต้องการหาตัวเจ้าหน้าที่ดูแลค่ายผู้อพยพคนนั้นด้วย แต่เธอไม่รู้จักชื่อของเขา ดังนั้นเธอจึงขอความช่วยเหลือจากชาวทวิตเตอร์ โดยนำภาพถ่ายของชายคนนั้นซึ่งเธอมีอยู่ภาพเดียวมาโพสต์ลงทวิตเตอร์ โดยบอกว่า ชายในรูปมีน้ำใจซื้อรถจักรยานเป็นของขวัญให้เธอ ทำให้หัวใจของเด็กน้อยวัย 5 ขวบเต็มตื้นไปด้วยความปลาบปลื้มใจและมีความสุข เธออยากรู้ว่าเขาชื่ออะไร ชาวทวิตเตอร์ช่วยที อย่างที่รู้กันดีว่า พลังของโลกโซเชียลนั้นมหาศาลนัก ข้อความของเมแวนกลายเป็นไวรัลแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว มีการแชร์โพสต์ของเธอหลายพันครั้งภายในเวลา 24 ชั่วโมง แม้แต่หนังสือพิมพ์ยังนำเรื่องของเธอไปเขียนเป็นข่าว ในที่สุดก็มีคนส่งข้อความมาว่า ตัวเองก็ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ชายในรูปและภรรยาเช่นกัน ในที่สุดเมแวนก็ได้รู้ว่าเจ้าหน้าที่ดูแลค่ายผู้อพยพคนนั้นชื่อ แอกเบิร์ต ปัจจุบันอาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนี และเขาให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ยุค 90 จนถึงปัจจุบัน ข่าวดียิ่งไปกว่านั้นคือเขาอยู่ใกล้พอที่จะพบกับเธอได้ภายในวันนั้นเลย! […]

หญิงสาวเลี้ยงขนมคนเร่ร่อนและชวนคุย สุดท้ายกลายเป็นการช่วยชีวิตเขาไว้

มีเหตุผลมากมายที่ทำให้คนจำนวนมากมาเป็น คนเร่ร่อน ถูกรังเกียจและดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งในรายที่มีสภาพจิตใจย่ำแย่ เพียงคำพูดที่โหดร้ายไม่กี่คำ ก็อาจทำให้คนเหล่านี้ถึงขั้นคิดสั้นได้ นักศึกษาสาว เคซีย์ ฟิชเชอร์ (Casey Fischer) ได้พบกับชายเร่ร่อนคนหนึ่งที่มีปัญหาทางสภาพจิตใจ แต่แทนที่เธอจะเมินเฉยไม่ใส่ใจ เธอกลับทำบางอย่างที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างที่เธอเองก็นึกไม่ถึง วันนั้นเคซีย์กำลังไปที่ร้านดังกิ้นโดนัท เธอพบชายเร่ร่อนคนหนึ่งกำลังร้องเพลงอยู่ริมถนนและเก็บเศษเหรียญขึ้นมาจากพื้น จากนั้นเขาก็เดินไปที่ร้านดังกิ้น เคซีย์ยืนต่อคิวจากเขา ระหว่างที่เขานับเศษเหรียญเพื่อซื้อโดนัท เธอก็เริ่มทำตัวน่ารำคาญด้วยการพยายามพูดคุยกับเขาไปเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่าเขาจะแสดงทีท่าว่าไม่อยากคุยด้วยเลย เมื่อเธอเห็นเขานับเหรียญจนครบ 1 ดอลลาร์แล้ว เธอจึงซื้อกาแฟและเบเกิลอีกหนึ่งชิ้นให้เขา และชวนเขามานั่งกับเธอ ยาเสพติดคือหายนะ เมื่อทั้งสองนั่งคุยกัน ทำให้เคซีย์ได้รู้เรื่องของผู้ชายคนนี้มากมาย เขาชื่อคริส เขาเล่าให้ฟังว่าเขาถูกผู้คนกระทำต่าง ๆ นานาอย่างไรบ้างเพียงเพราะว่าเขาเป็น คนเร่ร่อน ยาเสพติดทำลายชีวิตของเขาพังพินาศอย่างไร มันทำให้เขาเกลียดตัวเองและเขาไม่คุ้นเลยเวลาที่มีคนมาทำดีกับเขา เคซีย์ยังได้รู้อีกว่า คริสไม่รู้ว่าพ่อตัวเองคือใคร และถึงแม้แม่ของเขาจะเสียชีวิตไปแล้วเพราะโรคมะเร็ง แต่เขาก็ยังต้องการเป็นลูกที่แม่ภูมิใจ เคซีย์นั่งคุยกับคริสเกือบหนึ่งชั่วโมง และตั้งท่าจะอยู่คุยต่ออีกแต่นึกขึ้นได้ว่าเธอต้องไปเรียนอีกคลาสหนึ่งและกำลังจะไปเข้าเรียนสายแล้ว เรื่องราวชีวิตของคริสกระทบใจของเคซีย์ จนเธอต้องนำไปโพสต์ในเฟซบุ๊กของเธอ โดยบอกว่า คริสเป็นหนึ่งในคนที่จริงใจและซื่อตรงที่สุดเท่าที่เธอเคยพบมาในชีวิต เศษกระดาษยับยู่ยี่แผ่นนั้น เมื่อเคซีย์บอกคริสว่าเธอต้องไปเรียนแล้ว เขาขอร้องให้เธออยู่ต่ออีกนิดเพราะเขาจะเขียนโน้ตบางอย่างให้เธอ คริสขอโทษที่ลายมือของเขาขยุกขยุยมาก แล้วรีบยัดเศษกระดาษยู่ยี่แผ่นนั้นใส่มือเธอ เขายิ้มและรีบออกจากร้านไป เหมือนเป็นนัยบอกให้รู้ว่า เขาต้องการให้เธอรอเขาออกไปก่อนแล้วค่อยเปิดอ่าน […]

คุณแม่ที่ลูกเป็นมะเร็ง ถูกคนต่อว่า ร้อนถึงคนในชุมชนต้องรีบมาช่วยเหลือ

เมื่อคุณมีลูกเล็ก การดูแลซ่อมบำรุงบ้านมักจะล้มเหลวไปไม่ถึงไหนเพราะหาเวลาว่างได้ยากเต็มทน แค่เลี้ยงลูกก็เหนื่อยแทบสลบแล้ว จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาดูแลบ้านที่รกรุงรังในช่วงชีวิตที่แสนลำบากนี้ แรนดา แรคแลนด์ (Randa Ragland) เป็นคุณแม่ลูกห้าที่มีเวลาดูแลบ้านน้อยเหลือเกิน แล้ววันหนึ่งเธอก็ได้รับจดหมายจากเพื่อนบ้านคนหนึ่ง บอกว่าบ้านเธอเป็น “สิ่งที่อุจาดตา” เพราะหญ้าและต้นไม้ในบริเวณบ้านรกรุงรังมาก คุณแม่ลูกห้าผู้แสนเหน็ดเหนื่อยจึงนำเรื่องนี้ไปโพสต์ในเฟซบุ๊กเพจของเธอเพื่ออธิบายว่า เหตุใดบ้านของเธอจึงมีสภาพเช่นนั้น เมื่อบรรดาเพื่อนบ้านใจดีคนอื่น ๆ เห็นเข้า จึงรีบมาช่วยเหลือเธออย่างรวดเร็ว สาเหตุก็คือ เมื่อปลายปีที่แล้วหนูน้อยจาเซ่น วัย 3 ขวบ ลูกคนสุดท้องของแรนดาซึ่งพูดไม่ได้และเป็นออทิสติค ถูกคุณหมอตรวจพบว่าป่วยเป็น โรคมะเร็งของเนื้อเยื่อประสาท (Neuroblastoma) ระยะ 4 นับแต่นั้นมาครอบครัวของแรนดาก็มีชีวิตอยู่กับการพาลูกไปพบหมอตลอดเวลา นอกจากนั้นจาเซ่นยังต้องนอนค้างคืนที่โรงพยาบาลเพื่อทำเคมีบำบัดและผ่าตัดรวมทั้งกระบวนการรักษาอื่น ๆ อีก ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี จาเซ่นต้องเข้าโรงพยาบาล 20 ครั้ง และผ่าตัดมากกว่า 7 ครั้งทั้งที่เป็นเพียงเด็กน้อยตัวเล็ก ๆ เท่านั้น การที่คุณแม่ผู้กล้าหาญผู้นี้ตัดสินใจแชร์เรื่องราวของเธอ ไม่ใช่เพื่อวิงวอนขอความเห็นใจ แต่เพื่อเตือนให้เพื่อนบ้านตระหนักว่า “คุณไม่รู้หรอกว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของคนคนหนึ่ง” และเพื่อกระตุ้นให้คนเหล่านั้นมีเมตตาต่อทุกคน ไม่เว้นแม้แต่คนแปลกหน้า แรนดาแนบภาพกระดาษจดหมายแผ่นนั้น ที่บุรุษไปรษณีย์นำมาหย่อนในตู้รับจดหมายหน้าบ้านของเธอในโพสต์ด้วย  ซึ่งมีใจความประมาณว่า บ้านของแรนดาเป็นสิ่งอุจาดตาที่มีผลต่อราคาบ้าน ใครเล่าจะอยากมาซื้อบ้านใกล้กับบ้านของแรนดาถ้าต้องมองอะไรแบบนี้ทุกวี่ทุกวัน และตบท้ายให้เธอหันมาจัดการบริเวณบ้านให้ดูดีกว่านี้! […]

10 เหตุผลที่เราทุกคนควรมีเมตตา ข้อคิดสะกิดใจโดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ทำไมพระบรมศาสดาของทุกศาสนาจึงเน้นย้ำให้มนุษยชาติทั่วทั้งโลกอยู่กันด้วย เมตตา เพื่อจะตอบคำถามนี้ ขอให้เราลองมาพิจารณาเหตุผลต่อไปนี้ร่วมกัน (1) มนุษยชาติ รวมทั้งสรรพชีพ สรรพสัตว์ อาจเคยเป็นญาติพี่น้องหรือวงศาคณาญาติกันมาแต่ชาติปางก่อน เพราะในสังสารวัฏอันยาวไกลที่หาจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดไม่พบนี้ เราล้วนเคยเวียนว่ายตายเกิดกันมาแล้วนับชาติภพไม่ถ้วนตลอดเวลาอันยาวนานนี้ เราอาจเคยเกี่ยวข้องกันมาแล้วในฐานะต่าง ๆ บ้างเคยเป็นมารดา บ้างเคยเป็นบิดา บ้างเคยเป็นบุตรธิดา บ้างเคยเป็นสามีภรรยา บ้างเคยเป็นเพื่อน พี่ น้อง บริวาร อาจารย์ ศิษย์ ฯลฯ กันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่เมตตาต่อคน ซึ่งครั้งหนึ่งอาจเคยเป็นพี่น้องวงศาคณาญาติของเราเอง (2) มนุษย์ รวมทั้งสรรพชีพ สรรพสัตว์ ต่างก็เป็นสัตว์โลกซึ่งดำรงความเป็นสมาชิกของโลกนี้ประเภทหนึ่งเหมือนกันกับเรา จริงอยู่ แม้คน สัตว์ เทวดา จะมีความแตกต่างกันโดยอัตภาพที่ถือกำเนิดขึ้นมาในโลกบ้าง แต่เมื่อว่าโดยภาพรวมแล้ว เราทั้งหมดก็ล้วนอยู่ในสังกัดเดียวกัน คือเป็นสัตว์โลกผู้เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้เหมือนกัน จึงไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่ เมตตา ต่อกันและกัน (3) มนุษย์ รวมทั้งสรรพชีพ สรรพสัตว์ ต่างก็เป็นผู้ตกอยู่ในกฎธรรมชาติเช่นเดียวกันกับเรา กล่าวคือ มนุษย์ สัตว์ เทวดา แม้จะเกิดมาแตกต่างกัน แต่ก็ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในอาณัติของกฎแห่งธรรมชาติอันเป็นสากลที่เรียกว่า […]

ประโยชน์ของเมตตา โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ประโยชน์ของ เมตตา โดย ท่าน ว.วชิรเมธี ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า สำหรับผู้อยู่ด้วย เมตตา (เมตตาพรหมวิหารี) ต่อสรรพชีพ สรรพสัตว์อย่างสม่ำเสมอ ย่อมจะเห็นถึงอานิสงส์ 11 ประการดังต่อไปนี้ในตัวเองอย่างแน่นอน (1) นอนเป็นสุข คือ ไม่กลิ้ง ไม่กรน หลับสนิทเหมือนคนเข้าสมาบัติ มีลักษณะท่าทางเรียบร้อย งดงาม น่าเลื่อมใส (2) ตื่นเป็นสุข คือ ตื่นขึ้นแล้วไม่ทอดถอนหายใจ ไม่หน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่บิดไปบิดมา มีหน้าตาชื่นบานเหมือนดอกปทุมที่กำลังแย้มบาน (3) ไม่ฝันร้าย คือ ไม่ฝันเห็นสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว เช่น พวกโจรรุมล้อม สุนัขไล่กัดหรือตกเหว หากฝันเห็นแต่นิมิตที่ดีงาม เช่น ไหว้พระเจดีย์ ทำการบูชา และฟังธรรมเทศนา (4) เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย คือ เป็นที่รักเป็นที่เจริญใจของคนทั้งหลายเหมือนพวงไข่มุกที่ห้อยอยู่ที่หน้าอก หรือดอกไม้ที่ประดับอยู่บนเศียร (5) เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย คือ ไม่ได้เป็นที่รักของคนอย่างเดียว ยังเป็นที่รักตลอดไปถึงเหล่าเทวาอารักษ์ทั้งหลายด้วย (6) เทวดาทั้งหลายคอยเฝ้ารักษา […]

เจริญเมตตาในช่วงระยะเวลาอันสั้น ได้อานิสงส์ขนาดนี้เชียวหรือ ?

เจริญเมตตา ในช่วงระยะเวลาอันสั้น ได้อานิสงส์ขนาดนี้เชียวหรือ ? การ เจริญเมตตา หมายถึง การแผ่ขยายไปยังสรรพสัตว์อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีประมาณ การเจริญเมตตาเป็นการภาวนาองค์ธรรมหนึ่งในพรหมวิหาร 4 ความเมตตาไม่ต่างจากน้ำที่ดับเปลวเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยว เมตตาสามารถทำให้เกิดปัญญาได้เช่นกัน แล้วปัญญานี้ก็เป็นเครื่องดับความโกรธได้อีกด้วย เพราะเมื่อเกิดความเมตตา ความเข้าอกเข้าใจก็จะเกิดตามมา กลายเป็นปัญญาในการประเมินว่าสิ่งที่เขากระทำต่อเรานั้น เป็นเพราะเขาอาจมีปม มีความหลังที่ไม่ดี จึงแสดงการกระทำที่ไม่ดีต่อเรา หลายคนอาจจะมองว่าการเจริญเมตตานั้น ต้องเจริญนาน ๆ ใช้เวลามาก แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า เจริญเมตตาเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ก็ได้อานิสงส์มหาศาลเช่นกัน ซึ่งพระองค์ตรัสไว้ในพระสูตรที่มีชื่อว่า “โอกขาสูตร”     ครั้งพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหารในกรุงสาวัตถี ที่ท่านอนาถบิณฑิตเศรษฐีสร้างถวายเป็นพระอารามในพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงสอนเรื่องการเจริญเมตตาแก่เหล่าพระภิกษุว่า “ภิกษุท้้งหลาย ผู้ใดพึงให้ทานถึง 100 หม้อ ในตอนเช้า กลางวัน และเย็น ผู้ใดเจริญเมตตาเท่าเพียงชั่วการหยดของน้ำนมจากเต้าของแม่วัว ในตอนเช้า กลางวัน และเย็น (รศ.ดร.นฤมล มารคแมน ใช้คำว่า “รีดน้ำนม” ซึ่งทำให้เห็นภาพและเข้าใจมากขึ้น) การเจริญเมตตาจึงมีผลเท่ากับการทำทานด้วย 100 หม้อ […]

เพื่อนบ้านตัวแสบ ! ประสบการณ์รับมือเพื่อนบ้านด้วยความเมตตา

บ้านของฉันเป็นทาวน์เฮ้าส มีเพียงกําแพงกั้นระหว่างบ้านแต่ละหลัง หากจะมีพื้นที่นิดหน่อยก็ตรงหน้าบ้านซึ่งใช้เป็นที่จอดรถ และจัดเป็นมุมสวนเล็กๆ ไว้  เพื่อนบ้าน บรรยากาศโดยทั่วไปก็สงบดี เพื่อนบ้าน เป็นมิตรกันเกือบทุกหลัง ยกเว้นหลังหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่ผูกมิตรกับใคร แถมยังสร้างอริเพิ่มอีกต่างหาก โชคไม่ดีเลยที่บ้านหลังนั้นอยู่ติดกับบ้านของฉันเอง บ้านหลังนั้นมีผู้ชายวัยกลางคนอาศัยอยู่กับหมาอีกสองตัว ไม่เคยมีใครเห็นว่ามีคนมาหาเขาเลยสักครั้ง แต่สิ่งที่ทําให้พวกเรา หมายถึงฉันกับบรรดาบ้านหลังอื่นๆ เห็นต้องกันก็คือ นิสัยใจคอที่ไม่น่ารักของเขา เริ่มตั้งแต่เช้าเขาจะปล่อยหมาทั้งสองตัวออกจากรั้วบ้าน จากนั้นก็พยายามให้หมาทั้งสองเดินไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่หน้าบ้านของตัวเอง คงรู้ใช่ไหมคะ เช้าๆ หมามีนิสัยที่ต้องอึต้องฉี่ ไม่แปลกหรอกค่ะถ้าหมาทั้งสองตัวของเขาทําอย่างนั้นแล้วเจ้าของคอยจัดการเก็บตามหลังให้เรียบร้อย แต่เขาไม่เคยทําเลย แม้จะมีบางบ้านที่อดทนไม่ไหวเคยเจรจาดีๆ แต่ก็เปล่าประโยชน์ แถมยังเจอแต่ความเฉยชาของเขาอีก คิดๆ แล้วบางทีก็นึกอยากจะรวบรวมก้อนอึพวกนั้นไปวางไว้หน้าบ้านเขาเหมือนกัน! นอกจากเรื่องนี้แล้ว อีกเรื่องที่แสดงความเห็นแก่ตัวของเขาก็คือ เขามักจะจอดรถคันใหญ่นอกบ้านเป็นประจํา ถึงเวลาค่ำคืนก็ไม่ยอมเอารถตวเองเข้าบ้าน คงจอดทิ้งขวางทางอยู่อย่างนั้น คงพอทราบใช่ไหมคะ ว่าบ้านทาวน์เฮ้าส์ส่วนใหญ่มักมีถนนแคบๆ พอที่รถยนต์ธรรมดาจะวิ่งสวนกันได้ แต่ถ้าเป็นรถคันใหญ่ๆ จะสวนกันลําบาก โดยเฉพาะรถเก็บขยะที่เข้ามาเก็บขยะเป็นประจํา พอเขาไม่สามารถขับเข้าไปถึงบ้านที่อยู่ท้ายๆ ซอยได้(บ้านที่อยู่เป็นซอยตัน) พวกที่อยู่ท้ายซอยก็เลยเจอปัญหาขยะเต็มล้นหน้าบ้าน เคยมีคนไปบอกเขาให้ช่วยถอยรถให้หน่อย ก็กลับถูกตะคอกออกมาว่าคนกําลังนอน กลายเป็นคนที่ไปบอกไม่มีมารยาทเสียอย่างนั้น ความไม่เห็นแก่จิตใจเพื่อนบ้านทําให้เขากลายเป็นคนที่ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย แน่นอนขนาดที่บ้านยังเป็นอย่างนี้แล้วที่ทํางานล่ะ เพื่อนของฉันทํางานอยู่ที่เดียวกับเขาในตําแหน่งที่ต่ำกว่า แต่โชคดีที่ไม่ได้เป็นลูกน้องของเขาโดยตรง เพื่อนบอกฉันว่า เขาเป็นคนอย่างนี้แหละ ที่ทํางานก็ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วยเช่นกัน เพราะความเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจแบบที่เขาเป็น […]

เกลียด! เกลียด! เกลียด! เกลียดเรื้อรัง ทำอย่างไรให้หาย

เกลียดเรื้อรัง ทำอย่างไรให้หาย สนทนาธรรมกับ ท่านเปสโลภิกขุ พระอาจารย์คะ ความเกลียดเกิดจากอะไรคะ ส่วนหนึ่งเกิดจากการตั้งจิตไว้ไม่ดี อาตมาเคยปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งยิ้มได้กับทุกเรื่อง คนชมว่าวัดสวย ท่านก็ยิ้ม คนบอกว่าไม่ศรัทธาวัดนี้ ท่านก็ยิ้ม อาตมาสงสัยมากถึงมากที่สุดว่าท่านทำได้ยังไง เรื่องที่เราหงุดหงิด แต่ท่านกลับยิ้มได้ ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ท่านสามารถรักษาอารมณ์แบบนี้ได้ตั้งแต่ตื่นยันหลับเลยทีเดียว เมื่อปฏิบัติธรรมไปนาน ๆ อาตมาจึงพบคำตอบ นั่นก็คือ “การตั้งจิตไว้ดี” ถ้าจิตใจของเราดี ไม่ว่าดีหรือร้ายมากระทบ มันก็ดีทั้งนั้น แต่ถ้าจิตใจของเราไม่ดี ได้ยินหรือเห็นอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมดแม้แต่เรื่องดี ๆ สำหรับคนที่เราไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่เรารู้สึกขวางหูขวางตา แสนจะเกลียดสิ่งที่เขาทำ เช่น นักการเมืองที่คดโกง นักธุรกิจที่เอาเปรียบลูกค้า ฯลฯ เราจะเมตตาหรือส่งความปรารถนาดีให้เขาได้อย่างไรกันคะ เมตตานักการเมืองผู้นั้นด้วยการไม่เลือกเขาเข้าไปบริหารบ้านเมืองอีก ส่งความปรารถนาดีให้นักธุรกิจผู้นั้นด้วยการไม่อุดหนุนกิจการของเขา เราไม่ได้ทำสิ่งนี้ด้วยความโกรธหรือเกลียดชัง แต่เราทำเพื่อให้เขาได้เรียนรู้ วันหนึ่งเขาอาจฉุกคิดได้ว่า เอ๊ะ! เราทำอะไรไม่ถูกต้องหรือเปล่า ประชาชนจึงไม่เลือกเรา หรือ เอ๊ะ! เราทำอะไรผิดหรือเปล่า ธุรกิจของเราจึงขาดทุน …ถ้าอย่างนั้นเราอธิษฐานจิตให้คนเหล่านี้สำนึกตัวหรือทำตัวดีขึ้นได้ไหมคะ อธิษฐานให้ตัวเองสำนึกตัวหรือทำตัวดีขึ้น มีโอกาสเป็นไปได้มากกว่า แล้วสำหรับคนที่เราแค้นมาก ๆ เช่น คนที่ฆ่าพ่อแม่ […]

อานิสงส์ของการเจริญสติ โดย ท่านว.วชิรเมธี

อานิสงส์ของการเจริญสติ คืออะไร แท้ที่จริงเราทุกคนสามารถที่จะเป็นบุคคลที่สงบนิ่งได้ แต่เพราะไม่เคยได้รับการฝึก เราจึงไม่เคยรู้ว่าเราก็เป็นคนหนึ่งที่นิ่งได้เหมือนกัน 

การเจริญภาวนาพรหมวิหาร 4 ในชีวิตประจำวัน ไม่ยากอย่างที่คิด

การเจริญภาวนา พรหมวิหาร 4 ในชีวิตประจำวัน ไม่ยากอย่างที่คิด พรหมวิหาร 4 เป็นคำสอนหนึ่งของพระพุทธเจ้า ที่มีความหมายว่า เครื่องแห่งพรหม พรหมในคติของพระพุทธศาสนาหรือในสมัยพุทธกาลเชื่อว่า เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็นนิสัยของพรหม หากผู้ใดมีนิสัย 4 อย่างนี้ ก็มีความเป็นพรหมอยู่กับตัว หากสิ้นบุญก็จะเกิดยังพรหมโลก ถึงจะเป็นคำสอนที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ก็จริง แต่เหมือนว่าจะปฏิบัติตามได้ยาก เพราะมีอุปสรรคตัวสำคัญคือความโกรธ บทความนี้จะมุ่งเรื่องการภาวนาด้วยพรหมวิหาร 4 ซึ่งสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน คัมภีร์วิมุตติมรรคบรรยายไว้ว่า เมตตา เปรียบเหมือนพ่อแม่มองดูลูกของตน ทำจิตด้วยความเมตตา มีความปรารถนาดีต่อลูก หากกระทำให้จิตมีความเมตตาและปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ได้เฉกเช่นพ่อแม่เมตตาลูก อานิสงส์แห่งเมตตาภาวนาย่อมเกิดขึ้นคือ (1) เธอหลับเป็นสุข (2) ตื่นเป็นสุข (3) ไม่ฝันร้าย (4) เป็นที่รักของมนุษย์ (5) เป็นที่รักของอมนุษย์ (6) เทวดาย่อมรักษาคุ้มครองเธอ (7) ไฟ ยาพิษ และอาวุธทำอันตรายไม่ได้ (8) จิตจะเป็นสมาธิ ถ้ายังไม่บรรลุพระนิพพาน ก็จะได้เกิดยังพรหมโลก เมตตาภาวนาคือการแผ่เมตตา การที่จะประคับประคองให้จิตมีเมตตา […]

อภัยทานในมุมมองของพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์

อภัยทานในมุมมองของพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ อภัยทาน เป็น 1 ใน 3 ทานบารมีที่ควรสร้าง ควบคู่กับการให้อามิสทาน (สิ่งของ) และธรรมทาน (ความรู้หรือธรรมะ) หรือแปลว่า “การให้ความไม่มีภัย” การให้ความไม่เบียดเบียนอันได้แก่ ศีลกับพรหมวิหาร 4 นั่นเอง อภัยทานในมุมมองของพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์   อานิสงส์ของอภัยทานในมุมมองของพระพุทธศาสนา การยกโทษให้ทำให้ความโกรธหายไป ความโกรธตามจริงสามารถหายได้เอง ตามกระบวนการของการเกิด-ดับ แต่ความโกรธที่หายด้วยอภัยทาน คือการยกโทษให้ การให้อภัยกัน เป็นการบริหารจิตโดยตรง เป็นการยกระดับของจิตให้สูงขึ้นด้วย   ประโยชน์ของการให้อภัยในมุมมองของวิทยาศาสตร์ เมื่อนักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าการให้อภัยมีข้อดีถึงขนาดนี้ ทำให้เกิดการวิจัยต่อมาที่ละเอียดยิ่งขึ้น ซึ่งผลการวิจัยมีดังนี้ ช่วยลดอาการหดหู่ซึมเศร้าได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ช่วยให้คู่สมรสมีความสุขขึ้นในระยะยาว ช่วยให้สุขภาพร่างกายโดยรวมดีขึ้น ช่วยป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับความเครียด เช่น โรคความดัน โรคหัวใจ และหลอดเลือด เป็นต้น   พบว่าการให้อภัยต่อกันมีผลตามมาที่ทำให้คนโกรธเข้าใจโลกมากขึ้น เช่น เข้าใจว่าพฤติกรรมของเขามาจากปมในอดีต ปมที่มาจากครอบครัว เพราะเมื่อมีผลก็ต้องมีต้นเหตุ เมื่อเราเข้าใจการให้อภัยจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ แสดงให้เห็นจิตเดิมแท้ของเรามีจิตเมตตาแฝงอยู่ เมื่อหัดทำให้จิตเกิดการให้อภัยมากเข้า เราจะเป็นคนที่ไม่โกรธง่าย และควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น […]

7 ขั้นตอนเริ่มต้นสำหรับมือใหม่หัด ” ให้อภัย “

ตราบใดที่เรายังใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ การกระทบกระทั่งกันถือเป็นเรื่องธรรมดา มาฝึกให้อภัยไว้ดีกว่า เพราะไม่แน่ว่าวันหน้าเราจะยังมีกันและกันอยู่…เพื่อให้อภัย…

หนุ่มอินโดใจดีรับเลี้ยงไซบีเรียนฮัสกี้สภาพย่ำแย่ใกล้ตาย

หนุ่มอินโดใจดี รับเลี้ยงไซบีเรียนฮัสกี้ที่กำลัง ย่ำแย่ใกล้ตาย หนุ่มอินโดใจดี คนนี้ชื่อ “ริโก้ ซูเกียโร” เขาเห็นเจ้าสุนัขสายพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ตัวนี้โดยบังเอิญ มันมีสภาพ ย่ำแย่ใกล้ตาย ผอมโซมากจนเห็นกระดูก ขนร่วงจนเห็นหนัง และไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะยืน เขาสงสารจึงตัดสินใจรับเลี้ยงไซบีเรียนฮัสกี้ตัวนี้และแล้วชีวิตของมันก็เปลี่ยนไป ริโก้ ซูเกียโร หนุ่มอินโดนีเซียคนนี้ รับเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ที่มีสภาพผอมโซมากจนเห็นกระดูก ขนร่วงจนเห็นหนัง และไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะยืนไว้ เขาเอามันกลับมาเลี้ยงดูที่บ้าน ใส่ใจดูแลอาบน้ำทำความสะอาด บำรุงมันด้วยอาหารสุนัขอย่างดี จนมันกลับมามีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงอีกครั้ง มันร่าเริง และเหมือนเป็นไปเป็นคนละตัวจากวันแรกที่เขาเห็น มันมีขนดกและแววตาที่มีความสุข         เรื่องราวของริโก้ ซูเกียโรที่ได้โพสเรื่องราวของตนที่ได้ช่วยเหลือไซบีเรียนฮัสกี้ที่มีสภาพย่ำแย่ใกล้ตายไว้ จนกระทั่งมันกลายเป็นไซบีเรียนฮัลกี้ที่มีสุขภาพดี แข็งแรง และร่าเริงในเฟสบุ๊คส่วนตัว แล้วเขาก็ได้รับคำชื่นชมจากชาวโซเชียลอย่างล้นหลาม       ความเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก แม้จะไม่ใช่มนุษย์ก็ตาม การแบ่งความรัก ความเมตตาแก่กัน เป็นสิ่งสวยงาม พระพุทธเจ้าทรงมีพระเมตตาต่อสัตว์มาตั้งแต่เยาว์วัย ครั้งทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ พำนักอยู่ในพระราชวังแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ครั้งนั้นพระองค์ทรงเห็นหงส์ตัวหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากลูกศร พระองค์ทรงจับมันไว้ด้วยพระเมตตา ทรงรักษาพยาบาลแผลที่ได้รับบาดเจ็บ เจ้าชายเทวทัตผู้เป็นพระญาติพยายามแย่งหงส์ตัวนี้จากเจ้าชายสิทธัตถะ เพราะพระองค์เป็นผู้ยิงมัน เจ้าชายสิทธัตถะทรงไม่ยอมคืนหงส์ตัวนี้ เพราะถ้าหากไปอยู่กับเจ้าชายเทวทัต […]

เมตตากรุณา - ยิ่งแบ่งยิ่งได้ เคล็ดลับความสุขความสำเร็จของสหรัถ สังคปรีชา

เมตตากรุณา - ยิ่งแบ่งยิ่งได้ เคล็ดลับความสุขความสำเร็จของ สหรัถ สังคปรีชา ตลอดระยะเวลากว่า 28 ปีในวงการบันเทิง นอกจากไม่มีข่าวด่างพร้อยแล้วเขายังเป็นที่รักของประชาชนไม่เสื่อมคลาย เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้ ก้อง - สหรัถ สังคปรีชา ผู้ชายอบอุ่นคนนี้ประสบความสำเร็จ วันนี้เขามาเผยเคล็ดลับการใช้ชีวิต การงาน และความรัก รวมถึงพลังของความเมตตากรุณาและการให้   คุณก้องเติบโตมาในครอบครัวแบบไหนคะ ได้ยินว่าตอนเด็ก ๆ ถูกสปอยล์มาไม่น้อย ใช่ครับ ก่อน 10 ขวบผมเติบโตมาในครอบครัวใหญ่คุณตาเป็นเจ้าของบ้าน มีคุณแม่ คุณป้า และคุณน้าอยู่รวมกันผมเป็นหลานคนแรก คุณตาจึงค่อนข้างเห่อและเลี้ยงแบบเอาอกเอาใจ ผมจึงแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะที่บ้านมีคนงานสิบกว่าคน ผมเรียกใช้ได้หมด ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าตัวเองเอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็เรียกพี่เลี้ยงมาทำให้ ไม่ต้องทำอะไรเอง เคยถึงขนาดหิวแล้วเขวี้ยงจานทิ้ง แต่ตอนนั้นยังเด็กมาก เลยไม่ค่อยรู้ตัว พอย้อนกลับไปคิดแล้วเป็นพฤติกรรมที่น่าเขกกบาลมาก (หัวเราะ) จนผมอายุสิบกว่าขวบ คุณพ่อก็ซื้อบ้านเองและแยกครอบครัวออกมา ผมถึงเลิกเป็นเด็กสปอยล์   คุณพ่อสอนอะไรบ้างคะ คุณพ่อเน้นให้ผมรู้จักทำอะไรด้วยตนเอง พึ่งตัวเองอย่างตอนเป็นเด็กนักเรียน ถ้าวันไหนผมลืมเอาอุปกรณ์เกี่ยวกับชุดลูกเสือไป เช่น พู่ ผ้าพันคอ เข็มขัด คุณพ่อจะไม่ยอมซื้อให้ใหม่ ทั้งที่สามารถซื้อได้และราคาไม่แพงด้วย แต่คุณพ่อปล่อยให้โดนครูตี ท่านสอนว่าไม่ควรลืม ถ้าวันไหนมีเรียนลูกเสือ ก่อนนอนต้องเตรียมอุปกรณ์ชุดลูกเสือไว้ให้พร้อมตั้งแต่นั้นมาผมไม่ลืมอีกเลย นอกจากนั้นคุณพ่อยังสอนให้ทำอะไรเอง ตอนเด็ก ๆผมจึงต้องเป็นลูกมือให้คุณพ่อแทบทุกเรื่อง เช่น ซ่อมรถปลูกต้นไม้ บางครั้งผมก็บ่นว่าทำไมต้องทำ คนใช้ก็มี ทำไมไม่ใช้ เวลาเห็นผมโกรธมาก ๆ คุณพ่อมักบอกว่า “วันหนึ่งก้องจะรู้เองว่าทำไมพ่อต้องทำแบบนี้” พอโตขึ้นมาผมถึงเห็นคำตอบที่พ่อพูดไว้ เพราะเราทำอะไรได้หลายอย่าง ในขณะที่คนอื่นทำไม่เป็น ถ้าวันนั้นคุณพ่อไม่สอน วันนี้ผมคงทำอะไรไม่เป็น   มีวิธีคิดและทำใจกับการสูญเสียคุณพ่อเมื่อไม่นานมานี้อย่างไรคะ คุณพ่อป่วยมาประมาณปีกว่า พอรู้ผมก็พยายามทำใจพาท่านไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หาข้อมูลการรักษา หาอาหารดี ๆ มาให้ท่าน และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ให้กำลังใจท่าน โชคดีที่คุณพ่อไม่ท้อแท้ ไม่เศร้า เพราะท่านหวังว่าจะกลับมาหายดีอีกครั้งหนึ่ง ช่วง 5 - 6 เดือนหลังมานี้คุณพ่อเดินไม่ได้แล้ว เพราะกล้ามเนื้อขาหมดแรง ขยับไม่ได้ ต้องนอนอยู่แต่บนเตียงและเจ็บปวดทรมานมาก ยิ่งสองเดือนสุดท้ายคุณพ่อยิ่งทรุดหนักเห็นอย่างนี้ผมยิ่งต้องทำใจมากขึ้น การเสียชีวิตของคุณพ่อทำให้ผมเข้าใจชีวิตมากขึ้นว่าคนเราต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครหนีพ้น นี่เป็นเพียงบทเรียนแรกที่เริ่มเข้ามาในชีวิต และจากนี้ไปผมคงพบการสูญเสียต่อไปเรื่อย ๆ เพราะที่สุดแล้วคนเราก็ต้องล้มหาย-ตายจากกันเป็นธรรมดาของชีวิต พอผมเข้าใจอย่างนี้ได้แล้วจึงทำใจได้ง่ายขึ้น   ทราบว่าสนใจเล่นดนตรีตั้งแต่เด็ก ๆ ผมเรียนโรงเรียนชายล้วน เวลาเลิกเรียน นักเรียนแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มเล่นกีฬาและกลุ่มเล่นดนตรี ผมเป็นกลุ่มที่ชอบไปห้องซ้อมดนตรี เพราะหลงใหลเสน่ห์ของดนตรี ผมมักไปกับกลุ่มเพื่อนที่เล่นดนตรี จนได้เข้าวงดนตรีกับเพื่อน ช่วงมัธยมต้นเล่นดนตรีป๊อกแป๊ก ๆ พอขึ้นมัธยมปลายถึงเริ่มฟอร์มวงเป็นเรื่องเป็นราว โดยเล่นงานเล็ก ๆ ก่อน เช่นงานวันเกิด งานแต่งงานครู งานห้องสมุด งานโรงเรียนพอเรียนจบ ม.6 เข้าเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 ปี 2 ผมเริ่มเล่นเป็นอาชีพตามผับบาร์ มีพี่ชายของเพื่อนเปิดผับก็ไปขอเล่นเลย เงินเดือนเท่าไรก็เอา คือผมไม่ได้สนใจเรื่องเงินเดือนแค่อยากเล่นดนตรีมากกว่า เพราะเป็นความฝันของผม เล่นดนตรีอยู่สัก 2 ปี แกรมมี่ก็จับเซ็นสัญญาทำอัลบั้มนูโว คราวนี้แหละผมได้เล่นดนตรีทั้งชีวิต (หัวเราะ)   รู้สึกอย่างไรบ้างคะที่วันหนึ่งความฝันกลายเป็นจริงขึ้นมา ได้เป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง ผมมีความสุขมาก จำได้ว่าวันที่นูโวได้ออกอัลบั้มครั้งแรกแล้วมีงานคอนเสิร์ต โอ้โห มีความสุขสุดขีด เหมือนกับว่าทั้งชีวิตเราฝันอยากเป็นนักดนตรี พอวันหนึ่งได้เริ่มเล่นอาชีพตามผับตามบาร์ก็รู้สึกว่าประสบความสำเร็จในจุดหนึ่งแล้ว ยิ่งพอได้ออกอัลบั้ม ได้เล่นคอนเสิร์ต ยิ่งรู้สึกเหมือนเราเรียนจบได้ปริญญาตรีมาอีกใบหนึ่ง มีความสุขมาก วันที่รู้ตัวว่าเรามีชื่อเสียงแล้ว คงเป็นวันที่ผมไปเล่นคอนเสิร์ตโลกดนตรี แล้วมีแฟนคลับมาจับมือและร้องไห้แบบคลั่งไคล้ ตอนนั้นผมตกใจมาก เพราะไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นซูเปอร์สตาร์ รู้สึกแค่ว่าเป็นนักดนตรีธรรมดา ๆ ไม่เคยรู้ว่าคนดูมองเราเป็นนักดนตรีที่เขาอยากกรี๊ด อยากจับมือ แค่เห็นก็ร้องไห้แล้ว วันนั้นผมถึงได้รู้ว่าชีวิตมันเปลี่ยนไปแล้ว ไปไหนมาไหน จะเข้าโรงแรมก็ต้องมีการ์ดมากั้น เรียกว่าชีวิตเปลี่ยนไปเลย (ยิ้ม)   ตั้งแต่เข้ามาทำงานในวงการบันเทิง เจอปัญหาหรือเรื่องที่ไม่ชอบใจบ้างไหมคะ ปัญหาไม่ค่อยมีนะครับ แต่เรื่องที่รู้สึกคงเป็นเรื่องความเป็นส่วนตัวหายไป เพราะเราต้องโดนถ่ายรูปตลอดเวลาบางทีออกจากบ้าน หน้าตาผมเผ้ายังกระเซอะกระเซิงอยู่ พอขับรถไปถึงที่นัดถ่ายทำ ลงจากรถปุ๊บเจอกล้องเป็นสิบ ๆ ตัวมารุมถ่าย ผมจะรู้สึกว่ายังไม่พร้อม เพิ่งตื่น ตายังบวมอยู่เลยคิดว่าไม่ค่อยเป็นส่วนตัวเท่าไหร่ หรือเวลาไปต่างจังหวัดพอลงจากเครื่องบินปุ๊บ มีแฟนคลับมารอรับ ขึ้นรถตู้ไปถึงโรงแรมนี่ยิ่งหนักเลย คราวนี้รอเป็นร้อย เปิดรถตู้มา โดนดึงต่างหู โดนดึงสร้อยไป รู้สึกว่าชีวิตส่วนตัวหายไปแล้ว แต่ผมก็เข้าใจนะว่าการมีชื่อเสียงบางครั้งก็ต้องแลกกับการสูญเสียอะไรไปสักอย่างแบบนี้แหละ   มีเคล็ดลับการทำงานอย่างไรที่ทำให้ได้รับความนิยมมานานขนาดนี้คะ ทำให้ดีที่สุด ตั้งใจทำทุกงาน เคารพผู้ร่วมงาน ให้เกียรติผู้ร่วมงานทุกคน ผมคิดว่าทุกอาชีพทำเองคนเดียวไม่ได้เพราะยังต้องมีผู้ร่วมงาน มีฝ่ายอื่น ๆ อีก ดังนั้นถ้าอยากทำงานให้ดีและสมบูรณ์แบบก็ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน นอกจากนั้นผมยังใช้ “พรหมวิหาร 4” ที่ช่วยให้การทำงานสะดวกสบายขึ้นพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ทุกคนทำได้หมด โดยเฉพาะ 2 ข้อแรกเมตตา คือ ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข กรุณา คือปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ พอเรามีเมตตากรุณาอย่างนี้แล้วคนรอบข้างที่ได้รับความเมตตากรุณาก็จะให้ความรู้สึกดี ๆ ให้ความรักคืนกลับมา เรียกว่าให้ไปก่อน เดี๋ยวก็ได้กลับมาเองพอทำแบบนี้บ่อย ๆ เราก็จะมีแต่ความสุข ผมสนใจเรื่องพรหมวิหาร 4 เพราะคุณพ่อชอบให้หนังสือธรรมะ ชอบให้รู้เรื่องธรรมะ พอได้อ่านหนังสือเหล่านี้มันจะค่อย ๆ ซึมซับมาเอง เวลานำเอาไปใช้ผมรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นมีแต่เรื่องดี ๆ วิ่งเข้ามา เช่น เวลาไปไหนก็มีแต่คนคิดดี ๆ กับเรา มีแต่คนชื่นชม ไปไหนคนก็ต้อนรับ ผมรู้สึกว่าการทำบุญเรื่อย ๆ อย่างเวลามีหน่วยงานไหนขอให้ช่วย ผมก็ไม่เกี่ยง ผมเขียนหนังสือเรื่อง Real Kong เงินที่ได้ทั้งหมดก็เอาไปช่วยเด็ก ช่วยคนแก่ ช่วยหมาแมวพอทำดีอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ทำให้ไปไหนมีแต่คนชื่นชม ไม่มีคนเห็นแล้วยี้ ดังนั้นผมคิดว่าการทำดีทำให้เราได้สิ่งดีกลับมาจริง ๆ   รู้สึกอย่างไรที่ได้เป็นโค้ช The Voice ซึ่งเป็นบทบาทที่ทำหน้าที่ของการเป็นครู ผมคิดว่างานนี้เป็นโอกาสดีอีกเรื่องที่เข้ามาในชีวิตครั้งแรกผมปฏิเสธรายการไป แต่เขาตามผมอยู่เป็นเดือนคือตอนแรกผมไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร เกิดมาไม่เคยเป็นโค้ชไม่รู้จะไปสอนคนร้องเพลงอย่างไร จึงปฏิเสธไป จนรายการพยายามเกลี้ยกล่อมขอให้เข้ามาคุยหน่อย บอกถ้าไม่รับ ก็ไม่ตื๊อแล้ว แต่พอได้เข้าไปคุยถึงรู้ว่าไม่ยากอย่างที่คิด เมื่อตัดสินใจไปทำจริง ๆ กลายเป็นเรื่องง่าย เพราะผมมีสิ่งเหล่านี้อยู่เต็มตัวเลย ผมถูก พี่เต๋อ (เรวัต พุทธินันทน์) และพี่ ๆ ในแกรมมี่เคี่ยวเข็ญมาหนักมาก เคยยืนร้องเพลงกับพี่เต๋อมาไม่รู้กี่สิบเพลงร้องกันตั้งแต่บ่าย ๆ ไปเสร็จตอนเช้าอีกวันหนึ่ง ทั้งที่ร้องแค่เพลงเดียว เพราะเราร้องโดยไม่มีเครื่องดนตรี ใช้เสียงร้องอย่างเดียว สมัยนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์ช่วยเรื่องการร้องเพลงเหมือนสมัยนี้ ตอนนี้ร้องผิดร้องเพี้ยนมีคอมพิวเตอร์ช่วยได้สมัยก่อนเป็นเทป จึงต้องร้องจริง ๆ อย่างเดียว ผมโดนขับเคี่ยวมาเยอะมาก ทำให้มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในตัวไม่รู้ตัว เช่น วิธีการร้องหนัก - เบา สั้น - ยาว การทำงานในห้องอัด ฯลฯ พอวันหนึ่งที่เราต้องมาสอนเด็ก ๆ ร้องเพลงว่าทำอย่างนี้สิ ขึ้นคอนเสิร์ตให้ร้องอย่างนี้นะ จึงสอนได้ ถือว่าโชคดีไป   ที่ผ่านมาคุณก้องทำกิจกรรมช่วยสังคมสม่ำเสมอ เลือกไหมคะว่าต้องทำบุญด้านไหน การทำดีของผมไม่ได้จำกัดเลยว่าจะช่วยใครบ้าง คือช่วยได้ก็ช่วย ทั้งสัตว์ คนแก่ เด็ก คนพิการ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ไม่ได้เหนื่อยนักหนา ผมจะพยายามช่วยบางหน่วยงานให้ผมช่วยพูดรณรงค์บริจาคสิ่งของให้คนแก่เด็กกำพร้า เด็กพิการ ถ้าพอมีคิวว่างผมก็ทำ เพราะคิดว่าเราไม่ได้เสียอะไรมากมาย แค่สละเวลาไปช่วยเหลือ ผมยินดีช่วย ที่ทำอย่างนี้เพราะผมคิดว่าได้สิ่งดี ๆ จากสังคมเยอะมาก ดังนั้นเราควรต้องแบ่งปันกลับไปบ้าง ผมเชื่อว่ายิ่งแบ่งก็ยิ่งได้ อย่างตอนประเทศเนปาลแผ่นดินไหว ผมไปร่วมเล่นคอนเสิร์ตการกุศล หาเงินช่วยเหลือเนปาลมีเพื่อน ๆ ศิลปินไปช่วยกันเยอะ เช่น วงนูโว, พี่ปุ๊ -อัญชลี จงคดีกิจ, โจอี้ บอย, คุณบอย โกสิยพงษ์,แสตมป์ ฯลฯ รวบรวมเงินบริจาคได้ประมาณ 2 ล้านบาทแล้วส่งไปให้เนปาล แม้ไม่ได้มากมาย แต่คงพอช่วยคนได้เป็นร้อยเป็นพันคนโดยที่เราก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรมาก ผมได้เล่นดนตรีที่ชอบและได้หาเงินบริจาคไปช่วยเหลือชาวเนปาลก็รู้สึกประทับใจครับ   เวลาว่างทำอะไรบ้างคะ […]

“มีเมตตา…จนมหานิยม” เรื่องเล่าของสมเด็จพระพุฒาจารย์โตแห่งวัดระฆัง

สมเด็จโต พรหมรังสี แตกฉานในทางวิปัสสนา ท่านได้ธุดงค์ไปสืบเสาะหาครูบาอาจารย์ยังที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะทุรกันดารหรือรกชัฏเพียงใด ท่านก็ตั้งใจมั่น

บทสวดกรณียเมตตสูตร (แปล)

เชื่อกันว่าบทกรณียเมตตสูตรนี้สวดแล้วทำให้หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย

keyboard_arrow_up