เชฟมิชลิน นากามิชิ ฮิโรชิ ผู้ใช้อาหารเปลี่ยนเมือง

เชฟมิชลิน นากามิชิ ฮิโรชิ ผู้ใช้อาหารเปลี่ยนเมือง 1 เมื่อไม่นานมานี้มีการประกาศผลรางวัลร้านอาหารในประเทศไทยที่ได้รับดาวมิชลิน มีร้านอาหาร 17 ร้านที่ได้รับรางวัลนี้ไป มีเพียง 3 ร้าน ที่ ได้รางวัล 2 ดาว ส่วนระดับสูงสุดคือ มิชลินสตาร์ 3 ดาวนั้น ยังไม่มีร้านอาหารใดได้รับคัดเลือกในปีนี้ 2 ระดับของมิชลินสตาร์นั้นแบ่งเป็น 3 ระดับด้วยกัน ได้แก่ 1 ดาว หมายถึง ร้านที่รสชาติเยี่ยมที่สุดในร้านอาหารประเภทเดียวกัน 2 ดาว หมายถึง ร้านที่อร่อยคุ้มค่าจนควรแวะไปชิม แม้จะเป็นการออกนอกเส้นทางก็ตาม ส่วน 3 ดาวนั้น หมายถึง ไม่ว่าไกลเพียงใดก็ควรหาโอกาสไปรับประทานให้ได้ 3 ในญี่ปุ่นมีร้านอาหารฝรั่งเศสเพียง 3 ร้านเท่านั้นที่ได้มิชลินสตาร์สามดาว หนึ่งในนั้นคือ ร้าน Molìẽre ของเชฟ นากามิชิ ฮิโรชิ (Hiroshi Nakamichi) ในเมืองซัปโปะโระ ภูมิภาคฮอกไกโด 4 […]

หวง ต้าฟา 36 ปีกับโครงการขุดภูเขาสามลูก นำน้ำเข้าหมู่บ้าน

หวง ต้าฟา 36 ปีกับโครงการขุดภูเขาสามลูก นำน้ำเข้าหมู่บ้าน หวง ต้าฟา (Huang Dafa) หัวหน้าหมู่บ้าน Caowangba หมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึกที่มณฑลกุ้ยโจว ประเทศจีน ผุดไอเดียหาวิธีนำน้ำเข้าหมู่บ้าน เนื่องจากหมู่บ้านเป็นพื้นที่กันดาร ชาวบ้านมีชีวิตแร้นแค้นยากลำบาก ห่างไกลความเจริญ ไม่มีถนนและไฟฟ้าใช้ คนทั้งหมู่บ้านมีบ่อน้ำแบ่งกันกินแบ่งกันใช้เพียงบ่อเดียว ชาวบ้านต้องปันน้ำกินน้ำใช้ให้ทั่วถึง บางวันบางครอบครัวอาจไม่ได้กินข้าว เพราะวันนั้นนำน้ำไปใช้ทำอย่างอื่นหมดก่อน จึงไม่มีน้ำหุงข้าว การทำไร่นาก็ได้ผลผลิตน้อยเพราะมีน้ำไม่พอเพียง หวงจึงเสนอลูกบ้านว่า ควรนำน้ำจากหมู่บ้าน Yebiao ซึ่งมีน้ำพอเพียงจะแบ่งให้ใช้ แต่การไปหมู่บ้านนั้นต้องข้ามเขาไปสามลูก 0 0 หวงจึงชักชวนคนในหมู่บ้านขุดคลองหรือทางน้ำข้ามภูเขา เริ่มต้นขุดในปี 1959 ใช้เวลา 36 ปีจึงแล้วเสร็จ ตอนที่เริ่มลงมือนั้นหวงอายุเพียง 23 ปี การขุดคลองต้องเผชิญความยากลำบากมากมาย ครั้งหนึ่งหวงต้องผูกตัวเองกับต้นไม้บนผาที่สูง 300 เมตร เพื่อกระโดดข้ามหน้าผา สิบปีแรกเขาและชาวบ้านช่วยกันขุดอุโมงค์ยาว 100 เมตรด้วยเครื่องมือตามมีตามเกิดเป็นผลสำเร็จ แต่น้ำไม่ไหลอย่างที่ตั้งใจไว้ หวงจึงไปเรียนวิศวกรรมระบบน้ำที่เมือง Zunyi’s Fengxiang หลายปี แล้วกลับมาชักชวนชาวบ้านขุดคลองอีกครั้งในปี […]

ความดี…ไม่ต้องมีปริญญา

ความดี …ไม่ต้องมี ปริญญา ผมไม่เชื่อหรอกว่า ใบ ปริญญา จะสามารถวัดคุณค่าของคนได้จริง…อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งละที่เชื่อแบบนี้ ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง บ้านเราเช่าตึกแถวหนึ่งห้องสำหรับทำมาหากินและอยู่อาศัย ชั้นล่างแม่เปิดเป็นโรงงานเย็บผ้าขนาดย่อม โดยรับชิ้นส่วนผ้าที่ตัดเรียบร้อยแล้วมาเย็บเป็นชุด พร้อมกับชักชวนคนรู้จักในหมู่บ้านของแม่ที่เดินทางจากภาคอีสานมาหางานทำในกรุงเทพฯมาช่วยเป็นลูกมือราว 10 คน รวมถึงพ่อที่เมื่อก่อนเคยเป็นช่างไม้ก็ออกมาช่วยแม่ทำงานที่ร้านอย่างเต็มตัว ส่วนชั้นสองของบ้านนั้น ห้องหนึ่งครอบครัวเราใช้อยู่อาศัย ส่วนห้องที่เหลือก็ให้ลูกจ้างอยู่ พ่อแม่ของผมเรียนหนังสือไม่สูง แต่ก็สามารถส่งผมเข้าเรียนโรงเรียนเอกชนที่มีคุณภาพในกรุงเทพฯได้ ชีวิตครอบครัวเราเหมือนจะไปได้สวย แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เหมือนมาปล้นบรรยากาศดี ๆ ภายในครอบครัวของผมไป สมัยนั้นผมยังเรียนอยู่ชั้น ป.5 แต่ก็โตพอจะรู้ว่าเศรษฐกิจช่วงนั้นไม่ค่อยดีนัก บรรดาลูกจ้างที่เคยช่วยงานในร้านพากันกลับไปสร้างเนื้อสร้างตัวที่ต่างจังหวัดหมด ทำให้กิจการของเราไปต่อไม่ได้ แม่ค่อย ๆ ทยอยขายจักรทิ้งไปทีละตัวเพื่อนำเงินมาหมุนเป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ส่วนพ่อก็หันไปทำอาชีพเมสเซนเจอร์แทน วิกฤติครั้งนี้ ภาระหนักทั้งหมดตกอยู่ที่พ่อ ท่านต้องคอยขับรถส่งของให้เหล่าคุณหญิงคุณนาย โดยนำมอเตอร์ไซค์บุโรทั่งคันเดียวที่มีในบ้านไปใช้ แต่เพราะงานของพ่อเป็นอาชีพอิสระ ทำให้รายได้ไม่ค่อยแน่นอน เราจึงต้องอยู่กันอย่างกระเบียดกระเสียร ไม่เพียงเท่านั้น ครอบครัวของเรายังมีสมาชิกตัวน้อยเพิ่มมาอีกหนึ่งคนด้วย ทุกครั้งที่กลับถึงบ้านหลังโรงเรียนเลิก ผมจะมองลอดเข้าไปในประตูเหล็กยืดหน้าบ้าน ภาพที่เห็นซ้ำ ๆ จนชินตาคือ ภาพของแม่กำลังนอนแผ่หลาอยู่บนเสื่อน้ำมันท่ามกลางความมืดมิดภายในบ้าน ซึ่งนั่นเป็นเพราะแม่ไม่มีงานทำ และบ้านเราก็ไม่มีเงินพอแม้แต่จะจ่ายค่าไฟ ทุกวันผมต้องเดินกำเงิน 20 บาทไปซื้อข้าวผัดมาหนึ่งกล่อง แล้วแบ่งกันกินกับแม่คนละครึ่ง เป็นเพราะบ้านเรามีเงินไม่พอแม้แต่จะซื้อข้าวมาหุง […]

keyboard_arrow_up