ทำไมต้องสวด ชุมนุมเทวดา ก่อนสวดมนต์บทอื่น ๆ

ทำไมต้องสวด ชุมนุมเทวดา ก่อนสวดมนต์บทอื่น ๆ ไม่ว่าจะในหนังสือสวดมนต์ก็ดี ในศาสนพิธี หรือพิธีมงคลต่าง ๆ บ่อยครั้งที่จะมีการสวด ชุมนุมเทวดา ก่อนเป็นประการแรก แต่เคยสงสัยไหมว่า ทำไมต้องสวดชุมนุมเทวดา หรือบทอัญเชิญเทวดาก่อน วันนี้ซีเคร็ตหาคำตอบมาให้ค่ะ เรื่องของเทวดามีปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาอยู่หลายเรื่อง เทวดามีความสัมพันธ์กับพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่อดีตพระชาติ เช่น นางมณีเมขลา เทพธิดาผู้รักษามหาสมุทร อุ้มพระมหาชนกหลังจากทรงแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน หรือครั้งเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร พระอินทร์ได้ช่วยให้พระเวสสันดรได้กลับกรุงสีพีตามที่ขอพร หรือบางพระชาติเคยเสวยพระชาติเป็นเทวดา เช่น เป็นพรหมช่วยให้ท้าวเอกราชกลับมามีสัมมาทิฐิอีกครั้งในเรื่องนารทกัสปปพรหมชาดก เป็นต้น และอีกพุทธกิจของพระพุทธเจ้าคือ การตอบปัญหา หรือสนทนาธรรมกับเทวดา ดังปรากฏในมงคลสูตรที่เทวดาสงสัยว่ามงคลคืออะไร พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่ามงคลมีทั้งหมด 38 ประการ ดังที่เรารู้จักกันใน “มงคลชีวิต” นั่นเอง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรัมรังสี กล่าวว่าเทวดาชอบฟังเสียงสวดมนต์ไว้ครั้งไปแสดงธรรมเรื่อง “อานิสงส์แห่งการสวดมนต์” ที่เรือนของเจ้าพระยาสรรเพชรภักดีว่า ” เหล่าพรหมเทพที่ชอบฟังเสียงในการสวดมนต์มีอยู่จำนวนมาก ก็จะมาชุมนุมฟังกันอย่างมากมาย เมื่อมีเหล่าพรหมเทพเข้ามาล้อมรอบตัวของผู้สวดอยู่เช่นนั้น ภัยอันตรายต่าง ๆ ที่ไหนก็ไม่สามารถกล้ำกลายผู้สวดมนต์ได้ตลอดจนอาณาเขต และบริเวณบ้านของผู้ที่สวดมนต์ ย่อมมีเกราะแห่งพรหมเทพและเทวดา […]

เทวดานุสสติ การระลึกถึงผลบุญของเทวดา ทำไมต้องระลึกถึง และมีผลานิสงส์อย่างไร

เทวดานุสสติ การระลึกถึงผลบุญของเทวดา ทำไมต้องระลึกถึง และมีผลานิสงส์อย่างไร เทวดานุสสติ หรือ เทวตานุสสติ เป็นหนึ่งในอนุสสติ คือการระลึกถึง ทำไมต้องระลึกถึงผลบุญของเทวดา ระลึกถึงผลบุญของมนุษย์ไม่ได้หรือ และการระลึกถึงผลบุญของเทวดามีผลานิสงส์อย่างไรบ้าง ลองมาทำความรู้จักกับอนุสสติประเภทนี้กัน   เทวดานุสสติคืออะไร การพิจารณาหรือระลึกถึงการเกิดในสวรรค์  อนุสสติเป็นการระลึกและความมีสติโดยชอบ การระลึกถึงผลบุญของเทวดาคือ เทวดานุสสติ   อานิสงส์ของเทวดานุสสติ ผู้ปฏิบัติย่อมได้อานิสงส์ 8 ประการ คือ ผู้นั้นย่อมเพิ่มพูนคุณ 5 ประการ ได้แก่ (1) ศรัทธา (2) ศีล (3) สุตะ (4) จาคะ (5) ปัญญา เขาสามารถได้รับสิ่งที่เทวดาในสวรรค์ปรารถนา (6) เขาย่อมเป็นสุขในการรอเสวยผลของบุญ (7) เทวดาในสวรรค์นับถือเขา เพราะเทวดานุสสตินี้เขาสามารถปฏิบัติสีลานุสสติ (การระลึกถึงศีล) และจาคานุสสติ (การระลึกถึงการสละ) ด้วยเช่นกัน (8) เขาย่อมอยู่เป็นสุขและเข้าถึงแดนสวรรค์   ปฏิบัติเทวดานุสสติอย่างไร ผู้ปฏิบัติพึงเข้าสู่ความสงบในที่วิเวก และรักษาจิตให้ปราศจากสิ่งรบกวน […]

ลางบอกเหตุและสาเหตุการตายของเทวดาในพระพุทธศาสนา

 ลางบอกเหตุและ  สาเหตุการตายของเทวดา ในพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตที่มีกุศลจิตก่อนตายจะได้เกิดเป็นเทวดา พุทธศาสนาเล่าถึงอานิสงส์แห่งบุญที่ส่งผลให้เกิดเป็นเทวดาไว้มากมาย กลายเป็นคัมภีร์ที่รวบรวมเรื่องราวการสร้างบุญของเทวดาไว้ชื่อว่า “วิมานวัตถุ” คราวนี้ลองมาดูเรื่องการสิ้นบุญของเทวดากันบ้างดีกว่าว่า พระพุทธศาสนากล่าวถึง สาเหตุการตายของเทวดา ไว้อย่างไรบ้าง   สาเหตุการตายของเทวดาบนสวรรค์ ในปาฏิกสูตร พระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องเจ้าลิจฉวีนามว่า “สุนักขัตตะ” ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงภพหน้าของเดียรถีย์ที่มีชื่อว่า “ปาฏิกบุตร” พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงสาเหตุการจุติ หรือ การตายของเทวดาไว้ 2 ประการด้วยกัน นอกจาการตายเพราะอายุขัยและผลบุญที่ทำมา 0 1. เพลิดเพลินจนหลงลืม พระพุทธเจ้าตรัสว่า เทวดาบางจำพวกหมกมุ่นอยู่กับความรื่นรมย์ หัวเราะและเล่นหัวกันจนเลยเวลา อาจสรุปได้ว่า เล่นกันสนุกสนานจนไม่ได้พักผ่อน ไม่สนใจเวลาว่าจะผ่านล่วงเลยไปแล้วกี่วัน อารมณ์คล้ายเด็กที่เล่นติดลมจนไม่รู้วันและเวลา พอถึงวันที่สิ้นอายุขัยจึงด่วนสิ้นบุญไปโดยไม่ทันสะสมบุญบารมี 0 2. คิดมุ่งร้ายต่อกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า เทวดาบางจำพวกเอาแต่คิดมุ่งร้ายต่อกันจนเกินควร เมื่อเป็นอย่างนี้มากเข้า จึงพลอยทำให้ลำบากกายและใจไปด้วย ส่งผลให้สิ้นบุญจากสวรรค์ไป   สังเกตได้ว่าสาเหตุการตายทั้ง 2 ประการนี้ส่งผลให้เทวดาสิ้นบุญจากการกระทำที่สุดโต่งคือ หลงสนุกจนไม่รู้วันและเวลา และคิดมุ่งร้ายต่อกันจนทุกข์กายและใจ จะเห็นว่าการที่เทวดาสิ้นบุมีเหตุปัจจัยมาจากการขาดสติคือ หลงใหลไปกับทิพยสมบัติและความสุขบนสวรรค์มากจนเกินไป และคิดมุ่งร้ายจนทำให้ตนเองหาความสุขไม่ได้ หากเทวดามีสติและอยู่บนความพอดี ทำให้สิ่งที่พึ่งได้ทำเพื่อสร้างบุญกุศลตอนเป็นเทวดาสูญเปล่าไป   […]

เทวดาในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา เทวดาที่อยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ที่สุด ที่เราควรรู้จัก

เทวดาในสวรรค์ชั้น จาตุมหาราชิกา เทวดาที่อยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ที่สุด ที่เราควรรู้จัก เทวดาในสวรรค์ชั้น จาตุมหาราชิกา ส่วนมากมักจะเป็นผู้ที่กระทำบุญบนบาป หรือทำบุญด้วยความเชื่อผิด ๆ หรือทำบุญเพียงเล็กน้อย และมีเศษบาปกรรมจากการผิดศีล 5 ติดตัวมา เช่น ฆ่าสัตว์ เป็นต้น เทวดาบนสวรรค์ชั้นนี้มีความหลากหลายทางเผ่าพันธุ์ หากเป็นเทวดาที่ทำบุญมาสูงก็จะมีรูปลักษณ์คล้ายกับเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และมีวิมานสถิตตามเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ) ส่วนเทวดาชั้นต่ำที่สถิตตามป่าหิมพานต์และบางส่วนของโลกมนุษย์ จะมีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างไปตามเผ่าพันธุ์ ซึ่งด้วยความแตกต่างนี้ก็มาจากผลกรรมที่ทำไว้ในอดีตชาติก่อนมาเป็นเทวดา เช่น     คนธรรพ์ เป็นเทวดาที่มีความสามารถด้านดนตรี ศิลปะ การฟ้อนรำ การละคร วรรณกรรม บทกวี เทวดากลุ่มนี้มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ ผู้ที่เกิดเป็นคนธรรพ์มักจะทำบุญมาน้อยหรือชอบทำบุญเจือกามคุณ   วิทยาธร เป็นเทวดาที่มีความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ เทวดากลุ่มนี้มีรูปลักษณ์คล้ายมนุษย์ แต่งกายเหมือนฤษี ผู้ที่เกิดเป็นวิทยาธรมักจะเป็นคนที่ทำบุญมาไม่มาก แต่มีความฝักใฝ่ในเรื่องคาถาอาคม วิทยาธรชอบประลองความสามารถกับเทวดาและมนุษย์ ด้วยวิทยาธรมีนิสัยรักการศึกษา จึงมักหมกอยู่กับการศึกษา เมื่อตายไป หากยังพอมีบุญเหลืออยู่บ้างจึงมักได้กลับมาเกิดเป็นวิทยาธรอีก   กุมภัณฑ์ เป็นเทวดาที่มีรูปลักษณ์เป็นมนุษย์ที่มีผมหยิก ๆ ผิวดำ ท้องโต พุงโร […]

เรื่องเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากเมืองสวรรค์ในพระพุทธศาสนา

เรื่องเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากเมือง สวรรค์ในพระพุทธศาสนา สวรรค์ในพระพุทธศาสนา เป็นดินแดนทิพย์อีกแห่งในกามาจร เป็นที่สถิตของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “เทวดา” เป็นผู้ที่เกิดจากผลแห่งการทำความดีจากอดีตชาติ ไม่ว่าสัตว์ในภูมิใดเว้นแต่ นิพพานภูมิ สามารถมาเกิดยังโลกทิพย์นี้ได้ทั้งนั้น เช่น สุนัขที่คอยดูแลพระปัจเจกพุทธเจ้า พอสิ้นลมหายใจก็เกิดเป็นเทพบุตรมีนามว่า “โฆสกเทพบุตร” หรือนางเปรตมัตตาที่เคยเป็นเมียหลวงรังแกเมียน้อย ได้รับการช่วยเหลือจากเมียน้อยจนได้เกิดเป็นเทพธิดา เป็นต้น พระพุทธศาสนาเล่าถึงสวรรค์เป็นสถานที่รองรับผู้มีบุญ แต่ก็มีบางมุมที่เล่าเรื่องราวป่วน ๆ  ของชาวสวรรค์ ไว้อย่างน่าสนใจ อาทิเช่น   เทวรถบนสวรรค์ เทวรถคือพาหนะของเทวดาที่ขับเคลื่อนไปด้วยสารถี เช่น เวชยันตราชรถของท้าวสักกะเทวราชซึ่งมีมาตุลีเทพบุตรเป็นสารถี พระเนมิราชทรงเคยประทับเวชยันตราชรถนี้ไปท่องแดนนรกและสวรรค์ดังที่เล่าไว้ในเนมิราชชาดก เทวรถบนสวรรค์ ต้องมีขนาดใหญ่มาก เพื่อบรรทุกบริวารของเทวดาบางพระองค์ที่มีจำนวนนับพันนับหมื่นไปพร้อมกับเทวดาผู้เป็นเจ้าของวิมาน เทวรถเหล่านี้มักสร้างจากทองคำหรืออัญมณีต่าง ๆ เทวรถบางส่วนมีล้อ บางส่วนก็เป็นสัตว์ เช่น ช้าง หรือเทียมด้วยม้า ซึ่งเป็นสัตว์ที่เกิดจากบุญของเทวดาผู้เป็นเจ้าของวิมาน   วิมานและทิพยสมบัติ วิมานและสมบัติของเทวดาส่วนมากจะทำจากทองคำหรืออัญมณีต่าง ๆ แต่ล้วนเป็นของทิพย์ไม่มีวันสึกหรอตลอดอายุขัยของเทวดาผู้เป็นเจ้าของวิมาน จึงทำให้สมบัติของเทวดาอยู่ในสภาพที่ใหม่และสวยงามตลอดโดยไม่สกปรกและผุกร่อน เพราะสวรรค์ไร้ฝุ่นและปฏิกูลต่าง ๆ เรื่องราวเกี่ยวกับวิมานและสมบัติของเทวดาสามารถอ่านเสริมได้จาก วิมานวัตถุ   อาหารทิพย์ เทวดาจะบริโภคสิ่งที่เรียกว่า “อาหารทิพย์” อาหารประเภทนี้จะไม่มีกาก […]

อำนาจของกรรม ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สามารถเปลี่ยนให้เทวดากลายเป็นมนุษย์ จากมนุษย์กลายเป็นสัตว์

อำนาจของกรรม ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สามารถเปลี่ยนให้เทวดากลายเป็นมนุษย์ จากมนุษย์กลายเป็นสัตว์ อำนาจของกรรม อาจทำให้เทวดากลายเป็นมนุษย์ จากมนุษย์ไปเป็นสัตว์ หรือจากสัตว์กลายเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นจากการกระทำทั้งสิ้น ความแตกต่างของชีวิตที่สำคัญที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นอำนาจอันใหญ่ยิ่งที่สุดของกรรม คือความได้ภพชาติของพรหมเทพ ความได้ภพชาติของมนุษย์ กับความได้ภพชาติของสัตว์ ด้วยอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของกรรมอันนำให้เกิดนี้ เป็นความจริงที่แม้จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ความจริงนี้ก็ย่อมเป็นความจริง เสมอไป ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากความจริงได้ เชื่อหรือ ไม่เชื่อก็ควรกลัวอย่างหนึ่ง คือกลัวการไม่ได้กลับมาเกิดเป็นคน ไม่ได้ไปเกิดเป็นเทวดา มาดูกันว่าอำนาจของกรรมส่งผลกรรมอะไรมาให้กับเราในชาติหน้า   เทวดาไปเกิดเป็นมนุษย์  เป็นที่ยอมเชื่อถือกันมากกว่าเทวดาจะไปเป็นอะไรอื่น จึงมีคำบอกเล่าหรือสันนิษฐานกันอยู่เสมอว่า ผู้นั้นผู้นี้เป็นเทวดามาเกิด ทั้งนี้ก็โดยสันนิษฐานจากความประณีตงดงาม สูงส่งของผู้นั้นผู้นี้ บางรายก็มีพร้อมทุกประการ ทั้งชาติตระกูลที่สูง ฐานะที่ดี ผิวพรรณวรรณะที่งาม กิริยาวาจามารยาทที่สุภาพอ่อนโยน ไพเราะเรียบร้อย เฉลียวฉลาด บางผู้แม้ไม่งามพร้อมทุกประการดังกล่าว ก็ยังได้รับคำพรรณนาว่าเป็นเทวดานางฟ้ามาเกิด เพราะผิวพรรณ มารยาทงดงาม อ่อนโยน นุ่มนวล นี้ก็คือการยอมรับอยู่ลึก ๆ ในใจของ คนส่วนมากว่าเทวดามาเกิดเป็นมนุษย์ได้   มนุษย์ไปเกิดเป็นสัตว์ ในสมัยพุทธกาล ชายผู้หนึ่งโกรธแค้นรำคาญสุนัขตัวหนึ่งที่ติดตามอยู่ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าทรงทราบ ก็ได้ตรัสแสดงให้รู้ว่าบิดาที่สิ้นไปแล้วนั้นมาเกิดเป็นสุนัขนั่น และได้ทรงให้พิสูจน์ โดยบอกให้สุนัขนำไปหาที่ซ่อนทรัพย์ ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้นอกจากผู้เป็นบิดาของชายผู้นั้น และสุนัขก็พาไปขุดพบสมบัติ […]

“เทวดากับการสวดมนต์” เรื่องเล่าถึงเทวดาของ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้เล่าถึงเรื่องการสวดมนต์ไหว้พระให้พระเณรฟังว่า 1 “การสวดมนต์ไหว้พระนั้น ถึงแม้ว่าเราจะออกเสียงหรือไม่ออกเสียงก็ตาม พวกเทพเจ้าเหล่าเทวดาเขามีหูทิพย์ ตาทิพย์ เขาก็จะได้ยินเสียงที่เราสวดมนต์ไหว้พระด้วยพระสูตรต่าง ๆ เมื่อเขาได้ยิน เขาก็จะเกิดความปีติยินดีในการสวดมนต์ไหว้พระกับเรา เขาก็จะพากันมาร่วมอนุโมทนาบุญกับเราด้วย ถ้าจิตเราสงบลงไปบ้างสักเล็กน้อย เราก็จะได้ยินเสียงที่เขามาอนุโมทนากับเรา เสียงที่เขาเปล่งสาธุการนั้นมันดังปานฟ้าสิถล่มทลายลงมาทับดิน” 2 หลวงปู่ได้เล่าเรื่องที่ท่านเที่ยววิเวกในเมืองพม่า ดังนี้ 3 “ครั้งหนึ่งเราพักจําพรรษาที่บ้านยางแดง ประเทศพม่า วัดที่เราอยู่นั้นมันมีศาลาอยู่เพียงหลังเดียว และศาลานี้ก็มีเสาอยู่ตรงกลางต้นเดียว เราให้เขากั้นห้องเป็นสองห้อง ห้องหนึ่งเราเอาไว้พัก อีกห้องหนึ่งเราก็เอาไว้นอน ตรงกลางศาลาจะมีแท่นบูชาพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอยู่หนึ่งองค์ สูงประมาณหนึ่งศอก พระพุทธรูปองค์นี้แกะสลักจากไม้สัก ในแต่ละวันเราก็อาศัยสวดมนต์ไหว้พระอยู่หน้าพระประธานองค์นี้แหละ คืนนั้นเรากําลังไหว้พระสวดมนต์อยู่ดี ๆ พอสวดบทธัมมจักกัปปวัตตนสูตรถึงท่อนที่ว่า จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุตวาฯ. ช่วงท่อนที่กําลังไล่ชื่อสวรรค์ชั้นต่าง ๆ อยู่นั้น ปรากฏว่ามีเสียงดังสะท้านไปทั่ว เป็นเสียงที่ดังกระหึ่มลงมาจากท้องฟ้า เสียงดังกระหึ่มนั้นทําให้ศาลาที่เรานั่งสวดมนต์ไหว้พระอยู่นั้นเกิดการสั่นไหวขึ้นมา เสียงศาลามันลั่นเอี๊ยดอ๊าด ๆ โยกไหวไปมาเหมือนกับว่าแผ่นดินมันไหว เราก็เลยหยุดสวดมนต์เอาไว้ก่อน มานั่งฟังเสียงดูว่ามันเป็นเสียงอะไรกันแน่ เรามานั่งรําลึกในใจของเราว่า 4 […]

สัมผัส สวรรค์ ทั้งที่ยังมีลมหายใจ ได้จริงไหม ?

สัมผัส สวรรค์ ทั้งที่ยังมีลมหายใจ ได้จริงไหม ? ใคร ๆ ต่างทำบุญสร้างกุศลเพื่อเกิดเป็นเทวดาบน สวรรค์ สวรรค์เป็นดินแดนที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้หลังจากสิ้นอายุขัยไปแล้วเท่านั้นหรือ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนเป็นสามารถสัมผัสสวรรค์ได้ ทั้งที่ยังมีลมหายใจ แล้วสวรรค์สำหรับคนเป็นเป็นอย่างไรกัน สวรรค์เป็นดินแดนหลังความตาย พระพุทธศาสนาอธิบายว่าสวรรค์เป็นดินแดนแห่งหนึ่งในคติภพภูมิ สวรรค์จัดเป็นกามภพและสุคติภูมิเช่นเดียวกับโลกมนุษย์  มีตำนานทั่วโลกกล่าวถึงมนุษย์ขึ้นไปบนสวรรค์ พบกับเทวดาและนางฟ้า แต่สำหรับพระพุทธศาสนาแล้วแบ่งแยกชัดเจนว่า มนุษย์ผู้มีรูปกายหยาบไม่สามารถเข้าไปในภพภูมิของผู้ที่มีกายละเอียดได้ ซึ่งรวมถึงสวรรค์ด้วย เมื่อมนุษย์ไม่สามารถไปยังสวรรค์ได้ทั้งที่ยังมีลมหายใจ แต่สามารถสัมผัสสวรรค์ได้ การสัมผัสถึงสวรรค์ใน ณ ที่นี้ คือ สภาวะของจิต การที่มนุษย์หลังจากตายแล้วไปเกิดยังสวรรค์หรือภูมิต่าง ๆ นั้น ก็ไปด้วยจิต และมีกรรมเป็นเครื่องนำพาสู่ภูมินั้น ๆ ไม่ต่างจากยานพาหนะ ดังนั้นสำหรับคนเป็นมีสิทธิ์ขึ้นหรือสัมผัสสวรรค์ได้ เพราะมีสภาวะของจิตในช่วงหนึ่งที่คล้ายกับสวรรค์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรที่มีชื่อว่า “ขณสูตร” มีความโดยสังเขปว่า นรกหรือสวรรค์เกิดขึ้นที่อายตนะทั้งภายนอก ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และความนึกคิด ส่วนอายตนะภายใน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย […]

โอปปาติกะ คืออะไร ทำไมบางคนจึงเห็น ทำไมบางคนจึงไม่เห็น

โอปปาติกะ คืออะไร ทำไมบางคนจึงเห็นทำไมบางคนจึงไม่เห็น โอปปาติกะ คืออะไร และมีกี่ประเภท ทำไมบางคนจึงเห็นและทำไมบางคนจึงไม่เห็น เหตุผลที่โอปปาติกะจะปรากฏตัวและไม่ปรากฏตัว มีดังนี้   โอปปาติกะคืออะไร มีกี่ประเภท จากในพระไตรปิฎก โอปปาติกะ เป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบหนึ่งที่พอเกิดแล้วโตทันที ไม่ต้องอยู่ในครรภ์ เช่น มนุษย์หรือสัตว์บางประเภท หรืออยู่ในไข่ เช่น เป็ด ไก่ หรืออยู่ในสิ่งสกปรกต่างๆ เช่น หนอน สิ่งมีชีวิตเช่นนี้มีลักษณะเป็นกายทิพย์ ปกติแล้วจะมองไม่เห็นด้วยตามนุษย์ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ เทวดา สัตว์นรก มนุษย์บางจำพวก และเปรต   เทวดา เทวดา คือโอปปาติกะ ที่อยู่ในภพที่มีความสุขมากกว่าความทุกข์ เรียกว่า สุคติ หรือก็คือ ฝ่ายบุญ ซึ่งน่าจะรวมถึงรูปพรหมและอรูปพรหมด้วย โดยทั่วไป เทวดาก็คืออดีตมนุษย์ที่ทำความดีมามากกว่าความชั่ว เน้นไปที่ด้านให้ทานและรักษาศีลอยู่เป็นประจำ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วกำลังบุญจึงดึงดูดให้ไปเกิดเป็นเทวดาชั้นต่างๆ ตามแต่กำลังบุญของตน รูปพรหม ได้แก่ อดีตมนุษย์ที่บำเพ็ญความดีทั้งทาน ศีล และภาวนาเป็นประจำ […]

พระเถระท่องสวรรค์เยือน วิมานของเทวดา ไม่ทำบุญ

พระเถระท่องสวรรค์เยือน วิมานของเทวดา ไม่ทำบุญ พระมหาโมคคัลลานะ พระอรหันต์ผู้ชำนาญในฤทธิ์ เหาะท่องสรวงสวรรค์ เยือน วิมานของเทวดา เพื่อสอบถามถึงบุญที่เทวดากระทำมา แต่ในครั้งนี้ คำตอบที่ท่านได้จากสองเทพธิดากลับแตกต่างออกไปจากเทวดาอื่น ครั้งพระมหาโมคคัลลานะเถระ เหาะท่องพื้นฟ้ามุ่งสู่แดนสวรรค์อันเป็นถิ่นพำนักของเหล่าเทวดา มีวิมานมากด้วยความวิจิตรของประติมาอันเป็นทิพย์ พร้อมด้วยสรรพสินสมบัติที่เลอค่า ทุกสิ่งล้วนประณีตกว่าแดนมนุษย์ พระเถระเจ้าหยุดอยู่เบื้องหน้าวิมานที่สุกเรืองรองด้วยรัศมีอันโชติช่วง เทพธิดาอันเป็นเจ้าของวิมานออกมาต้อนรับ “นมัสการพระเถระเจ้า ผู้เป็นพุทธบุตร ท่านมายังวิมานของดิฉัน นับว่าเป็นบุญแก่ดิฉันหนักหนา” “แม่เทพธิดา วิมานของเธอเรืองรองรุ่งเรืองกว่าวิมานของเทวดาในบริเวณนี้ เราใคร่อยากทราบว่าตอนเธอเป็นมนุษย์ ได้ทำบุญใดไว้จึงส่งผลให้เธอ เสพสุขด้วยทิพยสมบัติเช่นนี้”     “อย่าให้ดิฉันกล่าวถึงเลยเจ้าค่ะ มันไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก” “เล่ามาเถิด แม่เทพธิดา อาตมาอยากทราบถึงบุญที่ทำให้เธอรุ่งเรืองเช่นนี้”   “ตอนดิฉันเป็นมนุษย์ ไม่เคยทำบุญ ทำทาน ไม่เคยฟังธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้า หรือพระเถระรูปใด ดิฉันเพียงแต่ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นคนไม่ชอบโกหก ไม่เคยพูดปดตลอดชีวิตจนสิ้นบุญเจ้าค่ะ วิมานนี้ พร้อมด้วยสมบัติอันเป็นทิพย์ และบริวารล้วนมาจากการกระทำของดิฉันอันเป็นกุศล คือไม่โกหก ไม่พูดปดเจ้าค่ะ”   “เป็นเช่นนี้เอง การที่เธอเจริญในศีลข้อที่ 4 คือการไม่พูดปดมดเท็จ ส่งผลให้ครองวิมานและสมบัติทิพย์มากมายถึงเพียงนี้ ขอบใจแม่เทพธิดามาก […]

มงกุฎดอกไม้ทิพย์ของเทวดากับปุโรหิตขี้โกหก

มงกุฎดอกไม้ทิพย์ของ เทวดา กับปุโรหิตขี้โกหก เทวดา ลงมาเที่ยวเมืองมนุษย์ แต่ด้วยความหอมของดอกไม้ทิพย์บนมงกุฎเป็นเหตุ จึงเกิดเรื่องวุ่น ๆ ขึ้น กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเทวดาอยู่พระองค์หนึ่ง เป็นผู้ครองครอบมงกุฎดอกไม้ทิพย์ที่งดงามที่สุดบนสรวงสวรรค์ เพราะอานิสงส์แห่งบุญที่สร้างไว้ตอนเป็นมนุษย์ วันหนึ่งพระราชาพระองค์หนึ่งโปรดให้จัดการแสดงขึ้นเพื่อให้ชาวเมืองชมเพื่อสร้างความรื่นเริง เทวดาพระองค์หนึ่งได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงชวนเพลินเพลิดจึงลงจากวิมานมายังโลกมนุษย์ เทวดาชมการแสดงอยู่ท่ามกลางพูดคน แต่ไม่ปรากฏกายให้ใครเห็น สิ่งหนึ่งที่เทวดาไม่สามารถอำพรางได้คือกลิ่นหอมของดอกไม้ทิพย์บนมงกุฎของตน ปุโรหิตได้กลิ่นดอกไม้ทิพย์ก็อยากครอบครอง จึงตามหาที่มาของกลิ่น เทวดาปรากฏกายให้ปุโรหิตเห็น ปุโรหิตขอมงกุฎดอกไม้ทิพย์ เทวดาจึงถามปุโรหิตว่า “มงกุฎนี้ผู้ที่สามารถสวมใส่มันได้ ต้องเป็นผู้ที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่พูดปด ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม และไม่ดื่มสุราของมึนเมาต่าง ๆ ” ปุโรหิตผู้นี้เป็นคนเจ้าเล่ห์ ชอบพูดเอาดีเข้าตัว ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง ผิดลูกผิดเมียคนอื่น ชอบดื่มสุรา แต่ด้วยความที่อยากได้ดอกไม้ทิพย์บนมงกุฎจึงกล่าวเท็จว่า “ข้าแต่เทวดาผู้ทรงฤทธิ์ ข้านี้มีคุณสมบัติตามนี้ทุกประการ” เทวดาจึงถอดมงกุฎแล้วมอบให้แก่ปุโรหิต เทวดาหายตัวไป ปุโรหิตสวมมงกุฎนั้นก็ได้รับทุกขเวทนา ดอกไม้ทิพย์กลายเป็นใบมีดบาดศีรษะจนเลือดอาบ พระราชาเห็นดังนั้นก็พยายามให้องครักษ์หาทางเกาะมงกุฎนี้ออก แต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งทราบว่ามงกุฎใบมีดนี้เป็นของเทวดาที่ลงมาชมการแสดงในวันก่อน พระราชาจึงโปรดให้จัดการแสดงขึ้นอีก ปรากฏว่าเทวดาลงมาดูจริง ๆ พระราชาทูลขอร้องเทวดาให้ช่วยแก้มงกุฎนี้ออก เทวดานำมงกุฎดอกไม้ทิพย์มาสวมอีกครั้ง แล้วกลับสู่สวรรค์ไม่ลงมาที่โลกมนุษย์อีกเลย ที่มา : […]

ที่มาของนะโม ตัสสะ ไม่ธรรมดา

ที่มาของ นะโม ตัสสะ ไม่ธรรมดา นะโม ตัสสะ บทสวดที่ชาวพุทธตั้งแต่เด็กเล็กยังผู้สูงอายุต่างสวดเป็น “ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ” แปลว่า “ขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง” คุ้นกันไหม เชื่อว่าคุ้น แต่มีใครบ้างที่จะทราบว่า กว่าจะเป็นบทสวดสรรเสริญพระพุทธเจ้าบทนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย ในคัมภีร์ฎีกานะโม เรียกง่าย ๆว่า คัมภีร์อธิบายความหมายของนะโม เล่าถึงความเป็นมาของบทสวดนี้ไว้ว่า ครั้งสมัยพุทธกาล มีเทพเจ้า 5 พระองค์เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าตามลำดับ เทพเจ้าพระองค์แรกคือ “สาตาคิรียักษ์” เป็นเทวดาประเภทภุมมเทวดา (พระภูมิ) สถิตอยู่ที่เขาสาตาคีรี ในหิมวันตประเทศ มีหน้าที่เฝ้าประตูของป่าหิมพานต์ทางทิศเหนือ เป็นหนึ่งในคณะบริวารของพระเวสสุวัณ สาตาคิรียักษ์เมื่อได้ฟังพระธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วบังเกิดจิตเลื่อมใสจึงเปล่งวาจาขึ้นว่า “นะโม” (ขอนอบน้อม) ต่อมาพระอสุรินทราหูทราบว่าพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของโลก ทรงโปรดให้มนุษย์และเทวดาบรรลุธรรมเป็นจำนวนมาก จึงปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม แต่ด้วยพระองค์มีรูปร่างใหญ่โต หากเข้าใกล้พระพุทธเจ้าจะไม่สมควร พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงเนรมิตร่างของพระองค์ให้ใหญ่โตกว่าพระอสุรินทราหูในท่าไสยาสน์ เมื่อพระอสุรินทราหูเห็นดังนั้นจึงมีจิตเลื่อมใส ยอมเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม พอฟังจบแล้วจึงเปล่งวาจาด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าว่า “ตัสสะ” […]

ขวัญหนี (หาย) กับความเชื่อเรื่องสุขภาพ

ขวัญ ความเชื่อโบราณ กับสุขภาพ ขวัญ เอ๊ย ขวัญมา มาที่ไหน แลัวขวัญคืออะไร  เเต่ที่เเน่ๆไม่ใช่ขวัญ อุษามณีนะ ฮ่าๆๆ มาหาคำตอบกันครับ ขวัญคือ ระบบความเชื่อเก่าแก่ที่สุดของกลุมคนชาติพันธุ์ไท ทั้งในประเทศไทย จีน อินเดีย พม่า เวียดนาม ลาว ล้วนมีความเชื่อเรื่องขวัญ ที่ตรงกัน คือ เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน แต่แฝงอยู่ในร่างกายมนุษย์ แต่จะมีผลทำให้เจ้าของร่างกายมีชีวิตชีวา เมื่อใดที่ขวัญหาย คือขวัญหนีหายออกจากร่าง เจ้าของร่างกายจะล้มป่วยหรือประสบความเดือดร้อนด้วยประการต่างๆ ซึ่งจะต้องแก้ไขด้วยการทำพิธีเรียกขวัญ รับขวัญกลับคืนมา ขวัญอ่อน คือ ขวัญของเด็กยังอ่อนอยู่ มักตกใจง่าย นอนผวาและสะดุ้ง แล้วร้องไห้ผิดปรกติเพราะตกใจอะไร เมื่ออยู่ใกล้เด็กจะเอามือตบที่อกของเด็กเบาๆ แล้วกล่าวคำปลอบพร้อมไปด้วยในตัวว่า “ขวัญเอ๋ย มาอยู่กับเนื้อกับตัว อย่าหลบลี้หนีไป ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข” เรียกว่า รับขวัญ นอกจากนี้กลุ่มคนไทต่างก็มีความเชื่อว่าขวัญมีจำนวนและตำแหน่งสถิตอยู่ตามอวัยวะ ของร่างกาย สำหรับคนไทย เชื่อว่าขวัญในร่างกายมีจำนวน 32 ตำแหน่ง เท่ากับจำนวนของธาตุดิน (32 ประการ) แต่เชื่อว่าขวัญในตำแหน่งของศรีษะเป็นจุดที่สำคัญที่สุด […]

Dhamma Daily : อุทิศบุญให้เทวดา เจ้าที่ เจ้ากรรมนายเวร…บุญจะถึงหรือไม่ – ท่าน ว. มีคำตอบ

อุทิศบุญให้เทวดาประจำตัว เจ้ากรรมนายเวร เจ้าที่เจ้าทางที่บ้าน หลังจากทำบุญเสร็จแล้ว ท่านเหล่านั้นจะได้รับจริงหรือไม่ ท่าน ว.วชิรเมธี มีคำตอบ

keyboard_arrow_up