ผู้มีศีลจะพ้นจากภยันตรายทั้งปวง เพราะเทวดารักษา

ผู้มีศีล จะพ้นจากภยันตรายทั้งปวง เพราะเทวดารักษา ครั้งพระบรมศาสดาผู้ตรัสความจริงแห่งโลก ประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ในที่ประชุมพุทธบริษัททั้งหลาย มีอุบาสก ผู้มีศีล คนหนึ่งจะข้ามแม่น้ำอิรวดีเพื่อมาฟังธรรมที่พระเชตวันวิหาร แต่คนเรือกลับพายออกมาเสียเพื่อให้มาทันเวลาฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า อุบาสกผู้นั้นกลับระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์จนเกิดปีติขึ้น แล้วเขาตัดสินใจคิดเดินลุกน้ำไปอีกฝั่งของแม่น้ำ ปรากฏว่าฝ่าเท้าของเขากลับไม่เปียกน้ำเลย เขาสามารถเดินบนผิวน้ำได้เหมือนเดินอยู่บนพื้นดิน อุบาสกเดินข้ามแม่น้ำอิรวดีมาจนถึงอีกฝั่งได้สำเร็จ  แล้วเข้าไปในพระเชตวันวิหาร เขาได้แสดงความเคารพต่อพระพุทธองค์  พระพุทธเจ้าทรงเห็นอุบาสกผู้มาที่หลังจึงตรัสขึ้นว่า “อุบาสก ท่านเดินทางมาเหนื่อยหรือไม่”  อุบาสกจึงทูลเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนถวายพระพุทธองค์ พระพุทธเจ้าตรัสขึ้นว่า “ไม่ได้มีเพียงแต่อุบาสกเท่านั้นที่กระทำเช่นนั้นแล้วสามารถข้ามแม่น้ำมาได้ ในอดีตกาลนานมามีคนทำเช่นเดียวกับอุบาสกตอนที่เรืออับปางกลางมหาสมุทร” อุบาสกกล่าวขึ้นว่า “ขอพระองค์ตรัสเรื่องนี้เถิดพระเจ้าข้า เพื่อเป็นประโยชน์แก่ชนทั้งหลาย”  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัเรื่องของชาย 2 คนที่สามารถข้ามมหาสมุทรได้อย่างปาฏิหาริย์เพราะอำนาจแห่งศีลและบุญกุศล ครั้งสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า มีชายคนหนึ่งเป็นผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยได้ลงเรือลำเดียวกับช่างตัดผมคนหนึ่ง ซึ่งภรรยาของเขาฝากฝังสามีไว้กับชายผู้นี้ แต่ขณะที่เรือเดินทางมาได้ 7 วัน ปรากฏว่าทะเลเกิดปั่นป่วนทำให้เรืออับปาง ทั้งสองต่างเกาะแผ่นไม้ลอยมาติดเกาะแห่งหนึ่ง ด้วยความหิวทำให้ช่างตัดผมฆ่านกตัวหนึ่งแล้วกินเป็นอาหาร ชายผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยกลับไม่ทำ ทั้งยังบอกว่าในช่วงเวลานี้ต้องระลึกถึงคุณแห่งพระรัตนตรัยให้เป็นที่พึ่งเท่านั้น ขณะที่ชายผู้นั้นกำลังระลึกถึงคุณแห่งพระรัตนตรัย พญานาคตนหนึ่งที่อาศัยอยู่บนเกาะนั้นได้ออกมาจากวิมานแล้วเนรมิตร่างเป็นเรือทองคำที่ประดับประดาด้วยอัญมณีเพชรนิลจินดาอย่างสวยงาม เทวดาพิทักษ์มหาสมุทรสัมผัสได้ถึงผู้ที่ระลึกถึงคุณแห่งพระรัตนตรัย จึงรับอาสาเป็นนายท้ายเรือ ทำหน้าที่คุมเรือทองคำนี้ไปส่งชายผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยจนถึงฝั่ง เทวดาเชื้อเชิญชายผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยให้ขึ้นเรือวิเศษลำนี้ พอช่างตัดผมกำลังจะขึ้นเรือ เทวดากลับห้ามไม่ให้เขาขึ้นเรือไปด้วย ชายผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยได้ตอบเทวดาว่าทำไมถึงห้ามชายผู้นั้น เทวดาตอบว่า เรือลำนี้รับเฉพาะผู้ที่มีศีลเท่านั้น ช่างตัดผมละเมิดศีลจึงไม่สามารถขึ้นเรือวิเศษลำนี้ได้ ชายผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยได้บอกเทวดาว่า […]

บทสวดมนต์ก่อนนอนแบบสั้น มาสวดมนต์ให้เทวดาฟังกันเถอะ

บทสวดมนต์ก่อนนอน แบบสั้น มาสวดมนต์ให้เทวดาฟังกันเถอะ ซีเคร็ตขอนำเสนอ บทสวดมนต์ก่อนนอน แบบสั้น ให้ผู้อ่านได้นำไปใช้สวดภาวนา ทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่าเทวดาชอบฟังเสียงสวดมนต์ เพราะได้ฟังคำสรรเสริญของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นบรมครูแห่งเทวดาทั้งหลาย การสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน เป็นการปลูกฝังจากผู้หลักผู้ใหญ่ เพื่อช่วยสร้างสมาธิ จิตใจผ่องใสก่อนนอน และยังเป็นการสร้างบุญให้จิตใจเป็นกุศลก่อนที่จะนอนอีกด้วย   อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ 1 ครั้ง) สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ 1 ครั้ง) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ 1 ครั้ง)     พุทธะบูชา มะหาเตชะวันโต ข้าพเจ้าขอบูชาพระพุทธ ขอให้ข้าพเจ้ามีเดชเดชะ ธัมมะบูชา มะหาปัญญะวันโต ข้าพเจ้าขอบูชาพระธรรม ขอให้ข้าพเจ้ามีปัญญาอันยิ่งใหญ่ สังฆะบูชา มะหาโภคะวะโห ข้าพเจ้าขอบูชาพระสงฆ์ ขอให้ข้าพเจ้าอุดมด้วยอริยสมบัติ […]

พระนางธัมมทินนาเทวี สตรีผู้ได้รับความเคารพจากรุกขเทวดา

พระนางธัมมทินนาเทวี สตรีผู้ได้รับความเคารพจากรุกขเทวดา พระเจ้าพรหมทัตทรงเข้าพระทัยผิดคิดว่าสิ่งที่พระองค์บนบานไว้กับรุกขเทวดาได้สัมฤทธิ์ผล จึงจับคนมาบูชายัญ แต่แล้วก็มีสตรีนางหนึ่งช่วยให้ทุกคนพ้นจากการถูกบูชายัญ สตรีนางนั้นคือ พระนางธัมมทินนาเทวี  ครั้งพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงได้ยินเสียงประหลาดในยามวิกาล ทรงตกพระทัยมากจึงโปรดให้ปุโรหิตทำนายว่าจะเป็นลางบอกเหตุร้ายหรือไม่ ปุโรหิตเห็นเป็นช่องทางหาลาภสักการะจึงทูลพระองค์ว่า “เป็นลางบอกเหตุว่าจะเกิดภัยขึ้นกับมหาราช แต่วิธีแก้ยังพอมีคือพระองค์ต้องประกอบพิธีบูชายัญด้วยคนและสัตว์อย่างละ 100 ชีวิต” เมื่อพระนางมัลลิกาเทวีทรงทราบจึงตรัสโน้มน้าวพระสวามีไม่ให้ทรงประกอบพิธีบูชายัญ เพราะการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นหนทางไปสู่ทุคติภูมิ พระนางทรงชักชวนพระเจ้าปเสนทิโกศลไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาเพื่อทูลถามที่มาของเสียงประหลาดที่แท้จริงว่าเป็นตามที่ปุโรหิตทำนายหรือไม่ พระบรมศาสดาทรงเฉลยว่าเป็นเสียงของสัตว์นรก 3 ตนจากโลหกุมภีนรก สัตว์นรกเหล่านี้ต้องการให้ชนทั้งหลายทราบว่านรกมีอยู่จริง ไม่อยากให้ใครต้องทำอกุศลกรรมอีกเลย จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญพระนางมัลลิกาเทวีที่ได้ช่วยเหลือชีวิตผู้คนและสัตว์ทั้งหลายที่จะตกเป็นเหยื่อให้พิธีกรรมนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อในอดีตชาติ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงจะสังหารชนหมู่มากเพื่อสังเวยรุกขเทวดา แต่มีสตรีนางหนึ่งเตือนสติพระองค์ไว้ ครั้งสมัยพระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระชาติเป็นเจ้าชายแห่งกรุงพาราณสี เจ้าชายได้ตรัสบนบานต่อรุกขเทวดาว่า หากตนได้ครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา จะนำเลือดของพระราชาและพระราชินีจาก 101 เมืองในชมพูทวีปมาถวายเป็นเครื่องสังเวย วันเวลาผ่านไปพระเจ้ากรุงพาราณสีสวรรคตลง เจ้าชายได้ขึ้นครองราชสมบัติและสถาปนาเป็นพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ทรงจำคำตรัสบนบานได้จึงทำสงครามจับพระราชาและพระราชินีทั้ง 101 พระองค์มาบูชายัญ รุกขเทวดาไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นในบริเวณต้นไทรที่ตนสถิต จึงไปขอความช่วยเหลือจากเทวดาทั้งหลายทั่วจักรวาล แต่ก็ไม่มีเทวดาองค์ใดทำลายพิธีบูชายัญของพระเจ้าพรหมทัตได้ จนกระทั่งท้าวสักกะเทวราชทรงชี้แนะว่า ในบรรดาพระราชาและพระราชินีทั้งหลายในชมพูทวีป มีพระนางธัมมทินนาเทวีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถต่อกรกับพระเจ้าพรหมทัตได้     ในขณะที่พระเจ้าพรหมทัตกำลังจะสังหารพระนางธัมมทินนาเทวี รุกขเทวดาได้ปรากฏกายขึ้น พระเจ้าพรหมทัตทรงปีติหลงคิดว่ารุกขเทวดาแสดงตนเพื่อรับเครื่องสังเวย พระราชาตรัสให้พระนางธัมมทินนาเทวีกราบรุกขเทวดา แต่พระนางทรงไม่แสดงความเคารพ รุกขเทวดาทราบว่ามีเพียงพระราชินีพระองค์นี้เท่านั้นที่จะยุติพิธีกรรมอันเลวร้ายนี้ได้ จึงแสดงความเคารพต่อพระนางแทน ทำให้พระเจ้าพรหมทัตกริ้วที่เทวดาที่พระองค์ทรงบูชาต้องแสดงความเคารพต่อคนธรรมดา พระนางธัมมทินนาเทวีกรรแสง พระเจ้าพรหมทัตตรัสถามว่า […]

ทำไมเทวดาถึงอยากใส่บาตรพระมหากัสสปะ

ทำไมเทวดาถึงอยากใส่บาตร พระมหากัสสปะ พระมหากัสสปะ เป็นพระสาวกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ (เอตทัคคะ) ในด้านทรงธุดงควัตรและสรรเสริญการธุดงค์ เดิมทีท่านเป็นกุลบุตรในตระกูลพราหมณ์ผู้มั่งคั่งแคว้นมคธ หลังจากได้รับมรดกจากครอบครัวจึงคิดได้ว่าบาปในสมบัติเหล่านี้ย่อมตกแก่ตนจึงสละเรือนออกบวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งพระมหากัสสปะออกจากนิโรธสมาบัติ ได้คิดว่าจะบิณฑบาตโปรดสัตว์ผู้ตกทุกข์ได้ยาก จึงภิกขาจารไปยังตรอกในกรุงราชคฤห์ เทพธิดาทั้ง 500 นาง ซึ่งเป็นข้าบาทบริจาริกาแห่งท้าวสักกะเทวราชได้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาตามจอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เกิดอยากใส่บาตรพระมหากัสสปะ พระเถระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติในธุดงควัตร เพราะได้กลิ่นหอมจากกายของพระเถระฟุ้งไปถึงสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เหล่านางเทพธิดาลงมายังโลกมนุษย์พร้อมกับอาหารทิพย์ที่ประณีตบรรจง รอพระมหากัสสปะผ่านมาตรงที่พวกตนรออยู่ เมื่อพระเถระภิกขาจารมาถึงเหล่าเทพธิดาพากันขอร้องให้พระเถระได้อนุเคราะห์รับอาหารทิพย์ที่พวกนางนำมาถวาย พระมหากัสสปะกล่าวต่อเหล่าเทพธิดาว่า “พวกท่านโปรดกลับไปเถิด บาตรนี้มีไว้สำหรับผู้ที่เข็ญใจเท่านั้น”  เทพธิดาตอบพระเถระว่า “ขอพระคุณเจ้าได้โปรดเห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของพวกดิฉันด้วยเถิดเจ้าคะ”  พระมหากัสสปะดีดนิ้วขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า “พวกท่านเป็นถึงเทวดา โปรดประมาณตนเถิดว่าสมควรแล้วหรือที่จะทำเช่นนี้ พวกท่านอย่าได้รบกวนเราอีกเลย”  เทพธิดาได้ยินดังนั้นก็พากันกลับสวรรค์ ท้าวสักกะเทวราชทรงเห็นเหล่าเทพธิดาก็ทรงแปลกพระทัยจึงตรัสถามว่า “พวกเธอไปไหนกันมา” เทพธิดาทูลว่า “พวกหม่อมฉันตั้งใจนำอาหารทิพย์ไปใส่บาตรพระมหากัสสปะ ซึ่งท่านเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติมา แต่กลับถูกท่านปฏิเสธเพคะ ท่านไม่รับอาหารทิพย์จากพวกเรา เพราะท่านต้องการที่จะโปรดทุกข์ผู้เข็ญใจเท่านั้น” ท้าวสักกะเทวราชทรงถามต่อว่า “แล้วพวกเธอลงไปใส่บาตรท่านด้วยอากัปกิริยาอย่างไร” เทพธิดาตอบว่า “ในรูปลักษณ์นี้เพคะ”  ท้าวสักกะเทวราชตรัสขึ้นว่า “พวกเธอต้องไปในรูปลักษณ์นี้” จากนั้นท้าวสักกเทวราชได้จำแลงกายเป็นชายชรา และเนรมิตพระนางสุชาดา พระมเหสีเป็นหญิงชรา จากนั้นก็ทรงชักชวนพระนางสุชาดาลงไปใส่บาตรพระมหากัสสปะ     พระมหากัสสปะภิกขาจารมาจนถึงกระท่อมหลังหนึ่งซึ่งมีตายายอยู่ 2 คนกำลังนั่งเย็บและทอผ้าอยู่ภายใน พระเถระกล่าวขึ้นว่า […]

พระอนุรุทธะ เจ้าชายศากยวงศ์ผู้ไม่เคยปราศจากขนม เพราะบุญจากชาติก่อน

พระอนุรุทธะ เจ้าชายศากยวงศ์ผู้ไม่เคยปราศจากขนม เพราะบุญจากชาติก่อน พระอนุรุทธะ เป็นเจ้าชายพระองค์หนึ่งในศากยวงศ์ เป็นพระญาติผู้ใกล้ชิดของพระพุทธเจ้า ครั้งเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า พระญาติทั้งหลายต่างยกพระโอรสให้บวชเป็นพระภิกษุในสำนักของพระองค์ จนกระทั่งเหลือเจ้าชาย 6 พระองค์ ได้แก่ ภัททิยราชา อนุรุทธะ อานันทะ ภคุ กิมพิละ และ เทวทัต พระญาติทั้งหลายแลเห็นว่าเจ้าชายทั้ง 6 ควรผนวชเป็นพระภิกษุเพื่อติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้า เจ้าชายศากยะทั้ง 6 จึงพากันผนวช แต่พระพุทธเจ้ากลับทรงเลือกบวชให้นายอุบาลีก่อน ซึ่งเป็นภูษามาลา เจ้าชายทั้ง 6 พระองค์ สุดท้ายเจ้าชายทุกพระองค์ต่างบรรลุคุณวิเศษ อย่างพระอนุรุทธะได้สำเร็จดวงทิพย์ ต่อมาได้สดับเรื่อง มหาปุริสวิตักกสูตร จึงบรรลุเป็นพระอรหันต์     มีหลายเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าพระอนุรุทธะเป็นผู้สะสมบุญมาดีคือ ครั้งก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกผนวช ทรงพนันกีฬาลูกขลุบกับพระญาติทั้งหลายด้วยขนม ปรากฏพระอนุรุทธะแพ้ถึง 3 ครั้ง ทรงต้องเป็นฝ่ายนำขนมมาให้พระญาติทั้งหลายเสวย จนถึงตาที่พระองค์ทรงต้องเสียขนมถาดที่ 4 พระมารดาไม่สามารถทำขนมได้เพราะส่วนผสมหมดจึงส่งคนไปทูลเจ้าชายว่า “ขนมไม่มี” เจ้าชายทรงได้ยินดังนั้นก็ทรงคิดว่าเป็นชื่อขนมชนิดหนึ่งจึงตรัสไปให้นำขนมชื่อนี้มา พระมารดาทรงจำพระทัยส่งถาดว่างไปให้เจ้าชายแทน เทวดาผู้รักษาเมืองทราบว่าในอดีตพระชาติ พระอนุรุทธะเคยถวายภัตแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า “อุปริฏฐะ” จึงได้เนรมิตขนมทิพย์ถวายจนเต็มถาด เจ้าชายทอดพระเนตรขนมแล้วไม่พอพระทัย […]

ไม่ทำบุญก็เป็นเทวดาได้ ด้วยอานิสงส์แห่งการเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า

ไม่ทำบุญก็เป็นเทวดาได้ ด้วยอานิสงส์แห่งการเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า หากถามว่าคนเกิดเป็นเทวดาเพราะอะไร คำตอบของคนส่วนใหญ่มักจะตอบว่า ทำบุญ สร้างวัด ถวายสังฆทาน และอื่น ๆ แต่เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เชื่อว่าหลายคนอาจประหลาดใจ หรืออาจจะปลื้มปีติที่ได้ฟัง เพราะเป็นเรื่องของคน ไม่ทำบุญก็เป็นเทวดาได้ ครั้งสมัยพุทธกาลมีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อว่า “อทินนปุพพกะ” เป็นพราหมณ์ที่มีทรัพย์สินมากแต่ขี้ตระหนี่ ตรงตามชื่อของเขา ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้ไม่เคยให้อะไรแก่ใคร” เว้นแต่ตุ้มหูทองคำที่ทำให้ลูกชาย เด็กชายคนนั้นจึงมีชื่อว่า “มัฏฐกุณฑลี” (กุณฑลี แปลว่า ตุ้มหู) จนกระทั่งมัฏฐกุณฑลีเติบโตเป็นหนุ่ม แต่ไม่นานความโชคร้ายก็มาเยือนเพราะอยู่ ๆ เกิดป่วยหนัก พราหมณ์ผู้เป็นพ่อก็ไม่กล้าให้หมอมารักษา เกรงว่าทรัพย์สินเงินทองจะหมดไปกับการรักษา จึงนำบุตรชายไปนอนนอกชานของเรือน     ขณะนั้นเองพระพุทธเจ้าทรงแผ่พระญาณไปทั่วทั้งจักรวาล ภาพของมัฏฐกุณฑลีซึ่งกำลังนอนป่วยอย่างน่าเวทนา พระองค์ทรงตรวจด้วยทิพยญาณแล้วว่า อีกไม่นานมาณพผู้นี้จะต้องตาย พระองค์ปรารถนาอนุเคราะห์มัฏฐกุณฑลีจึงเสด็จไปยังเรือนของอทินนปุพพกพราหมณ์ พระองค์ดำริว่าหากมาณพได้เห็นรัศมีของพระองค์ แล้วเกิดจิตเลื่อมใสในขณะนั้น หลังจากสิ้นลมก็จะไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระพุทธองค์ทรงแผ่พระรัศมีให้มาณพเห็น มัฏฐกุณฑลีเห็นก็อยากพนมมือขึ้นบูชา แต่ด้วยอาการป่วยทำให้ร่างกายอ่อนล้า ไม่สามารกยกขึ้นพนมมือได้ ทำได้แต่เพียงใช้จิตใจน้อมรำลึกถึงคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างเลื่อมใส เมื่อมาณพลืมตาขึ้นก็พบว่าตนเองนอนอยู่ในวิมานทองคำเสียแล้ว มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร สงสัยว่าตนเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ได้หยิบจับสมบัติทิพย์ที่สวยงาม กลับทำให้เทพบุตรระลึกถึงตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้วทรงแผ่รัศมีได้ เพราะกุศลจิตที่ได้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้านั่นเองทำให้ได้เกิดเป็นเทวดา และจดจำที่เรื่องราวต่าง ๆ […]

อุทาหรณ์เรื่องการทำบุญที่ควรรู้ ก่อนจะสายเกินไป

อุทาหรณ์เรื่องการทำบุญ ที่ควรรู้ ก่อนจะสายเกินไป ท่าน ว.วชิรเมธีได้เล่าเรื่อง เทวดา 2 องค์ ตอนเป็นมนุษย์ทำทานเหมือนกัน แต่กลับได้ผลต่างกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงขอถ่ายทอด เรื่องนี้เป็น อุทาหรณ์เรื่องการทำบุญ ที่ควรรู้ ก่อนที่จะสายเกินไป ครั้งพระอรหันต์รูปหนึ่งชื่อว่า “พระควัมปติ” ซึ่งเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ได้เหาะไปยังสวรรค์ชั้นจาตุงมหาราชิกาด้วยฤทธิ์ และแวะยังเสรีสกวิมาน (วิมานอันว่างเปล่า) พบว่าเจ้าของวิมานคือ ปายาสิเทพบุตร หรือพระเจ้าปายาสิแห่งเมืองเสตัพยะ นั่นเอง ตอนเทพบุตรเป็นมนุษย์ เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิในเรื่องภพภูมิ จนกระทั่งพระกุมารกัสสปเถระจาริกมายังแคว้นโกศล จนมาถึงเมืองเสตัพยะ ได้โปรดพระเจ้าปายาสิจนมีสัมมาทิฏฐิ เชื่อแล้วว่าภพภูมิมีจริง และมุ่งมั่นประกอบบุญกุศล เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วจึงได้เกิดเป็นเทพบุตร พระควัมปติเถระได้สนทนากับเทพบุตรจนทราบว่าในอดีตชาติคือพระเจ้าปายาสิ พระเถระทราบเรื่องราวของพระราชาพระองค์นี้เป็นอย่างดี จึงได้ถามถึงนายอุตระผู้เป็นข้ารับใช้ ว่าตอนนี้ไปเกิดอยู่ที่ใด     ปายาสิเทพบุตรตอบว่า เวลานี้นายอุตระไปเกิดเป็นเทพบุตรอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (สวรรค์ชั้นที่ 2 ในคติพระพุทธศาสนา) เพราะเป็นผู้ทำบุญด้วยความเคารพ ผิดกับพระเจ้าปายาสิที่ทำบุญด้วยความไม่เคารพ คือมักวานให้นายอุตระเป็นผู้ถวายทานแทนพระองค์เป็นประจำ พระองค์จึงไม่ได้ถวายทานแด่พระภิกษุด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นายอุตระได้ทิพยสมบัติอันบริบูรณ์ในสวรรค์ชั้นที่สูงกว่าพระเจ้าปายาสิ ปายาสิเทพบุตรจึงขอร้องให้พระอรหันต์ ช่วยประกาศเรื่องการทำทานด้วยความไม่เคารพของตน เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่ชนทั้งหลาย อย่าได้ประมาทในการทำทาน ผลแห่งทานช่วยให้ไปเกิดในสุคติภูมิได้จริง […]

ผ้าจำนำพรรษา และ ผ้าอาบน้ำฝน แตกต่างกันอย่างไร ถวายแล้วมีอานิสงส์อย่างไรบ้าง

ผ้าจำนำพรรษา และ ผ้าอาบน้ำฝน แตกต่างกันอย่างไร ถวายแล้วมีอานิสงส์อย่างไรบ้าง ใกล้เข้าสู่เทศกาลเข้าพรรษาแล้ว ชาวพุทธนิยมถวาย ผ้าจำนำพรรษา และ ผ้าอาบน้ำฝน แด่พระภิกษุสงฆ์ในช่วงเข้าพรรษา ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล หลายท่านอาจสับสนว่าผ้าจำนำพรรษาและผ้าอาบน้ำฝนเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะเครื่องไทยทาน (วัตถุที่ถวายพระภิกษุโดยไม่เจาะจง แต่หากเจาะจงหรือพระภิกษุทราบแน่ชัดแล้วว่าถวายสิ่งนี้เฉพาะท่านเท่านั้นจะเรียกว่า “ไทยธรรม“) ทั้งสองนี้ ต่างเป็นที่นิยมถวายในช่วงเข้าพรรษา ซึเคร็ตจึงขอไขข้อสงสัยในเรื่องนี้ให้กระจ่าง เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน     ผ้าจำนำพรรษา คือ ผ้าไตรจีวรที่พุทธศาสนิกชนรีบถวายก่อนออกพรรษา อาจเพราะมีเหตุไม่สะดวกที่จะตระเตรียมผ้าไตรจีวรถวายในช่วงออกพรรษา จึงขอถวายไว้ตั้งแต่ช่วงเข้าพรรษา จึงมีอีกชื่อว่า “อัจเจกจีวร” พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุรับผ้าไตรจีวรนี้ได้ในช่วง 10 วันสุดท้ายของการเข้าพรรษา เหตุที่เรียกว่า ผ้าจำนำพรรษาเพราะเป็นผ้าที่พระภิกษุไม่สามารถใช้ได้ในขณะเข้าพรรษานั่นเอง ต้องรอให้ออกพรรษาเสียก่อนจึงสามารถใช้ได้ ผ้าอาบน้ำฝน คือ ผ้านุ่งสำหรับพระภิกษุในขณะอาบน้ำฝน สามารถศึกษาเรื่องผ้าอาบน้ำฝนเพิ่มเติมได้ที่ >>> นางวิสาขา มหาอุบาสิกา ผู้ให้กำเนิดการถวาย ผ้าอาบน้ำฝน เมื่อคลายความสงสัยกันความสับสนระหว่างผ้าจำนำพรรษาและผ้าอาบน้ำฝนแล้ว ลองมาฟังเรื่องอานิสงส์ของเครื่องไทยทานทั้งสองนี้กัน คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่อทราบอานิสงส์ถวายผ้าจำนำพรรษาและผ้าอาบน้ำฝน 

ปาฏิหาริย์แห่งการเจริญเทวตานุสติ

เวลาประมาณห้าโมงเย็นของวันหนึ่งในปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว ผู้เขียนและเพื่อนเดินทางไปกราบสักการะพระอนุสาวรีย์พระราชชายา เจ้าดารารัศมี พระมเหสีองค์หนึ่งในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระตําหนักดาราภิรมย์ ค่ายดารารัศมี อําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ การเจริญเทวตานุสติ เมื่อผู้เขียนจุดธูปเทียนบูชาเรียบร้อยแล้วก็นั่งพับเพียบ ยกมือไหว้ พร้อมทั้งครุ่นคิดถึงพระกรณียกิจนานัปการที่พระองค์ทรงมีต่อนครเชียงใหม่ ตั้งแต่ทรงเสียสละอย่างใหญ่หลวงด้วยการจากนครเชียงใหม่ไปถวายตัวรับราชการฝ่ายใน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่มีพระชันษาเพียง 13 ปี ในฐานะองค์สายสัมพันธ์ของสองแผ่นดิน คือ สยามกับนครเชียงใหม่ และประทับ ณ พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร เป็นเวลา 23 ปีเศษ พร้อมทั้งคิดคํานึงถึงพระกรณียกิจทั้งทางด้านศาสนา การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม และการพัฒนาการเกษตรที่มีต่อนครเชียงใหม่ และแล้วผู้เขียนก็สะดุดตาเมื่อมองเห็นผ้าสไบแบบภาคกลางมีตัวอักษรปักชื่อนายทหารคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้นํามาถวายและห่มพระอนุสาวรีย์ไว้ ผู้เขียนรู้สึกทันทีว่าไม่สมควรและพระองค์จะต้องไม่โปรด เพราะถ้าจะทรงห่มสไบแบบภาคกลางก็คงทรงห่มมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว จากการศึกษาพระประวัติพบว่า พระราชชายาทรงอนุรักษ์การแต่งกายแบบชาวเหนือไว้ตลอดพระชนมชีพ วัฒนธรรมกรุงเทพฯไม่สามารถกลืนความเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือผู้ทรงอนุรักษนิยมล้านนาไปได้ ผู้เขียนใคร่ครวญแล้วจึงตัดสินใจขอประทานพระอนุญาตนําสไบออกจากพระอนุสาวรีย์ แล้วนํามาพับวางไว้ใกล้ ๆ กับพระบาท ในตอนนั้นเอง ท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ เกิดมีสายฝนเป็นละอองฝอยโปรยลงมาเบา ๆ ผู้เขียนและเพื่อนหันมามองหน้ากันและเกิดอาการขนลุกน้ำตาไหลคลอที่เบ้าตา ต่างรีบก้มลงกราบแทบพระบาทของพระอนุสาวรีย์ ผู้เขียนรับรู้ด้วยจิตว่า พระองค์ทรงสื่อสารมาถึงเราว่าทําถูกต้องแล้ว และละอองฝนเป็นเสมือนการพรมน้ำมนต์ให้นั่นเอง ที่ผู้เขียนรู้สึกอัศจรรย์ใจมากยิ่งขึ้นก็คือ ขณะนั่งอยู่ที่ลานพระอนุสาวรีย์นั้น […]

ทำไมต้องสวด ชุมนุมเทวดา ก่อนสวดมนต์บทอื่น ๆ

ทำไมต้องสวด ชุมนุมเทวดา ก่อนสวดมนต์บทอื่น ๆ ไม่ว่าจะในหนังสือสวดมนต์ก็ดี ในศาสนพิธี หรือพิธีมงคลต่าง ๆ บ่อยครั้งที่จะมีการสวด ชุมนุมเทวดา ก่อนเป็นประการแรก แต่เคยสงสัยไหมว่า ทำไมต้องสวดชุมนุมเทวดา หรือบทอัญเชิญเทวดาก่อน วันนี้ซีเคร็ตหาคำตอบมาให้ค่ะ เรื่องของเทวดามีปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาอยู่หลายเรื่อง เทวดามีความสัมพันธ์กับพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่อดีตพระชาติ เช่น นางมณีเมขลา เทพธิดาผู้รักษามหาสมุทร อุ้มพระมหาชนกหลังจากทรงแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน หรือครั้งเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร พระอินทร์ได้ช่วยให้พระเวสสันดรได้กลับกรุงสีพีตามที่ขอพร หรือบางพระชาติเคยเสวยพระชาติเป็นเทวดา เช่น เป็นพรหมช่วยให้ท้าวเอกราชกลับมามีสัมมาทิฐิอีกครั้งในเรื่องนารทกัสปปพรหมชาดก เป็นต้น และอีกพุทธกิจของพระพุทธเจ้าคือ การตอบปัญหา หรือสนทนาธรรมกับเทวดา ดังปรากฏในมงคลสูตรที่เทวดาสงสัยว่ามงคลคืออะไร พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่ามงคลมีทั้งหมด 38 ประการ ดังที่เรารู้จักกันใน “มงคลชีวิต” นั่นเอง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรัมรังสี กล่าวว่าเทวดาชอบฟังเสียงสวดมนต์ไว้ครั้งไปแสดงธรรมเรื่อง “อานิสงส์แห่งการสวดมนต์” ที่เรือนของเจ้าพระยาสรรเพชรภักดีว่า ” เหล่าพรหมเทพที่ชอบฟังเสียงในการสวดมนต์มีอยู่จำนวนมาก ก็จะมาชุมนุมฟังกันอย่างมากมาย เมื่อมีเหล่าพรหมเทพเข้ามาล้อมรอบตัวของผู้สวดอยู่เช่นนั้น ภัยอันตรายต่าง ๆ ที่ไหนก็ไม่สามารถกล้ำกลายผู้สวดมนต์ได้ตลอดจนอาณาเขต และบริเวณบ้านของผู้ที่สวดมนต์ ย่อมมีเกราะแห่งพรหมเทพและเทวดา […]

เทวตานุสติ การระลึกถึงผลบุญของเทวดา ทำไมต้องระลึกถึง และมีผลานิสงส์อย่างไร

เทวตานุสติ การระลึกถึงผลบุญของเทวดา ทำไมต้องระลึกถึง และมีผลานิสงส์อย่างไร เทวตานุสติ เป็นหนึ่งในอนุสสติ คือการระลึกถึง ทำไมต้องระลึกถึงผลบุญของเทวดา ระลึกถึงผลบุญของมนุษย์ไม่ได้หรือ และการระลึกถึงผลบุญของเทวดามีผลานิสงส์อย่างไรบ้าง ลองมาทำความรู้จักกับอนุสสติประเภทนี้กัน   เทวตานุสติคืออะไร การพิจารณาหรือระลึกถึงการเกิดในสวรรค์  อนุสสติเป็นการระลึกและความมีสติโดยชอบ การระลึกถึงผลบุญของเทวดาคือ เทวตานุสติ   อานิสงส์ของเทวตานุสติ ผู้ปฏิบัติย่อมได้อานิสงส์ 8 ประการ คือ ผู้นั้นย่อมเพิ่มพูนคุณ 5 ประการ ได้แก่ (1) ศรัทธา (2) ศีล (3) สุตะ (4) จาคะ (5) ปัญญา เขาสามารถได้รับสิ่งที่เทวดาในสวรรค์ปรารถนา (6) เขาย่อมเป็นสุขในการรอเสวยผลของบุญ (7) เทวดาในสวรรค์นับถือเขา เพราะเทวตานุสตินี้เขาสามารถปฏิบัติสีลานุสสติ (การระลึกถึงศีล) และจาคานุสสติ (การระลึกถึงการสละ) ด้วยเช่นกัน (8) เขาย่อมอยู่เป็นสุขและเข้าถึงแดนสวรรค์   ปฏิบัติเทวตานุสติอย่างไร ผู้ปฏิบัติพึงเข้าสู่ความสงบในที่วิเวก และรักษาจิตให้ปราศจากสิ่งรบกวน การปฏิบัติการระลึกถึงบุญของเทวดาควรพิจารณาด้วยคำดังนี้   […]

ลางบอกเหตุและสาเหตุการตายของเทวดาในพระพุทธศาสนา

 ลางบอกเหตุและ  สาเหตุการตายของเทวดา ในพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตที่มีกุศลจิตก่อนตายจะได้เกิดเป็นเทวดา พุทธศาสนาเล่าถึงอานิสงส์แห่งบุญที่ส่งผลให้เกิดเป็นเทวดาไว้มากมาย กลายเป็นคัมภีร์ที่รวบรวมเรื่องราวการสร้างบุญของเทวดาไว้ชื่อว่า “วิมานวัตถุ” คราวนี้ลองมาดูเรื่องการสิ้นบุญของเทวดากันบ้างดีกว่าว่า พระพุทธศาสนากล่าวถึง สาเหตุการตายของเทวดา ไว้อย่างไรบ้าง   สาเหตุการตายของเทวดาบนสวรรค์ ในปาฏิกสูตร พระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องเจ้าลิจฉวีนามว่า “สุนักขัตตะ” ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงภพหน้าของเดียรถีย์ที่มีชื่อว่า “ปาฏิกบุตร” พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงสาเหตุการจุติ หรือ การตายของเทวดาไว้ 2 ประการด้วยกัน นอกจาการตายเพราะอายุขัยและผลบุญที่ทำมา 0 1. เพลิดเพลินจนหลงลืม พระพุทธเจ้าตรัสว่า เทวดาบางจำพวกหมกมุ่นอยู่กับความรื่นรมย์ หัวเราะและเล่นหัวกันจนเลยเวลา อาจสรุปได้ว่า เล่นกันสนุกสนานจนไม่ได้พักผ่อน ไม่สนใจเวลาว่าจะผ่านล่วงเลยไปแล้วกี่วัน อารมณ์คล้ายเด็กที่เล่นติดลมจนไม่รู้วันและเวลา พอถึงวันที่สิ้นอายุขัยจึงด่วนสิ้นบุญไปโดยไม่ทันสะสมบุญบารมี 0 2. คิดมุ่งร้ายต่อกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า เทวดาบางจำพวกเอาแต่คิดมุ่งร้ายต่อกันจนเกินควร เมื่อเป็นอย่างนี้มากเข้า จึงพลอยทำให้ลำบากกายและใจไปด้วย ส่งผลให้สิ้นบุญจากสวรรค์ไป   สังเกตได้ว่าสาเหตุการตายทั้ง 2 ประการนี้ส่งผลให้เทวดาสิ้นบุญจากการกระทำที่สุดโต่งคือ หลงสนุกจนไม่รู้วันและเวลา และคิดมุ่งร้ายต่อกันจนทุกข์กายและใจ จะเห็นว่าการที่เทวดาสิ้นบุมีเหตุปัจจัยมาจากการขาดสติคือ หลงใหลไปกับทิพยสมบัติและความสุขบนสวรรค์มากจนเกินไป และคิดมุ่งร้ายจนทำให้ตนเองหาความสุขไม่ได้ หากเทวดามีสติและอยู่บนความพอดี ทำให้สิ่งที่พึ่งได้ทำเพื่อสร้างบุญกุศลตอนเป็นเทวดาสูญเปล่าไป   […]

เทวดาในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา เทวดาที่อยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ที่สุด ที่เราควรรู้จัก

เทวดาในสวรรค์ชั้น จาตุมหาราชิกา เทวดาที่อยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ที่สุด ที่เราควรรู้จัก เทวดาในสวรรค์ชั้น จาตุมหาราชิกา ส่วนมากมักจะเป็นผู้ที่กระทำบุญบนบาป หรือทำบุญด้วยความเชื่อผิด ๆ หรือทำบุญเพียงเล็กน้อย และมีเศษบาปกรรมจากการผิดศีล 5 ติดตัวมา เช่น ฆ่าสัตว์ เป็นต้น เทวดาบนสวรรค์ชั้นนี้มีความหลากหลายทางเผ่าพันธุ์ หากเป็นเทวดาที่ทำบุญมาสูงก็จะมีรูปลักษณ์คล้ายกับเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และมีวิมานสถิตตามเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ) ส่วนเทวดาชั้นต่ำที่สถิตตามป่าหิมพานต์และบางส่วนของโลกมนุษย์ จะมีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างไปตามเผ่าพันธุ์ ซึ่งด้วยความแตกต่างนี้ก็มาจากผลกรรมที่ทำไว้ในอดีตชาติก่อนมาเป็นเทวดา เช่น     คนธรรพ์ เป็นเทวดาที่มีความสามารถด้านดนตรี ศิลปะ การฟ้อนรำ การละคร วรรณกรรม บทกวี เทวดากลุ่มนี้มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ ผู้ที่เกิดเป็นคนธรรพ์มักจะทำบุญมาน้อยหรือชอบทำบุญเจือกามคุณ   วิทยาธร เป็นเทวดาที่มีความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ เทวดากลุ่มนี้มีรูปลักษณ์คล้ายมนุษย์ แต่งกายเหมือนฤษี ผู้ที่เกิดเป็นวิทยาธรมักจะเป็นคนที่ทำบุญมาไม่มาก แต่มีความฝักใฝ่ในเรื่องคาถาอาคม วิทยาธรชอบประลองความสามารถกับเทวดาและมนุษย์ ด้วยวิทยาธรมีนิสัยรักการศึกษา จึงมักหมกอยู่กับการศึกษา เมื่อตายไป หากยังพอมีบุญเหลืออยู่บ้างจึงมักได้กลับมาเกิดเป็นวิทยาธรอีก   กุมภัณฑ์ เป็นเทวดาที่มีรูปลักษณ์เป็นมนุษย์ที่มีผมหยิก ๆ ผิวดำ ท้องโต พุงโร […]

เรื่องเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากเมืองสวรรค์ในพระพุทธศาสนา

เรื่องเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากเมือง สวรรค์ในพระพุทธศาสนา สวรรค์ในพระพุทธศาสนา เป็นดินแดนทิพย์อีกแห่งในกามาจร เป็นที่สถิตของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “เทวดา” เป็นผู้ที่เกิดจากผลแห่งการทำความดีจากอดีตชาติ ไม่ว่าสัตว์ในภูมิใดเว้นแต่ นิพพานภูมิ สามารถมาเกิดยังโลกทิพย์นี้ได้ทั้งนั้น เช่น สุนัขที่คอยดูแลพระปัจเจกพุทธเจ้า พอสิ้นลมหายใจก็เกิดเป็นเทพบุตรมีนามว่า “โฆสกเทพบุตร” หรือนางเปรตมัตตาที่เคยเป็นเมียหลวงรังแกเมียน้อย ได้รับการช่วยเหลือจากเมียน้อยจนได้เกิดเป็นเทพธิดา เป็นต้น พระพุทธศาสนาเล่าถึงสวรรค์เป็นสถานที่รองรับผู้มีบุญ แต่ก็มีบางมุมที่เล่าเรื่องราวป่วน ๆ  ของชาวสวรรค์ ไว้อย่างน่าสนใจ อาทิเช่น   เทวรถบนสวรรค์ เทวรถคือพาหนะของเทวดาที่ขับเคลื่อนไปด้วยสารถี เช่น เวชยันตราชรถของท้าวสักกะเทวราชซึ่งมีมาตุลีเทพบุตรเป็นสารถี พระเนมิราชทรงเคยประทับเวชยันตราชรถนี้ไปท่องแดนนรกและสวรรค์ดังที่เล่าไว้ในเนมิราชชาดก เทวรถบนสวรรค์ ต้องมีขนาดใหญ่มาก เพื่อบรรทุกบริวารของเทวดาบางพระองค์ที่มีจำนวนนับพันนับหมื่นไปพร้อมกับเทวดาผู้เป็นเจ้าของวิมาน เทวรถเหล่านี้มักสร้างจากทองคำหรืออัญมณีต่าง ๆ เทวรถบางส่วนมีล้อ บางส่วนก็เป็นสัตว์ เช่น ช้าง หรือเทียมด้วยม้า ซึ่งเป็นสัตว์ที่เกิดจากบุญของเทวดาผู้เป็นเจ้าของวิมาน   วิมานและทิพยสมบัติ วิมานและสมบัติของเทวดาส่วนมากจะทำจากทองคำหรืออัญมณีต่าง ๆ แต่ล้วนเป็นของทิพย์ไม่มีวันสึกหรอตลอดอายุขัยของเทวดาผู้เป็นเจ้าของวิมาน จึงทำให้สมบัติของเทวดาอยู่ในสภาพที่ใหม่และสวยงามตลอดโดยไม่สกปรกและผุกร่อน เพราะสวรรค์ไร้ฝุ่นและปฏิกูลต่าง ๆ เรื่องราวเกี่ยวกับวิมานและสมบัติของเทวดาสามารถอ่านเสริมได้จาก วิมานวัตถุ   อาหารทิพย์ เทวดาจะบริโภคสิ่งที่เรียกว่า “อาหารทิพย์” อาหารประเภทนี้จะไม่มีกาก […]

อำนาจของกรรม ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สามารถเปลี่ยนให้เทวดากลายเป็นมนุษย์ จากมนุษย์กลายเป็นสัตว์

อำนาจของกรรม ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สามารถเปลี่ยนให้เทวดากลายเป็นมนุษย์ จากมนุษย์กลายเป็นสัตว์ อำนาจของกรรม อาจทำให้เทวดากลายเป็นมนุษย์ จากมนุษย์ไปเป็นสัตว์ หรือจากสัตว์กลายเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นจากการกระทำทั้งสิ้น ความแตกต่างของชีวิตที่สำคัญที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นอำนาจอันใหญ่ยิ่งที่สุดของกรรม คือความได้ภพชาติของพรหมเทพ ความได้ภพชาติของมนุษย์ กับความได้ภพชาติของสัตว์ ด้วยอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของกรรมอันนำให้เกิดนี้ เป็นความจริงที่แม้จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ความจริงนี้ก็ย่อมเป็นความจริง เสมอไป ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากความจริงได้ เชื่อหรือ ไม่เชื่อก็ควรกลัวอย่างหนึ่ง คือกลัวการไม่ได้กลับมาเกิดเป็นคน ไม่ได้ไปเกิดเป็นเทวดา มาดูกันว่าอำนาจของกรรมส่งผลกรรมอะไรมาให้กับเราในชาติหน้า   เทวดาไปเกิดเป็นมนุษย์  เป็นที่ยอมเชื่อถือกันมากกว่าเทวดาจะไปเป็นอะไรอื่น จึงมีคำบอกเล่าหรือสันนิษฐานกันอยู่เสมอว่า ผู้นั้นผู้นี้เป็นเทวดามาเกิด ทั้งนี้ก็โดยสันนิษฐานจากความประณีตงดงาม สูงส่งของผู้นั้นผู้นี้ บางรายก็มีพร้อมทุกประการ ทั้งชาติตระกูลที่สูง ฐานะที่ดี ผิวพรรณวรรณะที่งาม กิริยาวาจามารยาทที่สุภาพอ่อนโยน ไพเราะเรียบร้อย เฉลียวฉลาด บางผู้แม้ไม่งามพร้อมทุกประการดังกล่าว ก็ยังได้รับคำพรรณนาว่าเป็นเทวดานางฟ้ามาเกิด เพราะผิวพรรณ มารยาทงดงาม อ่อนโยน นุ่มนวล นี้ก็คือการยอมรับอยู่ลึก ๆ ในใจของ คนส่วนมากว่าเทวดามาเกิดเป็นมนุษย์ได้   มนุษย์ไปเกิดเป็นสัตว์ ในสมัยพุทธกาล ชายผู้หนึ่งโกรธแค้นรำคาญสุนัขตัวหนึ่งที่ติดตามอยู่ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าทรงทราบ ก็ได้ตรัสแสดงให้รู้ว่าบิดาที่สิ้นไปแล้วนั้นมาเกิดเป็นสุนัขนั่น และได้ทรงให้พิสูจน์ โดยบอกให้สุนัขนำไปหาที่ซ่อนทรัพย์ ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้นอกจากผู้เป็นบิดาของชายผู้นั้น และสุนัขก็พาไปขุดพบสมบัติ […]

“เทวดากับการสวดมนต์” เรื่องเล่าถึงเทวดาของ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้เล่าถึงเรื่องการสวดมนต์ไหว้พระให้พระเณรฟังว่า 1 “การสวดมนต์ไหว้พระนั้น ถึงแม้ว่าเราจะออกเสียงหรือไม่ออกเสียงก็ตาม พวกเทพเจ้าเหล่าเทวดาเขามีหูทิพย์ ตาทิพย์ เขาก็จะได้ยินเสียงที่เราสวดมนต์ไหว้พระด้วยพระสูตรต่าง ๆ เมื่อเขาได้ยิน เขาก็จะเกิดความปีติยินดีในการสวดมนต์ไหว้พระกับเรา เขาก็จะพากันมาร่วมอนุโมทนาบุญกับเราด้วย ถ้าจิตเราสงบลงไปบ้างสักเล็กน้อย เราก็จะได้ยินเสียงที่เขามาอนุโมทนากับเรา เสียงที่เขาเปล่งสาธุการนั้นมันดังปานฟ้าสิถล่มทลายลงมาทับดิน” 2 หลวงปู่ได้เล่าเรื่องที่ท่านเที่ยววิเวกในเมืองพม่า ดังนี้ 3 “ครั้งหนึ่งเราพักจําพรรษาที่บ้านยางแดง ประเทศพม่า วัดที่เราอยู่นั้นมันมีศาลาอยู่เพียงหลังเดียว และศาลานี้ก็มีเสาอยู่ตรงกลางต้นเดียว เราให้เขากั้นห้องเป็นสองห้อง ห้องหนึ่งเราเอาไว้พัก อีกห้องหนึ่งเราก็เอาไว้นอน ตรงกลางศาลาจะมีแท่นบูชาพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอยู่หนึ่งองค์ สูงประมาณหนึ่งศอก พระพุทธรูปองค์นี้แกะสลักจากไม้สัก ในแต่ละวันเราก็อาศัยสวดมนต์ไหว้พระอยู่หน้าพระประธานองค์นี้แหละ คืนนั้นเรากําลังไหว้พระสวดมนต์อยู่ดี ๆ พอสวดบทธัมมจักกัปปวัตตนสูตรถึงท่อนที่ว่า จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุตวาฯ. ช่วงท่อนที่กําลังไล่ชื่อสวรรค์ชั้นต่าง ๆ อยู่นั้น ปรากฏว่ามีเสียงดังสะท้านไปทั่ว เป็นเสียงที่ดังกระหึ่มลงมาจากท้องฟ้า เสียงดังกระหึ่มนั้นทําให้ศาลาที่เรานั่งสวดมนต์ไหว้พระอยู่นั้นเกิดการสั่นไหวขึ้นมา เสียงศาลามันลั่นเอี๊ยดอ๊าด ๆ โยกไหวไปมาเหมือนกับว่าแผ่นดินมันไหว เราก็เลยหยุดสวดมนต์เอาไว้ก่อน มานั่งฟังเสียงดูว่ามันเป็นเสียงอะไรกันแน่ เรามานั่งรําลึกในใจของเราว่า 4 […]

สัมผัส สวรรค์ ทั้งที่ยังมีลมหายใจ ได้จริงไหม ?

สัมผัส สวรรค์ ทั้งที่ยังมีลมหายใจ ได้จริงไหม ? ใคร ๆ ต่างทำบุญสร้างกุศลเพื่อเกิดเป็นเทวดาบน สวรรค์ สวรรค์เป็นดินแดนที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้หลังจากสิ้นอายุขัยไปแล้วเท่านั้นหรือ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนเป็นสามารถสัมผัสสวรรค์ได้ ทั้งที่ยังมีลมหายใจ แล้วสวรรค์สำหรับคนเป็นเป็นอย่างไรกัน สวรรค์เป็นดินแดนหลังความตาย พระพุทธศาสนาอธิบายว่าสวรรค์เป็นดินแดนแห่งหนึ่งในคติภพภูมิ สวรรค์จัดเป็นกามภพและสุคติภูมิเช่นเดียวกับโลกมนุษย์  มีตำนานทั่วโลกกล่าวถึงมนุษย์ขึ้นไปบนสวรรค์ พบกับเทวดาและนางฟ้า แต่สำหรับพระพุทธศาสนาแล้วแบ่งแยกชัดเจนว่า มนุษย์ผู้มีรูปกายหยาบไม่สามารถเข้าไปในภพภูมิของผู้ที่มีกายละเอียดได้ ซึ่งรวมถึงสวรรค์ด้วย เมื่อมนุษย์ไม่สามารถไปยังสวรรค์ได้ทั้งที่ยังมีลมหายใจ แต่สามารถสัมผัสสวรรค์ได้ การสัมผัสถึงสวรรค์ใน ณ ที่นี้ คือ สภาวะของจิต การที่มนุษย์หลังจากตายแล้วไปเกิดยังสวรรค์หรือภูมิต่าง ๆ นั้น ก็ไปด้วยจิต และมีกรรมเป็นเครื่องนำพาสู่ภูมินั้น ๆ ไม่ต่างจากยานพาหนะ ดังนั้นสำหรับคนเป็นมีสิทธิ์ขึ้นหรือสัมผัสสวรรค์ได้ เพราะมีสภาวะของจิตในช่วงหนึ่งที่คล้ายกับสวรรค์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรที่มีชื่อว่า “ขณสูตร” มีความโดยสังเขปว่า นรกหรือสวรรค์เกิดขึ้นที่อายตนะทั้งภายนอก ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และความนึกคิด ส่วนอายตนะภายใน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย […]

โอปปาติกะ คืออะไร ทำไมบางคนจึงเห็น ทำไมบางคนจึงไม่เห็น

โอปปาติกะ คืออะไร ทำไมบางคนจึงเห็นทำไมบางคนจึงไม่เห็น โอปปาติกะ คืออะไร และมีกี่ประเภท ทำไมบางคนจึงเห็นและทำไมบางคนจึงไม่เห็น เหตุผลที่โอปปาติกะจะปรากฏตัวและไม่ปรากฏตัว มีดังนี้   โอปปาติกะคืออะไร มีกี่ประเภท จากในพระไตรปิฎก โอปปาติกะ เป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบหนึ่งที่พอเกิดแล้วโตทันที ไม่ต้องอยู่ในครรภ์ เช่น มนุษย์หรือสัตว์บางประเภท หรืออยู่ในไข่ เช่น เป็ด ไก่ หรืออยู่ในสิ่งสกปรกต่างๆ เช่น หนอน สิ่งมีชีวิตเช่นนี้มีลักษณะเป็นกายทิพย์ ปกติแล้วจะมองไม่เห็นด้วยตามนุษย์ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ เทวดา สัตว์นรก มนุษย์บางจำพวก และเปรต   เทวดา เทวดา คือโอปปาติกะ ที่อยู่ในภพที่มีความสุขมากกว่าความทุกข์ เรียกว่า สุคติ หรือก็คือ ฝ่ายบุญ ซึ่งน่าจะรวมถึงรูปพรหมและอรูปพรหมด้วย โดยทั่วไป เทวดาก็คืออดีตมนุษย์ที่ทำความดีมามากกว่าความชั่ว เน้นไปที่ด้านให้ทานและรักษาศีลอยู่เป็นประจำ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วกำลังบุญจึงดึงดูดให้ไปเกิดเป็นเทวดาชั้นต่างๆ ตามแต่กำลังบุญของตน รูปพรหม ได้แก่ อดีตมนุษย์ที่บำเพ็ญความดีทั้งทาน ศีล และภาวนาเป็นประจำ […]

keyboard_arrow_up