เทวดาตกนรกเพราะกรรมริษยา 

เทวดาตกนรก เพราะกรรมริษยา เคยสงสัยไหมว่า เทวดามีสิทธิ์ตกนรกเหมือนมนุษย์หรือไม่ ซีเคร็ตบอกได้ค่ะว่ามีสิทธิ์ไม่ต่างจากมนุษย์ ขอยกเรื่องเล่า เทวดาตกนรก มาเล่าสู่กันฟังจากหนังสือเรื่อง “เปลี่ยนเจ้ากรรมนายเวรให้เป็นมิตร” มาฝากค่ะ ในศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะ ซึ่งอุบัติก่อนหน้าศาสนาของพระพุทธจ้าองค์ปัจจุบัน มีพระสาวก 2 รูปอยู่จำพรรษาด้วยกัน รูปหนึ่งเป็นมหาถระ (พระผู้ใหญ่ที่บวชตั้งแต่ 20 พรรษาขึ้นไป) และอีกรูปหนึ่งเป็นพระอนุเถระ (พระผู้น้อย บวชได้ 10 พรรษา แต่ไม่ถึง ๒ พรรษา) ทั้งสองรูปต่างคุ้นเคยสนิทสนมเอื้ออาทรเหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน แต่เมื่อทวดาองค์หนึ่งรู้เห็นวัตรปฏิบัติของท่านกลับเกิดจิตริษยา จึงหาโอกาสทำให้ท่านทั้งสองแตกกัน เจตนาร้ายของเทวดสำเร็จลงในวันอุโบสถหรือวันพระใหญ่ ขณะที่พระมหาเถระและพระอนุถระกำลังเดินทางไปยังวัตแห่งหนึ่ง เพื่อฟังการสวดพระปาติโมกข์ ซึ่งเป็นสังฆกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ให้พระสาวกทำร่วมกัน ระหว่างทางพระอนุเถระเกิดปวดปัสสาวะ ท่านจึงบอกพระมหาเถระให้คอยอยู่ข้างทางก่อน ส่วนตัวท่านเองหลบเข้าไปถ่ายปัสสาวะริมพุ่มไม้ เทวดาเจ้าริษยาติดตามพระเถระทั้งสองรูปมาตลอดทาง เมื่อเห็นโอกาสที่จะทำลายความสามัคคีได้ จึงเนรมิตกายทิพย์ให้เป็นกายหยาบ แล้วแปลงกายเป็นหญิงสาวเดินตามหลังพระอนุเถระออกมาจากริมพุ่มไม้ที่ท่านเข้ไปถ่ายปัสสาวะ พร้อมทั้งแสดงกิริยาอาการจัดมวยผมและจัดผ้านุ่ง ส่อไปในทางที่ทำให้พระมหาเถระที่คอยอยู่เข้าใจผิดว่พระอนุถระกับเธอได้ทำสิ่งบัดสีด้วยกัน จากนั้นเทวดาจอมริษยาก็หายวับไป ปล่อยให้พระเถระทั้งสองมีเรื่องขัดใจกันอย่างรุนแรง “ท่านศีลขาดแล้ว…” สิ้นเสียงต่อว่าของพระมหาเถระ พระอนุถระก็รู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาด จึงย้อนถามอย่างมึนงงว่า “ทำไมหลวงพี่พูดอย่างนั้นเล่าครับ” “ก็เห็นทนโท่ว่ามีหญิงสาวเดินตามท่านออกมาจากพุ่มไม้ แถมยังจัดผ้าจัดผมยุ่งเหยิงไปหมด” พระมหาเถระยังคงเสียงแข็ง แม้พระอนุเถระจะพยายามพูดชี้แจงอย่างไร แต่พระมหาเถระก็ไม่ยอมเข้าใจ […]

ผู้มีศีลจะพ้นจากภยันตรายทั้งปวง เพราะเทวดารักษา

ผู้มีศีล จะพ้นจากภยันตรายทั้งปวง เพราะเทวดารักษา ครั้งพระบรมศาสดาผู้ตรัสความจริงแห่งโลก ประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ในที่ประชุมพุทธบริษัททั้งหลาย มีอุบาสก ผู้มีศีล คนหนึ่งจะข้ามแม่น้ำอิรวดีเพื่อมาฟังธรรมที่พระเชตวันวิหาร แต่คนเรือกลับพายออกมาเสียเพื่อให้มาทันเวลาฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า อุบาสกผู้นั้นกลับระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์จนเกิดปีติขึ้น แล้วเขาตัดสินใจคิดเดินลุกน้ำไปอีกฝั่งของแม่น้ำ ปรากฏว่าฝ่าเท้าของเขากลับไม่เปียกน้ำเลย เขาสามารถเดินบนผิวน้ำได้เหมือนเดินอยู่บนพื้นดิน อุบาสกเดินข้ามแม่น้ำอิรวดีมาจนถึงอีกฝั่งได้สำเร็จ  แล้วเข้าไปในพระเชตวันวิหาร เขาได้แสดงความเคารพต่อพระพุทธองค์  พระพุทธเจ้าทรงเห็นอุบาสกผู้มาที่หลังจึงตรัสขึ้นว่า “อุบาสก ท่านเดินทางมาเหนื่อยหรือไม่”  อุบาสกจึงทูลเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนถวายพระพุทธองค์ พระพุทธเจ้าตรัสขึ้นว่า “ไม่ได้มีเพียงแต่อุบาสกเท่านั้นที่กระทำเช่นนั้นแล้วสามารถข้ามแม่น้ำมาได้ ในอดีตกาลนานมามีคนทำเช่นเดียวกับอุบาสกตอนที่เรืออับปางกลางมหาสมุทร” อุบาสกกล่าวขึ้นว่า “ขอพระองค์ตรัสเรื่องนี้เถิดพระเจ้าข้า เพื่อเป็นประโยชน์แก่ชนทั้งหลาย”  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัเรื่องของชาย 2 คนที่สามารถข้ามมหาสมุทรได้อย่างปาฏิหาริย์เพราะอำนาจแห่งศีลและบุญกุศล ครั้งสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า มีชายคนหนึ่งเป็นผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยได้ลงเรือลำเดียวกับช่างตัดผมคนหนึ่ง ซึ่งภรรยาของเขาฝากฝังสามีไว้กับชายผู้นี้ แต่ขณะที่เรือเดินทางมาได้ 7 วัน ปรากฏว่าทะเลเกิดปั่นป่วนทำให้เรืออับปาง ทั้งสองต่างเกาะแผ่นไม้ลอยมาติดเกาะแห่งหนึ่ง ด้วยความหิวทำให้ช่างตัดผมฆ่านกตัวหนึ่งแล้วกินเป็นอาหาร ชายผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยกลับไม่ทำ ทั้งยังบอกว่าในช่วงเวลานี้ต้องระลึกถึงคุณแห่งพระรัตนตรัยให้เป็นที่พึ่งเท่านั้น ขณะที่ชายผู้นั้นกำลังระลึกถึงคุณแห่งพระรัตนตรัย พญานาคตนหนึ่งที่อาศัยอยู่บนเกาะนั้นได้ออกมาจากวิมานแล้วเนรมิตร่างเป็นเรือทองคำที่ประดับประดาด้วยอัญมณีเพชรนิลจินดาอย่างสวยงาม เทวดาพิทักษ์มหาสมุทรสัมผัสได้ถึงผู้ที่ระลึกถึงคุณแห่งพระรัตนตรัย จึงรับอาสาเป็นนายท้ายเรือ ทำหน้าที่คุมเรือทองคำนี้ไปส่งชายผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยจนถึงฝั่ง เทวดาเชื้อเชิญชายผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยให้ขึ้นเรือวิเศษลำนี้ พอช่างตัดผมกำลังจะขึ้นเรือ เทวดากลับห้ามไม่ให้เขาขึ้นเรือไปด้วย ชายผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยได้ตอบเทวดาว่าทำไมถึงห้ามชายผู้นั้น เทวดาตอบว่า เรือลำนี้รับเฉพาะผู้ที่มีศีลเท่านั้น ช่างตัดผมละเมิดศีลจึงไม่สามารถขึ้นเรือวิเศษลำนี้ได้ ชายผู้ยึดมั่นในพระรัตนตรัยได้บอกเทวดาว่า […]

บทสวดมนต์ก่อนนอนแบบสั้น มาสวดมนต์ให้เทวดาฟังกันเถอะ

บทสวดมนต์ก่อนนอน แบบสั้น มาสวดมนต์ให้เทวดาฟังกันเถอะ ซีเคร็ตขอนำเสนอ บทสวดมนต์ก่อนนอน แบบสั้น ให้ผู้อ่านได้นำไปใช้สวดภาวนา ทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่าเทวดาชอบฟังเสียงสวดมนต์ เพราะได้ฟังคำสรรเสริญของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นบรมครูแห่งเทวดาทั้งหลาย การสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน เป็นการปลูกฝังจากผู้หลักผู้ใหญ่ เพื่อช่วยสร้างสมาธิ จิตใจผ่องใสก่อนนอน และยังเป็นการสร้างบุญให้จิตใจเป็นกุศลก่อนที่จะนอนอีกด้วย   อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ 1 ครั้ง) สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ 1 ครั้ง) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ 1 ครั้ง)     พุทธะบูชา มะหาเตชะวันโต ข้าพเจ้าขอบูชาพระพุทธ ขอให้ข้าพเจ้ามีเดชเดชะ ธัมมะบูชา มะหาปัญญะวันโต ข้าพเจ้าขอบูชาพระธรรม ขอให้ข้าพเจ้ามีปัญญาอันยิ่งใหญ่ สังฆะบูชา มะหาโภคะวะโห ข้าพเจ้าขอบูชาพระสงฆ์ ขอให้ข้าพเจ้าอุดมด้วยอริยสมบัติ […]

พระนางธัมมทินนาเทวี สตรีผู้ได้รับความเคารพจากรุกขเทวดา

พระนางธัมมทินนาเทวี สตรีผู้ได้รับความเคารพจากรุกขเทวดา พระเจ้าพรหมทัตทรงเข้าพระทัยผิดคิดว่าสิ่งที่พระองค์บนบานไว้กับรุกขเทวดาได้สัมฤทธิ์ผล จึงจับคนมาบูชายัญ แต่แล้วก็มีสตรีนางหนึ่งช่วยให้ทุกคนพ้นจากการถูกบูชายัญ สตรีนางนั้นคือ พระนางธัมมทินนาเทวี  ครั้งพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงได้ยินเสียงประหลาดในยามวิกาล ทรงตกพระทัยมากจึงโปรดให้ปุโรหิตทำนายว่าจะเป็นลางบอกเหตุร้ายหรือไม่ ปุโรหิตเห็นเป็นช่องทางหาลาภสักการะจึงทูลพระองค์ว่า “เป็นลางบอกเหตุว่าจะเกิดภัยขึ้นกับมหาราช แต่วิธีแก้ยังพอมีคือพระองค์ต้องประกอบพิธีบูชายัญด้วยคนและสัตว์อย่างละ 100 ชีวิต” เมื่อพระนางมัลลิกาเทวีทรงทราบจึงตรัสโน้มน้าวพระสวามีไม่ให้ทรงประกอบพิธีบูชายัญ เพราะการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นหนทางไปสู่ทุคติภูมิ พระนางทรงชักชวนพระเจ้าปเสนทิโกศลไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาเพื่อทูลถามที่มาของเสียงประหลาดที่แท้จริงว่าเป็นตามที่ปุโรหิตทำนายหรือไม่ พระบรมศาสดาทรงเฉลยว่าเป็นเสียงของสัตว์นรก 3 ตนจากโลหกุมภีนรก สัตว์นรกเหล่านี้ต้องการให้ชนทั้งหลายทราบว่านรกมีอยู่จริง ไม่อยากให้ใครต้องทำอกุศลกรรมอีกเลย จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญพระนางมัลลิกาเทวีที่ได้ช่วยเหลือชีวิตผู้คนและสัตว์ทั้งหลายที่จะตกเป็นเหยื่อให้พิธีกรรมนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อในอดีตชาติ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงจะสังหารชนหมู่มากเพื่อสังเวยรุกขเทวดา แต่มีสตรีนางหนึ่งเตือนสติพระองค์ไว้ ครั้งสมัยพระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระชาติเป็นเจ้าชายแห่งกรุงพาราณสี เจ้าชายได้ตรัสบนบานต่อรุกขเทวดาว่า หากตนได้ครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา จะนำเลือดของพระราชาและพระราชินีจาก 101 เมืองในชมพูทวีปมาถวายเป็นเครื่องสังเวย วันเวลาผ่านไปพระเจ้ากรุงพาราณสีสวรรคตลง เจ้าชายได้ขึ้นครองราชสมบัติและสถาปนาเป็นพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ทรงจำคำตรัสบนบานได้จึงทำสงครามจับพระราชาและพระราชินีทั้ง 101 พระองค์มาบูชายัญ รุกขเทวดาไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นในบริเวณต้นไทรที่ตนสถิต จึงไปขอความช่วยเหลือจากเทวดาทั้งหลายทั่วจักรวาล แต่ก็ไม่มีเทวดาองค์ใดทำลายพิธีบูชายัญของพระเจ้าพรหมทัตได้ จนกระทั่งท้าวสักกะเทวราชทรงชี้แนะว่า ในบรรดาพระราชาและพระราชินีทั้งหลายในชมพูทวีป มีพระนางธัมมทินนาเทวีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถต่อกรกับพระเจ้าพรหมทัตได้     ในขณะที่พระเจ้าพรหมทัตกำลังจะสังหารพระนางธัมมทินนาเทวี รุกขเทวดาได้ปรากฏกายขึ้น พระเจ้าพรหมทัตทรงปีติหลงคิดว่ารุกขเทวดาแสดงตนเพื่อรับเครื่องสังเวย พระราชาตรัสให้พระนางธัมมทินนาเทวีกราบรุกขเทวดา แต่พระนางทรงไม่แสดงความเคารพ รุกขเทวดาทราบว่ามีเพียงพระราชินีพระองค์นี้เท่านั้นที่จะยุติพิธีกรรมอันเลวร้ายนี้ได้ จึงแสดงความเคารพต่อพระนางแทน ทำให้พระเจ้าพรหมทัตกริ้วที่เทวดาที่พระองค์ทรงบูชาต้องแสดงความเคารพต่อคนธรรมดา พระนางธัมมทินนาเทวีกรรแสง พระเจ้าพรหมทัตตรัสถามว่า […]

ทำไมเทวดาถึงอยากใส่บาตรพระมหากัสสปะ

ทำไมเทวดาถึงอยากใส่บาตร พระมหากัสสปะ พระมหากัสสปะ เป็นพระสาวกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ (เอตทัคคะ) ในด้านทรงธุดงควัตรและสรรเสริญการธุดงค์ เดิมทีท่านเป็นกุลบุตรในตระกูลพราหมณ์ผู้มั่งคั่งแคว้นมคธ หลังจากได้รับมรดกจากครอบครัวจึงคิดได้ว่าบาปในสมบัติเหล่านี้ย่อมตกแก่ตนจึงสละเรือนออกบวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งพระมหากัสสปะออกจากนิโรธสมาบัติ ได้คิดว่าจะบิณฑบาตโปรดสัตว์ผู้ตกทุกข์ได้ยาก จึงภิกขาจารไปยังตรอกในกรุงราชคฤห์ เทพธิดาทั้ง 500 นาง ซึ่งเป็นข้าบาทบริจาริกาแห่งท้าวสักกะเทวราชได้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาตามจอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เกิดอยากใส่บาตรพระมหากัสสปะ พระเถระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติในธุดงควัตร เพราะได้กลิ่นหอมจากกายของพระเถระฟุ้งไปถึงสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เหล่านางเทพธิดาลงมายังโลกมนุษย์พร้อมกับอาหารทิพย์ที่ประณีตบรรจง รอพระมหากัสสปะผ่านมาตรงที่พวกตนรออยู่ เมื่อพระเถระภิกขาจารมาถึงเหล่าเทพธิดาพากันขอร้องให้พระเถระได้อนุเคราะห์รับอาหารทิพย์ที่พวกนางนำมาถวาย พระมหากัสสปะกล่าวต่อเหล่าเทพธิดาว่า “พวกท่านโปรดกลับไปเถิด บาตรนี้มีไว้สำหรับผู้ที่เข็ญใจเท่านั้น”  เทพธิดาตอบพระเถระว่า “ขอพระคุณเจ้าได้โปรดเห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของพวกดิฉันด้วยเถิดเจ้าคะ”  พระมหากัสสปะดีดนิ้วขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า “พวกท่านเป็นถึงเทวดา โปรดประมาณตนเถิดว่าสมควรแล้วหรือที่จะทำเช่นนี้ พวกท่านอย่าได้รบกวนเราอีกเลย”  เทพธิดาได้ยินดังนั้นก็พากันกลับสวรรค์ ท้าวสักกะเทวราชทรงเห็นเหล่าเทพธิดาก็ทรงแปลกพระทัยจึงตรัสถามว่า “พวกเธอไปไหนกันมา” เทพธิดาทูลว่า “พวกหม่อมฉันตั้งใจนำอาหารทิพย์ไปใส่บาตรพระมหากัสสปะ ซึ่งท่านเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติมา แต่กลับถูกท่านปฏิเสธเพคะ ท่านไม่รับอาหารทิพย์จากพวกเรา เพราะท่านต้องการที่จะโปรดทุกข์ผู้เข็ญใจเท่านั้น” ท้าวสักกะเทวราชทรงถามต่อว่า “แล้วพวกเธอลงไปใส่บาตรท่านด้วยอากัปกิริยาอย่างไร” เทพธิดาตอบว่า “ในรูปลักษณ์นี้เพคะ”  ท้าวสักกะเทวราชตรัสขึ้นว่า “พวกเธอต้องไปในรูปลักษณ์นี้” จากนั้นท้าวสักกเทวราชได้จำแลงกายเป็นชายชรา และเนรมิตพระนางสุชาดา พระมเหสีเป็นหญิงชรา จากนั้นก็ทรงชักชวนพระนางสุชาดาลงไปใส่บาตรพระมหากัสสปะ     พระมหากัสสปะภิกขาจารมาจนถึงกระท่อมหลังหนึ่งซึ่งมีตายายอยู่ 2 คนกำลังนั่งเย็บและทอผ้าอยู่ภายใน พระเถระกล่าวขึ้นว่า […]

พระอนุรุทธะ เจ้าชายศากยวงศ์ผู้ไม่เคยปราศจากขนม เพราะบุญจากชาติก่อน

พระอนุรุทธะ เจ้าชายศากยวงศ์ผู้ไม่เคยปราศจากขนม เพราะบุญจากชาติก่อน พระอนุรุทธะ เป็นเจ้าชายพระองค์หนึ่งในศากยวงศ์ เป็นพระญาติผู้ใกล้ชิดของพระพุทธเจ้า ครั้งเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า พระญาติทั้งหลายต่างยกพระโอรสให้บวชเป็นพระภิกษุในสำนักของพระองค์ จนกระทั่งเหลือเจ้าชาย 6 พระองค์ ได้แก่ ภัททิยราชา อนุรุทธะ อานันทะ ภคุ กิมพิละ และ เทวทัต พระญาติทั้งหลายแลเห็นว่าเจ้าชายทั้ง 6 ควรผนวชเป็นพระภิกษุเพื่อติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้า เจ้าชายศากยะทั้ง 6 จึงพากันผนวช แต่พระพุทธเจ้ากลับทรงเลือกบวชให้นายอุบาลีก่อน ซึ่งเป็นภูษามาลา เจ้าชายทั้ง 6 พระองค์ สุดท้ายเจ้าชายทุกพระองค์ต่างบรรลุคุณวิเศษ อย่างพระอนุรุทธะได้สำเร็จดวงทิพย์ ต่อมาได้สดับเรื่อง มหาปุริสวิตักกสูตร จึงบรรลุเป็นพระอรหันต์     มีหลายเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าพระอนุรุทธะเป็นผู้สะสมบุญมาดีคือ ครั้งก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกผนวช ทรงพนันกีฬาลูกขลุบกับพระญาติทั้งหลายด้วยขนม ปรากฏพระอนุรุทธะแพ้ถึง 3 ครั้ง ทรงต้องเป็นฝ่ายนำขนมมาให้พระญาติทั้งหลายเสวย จนถึงตาที่พระองค์ทรงต้องเสียขนมถาดที่ 4 พระมารดาไม่สามารถทำขนมได้เพราะส่วนผสมหมดจึงส่งคนไปทูลเจ้าชายว่า “ขนมไม่มี” เจ้าชายทรงได้ยินดังนั้นก็ทรงคิดว่าเป็นชื่อขนมชนิดหนึ่งจึงตรัสไปให้นำขนมชื่อนี้มา พระมารดาทรงจำพระทัยส่งถาดว่างไปให้เจ้าชายแทน เทวดาผู้รักษาเมืองทราบว่าในอดีตพระชาติ พระอนุรุทธะเคยถวายภัตแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า “อุปริฏฐะ” จึงได้เนรมิตขนมทิพย์ถวายจนเต็มถาด เจ้าชายทอดพระเนตรขนมแล้วไม่พอพระทัย […]

ไม่ทำบุญก็เป็นเทวดาได้ ด้วยอานิสงส์แห่งการเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า

ไม่ทำบุญก็เป็นเทวดาได้ ด้วยอานิสงส์แห่งการเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า หากถามว่าคนเกิดเป็นเทวดาเพราะอะไร คำตอบของคนส่วนใหญ่มักจะตอบว่า ทำบุญ สร้างวัด ถวายสังฆทาน และอื่น ๆ แต่เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เชื่อว่าหลายคนอาจประหลาดใจ หรืออาจจะปลื้มปีติที่ได้ฟัง เพราะเป็นเรื่องของคน ไม่ทำบุญก็เป็นเทวดาได้ ครั้งสมัยพุทธกาลมีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อว่า “อทินนปุพพกะ” เป็นพราหมณ์ที่มีทรัพย์สินมากแต่ขี้ตระหนี่ ตรงตามชื่อของเขา ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้ไม่เคยให้อะไรแก่ใคร” เว้นแต่ตุ้มหูทองคำที่ทำให้ลูกชาย เด็กชายคนนั้นจึงมีชื่อว่า “มัฏฐกุณฑลี” (กุณฑลี แปลว่า ตุ้มหู) จนกระทั่งมัฏฐกุณฑลีเติบโตเป็นหนุ่ม แต่ไม่นานความโชคร้ายก็มาเยือนเพราะอยู่ ๆ เกิดป่วยหนัก พราหมณ์ผู้เป็นพ่อก็ไม่กล้าให้หมอมารักษา เกรงว่าทรัพย์สินเงินทองจะหมดไปกับการรักษา จึงนำบุตรชายไปนอนนอกชานของเรือน     ขณะนั้นเองพระพุทธเจ้าทรงแผ่พระญาณไปทั่วทั้งจักรวาล ภาพของมัฏฐกุณฑลีซึ่งกำลังนอนป่วยอย่างน่าเวทนา พระองค์ทรงตรวจด้วยทิพยญาณแล้วว่า อีกไม่นานมาณพผู้นี้จะต้องตาย พระองค์ปรารถนาอนุเคราะห์มัฏฐกุณฑลีจึงเสด็จไปยังเรือนของอทินนปุพพกพราหมณ์ พระองค์ดำริว่าหากมาณพได้เห็นรัศมีของพระองค์ แล้วเกิดจิตเลื่อมใสในขณะนั้น หลังจากสิ้นลมก็จะไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระพุทธองค์ทรงแผ่พระรัศมีให้มาณพเห็น มัฏฐกุณฑลีเห็นก็อยากพนมมือขึ้นบูชา แต่ด้วยอาการป่วยทำให้ร่างกายอ่อนล้า ไม่สามารกยกขึ้นพนมมือได้ ทำได้แต่เพียงใช้จิตใจน้อมรำลึกถึงคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างเลื่อมใส เมื่อมาณพลืมตาขึ้นก็พบว่าตนเองนอนอยู่ในวิมานทองคำเสียแล้ว มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร สงสัยว่าตนเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ได้หยิบจับสมบัติทิพย์ที่สวยงาม กลับทำให้เทพบุตรระลึกถึงตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้วทรงแผ่รัศมีได้ เพราะกุศลจิตที่ได้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้านั่นเองทำให้ได้เกิดเป็นเทวดา และจดจำที่เรื่องราวต่าง ๆ […]

อุทาหรณ์เรื่องการทำบุญที่ควรรู้ ก่อนจะสายเกินไป

อุทาหรณ์เรื่องการทำบุญ ที่ควรรู้ ก่อนจะสายเกินไป ท่าน ว.วชิรเมธีได้เล่าเรื่อง เทวดา 2 องค์ ตอนเป็นมนุษย์ทำทานเหมือนกัน แต่กลับได้ผลต่างกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงขอถ่ายทอด เรื่องนี้เป็น อุทาหรณ์เรื่องการทำบุญ ที่ควรรู้ ก่อนที่จะสายเกินไป ครั้งพระอรหันต์รูปหนึ่งชื่อว่า “พระควัมปติ” ซึ่งเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ได้เหาะไปยังสวรรค์ชั้นจาตุงมหาราชิกาด้วยฤทธิ์ และแวะยังเสรีสกวิมาน (วิมานอันว่างเปล่า) พบว่าเจ้าของวิมานคือ ปายาสิเทพบุตร หรือพระเจ้าปายาสิแห่งเมืองเสตัพยะ นั่นเอง ตอนเทพบุตรเป็นมนุษย์ เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิในเรื่องภพภูมิ จนกระทั่งพระกุมารกัสสปเถระจาริกมายังแคว้นโกศล จนมาถึงเมืองเสตัพยะ ได้โปรดพระเจ้าปายาสิจนมีสัมมาทิฏฐิ เชื่อแล้วว่าภพภูมิมีจริง และมุ่งมั่นประกอบบุญกุศล เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วจึงได้เกิดเป็นเทพบุตร พระควัมปติเถระได้สนทนากับเทพบุตรจนทราบว่าในอดีตชาติคือพระเจ้าปายาสิ พระเถระทราบเรื่องราวของพระราชาพระองค์นี้เป็นอย่างดี จึงได้ถามถึงนายอุตระผู้เป็นข้ารับใช้ ว่าตอนนี้ไปเกิดอยู่ที่ใด     ปายาสิเทพบุตรตอบว่า เวลานี้นายอุตระไปเกิดเป็นเทพบุตรอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (สวรรค์ชั้นที่ 2 ในคติพระพุทธศาสนา) เพราะเป็นผู้ทำบุญด้วยความเคารพ ผิดกับพระเจ้าปายาสิที่ทำบุญด้วยความไม่เคารพ คือมักวานให้นายอุตระเป็นผู้ถวายทานแทนพระองค์เป็นประจำ พระองค์จึงไม่ได้ถวายทานแด่พระภิกษุด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นายอุตระได้ทิพยสมบัติอันบริบูรณ์ในสวรรค์ชั้นที่สูงกว่าพระเจ้าปายาสิ ปายาสิเทพบุตรจึงขอร้องให้พระอรหันต์ ช่วยประกาศเรื่องการทำทานด้วยความไม่เคารพของตน เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่ชนทั้งหลาย อย่าได้ประมาทในการทำทาน ผลแห่งทานช่วยให้ไปเกิดในสุคติภูมิได้จริง […]

ผ้าจำนำพรรษา และ ผ้าอาบน้ำฝน แตกต่างกันอย่างไร ถวายแล้วมีอานิสงส์อย่างไรบ้าง

ผ้าจำนำพรรษา และ ผ้าอาบน้ำฝน แตกต่างกันอย่างไร ถวายแล้วมีอานิสงส์อย่างไรบ้าง ใกล้เข้าสู่เทศกาลเข้าพรรษาแล้ว ชาวพุทธนิยมถวาย ผ้าจำนำพรรษา และ ผ้าอาบน้ำฝน แด่พระภิกษุสงฆ์ในช่วงเข้าพรรษา ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล หลายท่านอาจสับสนว่าผ้าจำนำพรรษาและผ้าอาบน้ำฝนเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะเครื่องไทยทาน (วัตถุที่ถวายพระภิกษุโดยไม่เจาะจง แต่หากเจาะจงหรือพระภิกษุทราบแน่ชัดแล้วว่าถวายสิ่งนี้เฉพาะท่านเท่านั้นจะเรียกว่า “ไทยธรรม“) ทั้งสองนี้ ต่างเป็นที่นิยมถวายในช่วงเข้าพรรษา ซึเคร็ตจึงขอไขข้อสงสัยในเรื่องนี้ให้กระจ่าง เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน     ผ้าจำนำพรรษา คือ ผ้าไตรจีวรที่พุทธศาสนิกชนรีบถวายก่อนออกพรรษา อาจเพราะมีเหตุไม่สะดวกที่จะตระเตรียมผ้าไตรจีวรถวายในช่วงออกพรรษา จึงขอถวายไว้ตั้งแต่ช่วงเข้าพรรษา จึงมีอีกชื่อว่า “อัจเจกจีวร” พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุรับผ้าไตรจีวรนี้ได้ในช่วง 10 วันสุดท้ายของการเข้าพรรษา เหตุที่เรียกว่า ผ้าจำนำพรรษาเพราะเป็นผ้าที่พระภิกษุไม่สามารถใช้ได้ในขณะเข้าพรรษานั่นเอง ต้องรอให้ออกพรรษาเสียก่อนจึงสามารถใช้ได้ ผ้าอาบน้ำฝน คือ ผ้านุ่งสำหรับพระภิกษุในขณะอาบน้ำฝน สามารถศึกษาเรื่องผ้าอาบน้ำฝนเพิ่มเติมได้ที่ >>> นางวิสาขา มหาอุบาสิกา ผู้ให้กำเนิดการถวาย ผ้าอาบน้ำฝน เมื่อคลายความสงสัยกันความสับสนระหว่างผ้าจำนำพรรษาและผ้าอาบน้ำฝนแล้ว ลองมาฟังเรื่องอานิสงส์ของเครื่องไทยทานทั้งสองนี้กัน คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่อทราบอานิสงส์ถวายผ้าจำนำพรรษาและผ้าอาบน้ำฝน 

ปาฏิหาริย์แห่งการเจริญเทวตานุสติ

เวลาประมาณห้าโมงเย็นของวันหนึ่งในปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว ผู้เขียนและเพื่อนเดินทางไปกราบสักการะพระอนุสาวรีย์พระราชชายา เจ้าดารารัศมี พระมเหสีองค์หนึ่งในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระตําหนักดาราภิรมย์ ค่ายดารารัศมี อําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ การเจริญเทวตานุสติ เมื่อผู้เขียนจุดธูปเทียนบูชาเรียบร้อยแล้วก็นั่งพับเพียบ ยกมือไหว้ พร้อมทั้งครุ่นคิดถึงพระกรณียกิจนานัปการที่พระองค์ทรงมีต่อนครเชียงใหม่ ตั้งแต่ทรงเสียสละอย่างใหญ่หลวงด้วยการจากนครเชียงใหม่ไปถวายตัวรับราชการฝ่ายใน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่มีพระชันษาเพียง 13 ปี ในฐานะองค์สายสัมพันธ์ของสองแผ่นดิน คือ สยามกับนครเชียงใหม่ และประทับ ณ พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร เป็นเวลา 23 ปีเศษ พร้อมทั้งคิดคํานึงถึงพระกรณียกิจทั้งทางด้านศาสนา การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม และการพัฒนาการเกษตรที่มีต่อนครเชียงใหม่ และแล้วผู้เขียนก็สะดุดตาเมื่อมองเห็นผ้าสไบแบบภาคกลางมีตัวอักษรปักชื่อนายทหารคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้นํามาถวายและห่มพระอนุสาวรีย์ไว้ ผู้เขียนรู้สึกทันทีว่าไม่สมควรและพระองค์จะต้องไม่โปรด เพราะถ้าจะทรงห่มสไบแบบภาคกลางก็คงทรงห่มมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว จากการศึกษาพระประวัติพบว่า พระราชชายาทรงอนุรักษ์การแต่งกายแบบชาวเหนือไว้ตลอดพระชนมชีพ วัฒนธรรมกรุงเทพฯไม่สามารถกลืนความเป็นเจ้านายฝ่ายเหนือผู้ทรงอนุรักษนิยมล้านนาไปได้ ผู้เขียนใคร่ครวญแล้วจึงตัดสินใจขอประทานพระอนุญาตนําสไบออกจากพระอนุสาวรีย์ แล้วนํามาพับวางไว้ใกล้ ๆ กับพระบาท ในตอนนั้นเอง ท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ เกิดมีสายฝนเป็นละอองฝอยโปรยลงมาเบา ๆ ผู้เขียนและเพื่อนหันมามองหน้ากันและเกิดอาการขนลุกน้ำตาไหลคลอที่เบ้าตา ต่างรีบก้มลงกราบแทบพระบาทของพระอนุสาวรีย์ ผู้เขียนรับรู้ด้วยจิตว่า พระองค์ทรงสื่อสารมาถึงเราว่าทําถูกต้องแล้ว และละอองฝนเป็นเสมือนการพรมน้ำมนต์ให้นั่นเอง ที่ผู้เขียนรู้สึกอัศจรรย์ใจมากยิ่งขึ้นก็คือ ขณะนั่งอยู่ที่ลานพระอนุสาวรีย์นั้น […]

ทำไมต้องสวด ชุมนุมเทวดา ก่อนสวดมนต์บทอื่น ๆ

ทำไมต้องสวด ชุมนุมเทวดา ก่อนสวดมนต์บทอื่น ๆ ไม่ว่าจะในหนังสือสวดมนต์ก็ดี ในศาสนพิธี หรือพิธีมงคลต่าง ๆ บ่อยครั้งที่จะมีการสวด ชุมนุมเทวดา ก่อนเป็นประการแรก แต่เคยสงสัยไหมว่า ทำไมต้องสวดชุมนุมเทวดา หรือบทอัญเชิญเทวดาก่อน วันนี้ซีเคร็ตหาคำตอบมาให้ค่ะ เรื่องของเทวดามีปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาอยู่หลายเรื่อง เทวดามีความสัมพันธ์กับพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่อดีตพระชาติ เช่น นางมณีเมขลา เทพธิดาผู้รักษามหาสมุทร อุ้มพระมหาชนกหลังจากทรงแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน หรือครั้งเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร พระอินทร์ได้ช่วยให้พระเวสสันดรได้กลับกรุงสีพีตามที่ขอพร หรือบางพระชาติเคยเสวยพระชาติเป็นเทวดา เช่น เป็นพรหมช่วยให้ท้าวเอกราชกลับมามีสัมมาทิฐิอีกครั้งในเรื่องนารทกัสปปพรหมชาดก เป็นต้น และอีกพุทธกิจของพระพุทธเจ้าคือ การตอบปัญหา หรือสนทนาธรรมกับเทวดา ดังปรากฏในมงคลสูตรที่เทวดาสงสัยว่ามงคลคืออะไร พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่ามงคลมีทั้งหมด 38 ประการ ดังที่เรารู้จักกันใน “มงคลชีวิต” นั่นเอง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรัมรังสี กล่าวว่าเทวดาชอบฟังเสียงสวดมนต์ไว้ครั้งไปแสดงธรรมเรื่อง “อานิสงส์แห่งการสวดมนต์” ที่เรือนของเจ้าพระยาสรรเพชรภักดีว่า ” เหล่าพรหมเทพที่ชอบฟังเสียงในการสวดมนต์มีอยู่จำนวนมาก ก็จะมาชุมนุมฟังกันอย่างมากมาย เมื่อมีเหล่าพรหมเทพเข้ามาล้อมรอบตัวของผู้สวดอยู่เช่นนั้น ภัยอันตรายต่าง ๆ ที่ไหนก็ไม่สามารถกล้ำกลายผู้สวดมนต์ได้ตลอดจนอาณาเขต และบริเวณบ้านของผู้ที่สวดมนต์ ย่อมมีเกราะแห่งพรหมเทพและเทวดา […]

เทวตานุสติ การระลึกถึงผลบุญของเทวดา ทำไมต้องระลึกถึง และมีผลานิสงส์อย่างไร

เทวตานุสติ การระลึกถึงผลบุญของเทวดา ทำไมต้องระลึกถึง และมีผลานิสงส์อย่างไร เทวตานุสติ เป็นหนึ่งในอนุสสติ คือการระลึกถึง ทำไมต้องระลึกถึงผลบุญของเทวดา ระลึกถึงผลบุญของมนุษย์ไม่ได้หรือ และการระลึกถึงผลบุญของเทวดามีผลานิสงส์อย่างไรบ้าง ลองมาทำความรู้จักกับอนุสสติประเภทนี้กัน   เทวตานุสติคืออะไร การพิจารณาหรือระลึกถึงการเกิดในสวรรค์  อนุสสติเป็นการระลึกและความมีสติโดยชอบ การระลึกถึงผลบุญของเทวดาคือ เทวตานุสติ   อานิสงส์ของเทวตานุสติ ผู้ปฏิบัติย่อมได้อานิสงส์ 8 ประการ คือ ผู้นั้นย่อมเพิ่มพูนคุณ 5 ประการ ได้แก่ (1) ศรัทธา (2) ศีล (3) สุตะ (4) จาคะ (5) ปัญญา เขาสามารถได้รับสิ่งที่เทวดาในสวรรค์ปรารถนา (6) เขาย่อมเป็นสุขในการรอเสวยผลของบุญ (7) เทวดาในสวรรค์นับถือเขา เพราะเทวตานุสตินี้เขาสามารถปฏิบัติสีลานุสสติ (การระลึกถึงศีล) และจาคานุสสติ (การระลึกถึงการสละ) ด้วยเช่นกัน (8) เขาย่อมอยู่เป็นสุขและเข้าถึงแดนสวรรค์   ปฏิบัติเทวตานุสติอย่างไร ผู้ปฏิบัติพึงเข้าสู่ความสงบในที่วิเวก และรักษาจิตให้ปราศจากสิ่งรบกวน การปฏิบัติการระลึกถึงบุญของเทวดาควรพิจารณาด้วยคำดังนี้   […]

ลางบอกเหตุและสาเหตุการตายของเทวดาในพระพุทธศาสนา

 ลางบอกเหตุและ  สาเหตุการตายของเทวดา ในพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตที่มีกุศลจิตก่อนตายจะได้เกิดเป็นเทวดา พุทธศาสนาเล่าถึงอานิสงส์แห่งบุญที่ส่งผลให้เกิดเป็นเทวดาไว้มากมาย กลายเป็นคัมภีร์ที่รวบรวมเรื่องราวการสร้างบุญของเทวดาไว้ชื่อว่า “วิมานวัตถุ” คราวนี้ลองมาดูเรื่องการสิ้นบุญของเทวดากันบ้างดีกว่าว่า พระพุทธศาสนากล่าวถึง สาเหตุการตายของเทวดา ไว้อย่างไรบ้าง   สาเหตุการตายของเทวดาบนสวรรค์ ในปาฏิกสูตร พระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องเจ้าลิจฉวีนามว่า “สุนักขัตตะ” ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงภพหน้าของเดียรถีย์ที่มีชื่อว่า “ปาฏิกบุตร” พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงสาเหตุการจุติ หรือ การตายของเทวดาไว้ 2 ประการด้วยกัน นอกจาการตายเพราะอายุขัยและผลบุญที่ทำมา 0 1. เพลิดเพลินจนหลงลืม พระพุทธเจ้าตรัสว่า เทวดาบางจำพวกหมกมุ่นอยู่กับความรื่นรมย์ หัวเราะและเล่นหัวกันจนเลยเวลา อาจสรุปได้ว่า เล่นกันสนุกสนานจนไม่ได้พักผ่อน ไม่สนใจเวลาว่าจะผ่านล่วงเลยไปแล้วกี่วัน อารมณ์คล้ายเด็กที่เล่นติดลมจนไม่รู้วันและเวลา พอถึงวันที่สิ้นอายุขัยจึงด่วนสิ้นบุญไปโดยไม่ทันสะสมบุญบารมี 0 2. คิดมุ่งร้ายต่อกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า เทวดาบางจำพวกเอาแต่คิดมุ่งร้ายต่อกันจนเกินควร เมื่อเป็นอย่างนี้มากเข้า จึงพลอยทำให้ลำบากกายและใจไปด้วย ส่งผลให้สิ้นบุญจากสวรรค์ไป   สังเกตได้ว่าสาเหตุการตายทั้ง 2 ประการนี้ส่งผลให้เทวดาสิ้นบุญจากการกระทำที่สุดโต่งคือ หลงสนุกจนไม่รู้วันและเวลา และคิดมุ่งร้ายต่อกันจนทุกข์กายและใจ จะเห็นว่าการที่เทวดาสิ้นบุมีเหตุปัจจัยมาจากการขาดสติคือ หลงใหลไปกับทิพยสมบัติและความสุขบนสวรรค์มากจนเกินไป และคิดมุ่งร้ายจนทำให้ตนเองหาความสุขไม่ได้ หากเทวดามีสติและอยู่บนความพอดี ทำให้สิ่งที่พึ่งได้ทำเพื่อสร้างบุญกุศลตอนเป็นเทวดาสูญเปล่าไป   […]

เทวดาในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา เทวดาที่อยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ที่สุด ที่เราควรรู้จัก

เทวดาในสวรรค์ชั้น จาตุมหาราชิกา เทวดาที่อยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ที่สุด ที่เราควรรู้จัก เทวดาในสวรรค์ชั้น จาตุมหาราชิกา ส่วนมากมักจะเป็นผู้ที่กระทำบุญบนบาป หรือทำบุญด้วยความเชื่อผิด ๆ หรือทำบุญเพียงเล็กน้อย และมีเศษบาปกรรมจากการผิดศีล 5 ติดตัวมา เช่น ฆ่าสัตว์ เป็นต้น เทวดาบนสวรรค์ชั้นนี้มีความหลากหลายทางเผ่าพันธุ์ หากเป็นเทวดาที่ทำบุญมาสูงก็จะมีรูปลักษณ์คล้ายกับเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และมีวิมานสถิตตามเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ) ส่วนเทวดาชั้นต่ำที่สถิตตามป่าหิมพานต์และบางส่วนของโลกมนุษย์ จะมีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างไปตามเผ่าพันธุ์ ซึ่งด้วยความแตกต่างนี้ก็มาจากผลกรรมที่ทำไว้ในอดีตชาติก่อนมาเป็นเทวดา เช่น     คนธรรพ์ เป็นเทวดาที่มีความสามารถด้านดนตรี ศิลปะ การฟ้อนรำ การละคร วรรณกรรม บทกวี เทวดากลุ่มนี้มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ ผู้ที่เกิดเป็นคนธรรพ์มักจะทำบุญมาน้อยหรือชอบทำบุญเจือกามคุณ   วิทยาธร เป็นเทวดาที่มีความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ เทวดากลุ่มนี้มีรูปลักษณ์คล้ายมนุษย์ แต่งกายเหมือนฤษี ผู้ที่เกิดเป็นวิทยาธรมักจะเป็นคนที่ทำบุญมาไม่มาก แต่มีความฝักใฝ่ในเรื่องคาถาอาคม วิทยาธรชอบประลองความสามารถกับเทวดาและมนุษย์ ด้วยวิทยาธรมีนิสัยรักการศึกษา จึงมักหมกอยู่กับการศึกษา เมื่อตายไป หากยังพอมีบุญเหลืออยู่บ้างจึงมักได้กลับมาเกิดเป็นวิทยาธรอีก   กุมภัณฑ์ เป็นเทวดาที่มีรูปลักษณ์เป็นมนุษย์ที่มีผมหยิก ๆ ผิวดำ ท้องโต พุงโร […]

เรื่องเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากเมืองสวรรค์ในพระพุทธศาสนา

เรื่องเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากเมือง สวรรค์ในพระพุทธศาสนา สวรรค์ในพระพุทธศาสนา เป็นดินแดนทิพย์อีกแห่งในกามาจร เป็นที่สถิตของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “เทวดา” เป็นผู้ที่เกิดจากผลแห่งการทำความดีจากอดีตชาติ ไม่ว่าสัตว์ในภูมิใดเว้นแต่ นิพพานภูมิ สามารถมาเกิดยังโลกทิพย์นี้ได้ทั้งนั้น เช่น สุนัขที่คอยดูแลพระปัจเจกพุทธเจ้า พอสิ้นลมหายใจก็เกิดเป็นเทพบุตรมีนามว่า “โฆสกเทพบุตร” หรือนางเปรตมัตตาที่เคยเป็นเมียหลวงรังแกเมียน้อย ได้รับการช่วยเหลือจากเมียน้อยจนได้เกิดเป็นเทพธิดา เป็นต้น พระพุทธศาสนาเล่าถึงสวรรค์เป็นสถานที่รองรับผู้มีบุญ แต่ก็มีบางมุมที่เล่าเรื่องราวป่วน ๆ  ของชาวสวรรค์ ไว้อย่างน่าสนใจ อาทิเช่น   เทวรถบนสวรรค์ เทวรถคือพาหนะของเทวดาที่ขับเคลื่อนไปด้วยสารถี เช่น เวชยันตราชรถของท้าวสักกะเทวราชซึ่งมีมาตุลีเทพบุตรเป็นสารถี พระเนมิราชทรงเคยประทับเวชยันตราชรถนี้ไปท่องแดนนรกและสวรรค์ดังที่เล่าไว้ในเนมิราชชาดก เทวรถบนสวรรค์ ต้องมีขนาดใหญ่มาก เพื่อบรรทุกบริวารของเทวดาบางพระองค์ที่มีจำนวนนับพันนับหมื่นไปพร้อมกับเทวดาผู้เป็นเจ้าของวิมาน เทวรถเหล่านี้มักสร้างจากทองคำหรืออัญมณีต่าง ๆ เทวรถบางส่วนมีล้อ บางส่วนก็เป็นสัตว์ เช่น ช้าง หรือเทียมด้วยม้า ซึ่งเป็นสัตว์ที่เกิดจากบุญของเทวดาผู้เป็นเจ้าของวิมาน   วิมานและทิพยสมบัติ วิมานและสมบัติของเทวดาส่วนมากจะทำจากทองคำหรืออัญมณีต่าง ๆ แต่ล้วนเป็นของทิพย์ไม่มีวันสึกหรอตลอดอายุขัยของเทวดาผู้เป็นเจ้าของวิมาน จึงทำให้สมบัติของเทวดาอยู่ในสภาพที่ใหม่และสวยงามตลอดโดยไม่สกปรกและผุกร่อน เพราะสวรรค์ไร้ฝุ่นและปฏิกูลต่าง ๆ เรื่องราวเกี่ยวกับวิมานและสมบัติของเทวดาสามารถอ่านเสริมได้จาก วิมานวัตถุ   อาหารทิพย์ เทวดาจะบริโภคสิ่งที่เรียกว่า “อาหารทิพย์” อาหารประเภทนี้จะไม่มีกาก […]

อำนาจของกรรม ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สามารถเปลี่ยนให้เทวดากลายเป็นมนุษย์ จากมนุษย์กลายเป็นสัตว์

อำนาจของกรรม ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สามารถเปลี่ยนให้เทวดากลายเป็นมนุษย์ จากมนุษย์กลายเป็นสัตว์ อำนาจของกรรม อาจทำให้เทวดากลายเป็นมนุษย์ จากมนุษย์ไปเป็นสัตว์ หรือจากสัตว์กลายเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นจากการกระทำทั้งสิ้น ความแตกต่างของชีวิตที่สำคัญที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นอำนาจอันใหญ่ยิ่งที่สุดของกรรม คือความได้ภพชาติของพรหมเทพ ความได้ภพชาติของมนุษย์ กับความได้ภพชาติของสัตว์ ด้วยอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของกรรมอันนำให้เกิดนี้ เป็นความจริงที่แม้จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ความจริงนี้ก็ย่อมเป็นความจริง เสมอไป ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากความจริงได้ เชื่อหรือ ไม่เชื่อก็ควรกลัวอย่างหนึ่ง คือกลัวการไม่ได้กลับมาเกิดเป็นคน ไม่ได้ไปเกิดเป็นเทวดา มาดูกันว่าอำนาจของกรรมส่งผลกรรมอะไรมาให้กับเราในชาติหน้า   เทวดาไปเกิดเป็นมนุษย์  เป็นที่ยอมเชื่อถือกันมากกว่าเทวดาจะไปเป็นอะไรอื่น จึงมีคำบอกเล่าหรือสันนิษฐานกันอยู่เสมอว่า ผู้นั้นผู้นี้เป็นเทวดามาเกิด ทั้งนี้ก็โดยสันนิษฐานจากความประณีตงดงาม สูงส่งของผู้นั้นผู้นี้ บางรายก็มีพร้อมทุกประการ ทั้งชาติตระกูลที่สูง ฐานะที่ดี ผิวพรรณวรรณะที่งาม กิริยาวาจามารยาทที่สุภาพอ่อนโยน ไพเราะเรียบร้อย เฉลียวฉลาด บางผู้แม้ไม่งามพร้อมทุกประการดังกล่าว ก็ยังได้รับคำพรรณนาว่าเป็นเทวดานางฟ้ามาเกิด เพราะผิวพรรณ มารยาทงดงาม อ่อนโยน นุ่มนวล นี้ก็คือการยอมรับอยู่ลึก ๆ ในใจของ คนส่วนมากว่าเทวดามาเกิดเป็นมนุษย์ได้   มนุษย์ไปเกิดเป็นสัตว์ ในสมัยพุทธกาล ชายผู้หนึ่งโกรธแค้นรำคาญสุนัขตัวหนึ่งที่ติดตามอยู่ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าทรงทราบ ก็ได้ตรัสแสดงให้รู้ว่าบิดาที่สิ้นไปแล้วนั้นมาเกิดเป็นสุนัขนั่น และได้ทรงให้พิสูจน์ โดยบอกให้สุนัขนำไปหาที่ซ่อนทรัพย์ ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้นอกจากผู้เป็นบิดาของชายผู้นั้น และสุนัขก็พาไปขุดพบสมบัติ […]

“เทวดากับการสวดมนต์” เรื่องเล่าถึงเทวดาของ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้เล่าถึงเรื่องการสวดมนต์ไหว้พระให้พระเณรฟังว่า 1 “การสวดมนต์ไหว้พระนั้น ถึงแม้ว่าเราจะออกเสียงหรือไม่ออกเสียงก็ตาม พวกเทพเจ้าเหล่าเทวดาเขามีหูทิพย์ ตาทิพย์ เขาก็จะได้ยินเสียงที่เราสวดมนต์ไหว้พระด้วยพระสูตรต่าง ๆ เมื่อเขาได้ยิน เขาก็จะเกิดความปีติยินดีในการสวดมนต์ไหว้พระกับเรา เขาก็จะพากันมาร่วมอนุโมทนาบุญกับเราด้วย ถ้าจิตเราสงบลงไปบ้างสักเล็กน้อย เราก็จะได้ยินเสียงที่เขามาอนุโมทนากับเรา เสียงที่เขาเปล่งสาธุการนั้นมันดังปานฟ้าสิถล่มทลายลงมาทับดิน” 2 หลวงปู่ได้เล่าเรื่องที่ท่านเที่ยววิเวกในเมืองพม่า ดังนี้ 3 “ครั้งหนึ่งเราพักจําพรรษาที่บ้านยางแดง ประเทศพม่า วัดที่เราอยู่นั้นมันมีศาลาอยู่เพียงหลังเดียว และศาลานี้ก็มีเสาอยู่ตรงกลางต้นเดียว เราให้เขากั้นห้องเป็นสองห้อง ห้องหนึ่งเราเอาไว้พัก อีกห้องหนึ่งเราก็เอาไว้นอน ตรงกลางศาลาจะมีแท่นบูชาพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอยู่หนึ่งองค์ สูงประมาณหนึ่งศอก พระพุทธรูปองค์นี้แกะสลักจากไม้สัก ในแต่ละวันเราก็อาศัยสวดมนต์ไหว้พระอยู่หน้าพระประธานองค์นี้แหละ คืนนั้นเรากําลังไหว้พระสวดมนต์อยู่ดี ๆ พอสวดบทธัมมจักกัปปวัตตนสูตรถึงท่อนที่ว่า จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุตวาฯ. ช่วงท่อนที่กําลังไล่ชื่อสวรรค์ชั้นต่าง ๆ อยู่นั้น ปรากฏว่ามีเสียงดังสะท้านไปทั่ว เป็นเสียงที่ดังกระหึ่มลงมาจากท้องฟ้า เสียงดังกระหึ่มนั้นทําให้ศาลาที่เรานั่งสวดมนต์ไหว้พระอยู่นั้นเกิดการสั่นไหวขึ้นมา เสียงศาลามันลั่นเอี๊ยดอ๊าด ๆ โยกไหวไปมาเหมือนกับว่าแผ่นดินมันไหว เราก็เลยหยุดสวดมนต์เอาไว้ก่อน มานั่งฟังเสียงดูว่ามันเป็นเสียงอะไรกันแน่ เรามานั่งรําลึกในใจของเราว่า 4 […]

สัมผัส สวรรค์ ทั้งที่ยังมีลมหายใจ ได้จริงไหม ?

สัมผัส สวรรค์ ทั้งที่ยังมีลมหายใจ ได้จริงไหม ? ใคร ๆ ต่างทำบุญสร้างกุศลเพื่อเกิดเป็นเทวดาบน สวรรค์ สวรรค์เป็นดินแดนที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้หลังจากสิ้นอายุขัยไปแล้วเท่านั้นหรือ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนเป็นสามารถสัมผัสสวรรค์ได้ ทั้งที่ยังมีลมหายใจ แล้วสวรรค์สำหรับคนเป็นเป็นอย่างไรกัน สวรรค์เป็นดินแดนหลังความตาย พระพุทธศาสนาอธิบายว่าสวรรค์เป็นดินแดนแห่งหนึ่งในคติภพภูมิ สวรรค์จัดเป็นกามภพและสุคติภูมิเช่นเดียวกับโลกมนุษย์  มีตำนานทั่วโลกกล่าวถึงมนุษย์ขึ้นไปบนสวรรค์ พบกับเทวดาและนางฟ้า แต่สำหรับพระพุทธศาสนาแล้วแบ่งแยกชัดเจนว่า มนุษย์ผู้มีรูปกายหยาบไม่สามารถเข้าไปในภพภูมิของผู้ที่มีกายละเอียดได้ ซึ่งรวมถึงสวรรค์ด้วย เมื่อมนุษย์ไม่สามารถไปยังสวรรค์ได้ทั้งที่ยังมีลมหายใจ แต่สามารถสัมผัสสวรรค์ได้ การสัมผัสถึงสวรรค์ใน ณ ที่นี้ คือ สภาวะของจิต การที่มนุษย์หลังจากตายแล้วไปเกิดยังสวรรค์หรือภูมิต่าง ๆ นั้น ก็ไปด้วยจิต และมีกรรมเป็นเครื่องนำพาสู่ภูมินั้น ๆ ไม่ต่างจากยานพาหนะ ดังนั้นสำหรับคนเป็นมีสิทธิ์ขึ้นหรือสัมผัสสวรรค์ได้ เพราะมีสภาวะของจิตในช่วงหนึ่งที่คล้ายกับสวรรค์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรที่มีชื่อว่า “ขณสูตร” มีความโดยสังเขปว่า นรกหรือสวรรค์เกิดขึ้นที่อายตนะทั้งภายนอก ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และความนึกคิด ส่วนอายตนะภายใน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย […]

keyboard_arrow_up