เทคนิคเตรียมตัวใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุข

เทคนิคเตรียมตัวใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุข ในยุคนี้ที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ยิ่งต้องหาทางหนีทีไล่ให้ชีวิตหลังเกษียณ จากสถิติของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บ่งชี้ว่า ภายในปี 2570 เราจะมีประชากรผู้สูงอายุมากถึง 30% ของประชากรทั้งประเทศ 68.86 ล้านคน กลายเป็นประเทศที่มีคนแก่มากกว่าเด็ก ถ้ารัฐบาลไม่เร่งหาทางแก้ปัญหา ก็จะลุกลามเป็นวิกฤติอนาคตของประเทศแน่นอน การเตรียมตัวใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุข ต้องเริ่มจากการปลดหนี้ปลดสินให้หมด ถ้าแก่แล้วยังต้องหาเงินผ่อนบ้าน เป็นใครก็คงเครียดจนนั่งไม่ติด นอกจากจะไม่มีหนี้แล้ว ยังต้องขยันหาเงินออมไว้ใช้หลังเกษียณ มีสูตรคำนวณว่า ให้วาดภาพหลังรีไทร์ว่าเราอยากมีชีวิตอย่างไร และแต่ละเดือนต้องใช้จ่ายเงินเท่าไหร่ แล้วเอาจำนวนเงินที่ต้องใช้คูณด้วยอายุที่เหลืออยู่หลังเกษียณ นอกจากเรื่องเงินทองซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่แล้ว เรื่องสุขภาพก็สำคัญมากสำหรับคนวัยเกษียณ ปัจจุบันมีประกันสุขภาพเพื่อผู้สูงอายุให้เลือกหลากหลายขึ้น ช่วยให้อุ่นใจในยามบั้นปลายชีวิตมากทีเดียว แพทย์หญิงศรีประภา ชัยสินธพ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ชี้ให้เห็นถึงแนวทางพัฒนาจิตใจผู้สูงอายุให้ห่างไกลปัญหาสุขภาพจิตไว้ 3 ข้อ ดังนี้ 1 st Step Self Reflection ฝึกละวางและมองเชิงบวก     แม้วัยเกษียณจะมีจุดด้อยด้านกําลังวังชา แต่ในด้านการพัฒนาจิตใจแล้ว นับเป็นช่วงเวลาที่มีต้นทุนชีวิตสูงสุด เพราะได้สั่งสม ประสบการณ์ผ่านวัยรุ่นและวัยทํางานมาแล้วหากนํามาพัฒนาต่อ จะนําไปสู่ความมีวุฒิภาวะและปัญญาในท้ายที่สุดต้นทุนดังกล่าวจะช่วยให้ผู้สูงอายุมองเห็นและเข้าใจความ เปลี่ยนแปลงในชีวิตตามความเป็นจริงได้สามารถละวางและลด ความยึดมั่นถือมั่นต่างๆ ได้ เรียกว่ามองเห็นธรรมหรือสภาวะ ธรรมชาติของสรรพสิ่งซึ่งเป็นความรู้สากลไม่จํากัดศาสนาหากผู้สูงอายุนําประสบการณ์ที่ผ่านมาของตนใช้พิจารณา […]

ก่อนสู่สังคมสูงวัย…ถ้าจะให้ดี ควรวางแผนก่อนเกษียณจะดีที่สุด!

ก่อนสู่สังคมสูงวัย…ถ้าจะให้ดี ควรวางแผนก่อนเกษียณจะดีที่สุด!   ปัจจุบันประเทศไทย กําลังก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงวัยเช่นเดียวกับ หลายๆ ประเทศบนโลกใบนี้ซึ่งประเทศไทย ยังอาจล้าหลังกว่าหลายประเทศที่ถูกจัดเป็น กลุ่มประเทศของสังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว เรียบร้อยแล้ว ประเทศที่กําลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย หรือเป็นสังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัวกําลังประสบปัญหา เนื่องจากขาดแคลนประชากรในวัยแรงงานคงมีแต่ประชากรที่ต้องการ การพึ่งพิงหลายประเทศในโลกนี้จึงตื่นตัว กับการแก้ปัญหาภาระการดูแลผู้สูงอายุด้วยการออกมาตรการต่างๆ ให้ประชากรที่ยัง อยู่ในวัยแรงงานเริ่มต้นวางแผนวัยเกษียณ สําหรับตัวเองตั้งแต่อายุน้อยๆ เพื่อจะได้ ไม่เป็นภาระกับภาครัฐมากจนเกินไป อย่างไรก็ตามมาตรการจูงใจให้ประชาชนวางแผนเพื่อวัยเกษียณนั้นเพิ่งเริ่มต้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาทําให้หลายๆ คนที่เกิดไวไปหน่อยระลึกรู้ถึงความสําคัญของการวางแผนวัยเกษียณช้าเกินไป ทุกวันนี้หลายคนที่อยู่ในวัยทอง(ซึ่งนักการเงินเชื่อว่าเป็น Golden Age ของ วงจรชีวิตไม่ใช่วัยทองตามความหมายโดยนัยที่หลายๆ คนไม่อยากให้มีคน เรียกขานกัน) จึงมักเกิดคําถามป็อปปูลาร์ ท็อปเทนว่าแล้วจะต้องทําอย่างไรถ้าล่วงเลยมาจนถึงวันที่รถด่วนขบวนสุดท้าย ออกจากชานชาลาไปหลายปีแล้วและมั่นใจว่า คงไม่สามารถผลิตลูกหลานมาดูแลหลังวัยเกษียณได้และที่สําคัญคือ ไม่เคยวางแผนวัยเกษียณไว้เลยในกรณีเช่นนี้ ถ้าวางแผนตอนนี้จะทันหรือไม่ถ้าทัน (หรือไม่ทันแล้ว) ใจหนึ่งก็อยากบอกว่าอาจสายเกินไปสําหรับคนใกล้จะเกษียณที่ไม่เคยวางแผน ล่วงหน้าและอยากคงมาตรฐานในการดํารงชีวิตประจําวันเอาไว้แต่เหรียญก็มีสองด้านเสมออีกด้านหนึ่งก็ต้องบอกว่ามาช้าดีกว่าไม่มาวางแผนช้าก็ยังดีกว่าไม่วางแผนเพราะถ้าหากวันนี้ยังไม่เริ่มวางแผนอีกก็อาจส่งงผลให้มาตรฐานการครองชีพหลังเกษียณยิ่งดําดิ่งลงไปในอนาคต การวางแผนวัยเกษียณสําหรับคนหนุ่มสาวทั่วไปอาจเริ่มต้นจากการสํารวจความต้องการหลังเกษียณ เพื่อคํานวณว่า นับจากนี้ไปในแต่ละปีจะต้องเก็บเงินออม และลงทุนปีละเท่าใดจึงจะเพียงพอกับ มาตรฐานการครองชีพที่ต้องการหลังเกษียณแต่การวางแผนวัยเกษียณสําหรับผู้ที่มีอายุ มากและใกล้จะเกษียณในอีกไม่กี่ปีอาจต้องปรับเปลี่ยนมุมมองมาเป็นการสํารวจจํานวน เงินที่มีอยู่ในปัจจุบันที่สามารถนําไปใช้ หลังเกษียณและแหล่งเงินสําหรับวัยเกษียณ แหล่งอื่นๆ แล้วนํามาคาดการณ์ว่าจะสามารถเฉลี่ยเงินที่มีอยู่มาใช้ได้ปีละเท่าใดตลอด อายุขัยหลังเกษียณ คนอาจไม่รู้ว่าหลังเกษียณแล้วยังพอจะมีแหล่งเงินต่างๆ ที่เราสามารถนํา ไปใช้ในการดํารงชีวิตได้อีก เช่น เงินออม ในกองทุนสํารองเลี้ยงชีพซึ่งถ้าหาสมัครใจ  […]

มองหาอาชีพหลังเกษียณ ที่คนทุกวัยควรต้องศึกษาไว้ก่อนถึงวันนั้น!

หากเราลองสังเกตผู้คนรอบตัวไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว ชุมชน หรือตามที่สาธารณะ จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ประเทศไทยมีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจากสถิติข้อมูลประชากรไทยที่นับวันจำนวนผู้สูงอายุยิ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นแล้วว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” มาตั้งแต่ประมาณปี 2548 และกำลังจะเป็นสังคมสูงวัยอย่างเต็มตัวในปี 2564 สำหรับใครที่กำลังกลัวการเผชิญภาวะสูงวัยเมื่ออายุเริ่มแตะเลข 6 เพราะความรู้สึกว้าเหว่ไร้ค่าเริ่มมาเขย่าหัวใจแล้วล่ะก็อยากให้เลิกกลัวได้แล้วเพราะงานวิจัยล่าสุดของนักวิจัยจากสถาบันนานาชาติเพื่อการวิเคราะห์ระบบเชิงประยุกต์(International Institute for Applied Systems Analysis) และมหาวิทยาลัยสโตนี่บรูค ระบุเอาไว้ว่าคนเรามีความเชื่อผิดๆ กันมาโดยตลอดเกี่ยวกับวัยชราเนื่องจากวัยนั้นไม่ได้วัดกันที่จำ นวนปีที่เราได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ปัจจุบันวัยกลางคนจะเริ่มที่อายุ 60 ซึ่งคนไทยสมัยนี้อายุ 60 ปีแล้วก็ดูยังไม่แก่ แถมยังแข็งแรงไม่ต่างจากคนวัยหนุ่มสาวหรือวัยกลางคนอีกด้วย ดังนั้นสิ่งสำ คัญที่เราควรเตรียมรับมือคือการเริ่มต้นสร้างพลังใจเพื่อให้เกิดพลังกายด้วยมุมมองที่ว่า “อายุเป็นเพียงตัวเลข” ซึ่งในความเป็นจริงสมัยนี้แม้อายุเกิน 60 ปีไปแล้วก็ยังมีคุณค่า มีพลังและยังสามารถทำ งานที่สร้างเสริมพลังให้กับสังคมได้อีกมาก โดยปัจจุบันภาครัฐออกกฎหมายให้บริษัทเอกชนสนับสนุนการจ้างผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าทำ งาน ให้สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ถึง 100% ของเงินที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างสูงอายุตามที่ปรากฎในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 639) พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2560 วันนี้ “ชีวจิต” […]

keyboard_arrow_up