อิง ภาสกรนที ไม่มีเธอคนนี้ ก็ไม่มีอิชิตัน

อิง ภาสกรนที ไม่มีเธอคนนี้ ก็ไม่มีอิชิตัน ตัน ภาสกรนที ชื่อนี้มาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่ใครได้เห็นก็ต้องยิ้มให้กับความอารมณ์ดีของเขาด้วยความที่เป็นคนติดดินมุ่งมั่น กล้าให้ กล้าทำ และกล้าที่จะแตกต่าง ทำให้เขากลายเป็นนักธุรกิจที่มีคิวงานยาวเหยียด และกลายเป็นไอดอลของเด็กรุ่นใหม่ ไม่ว่าเดินไปที่ไหนใคร ๆ ต่างก็กรูกันเข้ามาขอถ่ายรูปราวกับเป็นดาราดัง แต่ที่หลายคนไม่รู้คือ ผู้ชายคนนี้อาจไม่มีวันนี้ ถ้าไม่มีผู้หญิงคนหนึ่งคอยยืนเคียงข้างเขาเสมอมา เธอผู้นี้คือ คุณ อิง ภาสกรนที ผู้เป็นทั้งภรรยาและรองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมบริษัทในเครือกว่า 40 บริษัท คุณอิง…ลูกสาวคนสวยของอดีตกำนันตำบลบ่อทอง อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี รู้จักกับคุณตัน นักธุรกิจท้องถิ่นเล็ก ๆมาตั้งแต่เธออายุเพียง 17 ปี และคุณตันอายุ 28 ปี เรื่องราวความรักของคนทั้งคู่ไม่ต่างจากนวนิยายเรื่องยาว ที่ตอนต้นต้องฝ่าฟันปัญหานานัปการ ทั้งถูกครอบครัวฝ่ายหญิงกีดกัน ทั้งล้มละลาย มีหนี้สินท่วมตัว แถมเมื่อก่อร่างสร้างตัวได้อีกครั้งก็กลับต้องพบกับปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ที่สร้างความเสียหายนับพันล้าน เรียกได้ว่าตลอดการครองคู่ 26 ปีมีครบทุกรส ทั้งรอยยิ้ม การต่อสู้ และคราบน้ำตา ในวันสัมภาษณ์ เราเดินทางไปยังบ้านของคุณอิงและคุณตันซึ่งอยู่แถวพระราม 9 หลายคนอาจคิดว่าบ้านของนักธุรกิจหมื่นล้านต้องใหญ่โตโก้หรูราวกับราชวังแน่ ๆ แต่ตรงกันข้าม บ้านหลังนี้กลับดูเรียบง่าย อบอุ่น และเน้นประโยชน์ใช้สอยมากกว่า ในขณะที่คุณอิงกำลังให้ช่างแต่งหน้าอยู่ น้องใกล้ใกล้(ด.ญ.ใกล้นที ภาสกรนที) ลูกสาวคนเล็กในวัย 6 ขวบนั่งเล่นเกมอยู่ข้าง ๆ เมื่อคุณตันเดินเข้ามานั่งที่โซฟานวดไฟฟ้า น้องใกล้ใกล้จึงเปลี่ยนมานั่งเล่นบนตักของคุณพ่อแทน ความรักความอบอุ่นและสบาย ๆ เป็นกันเองของคนในครอบครัวนี้แผ่ออกมาจนทุกคนสัมผัสได้ และทำให้เราอยากทราบว่า อะไรที่ทำให้ผู้หญิงที่สวยและเพียบพร้อมทุกอย่างอย่างคุณอิง ตัดสินใจแต่งงานกับผู้ชายที่มักบอกคนอื่นอยู่เสมอว่า “รูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย” อย่างคุณตัน กว่าคุณอิงและคุณตันจะแต่งงานกันได้ ต้องฝ่าด่านทดสอบอย่างไรบ้างคะ คุณอิง : แรกทีเดียวด้วยความที่อิงยังเด็ก ก็ไม่ได้คิดอะไรกับคุณตัน เจอกันครั้งแรกตอนเขามาที่บ้าน มาร่วมอวยพรวันเกิดคุณพ่อ อิงก็เลยช่วยหาอาหารมาต้อนรับ ซึ่งนั่นทำให้เขาประทับใจว่าผู้หญิงบ้านนี้มีน้ำใจ ทั้งที่ความจริงเราก็ดูแลแขกของคุณพ่อเป็นปกติ แต่หลังจากที่คบกัน รู้สึกว่าคุณตันเป็นเหมือนเพื่อนแท้อยู่เคียงข้างมาตลอดและอารมณ์ดี อิงจึงรู้สึกดีกับคุณตันขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่พอเรื่องนี้รู้ถึงหูคุณพ่อ ท่านก็สั่งห้ามคบกันเด็ดขาดไม่อย่างนั้นก็ต้องเลิกเรียนเลยทีเดียว คุณพ่ออิงเป็นกำนันที่ดุมาก พูดคำไหนคำนั้น เราไม่มีทางเถียงได้เลย อิงเข้าใจดีว่าที่ท่านห้ามเพราะห่วงเรา อยากให้มีครอบครัวที่เหมาะสม เพราะคุณตันเองอายุห่างจากอิงมาก ทั้งยังเคยผ่านการมีครอบครัว มีลูกมาแล้ว ในสายตาของพ่อแม่ คุณตันจึงไม่ใช่คู่ชีวิตที่ดีของลูก เราจึงต้องแอบคบกัน ตอนอิงเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ คุณตันก็ขับรถจากชลบุรีไปรับไปส่งโดยไม่ให้ทางบ้านรู้เวลาจะคุยโทรศัพท์กัน สมัยก่อนก็ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้เพราะไม่มีโทรศัพท์มือถือ มีแต่โทรศัพท์บ้าน และด้วยความที่กลัวคุณพ่อคุณแม่จะรู้ อิงต้องปีนหลังคาบ้านไปต่อสายโทรศัพท์เข้ากับเครื่อง บางคืนฝนตก ฟ้าร้อง ต่อสายโทรศัพท์ไม่ได้ คุณตันก็จะรอเก้อ หรือบางคืนคุย ๆ ไปไฟดูดก็มี คิดถึงเรื่องนี้ทีไรก็ขำ แต่ตอนนั้นขำไม่ออก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ลำบากใจที่สุดในชีวิต เพราะที่บ้านให้ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ถ้าเลือกคุณตันก็ให้ไปแบบตัวเปล่า แล้วต้องตัดขาดกันเลย คุณตัน : ถ้าผมท้อนิดเดียวก็จบแล้ว หลายคนอาจคิดว่าปัญหามากมายขนาดนั้น แล้วในโลกนี้มีผู้หญิงตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องคนนี้ ก็ต้องบอกว่าเป็นดีเอ็นเอของผม เวลาเจออุปสรรค ผมจะสู้กับมันถึงที่สุด หลังจากคบหากันได้ 5 ปี ผมก็ตั้งใจจะไปหาคุณพ่อของคุณอิง วันนั้นผมพกเหรียญ 5 บาทไปด้วยเหรียญหนึ่งเพื่อใช้วัดใจลูกผู้ชาย กะว่าถ้าเจอคุณพ่อก็จะบอกท่านว่า “ผมรักลูกสาวท่านนะครับ ผมจะมาขอลูกสาวท่านแต่งงาน คุณพ่อให้โอกาสผมตัดสินชีวิตด้วยการโยนเหรียญหัว - ก้อยนะครับ” กะว่าจะพิสูจน์ใจลูกผู้ชายไปเลย แต่เชื่อไหม ไม่ทันโยนเหรียญ แค่พูดว่า “ผมรักคุณ…อิง” คุณพ่อก็สอยมา โดนหน้าเต็ม ๆ เจ็บมาก แก้วหูฉีกหน้า ปากบวมจนต้องไปโรงพยาบาล ผมถ่ายรูปเก็บไว้ด้วย แต่คุณอิงทิ้งไปแล้ว ไม่อย่างนั้นจะให้ดู ดูเหมือนความรักเต็มไปด้วยอุปสรรคจนแทบมองไม่เห็นทางออก แต่สุดท้ายผ่านมาได้อย่างไรคะ คุณอิง : ชีวิตอิงพบจุดเปลี่ยนอีกครั้งตอนคุณพ่อเสียชีวิตอย่างกะทันหัน เราเศร้ากันทั้งบ้าน หมดแรง ท้อแท้ จนผ่านไปสามเดือนอิงก็มานั่งคิดดูว่า เราจะปล่อยชีวิตในวัย 25 ปีให้ผ่านไปกับความเศร้าหมองอย่างนี้หรือ วิธีเดียวที่จะทำให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งคือ การออกไปตามหาความฝันของตัวเอง อิงจึงตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการไปเรียนคอร์สสั้น ๆ ด้านเวดดิ้งสตูดิโอที่ไต้หวัน โดยไม่บอกคุณแม่ ทิ้งเพียงจดหมายไว้ว่า “นี่เป็นหนทางที่อิงเลือกแล้ว ถ้าสมมุติว่าทางเลือกนี้มันผิด มันก็เป็นทางที่อิงเลือกเอง ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาดีหรือไม่ดี อิงจะยอมรับทุกอย่าง” ระหว่างอยู่ที่ไต้หวันอิงไม่ได้โทร.หาคุณแม่ ตัดขาดจากทุกคนแม้แต่คุณตัน มุ่งมั่นกับการเรียนอย่างเดียว พอกลับมาเมืองไทย อิงก็ทำธุรกิจเวดดิ้งสตูดิโอต่อ ช่วงนั้นแน่วแน่กับงานมาก จนแทบจะลืมเรื่องของคุณตันไปเลย ใจก็คิดว่าที่ผ่านมาคุณตันได้พิสูจน์ให้อิงเห็นแล้วว่าจริงใจ ทุ่มเทกับความรักของเรา ดังนั้นถ้าคุณตันเป็นคนที่ใช่อย่างไรวันข้างหน้าเราก็จะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนี้คุณแม่ก็ยอมรับได้มากขึ้น จนวันหนึ่งคุณแม่ก็เอ่ยปากถามอิงเองว่า “เมื่อไหร่จะแต่งงาน” คุณตัน : แต่บังเอิญปี 40 ผมเจอวิกฤติเศรษฐกิจ เป็นหนี้ร้อยล้าน เลยตัดสินใจที่จะไม่แต่งงานตอนนั้น ผมคิดว่าเราเป็นลูกผู้ชาย ไม่ควรเอาเขามาลำบาก โชคดีที่เขาเข้าใจ แถมผมยังแอบเอาสร้อยเพชรที่ซื้อให้เขาไปขายเพื่อใช้หนี้ธนาคาร ตอนหลังพอไปบอกเขา เขาก็ไม่โกรธ หลังจากนั้นสองปีผมก็ใช้หนี้จนหมดเราจึงตัดสินใจแต่งงานกันแบบง่าย ๆ แต่ที่ยิ่งใหญ่คือ ของชำร่วยต้องใช้รถสิบล้อสองคันขนมา เป็นหมอนอิงกับหมอนตัน ส่วนวันครบรอบแต่งงานปีที่ 25 ที่เพิ่งผ่านไป ผมก็ให้แหวนเพชรวงใหม่กับเขา ถือเป็นการใช้คืนที่เรียกว่าทบต้นทบดอกเลยทีเดียว เมื่อใช้ชีวิตด้วยกันแล้ว คุณอิงคิดว่าตัวเองคิดถูกไหมคะที่เลือกคุณตัน ทั้งที่น่าจะมีผู้ชายที่ทั้งหล่อและรวยให้เลือกมากมาย คุณอิง : ความหล่อ ความรวยไม่ใช่สิ่งสำคัญค่ะ อิงคบกับคุณตันตั้งแต่เขาติดลบเป็นหนี้ด้วยซ้ำ แต่ที่เลือกคุณตันเพราะจิตใจของเขา คนเราจะใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน ต้องศึกษาให้ถ่องแท้ ต้องผ่านอุปสรรค วิกฤติมาด้วยกันแล้วเราจะเห็นว่าเขาแก้ปัญหาอย่างไรอิงมองว่าชีวิตช่วงแรกที่เราเกิดมา เราเลือกไม่ได้ แต่ชีวิตแต่งงานเป็นชีวิตที่เราต้องใช้เวลาเลือกให้ดีที่สุด ต้องดู ต้องทดสอบหลายอย่าง ยิ่งเวลาผ่านไป อิงยิ่งรู้สึกขอบคุณคุณพ่อ เพราะท่านเป็นเหมือนคนที่เอาแบบทดสอบมาให้คุณตัน ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่ยากมาก แต่เมื่อผ่านมาได้ สิ่งที่ได้มาก็มีคุณค่า ทุกวันนี้คุณตันดูแลอิงอย่างดี ทะนุถนอม อยู่ด้วยแล้วรู้สึกอบอุ่น สบาย ๆ เขารู้ว่าอิงชอบกินปู ทุกครั้งที่กิน เขาก็จะแกะปูให้อิงก่อนเสมอ เขาดูแลทุกคนดีมาก ทั้งอิง ลูก ๆ รวมถึงคุณแม่ของอิงด้วย ซึ่งคุณตันชอบหาของขวัญมาให้ท่านบ่อย ๆ ที่สำคัญคือ เขาเป็นคนยืดหยุ่น ไม่มีกรอบ เรียบง่าย เมื่อก่อนไม่มีเงินตอนนี้มีประมาณหนึ่ง แต่เราก็ยังใช้ชีวิตเรียบ ๆ คุณตันไม่ติดใช้ของแบรนด์เนม ไม่ชอบเดินห้าง จำได้ว่าเคยไปเดินด้วยกันครั้งหนึ่งอิงเดินขึ้นไปชั้น 5 เขารออยู่ชั้น 1 อิงยังไม่ทันได้ซื้อของเลย เขาโทร.มาตามว่าเสร็จหรือยัง วันนั้นอิงเลยกลับ ไม่ได้ซื้อของ และตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ไม่เคยพาคุณตันไปช็อปปิ้งด้วยอีกเลย (หัวเราะอย่างมีความสุข) ส่วนคุณตันล่ะคะ คิดอย่างไรในการใช้ชีวิตคู่กับคุณอิง คุณตัน : ถ้าถามว่าคุณอิงเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกไหมคงไม่ใช่ แต่ผมคิดว่าเขามีครบ เขาทำหน้าที่ของภรรยาและแม่ของลูกได้ดีที่สุด ส่วนผมเองก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ผมเป็นคนที่ยอมเพราะรู้ว่าความรักของผมมีค่า ผมอยากดูแลความรักนี้ตลอดไปผมก็เป็นผู้ชายธรรมดาที่ทำอะไรผิดพลาดบ้าง แต่อะไรก็ตาม ถ้าทำแล้วทำให้คุณอิงไม่สบายใจ ผมก็จะหยุด เลิก ถอยทันที ผมอยู่กับเขาด้วยความเข้าใจ เราไม่ต้องใช้ความอดทนและแทบไม่เคยทะเลาะกันเลย ผมเป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุดในโลก เพราะเมียผมสวยที่บ้านเขาก็ฐานะดีอยู่แล้ว รวย แล้วเขาก็เป็นคนเก่งด้วย ที่สำคัญที่สุด เขาเป็นคนมีน้ำใจ ผมอยากให้คนมองว่าภรรยาและลูกของผมเป็นคนมีน้ำใจ มากกว่าเป็นคนเก่งหรือเป็นคนมีเงิน ตรงนี้ผมภูมิใจมากกว่า ความจริงที่ผมดูแลแม่ยาย ไม่ใช่เพื่ออะไร อยากให้ท่านได้ภูมิใจว่าลูกสาวมีครอบครัวที่ดี ทุกวันนี้ท่านก็รักผมมาก เดือนหนึ่งเราจะพาลูก ๆ ไปเยี่ยมท่านครั้งหนึ่ง ท่านก็จะทำอาหารที่ผมชอบไว้ให้ คุณอิง : ท่านจะทำน่องไก่บ้านต้มของโปรดไว้ให้คุณตันค่ะครอบครัวอิงรักกันมาก เรามีพี่น้อง 7 คน ทั้งเขย ทั้งสะใภ้ มีเวลาว่างเมื่อไหร่ก็จะไปรวมตัวกันที่บ้านคุณแม่ที่อำเภอบ่อทอง ส่วนหนึ่งเพราะอยากให้คุณแม่มีความสุข มีลูกหลานล้อมหน้าล้อมหลัง อิงอยากสอนให้ลูกเห็นว่าการกตัญญูรู้คุณเป็นสิ่งที่ดี เมื่ออิงดูแลคุณแม่ของตัวเองแบบนี้ก็อยากให้ลูก ๆ ซึมซับเป็นแบบอย่าง อิงเป็นคนที่ครอบครัวต้องมาที่หนึ่ง เพราะในบั้นปลายชีวิตสิ่งสำคัญที่สุดคือครอบครัว หน้าที่การงานเป็นแค่ตัวเสริมให้ชีวิตของเรามีคุณค่าเท่านั้นดังนั้นพี่น้องทุกคนจะนัดเจอกัน และทุกปีเราก็มีกิจกรรมร่วมกันอย่างหนึ่งคือ การทำบุญทอดกฐินให้กับวัดบ้านเกิดหรือโรงเรียนต่าง ๆ ขอถามเรื่องการทำงานบ้าง ทราบว่าในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ คุณอิงวางบทบาทตัวเองเป็นฝ่ายค้านในห้องประชุม ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นคะ คุณอิง : อิงอยากเปิดช่องให้พนักงานรู้ว่าในห้องประชุมนี้ เราเห็นต่างได้ถ้ามีเหตุผลมากพอ พออิงเห็นต่าง พนักงานคนอื่น ๆก็จะเริ่มเห็นต่าง กลยุทธ์ฝ่ายค้านตลอดกาลของอิงจะกระตุ้นให้พนักงานทุกคนกล้าแสดงความคิดเห็นของตัวเอง ช่วงแรกไอเดียของน้องใหม่อาจยังไม่ตอบโจทย์ที่ถูกต้อง แต่เมื่อโอกาสถูกเปิดขึ้นบ่อย ๆ เดี๋ยวไอเดียดี ๆ ใหม่ สด ทันสมัยก็จะมาเอง อิงกับคุณตันเราไม่ได้เหมือนตะเกียบ แต่เราเหมือนช้อนกับส้อม มีความแตกต่างกัน แต่รวมกันแล้วมีพลังมหาศาล สิ่งที่คุณตันมีคือ“เซ้นส์ทางธุรกิจ” ส่วนสิ่งที่อิงมีคือ “ความเชี่ยวชาญด้านตัวเลข”อิงเคยพูดเล่น ๆ กับคุณตันว่า ถ้าเมียคนนี้ตายไป หาอีก 10 เมียก็ยังดูแลงานตรงนี้ไม่ได้ เพราะเราอยู่ตรงนี้มาเป็นยี่สิบปีในการทำธุรกิจ   โครงการที่คุณอิงจะอนุมัตินั้นต้องผ่านกระบวนการทำงานมาอย่างไรบ้างคะ คุณอิง : หลังจากที่รายงานตัวเลขประเมินความเสี่ยงของโครงการได้ผ่านการกลั่นกรองจากคุณตันมาเรียบร้อยแล้ว อิงคือคนสุดท้ายที่จะเป็นคนตัดสินใจ ที่เป็นแบบนี้เพราะแม้คุณตันจะเชื่อมั่นว่าโครงการนั้น ๆ มีความเป็นไปได้ แต่ก็อาจมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องทบทวนหลายด้าน เพราะฉะนั้นถ้ามาถึงอิงแล้วไม่ได้รับการอนุมัติ ก็หมายถึงโครงการนั้นถูกพับไปทันที ทุกครั้งที่เอกสารประเมินความเสี่ยงมาวางตรงหน้า อิงจะลองตั้งสมมุติฐานกับเหตุการณ์หลายแบบ จากสถานการณ์ที่แย่ที่สุด ไปจนถึงสถานการณ์ที่ดีที่สุด แล้วคิดต่อไปว่ามูลค่าการลงทุนเหล่านั้นรับได้ขนาดไหน ถ้าคำตอบคือ “ได้” มากกว่า “ไม่ได้” หรือตอนแรกอาจตอบว่า “ไม่ได้” แต่ต่อไปมีโอกาสที่คำตอบจะเปลี่ยนเป็น “ได้” โครงการนั้นจะได้รับการอนุมัติทันที คุณตันรู้ดีว่าอิงเชี่ยวชาญเรื่องตัวเลข จนสามารถสร้างเป็นโมเดลแบบต่าง ๆ ขึ้นมาในหัวได้หลายสถานการณ์ ถ้าหากทีมงานเตรียมแผนงานโดยไม่มีทางเลือกมากพอ อาจไม่ได้รับการอนุมัติจากอิง ดังนั้นโครงการไหนที่คุณตันอยากดันให้ผ่านมาก ๆ การเตรียมการด้านตัวเลขกับทีมงานก่อนถึงมืออิงก็จะมากตามไปด้วย แล้วถ้าโครงการไหนคุณอิงไม่เห็นด้วย แต่คุณตันยังยืนยันที่จะทำ คุณอิงใช้วิธีอย่างไรในการพูดคุยคะ คุณอิง : ถ้าอิงไม่เห็นด้วย ตอนแรกอิงจะยังไม่คัดค้าน แต่จะโทรศัพท์ไปปรึกษาเพื่อนสนิทที่มีอิทธิพลทางความคิดของคุณตัน3 - 4 คน โดยโยนหินถามทางไปก่อนว่าปลายสายเห็นว่าอย่างไรถ้าสัมผัสได้ถึงความคิดเห็นแนวทางเดียวกัน อิงจะฝากให้เขาลองให้ความเห็นกับคุณตันอีกที เพราะรู้ดีว่าก่อนตัดสินใจทำโครงการใหม่ คุณตันจะปรึกษาเพื่อนกลุ่มนี้ จากนั้นก็จะแนะให้คุณตันลองโทร.ไปหาเพื่อนสนิทกลุ่มดังกล่าวเพื่อขอความคิดเห็น ซึ่งได้ผลเกือบทุกครั้ง แต่ถ้าทุกเสียงช่วยกันค้านแล้วคุณตันยังยืนยันคำเดิม อิงจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้บริหารอันดับสองมาใช้บทบาทภรรยาทันทีด้วยการพูดคำว่า “ไม่!!” แล้วคุณตันก็จะสวนกลับมาดัง ๆ ว่า “ครับ”เท่านี้ทุกอย่างก็จบ (หัวเราะ) คุณตัน : ผมว่าบางอย่างเราใหญ่เกินไปไม่ดีหรอก เราต้องยอมให้คนคนหนึ่งสามารถหยุดบางสิ่งบางอย่างที่เราคิดผิดได้ ผมก็ยกสิทธิ์นี้ให้คุณอิง เพราะวันหนึ่งผมอาจหลงระเริงทำตัวเหลวไหลผมเป็นเหมือนเกียร์หน้า เขาก็คอยเป็นเบรกไว้ หรืออย่างนอกบ้านผมเป็น CEO เป็นผู้นำอยู่แล้ว แต่ที่บ้านก็ต้องรู้ ๆ อยู่ว่าใคร(ปรายตามองทางคุณอิง) ในบ้านเราใช้ความเป็นประชาธิปไตยทุกคนมี 1 เสียง แต่คุณอิงคนเดียวมี 5 เสียง ประชาธิปไตยบ้านนี้เขานับกันแบบนี้ ฟังดูเหมือนจะเผด็จการ แต่ที่ผ่านมาคุณอิงไม่เคยใช้อำนาจนอกลู่นอกทางเลย ส่วนใหญ่จะคุยหรือปรึกษากันมากกว่ายกตัวอย่างล่าสุด เราจะหาที่ปลูกบ้านใหม่ ทุกคนลงความเห็นว่าตรงนี้ดี แต่คุณอิงคนเดียวที่ไม่เห็นด้วย เพราะเขาคิดเรื่องความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก สุดท้ายทุกคนก็ยอม ช่วงน้ำท่วมปลายปี 2554 น้ำท่วมโรงงานอิชิตัน มีมูลค่าความเสียหายกว่าสองพันล้านบาท ตอนนั้นตั้งสติแก้ปัญหาอย่างไรคะ คุณตัน : ตอนนั้นรู้สึกเสียความตั้งใจมาก เสียดาย แต่ไม่ถึงกับทุกข์ รู้เลยว่าอุปสรรคปัญหา ความจริงแล้วคือความสำเร็จที่ปลอมตัวมาแกล้งเรา เราต้องฮึดสู้ ผ่านมันไปให้ได้ แล้วเราจะพบกับความสำเร็จ ถ้าโรงงานไม่โดนน้ำท่วม เราอาจไม่ประสบความสำเร็จขนาดนี้ และโรงงานอาจจะไม่ใหญ่เท่านี้ ทุกวันนี้โรงงานมีขนาดใหญ่เป็น 5 เท่าของวันน้ำท่วม เท่านั้นยังไม่พอ จากการที่น้ำท่วมทำให้โรงงานของเรากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทุกวันมีคนไปเยี่ยมชมตันแลนด์ ถึงขนาดต้องจองล่วงหน้า คุณอิง : ช่วงนั้นหน้าที่อิงคือการจัดระบบช่วยเหลือพนักงานและครอบครัวที่ประสบภัย หาบ้านพักที่เหมาะสม จัดการเรื่องเงินช่วยเหลือ พอโรงงานได้รับการฟื้นฟูกลับมา เราก็ต้องผลิตสินค้าให้ทันกับตลาด โดยมีคุณตันเป็นหัวเรือใหญ่ ส่วนอิงก็ต้องเพิ่มความรอบคอบ ไม่ละเลยรายละเอียดต่าง ๆ อย่างเด็ดขาด เพราะการฟื้นฟูกลับมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว นั่นหมายถึงการเติมเงินลงทุนเกือบ 2,000ล้านบาทลงไป ดังนั้นยอดขายจะต้องไม่ผิดพลาดไปจากแผนด้วย ขอถามเรื่องลูกบ้างนะคะ ทราบมาว่ากว่าคุณอิงกับคุณตันจะมีลูกได้แต่ละคน ต้องเสียน้ำตาไปเยอะทีเดียวใช่ไหมคะ คุณอิง : อิงมาจากครอบครัวคนจีน ที่ถือว่าการมีลูกเต็มบ้าน-หลานเต็มเมืองเป็นสิ่งที่ดี แต่ด้วยปัญหาทางสุขภาพทำให้อิงไม่สามารถมีลูกได้ด้วยวิธีธรรมชาติ และต้องใช้วิธีบลาสโตซิสต์ นำไข่ที่สมบูรณ์เต็มที่มาผสมกับน้ำเชื้อข้างนอก จนได้ตัวอ่อนที่พร้อมแล้วจึงฉีดกลับเข้าไปฝังในมดลูกอีกครั้ง วิธีนี้ต้องฉีดยากระตุ้นเพื่อให้รังไข่ผลิตไข่หลายใบในคราวเดียวกัน ซึ่งเจ็บมากจริง ๆ และเจ็บหลายครั้งหลายหนกว่าจะสำเร็จ สำหรับลูกคนแรก น้องเก็ต (ด.ช.ภาสกร ภาสกรนที)คลอดตามกำหนดและร่างกายแข็งแรงดี แต่หลังจากนั้นเมื่ออิงและคุณตันอยากมีลูกอีกคน อิงก็ท้องและแท้งไปถึง 12 ครั้ง เพราะการตั้งท้องวิธีนี้หลุดง่ายมาก แค่นั่งรถกระเทือนนิดหนึ่งก็หลุดแล้ว แต่หลังเรียนจบปริญญาโท อิงก็ตั้งใจจะมีลูกอีกครั้ง เตรียมพร้อมเป็นอย่างดี ถึงขนาดย้ายไปนอนโรงพยาบาลตลอดเวลา 9 เดือนแถมต้องพยายามทำอารมณ์ให้ดี ไม่เครียด ส่วนคุณตันก็ต้องดูแลอิงและทำงานไปด้วย ทุกครั้งที่เขามาโรงพยาบาล ทั้งหมอ พยาบาลจะหัวเราะอย่างมีความสุข คราวนั้นอิงท้องลูกแฝดสามคน 12 สัปดาห์แรกลูกคนหนึ่งของอิงเสีย และลูกอีกสองคนอยู่ในขั้นวิกฤติ อิงน้ำตาไหล ร้องไห้ตลอด บางครั้งคุณตันต้องมายืนให้อิงกอดเพื่อเป็นกำลังใจ ที่สุดอิงก็เสียลูกคนที่สองไปอีกคน เหลือเพียงใกล้ใกล้ที่คลอดออกมาแล้วก็ต้องอยู่ในความดูแลของคุณหมอถึงสามเดือนถึงจะพากลับบ้านได้ แต่การมีลูกก็คุ้มค่าสำหรับอิง ทั้งคู่เป็นเด็กที่น่ารักมาก คุณอิงกับคุณตันมีวิธีการสอนลูกอย่างไรบ้างคะ คุณตัน : ไม่ได้สอนอะไรเลย ทำให้ดูมากกว่า เด็กจะทำอะไรเหมือนพ่อแม่ เพราะอยู่ด้วยกันทุกวัน ผมบอกลูกเสมอว่า ตัวเราเหมือนคลอง ความรู้เหมือนน้ำ ถ้าเราขุดคลองในตัวเราให้มีที่เก็บน้ำมากขึ้น ในอนาคตเราก็จะสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ได้ ขอให้รักที่จะเรียนรู้มากกว่า นอกจากนั้นที่เราพยายามให้กับลูกคือเรื่องของสุขภาพทุกวันนี้เราสี่คนพ่อแม่ลูกออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานด้วยกันตอนเย็น อาทิตย์หนึ่งก็พยายามให้ได้ 3 - 4 วัน คุณอิง : ความที่อิงและคุณตันต้องทำงานเยอะ ตอนเย็น ๆเราก็จะรับลูกมาที่ทำงาน ทำให้เราได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น และเขาก็จะเข้าใจว่าพ่อแม่ทำอะไรอยู่ อิงจะใช้เวลาเหล่านี้สอนเขาบ้างเล็ก ๆน้อย ๆ อิงไม่สนับสนุนให้ลูกเรียนพิเศษ เพราะมองว่าความเก่งไม่สามารถตอบโจทย์ทุกอย่างได้เสมอไป แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องทำให้เขารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม อิงอยากให้เขาเป็นคนดีรู้จักขวนขวายหาความรู้ อิงคิดว่านี่คือสิ่งที่สำคัญมาก ๆ นอกจากนั้นอิงก็สอนให้ลูกติดดิน ไม่ฟุ่มเฟือย มีความรับผิดชอบ อย่างงานวันเกิดลูกเราก็ไม่ได้จัดให้ เพราะคิดว่าลูกยังเล็ก เคยถามลูกเหมือนกันว่า “ลูกจะว่าอะไรไหมที่แม่ไม่จัดให้”คำตอบของลูกทำให้อิงน้ำตาแทบไหล เขาบอกว่า “ไม่เป็นไรหรอกหม่าม้า แค่ให้ใกล้ใกล้ได้เกิดมา เลี้ยงดูใกล้ใกล้ก็พอแล้ว” คาดว่าลูกคงรู้ดีว่าอิงเจ็บแค่ไหนกว่าจะได้เขามา สำหรับอิงไม่ว่าบทบาทหน้าที่การงานจะยิ่งใหญ่สักแค่ไหน ก็ไม่ทำให้มีความสุขเท่ากับที่ได้เป็นลูกของคุณพ่อคุณแม่ เป็นภรรยาของคุณตันและเป็นแม่ของลูก ๆ ค่ะ  ชีวิตในทางตัน “อิง ภาสกรนที” สำนักพิมพ์อมรินทร์ HOW-TO หนังสือที่คุณอิง ภาสกรนที หลังบ้านอิชิตัน จะมาเปิดเผยทุกแง่มุมในชีวิต ทั้งเรื่องราวส่วนตัวที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน ตั้งแต่จดหมายรักที่เขียนถึงคุณตัน รวมถึงเคล็ดลับการใช้ชีวิตคู่และการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ บอกได้คำเดียวว่าหนังสือเล่มนี้เขียนจากใจ และอยากให้ทุกคนที่อ่านได้สิ่งดี ๆ กลับไปจริง ๆ   เปิดมุมลึกแต่ไม่ลับของคู่รักนักบริหาร 1. ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อจริงและนามสกุลมาเป็น อิงภาสกรนที คุณอิงมีชื่อว่า นางสาวสุนิสา สุขพันธ์ถาวร 2. คุณอิงเรียนจบปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน เกียรตินิยมอันดับสอง จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพและปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง 3. คุณตันและคุณอิงก่อตั้ง มูลนิธิตันปัน เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนเรื่องการศึกษาและสิ่งแวดล้อม 4. คุณตันไม่สะสมข้าวของใด ๆ แต่ชอบปลูกต้นไม้มากทุกวันนี้สร้างสวนสาธารณะ 30 ไร่ให้ชาวอำเภอบ่อทองได้ใช้ประโยชน์ และครั้งหนึ่งคุณตันเคยซื้อที่ดิน 5 ไร่ที่เชียงใหม่เพราะอยากรักษาต้นไม้ต้นใหญ่อายุนับร้อยปีที่ตัวเองรักไว้ […]

keyboard_arrow_up