จากอดีตนักเลงสู่ลูกกตัญญู อาร์ต พศุตม์ บานแย้ม

จากอดีตนักเลงสู่ลูกกตัญญู อาร์ต พศุตม์ บานแย้ม ผม ( อาร์ต พศุตม์ บานแย้ม ) เคยเป็นนักเลง หาเรื่องมาให้คุณพ่อคุณแม่ปวดหัวอยู่เสมอ จนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อครอบครัวอันเป็นที่รัก ครอบครัวของเรามีกัน 4 คน  คุณพ่อ  คุณแม่  พี่ชายและผม  ถ้าคุณพ่อคุณแม่ห้ามไม่ให้ทำอะไร  ผมจะ “ครับ”แต่ก็ทำ ช่วงวัยรุ่นผมเป็นคนโผงผาง ไม่ยอมคน เรียกว่าเป็นนักเลงก็ได้  นักเลงสำหรับผมคือไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเรา แต่ถ้าเราเผลอไปเหยียบเท้าใครก็พร้อมจะขอโทษ วันหนึ่งคุณแม่บอกผมว่า “อย่าออกไปไหนนะลูก  วันนี้แม่จะทำกับข้าวให้กิน” ผมรับคำคุณแม่  แต่ก็เดินไปหลังบ้าน  ปีนกำแพงออกไปขึ้นรถเพื่อนที่จอดรออยู่  เพื่อจะไปแข่งมอเตอร์ไซค์  อย่างที่เรียกกันว่าเด็กแว้น  เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ปิดถนนให้ชาวบ้านเดือดร้อน  ตอนแข่งรถผมไม่ได้สวมอุปกรณ์ป้องกันตัวอะไรทั้งนั้น  สวมเพียงเสื้อยืด  กางเกงขาสั้น  รองเท้าแตะ  ไม่สวมหมวกกันน็อก  เราแข่งกันระยะทาง 1 กิโลเมตร  ผมขี่รถด้วยความเร็ว 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  ขี่ไปได้ 700 เมตรเท่านั้น เพื่อนที่ขี่อยู่เลนนอกก็หักรถมาหาผมที่อยู่เลนใน  ทำให้ผมเสียหลักรถคว่ำ  หน้าและตัวของผมครูดไปกับถนน  ไถลไป จนศีรษะเกือบชนฟุตปาธ ผมเลือดท่วมตัว  โชคดีที่กระดูกไม่หัก กลับไปถึงบ้านคุณแม่ตีซ้ำอีก  แต่สุดท้ายก็มาทำแผลให้ ผมรักษาตัวอยู่สี่เดือน อาการบาดเจ็บครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ผมเข็ด  แค่ทำให้เกรง ๆ เท่านั้น วีรกรรมของผมยังไม่หมดแค่นี้ เพื่อนคนหนึ่งมีเรื่องกับคู่อริจะโดนยิง ผมไปช่วยเพื่อนและโดนปืนจ่อศีรษะ  ตอนนั้นผมไม่กลัวใครหรืออะไรทั้งนั้น  เอามือตบปืนที่จ่ออยู่  ทันทีที่ตบปืน  เสียงปังดังลั่นอยู่ข้างหู  ต้องบอกผู้อ่านตรงนี้ว่ามันไม่ใช่พฤติกรรมที่ควรเลียนแบบ  จริง ๆ แล้วอันตรายมาก คุณอาจไม่โชคดีเหมือนผมเสมอไป  บางคนตบแล้วปืนลั่นเข้าหัวตัวเองก็มี ในขณะที่ผมเรียน ปวส.  เป็นยุคเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ฐานะที่บ้านเริ่มลำบาก  ธุรกิจของพ่อแย่ลง  พอรู้ว่าที่บ้านลำบาก ผมก็ไม่อยากไปเรียน  เพราะคิดไปเองว่าเพื่อนดูถูกที่ที่บ้านมีปัญหา ผมไม่เข้าเรียนเลย  บางทีไปอยู่บ้านเพื่อนเป็นเดือน ๆ วันหนึ่งผมกลับบ้าน  คิดจะขอเงินคุณพ่อไปเที่ยว  พอไปถึงก็บอกว่าจะขอเงินไปเรียน  คุณพ่อยื่นซองจดหมายสีขาวมาให้พร้อมกับพูดเสียงดังว่า “เขาไล่มึงออกจากโรงเรียนแล้วไม่รู้หรือ” ผมช็อกมากกับสิ่งที่ปรากฏแก่สายตา ท่านตบหน้าผมหนึ่งครั้งแล้วเดินไปที่เตียงนอน เอามือล้วงไปใต้หมอนหยิบปืนออกมา  ผมกลัวว่าท่านจะยิงตัวตายเพราะผมก่อปัญหาไว้มาก  จึงรีบไปกระชากมือท่านเอาไว้และพูดว่า “พ่อ  อาร์ตขอโทษ  อาร์ตจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว” หลังเหตุการณ์นี้ผมเริ่มหางานทำ  ไปเป็นพนักงานในผับ  ใช้เวลา 2 - 3 ปี ผมสามารถสร้างบ้านราคา 2 ล้านบาทให้คุณพ่อคุณแม่  ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมเป็นเด็กดี  แต่รู้สึกว่าได้ทำประโยชน์ให้คุณพ่อคุณแม่สบายมากขึ้น หลังจากนั้นผมมีโอกาสเข้าวงการบันเทิงจากการประกวด Male Star Challenge  ผมดูแลครอบครัวได้ดีขึ้น  แต่ก็คิดว่าชีวิตไม่แน่นอน  เราแก่ลงเรื่อย ๆ  เด็กใหม่ ๆ เข้ามาในวงการมากขึ้น  สำหรับงานในวงการบันเทิง ถ้ามีโอกาสก็ยังทำอยู่ และตอนนี้ผมเริ่มทำธุรกิจควบคู่ไปด้วย  เป็นธุรกิจเกี่ยวกับวิตามินบำรุงร่างกาย  เพราะต้องการวางรากฐานที่ดีในอนาคต ทั้งหมดนี้ก็เพื่อครอบครัวของผมครับ  Secret BOX เมื่อมีโอกาสต้องคว้าไว้  แล้วทำให้ดีที่สุด  ลองทำดูก่อน  ถ้ามันไม่ใช่ อย่างน้อยก็ได้ลองให้รู้ อาร์ต - พศุตม์  บานแย้ม บทความน่าสนใจ ถึงจะเกเรแค่ไหน ผมก็จะทำให้พ่อแม่ภูมิใจให้ได้ เป้ วงมายด์ อันธพาลกลับใจ เรื่องจริงของแก๊งค์ที่เคยยืดติดคำว่า เอาคืน! จากปลายกระบอกปืน คืนสู่แสงสว่างทางธรรม เรื่องจริงของอดีตพ่อค้าอาวุธสงคราม อันธพาลกลับใจ เรื่องจริงของอดีตวายร้าย อันธพาลป่วนเมือง เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ […]

True Story: เขาเรียกผมว่า “ไอ้สารเลว”

True Story: เขาเรียกผมว่า “ไอ้ สารเลว ” การโดดเรียน  ตีกัน (พฤติกรรมที่ สารเลว ) เป็นแค่ส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันช่วงที่ผมยังเด็ก  อีกส่วนคือการเป็นมือปืนรับจ้าง  รับแทงสนุ้กให้เจ้ามือ  และเล่นพนันจนได้สตางค์มาซื้อของเล่นมากมาย การพนัน เป็นเรื่องปกติสำหรับผมเพราะพ่อ - แม่ผมเป็นเจ้ามือหวย  ส่วนที่บ้านทำธุรกิจขายแก๊สแสนซอมซ่อ  ตอนเด็ก ๆผมรู้สึกว่าที่บ้านไม่ค่อยมีสตางค์  กว่าจะรู้ว่าบ้านของตัวเองมีเงินก็ตอนที่บ้านโดนพิษเศรษฐกิจปี 40  ธุรกิจล้มละลายจากสาเหตุที่พ่อแม่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ซื้อมาขายไป  หมดเงินไปกับที่ดินนับสิบล้าน  และหมดตัวกันทั้งบ้าน ด้วยเหตุนี้ ผมจึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน  เพื่อทำงานหาเงินส่งน้องเรียน  ซึ่งบังเอิญมีคนช่วยฝากผมเข้าทำงานในบริษัทจิเวลรี่แห่งหนึ่ง  ทำหน้าที่รับ - ส่งของหรือเอกสารไปตามที่ต่าง ๆ  โชคดีที่ผมได้รับความเอ็นดูจากรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นพิเศษจนได้ติดสอยห้อยตามเขาไปไหนมาไหนด้วยกัน …แม้แต่ในวงไพ่! การเล่นไพ่ในวงผู้ใหญ่ทำให้ผมได้เงินมาเป็นกอบเป็นกำ  เพราะในการเล่นแต่ละครั้งผมจะติดเงินใส่กระเป๋าไม่มาก  เงินหมดก็หยุดเล่น  แต่ถ้าเล่นได้  เงินสี่ห้าหมื่นก็จะโบยบินเข้ามาสู่กระเป๋า  ดังนั้น สำหรับผม  การเล่นไพ่จึงเป็นธุรกิจที่ “ลงทุนน้อยแต่กำไรมาก”…ดังนั้นยิ่งเล่นผมจึงยิ่งใช้เงินมากขึ้น  จากทีละร้อยก็เริ่มลงทีละพัน…ทีละหมื่น ช่วงนั้นส่วนมากผมจะเล่นได้มากกว่าเสีย  เนื่องจากเล่นกับผู้ใหญ่  เวลาที่เสียผมทำอะไรไม่ได้นอกจากเตะโต๊ะเตะเก้าอี้เอามือปัดเงินให้กระจุยกระจาย  ระบายอารมณ์โกรธเท่านั้น ผมมั่นใจว่า ณ ตอนนั้นผมไม่ได้ติดพนัน  แต่ติด “เงิน” ที่ได้จากการพนันต่างหาก…แน่ละสิ  ใครจะไม่อยากได้เงินบ้างล่ะ!!! หลังทำกำไรกับการเล่นไพ่มาสองปีผมก็เริ่มขยับขยายไปหาเงินด้วยวิธีอื่น…อย่างเล่นพนันบอล! ผมเริ่มจากการเป็นผู้เล่น…ได้บ้างเสียบ้าง  ความรู้สึกบีบหัวใจในช่วงที่ลุ้นผลบอลส่งผลให้ผมก้าวเข้ามาในวงการนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนตัวเองเริ่มกลายเป็น“โต๊ะบอล” ขึ้นมา ผมจัดการชักชวนคนรู้จักรอบข้างให้มาเล่นบอลที่โต๊ะ  พอคนมามากเข้า  จากเป็นคนเล่น  ผมเปลี่ยนมาเป็นคนส่งโพยและเงินให้พวกโต๊ะใหญ่ ๆ แทน  เพราะคนเล่นยังมีสิทธิ์เสีย  แต่คนส่งผลส่งเงินน่ะได้เงินเน็ต ๆ ครับ  อาศัยแค่หนังสือพิมพ์ปากกา  กระดาษ และโทรศัพท์  สำหรับใช้เพื่อติดต่อลูกค้า (ขาพนัน) และโต๊ะบอลเท่านั้น  เท่านี้ก็ได้เงินแล้ว! ช่วงเวลานั้น  น้องผมกำลังเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยม  ผมมองเห็นลู่ทางทำกินใหม่เลยบอกให้น้องชวนเพื่อน ๆ มาเล่นด้วยกันโดยให้น้องมาเป็นขาของผมอีกทีหนึ่ง  และแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้น้องเป็นค่าขนม ลูกค้าของผมส่วนมากจะเริ่มเล่นตั้งแต่วันศุกร์…คู่ละหมื่น  ไปจบเอาวันเสาร์คู่ละห้าแสน  จนถึงล้าน  คนส่วนมาก  พอเล่นเสียก็มักทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองได้เงินคืนมา  บางครั้งก็ทุ่มเงินก้อนใหญ่หวัง“ถอนทุน”  แต่ขึ้นชื่อว่าการพนัน  ใครมันจะได้คืนกันล่ะครับ… “คุณยังอยากเก็บชีวิตลูกคุณไว้ไหม…” นี่เป็นคำถามติดปากที่ผมมักถามพวกพ่อแม่ของเด็ก ๆ ที่เล่นเสีย  บางครั้งผมก็ไปดักรอหน้าบ้านของเด็กที่หนีหนี้พอผมเห็นมัน  ผมก็จะลากคอมันเข้าซอกตึก  แล้วกระซิบที่ข้างหูว่า  “กูรู้จักบ้านมึงแล้วนะ…”  จากนั้นก็ปล่อยให้เด็กจินตนาการต่อไปเองว่า  ผมจะทำ “อะไร”  ถ้ามันไม่จ่ายเงินคืน… หลังจากผมทำโต๊ะบอล  วิถีชีวิตคนในบ้านก็เปลี่ยนไป  ผมมีเงินจุนเจือครอบครัวมากขึ้น  และเป็นคนจ่ายค่าเทอมให้น้อง ๆในขณะเดียวกัน  พอเห็นผมมีเงินมากเข้าพ่อที่ตอนแรกเล่นบอลไม่เป็น  ก็เริ่มเล่นหวังได้เงินก้อนใหญ่  พอเล่นด้วยความโลภ ผลที่ได้จึงมีแต่เสีย เสีย และเสีย พอถึงช่วงเวลาที่บอลมา  ผีพนันจะเข้าสิงคนที่เล่น  พ่อเริ่มเปลี่ยนเป็นคนละคนลงเงินพนันคู่ละหมื่นสองหมื่น ทั้งที่ตัวเองแทบไม่มีจะกิน  ตอนนั้นทั้งบ้านเริ่มร้อนไม่มีใครฟังใคร  วันไหนที่ผมโมโหพ่อมาก ๆที่เอาเงินไปทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ  ผมก็มักจะปาของลงพื้นให้พ่อรู้ว่าไม่พอใจ  ก่อนจะออกมาระบายอารมณ์นอกบ้าน ส่วนน้องของผม  ก็ดันเห็นผมเป็นไอดอล  เดินตามผมมาเล่นพนันบอลเหมือนกัน  ไม่เคยคิดหรอกว่าสิ่งที่พี่ตัวเองทำดีหรือไม่ดี  เพราะในสายตาของน้อง  คนมีเงิน…ถูกเสมอ จนกระทั่งผมเริ่มเห็นชีวิตของคนรอบข้างพังลง  โดยที่ผมมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างรุ่นพี่คนหนึ่งรักเมียมากและมีฐานะมั่นคง  ทั้งยังมีชื่อในวงการอัญมณี  แต่ตอนหลังผมชวนเขามาเล่นบอล  จากคู่ละห้าพันเขาเริ่มเล่นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมีหนี้  พอเริ่มเป็นหนี้  เขาก็เริ่มไปโกงเพชรพลอยเพื่อเอาเงินมาหมุนจ่ายหนี้ เพียงสามเดือนเท่านั้น  จากผู้ชายที่เพียบพร้อมกลับกลายเป็นคนหนีหนี้  ทิ้งเมียที่กำลังท้องไว้ที่บ้าน  แถมยังถูกไล่ออกจากงาน  เพราะถูกเจ้านายจับได้ว่าโกงบริษัท ถามว่าผมรู้สึกผิดบ้างไหมที่ทำลายชีวิตใครไป…ไม่เลยสักนิดครับ  พวกเขาทำตัวเองต่างหาก! เมื่อพบเห็นชีวิตของคนพวกนี้มากเข้าบวกกับคนในบ้านเริ่มเพี้ยนไปตาม ๆ กันสุดท้ายผมก็ตัดสินใจล้มโต๊ะบอล  หันมาทำอย่างอื่นแทน “อย่างอื่น” ที่ว่าคือ  ขนเพชรพลอยหนีภาษี… รุ่นพี่คนที่ชวนผมเข้าวงการพนันนั่นแหละพาผมไปซื้อพลอยที่เมืองจีน  ไปทีขนเงินเป็นสิบล้านใส่กระเป๋ากางเกงตัวโคร่ง  ก่อนจะไปซื้อพลอยในเหมือง  และขนพลอยใส่ช่องลับของเสื้อผ้ากลับมา ชีวิตในเมืองจีนช่วงนั้นจะเรียกว่าสบายก็สบายราวกับเจ้าพ่อ  ใช้เพียงแค่หางตาก็สั่งคนได้  มีคนพร้อมให้บริการมากมายอยากได้อะไรก็ได้  ในขณะเดียวกันก็อันตรายไม่ใช่น้อย  เพราะมีการขัดผลประโยชน์กันระหว่างผู้ขายเพชรด้วยกันเอง  พวกผมจึงต้องมีบอดี้การ์ดคุ้มกันตลอดระยะเวลาที่อยู่เมืองจีน จนกระทั่งช่วงหลัง ๆ กลุ่มผู้ขัดผลประโยชน์เริ่มทะเลาะกันรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆถึงขั้นเอาขวานหรือมีดมาฟันกันจนเลือดสาดครั้งหลังสุด  รุ่นพี่ของผมโดนหิ้วปีกเข้าซังเตที่เมืองจีนต่อหน้าต่อตาผม  ผมจึงตัดสินใจลาขาดจากอาชีพนี้ แล้วหันมาทำอาชีพใหม่คือ  เปิดร้านเกม… ร้านผมอยู่แถว ๆ สถานีรถไฟหัวลำโพงเปิดเที่ยงวันยันเที่ยงคืน  มีเด็กจรจัดมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก  บางคนมาคุยอวดให้ผมฟังว่า  เพิ่งมีฝรั่งไปอ๊อฟเขามา  ทำให้มีเงินมาเล่นเกม ถามว่า  รู้อย่างนี้แล้ว  ผมยังรับเงินเขาไหม…โธ่  รับสิครับ  ถ้าไม่มีเงินแล้วจะเอาอะไรกิน! เด็กจรจัดแถบนี้ค่อนข้างน่าสงสารเพราะมักจะถูกเด็กสลัมกลั่นแกล้ง  บางครั้งก็มาตีกันในร้านของผม  ทำให้ผมต้องออกหน้าปกป้องอยู่บ่อย ๆ (ไม่ปกป้องได้ยังไง  เขาเป็นแหล่งเงินผมนี่!)  ครั้งหนึ่งผมทนไม่ไหวเลยชกโป้งเข้าที่หน้าเด็กสลัมจนบวมปูดเลยเป็นเรื่องขึ้นมา…. เด็กสลัมคนนั้นขนคนมาแทบทั้งซอยพร้อมปืนและไม้หน้าสาม  คงตั้งใจจะพังร้านผมให้ราบคาบ  เพราะผมไปเปิดร้านเกมใน “ถิ่น” เขา  แต่ดันไปทำกร่างชกหน้าเด็กเขาซะงั้น! “ใครจะทำอะไรลูกกู!”  ตอนนั้นแม่ผมเหมือนซูเปอร์ฮีโร่  พอเห็นคนมารุมผมมาก ๆ ก็จัดการลากแป๊บเหล็กมายืนข้าง ๆเตรียมเป็นกำลังเสริมให้ผมทันที ช่วงเวลานั้น  เหงื่อที่ขมับผมเริ่มไหลลงมา  ความกลัวเริ่มเข้ามาเกาะในจิตใจใจหนึ่งก็กลัวโดนรุมกระทืบ  อีกใจก็กลัวร้านเกมโดนทำลาย  ต้องเสียเงินซ่อมใหม่อีก  แถมสองชีวิต (ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นคนแก่)จะไปสู้อีกยี่สิบชีวิตที่กำลังโกรธได้ยังไง… โชคดีที่ยังไม่ถึงเวลาตายของผม  เรื่องจึงจบลงโดยผู้ใหญ่ในถิ่นนั้นมาช่วยเคลียร์ให้ส่วนผมตัดสินใจปิดร้านเกม  เพราะชีวิตเริ่มไม่ปลอดภัย ในที่สุดผมก็เริ่มทำธุรกิจถูกกฎหมายกับเขาบ้าง  ธุรกิจนั้นคือการ…ขายเหล้าขาวเหตุเพราะรัฐบาลใจดีเปิดเสรีให้ชาวบ้านทำขายได้  ผมจึงทำเอง  กลั่นเองทุกขั้นตอน!น่าเสียดายที่ดันเจ๊งไม่เป็นท่า  พอ ๆ กับการทำธุรกิจอื่น ๆ ที่เจ๊งกะบ๊งเช่นกัน  ด้วยนิสัยแข็งกระด้าง  ไม่ยอมคน  และเอาประโยชน์เข้าตัว  เอาเงินเข้ากระเป๋าของผม  ทำให้ผมไม่ยอมใคร  บางครั้งถึงกับยืนด่าคนที่ยืมเงินผมไป  กะให้เขาอาย  จนโดนเอาปืนไล่ยิงหนีตายแทบไม่ทัน ชีวิตของผมเริ่มจะสุขสงบมากขึ้นหลังจากเปลี่ยนมาทำอาชีพสุจริต (จริง ๆ!)อย่างการทำแฟรนไชส์ชานมไข่มุก  อาชีพที่ผมไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง  คอยหวาดกลัวว่าจะถูกจับเข้าซังเตเมื่อไร ในระหว่างที่ผมกำลังเริ่มต้นทำอาชีพนี้ชีวิตของผมก็พลิกอีกครั้ง  เมื่อผมมีโอกาสได้พบผู้ที่เรียกผมว่า  “ไอ้สารเลว!” คนที่เรียกผมเช่นนี้คือ  พระอาจารย์นวลจันทร์  กิตติปัญโญ  ซึ่งผมมีโอกาสบวช และได้รับประสบการณ์ที่ล้ำค่าจากท่านเมื่อปีที่ผ่านมานี่เอง (ใครอยากทราบว่าเรื่องราวการบวชของผมเป็นอย่างไร  ต้องติดตามในหนังสือ ๑ พระอาจารย์  ปราบ ๑๐ มารในคราบเซียน กันเอาเองนะครับ) ท่านอธิบายว่า  “สารเลว” ในที่นี้หมายถึง “เลวอย่างมีสาระ  คนแบบนี้ดูเหมือนเลว  แต่จริง ๆ แล้วต้องทำเลวเพราะต้องเลี้ยงพ่อแม่  ส่งน้องเรียน”  ผมฟังแล้วก็อดยืดอกไม่ได้ …อย่างน้อยถึงจะเป็นคนเลว  ก็เลวอย่างมีสาระละกันวะ… หลังจากผมสึกออกมา  ชีวิตที่สุขสงบอยู่บ้างก่อนหน้านี้ก็ยิ่ง “สงบ” และ “สุข”มากขึ้นกว่าเดิม  เพราะผมรู้แล้วว่าสิ่งไหนดีไม่ดี  ควรทำ  หรือไม่ควรทำ  ดังนั้น  หากมีสิ่งไม่ดีเข้ามา  แม้ว่าจะทำให้ผมมีเงินในธนาคารเพิ่มมากขึ้นสักแค่ไหนก็ตาม  ผมก็จะไม่ทำอีกต่อไป  เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ไม่เพียงแต่เฉพาะกับตัวผม แต่ยังรวมถึงทุกคนในครอบครัวผมด้วย               …ใครอยากทำได้อย่างผม  ก็ต้องมาลองเดินทางเดียวกับผมดู  แล้วคุณจะรู้ว่ามันไม่ยากอย่างที่คิดหรอกครับ…  พระอาจารย์นวลจันทร์  กิตติปัญโญ                 อาตมาเรียกเขาว่า  “คนสารเลว”  หมายถึงเลวอย่างมีสาระ  คือ  เลวเพราะต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ถึงทำตัวแย่ก็ยังมีส่วนดี  ทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวได้อยู่สบาย  คนแบบนี้ต้องพามาดัดสักหน่อย  พาเข้าหาทางธรรมเพื่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ  เมื่อเข้าใจว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ถูกต้อง  ก็จะสามารถเปลี่ยนตัวเองได้                 […]

keyboard_arrow_up