สติ…ต้องทำเองสร้างเอง ธรรมะดี ๆ โดย หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ ได้กล่าวถึงเรื่องของ “สติ” แก่ผู้มาปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าสุคะโต ไว้ตอนหนึ่งว่า สติมันจะมีได้ก็ต้องสร้างต้องประกอบ ไม่ใช่อ้อนวอนขอร้องไปซื้อไปหาแห่งหนตำบลใด อยู่กับการกระทำของเรา อยู่ในกายอยู่ในใจ ปลูกขึ้นมาสร้างขึ้นมา ประกอบขึ้นมาให้มันมี ถ้ามีแล้วมันก็ละความชั่ว ทำความดี จิตมันก็บริสุทธิ์ไปเอง นี้คือหลักของความจริง ความจริงมันอยู่ตรงนี้ การละความชั่ว การทำความดี การทำจิตให้บริสุทธิ์ ถ้าทำถูกมันก็ง่าย ความดีก็เกิดขึ้นมาเป็นพวง ๆ ความชั่วก็หมดไปเป็นพวง ๆ เหมือนกัน มันมีสิ่งที่ถูก มันมีสิ่งที่ผิด มันมีสูตร มันมีสูตรสำเร็จ สูตรชีวิตเหมือนกับการได้เรียนได้รู้อะไรมา มีหลักสูตร สูตรคณิตศาสตร์ สูตรยาสมุนไพร สูตรอะไรต่าง ๆ เมื่อรวมกันเข้ามันเป็นต้นไม้ มันเป็นพืช พอเอาเข้ามากินมาสัมผัสกับกายกับธาตุ มันก็กลายเป็นประโยชน์ กลายเป็นหยูกเป็นยารักษาโรคภัยไข้เจ็บหาย มันเป็นของจริงอยู่เช่นนั้น สูตรของการบรรลุธรรมนี้ก็เหมือนกัน มีแล้ว มีพร้อมแล้ว พระพุทธองค์ศาสดาของเราเป็นผู้ที่ค้นพบในกายอันกว้างศอกยาววาหนาคืบนี้ มีสัญญา มีจิต มีใจ มีอะไรทุกอย่าง ที่มันจะเป็นตำราที่ทำให้เราได้เรียนได้รู้ โดยเฉพาะสูตรอริยสัจ 4 […]

มองชีวิตตามความเป็นจริงด้วยอริยสัจ 4 เพื่อไปสู่ความสุขอย่างแท้จริง

มอง ชีวิตตามความเป็นจริง ด้วยอริยสัจ 4 เพื่อไปสู่ความสุขอย่างแท้จริง หลักการของพระพุทธศาสนานั้นชัดเจนว่าท่านมุ่งสอนให้รู้จักโลกและ ชีวิตตามความเป็นจริง เกิดจากองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่ไม่เที่ยง คือไม่คงที่ เกิดขึ้นแล้วดับไป ๆ สืบเนื่องไปเรื่อย ๆ คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ คือถูกปัจจัยต่าง ๆ ที่ขัดแย้งบีบคั้นให้แปรปรวนไปตลอดเวลา และไม่ใช่ตัวตน คือเป็นไปตามเหตุปัจจัยโดยไม่มีตัวตนที่เป็นเจ้าของหรือผู้ที่บงการให้เป็นไปตามความปรารถนา เรียกตามแบบว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อรวมว่าไตรลักษณ์ คำเด่นที่สะดุดความรู้สึกของคนจำนวนมากคือคำว่าทุกขัง ซึ่งแปลง่าย ๆ ว่าเป็นทุกข์ คำว่า “ทุกข์” นี้นอกจากเป็นหนึ่งในไตรลักษณ์นี้แล้ว ยังปรากฏในหลักธรรมที่สำคัญยิ่ง ซึ่งหัวใจหรือหลักการใหญ่ของพระพุทธศาสนาคือข้อแรกในอริยสัจ 4     หลายคนมองเห็นหลักธรรมเหล่านี้แล้วไม่ได้ศึกษาให้ลึกซึ้งลงไป ก็เกิดความรู้สึกว่าพระพุทธศาสนามองโลกในแง่ร้าย เห็นโลกและชีวิตเป็นทุกข์ แต่เมื่อมองดูหลักการปฏิบัติในพระพุทธศาสนากลับมองเห็นแต่การดำเนินก้าวหน้าไปด้วยความสุข สู่จุดหมายที่เป็นบรมสุข ตั้งแต่หลักทั่วไปของการปฏิบัติ พระพุทธศาสนาก็ถือว่าความสุขสามารถเข้าถึงได้ด้วยความสุข คือคนสามารถบรรลุถึงความสุขด้วยวิธีปฏิบัติที่เป็นสุข อันต่างจากลัทธิศาสนาบางพวกที่ถือว่าความสุขจะบรรลุถึงได้ด้วยความทุกข์ เครื่องทดสอบความถูกต้องอย่างหนึ่งของการปฏิบัติธรรมก็คือ การได้ความสุขที่เกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัตินั้น ไม่เฉพาะในฌานต่าง ๆ เท่านั้นที่มีความสุขเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในการปฏิบัติทั่วไป ตัวตัดสินความถูกต้องก็มีความสุขเป็นองค์ธรรมสำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นด้วย     […]

จงเห็นทุกข์แต่อย่าเป็นทุกข์ ธรรมะโดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

นิพพานน้อย ๆ สามารถเข้าถึงได้ด้วยการที่เอาใจที่กำลังเป็นทุกข์มามองดูจนรู้เท่าทัน แล้วใจของเราจะเกิดการปล่อยวาง พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้ในหลักอริยสัจธรรมอันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรคไว้ว่า เมื่อเรารู้ทุกข์เห็นทุกข์ เราจะละสมุทัย สมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์ที่เกิดจากตัณหานานาประการ เช่น กามตัณกา ภวตัณหา วิภวตัณหา เพื่อมุ่งไปสู่ความดับทุกข์คือนิโรธหรือนิพพาน โดยนิพพานนี้เกิดจากการปฏิบัติมรรค การปฏิบัติตามหลักมรรคมีองค์ 8 อันประกอบด้วย สัมมาทิฐิ (มีความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) สัมมาวาจา (มีวาจาชอบ) สัมมาอาชีวะ (ประกอบอาชีพชอบ) สัมมากัมมันตะ (การกระทำชอบ) สัมมาวายามะ (มีความเพียร) สัมมาสติ (ระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ตั้งมั่นชอบ) เกิดขึ้นเวลาใด การประหัตประหารกิเลสก็เกิดขึ้นเวลานั้น เมื่อกิเลสดับ เราก็พบกับนิโรธหรือนิพพานเท่านั้นเอง ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ทุกข์นี้ไม่ใช่ธรรมที่ควรละ แต่ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรเข้าไปกำหนดรู้ ทุกข์เป็นปริญญาตัพพกิจ คือกิจที่ควรรู้ ไม่ใช่กิจที่ควรละ ส่วนสมุทัยเป็นปหาตัพพธรรม เป็นธรรมที่บุคคลจะต้องละให้ได้ ทุกข์ที่เรานำมาพูดถึงเป็นทุกข์ธรรมดาสามัญ คือใจที่เป็นทุกข์ ใจเป็นทุกข์ก็เกิดมาจากการดำริคิดถึง เช่น ดำริว่าเขาจากเราไป ทิ้งเราไป […]

พุทธศาสนาคือศาสนาแห่งความสุข โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

พุทธศาสนา คือ ศาสนาแห่งความสุข โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ไม่ค่อยได้สังเกตกันว่า พระพุทธศาสนานี้เป็น ศาสนาแห่งความสุข ยิ่งบางทีไปเจอคำสอนบางเรื่องทำนองว่า นั่นก็ทุกข์ นี่ก็ทุกข์ ก็นึกว่าพุทธศาสนานี่เต็มไปด้วยเรื่องทุกข์ ไม่ต้องไปไหนไกล พอเจออริยสัจ 4 ขึ้นต้นข้อแรกก็ “ทุกข์” หรือพระดำรัสสรุปอริยสัจว่า ทั้งในกาลก่อนและบัดนี้ เราสอนแค่ทุกข์และนิโรธแห่งทุกข์ ก็อาจจะถึงกับบอกว่า พระพุทธศาสนานี้เป็นศาสนาแห่งความทุกข์ แต่อันนี้ได้ตัดออกไปให้แล้ว อย่างที่พูดมาข้างต้นว่า อริยสัจนั้นพระพุทธเจ้าตรัสกิจต่ออริยสัจกำกับไว้ด้วย ถ้าใครทำกิจต่ออริยสัจผิดไป ก็พลาดแล้ว ไม่ได้รู้จักและไม่มีทางถึงพระพุทธศาสนา แล้วกิจหรือหน้าที่ของเราต่อทุกข์นั้นคืออะไร ก็บอกแล้ว ท่องคำบาลีให้ติดลิ้นไว้เลยก็ได้ว่า “ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ” บอกเป็นภาษาไทยง่าย ๆ ว่า ทุกข์นั้นท่านให้ปริญญา หรือว่า ทุกข์นั้นสำหรับรู้เข้าใจหรือรู้เท่าทันด้วยปัญญา คือ ทุกข์นั้นให้ใช้ปัญญารู้เข้าใจและแก้ไข อย่างที่ว่า ถ้าทุกข์มา ก็ส่งให้ปัญญาเอาไปจัดการ ถ้าทำกิจ ทำหน้าที่ต่อมันถูกต้องแล้ว เรื่องทุกข์ก็จบ ก็ปิดรายการไป (ที่จริงจะปิดรายการได้แน่ ก็พร้อมกับจบมรรค) คราวนี้ก็ถึงทีมาเรื่องสุขบ้างละ ถ้าจะให้เห็นได้ง่ายก็ดูที่พุทธประวัติ […]

เกิดมาทำไม บทความธรรมะจาก พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ

เมื่อยังไม่รู้ธรรมะ ผู้เขียนถามตนเองอยู่บ่อยครั้งว่า เกิดมาทำไม ทำไมต้องเกิด และ จะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรคำตอบที่ให้ตนเองนั้นดูจะไม่ชัดเจน

พระปัจเจกพุทธเจ้า : พระพุทธเจ้าผู้สอนให้สาวกเข้าสู่พระนิพพานไม่ได้

พระปัจเจกพุทธเจ้า : พระพุทธเจ้าผู้สอนให้สาวกเข้าสู่พระนิพพานไม่ได้ โลกไม่เคยขาดช่วงของผู้บรรลุธรรมด้วยอริยสัจ 4 หากไม่มีการอุบัติขึ้นของพระอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอีกประเภทจะอุบัติขึ้นแทน เพื่อแสดงให้เห็นว่า การบรรลุธรรมด้วยความจริง 4 ประการนี้มีอยู่จริง นั่นคือ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง แต่ไม่สามารถสอนให้สาวกเข้าสู่พระนิพพานได้   ทำไมพระปัจเจกพุทธเจ้าสอนให้เข้าถึงพระนิพพานไม่ได้ พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าประเภทหนึ่งที่ตรัสรู้อริยสัจ 4 ด้วยตนเอง ปรมัตถโชติกา อรรถกถาสุตตนิบาตอธิบายลักษณะพระปัจเจกพุทธเจ้าไว้ว่า การเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นคล้ายกับ คนใบ้ที่ฝัน คนใบ้สามารถฝันได้แต่ไม่สามารถบอกเล่า หรือพรรณนาความฝันของตนได้ พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นผู้บรรลุอริยสัจ 4 จนสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าก็จริง แต่ไม่สามารถบอกวิธี หรือชี้แนะหนทางการบรรลุพระนิพพานแก่ใครได้ อาจกล่าวได้ว่าพระปัจเจกพุทธเจ้ามีวาสนาและศักยภาพพอที่จะสามารถบรรลุธรรม แต่ไม่มีศักยภาพพอที่จะสั่งสอนให้เวไนยสัตว์มีดวงตาเห็นธรรม หรือไปสู่ความหลุดพ้นได้   คุณสมบัติแห่งการเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า คัมภีร์ปรมัตถโชติกาอธิบายว่า บุคคลผู้ตั้งปณิธานเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าต้องมีคุณสมบัติดังนี้ มีความเป็นมนุษย์ เป็นเพศชายเท่านั้น ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ยอมมอบชีวิตของตนเองเพื่อความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า มีความมุ่งมั่นที่จะสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า   คำสอนของพระปัจเจกพุทธเจ้า มานพ นักการเรียน กล่าวว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าส่วนมากทรงสอนเรื่อง อภิสมาจาร คือข้อระเบียบการปฏิบัติ เช่น สุสีมมานพอยากทราบเรื่อง “เบื้องปลายของศิลปะ” […]

หน้าที่ต่อ อริยสัจ 4 ที่ชาวพุทธพึงปฏิบัติ

หน้าที่ต่อ อริยสัจ 4 ที่ชาวพุทธพึงปฏิบัติ เราจะรู้ อริยสัจ 4 อย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้หน้าที่ต่ออริยสัจ และปฏิบัติหน้าที่ต่ออริยสัจให้สำเร็จด้วย การเรียนอริยสัจโดยไม่รู้ หน้าที่ต่ออริยสัจอาจจะทำให้เข้าใจสับสน พระพุทธเจ้าตรัสกิจหรือหน้าที่ต่ออริยสัจ 4 ไว้ครบถ้วน แล้วแต่ละอย่างดังนี้ หน้าที่ต่อทุกข์ คื อ“ปริญญา” แปลว่ากำหนดรู้รู้เท่าทัน จับตัวมันให้ได้ หน้าที่ต่อสมุทัย คือ “ปหานะ” แปลว่า ละหรือกำจัด หน้าที่ต่อนิโรธ “สัจฉิกิริยา” แปลว่า ทำให้แจ้ง คือบรรลุถึงนั่นเอง หน้าที่ต่อมรรค เรียก “ภาวนา” แปลว่า บำเพ็ญ คือ ปฏิบัติ ลงมือทำ ทำให้เกิด ทำให้มีขึ้น     1) ทุกข์… เรามีหน้าที่ต่อมันอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ทุกขัง ปริญเญยยัง” ทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่เราต้องรู้เท่าทัน ภาษาพระ แปลกันว่า “กำหนดรู้” ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ ปริญเญยยัง […]

keyboard_arrow_up