ความสุขของ องค์ทะไลลามะ

ชีวิตของคนคนหนึ่งอาจเริ่มนับจากนาทีแรกที่ลืมตาดูโลกจนถึงเวลาที่ลมหายใจสุดท้ายหลุดออกจากร่าง แต่สำหรับ องค์ทะไลลามะ ชีวิตของท่านเริ่มขึ้นตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน และยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไร ในอดีต ทิเบตหาใช่ดินแดนที่สงบสุขเหมือนที่เรารับรู้กันในปัจจุบัน แต่เป็นดินแดนที่มีการรบพุ่งระหว่างชนเผ่าหรือนิกายต่างๆ ที่สลับกันขึ้นมาเป็นใหญ่ ผู้ปกครองซึ่งมีฐานะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณหรือประมุขของนิกายจะทำการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างถอนรากถอนโคน อย่างไรก็ดี เมื่อศาสนาพุทธแผ่อิทธิพลเข้ามาในทิเบต ชาวทิเบตรับความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด ผนวกเข้ากับวิถีชีวิตของตนอย่างแนบแน่น จุดเริ่มต้นมาจากความปรารถนาของผู้นำที่ต้องการกลับชาติมาเกิดเพื่อปกป้องประชาชนและมรดกของตน ล่วงมาถึงปัจจุบัน ชาวทิเบตเชื่อว่า ““ลามะ”” หรือพระอาจารย์ที่ปฏิบัติดีมากๆ จนบรรลุมรรคผลนิพพานจะสามารถเลื่อนกำหนดเวลานิพพานออกไป เพื่อกลับมาเกิดใหม่และสั่งสอนธรรมะต่อไป ทั้งนี้มิใช่ว่าท่านทำเพื่อต้องการให้ผู้คนยกย่องสรรเสริญ แต่ท่านทำเพราะมีเมตตาปรารถนาจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากวัฏสงสาร จะเห็นได้ว่าศาสนาพุทธวัชรยานของทิเบตเป็นศาสนาที่มีคำสั่งสอน และหลักการปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องความตายมากที่สุด ก่อนปี 1959 ชาวทิเบตกว่า 6 ล้านคนที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเล็กๆ ซึ่งบริหารโดยพระชั้นผู้ใหญ่ จึงใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย โดยมีปณิธานว่าพวกเขาจะใช้เวลาบนโลกนี้เพื่อแสวงหาความหลุดพ้นเท่านั้น วันที่ 6 กรกฎาคม 1935 ณ หมู่บ้านเล็กๆ ในแคว้นอัมโด หญิงชาวนาคนหนึ่งได้ให้กำเนิดลูกชายคนใหม่ นางมีลูกสาวลูกชายก่อนหน้านี้หลายคนแล้ว การให้กำเนิดทารกคนนี้จึงไม่น่าจะทำให้นางตื่นเต้นประหลาดใจอะไรนัก แต่นางต้องตกตะลึง เพราะลูกชายของนางลืมตาในขณะคลอด ทั้งที่โดยปกติแล้วทารกแรกคลอดจะยังไม่ลืมตา นางและสามีตั้งชื่อลูกชายคนนี้ว่า ลาโม ธนดุป ตามพระนามของเทพธิดาแห่งความสมหวัง หลังจากคลอดลูกชายได้ไม่กี่วัน นางสังเกตว่ามีอีกาสองตัวบินมาเกาะที่หลังคาบ้านทุกวัน พวกมันจะบินมาตอนเช้า เกาะอยู่ครู่หนึ่งก่อนบินจากไป ภายหลังนางจึงรู้ว่าอีกาหมายถึงผู้คุ้มครองและมักปรากฏตัวขึ้นเมื่อองค์ทะไลลามะองค์ใหม่ถือกำเนิดขึ้น […]

เมื่อพระไพศาล วิสาโล เล่าถึง พระอารมณ์ขันขององค์ทะไลลามะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับ พระอารมณ์ขันขององค์ทะไลลามะ ที่ถูกเผยแพร่บนเฟสบุ้คเพจ Phra Paisal Visalo เมื่อเกือบ 6 ปีก่อน เข้าใจว่าน่าจะเป็นข้อเขียนของพระไพศาล วิสาโล หากผิดพลาดประการใด กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ ……………………… 17 ธันวาคม 2012 เมื่อวานได้รับนิมนต์ให้ฉันเพลร่วมโต๊ะเดียวกับองค์ทะไลลามะ ก่อนที่จะนั่งเก้าอี้ ท่านถามอายุของพระเถระฝ่ายไทยที่ร่วมโต๊ะ พอทราบว่าท่านอายุมากที่สุดคือ 77 พรรษา ท่านก็หัวเราะแล้วพูดว่างั้นท่านก็ต้องนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานสิ ทีแรกท่านคิดว่ามีพระไทยที่อายุมากกว่าท่าน ท่านนั่งได้สักพักก็ลุกขึ้นไปตักอาหาร มีคนทักท้วงว่าเดี๋ยวจะมีอาหารมาถวายท่านที่โต๊ะ ท่านปฏิเสธ บอกว่าตักเองดีกว่า เพราะได้เลือกอาหารเองด้วย พูดเสร็จก็หัวเราะอีก ตลอดเวลาที่ร่วมโต๊ะกับท่าน ท่านมีเรื่องเบา ๆ ตลก ๆ มาเล่าให้พวกเราหัวเราะเป็นระยะ ๆ ท่านเป็นกันเองมาก และไม่ขาดอารมณ์ขันเลย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหารการกิน ช่วงหนึ่งท่านเล่าว่า ปกติแล้วท่านฉันเฉพาะมื้อเช้ากับเพล มื้อเย็นไม่ฉัน เพราะท่านถือวินัยเดียวกับพระเถรวาท แต่บางวันท่านหิวมาก ก็เลยต้องขอพระพุทธเจ้าฉันขนมปังสักแผ่น เหตุผลก็คือ “สุขภาพของข้าพระองค์สำคัญมาก ถ้ามีสุขภาพดีก็จะช่วยเผยแผ่พุทธธรรมได้กว้างขวาง” พูดจบท่านก็หัวเราะตัวโยนตามแบบฉบับของท่าน ฟังแล้วก็นับถือท่านว่า ไม่สร้างภาพหรือวางฟอร์มเลย เรื่องแบบนี้คนส่วนใหญ่ […]

keyboard_arrow_up