ประวัติหลวงปู่ฝั้น อาจาโร อริยสงฆ์ผู้ขับเคลื่อนกงล้อแห่งธรรม

ประวัติ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร อริยสงฆ์ผู้ขับเคลื่อนกงล้อแห่งธรรม หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นพระนักปฏิบัติภาวนา และเป็นผู้ขับเคลื่อนกงล้อแห่งธรรมให้ยังคงหมุนอยู่ต่อไป ตลอดระยะ เวลาในการครองเพศบรรพชิต ท่านได้เสียสละตนเพื่อโปรดเหล่า เวไนยสัตว์ในถิ่นทุรกันดาร สั่งสอนสัตว์ผู้ยังไม่รู้ธรรม ให้รู้ ผู้ที่ ยังไม่เลื่อมใส ให้เลื่อมใส ผู้ที่เลื่อมใสอยู่แล้ว ให้เลื่อมใสมาก ยิ่งขึ้น อีกทั้งยังแก้ไขการปฏิบัติที่ผิด แก้ความเข้าใจผิด ให้เข้าใจ ถูกต้องตรงความเป็นจริง นอกจากนี้ ในยามบ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤติ หลวงปู่ฝั้น ก็น้อมนำพระสัทธรรมมาเป็นหลักในการคลี่คลายปัญหา จน บ้านเมืองผ่านพ้นวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี คุณธรรมของท่านเป็นที่ประจักษ์แก่บรรดาสานุศิษย์ เกียรติคุณของท่านขจรขจายไปทั่ว แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ก็ยังมีพระราชศรัทธาอย่างแรงกล้า พระสัทธรรมและวัตรปฏิบัติของหลวงปู่ฝั้น อาจาโร จึง สมควรได้ รับการเผยแพร่ เพื่อเป็นต้นแบบแห่งการประพฤติปฏิบัติตนของเหล่าศาสนิกชนโดยแท้     เด็กหนุ่มคนหนึ่งเป็นผู้มุ่งมั่นในการศึกษา และมีความ ปรารถนาอย่างแรงกล้าในการเข้ารับราชการ อันเป็นหน้าที่การงาน ที่มีเกียรติในสมัยนั้น แต่แล้วกลับล้มเลิกความตั้งใจเดิม มุ่งหน้า เข้าสู่เพศบรรพชิตด้วยเหตุใดกัน! เด็กชายฝั้น […]

ครั้ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชปุจฉาธรรมกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เรื่องการเกิด-ดับ

ครั้ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชปุจฉาธรรมกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เรื่องการเกิด-ดับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงสงสัยเรื่องการเกิด-ดับในพระพุทธศาสนา ซึ่งในขณะนั้นมีคนจำนวนมากเชื่อว่าดับแล้วสูญ ไม่มีการเกิดอีก หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นพระสงฆ์ นักปฏิบัติภาวนารูปหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงเคารพมาก หากหลวงปู่เดินทางมากรุงเทพมหานครครั้งใด ทั้งสองพระองค์จะโปรดให้อาราธนาเข้าไปแสดงธรรมในพระราชฐาน อย่างเหตุการณ์หนึ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงสงสัยเรื่องการเกิด-ดับในพระพุทธศาสนา ซึ่งในขณะนั้นมีคนจำนวนมากเชื่อว่าดับแล้วสูญ ไม่มีการเกิดอีก     ขณะนั้นหลวงปู่ฝั้นเดินทางมายังพระนครแล้วพำนักอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร  ในหลวง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี     สมเด็จพระนางฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชปุจฉาสนทนาธรรมกับหลวงปู่ฝั้น […]

ข้อธรรมสอนใจจากการออกธุดงค์เจอเสือของ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

ข้อธรรมสอนใจจากการออกธุดงค์เจอเสือของ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ในการออกธุดงค์ของ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านได้เผชิญอุปสรรคและพบเจอเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย จึงทำให้เกิดข้อธรรมสอนใจต่าง ๆ ครั้งหนึ่งในช่วงเวลาที่หลวงปู่ฝั้นออกธุดงค์นั้น ประเทศลาวอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส มีความเข้มงวดทางทหารมาก ทำให้หลวงปู่ฝั้นและสามเณรพรหมไม่สามารถข้ามฝั่งไปได้ จึงตัดสินใจเดินทางเลียบฝั่งไปทางเหนือที่รายล้อมไปด้วยป่าทึบ และมีรอยเท้าเสือปรากฏให้เห็นอยู่ทุกระยะ ในเวลาใกล้ค่ำ ทั้งหลวงปู่ฝั้นและสามเณรพรหมก็ได้ยินเสียงเสือคำรามดังก้องไปทั้งป่า จิตของทั้งสองจึงไม่อาจสงบนิ่งได้เช่นเคย ทันใดนั้นหลวงปู่ฝั้นก็เปล่งภาษิตอีสานขึ้นมาบทหนึ่งว่า “เสือกินโค กินควาย เพิ่นช้าใกล้ เสือกินอ้าย เพิ่นช้าไกล” แปลความได้ว่า ถ้าเสือกินโคหรือกินควาย เสียงร่ำลือจะไม่ไปไกล เพราะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเสือกินคน หรือกินพระกัมมัฏฐานแล้ว เสียงร่ำลือจะไปไกล ภาษิตบทนี้ข่มความกลัว ทำให้ความกล้าหาญปรากฏในจิตของหลวงปู่ แล้วท่านจึงเปล่งภาษิตขึ้นอีกบทหนึ่งว่า “ตกกะเทินกำคอเข้ บ่ยอมวางให้หางมันฟาด ตกกะเทินกำคอกะท้าง บ่วางให้แก่ผู้ใด” ซึ่งตีความได้ว่า “กิเลสพันห้า ตัณหาร้อยแปดนั้น มันฝังแน่นอยู่ในสันดานของมนุษย์ เช่นเดียวกับจระเข้ที่กบดานแน่นิ่งอยู่ใต้น้ำ นาน ๆ จึงจะโผล่หัวขึ้นมานอนอ้าปากตามชายฝั่ง พอแมลงวันเข้าไปไข่ มันจะคลานลงน้ำ แล้วอ้าปากตรงผิวน้ำเพื่อให้ไข่แมลงวันไหลออกไปเป็นเหยื่อปลา และเมื่อใดที่ปลาใหญ่ปลาเล็กหลงเข้าไปกินไข่แมลงวันในปากของมัน มันก็จะงับปลากลืนกินไปทันที “ส่วนกะท้างนั้นก็เช่นเดียวกับกระรอก ซึ่งหัวหางกระดุกกระดิกอยู่ตลอดเวลา […]

keyboard_arrow_up