จิตสงบด้วยการภาวนา “ พุท–โธ ” ธรรมะโดย ส. ชิโนรส (พระมหาสุภา ชิโนรโส)

ภาวนา “พุท–โธ” เป็นแนวปฏิบัติที่นิยมแพร่หลายแนวหนึ่ง หลวงปู่มั่นและศิษยานุศิษย์ใช้ “พุท–โธ” เป็นคำภาวนาให้จิตสงบรวมตัวจนได้สำเร็จมรรคผล ภาวนา “พุท–โธ” คือการน้อมนึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาเอกของโลก การฝึกสมาธิด้วยวิธีนี้ทำได้หลายอย่าง ดังนี้ 1. กำหนดรู้ที่ปลายจมูก หายใจเข้า ภาวนาว่า “พุท” หายใจออก ภาวนาว่า “โธ” จะภาวนาว่า “พุท” ทันทีที่รู้สึกว่าลมแตะปลายจมูก หรือภาวนาว่า “พุท” หลังจากลมเข้าสู่ปลายจมูกจนหมดแล้วก็ได้ คำว่า “โธ” ก็เช่นกัน ภาวนาว่า “โธ” ทันทีที่ลมเริ่มออกจากปลายจมูก หรือออกจากปลายจมูกไปหมดแล้ว ขณะที่จิตยังไม่สงบดี จะรู้สึกว่าลมหายใจกับคำภาวนายังแยกกันอยู่ ควรกำหนดรู้ทั้งคำภาวนาและลมหายใจไปพร้อมกัน หากรู้สึกว่าอารมณ์อื่น ๆ เข้ามาแทรกขณะที่ภาวนา อย่าได้ตำหนิตัวเอง หรือพยายามบีบจิตให้สงบ ควรวางจิตให้เป็นกลางแล้วกำหนดใหม่ กำหนดอย่างนั้นเรื่อยไปจนกระทั่งรู้สึกว่าคำภาวนากับลมหายใจกลายเป็นอันเดียวกัน นั่นแสดงว่าจิตสงบมากขึ้น เมื่อจิตสงบเต็มที่ คำภาวนาและลมหายใจจะหายไปเอง เหลืออยู่แต่ความนิ่ง เช่นนี้แล้วผู้ปฏิบัติไม่ต้องคิดถึงคำภาวนาและลมหายใจอีกต่อไป เพราะขณะนั้นจิต ลมหายใจ และคำภาวนากลายเป็นอันเดียวกัน ควรกำหนดรู้อยู่เฉพาะจุดนิ่งนั้น จิตจะรวมลงสู่ความสงบที่ละเอียดขึ้น 2. ภาวนา “พุท–โธ” […]

เมื่อความหลงปลงชีวิตคน โดย พระมหาสุภา ชิโนรโส (ส. ชิโนรส)

ความหลง คือ การขาดสติปัญญาพิจารณาหาเหตุผลและการหลงเชื่อข้อมูลข่าวสารที่ผิดเพี้ยนและบิดเบือน เมื่อมนุษย์ถูกความลุ่มหลงเข้าครอบงำบงการชีวิต เขาจะไม่รับรู้เหตุรู้ผล แยกแยะไม่ออกว่าอะไรผิดอะไรถูก มองเห็นกงจักรเป็นดอกบัว มองไม่เห็นมหันตภัยจากการกระทำของตัวเอง พฤติกรรมที่แสดงออกภายใต้อิทธิพลของความหลงย่อมนำความวิบัติมาสู่ชีวิตได้อย่างไม่คาดฝัน การหลงมัวเมาในกิน – กาม – เกียรติ หรือภาษาพระเรียกว่า “กาม” ถือเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งสำหรับการตายของมนุษย์ พระพุทธองค์ได้ตรัสผลร้ายหลายประการของการหลงมัวเมาในการกิน – กาม – เกียรติไว้ในมหาทุกขักขันธสูตร เช่น ก่อการทะเลาะวิวาท สร้างความขัดแย้งแตกแยก ทำให้เกิดศึกสงคราม จูงใจมนุษย์ให้ทำชั่วจนได้รับโทษทัณฑ์ถึงชีวิต เมื่อมองสังคมมนุษย์ปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่า สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ไม่ผิดนัก มนุษย์ส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบันต่างหลงเชื่อว่า “กิน – กาม – เกียรติเท่านั้นคือเป้าหมายสูงสุดในชีวิต ไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะดีวิเศษไปกว่านี้” มนุษย์จึงไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม ใช้เล่ห์เพทุบายต่าง ๆ กระโจนเข้าแย่งชิงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ ความเครียด ความขัดแย้ง และการฆ่าฟันกันและกัน เพราะแย่งชิงกิน – กาม – เกียรติจึงเป็นสิ่งที่เห็นกันอยู่ดาษดื่น แม้บางคนอาจจะแย้งว่า “กิน – กาม – เกียรติ” ไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดที่ทำให้มนุษย์ก่อความขัดแย้งและฆ่าฟันกันและกัน […]

“มิจฉาทัศน์” สาเหตุทุกข์ โดย พระมหาสุภา ชิโนรโส (ส.ชิโนรส)

“มิจฉาทัศน์” สาเหตุทุกข์ โดย พระมหาสุภา ชิโนรโส (ส. ชิโนรส) สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้เห็นกระแสเกิด-ดับ และดับ-เกิด คือ การเจาะเข้าไปถึงสาเหตุที่แท้จริงของทุกข์ หรือ มิจฉาทัศน์ ที่ฝังลึกอยู่ในจิตสันดานของมนุษย์แต่ละคนมาชั่วกัปชั่วกัลป์ มิจฉาทัศน์ที่ว่ามี 4 อย่าง ดังนี้ 1. เชื่อว่าสรรพสิ่งเที่ยงแท้ (สัสสตทิฏฐิ) ความเห็นผิดเช่นนี้ เชื่อว่าจะมีรูปแบบชีวิตที่จีรังยั่งยืนตลอดไป มีสุขสมหวัง-มั่งคั่งร่ำรวย-มีอำนาจวาสนาตลอดไป หรือเมื่อตายไปแล้วก็เกิดในมิติที่เป็นอมตะตลอดไป ความเชื่อว่าสรรพสิ่งเที่ยงแท้เกิดจากศาสนาต่าง ๆ ที่สอนให้เชื่อพระเจ้า ศาสนาเหล่านี้สอนมนุษย์มาหลายพันปีว่า ชีวิตเริ่มจากจุดที่สร้างโดยพระเจ้า แล้วจะพัฒนาไปจนถึงจุดที่สมบูรณ์ที่สุด เที่ยงแท้ชั่วนิรันดร์ ไม่เกิดไม่ตายอีก ความเชื่อเหล่านี้จึงฝังลึกอยู่ในจิตสันดานของมนุษย์อย่างไม่รู้ตัว คอยบงการจิตใจมนุษย์ให้แสวงหารูปแบบชีวิตที่เที่ยงแท้ หรือความสุขสมหวังที่ยั่งยืนอย่างใดอย่างหนึ่งตลอดไป เมื่อผู้ปฏิบัติเห็นการเกิด-ดับของสรรพสิ่งในรูปกระแส ความเชื่อดังกล่าวก็ถูกท้าทายทันที เพราะเมื่อสรรพสิ่งเป็นกระแสเกิด-ดับอย่างนั้น จะมีสิ่งที่เที่ยงแท้เป็นอมตะค้ำฟ้าได้อย่างไร 2. เชื่อว่าสรรพสิ่งสูญ (อุจเฉททิฏฐิ) ความเห็นผิดเช่นนี้ เชื่อว่าชีวิตตายแล้วสูญ ชีวิตโลกหน้าไม่มีอีกต่อไป เคยได้ยินบางคนพูดว่า “ชีวิตเกิดหนเดียว ตายหนเดียว” นั่นคือความคิดที่สะท้อนออกจากความเชื่อว่า สรรพสิ่งสูญ นักวิทยาศาสตร์วัตถุนิยมก็เชื่อเช่นเดียวกันว่า สรรพสิ่งสูญ ความจริงมีเพียงแค่วัตถุ เมื่อวัตถุแตกสลาย […]

“อิติปิโสถอยหลัง” คำบริกรรมช่วยเร่งให้จิตสงบ

“อิติปิโสถอยหลัง” อุบายเร่งจิตให้สงบ โดย ส. ชิโนรส (พระมหาสุภา ชิโนรโส) วิธีบริกรรม “อิติปิโสถอยหลัง” นั้นมี 3 ขั้นตอน ดังนี้   ขั้นที่ 1 ท่องจำ ท่องจำคือวิธีทำจิตให้สงบอย่างหนึ่ง ช่วยให้จิตจดจ่ออยู่กับอารมณ์ปัจจุบันได้เร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่องจำอิติปิโสฯ ผู้ปฏิบัติต้องใช้กำลังสติอย่างมากเพ่งพินิจ จึงจะจำอิติปิโสฯแต่ละอักขระได้อย่างชัดเจนไม่ผิดพลาด ผู้เขียนแบ่งอิติปิโสฯเป็น 6 บรรทัดเพื่อให้ง่ายต่อการท่องจำ ดังนี้ “ติ-วา-คะ-ภะ โธ-พุท นัง-สา-นุส-มะ-วะ-เท ถา-สัต-ถิ-ระ-สา-มะ-ทัม-สะ-ริ-ปุ โร-ตะ-นุต-อะ ทู-วิ-กะ-โล โต-คะ-สุ โน-ปัน-สัม-ณะ-ระ-จะ-ชา-วิช โธ-พุท-สัม-มา-สัม หัง-ระ-อะ วา-คะ-ภะ โส-ปิ-ติ-อิ” เมื่อท่องจำได้จนขึ้นใจแล้ว ควรฝึกขั้นต่อไป     ขั้นที่ 2 บริกรรม ก่อนบริกรรมทุกครั้งควรเลือกจุดที่จับลมได้อย่างชัดเจนมากที่สุดในกาย เช่น ปลายจมูก หรือกลางสะดือ แล้วเริ่มบริกรรมไปทีละจังหวะ บริกรรมจังหวะใดแล้วจิตสงบนิ่งแน่วแน่ ความคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ ดับลงไป ควรข้ามไปขั้นที่ […]

“อานาปานสติ” กรรมฐานที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ

ท่านพุทธโฆสะ ปราชญ์เลื่องชื่อทางพุทธศาสนา ประมวลแนวปฏิบัติที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ 40 อย่าง หรือกรรมฐาน 40 เมื่อเปรียบเทียบกรรมฐานทั้ง 40 แล้ว อานาปานสติ หรือการพิจารณาลมหายใจ คือแนวปฏิบัติที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญมากกว่ากรรมฐานใด ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญอานาปานสติว่าดีกว่าแนวปฏิบัติอื่น ๆ ด้วยเหตุผลดังนี้ 1. ปฏิบัติง่าย ไม่ต้องเตรียมการหรือพกพาเหมือนการฝึกกสิณ เช่น การใช้กสิณที่ต้องเพ่งลูกแก้วใส ผู้ปฏิบัติต้องเตรียมซื้อลูกแก้ว เตรียมที่วางให้เหมาะสม เตรียมห้องให้สงบเงียบ เวลาเปลี่ยนสถานที่ปฏิบัติ ก็ต้องพกพาติดตัวไปด้วย เหล่านี้ล้วนยุ่งยากและเป็นภาระ ฯลฯ แต่ลมหายใจนั้นมีอยู่กับตัวผู้ปฏิบัติตลอดเวลา ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย อยู่ที่ไหน ไปที่ใด ลมหายใจก็ติดตามไปเสมอ ไม่ต้องเตรียมการ ไม่ต้องพกพา ผู้ปฏิบัติเพียงแค่น้อมจิตเข้าไปกำหนดรู้ลมหายใจเท่านั้น 2. สุขสบาย เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกันกับลมหายใจ และความคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ จางหายไป จะรู้สึกเบากาย – เบาใจเหมือนตัวลอยอยู่กลางอากาศ มีความรู้สึกดื่มด่ำ เอิบอิ่ม อยู่ก็เป็นสุข ไปก็สบาย พระพุทธองค์ พระมหาสาวก พระอรหันตสาวก และพระปัจเจกพุทธเจ้า ต่างใช้ลมหายใจเป็นที่พักจิต […]

วิธีการรักษาความเจ็บป่วยอย่างพุทธะ บทความธรรมะโดย ท่าน ส.ชิโนรส

บทความธรรมะโดย ท่าน ส.ชิโนรส – พระป่ารูปหนึ่งเคยเล่าประสบการณ์ส่วนตัวแก่ผู้เขียนว่า เวลาท่านเดินธุดงค์อยู่กลางป่าเขาลำเนาไพร หากเจ็บป่วยขึ้นมาอย่างกะทันหัน ไม่สามารถหาหยูกหายามารักษาได้ทัน ท่านจะเข้าสมาธิจนกระทั่งดับความรู้สึกในตัวทั้งหมด เหลืออยู่แต่ตัวรู้ในจิตเพียงอย่างเดียว พักจิตอยู่ในสภาวะนั้นจนพอควรแล้วถอนออกมา อาการเจ็บป่วยของท่านก็หายเป็นปลิดทิ้ง ประสบการณ์ของพระป่าทำให้ผู้เขียนนึกถึงการสนทนาธรรมระหว่างพระศาสดา นกุลบิดาคฤหบดี และพระสารีบุตร การสนทนาธรรมครั้งนี้ได้ยืนยันถึงสิ่งที่พระป่ารูปนี้พูดได้เป็นอย่างดีว่า “แม้กายเราจะเจ็บป่วย แต่เราสามารถทำใจไม่ให้ป่วยได้ ใจที่ไม่ป่วยยังรักษาโรคกายได้อีกด้วย” สมัยหนึ่งคฤหบดีชื่อนกุลบิดาปรับทุกข์กับพระศาสดาว่า “โยมพ่อแก่เฒ่าแล้ว ร่างกายก็ทรุดโทรม เจ็บป่วยกระเสาะกระแสะ ลูกรักมีคำชี้แนะอะไรบ้างไหมพระพุทธเจ้าข้า” การที่คฤหบดีเรียกพระศาสดาว่า “ลูกรัก” เพราะท่านเคยเป็นพ่อและญาติของพระพุทธองค์มากกว่าพันชาติ ด้วยความรักความผูกพันที่เคยมีต่อกันมาอย่างยาวนาน คฤหบดีจึงเรียกพระพุทธองค์ด้วยความคุ้นปากว่า “ลูกรัก” “กายคนช่างเปราะบางเหมือนกับฟองไข่นะท่านคฤหบดี” พระศาสดาตรัสปลอบคฤหบดีด้วยพระสุรเสียงที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา ขณะเดียวกันพระองค์ก็ตรัสปริศนาธรรมสั้น ๆ แก่คฤหบดีว่า “กายจะป่วยก็ช่างมันเถอะ แต่อย่าได้ป่วยใจก็แล้วกัน” ว่าแล้วก็ประทับนิ่งอยู่ ฝ่ายคฤหบดีได้ฟังเช่นนั้นก็ไม่ซักถามเพื่อความกระจ่างชัด เพราะมัวแต่ปลื้มปีติอยู่กับพระสุรเสียงอันไพเราะของพระองค์ หลังจากเสร็จสิ้นการสนทนากับพระศาสดาแล้วเดินทางออกจากวัด คฤหบดีจึงฉุกคิดขึ้นได้ถึงสิ่งที่เพิ่งสนทนากับพระพุทธองค์ “ป่วยกาย แต่อย่าป่วยใจ หมายความว่าอย่างไรกันหนอ” คฤหบดีสงสัย แต่จะกลับไปถามพระศาสดาอีกครั้งก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะพระองค์เสด็จหลีกหนีไปนานแล้ว ขณะที่กำลังครุ่นคิดหาคำตอบอยู่นั้น คฤหบดีก็ได้ยินเสียงพระรูปหนึ่งทักมาแต่ไกลว่า “ท่านคฤหบดีเดินทางมาจากไหนหรือ วันนี้ดูสีหน้าท่าทางสดชื่นกว่าทุกวันเลยนะ” เมื่อคฤหบดีเหลียวไปดูก็รู้ว่าเป็นพระสารีบุตร “โยมเพิ่งสนทนากับพระศาสดาครับท่าน” คฤหบดีแสดงความดีใจเมื่อได้พบกับพระสารีบุตรโดยบังเอิญ […]

เคล็ดลับ การภาวนา “พุท – โธ” ให้จิตรวมตัวอย่างฉับพลัน โดย ส. ชิโนรส

อยากเร่งให้จิตสงบไวด้วย การภาวนา “พุท – โธ” เราควรรู้เคล็ดลับ 2 ประการ คือ ศรัทธาที่แรงกล้า ผู้ปฏิบัติจะต้องเชื่อมั่นในพระพุทธองค์อย่างแรงกล้า แม้กระทั่งชีวิตก็ยอมมอบให้ได้ เรียกว่า “ตถาคตโพธิศรัทธา” ศรัทธาชนิดนี้จะมีปาฏิหาริย์ที่น่ามหัศจรรย์อย่างยิ่ง ดึงจิตผู้ปฏิบัติให้รวมตัวนิ่งเป็นสมาธิได้อย่างฉับไว แต่หากผู้ปฏิบัติไม่มีศรัทธาชนิดนี้แล้ว การนึกถึงพุทธคุณจะสำเร็จได้ยาก ภาวนาในเวลาคับขัน ผู้ปฏิบัติอยู่ในสถานการณ์ที่มีอันตรายถึงชีวิต เช่น อยู่ต่อหน้าเสือ อยู่ในถ้ำที่เสืออยู่ หรือถูกฝูงช้างป่าล้อม เป็นต้น การภาวนา “พุท – โธ” หรือนึกถึงพุทธคุณในสถานการณ์เช่นนี้ได้ผลดีวิเศษสุด จิตจะรวมตัวพรึบลงอย่างฉับพลัน เคล็ดลับนี้ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ใช้เสมอในการอบรมพระเณร เช่น ให้ไปภาวนาในถ้ำที่มีเสือ หรือให้ไปภาวนาในป่าเปลี่ยวอันตรายรอบด้าน ลูกศิษย์ลูกปู่มั่นหลายรูปจึงสำเร็จสมาธิชั้นสูง พบกับความมหัศจรรย์ทางจิตอย่างไม่มีประมาณ ผู้เขียนคุยกับอุบาสิกาที่สำเร็จสมาธิขั้นสูงคนหนึ่ง นางเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า “สำเร็จสมาธิขั้นสูงเพราะภาวนาพุทโธขณะที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายขั้นชีวิต” ตัวนางไม่เคยทำสมาธิมาก่อน ไม่รู้ว่าฌานเป็นอย่างไร วันหนึ่งนางอุ้มลูกน้อยแบเบาะเข้าไปหากินในป่าลึกทางจังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อเดินหาของป่าจนเมื่อย นางจึงแวะนั่งพักอยู่บนขอนไม้แห่งหนึ่ง วางลูกน้อยไว้ข้างตัว นางหลับตาพักผ่อนได้พักใหญ่ก็ได้กลิ่นสาบสางของสัตว์ร้ายกระทบเข้าที่จมูก รู้ว่าใกล้เพียงแค่วาเดียวเท่านั้นเอง เมื่อลืมตาขึ้นก็ตกใจจนช็อก ผู้ที่นั่งอยู่ตรงหน้านางแค่ 2 เมตรคือเสือโคร่งตัวเบ้อเร่อนั่นเอง […]

“รู้แล้ววาง” คือ “ทางพ้นทุกข์” ข้อธรรมให้แง่คิดโดย ส. ชิโนรส

ท่าน ส. ชิโนรส ได้แสดงข้อธรรมให้แง่คิดในเรื่องของการพ้นทุกข์ไว้ดังนี้ ธรรมชาติของกายและใจตามเป็นจริง คือ “มันเป็นอย่างนั้นเอง” กายและใจ รูปธรรมและนามธรรมทั้งหมด มีแต่เกิดกับดับ เกิดกับตายทุกวินาที (อนิจจัง) มีเหตุปัจจัยต่าง ๆ บีบคั้น บีบบังคับให้ต้องเกิด – ดับอยู่ตลอดเวลา (ทุกขัง) และไม่มีใครมีอำนาจสั่งให้เป็นไปตามความต้องการ ไม่มีตัวกูของกูที่แน่นอน ไม่มีค่าที่ตายตัวเที่ยงแท้ ว่างเปล่าจากตัวตน (อนัตตา) “อนิจจัง – ทุกขัง -อนัตตา” คือ ธรรมชาติแท้ของกายและใจมันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร  ผู้เจริญวิปัสสนาเคยเห็นธรรมชาตินี้มาแล้ว ก่อนที่ยังไม่พ้นวิปัสสนูปกิเลส แต่ตอนนั้นสติปัญญายังไม่แจ่มแจ้งเต็มร้อย เพราะวิปัสสนูปกิเลสทำให้เขว และยังมีความสงสัยคลำหาทางออกไม่พบ แต่ตอนนี้มองเห็นได้แจ่มแจ้งแล้วว่า “กายและใจมันเป็นอย่างนี้เอง เราหนีธรรมชาตินี้ไม่พ้น ต้องยอมรับมัน” การเห็นอนิจจัง ทุกขัง หรืออนัตตาได้ชัดเจนกว่ากันหรือไม่ แต่ละคนไม่เหมือนกัน บุญใครบุญมัน ผู้ที่มีความเชื่อเลื่อมใสมาก (ศรัทธา) จะเห็นการเกิด – ดับได้ชัดเจน ผู้ที่มีความเพียรมาก (วิริยะ) จะเห็นความทุกข์ได้ชัดเจน ส่วนผู้ที่มีปัญญามาก (ปัญญา) จะเห็นอนัตตาความว่างได้ชัดเจน […]

keyboard_arrow_up