“ไม่อายทำกิน ไม่หมิ่นเงินน้อย” จากนางเอกงิ้วสู่แม่ค้าขายบะหมี่เกี๊ยวสู้โควิด

“ไม่อายทำกิน ไม่หมิ่นเงินน้อย” จาก นางเอกงิ้ว สู่แม่ค้าขายบะหมี่เกี๊ยวสู้โควิด  สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราได้เห็นการปรับตัวของหลายอาชีพ อย่างอาชีพงิ้ว หรือนักแสดงอุปรากรจีน ที่ประสบปัญหาว่างงานเช่นกัน นางเอกงิ้ว คนนี้ “เจ้ฮิ้ว” ใช้โอกาสช่วงว่างงาน นำความรู้ในการทำอาหารมาปรับใช้จนกลายเป็นอาชีพที่สามารถหาเลี้ยงตนเองในช่วงนี้ได้อย่างน่าชื่นชม     “ ไม่อายทำกิน ไม่หมิ่นเงินน้อย ช่วงโควิด-19 ทำให้งิ้วถูกระงับการแสดง นักแสดงงิ้วตกงาน ต่างต้องดิ้นรนขวนขวายทำมาหากินเลี้ยงชีพ บางคนมีฝีมือทำอะไรอร่อยก็งัดกันออกมาช่วงนี้ “ เจ้ฮั้วเป็นนางเอกงิ้วที่มาจากเมืองจีน แต่อยู่เมืองไทยนานแล้ว ปักหลักมั่นคงที่นี่ ช่วงโควิดก็งัดวิชาทำอาหารสมัยอยู่ซัวเถา เช่าบ้านเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว เป็นก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมูกับเกี๊ยว เกี๊ยวของเธอคือสูตรเด็ดที่ร้านบะหมี่เกี๊ยวเจ้าอื่นไม่มี เพราะเธอปรุงด้วยตำรับจากเมืองจีน รสชาติแบบนี้ต้องหาตามภัตตาคารจีน แต่เธอนำมาประยุกต์ใส่กับก๋วยเตี๋ยวขายในราคาที่คนทั่วไปทานได้สบาย     “ ทุกเช้าเธอต้องตื่นแต่เช้าไปตลาดเพื่อซื้อหมูมาปรุงด้วยเครื่องเทศสารพัดชนิด เพื่อให้ได้เกี๊ยวที่มีรสชาติอร่อยตามตำรับซัวเถา ห่อเกี๊ยวเสร็จต้องใส่ตู้เย็น เมื่อมีคนสั่งจึงจะนำออกมาปรุงเพื่อให้คงความสด เวลานำออกมาต้มจะได้บานสวย เธอเปิดร้านประมาณ 9 โมงเช้าหลังทุกอย่างพร้อม และขายไปจนถึง 4 ทุ่มนอกจากของหมดก่อน ขายทุกวันไม่มีวันหยุด ตอนแรกเธอมีแต่เมนูบะหมี่ลูกชิ้นหมูกับเกี๊ยว ตอนนี้เพิ่มเย็นตาโฟอีกอย่างเป็นตัวเลือก เธอบอกว่าเธอยังมีฝีมือทำอีกอย่างอร่อย (ลืมแล้วว่าอะไร) […]

คุณตาแสวงตาบอด-แขนหักสู้ชีวิต รับจ้างงานละ 20 บาท เลี้ยงครอบครัว

คุณตาแสวงตาบอด-แขนหัก สู้ชีวิต รับจ้างงานละ 20 บาท เลี้ยงครอบครัว เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา หลายสื่อข่าวรายงานข่าวว่า พบคุณตาตาบอดข้างเดียว สู้ชีวิต ปั่นจักรยานไปรับจ้างทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ในหมู่บ้าน ได้ค่าแรงครั้งละ 20 บาท คุณตาตาบอดคนนี้ชื่อ แสวง ทองเอม อายุ 63 ปี ต้องเลี้ยงดูภรรยาคือ นางมณี ทองเอน อายุ 67 ปี ซึ่งแขนข้างซ้ายหัก และลูกสาวคนเล็ก น.ส.จันจิรา ทองเอน อายุ 32 ปี ตกงานและท้องแก่ใกล้คลอด     คุณตาแสวงซึ่งตาบอดข้างซ้าย และแขนข้างซ้ายหัก บอกว่าตนมาของานทำเพราะอยากได้เงินใช้บ้าง ได้มากน้อยไม่ว่า ขอแค่ได้ทำงานถอนหญ้า หรืออื่น ๆ ตามรั้วบ้าน หลังบ้าน เพื่อนบ้าน หรือคนรู้จักสงสารก็จะให้ทำงานนิดหน่อย […]

“แกร็บคุณตา” กลัวคุณยายเหงา ชวนซ้อนท้ายไปส่งอาหารด้วยกัน

“แกร็บคุณตา” กลัวคุณยายเหงา ชวนซ้อนท้ายไปส่งอาหารด้วยกัน เป็นอีกเรื่องราวน่ารักน่าประทับใจที่กำลังถูกพูดถึงและกลายเป็นกระแสแชร์สนั่นในโลกโซเชียล เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Phakhanut Blackbox ได้โพสต์ภาพของคุณตาที่จังหวัดภูเก็ต ขับแกร็บส่งอาหารเดลิเวอรี่ โดยมีคุณยายนั่งซ้อนท้ายไปส่งอาหารด้วยกัน โดยระบุข้อความไว้ว่า   ความน่ารักของพี่ Grab วันนี้ มาเป็นคู่เลย “ลุงไม่อยากเป็นภาระลูกหลาน ยังมีแรงก็ทำไป(หัวเราะ) ป้าแกอยู่บ้านคนเดียวกลัวแกเหงาชวนมาเป็นเพื่อน” #อายุเป็นเพียงตัวเลข ลุงแกว่างี้ น่ารักที่สุด   ความน่ารักของพี่Grapวันนี้. มาเป็นคู่เลย“ลุงไม่อยากเป็นภาระลูกหลาน… Posted by Phakhanut Blackbox on Friday, May 15, 2020   นอกจากความน่ารักของคุณตากับคุณยายแล้ว ทั้งสองท่านก็ยังสู้ พยายามทำงานหาเลี้ยงชีพถึงแม้จะอายุมากแล้ว ซีเคร็ตขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ค่ะ   ขอบคุณที่มา : เฟซบุ๊ก Phakhanut Blackbox Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ เชฟตกงานเพราะโควิด ใช้เงินเยียวยา 5 พัน ทำรถเข็นขายอาหารสู้ชีวิต ชื่นชม “ยายแอ๊ด” […]

คนขับรถตู้ตกงานเพราะโควิด ใช้เงินเยียวยาลงทุนเปิดท้ายขายทุเรียนเลี้ยงชีพ

คนขับรถตู้ตกงานเพราะโควิด ใช้เงินเยียวยาลงทุน เปิดท้ายขายทุเรียน เลี้ยงชีพ สาวขับรถตู้ต้องตกงานเพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จึงดิ้นรนหาเลี้ยงชีพด้วยการนำเงินเยียวยาจากรัฐบาล มาลงทุน เปิดท้ายขายทุเรียน     คนขับรถตู้ใจสู้ผู้นี้คือ นางสาวบุษบา ไชยสาร อายุ 35 ปี ก่อนหน้านี้เป็นพนักงานขับรถตู้สายกรุงเทพ-ระยอง มีประชาชนใช้บริการมากพอสมควร ต่อมาเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ก็ทำให้ไม่มีคนมาใช้บริการรถตู้โดยสาร ไม่มีรายได้ เพราะคนส่วนใหญ่ออยู่บ้านไม่เดินทางออกไปไหนตามนโยบายของรัฐบาล หยุดเชื้อ เพื่อชาติ     เมื่อเธอได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลจึงตัดสินใจนำเงินไปต่อยอด  โดยได้ไปลงทุนซื้อทุเรียนจากจังหวัดจันทบุรี มาขายที่เมืองพัทยา และจอดเปิดท้ายรถตู้ขายทุเรียนภายในซอยเพนียดช้าง เมืองพัทยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี บางวันก็มีลูกค้าบ้าง ก็พอขายได้ แต่บางวันก็เงียบมาก แต่ก็ยังดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆ     ซีเคร็ตขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ   ขอบคุณที่มา : สยามรัฐ Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ เชฟตกงานเพราะโควิด ใช้เงินเยียวยา 5 พัน ทำรถเข็นขายอาหารสู้ชีวิต ชื่นชม […]

สองหนุ่มพนักงานออฟฟิศ ผันตัวมาเป็นพ่อค้าขายกล้วยทอดสูตรรักสุขภาพ

สองหนุ่ม พนักงานออฟฟิศ ผันตัวมาเป็นพ่อค้าขายกล้วยทอดสูตรรักสุขภาพ จากการระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อหลายอาชีพ แม้กระทั่ง พนักงานออฟฟิศ สองหนุ่มพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ตัดสินใจพากันกลับบ้านที่จังหวัดนครราชสีมา และผันตัวมาเป็นพ่อค้าขายกล้วยทอดสูตรสำหรับคนรักสุขภาพ     น้องเต้ย-นราภัทรว์ วสุนันต์ วัย 24 ปี และน้องปิ๊ก-พนาวัลย์ หวังลายกลาง วัย 22 ปี สลัดคราบหนุ่มออฟฟิศมาเปิดร้านขายกล้วยทอดสูตรพิเศษคือจะสลัดน้ำมันออก จึงทำให้กินแล้วไม่อ้วน ดีต่อสุขภาพ น้องเต้ยเล่าว่า ได้สูตรกล้วยทอดมาจากกูเกิล แล้วนำมาปรับเป็นสูตรของตัวเอง ความแตกต่างคือแป้งมีความกรอบนาน หวานมัน และใช้เครื่องสลัดน้ำมันทำให้กล้วยทอดของสองหนุ่มกลายเป็นกล้วยแขกไม่อมน้ำมัน ดีต่อสุขภาพ     สองหนุ่มเปิดขายมา 4 เดือนแล้ว ใช้กล้วย มัน และเผือกวันละ 30 กิโลกรัม รายได้ตกวันละ 2,500-3,000 บาท จะเปิดร้านตั้งแต่ 8.00-16.00 น. และส่งกล้วยทอดถึงบ้านถ้าลูกค้าอยู่ไม่ไกล และมีบริการส่งตามบ้านด้วย ร้านมารวยกล้วยทอด ตั้งอยู่ที่ 697/1 หมู่ 7 […]

ไม่เกี่ยงงาน! แอร์ฯ การบินไทย สมัครขับรถส่งของช่วงโควิด หารายได้เสริม

ไม่เกี่ยงงาน! แอร์ฯ การบินไทย สมัครขับรถส่งของช่วงโควิด หารายได้เสริม คุณปริม-ปริมรัศมี อัศวนภาวัลย์ แอร์โฮสเตสการบินไทย วัย 44 ปี เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้สายการบินต้องหยุดบินชั่วคราว รายได้หายไปพอสมควร เธอจึงต้องหารายได้เสริมเป็นค่าเรียนพิเศษของลูก คุณปริมบอกกับผู้สื่อข่าวว่า เธอทำงานเป็นแอร์โฮสเตสประจำสายการบินไทยมานาน 20 ปี โดยได้ค่าตอบแทนสองส่วนคือ เงินเดือนกับเบี้ยเลี้ยงต่อไฟลต์ ซึ่งเบี้ยเลี้ยงจะได้มากกว่าเงินเดือน เมื่อหยุดบินเงินก็จะไม่มีเบี้ยเลี้ยง ส่วนเงินเดือนถูกลดลงมาประมาณ 25-30% ถือว่ารายได้ลดไปเยอะมาก ซึ่งเธอหยุดบินมาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ไฟลต์สุดท้ายที่ไปคือแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี     เธอเล่าถึงการหันมาขับรถส่งของกับ Deliveree แอปพลิเคชันส่งของว่า เธอได้ลงทะเบียนกับ ซีพี เฟรชมาร์ท ในโครงการส่งอาหารให้คนที่กลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง โดยทางซีพีจะส่งอาหารให้ประมาณ 14 วัน คนที่มาส่งคือคนขับรถจากแอป Deliveree นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เธอทำให้รู้จักบริการส่งของแอปนี้ รถที่ใช้คือรถบ้านธรรมดา เธอรู้สึกดีมากที่มีคนขับรถมาส่งอาหาร รู้สึกว่าเป็นกำลังใจให้เธอในช่วงกักตัว จึงอยากลองทำบ้าง เพราะเหมือนเป็นการให้กำลังใจคน หลังจากสมัครและผ่านการอบรมเรียบร้อยแล้ว เธอก็รับงานขับรถส่งของกับแอป และนำรายได้จากงานนี้มาใช้จ่ายเป็นค่าเรียนพิเศษของลูก “จริง ๆ พอมีเงินเก็บ […]

Lupita Nyong’O …ราตรีนี้มีแสงดาว

Lupita Nyong’O …ราตรีนี้มีแสงดาว ในงานประกาศรางวัลออสการ์ รางวัลเชิดชูเกียรติสูงสุดที่ทุกคนในวงการแสดงใฝ่ฝันจะได้รับ ลูปิต้า นยองโอ (Lupita Nyong’O) นักแสดงสาวเชื้อสายแอฟริกัน ยืนอยู่บนพรมแดงในชุดสีฟ้าสดใส ตัวแทนสีท้องฟ้าของไนโรบี เมืองในเคนยาที่เธอเติบโตขึ้น พร้อมกับความฝันที่จะเป็นนักแสดงระดับโลก   ก่อนวันประกาศผลรางวัลออสการ์เพียงไม่กี่วัน ลูปิต้าได้ขึ้นกล่าวบนเวทีในงานเลี้ยงประจำปีผู้หญิงผิวสีแห่งฮอลลีวู้ด ซึ่งเธอได้รับการยกย่องในฐานะนักแสดงที่มีพัฒนาการยอดเยี่ยมแห่งปี เธอได้เล่าถึงมุมมองความงามในอดีตของตัวเอง ซึ่งเป็นอุทาหรณ์อย่างดีแก่บรรดาเด็กผิวสีทั้งหลาย ผู้ร่วมงานทุกคนที่ได้ฟังความในใจของเธอต่างรู้สึกตื้นตันใจจนพูดไม่ออก ลูปิต้าเล่าว่า ในวัยเด็กเธอเคยขอพรจากพระเจ้าทุกคืนให้เธอตื่นขึ้นมาแล้วมีผิวขาวสวยเหมือนกับคนที่เธอเห็นในโทรทัศน์ ทุกเช้าเธอตื่นมาด้วยความหวัง และจะรีบวิ่งไปดูตนเองที่หน้ากระจก แต่ก็ต้องผิดหวังอยู่ร่ำไป เมื่อพระเจ้าไม่ยอมให้ผิวของเธอขาวขึ้นแม้สักนิด ไม่ว่าเธอจะพยายามต่อรองโดยสัญญาจะเป็นเด็กดีก็แล้ว ไม่แอบกินขนมก็แล้ว พรของเธอก็ยังไม่เป็นผล จนเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ลูปิต้าไม่มั่นใจในรูปลักษณ์ของตัวเอง และเริ่มสะสมความเกลียดชังตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าแม่ของเธอจะพร่ำบอกว่าเธอสวยเพียงใดแต่นั่นก็ไม่ทำให้ลูปิต้าปักใจเชื่อได้เลย จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเธอเห็นนางแบบผิวสีชื่อ อเลค เวค (Alek Wek) ปรากฏตัวบนหน้าจอทีวี สีผิวของเธอมืดสนิทเหมือนท้องฟ้ายามราตรีไม่ต่างจากลูปิต้า แต่ โอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey) ก็ยังชมว่าเธอเป็นคนที่สวยที่สุดคนหนึ่งที่พิธีกรชื่อดังคนนี้เคยพบเจอ สิ่งนี้เองที่เปลี่ยนความคิดลูปิต้าให้มั่นใจว่า เธอเองก็สามารถสวยได้ในแบบที่เป็นอยู่โดยไม่ต้องมีผิวขาวเหมือนใคร ในห้องจัดงาน ทุกคนเงียบสงัด เพราะความจริงเหล่านี้ซ่อนอยู่เบื้องลึกในจิตใจของคนผิวสีทุกคน ไม่เว้นแม้แต่โอปราห์ซึ่งร่วมฟังอยู่ด้วย  ช่วงที่สร้างความประทับใจให้ทุกคนคือตอนที่เธอกล่าวว่า […]

จอห์น หว่อง กับพลังแห่งการรักษาอันน่าอัศจรรย์

จอห์น หว่อง กับพลังแห่งการรักษาอันน่าอัศจรรย์ จอห์น หว่อง เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพชาวสิงคโปร์ ในปี ค.ศ. 2005 ขณะที่เขากำลังอยู่บนจุดสูงสุดของอาชีพการงาน จู่ๆ จอห์นก็ล้มป่วยด้วยโรคประหลาด เขาเป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงมา หนำซ้ำยังมองไม่เห็น พูดไม่ได้ ผิวหนังไม่รับรู้ความรู้สึกใด ๆ กลายเป็นคนทุพพลภาพโดยสิ้นเชิง และแม้ว่าหมอจะไม่สามารถระบุได้ว่าเขาเป็นโรคอะไรกันแน่ แต่ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันเป็นโรคที่รักษาไม่หาย และเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะกลับมายืนหรือมองเห็นได้อีกครั้ง เวลานั้นมีเพียงแม่ของเขาคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงเชื่อว่าจอห์นจะหายได้ในที่สุด แม่ของจอห์นและกลุ่มเพื่อนของเธอจึงมาสวดมนต์ให้จอห์นที่โรงพยาบาลทุกวัน ระหว่างที่นอนอยู่บนเตียง จอห์นมักจะครุ่นคิดไปต่าง ๆ นานาด้วยความสงสัย บางครั้งความคิดก็เจือด้วยความโกรธแค้นว่าเหตุใดเขาจึงต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ยิ่งตั้งคำถาม จอห์นก็ยิ่งได้เรียนรู้บางสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน จอห์นเริ่มมองเห็นว่า ผู้คนในสังคมทุกวันนี้ต่างก็ต่อสู้เพื่อตำแหน่งหน้าที่การงาน เงินทอง ความสัมพันธ์ ฯลฯ และต้องเป็นทุกข์กับการแก้ปัญหาเหล่านั้น แต่ตอนนี้…ตอนที่เขาป่วยจนไม่สามารถจะสู้เพื่อเรื่องใด ๆ ได้ เขากลับมองเห็นความจริงว่า เรื่องที่คนทั้งหลายพยายามแสวงหากันนั้นเป็นเรื่องไม่สำคัญเลย จิตใจต่างหากที่สำคัญที่สุด ถ้าเขาหายเขาจะไม่นำปัญหาเหล่านี้มาเป็นสาระสำคัญอีก…ถ้าหาย เขาจะช่วยผู้อื่นให้เข้าใจความจริงข้อนี้ด้วย ใช่แล้ว! ทั้งที่ทุพพลภาพขนาดนั้น จอห์นก็ยังเชื่อมั่นว่าเขาจะหาย จอห์นเชื่อว่าพลังแห่งการรักษาไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย แต่มีอยู่ในตัวเราเองนี่แหละ และจอห์นยังเชื่อว่ามนุษย์คือส่วนหนึ่งของกันและกัน เราทุกคนสามารถเชื่อมโยงถึงกันในระดับจิตวิญญาณซึ่งเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ สามารถสร้างความมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งการให้ความรักและการสวดมนต์เป็นวิธีหนึ่งที่เข้าถึงการเชื่อมโยงนั้น ทุก […]

ผู้โดยสารใจบุญ! จ่ายค่าเล่าเรียนให้คนขับอูเบอร์ได้เรียนต่อจนจบปริญญา

คนเป็นพ่อแม่ส่วนใหญ่จะใช้จ่ายเงินเพื่อลูก ๆ โดยเอาความต้องการของตัวเองไว้ทีหลัง ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะเต็มใจทำเพราะรักลูก แต่บางครั้งก็หมายถึงการวางความฝันของตัวเองไว้ก่อน เพื่อให้ลูกมีชีวิตที่ดีขึ้น (คนขับอูเบอร์) ลาทอนยา ยัง (Latonya Young) ต้องผัดผ่อนจ่ายค่าเล่าเรียนที่ค้างอยู่ 700 เหรียญออกไปเรื่อย ๆ เพราะลูก ๆ มีความจำเป็นไม่เรื่องนู้นก็เรื่องนี้ ดังนั้นเธอจึงแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลยเมื่อได้รับโทรศัพท์จากมหาวิทยาลัยแจ้งว่า ค่าเล่าเรียนที่ค้างอยู่มีการชำระเข้ามาเรียบร้อยแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่นาน ลาทอนยา ซึ่งยึดอาชีพขับอูเบอร์และเป็นคุณแม่วัย 43 ได้รับผู้โดยสารชื่อ เควิน เอช (Kevin Esch) ทั้งคู่พูดคุยกันระหว่างเดินทางไปยังจุดหมาย ลาทอนยาเล่าให้เควินฟังว่า เธอทำงานสองอย่าง กลางวันเป็นช่างผม กลางคืนขับอูเบอร์ เธอต้องออกจากโรงเรียนตอนอายุ 16 เพื่อเลี้ยงลูกคนแรก และตอนนี้เธอกลับมาเรียนใหม่ กำลังทำอนุปริญญาที่มหาวิทยาลัยจอร์เจียสเตทพร้อมกับทำงาน 2 อย่างไปด้วย ลาทอนยาบอกเควินเรื่องค่าเล่าเรียนที่ค้างอยู่ พร้อมกับยักไหล่แบบช่างมันเถอะ ลูก ๆ มีความจำเป็นต้องใช้นี่นะ เควินรู้สึกประทับใจกับเรื่องราวของเธอ และตัดสินใจที่จะทำบางอย่างเพื่อช่วยเหลือผู้หญิงใจสู้คนนี้ ไม่กี่วันหลังจากนั้น ลาทอนยาก็ได้รับโทรศัพท์จากมหาวิทยาลัยแจ้งว่าเธอสามารถกลับมาลงทะเบียนเรียนได้อีกครั้ง เพราะยอดค้างชำระไม่มีแล้ว ซึ่งเควินคือผู้ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเพื่อให้เธอได้เรียนต่อจนได้รับอนุปริญญาตามที่ตั้งใจไว้ ลาทอนยาบอกผู้สื่อข่าวว่า เธอรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างที่สุดกับความกรุณาของเควิน และตัดสินใจว่าเธอต้องตอบแทนน้ำใจอันงดงามของเขาด้วยการตั้งใจเรียนให้มาก […]

สุดซาบซึ้ง! ชายหนุ่มโพสต์บอกลาวันสุดท้ายของชีวิตลูกจ้างโรงงาน

โลกโซเชียลต่างประทับใจกับโพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ วันชัย จันทา ซึ่งบอกเล่าความในใจเป็นการสั่งลาชีวิต ลูกจ้างโรงงาน วันสุดท้าย ใครอยากได้กำลังใจสู้ชีวิตต้องลองอ่านดูค่ะ   #คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่ผมจะใช้ชีวิตในโรงงานแห่งนี้ เหนื่อยมากครับกับการหาเส้นทางชีวิตของตัวเองมาหลายปี อดทนกับแรงกดดันต่างๆนาๆมาหลายปี ลองผิดลองถูกมาก็เยอะ เก็บเงินลงทุนกับอะไรหลายๆอย่างมาก็เยอะแต่ล้มเหลวหมด กว่าจะลุกขึ้นมาลงทุนได้แต่ละทีก็ต้องใช้เวลานานเหมือนกัน จนบางครั้งต้องก้มหน้าก้มตาทำงานไปร้องให้ไปเพราะสงสารตัวเอง #แต่ชีวิตคนเรา “ยิ่งเจ็บปวดมากเท่าไหร่ ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น” ยิ่งลองผิดลองถูกมามากเท่าไหร่ ยิ่งเห็นพรสวรรค์ตัวเองมากขึ้นเท่านั้น ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตลูกจ้าง ขอบคุณเพื่อนร่วมงาน ขอบคุณหัวหน้างานทุกคน ในวันที่ผมสูญเสีย ในวันที่ผมไม่เหลือใคร พวกคุณยังคอยช่วยกันพยายามดึงสติผมกลับมาได้ทุกครั้ง ขอบคุณความจริงใจที่ทุกคนคอยดูแลผมเสมอมา… ผมตัวคนเดียวมาตั้งแต่เกิด กว่าจะเข้าโรงงานนี้ได้ต้องไปรับจ้างล้างจานในร้านหมูกระทะเพื่อหาเงินส่งตัวเองเรียนให้จบ กศน.ม.3 เพราะครอบครัวผมจนมาก เลยไม่มีใครส่งเรียนให้จบ ป.6 แต่กว่าจะเข้าโรงงานนี้ได้มันไม่ได้ง่ายเหมือนที่ผมคิดไว้เลย จบทหารมาเอาใบผ่านศึกกับวุฒ กศน.ไปสมัคร ครั้งแรก เพื่อนที่ไปสมัครด้วยกันถูกเรียกไปหมด ยกเว้นผมคนเดียวที่ไม่ถูกเรียก เดือนที่ 2 ผมกลับไปสมัครใหม่ เขาก็ไม่เรียก เดือนที่ 3 ผมไปสมัครอีก เขาก็ไม่เรียก ผมถึงได้รู้ว่าวุฒ กศน.เขาเอาไว้ท้ายๆ เดือนที่ 4 ผมไปสมัครอีก เขาก็ไม่เรียกเหมือนเดิม เดือนที่ 5 […]

เธอเดินไม่ได้แต่ใจยังสู้ ยึดอาชีพทำดอกไม้จันทน์ขาย จนสร้างบ้าน ซื้อรถได้

อีกหนึ่งเรื่องราวของคนสู้ชีวิต นางนิตยา เขาหนองบัว อายุ 40 ปี ชาวอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เธอพิการเดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็นมานานกว่า 10 ปี แต่เธอไม่ปล่อยให้ความพิการเป็นอุปสรรค กลับมุ่งมั่นทำงานหารายได้เป็นเสาหลักของครอบครัวด้วยการ ทำดอกไม้จันทน์ขาย แถมยังช่วยสร้างอาชีพให้คนในหมู่บ้านอีกด้วย ความจริงแล้วก่อนหน้านี้เธอมีร่างกายปกติเหมือนคนทั่วไป และทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ต่อมาประมาณเดือนตุลาคม ปี 2552 ร่างกายมีอาการผิดปกติ แขนขาเริ่มอ่อนแรง ปวดตามข้อต่างๆ เกิดอาการชัก จนทำให้เส้นประสาทบริเวณกระดูกสันหลังมีปัญหา คุณหมอบอกว่า เธอป่วยเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง SLE หรือโรคพุ่มพวง และจะเดินไม่ได้ไปตลอดชีวิต เธอยอมรับกับผู้สื่อข่าวว่า ตอนนั้นรู้สึกเสียใจมากที่จะต้องกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต เธอกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงรักษาตัวอยู่นานกว่า 1 ปี เมื่ออาการดีขึ้นจนสามารถนั่งได้เธอก็ไม่อยู่เฉย เริ่มหารายได้ด้วยการซื้อขนมปี๊บมาแพ็คขาย และมีญาติมาสอนทำดอกไม้จันทน์ ช่วงแรกเธอรับจ้างทำดอกไม้จันทน์แล้วนำไปส่งลูกค้า พอมีรายได้มาจุนเจือครอบครัวบ้าง ซึ่งในเวลานั้นเธอต้องรบกวนให้ญาติไปซื้ออุปกรณ์ในการทำมาให้ และนำไปส่งให้ทุกอย่าง จนรู้สึกเกรงใจญาติ จึงศึกษาวิธีการทำอุปกรณ์ต่าง ๆ ในอินเทอร์เน็ตแล้วมาทดลองทำเอง จากนั้นนำรถกระบะคันเก่าไปเข้าไฟแนนซ์ได้เงินมาจำนวนหนึ่ง นำมาลงทุนซื้อเครื่องอัดกระดาษ โดยมีแม่และญาติพี่น้องมาช่วยทำ จนกระทั่งมีลูกค้ามาสั่งอุปกรณ์จากร้านของเธอ โดยที่ไม่ต้องไปซื้อไกลถึงตัวจังหวัดนครราชสีมา ต่อมาในปี พ.ศ. 2559 […]

เจสสิก้า ค็อกซ์ เกิดมาไม่มีแขนแต่ใช้เท้าทำแทนได้ทุกอย่างแม้แต่ขับเครื่องบิน!

เราอาจจะรู้ “ขนาด” หัวใจของตัวเองได้ด้วยวิธีง่าย ๆ อย่างการกำมือเข้าหากัน แต่คงไม่มีใครที่จะล่วงรู้ได้ว่า หัวใจของตัวเองแข็งแกร่งมากน้อยเพียงไหน ตราบเท่าที่เขาคนนั้นยังไม่เคยเผชิญหน้ากับความทุกข์หรืออุปสรรคปัญหาจริง ๆ เรื่องราวของ เจสสิก้า ค็อกซ์ (Jessica Cox) หญิงสาวเชื้อสายฟิลิปปินส์ – อเมริกัน คือแบบอย่างคนหัวใจแกร่งที่น่าชื่นชมเป็นที่สุด เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา ไม่เคยมีสักครั้งที่เธอจะเอ่ยคำว่า “ทำไม่ได้” แม้ว่าเธอจะเกิดมาโดยปราศจากแขนทั้งสองข้างก็ตาม ย้อนหลังกลับไปราวสามสิบหกปีก่อน ณ เมืองทักสัน รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา เจสสิก้าถือกำเนิดขึ้นมาในฐานะลูกคนที่ 2 ของครอบครัวค็อกซ์ พร้อมด้วยความผิดปกติที่แม้แต่แพทย์ก็ยังไม่ทราบสาเหตุ ทว่าสิ่งเหล่านี้กลับไม่เป็นอุปสรรคขวางกั้นความรักและกำลังใจจากครอบครัวที่มีให้เธอแม้แต่น้อย เจสสิก้าเติบโตขึ้นอย่างมีความสุข สดใส ร่าเริงสมวัย จะแตกต่างจากเด็กคนอื่น ๆ บ้างตรงที่เธอมีเพื่อนสนิทเป็น “แขนเทียม” แต่กระนั้นเธอก็ตัดสินใจถอดมันออกขณะอายุได้เพียง 13 ปี เมื่อค้นพบว่า ใช่สิ ถึงเราจะไม่มีแขน ไม่มีมือเหมือนใคร ๆ แต่เราก็ยังมีขาและเท้าอยู่นี่ เมื่อตระหนักว่า “สิ่งที่ขาดหายไป” ไม่สำคัญเท่ากับ “สิ่งที่มีอยู่” จากวันนั้นเป็นต้นมาเธอจึงตั้งอกตั้งใจฝึก “ขาและเท้า” คู่นี้ให้มีความยืดหยุ่นคล่องแคล่ว […]

สองพี่น้องเด็กหญิงยอดกตัญญูขายก๋วยเตี๋ยวสูตรตัวเองเลี้ยงคุณย่า

สองหนูน้อยเด็กหญิงวัยประถม ช่วยกันทำก๋วยเตี๋ยวหารายได้ เลี้ยงคุณย่า ซึ่งร่างกายไม่แข็งแรง นอกจากขยันขันแข็งตัวเป็นเกลียวแล้ว ยังคิดสูตรก๋วยเตี๋ยวต้มยำเฉพาะของตัวเองที่อร่อยถูกปากลูกค้า เป็นที่ร่ำลือปากต่อปาก ร้านของสองหนูน้อยคือ ร้านบะหมี่ เกี้ยว และ ก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋น ตั้งอยู่ริมถนนอัมรินทร์ กลางตลาด ในเขตเทศบาลเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี เป็นร้านรถเข็น ติดไฟสีเหลือง มองเห็นชัดเจน ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าร้านศรีภัณฑ์อัมรินทร์ ตรงข้ามร้านทองมังกรคู่ ร้านนี้จะมีลูกค้ามานั่งรับประทานก๋วยเตี๋ยวอย่างไม่ขาดสาย เพราะติดใจในรสชาติที่อร่อยถูกปาก และมาช่วยอุดหนุน 2 แม่ค้าหนูน้อย ที่ช่วยกันทำก๋วยเตี๋ยวและบริการให้กับลูกค้าอย่างแข็งขัน จนมีลูกค้าประจำมากมาย ย่าติ๋ว หรือ นางประทิน บุญประเสริฐ อายุ 63 ปี ซึ่งเป็นคุณย่าของเด็กหญิงทั้ง 2 เปิดเผยว่า หลานคนโตคือ ด.ญ.สุภัคนันท์ บุญประเสริฐ หรือ น้องอุ้ม อายุ 11 ปี เรียนอยู่ชั้น ป. 5 /2 และหลานคนเล็กคือ ด.ญ.กชพรรณ บุญประเสริฐ หรือ […]

เรื่องราวน่ารักเมื่อหญิงสาวเรียกใช้หนุ่มหูหนวกขับแกร็บไบค์ ประทับใจบริการเยี่ยม

หญิงสาวแชร์เรื่องราวดี ๆ ที่เธอได้มีโอกาสใช้บริการแกร็บไบค์ ซึ่งคนขับเป็นผู้พิการทางการได้ยิน บอกเล่าถึงความประทับใจในการให้บริการของแกร็บไบค์รายนี้ โดยเธอโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ Suwimol White Khunnathamsakul ระบุข้อความว่า ไปเรียนสายยยยย แต่มีเรื่องให้ยิ้มตั้งแต่เช้าาาาาา 😂 ครั้งแรกในชีวิตที่ได้นั่ง #grabbike โดยคนขับที่เป็นผู้พิการทางการได้ยิน คนขับน่ารักมากกกก มาถึงก็ยื่นกระดาษแผ่นนี้มาให้เลือกจิ้มเลยว่าจะให้ขับด่วน หรือ ช้า เราเลือก ‘ด่วน’ ระหว่างขับ เค้าก็เช็คตลอดว่าเราโอเคไหม เราเลยเขียนโน๊ตส่งกลับไปว่า ‘ไม่เป็นไรค่ะ ทันอยู่ c: ’ ป.ล. ศัพท์เขียนไม่ถูก เราเลยขอแก้ให้เค้า จาก deat เป็น deaf (หูหนวก) 😉 #ขออนุญาตชี้แจง จากที่หลายคนสงสัยเรื่องความปลอดภัย เราได้ไปตรวจสอบข้อมูลแล้ว พบว่า คนพิการหูหนวกก็สามารถทำใบขับขี่ได้ อยู่ที่การพิจารณาของแพทย์และเจ้าหน้าที่ เช่น คนนี้อาจจะหูหนวกในระดับที่ยังพอได้ยินเสียงแตรบ้าง https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10214294249339829&set=a.2874671075582&type=3&theater ชาวเน็ตต่างเข้ามาชื่นชมมากมายกับเรื่องราวที่น่ารัก และประทับใจการสู้ชีวิตทำงานหาเลี้ยงชีพของหนุ่มแกร็บไบค์ หลังจากนั้นหญิงสาวจึงโพสต์เพิ่มเติมอีกว่า เมื่อวานที่เราโพสต์ คุณชอบเรื่อง grab bike ให้โอกาสคนพิการ จริง […]

อดีตหนุ่มทำงานประจำเดินขายน้ำส้มคั้นจนปลดหนี้สินได้

อดีตหนุ่มทำงานประจำเดินขายน้ำส้มคั้นจน ปลดหนี้สิน ได้ เรื่องที่ซีเคร็ตนำมาฝากทุกท่านต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวของหนุ่มสู้ชีวิตคนหนึ่ง ที่มีน้ำส้มคั้นเป็นจุดพลิกชีวิต จากคนทำงานประจำที่สามารถ ปลดหนี้สิน ได้เพราะการเดินขายน้ำส้มคั้น หนุ่มสู้ชีวิตคนนี้คือ คุณนิก-ธนัช กอวีรสกุลชัย วัย 28 ปี เขาพยายามหาช่องทางเพิ่มรายได้เพื่อทำให้ชีวิตพนักงานประจำของเขาดีขึ้น เพราะงานประจำของเขามีรายได้น้อยไม่พอใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เขาเริ่มต้นด้วยการขายน้ำส้มคั้นบรรจุขวด โดยแบ่งเงินเดือนของเขาออกมา 1,000 บาท นำมาเป็นเงินทุนก้อนแรก   ขายน้ำส้มครั้งแรกเป็นอย่างไรบ้าง ? เขาเริ่มขายน้ำส้มคั้นด้วยการตั้งโต๊ะขายแถวบ้านโชคชัย 4 ประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนไปทำงาน เขายอมรับว่าวันแรกมีคนเข้ามาอุดหนุนหลายคน ทำให้วันนั้นขายได้เงินถึง 800 บาท แต่มาทราบภายหลังว่าน้ำส้มที่รับมาขายเป็นน้ำส้มคั้นผสม ทำให้วันต่อมามีลูกค้าลดลง ในที่สุดก็ไม่มีใครมาอุดหนุนเลย น้ำส้มที่ซื้อมาแล้วก็ขายไม่ได้ ถือว่าลงทุนครั้งแรกก็ขาดทุนย่อยยับเลย   ทำไมคุณนิกที่ต้องหันมาหาช่องทางหารายได้เสริม ? คุณนิกเองก็มีงานประจำทำอยู่แล้ว เขาบอกว่าเขาเคยทำงานเป็นพนักงานในร้านอาหารมาก่อน เริ่มต้นจากการเป็นเด็กเก็บจาน และก้าวมาเป็นคนจดเมนูอาหาร ซึ่งทำให้เขามีเงินใช้ทุกเดือน แต่ด้วยเงินเดือนมีจำนวนน้อยมาก ทำให้มีเงินใช้ได้ไม่พอเพียง เขาจึงเริ่มคิดแล้วว่าต้องหารายได้เสริมมาจุนเจือ     แต่เมื่อก้าวแรกแล้วก็พลาดเสียแล้ว จะมีก้าวต่อไปไหม  ? […]

“เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะสู้ได้” สามพี่น้องสู้ชีวิตทำงานเลี้ยงยายและหาทุนเรียน

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกทางเดินชีวิตเองได้ เหมือนอย่างเรื่องราวของ สามพี่น้องสู้ชีวิต ซัน-ชัชวาล สุธีพงษ์ พี่ชายคนโตวัย 15 ปี ก้อง-ด.ช.อดิศัย สุธีพงษ์ วัย 12 ปี และ บาส-ด.ช.จตุรภัทร สุธีพงษ์ วัย 10 ปี เป็นกำพร้า​ พ่อแม่เสียชีวิตทั้งคู่ ต้องช่วยยายขายพวงมาลัยและข้าวเกรียบว่าว บริเวณสี่​แยกแก่งเสี้ยน​ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี​ เด็กชายทั้งสามกำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ลาดหญ้า ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และชั้นประถมปีที่ 6 ตามลำดับ ซัน เกิดและเติบโตที่ จ.ลพบุรี พ่อมีอาชีพตั้งแผงขายของเล่น ต่อมาถูกโจรปล้นและทำร้ายจนเสียชีวิต ซันจึงต้องช่วยเหลือครอบครัวตั้งแต่ชั้น ป.2 ด้วยการเป็นลูกมือช่วยน้าขายข้าวเกรียบว่าวอยู่ริมถนน  แต่พอย้ายมาอยู่ที่ อ.แก่งเสี้ยน จ.กาญจนบุรี  ตอนป.6 ได้เกือบปี แม่ก็ป่วยเป็นมะเร็งและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ถึงแม้จะรู้สึกเศร้าโศกและเคว้งคว้างเพียงใด แต่คำพูดของแม่ก่อนเสียชีวิตที่ว่า “หนูเป็นพี่คนโต ต้องดูแลน้อง ๆ และยายด้วยนะลูก” ทำให้เด็กชายคนนี้ฮึดสู้และลุกขึ้นมาเป็นแกนหลักของครอบครัว […]

ไม่ท้อแท้ต่อโชคชะตา : ชาตรี นักศึกษาช่างยนต์ พิการครึ่งท่อน โพสต์หาที่ฝึกงาน

ไม่ท้อแท้ต่อโชคชะตา : ชาตรี นักศึกษาช่างยนต์ พิการครึ่งท่อน โพสต์หาที่ฝึกงาน เรื่องที่ซีเคร็ตนำมาฝากในวันนี้ เชื่อว่าอาจทำให้คนที่กำลังท้อแท้อยู่ในขณะนี้ กลับมามีความหวังและกำลังใจที่จะสู้ชีวิตต่ออีกครั้ง เมื่อนายชาตรี กรวัชรธาดา หรือ น้องต๊อด นักศึกษาช่างยนต์ ที่ร่างกายพิการครึ่งท่อนมาตั้งแต่กำเนิด ได้โพสต์เฟซบุ๊กหาที่ฝึกงานก่อนจบการศึกษา เพราะไม่อยากเป็นภาระให้กับครอบครัว เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา ไทยรัฐออนไลน์ได้นำเสนอข่าวว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Chatree Konwatcharathada” ได้โพสต์ในกลุ่ม “หางานเชียงใหม่” ว่า “สวัสดีคับ ผมชื่อ ต๊อด ตอนนี้ผมเรียนช่างยนต์อยู่ครับ แล้วเดือนตุลาคมนี้ ผมต้องไปฝึกงานตามอู่ หรือศูนย์บริการซ่อมละครับ แต่ผมอาจจะไม่เหมือนช่างทั่วไปตรงที่ว่าผมมีเเค่ครึ่งท่อน ไม่ทราบว่าพอจะมีอู่ หรือศูนย์บริการซ่อมที่ไหน รับผมฝึกงานบ้างครับ ขอเป็นอู่ซ่อมมอเตอร์ไซค์ครับ #ตามหาที่ฝึกงาน”     ทราบข้อมูลภายหลังจากนายบัญชา อุงคุนา ครูช่างยนต์ และอาจารย์ที่ปรึกษาของน้องต๊อดว่า นักศึกษาคนนี้ต้องการที่จะฝึกงาน ซึ่งก่อนหน้านี้อาจารย์บัญชาพยายามหาสถานที่ฝึกงานให้เขา แต่ด้วยร่างกายของน้องต๊อดพิการครึ่งท่อนมาตั้งแต่กำเนิด ทำให้สถานที่รับซ่อมและอู่ที่จะรับนักศึกษาเข้าฝึกงานหลายที่เป็นห่วงว่าน้องจะได้รับอันตรายในขณะฝึกงาน โดยนักศึกษาคนนี้สนใจเรื่องช่างยนต์และมีความถนัดเรื่องการซ่อมจักรยานยนต์เป็นพิเศษ ส่วนรถยนต์มีข้อจำกัดที่ความสูงและขนาดของรถยนต์ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเขา แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะนายชาตรีมีความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ […]

จากคนเร่ร่อนสู่ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย : การเดินทางของคนที่ไม่เคยสิ้นหวัง

บางครั้งชีวิตก็ท้าทายเราอย่างนึกไม่ถึง จนเราหมดสิ้นหนทาง รู้สึกเหมือนไม่มีที่ที่จะให้หวนกลับไป ดังนั้นการได้เห็นคนที่ผ่านอะไรมามากมายสาหัสแต่ยังประสบความสำเร็จในชีวิตได้ จึงเป็นกำลังใจให้ผู้อื่นได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ฮาโรลด์ เรซินอส (Harold Recinos) ซึ่งปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ด้านคริสตจักรและสังคมอยู่ที่มหาวิทยาลัย Southern Methodist University (SMU) คือคนหนึ่งที่ไม่ว่าโลกจะโหดร้ายเพียงใด เขาก็ไม่เคยหยุดที่จะสู้เพื่ออนาคตอันสดใส พ่อแม่ของฮาโรลด์เป็นผู้ลี้ภัยที่เข้ามาอยู่ทางใต้ของบร๊องซ์ ในกรุงนิวยอร์ก เขาไม่ค่อยได้พบหน้าพ่อบ่อยนัก แม่จึงเป็นคนดิ้นรนทำงานหาเงินเลี้ยงดูลูก ๆ พอฮาโรลด์อายุ 12 รูดี้ พี่ชายของเขาก็ประกาศก้องว่า จะเลิกเรียนเพื่อออกมาหางานทำ แม่จึงยื่นคำขาดว่า รูดี้ต้องเลือกระหว่าง กลับไปเรียนหนังสือ หรือถูกไล่ออกจากบ้าน เมื่อฮาโรลด์พยายามปกป้องพี่ชาย เขาจึงถูกไล่ออกจากบ้านด้วย สองพี่น้องเริ่มไปพักอาศัยตามอาคารหรือบ้านที่ถูกทิ้งร้าง จากนั้นก็เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เลิกไปเรียนหนังสือ และกลายเป็นคนติดเฮโรอีน ในช่วงชีวิตที่มืดมนนั้น ยามที่เขาออกตระเวณหาอาหารตามท้องถนน เขาก็ได้พบความสุขสงบ ศรัทธา และความปลอดภัยจากโบสถ์ในท้องถิ่น เขาบอกว่า ถึงแม้ชีวิตจะหลงเดินทางผิด จนต้องมาใช้ชีวิตอยู่ริมถนน เขาก็ยังรู้สึกใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้าเสมอ และเขาเชื่อมาตลอดว่าทุกสิ่งจะดีขึ้น นอกจากนั้นเขายังพบ “ที่หลบภัย” ในห้องสมุดสาธารณะ เพราะเป็นสถานที่ปลอดภัยและอบอุ่นในฤดูหนาว เขาจะหามุมเงียบสงบห่างไกลจากคนอื่น และใช้เวลาทั้งวันหมดไปกับการอ่านหนังสือ เขายังบอกอีกว่า “หนังสือไม่สนว่าเสื้อผ้าคุณจะเหม็นเน่าแค่ไหน” หลังจากใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ริมถนนได้ […]

keyboard_arrow_up