เรื่องจริงจากรัฐมณีปุระ หญิงสาวอดอาหารประท้วง เพื่อเรียกร้องสันติภาพ

 เรื่องจริงจาก รัฐมณีปุระ หญิงสาวอดอาหารประท้วง เพื่อ เรียกร้องสันติภาพ 0 “ฉันรักชีวิตของฉันมาก ฉันรักอิสระ ที่จะได้พบเจอผู้คน และฉันต่อสู้เพื่อสิ่งที่ ฉันศรัทธา” อิรอม ชาร์มิลา ดอกบัวงามแห่ง รัฐมณีปุระ 0 บางคนเกิดมาเพื่อต่อสู้ในสิ่งที่ตนศรัทธา เพื่อรับใช้สังคมที่ตนอยู่ให้ดีขึ้น เพื่อรอยยิ้มและความสุขของผู้อื่น ใครกันที่ไม่รักชีวิต ใครกันที่อยากทรมานตัวเอง ไม่มีหรอก หากเขาไม่คิดว่าการต่อสู้นั้นสําคัญมากกว่าชีวิตของตนเอง 0 ว่า 13 ปีแล้วที่หญิงชาวบ้านอายุ 28 ปี ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์วันที่กองกําลังติดอาวุธ บุกเข้าสังหารหมู่เด็กนักเรียนและชาวบ้านกว่า 10 คน ณ ป้ายรถโดยสารแห่งหนึ่งในรัฐมณีปุระ ประเทศอินเดีย เริ่มอดน้ําและอาหารเป็นการประท้วงโดยสันติ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายซึ่งให้อํานาจเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัย อย่างไม่จํากัดวิธีในดินแดนซึ่งประกาศเป็น “พื้นที่ไม่สงบ” ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย 0 หมายดังกล่าวให้อิสระแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการสังหารชีวิตผู้ต้องสงสัยได้ โดยไม่ต้องดําเนินการพิสูจน์ตามกฎหมาย และไม่เอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทําการดังกล่าว หลายชีวิตในพื้นที่ไม่สงบถูกกระทําทารุณ และปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม ผู้หญิงหลายคนถูกข่มขืน ย่ำยีอิสรภาพ…ความรุนแรงและความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปทั่วทุกหนแห่ง กัดกร่อนจิตใจของผู้คนจนหมดสิ้นซึ่งความหวัง 0 0 รอม ชาร์มิลา ใช้ร่างกายที่ฝืนธรรมชาติเนื่องจากไม่ได้รับอาหารของเธอ […]

คุณหมอผู้ยึดมั่นในความดี แม้ความตายก็ไม่อาจสั่นคลอนแรงศรัทธา

บรรพชนผู้รักสันติกล่าวไว้ว่า ต่อให้ชีวิตต้องเผชิญกับความทุกข์ยากหรือความรุนแรงมากมายเพียงใด ขอให้เราใช้ “ความอดทน” เป็นอาวุธฟันฝ่าไปให้ได้ เพราะนี่เป็นหนทางเพียงเส้นเดียวที่จะนําไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง คุณหมอผู้ยึดมั่นในความดี แต่ทว่าการสงบนิ่งท่ามกลางความสูญเสียไม่ใช่สิ่งที่ทําได้ง่ายนัก     นายแพทย์เอซเซลดีน อาบู อัลออิช (Dr. Ezzeldeen Abual-Aish) เป็นแพทย์ซึ่งจบการศึกษาด้านสูตินรีแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) แม้ว่าคุณหมอจะเป็นชาวปาเลสไตน์และนับถือศาสนาอิสลาม แต่ก็ได้เรียนภาษาฮีบรูจากแรบไบ (พระในศาสนายูดาห์) จนสามารถสื่อสารภาษาฮีบรูได้อย่างคล่องแคล่ว คุณหมอทํางานในโรงพยาบาลทั้งในประเทศอิสราเอลและฉนวนกาซา อันเป็นเหมือนกันชนระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล แม้พื้นที่เสี่ยงต่อภัยสงครามอย่างฉนวนกาซาจะไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะต่อการอยู่อาศัยด้วยประการทั้งปวง แต่คุณหมออาบู อัลออิชก็ยังอาศัยอยู่ที่นี่เพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยโดยไม่เลือกเชื้อชาติ ครอบครัวของคุณหมอเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ภรรยาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งไปเมื่อปี 2008 ทําให้คุณหมอวัย 55 ปี (ในเวลานั้น) ต้องดูแลลูกๆ ทั้งแปดคนตามลําพัง คุณหมอเลี้ยงดูลูกๆ ในพื้นที่อันตรายแห่งนี้มาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าความดีจะช่วยปกป้องครอบครัวของเขาได้ “ผมเลี้ยงลูกๆ ให้ทํางานเป็นและเติบโตขึ้นเป็นทหารเพื่อสันติภาพ ผมเชื่อว่ายาจะสามารถเป็นสะพานมิตรภาพเชื่อมระหว่างชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์ได้”     แต่ในช่วงต้นเดือนมกราคมปี 2009 ขณะที่ดินแดนแถบอื่นยังเฉลิมฉลองศักราชใหม่ ความรุนแรงในฉนวนกาซาได้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง กองทัพอิสราเอลเคลื่อนพลเข้าประชิดฉนวนกาซาเพื่อกวาดล้างกลุ่มกบฏฮามาส เสียงปืนดังขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน แม้แต่ตอนหยุดยิงหูก็ยังแว่วได้ยินเสียงปุ…ปุ…ปุ ก้องอยู่ในโสตประสาท สงครามขนาดย่อมดําเนินไปถึง 21 […]

มาร์ตติ อาห์ติซารี พ่อผู้ให้สันติภาพแก่โลก

มาร์ตติ อาห์ติซารี พ่อผู้ให้สันติภาพแก่โลก สันติภาพเป็นสิ่งสวยงาม ที่ใดไม่มีสันติภาพ ที่นั้นย่อมมีแต่ความเศร้าโศกและความเดือดร้อนกระจายอยู่ทั่วทุกหย่อมหญ้า มาร์ตติ อาห์ติซารี (Martti Ahtisaari) อดีตประธานาธิบดีคนที่ 10 ของฟินแลนด์ วัย 81 ปี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2008 คือผู้ทำหน้าที่สลายความขัดแย้งทางการเมือง ยุติสงครามและความรุนแรงในดินแดนสามทวีป คือ แอฟริกา เอเชียและยุโรป ได้สำเร็จ เขาเป็นผู้ที่ทำให้กรณีพิพาทในเรื่อง เอกราชของโคโซโว ซึ่งยืดเยื้อมานานเกือบ 20 ปียุติลง นับเป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างจากอีกหลายสิบผลงานการสร้างสันติภาพของบุรุษผู้นี้ ชีวิตนับล้าน หลากหลายเชื้อชาติ ต่างศาสนา กลับมามีรอยยิ้มสดใสได้ในวันนี้ ด้วยเพราะปณิธานที่อาห์ติซารียึดมั่นมากว่าสี่ทศวรรษว่า “เขาจะ“ทำงานเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน”” อาห์ติซารีกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการเป็น “นักรณรงค์เพื่อสร้างสันติภาพ” ว่ามีที่มาจากช่วงชีวิตในวัยเด็ก ซึ่งเขาได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในฐานะพลเมืองของดินแดนปกครองตนเอง (ฟินแลนด์) ภายใต้จักรวรรดิโซเวียต และประสบกับพิษภัยสงครามที่ทำให้พ่อต้องจากบ้านไปเพื่อรับใช้ชาติ แม่ต้องพาเขาระหกระเหินอพยพไปยังเมืองเอาลู (Oulu) ทางตะวันออกของฟินแลนด์ เพื่อโอกาสทางอาชีพและการศึกษาที่ดีกว่า     อาห์ติซารีสำเร็จการศึกษาด้านศึกษาศาสตร์ และเดินทางไปเป็นครูเพื่อช่วยพัฒนาระบบการศึกษาในปากีสถานอยู่ถึง 3 ปี แต่กระนั้นเขาก็ยังรู้สึกว่า ““นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง”” […]

โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ บุรุษผิวสีผู้ที่โลกจดจำ

โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ บุรุษผิวสีผู้ที่โลกจดจำ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งโลกได้ยินข่าวอันน่าเศร้า การจากไปของบุรุษผิวสีคนหนึ่ง เขาเป็นบุคคลต้นแบบของผู้ที่มีความสามารถรักษาสันติภาพของมนุษยชาติไว้ได้ ชื่อของเขาคือ โคฟี อันนัน ชายผู้นี้ที่โลกจดจำ บุรุษผิวสีผู้นี้ทำอะไร ทำไมโลกต้องจดจำ การที่โลกหรือใครจะจดจำคนๆหนึ่งไว้ แสดงว่าเขาต้องมีความสำคัญ โคฟี อันนันมีความสำคัญต่อโลกในฐานะเลขาธิการสหประชาชาติ แล้วเขาก็เป็นนักเจรจาเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศ การทำงานของเขาเป็นไปเพื่อการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นแก่โลกอย่างแท้จริง ซึ่งเขาก็สามารถสนองวัตถุประสงค์ขององค์การสหประชาชาติได้อย่างแท้จริง เรามารู้จักกับตัวของอันนันกันว่า อดีตท่านเลขาธิการสหประชาชาติท่านนี้ กว่าเขาจะกลายเป็นบุรุษผิวสีผู้สร้างสันติภาพนั้น ชีวิตของเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง     เขาเกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน ค.ศ.1938 ที่เมืองกุมาซี (Kumasi) ในเขตอาณานิคมโกลด์โคสของอังกฤษ (Gold Coast) ซึ่งเป็นประเทศกานา ทวีปแอฟริกาในปัจจุบัน นายอันนันเป็นบุตรคนที่ 4 ในครอบครัวที่มีการศึกษาดี สามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส รวมไปถึงภาษาท้องถิ่นแอฟริกาอีกด้วย เขาเข้ารับการศึกษาที่ University of Science and Technology ที่เมืองกุมาซี และสำเร็จการศึกษาสาขาเศรษฐศาสตร์จาก Macalester […]

สันติในเรือนใจเท่ากับสันติในโลก – ว.วชิรเมธี

สันติ ในเรือนใจเท่ากับ สันติ ในโลก โลกเรียกร้องหา สันติ แต่ยิ่งหาก็ดูเหมือนว่า สันติภาพ นั้นถอยห่างไกลออกไปทุกที ยิ่งตั้งองค์กรเพื่อสร้าง สันติ ยิ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาลและทั้งๆ ที่จ่ายเงินไปแล้วมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่สันติก็ยังคงเป็นเพียงจินตนาการ   ทุกทวีปในโลกยังคงมีไฟสงครามคุกรุ่นอยู่ทั่วไป บางประเทศประชาชนแทบไม่เคยได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติเลยมาเป็นเวลาหลายสิบปี นับแต่ก่อตั้งประเทศขึ้นมาในโลก เช่น อิสราเอล ปาเลสไตน์ ฯลฯ สงครามเริ่มต้นขึ้นที่ไหนก่อนเป็นที่แรก                 คำตอบก็คือ สงครามเริ่มต้นที่ใจ หากสงครามเริ่มต้นที่ใจ ถ้าเช่นนั้นสันติภาพก็คงอยู่ที่เดียวกัน   ใจชนิดไหนเป็นใจที่ก่อให้เกิดสงคราม                 ใจที่ยังมากไปด้วยความโลภ                 ใจที่ยังมากไปด้วยความโกรธ                 ใจที่ยังมากไปด้วยความหลง                               คือใจที่เป็นเรือนเพาะชำของสงครามโลก     โลกในที่นี้มีสองความหมาย หนึ่งคือโลกภายใน หมายถึงปัจเจกบุคคลแต่ละคน สองหมายถึงโลกภายนอก คือ คนอื่น สังคมอื่น ประเทศอื่นตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เราถือว่าสันติภาพเริ่มต้นที่ใจของแต่ละปัจเจกบุคคล หากแต่ละปัจเจกบุคคลมีสันติในเรือนใจ สันติภาพภายนอกระหว่างตัวเขากับคนอื่น สังคม และโลกก็จะเกิดขึ้น บางคนอาจมองไม่เห็นความเชื่อมโยงว่าสันติส่วนบุคคลจะส่งผลต่อสันติภาพของโลกได้อย่างไร เรื่องราวในพระไตรปิฎกพอจะตอบข้อสงสัยนี้ได้ ศิษย์กับอาจารย์คู่หนึ่งประกอบอาชีพเป็นนักเล่นกายกรรม เขาทั้งสองสั่งสมประสบการณ์มานานหลายปีจนมีความเชี่ยวชาญ สามารถไต่อยู่บนไม้ไผ่เล่นกายกรรมผาดโผนได้อย่างสบายๆ โดยศิษย์ขึ้นไปยืนอยู่บนไหล่ของอาจารย์ ส่วนอาจารย์ไต่อยู่บน ไม้ไผ่ลำเล็กๆ เดินเหินไปมาให้คนดูรู้สึกหวาดเสียวแทน วันหนึ่ง ระหว่างทำการแสดง อาจารย์บอกลูกศิษย์ว่า “ขอให้เธอดูแลฉันให้ดี ฉันก็จะช่วยดูแลเธอเช่นกัน หากเราทั้งสองฝ่ายต่างคอยช่วยดูแลกันและกัน ระวังกันและกันระหว่างกำลังทำการแสดงเช่นนี้ เราก็จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ไม่มีข้อผิดพลาด” ลูกศิษย์เห็นแย้งกับอาจารย์ เขากล่าวตอบว่า “อาจารย์ไม่ต้องระวังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องระวังอาจารย์ แต่เราควรระวังในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุดจะดีกว่า เพราะเมื่อเราต่างก็ดูแลตัวเองอย่างดีแล้ว ก็เท่ากับว่าอีกคนหนึ่งได้รับการดูแลด้วย” (เช่น ศิษย์ก็ยืนบนไหล่อาจารย์อย่างมีสติ อาจารย์ก็ยืนบนไม้ไผ่อย่างมีสติ) พระพุทธองค์ทรงสรุปว่า ทัศนะของลูกศิษย์เป็นสิ่งที่ถูกต้องเราไม่จำเป็นต้องดูแลคนอื่นหรอก ขอเพียงแต่เราดูแลตัวเองให้ดีด้วยการ “มีสติ” อยู่เสมอ ทำเพียงแค่นี้คนอื่นก็ได้รับการดูแลด้วย ดูแลอย่างไร เมื่อปัจเจกบุคคลมีสติอยู่เสมอ โอกาสที่เขาจะคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วต่อคนอื่นก็ไม่มี โดยนัยนี้คนอื่นก็ปลอดภัยไปโดยอัตโนมัติ การดูแลตัวเองมีค่าเท่ากับดูแลคนอื่นเช่นนี้เอง ในทางกลับกัน หากปัจเจกบุคคลขาดสติ โอกาสที่เขาจะคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วต่อคนอื่นก็มีอยู่ตลอดเวลา ลองสังเกตดูก็ได้ คนที่ขาดสติ หากเขาขับรถ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะขับรถไปชนคนอื่น หากเขาคิดร้ายคนอื่น ก็มีโอกาสสูงมากที่คนอื่นจะถูกทำร้าย หากเขาพูดด้วยความขาดสติ ก็จะมีคนอีกมากมายถูกเขาทิ่มแทงด้วยวาจา คนที่ติดยาบ้า คลั่งยาบ้า เที่ยวเอาปืนเอามีดไปจี้คนอื่นเป็นตัวประกันที่เราเห็นบ่อยๆ ทางโทรทัศน์ ทางหนังสือพิมพ์หรือตามปากซอยใกล้บ้าน ล้วนแล้วแต่เป็นปัจเจกบุคคลที่ขาดสติทั้งนั้น พอคนหนึ่งคนขาดสติ ก็มีคนอีกมากมายถูกทำร้ายพอมีคนขาดสติหลายคนเดินออกไปจากบ้าน สังคมก็ยุ่งเหยิงวุ่นวาย เกิดจลาจล เกิดความขัดแย้ง เกิดความรุนแรงมากมายความรุนแรงในสังคมหรือในประเทศใดก็ตาม ล้วนมีรากฐานมาจากความรุนแรงที่มีรากอยู่ในใจของปัจเจกบุคคลทั้งสิ้น ในทางกลับกัน ความสงบในสังคมก็ยึดโยงอยู่กับความสงบในใจปัจเจกบุคคลด้วยเช่นกัน สันติส่วนบุคคลจึงเป็นหลักประกันสันติภาพสากลของคนทั้งโลก หากเราอยากเห็นโลกนี้มีสันติภาพ เราก็จำเป็นต้องช่วยกันส่งเสริมให้ปัจเจกบุคคลมีสันติในเรือนใจ สันติภาพที่เกิดจากสันติในเรือนใจนั้นราคาถูกมาก สันติภาพชนิดนี้ ใครๆ ก็สร้างได้ ไม่ต้องรอองค์การสหประชาชาติแต่อย่างใด ทั้งยังเป็นสันติภาพแท้ที่ยั่งยืนอีกต่างหาก ในทางพุทธศาสนา เรามีวิธีสร้างสันติภาพโลกผ่านการสร้างสันติภาพในเรือนใจด้วยวิธีง่ายๆ ที่เรียกว่า “การเจริญสติ” หากเราเพียงแต่เติม “ความตระหนักรู้” ลงไปในทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจทีี่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหว ใจของเราก็จะสงบ เมื่อใจสงบ วาจาและการกระทำก็สงบ คนที่สงบเพราะมีสติหล่อเลี้ยงอยู่เสมอนั้น ไม่มีทางเลยที่เขาจะก่อให้เกิดความรุนแรงหรือสงคราม  หากสงครามเริ่มต้นที่ใจ สันติภาพก็เริ่มที่ใจด้วยเช่นเดียวกัน […]

สันติภาพ สิ่งที่มนุษย์ต้องการ บทความน่าคิดจากพระราชญาณกวี (ปิยโสภณ)

สันติภาพ สิ่งที่มนุษย์ต้องการ บทความน่าคิดจากพระราชญาณกวี (ปิยโสภณ) สันติภาพ สิ่งที่มนุษย์ต้องการ ทุกชีวิตต้องการสันติภาพ  ทุกชีวิตต้องการความสงบ ความสุขเย็นเป็นสิริมงคล  ไม่มีชีวิตใดเลยต้องการความเดือดร้อน รุนแรง  แต่เพราะเหตุใด มนุษย์ยิ่งแสวงหาสันติภาพ มันก็ยิ่งวิ่งหนี ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมนุษย์เราเข้าใจผิด คิดว่าสันติภาพอยู่ที่คนอื่นสันติภาพต้องไปนำมาจากที่อื่น คนอื่นทำให้ไม่มีสันติภาพ เมื่อนิ้วชี้ของแต่ละคนชี้ไปที่คนอื่น การจะมองเห็นคุณค่าของตัวเองก็หมดไป ต่างคนต่างก็ชี้นิ้วไปที่หน้าคนตรงข้าม พร้อมกับบอกว่า คุณเอาสันติภาพคืนมาให้ฉัน ฉันต้องการสันติภาพคุณเป็นคนทำให้สันติภาพหายไป อีกฝ่ายก็ทำอย่างเดียวกัน สุดท้ายสันติภาพได้กลายเป็นความเดือดร้อน รุนแรง แย่งชิงวิ่งไล่ บางครั้งเกิดจลาจล โกลาหล และถึงกับเสียเลือดเนื้อ ชีวิต และทรัพย์สิน สันติภาพไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อมเลย หากทุกคนมองเข้ามาภายในใจ อารมณ์ ความรู้สึกของเราเอง มองให้เห็นความเย็น ความสงบอย่างละเอียด หยุดกาย ทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตของเราเองให้ได้ก่อน เมื่อทุกคนหยุดชี้นิ้วไปที่คนอื่น มองเห็นโทษภัยของทุจริตทั้งสามประการ ภายในตัวเอง ทำจิตให้นิ่ง ให้สงบเย็นบ้าง เขาก็จะรู้เองว่า สันติภาพหาได้ไม่ยาก อยู่เพียงเสี้ยววินาทีของความคิดเท่านั้นเอง     ข้าพเจ้าประหลาดใจว่า เพราะเหตุใดเราจึงใช้ความรุนแรงเพื่อเรียกร้องสันติภาพ เพราะเหตุใดเราจึงสั่งสมอาวุธเพื่อรักษาสันติภาพ เพราะเหตุใดเราจึงสร้างกำแพงเหล็กดัดเพื่อรักษาสันติภาพของเรา สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเรามองเห็นคนอื่นเป็นคนผิด คนอื่นเป็นคนกระทำ คนอื่นน่ากลัว มีอันตรายรอบด้าน ถ้าเราไม่ป้องกันไว้ วันหนึ่งเราอาจถูกกระทำได้ หันมาดูสังคมไทย สังคมพุทธสังคมที่เคยสงบเย็นมายาวนานนับพัน ๆ ปีเพราะบุญบารมีของพระพุทธศาสนา พระแก้วมรกต พระสยามเทวาธิราชร่มเย็นเพราะหลักธรรมคำสอนของ พระพุทธองค์ที่สอนให้คนไทยมีเมตตา อภัย สันติ สอนให้มีเมตตาธรรมต่อกันอ่อนโยน ไม่แข็งกร้าวต่อกัน แต่วันนี้คนไทยด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างคิดจะเอาชนะกันโดยไม่คำนึงถึงหลักการใด ๆ ยกเว้นกิเลสของตน และกล่าวหากัน เอาแต่ชี้นิ้วออกไปที่คนอื่นว่าผิด สันติสุขจะเกิดขึ้นได้อย่างไร แม้ว่าเราจะสวดมนต์ภาวนากันทั้งคืนทั้งวัน ก็ดลบันดาลอะไรให้ไม่ได้หากใจไม่อ่อนโยน ทางที่ดีคือ นิ่งคิด ใคร่ครวญคำนึง หยุดฟังหัวใจตัวเองพูด หยุดพูดตำหนิคนอื่น ทบทวนอารมณ์ภายในใจเราว่า เรากำลังทำอะไรกัน เราต้องการอะไร จากใคร เพื่อใครกันแน่ เรากำลังต่อสู้กับใครมากกว่าสู้กับใจเราเองหรือไม่ เรื่อง พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) บทความน่าสนใจ สันติภาพ สันติสุข สันติธรรม โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ 10 คำสอนให้ข้อคิด โดยท่าน ติช นัท ฮันห์ สันติในเรือนใจเท่ากับสันติในโลก  ว.วชิรเมธี ไม่มีน้ำตาจากปัตตานี เปิดเรื่องจริงอันเจ็บปวดของหญิง ชายแดนใต้ ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ “ชีวิตนี้ผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว” Dhamma Daily : […]

keyboard_arrow_up