จะนึกถึงคนตาย หรือนึกถึงความตาย ก็ต้องทำใจให้ถูก

จะนึกถึงคนตาย หรือนึกถึงความตาย ก็ต้องทำใจให้ถูก ธรรมะโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตโต) การที่เรามาระลึกถึงท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว หรือเรียกง่าย ๆ ว่าระลึกถึงคนตายนี้ ก็น้อมจิตให้ระลึกต่อไปถึงความตายด้วย สองสิ่งนี้เป็นเรื่องที่เนื่องถึงกัน สำหรับการระลึกถึงคนตายนั้น ถ้าจะปฏิบัติให้ถูกต้องก็คือระลึกถึงความดีของท่านที่จะทำให้เราโน้มนำเอาความดีนั้นมาเตือนใจ โดยเฉพาะสำหรับบุตรธิดาก็คือการระลึกถึงความดีที่พ่อแม่ได้บำเพ็ญก็ตาม หรือความดีงามที่ท่านสั่งสอน หรือแม้แต่สั่งเสียไว้ก็ตาม เมื่อมีโอกาสก็พยายามรำลึกถึงและนำมาปฏิบัติตาม การทำอย่างนี้ถือว่าเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งในการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา และเป็นประโยชน์ในการระลึกถึงคนตาย ในการระลึกถึงคนตายนั้น ถ้าระลึกไม่ถูกต้องก็ทำให้เกิดแต่เพียงความเศร้าโศกเสียใจ แต่ถ้าระลึกถูกต้องพอระลึกถึงแล้วก็โยงต่อไปหาธรรมด้วย คือระลึกแล้วจิตไม่ตัน ถ้าระลึกถึงคนตายแล้วมัวแต่ระลึกถึงตัวท่าน แล้วเกิดความเศร้าโศกเสียใจ จิตก็ตันไม่มีทางออก แต่พอโยงไปหาธรรม ก็ระลึกถึงความดีของท่าน ระลึกถึงคุณของท่าน นึกถึงสิ่งที่ท่านได้ทำไว้ และสิ่งที่ท่านได้สั่งสอนไว้ จิตก็มีทางออก เห็นทางที่จะไป และเกิดผลเป็นประโยชน์ อันนี้ก็เป็นเรื่องของการระลึกถึงคนตาย แต่ดังที่กล่าวแล้วอีกสิ่งหนึ่งก็คือ การะลึกถึงคนตายนั้นจะโยงไปหาการระลึกถึงความตายต่อไป การระลึกถึงความตายก็เป็นสิ่งสำคัญ ความตายนั้นเป็นความจริงของชีวิต ท่านเรียกว่าเป็นคติธรรมดาคือคนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ชีวิตมีการเริ่มต้นก็ต้องมีที่สิ้นสุด การเริ่มตันของชีวิตเราเรียกว่าการเกิด การสิ้นสุดของชีวิตเราเรียกว่าความตาย เกิดกับตายนี้เป็นของคู่กันและต้องตามกันมาแน่นอน เมื่อระลึกถึงความตายก็คือระลึกถึงความจริงของชีวิต ซึ่งจะทำให้เราเกิดความรู้เท่าทัน แต่ก็เช่นเดียวกันต้องระลึกให้ถูกต้อง ถ้าระลึกไม่เป็น เรียกว่าทำในใจไม่แยบคาย ก็จะทำให้เกิดโทษได้ คนที่ระลึกถึงความตายโดยทำใจไม่แยบคาย เรียกว่าระลึกไม่เป็น […]

โชคมาก็ใช้ทำความดี เคราะห์มีก็เป็นเครื่องมือพัฒนา โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

โชคมาก็ใช้ทำความดี เคราะห์ มีก็เป็นเครื่องมือพัฒนา โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ชีวิตของคนเราปะปนด้วยโชคกับ เคราะห์ ตรงกับหลักธรรม โลกธรรม 8 บางวันดี บางวันแย่สลับไปมา ในยามที่เคราะห์มาเยือนก็ทุกข์เหลือทน เวลาโชคมาก็มีความสุขล้นเปี่ยม ทำอย่างไรให้เราอยู่บนความพอดีในเวลาที่ทุกข์และสุข สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ดังนี้ คนเราอยู่ในโลก แต่มักปฏิบัติไม่ถูกต้องต่อสิ่งทั้งหลายในโลก จึงดำเนินชีวิตไม่ถูกต้อง สิ่งที่เราเกี่ยวข้องต่างๆ นี่ มันก็อยู่ของมันไปตามปกติ ตามธรรมชาติ แต่เราปฏิบัติต่อมันไม่ถูก วางใจไม่ถูก แม้แต่มองก็ไม่ถูก เราจึงเกิดทุกข์ สิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ตามธรรมดามันก็เป็นไป ถ้าเรารู้ทัน ก็เห็นมันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ แต่ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน เรามองไม่เป็น ก็เกิดทุกข์ทันที แม้แต่เหตุการณ์ความผันผวนปรวนแปรต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเรา ที่เรียกกันว่า โชคบ้าง เคราะห์บ้าง ศัพท์พระเรียกว่า โลกธรรม ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้คนดีใจเสียใจ เป็นสุข และเป็นทุกข์ เวลามันเกิดขึ้น ถ้าเราปฏิบัติไม่ถูกต้อง ที่สุขเราก็แปลงให้เป็นทุกข์ ที่มันเป็นทุกข์อยู่แล้ว เราก็เพิ่มทุกข์แก่ตัวเราให้มากขึ้น แต่ถ้าเราปฏิบัติถูกต้อง ที่ทุกข์เราก็ผันแปลงให้เป็นสุข ที่มันเป็นสุขอยู่แล้ว เราก็เพิ่มให้เป็นสุขมากยิ่งขึ้น โลกธรรม คืออะไร […]

ถ้ารู้จักใช้ ชีวิตก็มีคุณค่ามหาศาล

ถ้ารู้จักใช้ ชีวิตก็มีคุณค่ามหาศาล คนเรานั้นเกิดมาก็มีชีวิตร่างกายเท่ากัน มีกายกับใจเหมือนกัน ทางพระท่านเรียกว่ามีรูปนาม หรือมีขันธ์ ๕ มาเท่าๆ กัน แต่ชีวิตของคนที่เกิดมาเท่ากันนั้น กลับทำอะไรได้ไม่เท่ากัน ก็เพราะว่าคนหนึ่งรู้จักใช้ชีวิตหรือดำเนินชีวิตเป็น ส่วนอีกคนหนึ่งไม่รู้จักใช้ชีวิตหรือดำเนินชีวิตไม่เป็น เป็นคนที่ตกอยู่ในความประมาท ตรงข้ามกับคนที่ใช้ชีวิตเป็นซึ่งเป็นคนที่ไม่ประมาท รู้จักใช้กาลเวลาให้เป็นประโยชน์ พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาไว้เป็นพุทธภาษิตบทหนึ่ง อาตมาอยากจะยกมาให้ฟังเป็นตัวอย่างสำหรับเตือนใจ เปรียบเหมือนว่ามีดอกไม้สุมกันอยู่กองหนึ่ง ไม่รู้ว่าดอกอะไรบ้าง มีมากมาย จากกองดอกไม้นั้น นายมาลาการ คือ ช่างจัดดอกไม้ผู้ฉลาด เลือกเก็บดอกไม้จากกองที่สุมอยู่นั้นมาร้อยเป็นพวงมาลามาลัย หรือจัดเป็นแจกันอันสวยงามให้เป็นระเบียบเรียบร้อยน่าดู นอกจากสวยงามแล้วยังมีคุณค่า นำไปบูชาพระพุทธเจ้า หรือบูชาพระรัตนตรัยก็ได้ ดอกไม้ที่กองสุมรวมกันอยู่ เมื่อเรารู้จักใช้ประโยชน์ก็กลายเป็นพวงมาลามาลัยหรือดอกไม้ในแจกันในพานที่สวยงาม ฉันใด คนเราเกิดมาแล้วชาติหนึ่งก็ควรใช้ชีวิตนี้ทำประโยชน์ ทำความดีให้มาก ฉันนั้น ตามความหมายของพุทธภาษิตนี้ ขอให้นึกถึงชีวิตของเราก็จะเห็นว่าเป็นเพียงองค์ประกอบต่างๆ ที่มาประชุมกัน พูดตามภาษาโบราณว่าเป็นการประชุมกันของธาตุทั้งหลาย มีดิน น้ำ ลม ไฟ ร่างกายของเราก็มีแค่ดิน น้ำ ลม ไฟ มารวมกันเข้า พอตายแล้วธาตุเหล่านั้นก็กลับคืนไปเป็นน้ำ เป็นดิน เป็นลม เป็นไฟไปตามเดิม แต่ระหว่างมีชีวิตอยู่คนเราอาจจะใช้ชีวิตที่เป็นธาตุต่างๆ สุมกันอยู่นี้ให้เป็นประโยชน์มีคุณค่าได้ […]

ทำไมจึงต้องจัดระเบียบ ทำไมจึงต้องมีวินัย โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

ทำไมจึงต้องจัดระเบียบ ทำไมจึงต้องมีวินัย โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ถ้าชีวิตวุ่นวายการเป็นอยู่ของมนุษย์สับสนหาระเบียบไม่ได้ โอกาสในการดำเนินชีวิตก็จะหายไป เช่นในที่ประชุมนี้ ถ้าเราไม่มีระเบียบเลย โต๊ะเก้าอี้ก็วางเกะกะทั่วไป คนก็เดินกันไปเดินกันมา อาตมภาพพูดนี่ ก็ฟังกันไม่รู้เรื่อง สับสน แม้แต่เมื่ออยู่ในบ้านของเรา ถ้าสิ่งของตั้งวางไม่เป็นระเบียบกระจัดกระจายอยู่ตรงโน้นตรงนี้แม้แต่จะเดินก็ยาก เดินไปก็เตะโน่น ชนนี่ กว่าจะถึงประตูก็เสียเวลาตั้งหลายนาที แต่พอเราจัดของให้เป็นระเบียบ ตกลงกันว่าตรงนี้เป็นทางเดินก็เว้นไว้เป็นช่องว่าง เราเดินพรวดเดียวก็ถึงประตู ทำให้สะดวกรวดเร็ว กิจการต่าง ๆ ต้องมีระเบียบหรือต้องอาศัยวินัยมาจัดสรรโอกาส ทั้งนั้น ที่เห็นได้ง่าย ๆ เช่น เมื่อแพทย์จะผ่าตัด ศัลยแพทย์จะต้องการวินัยมาก จะต้องจัดระเบียบเครื่องมือที่ใช้ตามลำดับการทำงานอย่างเคร่งครัดทีเดียว ต้องตกลงกันไว้ก่อนว่าขั้นตอนใดจะใช้เครื่องมือไหน และส่งเครื่องมือให้ถูกต้อง คนนี้ยืนตรงนี้ จังหวะนี้ถึงเวลาไหนส่งเครื่องมืออันไหน เพราะอยู่ในช่วงของความเป็นความตาย พยาบาลที่จัดเตรียมเครื่องมือต้องพร้อมและต้องจัดให้ถูกต้องทุกอย่าง ผิดนิดไม่ได้ เพราะงานนั้นต้องเป็นไปตามเวลาที่จำกัด ฉะนั้นในกิจการที่ยิ่งมีความสำคัญ มีความซับซ้อน มีความเป็นความตายเข้ามาเกี่ยวข้อง วินัยจะยิ่งต้องมีความเคร่งครัดแม่นยำมากยิ่งขึ้น ในสังคมวงกว้างออกไป ถ้าชีวิตคนไม่ปลอดภัย สังคมไม่มีความเป็นระเบียบ มีโจร มีขโมย มีการทำร้ายกัน เราจะไปไหนเวลาไหน ก็ไม่สะดวก เพราะกลัวว่าถ้าไปเวลานี้ หรือผ่านสถานที่จุดนั้นแล้ว […]

การให้ธรรมคือยอดแห่งทาน 

เคยได้ยิน ” การให้ธรรมคือ ยอดแห่งทาน ” หรือไม่ ลองมาดูกันว่าทำไมการให้ธรรมจึงเป็นยอดแห่งทาน

ทำอย่างไรให้จิตใจสดชื่น เบิกบาน และเป็นมงคล

ทำอย่างไรให้จิตใจสดชื่น เบิกบาน และเป็นมงคล อาตมภาพเองก็เคยมารับการรักษาที่นี่ (โรงพยาบาลบ้านสวน) ก็ขออนุโมทนาในโอกาสนี้ด้วย ในขณะนั้นก็ได้รับความเอื้ออุปถัมภ์จากคุณหมอลดาวัลย์ พร้อมทั้งบุคลากรที่นี่ โดยเฉพาะผู้ที่ได้ช่วยใกล้ชิดก็มีคุณหนุ่ม หรือคุณกังวาล ที่ได้ช่วยนวดอยู่เป็นประจำ แล้วก็ม็คุณเจริญมาช่วยอยู่บ่อย ๆ ทั้งนี้ในความดูแลของคุณเล็ก ซึ่งมาคอยเอาใจใส่บอกกล่าวแนะนำอยู่ รวมทั้งท่านอื่น ๆ ด้วยหลายท่าน อาตมภาพก็เลยถือโอกาสอนุโมทนาไว้ในที่นี้ด้วย ขออนุโมทนาคุณหมอ พร้อมทั้งบุคลากรของโรงพยาบาลทุกท่าน และในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ ก็ถือว่าเราได้มาทำสิ่งที่ดีงามกัน  เป็นบุญป็นกุศล อย่างน้อยใจของแต่ละท่านก็เป็นกุศล คือมีความคิดที่ดี ความคิดที่ดีนั้นก็เริ่มจากการมีน้ำใจนั่นเอง คือ มีน้ำใจ มีไมศรีธรรมต่อกัน แค่นี้ก็ดีแล้ว ท่านเรียกว่าเป็นกุศลเกิดขึ้นเเล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีเมตตาหรือไมตรีเกิดขึ้นในใจนั้นเป็นบุญมหาศาลเลยที่เดียว การทำญนั้นบางที่เราไม่จำเป็นต้องไปถวายทาน คือไปถวายอาหารหรือให้ของอะไรหรอก เพียงแต่เราสร้างใจของเราให้เป็นใจที่ดี มีน้ำใจ ชุ่มฉ่ำด้วยความปรารถนาดี ก็เป็นบุญกุศลเกิดขึ้นแล้ว ทุกท่านในที่นี้ อาตมภาพว่าอย่างน้อยก็มีน้ำใจอันนี้เกิดขึ้น บุญกุศลจึงเกิดขึ้นแล้ว นับว่าเราได้ตั้งต้นอย่างถูกต้อง ก็ขอให้บุญกุศลที่ตั้งขึ้นในใจนี้แผ่ออกมา หลั่งไหลออกมาทางกาย วาจาของเราด้วย แล้วก็มาช่วยนำทางชีวิตของเราให้มีความสดชื่น เบิกบานต่อไป ยิ่งในโอกาสที่จะต้อนรับบีใหม่นี้ เป็นวลาที่เราถือตามคตินิยมว่าเป็นวันวลที่ดี ก็ขอให้ทุกท่านได้เตรียมใจต้อนรับความสุขอันนี้ไว้ การเตรียมใจต้อนรับความสุขก็โดยการกระทำของเราเอง คือทำใจ ของเราให้เป็นสุขสดชื่นเบิกบาน […]

พุทธวิธีเสริมสุขภาพกายและใจ  

พุทธวิธีเสริมสุขภาพ กายและใจ เป็นธรรมดาว่า กายและใจ นั้นเป็นสิ่งที่อาศัยกันและกัน พอกายเจ็บป่วยไม่สบาย คนทั่วไปก็มักจะพาลจิตใจไม่สบาย เศร้าหมอง กระวนกระวายกระสับกระส่ายไปด้วย และในทำนองเดียวกัน เมื่อจิตใจไม่สบาย ก็พลอยให้กายไม่สบายไปด้วย เริ่มตั้งแต่รับประทานอาหารไม่ได้ ร่างกายเศร้าหมอง  ผิวพรรณซูบซีด เป็นสิ่งที่เนื่องอาศัยกัน ในทางตรงข้าม คือในทงที่ดี ถ้าจิตใจดี สบาย บางทีก็กลับมาช่วยกาย เช่นในยามเจ็บป่วย ถ้าจิตใจสบาย เช่น มีกำลังใจ หรือจิตใจผ่องใสเบิกบาน โรคที่เป็นมาก ก็กลายเป็นน้อย หรือที่จะหายยาก ก็หายง่ายขึ้น ยิ่งถ้าหากว่ากำลังใจที่ดีนั้นมีมากถึงระดับหนึ่ง ก็ไม่เพียงแต่ทำให้โรคบรรเทาเท่านั้น แต่อาจจะช่วยรักษาโรคไปด้วยเลย ทั้งนี้ก็อยู่ที่ว่าจะช่วยทำใจของเราหรือรักษาใจของเราได้มากแค่ไหน พระพุทธจ้าและพระมหาสาวกนั้น ท่านมีจิตใจที่พัฒนาให้ดีงามเต็มที่มีสุขภาพด้านจิตที่สมบูรณ์แล้ว เมื่อถึงเวลาที่ต้องการ ก็จึงเรียกเอาด้านจิตมาช่วยด้านกายได้เต็มที่ ถ้ไม่เหลือวิสัยของเหตุปัจจัย ก็เอาของดีที่มีในใจออกมารักษากาย ที่เป็นโรคให้หายไปได้ หลักโพชฌงค์เป็นหลักปฏิบัติทั่วไป ไม่เฉพาะสำหรับผู้ป่วยเท่านั้น ถ้าวิเคราะห์ดูความหมายของศัพท์ ก็จะเห็นว่า ศัพท์เดิมนั้นท่านมีความมุ่งหมายอย่างไร โพชฌงค์มาจากคำว่า “โพชฺฌฺ” กับ “องฺค” หรือ “โพธิ” กับ “องค์” จึงแปลว่า […]

วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องต่อความตาย โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องต่อ ความตาย โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) มนุษย์ปุถุชนนึกถึง ความตาย อย่างไม่ถูกต้องอย่างไร และในทางพระศาสนาสอนหรือแนะนำให้ปฏิบัติให้ถูกต้องอย่างไร มนุษย์ปุถุชนนึกถึงความตายอย่างไม่ถูกต้องคือมีความหวาดหวั่นพรั่นกลัว มีความสลดหดหู่ท้อแท้ หรือจะขยายให้พิสดารต่อไปอีก ก็สัมพันธ์กับบุคคลที่ตายนั้นที่ตนระลึกถึง ถ้าหากระลึกถึงความตายของบุคคลที่ตนเองเกลียดชังหรือไม่พอใจบุคคลที่เป็นศัตรู มนุษย์ปุถุชนก็จะมีความดีใจ แต่ถ้าหากว่าบุคคลที่ตายนั้นไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง เป็นบุคคลทั่ว ๆ ไป ก็จะระลึกถึงด้วยความเฉย หรือว่าถ้าจะระลึกถึงตัวความตายนั้น ก็จะมีความหวาดหวั่นพรั่นใจหวาดเสียว หรือมีความสลดหดหู่ท้อแท้ รวมความว่า จิตมนุษย์ปุถุชนไม่สามารถตั้งอยู่ในความดีความงามที่แท้จริงได้ แต่เอนเอียงไปในด้านต่าง ๆ ถึงแม้ถ้าไม่เกี่ยวกับบุคคลอื่น นึกถึงความตายของตนเอง ก็จะมีความหวาดกลัว ความหดหู่ท้อแท้ ดังได้กล่าวมาแล้ว     ระลึกถึงความตายจิตไม่ประมาท ส่วนในทางพระศาสนานั้น ท่านสอนให้ระลึกถึงความตายเพื่อเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนใจตนเอง ว่าความตายนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต มันจะต้องเกิดมีขึ้น เป็นเรื่องสืบต่อไปจากความเกิด ในเมื่อมันเป็นเรื่องธรรมดาก็ไม่ต้องไปกลัว แต่มีข้อที่น่าพิจารณาว่า ความตายนั้นซึ่งเป็นของแน่นอน แต่จะมาถึงเมื่อไรไม่แน่ ชีวิตของคนเราอาจจะสั้นหรืออาจจะยาวไม่มีเครื่องกำหนดให้มองเห็นได้ชัดเจน เพราะฉะนั้น จึงควรใช้เป็นเครื่องเร่งเร้าตนเองให้มีความไม่ประมาท กล่าวคือ ชีวิตนี้มีกิจหน้าที่อะไร ก็ควรเร่งรัดจัดทำ ชีวิตของตนจะมีค่าและความดีงามอย่างไร ก็ควรเร่งขวนขวายประกอบกรรมที่จะให้เป็นอย่างนั้น ให้ชีวิตของตนมีคุณค่า ให้อยู่อย่างมีประโยชน์ และตายไปก็มีคุณค่าเหลือทิ้งไว้ […]

ทำบุญให้ดี ทำทีเดียวได้ครบทั้งทาน-ศีล-ภาวนา

“ทำบุญให้ดี ทำทีเดียวได้ครบทั้ง ทาน -ศีล-ภาวนา” โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) การที่โยมมาทำบุญวันนี้ อย่างที่ทำกันมาทุก ๆ เดือน ถวาย ทาน แล้วมาสังสรรค์กันในหมู่ญาติมิตร แล้วก็มาบำเพ็ญธรรมทานอย่างนี้ ทั้งหมดนั้นก็เป็นการบำเพ็ญบุญกิริยา คือการทำบุญตามหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งเราได้ทำกันในด้านต่าง ๆ ดังที่ได้เคยกล่าวมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะที่เห็นชัด ๆ ก็คือทาน     ตอนแรกก็ถวายทาน ถวายภัตตาหาร แล้วก็รักษาศีล ดังที่ได้สมาทานศีลกันเมื่อกี้นี้ แล้วก็ได้ภาวนา คือทำจิตใจและสติปัญญาให้เจริญงอกงามขึ้น ทำจิตให้เจริญด้วยการทำใจให้สงบ ให้เบิกบานผ่องใส แล้วก็เจริญปัญญาด้วยการฟังธรรม เมื่อฟังธรรมะไปแล้ว ใจคอสบาย เกิดความสว่าง เข้าใจธรรมะ รู้ว่าอะไรจริง อะไรถูกต้อง อะไรดีงาม มีความรู้ความเข้าใจในหลักคำสอนมากขึ้น ก็เจริญปัญญา แม้จะยังไม่ได้บำเพ็ญสมาธิอะไรก็เรียกว่าเป็นภาวนา     รวมแล้วก็คือปฏิบัติตามหลัก 3 ประการที่เรียกว่าเป็นบุญกิริยา คือ ทาน ศีล และภาวนา ถ้าเราปฏิบัติถูกต้อง มาทำบุญกันในวันนี้ก็ได้ครบทั้งสามอย่าง […]

มองชีวิตตามความเป็นจริงด้วยอริยสัจ 4 เพื่อไปสู่ความสุขอย่างแท้จริง

มอง ชีวิตตามความเป็นจริง ด้วยอริยสัจ 4 เพื่อไปสู่ความสุขอย่างแท้จริง หลักการของพระพุทธศาสนานั้นชัดเจนว่าท่านมุ่งสอนให้รู้จักโลกและ ชีวิตตามความเป็นจริง เกิดจากองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่ไม่เที่ยง คือไม่คงที่ เกิดขึ้นแล้วดับไป ๆ สืบเนื่องไปเรื่อย ๆ คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ คือถูกปัจจัยต่าง ๆ ที่ขัดแย้งบีบคั้นให้แปรปรวนไปตลอดเวลา และไม่ใช่ตัวตน คือเป็นไปตามเหตุปัจจัยโดยไม่มีตัวตนที่เป็นเจ้าของหรือผู้ที่บงการให้เป็นไปตามความปรารถนา เรียกตามแบบว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อรวมว่าไตรลักษณ์ คำเด่นที่สะดุดความรู้สึกของคนจำนวนมากคือคำว่าทุกขัง ซึ่งแปลง่าย ๆ ว่าเป็นทุกข์ คำว่า “ทุกข์” นี้นอกจากเป็นหนึ่งในไตรลักษณ์นี้แล้ว ยังปรากฏในหลักธรรมที่สำคัญยิ่ง ซึ่งหัวใจหรือหลักการใหญ่ของพระพุทธศาสนาคือข้อแรกในอริยสัจ 4     หลายคนมองเห็นหลักธรรมเหล่านี้แล้วไม่ได้ศึกษาให้ลึกซึ้งลงไป ก็เกิดความรู้สึกว่าพระพุทธศาสนามองโลกในแง่ร้าย เห็นโลกและชีวิตเป็นทุกข์ แต่เมื่อมองดูหลักการปฏิบัติในพระพุทธศาสนากลับมองเห็นแต่การดำเนินก้าวหน้าไปด้วยความสุข สู่จุดหมายที่เป็นบรมสุข ตั้งแต่หลักทั่วไปของการปฏิบัติ พระพุทธศาสนาก็ถือว่าความสุขสามารถเข้าถึงได้ด้วยความสุข คือคนสามารถบรรลุถึงความสุขด้วยวิธีปฏิบัติที่เป็นสุข อันต่างจากลัทธิศาสนาบางพวกที่ถือว่าความสุขจะบรรลุถึงได้ด้วยความทุกข์ เครื่องทดสอบความถูกต้องอย่างหนึ่งของการปฏิบัติธรรมก็คือ การได้ความสุขที่เกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัตินั้น ไม่เฉพาะในฌานต่าง ๆ เท่านั้นที่มีความสุขเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในการปฏิบัติทั่วไป ตัวตัดสินความถูกต้องก็มีความสุขเป็นองค์ธรรมสำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นด้วย     […]

ไขข้อข้องใจเรื่อง “กรรมเก่า” ธรรมะโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

ท่าทีที่ถูกต้องต่อ กรรมเก่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงเรื่อง “กรรมเก่า” ในการอบรมพระธรรมทูตที่วัดจักรวรรดิราชาวาส มีความตอนหนึ่งดังนี้ “มีปัญหาที่ท่านถามมาหลายข้อด้วยกัน ปัญหาหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องปุพเพกตวาท เป็นเรื่องที่ถามในหลักนี้ จึงน่าจะตอบ ท่านถามว่า ทารกที่คลอดมาบางครั้งมีโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือถือกำเนิดในครอบครัวที่ลำบากขาดแคลน ถ้าไม่อธิบายในแนวปุพเพกตวาทแล้ว เราควรอธิบายอย่างไรให้เข้าใจง่าย ในการตอบปัญหานี้ต้องพูดให้เข้าใจกันก่อนว่า การปฏิเสธปุพเพกตวาทไม่ได้หมายความว่าเราถือว่ากรรมเก่าไม่มีผล ลัทธิปุพเพกตวาทถือว่าเป็นอะไร ๆ ก็เพราะกรรมเก่าทั้งสิ้น เอาตัวกรรมเก่าเป็นเกณฑ์ตัดสินโดยสิ้นเชิง ฉะนั้นจะทำอะไรในปัจจุบันก็ไม่มีความหมาย เพราะแล้วแต่กรรมเก่า ต่อไปจะเป็นอย่างไรก็ต้องแล้วกรรมเก่าจะให้เป็นไป ทำไปก็ไม่มีประโยชน์ นี้คือลัทธิกรรมเก่า แต่ในทางพระพุทธศาสนา กรรมเก่านั้นท่านก็ถือว่าเป็นกรรมอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วมีผลมาถึงปัจจุบัน แต่ชาวพุทธไม่จบตันอับจนอยู่แค่กรรมเก่า ทีนี้มาถึงเรื่องที่เด็กคลอดออกมามีโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือเกิดในครอบครัวที่ลำบากขาดแคลน นี้เราสามารถอธิบายด้วยเรื่องกรรมเก่าตามหลักกรรมนิยามได้ด้วย และอธิบายตามหลักนิยามอื่น ๆ ด้วย เช่น ในด้านพีชนิยามว่า ในส่วนกรรมพันธุ์พ่อแม่เป็นอย่างไร เพราะกรรมพันธุ์เป็นตัวกำหนดได้ด้วย ถ้าพ่อแม่มีความบกพร่องในเรื่องบางอย่าง เช่น เป็นโรคเบาหวาน ลูกก็มีทางเป็นได้เหมือนกัน นี้พีชนิยาม ส่วนกรรมนิยามก็อาจจะอธิบายในแง่ความเหมาะสมสอดคล้องกันของคนที่จะมาเกิดกับคนที่จะเป็นพ่อแม่ ทำให้มาเกิดเป็นลูกของคนนี้ และมีความบกพร่องตรงนี้ โดยมีพีชนิยามเข้ามาประกอบช่วยกำหนด สำหรับกรณีที่มาเกิดในครอบครัวที่ลำบากขาดแคลน ถ้าเราจะยกให้เป็นเรื่องกรรมเก่าก็ตัดตอนไป ในเมื่อเขาเกิดมาแล้วในครอบครัวอย่างนี้ เราก็ตามไม่เห็น […]

ทำอย่างไรถึงจะบำเพ็ญบารมีได้สำเร็จอย่างพระพุทธเจ้า

ทำอย่างไรถึงจะ บำเพ็ญบารมี ได้สำเร็จอย่างพระพุทธเจ้า บำเพ็ญบารมี เป็นกิจของพระโพธิสัตว์ หรือ สัตว์ผู้ปรารถนาพระโพธิญาณ เพื่อที่จะได้มีพระปัญญาเข้าถึงความจริงของโลก เพื่อนำพาสรรพสัตว์ไปสู่ความหลุดพ้น หลายคนผู้ปรารถนาสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าก็หวังปฏิบัติเพื่อให้ได้สะสมบารมี แม้แต่คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติกันโดยทั่วไปก็ต้องระลึกไว้ว่า ไม่ใช่ทำนิด ๆ หน่อย ๆ ก็จะเห็นผล บางคนพอปฏิบัติธรรมสักอย่างไปนิดหน่อยก็นึกแต่จะเอาผล ชอบเรียกร้องว่าทำไมจึงยังไม่ให้ผล บางทีก็เกิดความท้อใจ แต่ที่แท้ตัวเองมิได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง ยกตัวอย่างเช่น คนบางคนตั้งร้านค้าขึ้นมาร้านหนึ่ง ทำการค้าขายโดยสุจริต แต่ไม่ค่อยได้กำไร เกิดความรู้สึกว่าเมื่อค้าขายตรงไปตรงมาไม่ค่อยได้ผล ก็ชักจะท้อใจ แต่ถ้าเขามีความมั่นคงในที่สุดคนรู้แพร่หลายกระจายกว้างขวางถึงระดับหนึ่ง คนทั่วไปก็เกิดมีความเชื่อถือ พอนึกถึงหรือพูดถึงคนนี้หรือร้านนี้แล้ว เขาก็รู้กันทั่วไปเข้าใจทันทีว่าเจ้านี้ละตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์สุจริต จนกระทั่งถ้าเข้าร้านนี้แล้วไม่ต้องต่อราคาเลย อย่างนี้ก็เรียกว่าพอจะอยู่ในระดับเป็นบารมีได้ คือทำอย่างจริงจังและเป็นประจำสม่ำเสมอ มีความคงเส้นคงวาจนทำให้เกิดความเชื่อถือ พูดง่าย ๆ ว่า บุคคลบางคนบำเพ็ญคุณธรรมบางอย่างเป็นประจำจนกระทั่งคุณธรรมนั้นปรากฏออกมาในกิริยาอาการลักษณะทั่วไป คนไหนเห็นแล้วก็รู้จักคนนั้นในลักษณะของคุณธรรมข้อนั้นไปเลย นี่เรียกว่าการบำเพ็ญในระดับที่เรียกว่าบารมี       ฉะนั้นให้เรานึกถึงพระพุทธเจ้า จะได้ไม่ท้อใจ เพราะถ้าเราไม่มีตัวอย่าง เราก็จะท้อใจว่า ได้บำเพ็ญธรรมะข้อนี้ไปแล้ว ก็ยังไม่เห็นผลอะไร เลยท้อใจคิดว่าจะเลิก อย่าทำดีกว่า คนอื่นเขาไม่เห็นต้องลำบากอย่างนี้ บางคนทำไมไม่ดีกลับได้ผล ก็ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติก้าวหน้าไปได้ […]

อิทธิบาท 4 : ทางแห่งความสำเร็จในการทำงานอย่างเป็นสุข โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

อิทธิบาท 4 : ทางแห่งความสำเร็จในการทำงานอย่างเป็นสุข โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) นอกจากการที่จะมีความไม่สันโดษ และสันโดษที่ถูกต้องแล้ว เพราะฉันทะทำให้ใจมาอยู่กับงาน สิ่งที่ทำ สิ่งที่เป็นเป้าหมายทำให้เกิดจิตฝักใฝ่อย่างที่ว่ามาเมื่อกี้ เมื่อใจฝักใฝ่ก็ทำงานด้วยความแน่วแน่จริงจัง สภาพที่จิตแน่วแน่อยู่กับสิ่งที่กระทำนั้น เราเรียกว่าเป็น “สมาธิ” เพราะฉะนั้น ฉันทะก็นำไปสู่สมาธิ สมาธิในการทำงานเกิดได้ด้วยการมีฉันทะ เมื่อมีสมาธิและใจก็รักงานนั้น ทำงานด้วยใจรัก ใจก็เป็นสุข ใจเป็นสมาธิ สมาธิก็ทำให้เป็นสุขเพราะจิตใจสงบแน่วแน่ เมื่อทำจิตใจเป็นสมาธิ สมาธิก็ทำให้เป็นสุขเพราะจิตใจสงบแน่วแน่ ตั้งใจจริงจัง ใจรักงานนั้น ตั้งใจทำเต็มที่ มีความเพียรพยายาม ผลสำเร็จของงานก็เป็นผลสำเร็จที่ดี เรียกว่านำไปสู่ “ความเป็นเลิศ” ของงานนั้น หมายความว่า งานนั้นจะสำเร็จผลอย่างดีเลิศ อันนี้ก็เลยพันกันไปหมด เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ฉันทะเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งในอิทธิบาท 4 คือธรรมที่เป็นเครื่องให้ถึงความสำเร็จ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “ทางแห่งความสำเร็จ”       เมื่อพูดมาถึงอิทธิบาทแล้ว ก็จะต้องโยงไปถึงคุณธรรมข้ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะอิทธิบาท 4 […]

สามลัทธิที่ขัดต่อหลักกรรมในพระพุทธศาสนา โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

พระพุทธองค์ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี อย่างหนึ่งอย่างใดที่ได้เสวย ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะกรรมที่ตัวทำไว้ในปางก่อน โดยนัยดังนี้ เพราะกรรมเก่าหมดสิ้นไปด้วยตบะ ไม่ทำกรรมใหม่ ก็จะไม่ถูกบังคับอีกต่อไป เพราะไม่ถูกบังคับต่อไปก็สิ้นกรรม เพราะสิ้นกรรมก็สิ้นทุกข์ เพราะสิ้นทุกข์ก็สิ้นเวทนา เพราะสิ้นเวทนาก็เป็นอันสลัดทุกข์ได้หมดสิ้น ภิกษุทั้งหลาย พวกนิครนถ์มีวาทะอย่างนี้ อันนี้มาในเทวทหสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 14 มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พุทธพจน์ที่ยกมาอ้างนี้แสดงลัทธินิครนถ์หรือศาสดามหาวีระ นิครนถนาฏบุตร ที่เราเรียกกันทั่วไปว่าศาสนาเชน ศาสนาเชนนี้นับถือคำสอนเรื่องกรรมเก่า เรียกเต็มว่าปุพเพกตเหตุวาท เรียกสั้น ๆ ว่าปุพเพกตวาท เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็เลยอยากจะพูดถึงลัทธิที่จะต้องแยกออกจากหลักกรรมให้ครบทั้งหมด ขอให้กำหนดไว้ในใจทีเดียวว่า เราจะต้องแยกหลักกรรมของเราออกจากลัทธิที่เกี่ยวกับการได้รับสุข – ทุกข์ของมนุษย์ 3 ลัทธิ ในสมัยพุทธกาลมีคำสอนสำคัญอยู่ 3 ลัทธิที่กล่าวถึงทุกข์ – สุขที่เราได้รับอยู่ในขณะนี้ แม้กระทั่งถึงปัจจุบันนี้ลัทธิศาสนาทั้งหมดเท่าที่มีก็สรุปลงได้เท่านี้ ไม่มีพ้นออกไป พระพุทธเจ้าเคยตรัสถึงลัทธิเหล่านี้และทรงแยกว่าคำสอนของพระองค์ไม่ใช่คำสอนอย่างลัทธิเหล่านี้ ลัทธิเหล่านั้นเป็นคำสอนประเภทอกิริยา คือหลักคำสอนหรือทัศนะแบบที่ทำให้ไม่เกิดการกระทำ เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างร้ายแรง อาตมภาพจะอ่านลัทธิมิจฉาทิฏฐิ 3 ลัทธินี้ตามนัยพุทธพจน์ที่มาในอังคุตตรนิกาย ติกนิบาตร พระสุตตันตปิฎก ในพระไตรปิฎกบาลีเล่ม 20 […]

5 หลักธรรมที่ภรรยาควรมีไว้ผูกใจสามี

แม่บ้านดีผูกใจสามีได้ และทำให้ทั้งบ้านร่มเย็น ธรรมะโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ในสมัยพุทธกาล พระบรมศาสดาเคยทรงได้รับอาราธนาจากคฤหบดีท่านหนึ่งให้ทรงประทานโอวาทแก่กุมารีที่จะแยกครอบครัวไปอยู่ในตระกูลสามี ครั้งนั้นพระองค์ได้ตรัสสอนกุมารีเหล่านั้นให้ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมสำหรับแม่บ้านหลายประการ หลักธรรมที่ทรงประทานครั้งนั้น พระองค์ตรัสให้เหมาะสมกับสภาพสังคมของชมพูทวีปยุคพุทธกาล ที่ฝ่ายพ่อบ้านเป็นผู้ประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัว จึงเป็นหลักธรรมที่ใช้ได้อย่างดีในสังคมไทยแบบเดิม ซึ่งมีลักษณะการแบ่งงานในครอบครัวอย่างเดียวกัน บัดนี้ แม้สังคมจะผันแปรไปตามกาลสมัย สตรีผู้ฉลาดก็สามารถยึดถือสาระจากหลักธรรมเหล่านั้น นำมาประพฤติปฏิบัติให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตครอบครัวได้เป็นอย่างดี ยิ่งกว่านั้น แม้ในสมัยปัจจุบันที่สภาพและระบบการต่าง ๆ ในสังคมเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วนี่เอง ก็ยังอาจกล่าวยืนยันได้ว่าในครอบครัวที่ภริยายึดถือปฏิบัติเคร่งครัดตามหลักธรรมเหล่านี้ นับว่ามีปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะยึดเหนี่ยวค้ำจุนชีวิตครอบครัวไว้ให้มีความสุข ความราบรื่น มั่นคงด้วยดี และความประพฤติเช่นนี้จะไม่เป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสียหายแก่ชีวิตครอบครัวแต่ประการใด ในพุทธโอวาทครั้งนั้นทรงแสดงหลักธรรมสำหรับภรรยา 5 ข้อ ซึ่งมีใจความดังนี้ ข้อที่ 1 พึงเป็นผู้ตื่นก่อนนอนทีหลัง เอาใจใส่คอยฟังว่าจะมีอะไรให้ช่วยทำ ประพฤติแต่สิ่งที่ถูกใจ พูดคำไพเราะน่ารัก คือรู้จักปรนนิบัติ ถนอมน้ำใจ ข้อที่ 2 คนเหล่าใดเป็นที่เคารพนับถือของสามี เช่น บิดามารดา ครูอาจารย์ของสามี เป็นต้น ก็แสดงความเคารพนับถือด้วย เอาใจใส่ปฏิสันถารท่านเหล่านั้นเป็นอันดี ข้อที่ 3 เป็นผู้ขยัน เอาใจใส่ในงานบ้านทุกอย่าง เช่น งานเกี่ยวกับเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น […]

ความสุขที่สมบูรณ์ดูอย่างไร โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

ความสุขที่สมบูรณ์ ดูอย่างไร ธรรมะโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงความสุขอย่างสูงสุดไว้ดังนี้ ความสุขที่สมบูรณ์ ทีนี้ก็มาถึงลักษณะของความสุขอย่างสูงสุด ความสุขตามหลักพระพุทธศาสนาพูดรวบรัดทีเดียว ก็คือ นิพพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง หรือเป็นความสุขที่สูงสุด ตอนนี้เมื่อพัฒนาความสุขมาจนแตะหรืออ้างอิงพาดพิงถึงความสุขอย่างสูงสุดแล้ว ก็ควรจะรู้ว่าความสุขสูงสุดมีลักษณะอย่างไร เผื่อจะเอาไว้ใช้ตรวจสอบความสุขของเราว่าเข้าในแนวทางที่ถูกต้องไหม มีทางที่จะพัฒนาดีขึ้นไปได้ไหม อย่างน้อยก็จะได้ใช้เป็นแนวในการปรับปรุงความสุขของเราให้มีคุณภาพดีขึ้น มีคุณให้มาก มีโทษให้น้อย แล้วตัวเราเองก็จะปฏิบัติต่อความสุขที่มีอยู่ได้ถูกได้ดีขึ้นด้วย ลักษณะง่าย ๆ ของความสุขอย่างสูงสุด หรือความสุขที่สมบูรณ์ที่พอจะปรากฏออกมาให้พูดถึงได้ ก็คือ 1. เป็นสุขตลอดเวลา ไม่ต้องหา เป็นคุณสมบัติประจำ มีอยู่กับตัว 2. เป็นสุขอิสระ ไม่ต้องพึ่งพา ไม่ขึ้นต่ออะไร ๆ เช่น ไม่อาศัยสิ่งเสพ 3. เป็นสุขล้วน บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่มีทุกข์แฝงหรือค้างคาเหลืออยู่เลย ข้อแรก ความสุขอย่างสูงสุดนั้นมีอยู่ในตัวตลอดเวลา เพราะเป็นคุณสมบัติของชีวิตไปแล้ว เป็นของประจำตัว เมื่อมีอยู่ข้างในของตัวเอง มีอยู่กับตัวแล้ว ก็ไม่ต้องหา […]

เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนคิดบวกด้วยโยนิโสมนสิการ

เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนคิดบวกด้วย โยนิโสมนสิการ คุณกำลังประสบกับปัญหาความเครียดอยู่หรือเปล่า อดคิดมาก คิดวน และคิดฟุ้งซ่านไม่ได้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของโลกได้ประทานคำสอนแก้ปัญหานี้ไว้คือ ” โยนิโสมนสิการ ” สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ถอดความพระพุทธพจน์หนึ่งว่า “ภิกษุผู้เป็นเสขะ ยังไม่บรรลุอรหัตตผล ปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม เราไม่เล็งเห็นองค์ประกอบภายในอย่างอื่นแม้สักอย่าง ที่มีประโยชน์มากเหมือนอย่างโยนิโสมนสิการเลย ภิกษุผู้ใช้โยนิโสมนสิการ ยอมกำจัดอกุศลได้และบำเพ็ญกุศลให้เกิดขึ้น”   พระพุทธพจน์นี้แสดงให้เห็นว่า โยนิโสมนสิการมีประโยชน์กว่าการปฏิบัติ (โยคะ) ใช้กำจัดอกุศล และสร้างกุศลให้เกิดขึ้นได้ กุศลคือการทำความดีโดยไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน โยนิโสมนสิการเป็นหลักการคิด การทำให้กุศลเกิดขึ้นด้วยโยนิโสมนสิการจึงเป็นวิธีคิดที่ทำให้คิดแต่เรื่องกุศล หรือพูดง่าย ๆ คือ การคิดบวกนั่นเอง ก่อนที่จะรู้ว่าโยนิโสมนสิการช่วยให้เป็นคนคิดบวกได้อย่างไร ลองมาทำความรู้จักกับคำสอนนี้กันเสียก่อน ซึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์แบ่งและอธิบายไว้เป็นหลักคิด 10 ประการดังนี้     1.  วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย คือ พิจารณาปรากฏการณ์ที่เป็นผลให้รู้จักสภาวะที่เป็นจริง หรือพิจารณาปัญหาหาหนทางแก้ไขด้วยการค้นหาสาเหตุและปัจจัยต่าง ๆ ที่สัมพันธ์ส่งผลสืบทอดกันมา อาจเรียกว่าวิธีคิดแบบอิทัปปัจจัยตา หรือ วิธีคิดแบบปฏิจจสมุปบาท 2.  วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ หรือกระจายเนื้อหา เป็นการคิดที่มุ่งให้มองและให้รู้จักสิ่งทั้งหลายตามสภาวะของมันเองอีกแบบหนึ่ง 3.  วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ […]

ความสำเร็จของการปฏิบัติธรรมวัดจากอะไร โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

ความสำเร็จของการปฏิบัติธรรม วัดจากอะไร โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ความสำเร็จของการปฏิบัติธรรม วัดได้จากอะไร เป็นสิ่งบ่งชี้ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้เทศนาธรรมเรื่องนี้ไว้ในหัวข้อว่า “หลักพุทธธรรมเพื่อการปฏิบัติธรรม” ซึ่งได้แสดงให้นิสิตปริญญาโท ภาควิชาสารัตถศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2532 การบรรยายธรรมเรื่องนี้คงช่วยตอบข้อสงสัยของนักปฏิบัติธรรมได้ไม่มากก็น้อย การตัดสินผลการปฏิบัติว่าใครก้าวหน้าไปแค่ไหน ใครเป็นผู้สำเร็จ ใครบรรลุอรหันต์หรือไม่ จะวัดกันด้วยอะไร เรามักจะตื่นเต้นกัน บางทีก็ตื่นเต้นด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เห็นท่านไหนมีอิทธิฤทธิ์ก็ฮือกันว่า โอ! ท่านคงจะสำเร็จแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว ใครทำนั่นทำนี่ได้ก็เป็นผู้วิเศษ บางทีก็ตื่นกันว่าท่านผู้นั้นเข้าสมาธิได้ เห็นโน่นเห็นนี่ มองเห็นสวรรค์วิมาน แม้แต่ไปพบพระพุทธเจ้าได้ เป็นผู้สำเร็จ หรือบางทีเห็นผู้ที่ถือศีลเคร่งครัดมากเป็นพิเศษก็นึกว่านี่เป็นผู้สำเร็จ ทั้งหมดนั้นก็เป็นเรื่องที่มองกันไปต่าง ๆ แต่การตรวจสอบผลสำเร็จที่แท้จริงนั้นต้องวัดได้ที่ประสบการณ์ตรง ที่ในใจของทุกคนนี่เอง     พระพุทธเจ้าทรงเห็นแล้วว่า คนเรานี่จะเขวได้ง่าย จึงตรัสหลักในการตรวจสอบไว้ การตรวจสอบด้วยประสบการณ์ตรงก็คือ ให้ดูใจของตนเองว่ามีโลภ โกรธ หลงไหม แล้วละคลายไปได้แค่ไหน มีความก้าวหน้าในเรื่องนี้แค่ไหนเพียงไร มีความคิดประทุษร้ายต่อผู้อื่นหรือไม่ มีความเกลียดชังผู้อื่นหรือไม่ […]

keyboard_arrow_up