วิธีแก้นิมิต โดย หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม

วิธีแก้นิมิต โดย หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม ในเวลาจิตเข้าสู่ภวังค์และตั้งลงเป็นองค์มรรคสมังคีแล้วนั้น ย่อมมีนิมิตต่าง ๆ มาปรากฏในขณะจิตอันนั้น ท่านผู้ฝึกหัดใหม่ทั้งหลายพึงตั้งสติกำหนดใจไว้ให้ดี อย่าตกใจประหม่ากระดากและอย่าทำความกลัวจนเสียสติและอารมณ์ ทำใจให้ฟุ้งซ่านรั้งใจไม่อยู่ จะเสียสมาธิ นิมิตทั้งหลายไม่ใช่เป็นของเที่ยง เพียงสักว่าเป็นเงา ๆ พอให้เห็นปรากฏแล้วก็หายไปเท่านั้นเองฯ นิมิตที่ปรากฏนั้น คือ อุคคหนิมิต ๑ ปฏิภาคนิมิต ๑ นิมิตที่ปรากฏเห็นดวงหทัยของตนใสสว่างเหมือนกับดวงแก้ว แล้วยึดหน่วงเหนี่ยวรั้ง ให้ตั้งสติกำหนดจิตไว้ให้ดี เรียกว่า อุคคหนิมิต ไม่เป็นของน่ากลัวฯ นิมิตที่ปรากฏเห็นคนตาย สัตว์ตาย ผู้ไม่มีสติย่อมกลัว แต่ผู้มีสติแล้วย่อมไม่กลัว ยิ่งเป็นอุบายให้พิจารณาเห็นเป็นอสุภะ แยกส่วนแบ่งส่วนของกายนั้นออกดูได้ดีทีเดียว และน้อมเข้ามาพิจารณาภายในกายของตนให้เห็นแจ่มแจ้ง จนเกิดนิพพิทาญาณ เบื่อหน่ายสังเวชสลดใจ ยังใจให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิมีกำลังยิ่งขึ้น เรียกว่า ปฏิภาคนิมิตฯ มีวิธีที่จะแก้นิมิตได้เป็น ๓ อย่างคือ วิธีที่ ๑ ทำความนิ่งเฉย คือ พึงตั้งสติกำหนดจิตนั้นไว้ให้มั่นคง ทำความสงบนิ่งแน่วเฉยอยู่ในสมาธิ แม้มีนิมิตอะไร ๆ มาปรากฏ หรือรู้เห็นเป็นจริงในจิตอย่างไรไม่ต้องหวั่นไหวไปตาม คือ ไม่ต้องส่งจิตคิดไป […]

ประโยชน์ของสมาธิ ธรรมโอวาทจาก หลวงปู่ศรีจันทร์ วณฺณาโภ

ประโยชน์ของสมาธิ ธรรมโอวาทจาก หลวงปู่ศรีจันทร์ วณฺณาโภ หลวงปู่ศรีจันทร์ วณฺณาโภ ได้มีธรรมโอวาทเกี่ยวกับเรื่องสมาธิ และประโยชน์ของสมาธิ ไว้ดังนี้ สมาธิ ภิกฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงยังสมาธิให้เกิด ชนผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้วย่อมรู้ความจริง เพราะเหตุไร พระศาสดาจึงทรงชักนำในอันบำเพ็ญสมาธิ เพราะใจที่ได้อบรมดีแล้วย่อมเป็นไป เพื่อประโยชน์อันใหญ่ คนเราจะทำจะพูดดีหรือเสียก็เพราะใจ ลำพังกายเหมือนรูปหุ่น ใจเหมือนคนชักรูปหุ่น จะกระดิกพลิกแพลงไปเท่าไร ก็ส่อใจของคนชัก ฉันใด อาการกายวาจาจะเป็นไปอย่างไร ก็ส่ออาการของใจ ฉันนั้น อีกอย่างหนึ่ง กายเหมือนเรือ ใจเหมือนนายเรือ ถ้านายเรือไม่ได้รับฝึกหัดให้ชำนิชำนาญหรือประมาทไป ก็จะพาเอาเรือไปเป็นอันตรายเสีย ต่อเป็นผู้ได้ศึกษาและมีสติ จึงจะสามารถพาไปถึงท่า ฉันใด ใจก็ฉันนั้น ที่ชั่วและปล่อยให้ระเริงก็จะชักจูงให้ประพฤติชั่วทางกายทางวาจามีประการต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นส่วนเสียหาย ถ้าได้รับการอบรมในทางดีจึงจะชักจูงในทางดี ท่านกล่าวว่าใจที่ไม่ได้อบรมอาจทำคนให้ฉิบหาย ยิ่งกว่าโจร หรือคนมีเวรจะทำให้เสียอีก ใจที่ได้รับการอบรมอาจทำได้ดียิ่งกว่าบิดามารดาและญาติผู้รักใคร่จะพึงทำให้ได้ เพราะเหตุนั้นพระศาสดาผู้ทรงพระกรุณาใหญ่แสวงหาประโยชน์แก่ประชาชน จึงได้ทรงชักนำในอันบำเพ็ญสมาธิ สมาธินั้น พึงรู้อย่างนี้ ใจนี้อบรมดีแล้วย่อมเห็นอรรถเห็นธรรมแจ้งชัด ทำอะไรย่อมจะสำเร็จ […]

6 Mindset ดีต่อสุขภาพ ที่เราควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิม

6 Mindset ดีต่อสุขภาพ ที่เราควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิม การใช้ชีวิตของเราในแต่ละวัน อาจทำให้เราหลงลืมที่จะดูแลตัวเอง หรือบางครั้ง เราอาจมีมุมมองและความคิดในเรื่องสุขภาพที่ยังไม่ถูกต้อง จึงทำให้การดูแลสุขภาพของเราไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่ตั้งใจ Goodlife จึงอยากชวนทุกคนให้ลองปรับมุมมอง เปลี่ยนความคิดให้ ดีต่อสุขภาพ มากขึ้น เพื่อการดูแลสุขภาพให้ดีสุด ๆ   กินโปรตีนอย่างน้อย 1 มื้อ ในแต่ละวัน เราควรกินอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนอย่างน้อย 1 มื้อ โดยแหล่งของโปรตีนที่แนะนำให้กินคือ โปรตีนจากเนื้อปลา ผลิตภัณฑจากถั่วเหลือง ถั่วชนิดต่าง ๆ และอกไก่   อย่ากังวลเรื่องน้ำหนักจนเกินไป การที่น้ำหนักเราน้อย ไม่ได้แปลว่าปริมาณไขมันในร่างกายของเราจะน้อยเสมอไป เพราะน้ำหนักของไขมันนั้นเบากว่ากล้ามเนื้อ น้ำหนักตัวที่น้อยนั้นอาจจะมาจากน้ำหนักไขมัน ไม่ใช่น้ำหนักของกล้ามเนื้อ แทนที่จะโฟกัสที่น้ำหนักตัว เราควรสนใจสัดส่วนของไขมัน และสัดส่วนของกล้ามเนื้อในร่างกายมากกว่า หากเรามีกล้ามเนื้อน้อย ควรเร่งสร้างกล้ามเนื้อด้วยการกินอาหารที่มีโปรตีน และออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ เช่น การทำบอดี้เวท เป็นต้น เลือกซื้อผักผลไม้ตามฤดูกาล การเลือกซ์้อผักผลไม้ตามฤดูกาล นอกจากจะจะได้กินผักผลไม้ที่สดใหม่ เนื่องจากไม่ต้องขนส่งทางไกล เป็นระยะเวลานานแล้ว ยังได้ซื้อในราคาที่เหมาะสมอีกด้วย   ฝึกวิธีหายใจ […]

มองตัวตนผ่านกระจกแห่งสติ บทความธรรมะเตือนสติจากท่านว.วชิรเมธี

มองตัวตนผ่าน กระจกแห่งสติ บทความธรรมะเตือนสติท่านว.วชิรเมธี มนุษย์มีตัวตนอยู่ 3 ตัวตน การส่องกระจกธรรมดาไม่สามารถมองเห็นทั้งสามตัวตนได้ จะต้องใช้ กระจกแห่งสติ จึงจะมองเห็นตัวตนทั้งสามด้าน ประกอบด้วย 1. ตัวตนที่เราเป็นอยู่ทุก ๆ วัน เป็นอย่างที่เป็น เป็นอย่างที่เห็น มนุษย์ทุกคนมีตัวตนอย่างที่เป็น บางคนก็มีตัวตนอย่างที่ใคร ๆ เห็นก็ชื่นใจ บางคนก็มีตัวตนอย่างที่ใครเห็นก็หวาดกลัว เพราะตัวตนนี้ก็คือผลของบุคลิกภาพที่เราสั่งสมมาอย่างยาวนานนั่นแหละ ตัวตน อย่างนี้ก็คือตัวตนที่เป็นธรรมชาติของทุกคน (ฉันเป็นฉันเอง) 2. ตัวตนที่เราอยากให้สังคมมองเห็น ตัวตนเช่นนี้ก็คือตัวตนที่เกิดจากการเสแสร้งแสดงนั่นเอง อยู่ที่บนเป็นแบบหนึ่ง เข้าสังคมเป็นอีกแบบหนึ่ง และวลาอยู่ต่อหน้าเพื่อนก็เป็นอีกแบบหนึ่ง อย่างนี้เรียกว่า ตัวตนที่เกิดจากการเสแสร้งแสดง (ฉันเป็นอย่างที่เธอเห็น) 3. ตัวตนที่เราต้องการไปให้ถึงในอนาคต เรียกว่า ตัวตนในอุดมคติ ตัวตนนี้จะชัดมาก ถ้าไปถามดารานักร้องซูเปอร์สตาร์ทั้งหลาย ก็จะได้คำตอบชัดเจน คือมีความคาดหวังว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต ถ้าไปไม่ถึงก็อยู่ที่ตัวตนเดิม ๆ ไปก่อน (ฉันเป็นอย่างที่ควรจะเป็น)     มนุษย์มีตัวตนสามตัวตนอย่างนี้ตลอดไป และเมื่อเราไม่เคยฝึกสมาธิ ไม่เคยฝึกตัวตน เราก็ไม่รู้ว่าตัวตนไหนที่กำลังออกโรงแสดงอยู่และกำลังพาเราโลดแล่นไปในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนั้น คนเราโดยมากแสดงผิดแสดงถูกอยู่ตลอดเวลา […]

วันที่ฝึกสติเป็น วันแห่งความสุข โดย พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี)

วันที่ฝึกสติเป็น วันแห่งความสุข โดย พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) ถ้าเราฝึกสติได้แล้ว อาตมาภาพรับรองได้ว่า ทุก ๆ วันที่เราตื่นนอนขึ้นมาจนหัวถึงหมอนในตอนค่ำเป็น วันแห่งความสุข อาตมาภาพหวังว่าเราทุกคนมีหนทางพ้นจากความทุกข์ มีบางคนว่า วันจันทร์วินาศ เพราะว่าเป็นวันแรกของสัปดาห์ วันอังคารวอดวาย วันพุทธหายนะ วันพฤหัสบดีร่อแร่ วันศุกร์นี่เดชะบุญ รอดไปได้อีกอาทิตย์หนึ่ง เสาร์อาทิตย์นอน ก็เป็นเช่นนี้แหละมนุษย์เรา อาตมาภาพปรารถนาให้ทุกวันเป็นวันแห่งสติ เป็นวันแห่งความสุข พระพุทธเจ้าบอกว่า “สติมโต สุเว เสยโย” “คนมีสติดีขึ้นทุกวัน ” ดังนั้นเราต้องฝึกสติ เพราะฉะนั้นลงมือเลยนะ     ต่อไปนี้ลองนั่งตามสะดวก หากนั่งขัดสมาธิก็นั่งต่อไป ถ้าไม่ได้ก็พับเพียบ การนั่งขัดสมาธิก็เอาเท้าขวาทับซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง แล้วก็หลับตา หลับตานั้นให้หลับพอดี อย่าให้สนิทมากจนปวดตา มือก็วางไว้ให้พอดี อย่าถึงกับเกร็ง วิธีทำสมาธิเบื้องต้น วิธีแรก ให้เอาสติของเราไปจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจช้า ๆ หายใจเข้ากำหนดว่า “พุท” หายใจออกกำหนดว่า “โธ” แล้วตามดูลมหายใจ […]

ขจัดความคิดฟุ้งซ่านด้วยการฝึกสติเพียงแค่ 10 วินาที

ขจัดความคิดฟุ้งซ่านด้วยการ ฝึกสติ เพียงแค่ 10 วินาที  การทำสมาธิต่อเนื่อง 10 วินาที จะทำให้ความคิดฟุ้งซ่านหายไป และปลุกความตื่นตัวขึ้นมา โดยพื้นฐานแล้วไม่ต่างจากการ ฝึกสติ ในเวลา 10 วินาที นั่นคือ เลือกบริเวณที่เราจะทำความรู้สึกถึง และรู้สึกถึงมันในขณะปัจจุบัน ขอยกตัวอย่างการเคลื่อนไหวของท้องมาอธิบาย ขั้นตอนที่ 1 ประกาศเริ่มต้นจะทำ  ประกาศว่า “จากนี้ไปจะฝึกสมาธิ” การประกาศจะเพิ่มพลังในการรู้สึกตัว และเพิ่มพลังสมาธิด้วย     ขั้นตอนที่ 2 รู้สึก  รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของท้องที่เป็นไปตามจังหวะของการหายใจ รู้สึกถึงอาการที่ท้อง “พอง” และ “ยุบ” ถ้าหากเรามีสมาธิดี ความคิดฟุ้งซ่านจะลดลงไปในชั่วขณะหนึ่ง ในระหว่างนั้นให้เรารู้สึกแบบนั้นต่อไปเรื่อย ๆ สักพัก สมาธิที่เกิดขึ้นมาเมื่อสักครู่จะค่อย ๆ หายไป การมีสติรู้สึกตัวก็จะเริ่มน้อยลง แล้วในที่สุดความคิดฟุ้งซ่านก็จะเข้ามาแทนที่ เมื่อรู้สึกถึงความคิดฟุ้งซ่านแล้วก็ตั้งชื่อให้มันว่า “ความคิดฟุ้งซ่าน” แล้วนำความคิดนี้ไป “แยกเก็บเป็นส่วนๆ” และหยุดคิด จากนั้นให้กลับไปมุ่งความสนใจไปที่ท้อง และให้รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวอีกครั้ง การแยกความคิดเก็บเป็นส่วน ๆ […]

ชีวิตดีขึ้นด้วยการฝึกสติ ขจัดพลังด้านลบด้วยปัจจุบันขณะ

ชีวิตดีขึ้นด้วย การฝึกสติ ขจัดพลังด้านลบด้วยปัจจุบันขณะ การฝึกสติ คือ การรู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบันขณะ “ที่นี่ เดี๋ยวนี้” ตามที่เป็นจริง ไม่ปล่อยจิตใจให้เสียเวลาเปล่า และฟุ้งซ่านไปกับเรื่องสมมติในหัว ซึ่งมักเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต หรืออนาคต การรู้สึกตัวในช่วงเวลานี้ คือเดี๋ยวนี้ และรู้โลกตามความเป็นจริง คือที่นี่ ดังนั้นการใช้ชีวิตอยู่กับ “ที่นี่และเดี๋ยวนี้” ก็คือการฝึกสติ คำตรงข้ามกับคำว่า “ฝึกสติ” คือคำว่า “ภาวะไร้สติ” ซึ่งใกล้เคียงกันมากจนคนเข้าใจผิด ผมขอให้คำว่า ฝึกสติในโหมดขับเคลื่อนอัตโนมัติ ขณะที่จิตใจเราห่างจาก “ที่นี่ เดี๋ยวนี้” และในหัวมีแต่เรื่องสมมติ ก็มีความเสี่ยงที่จะโดนครอบงำจากความรู้สึกด้านลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่งานยุ่ง แบกรับความกดดัน และกำลังรู้สึกเครียด ใจของเราจะรู้สึกด้านลบได้ง่าย ๆ ช่วงเวลาที่ใจกำลังขับเคลื่อนด้วยโหมดอัตโนมัติ คือ ทำอย่างไร้สตินั้น หากเรากลับมาอยู่กับ “ที่นี่ เดี๋ยวนี้” หรืออยู่ในสภาวะที่มีสติได้แล้ว ความรู้สึกด้านลบก็จะได้รับการเยียวยา ผลก็คือเราจะมีสมาธิกับงานที่สำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ     จิตของพวกเราจะได้รับอิทธิพลจากสิ่งรอบตัวและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ แม้ว่าเรากำลังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยพลังสมาธิที่ยอดเยี่ยมก็ตาม แต่โทรศัพท์เพียงสายเดียวก็อาจทำลายสมาธินั้นลงได้ เพราะหากมีการร้องเรียนจากลูกค้า หรือได้รับการแจ้งว่าคนในครอบครัวป่วยหนัก คงจะมีไม่กี่คนที่จะคงสภาพจิตใจให้เป็นปกติได้ตลอด […]

เหตุให้ได้มาซึ่งสมาธิ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

เหตุให้ได้มาซึ่ง สมาธิ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ เมื่อสมาธิเกิดขึ้น สมาธิ จะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา คือการเห็นสภาพจริงตามความเป็นจริง แต่ เหตุที่จะให้ได้มาซึ่งสมาธินั้นมีวิธีการอยู่ 2 ลักษณะ คือ วิธีแรก ตั้งใจทำสมถกรรมฐานไปเลย คือตั้งใจทำสมาธิอย่างเดียวโดด ๆ โดยเอาอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมาเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเพ่งเทียน เพ่งดิน เพ่งไฟ ใช้คำบริกรรมภาวนา ดูลมหายใจ ดูท้องพอง – ยุบ ยกไม้ยกมือ ฯลฯ ได้ทั้งนั้น ขอเพียงทำให้จดจ่อต่อเนื่อง เพ่งอยู่ที่นั่นที่เดียว ไม่คิดถึงเรื่องอื่นใด ไม่หวังสติ ไม่หวังปัญญา มุ่งหมายเพียงเพื่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียว กระชับ แนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับอารมณ์นั้น เมื่อจดจ่อต่อเนื่องนานเข้า บริกรรมถี่เข้า ๆ สมาธิก็จะค่อย ๆ รวมลง จิตก็ค่อย ๆ อ่อนสลวย อ่อนโยนลง ซ่านไปที่อื่นน้อยลง อยู่กับสิ่งนั้นมากขึ้น ใกล้ชิดมากขึ้น ท่านเรียกสมาธิแบบนี้ว่า “อุปจารสมาธิ” เทียบกับการตักน้ำใส่ขันแล้วนำไปใส่ช่องฟรีซ ตอนที่เป็นวุ้นยังไม่เป็นก้อนน้ำแข็ง […]

รวมข้อสงสัย สำหรับมือใหม่หัด ” ภาวนา “

การ ภาวนา มักเข้าใจว่าเป็นของชาวพุทธ แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด ความจริงมีอยู่แล้วเหมือนกับความจริงทางวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย

การทำงานของไตรสิกขา โดย พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)

การทำงานของไตรสิกขา โดย พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) ไตรสิกขา ประกอบด้วยองค์ธรรม 3 ประการคือ ศีล สมาธิ และปัญญา การปฏิบัติตามคำสอนนี้ต้องเริ่มต้นจากศีล ไปสมาธิ และปัญญาหรือไม่ วันนี้พระราชญาณกวีจะมาไขความกระจ่างเรื่อง การทำงานของไตรสิกขา ปุจฉา : ไตรสิกขา ประกอบด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา องค์ธรรมที่ 2 และ 3 (สมาธิและปัญญา) เป็นองค์ธรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน เพราะทำสมาธิย่อมทำให้เกิดปัญญา แต่ทำไมศีลจึงเป็นองค์ธรรมแรก หรือบันไดขั้นแรกของไตรสิกขา ซึ่งศีลไม่น่าจะทำให้เกิดสมาธิและปัญญาได้เลย วิสัชชนา : สังคมไทยเป็นเมืองพุทธ ศึกษาและรู้จักไตรสิกขามาอย่างยาวนาน พระพุทธศาสนายกย่องไตรสิกขาว่าเป็นคำสอนที่มีความสำคัญมาก ไตรสิกขาเริ่มต้นที่ ศีล สมาธิ และปัญญา จึงทำให้หลายคนเข้าใจว่าไตรสิกขานี้ทำงานแบบขั้นบันได เริ่มจากศีล กลายเป็นสมาธิ พอเป็นสมาธิแล้วจึงเกิดปัญญาตามมา   แต่ที่จริงแล้วองค์ธรรมทั้ง 3 นี้ทำงานพร้อมกัน ไม่มีอะไรเริ่มก่อนกัน แต่เป็นการทำงานที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ขาดอันใดอันหนึ่งไปก็จะทำงานไม่ได้ จะเปรียบก็เหมือนคอมพิวเตอร์ที่จะต้องมีฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ หรือโทรศัพท์มือถือที่ต้องมีซิมการ์ด […]

เพราะ ” ปล่อยวาง ” ได้จึงจากโลกไปด้วยใจที่ดี เรื่องเล่าจากพระไพศาล วิสาโล

ปล่อยวาง ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งไม่ไยดีหรือไม่รับผิดชอบ หากหมายถึงการมีจิตใจเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านั้น แม้ยังเกี่ยวข้องอยู่ แต่ก็ไม่สยบมัวเมาในสิ่งเหล่านั้น

สมาธินิมิต อันน่าอัศจรรย์ของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

สมาธินิมิต อันน่าอัศจรรย์ของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต สมาธินิมิต : ทางผ่านสู่ความหลุดพ้น พระอาจารย์มั่นใส่ใจการบำเพ็ญภาวนาอย่างสม่ำเสมอ โดยบริกรรมพุทโธอย่างเรียบง่ายตามที่ท่านเคยฝึกกับพระอาจารย์เสาร์ วันหนึ่งขณะกำลังเข้าสมาธิ เมื่อจิตสงบก็ปรากฏนิมิตอันเป็นผลจากการปฏิบัติกัมมัฏฐาน กล่าวคือท่านเห็นคนตายนอนอยู่ตรงหน้า ร่างที่อยู่ห่างออกไปไม่มากนักเต็มไปด้วยแผลพุพองและมีน้ำเหลืองน้ำหนองไหลออกมาเป็นที่น่าสยดสยอง ทันใดนั้นเหล่าแร้งกาและสุนัขต่างเข้ามายื้อแย่งกัดกินซากศพจนกระจัดกระจายเป็นที่น่าสังเวช พระอาจารย์มั่นยังคงอยู่ในสมาธิต่อโดยถือเอาซากศพในนิมิตเป็นเครื่องพิจารณา ยิ่งกำหนดยิ่งพิจารณามากเข้า จิตก็ยิ่งสว่างไสว จนในที่สุดนิมิตแห่งซากศพนั้นได้กลับกลายเป็นดวงแก้ว เมื่อท่านกำหนดพิจารณาดวงแก้ว ดวงแก้วก็ปรากฏให้เห็นเป็นนิมิตคล้ายกับภูเขา เมื่อเพ่งพิจารณาต่อไปก็ปรากฏนิมิตตามมาไม่สิ้นสุด ท่านเห็นตนเองเดินไปบนบันไดแก้ว ได้สะพายดาบอันคมกล้าพร้อมทั้งสวมรองเท้าวิเศษอีกด้วย การบำเพ็ญสมาธิภาวนาของพระอาจารย์มั่นในเวลานั้นมีความเกี่ยวพันกับนิมิตสมาธิอยู่มาก ทุกครั้งที่เข้าสมาธิ จิตของท่านดำเนินไปในทางเดิมทุกประการ ได้รู้ได้เห็นภาพนิมิตปรากฏขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ บางครั้งปรากฏเป็นกำแพงแก้วที่มีประตู เมื่อผลักเข้าไปได้พบกับพระภิกษุ บางครั้งปรากฏเป็นสำเภาใหญ่อยู่บนยอดเขา บางครั้งปรากฏเป็นหุบเหวซึ่งมีสะพานทอดข้ามไป เมื่อข้ามไปก็ได้พบโบสถ์และดวงประทีปมากมาย เป็นต้น พระอาจารย์มั่นเข้าสมาธิเช่นนี้จนเกิดความเชี่ยวชาญ นิมิตสมาธิปรากฏแก่ท่านราวกับจะไม่มีวันสิ้นสุด พระอาจารย์มั่นเคยกล่าวเตือนเรื่องสมาธินิมิตไว้ว่า… “ระวังอย่าได้ไปหลงในนิมิตเช่นนี้ เพราะมันวิเศษจริง ๆ ผู้ปฏิบัติทางจิตชอบจะมาติดอยู่เพียงแค่นี้แล้วสำคัญตนผิด เราเองก็สำคัญตัวเราเองมาแล้ว และมันก็น่าจะหลง เพราะเป็นสิ่งอัศจรรย์มาก ที่เป็นวิปัสสนูปกิเลสก็คือความเห็นเช่นนี้” นิมิตทั้งหลายแม้เป็นผลจากการปฏิบัติกัมมัฏฐาน แต่พระอาจารย์มั่นตระหนักดีว่าหากผู้ปฏิบัติเพลิดเพลินไปกับนิมิต จนปรุงแต่งว่าเป็นฤทธิ์เดชเวทมนตร์ ยึดติดลุ่มหลงจนไม่รู้ตัวเสียแล้ว การขัดเกลากิเลสย่อมหยุดชะงักลง ปัญญารู้แจ้งในสัจธรรมความจริงย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้ พระอาจารย์มั่นพิจารณาด้วยเหตุผลว่าลักษณะจิตที่ยังหวั่นไหว มีความยินดียินร้ายไปตามนิมิต ย่อมไม่ใช่แนวทางสู่ความพ้นทุกข์ที่แท้จริง หากเป็นแต่เพียงทางผ่านที่ผู้ปฏิบัติต้องข้ามพ้นไปให้ได้เท่านั้น พระอาจารย์มั่นจึงหันมาฝึกจิตตามหลักกายคตาสติ […]

สมาธิขั้นสูงใช้รักษาโรคได้

สมาธิขั้นสูงใช้รักษาโรคได้ โดย ดร.สนอง วรอุไร สมาธินั้นมีอานุภาพในการต้านทานความเจ็บปวดได้ โดยเฉพาะยิ่งถ้าเข้านิโรธสมาบัติได้แล้ว ย่อมสามารถใช้สมาธิรักษาโรคได้แทบทุกชนิด เว้นแต่โรคเวรโรคกรรมเท่านั้น เพราะตราบใดที่เจ้ากรรมนายเวรยังไม่ยกเลิกหนี้เวรกรรมให้ ไม่ว่าใครหรือยาขนานไหนก็รักษาไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้า พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะก็ยังหนีจากโรคเวรกรรมไม่พ้น สำหรับพระอนาคามีที่เข้านิโรธสมาบัติได้ การแพทย์แผนปัจจุบันแทบจะไม่จำเป็น มีแต่กรณีที่เจ้ากรรมนายเวรไม่เลิกจองเวรทางร่างกายเท่านั้นที่ต้องพึ่งการแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อบรรเทาอาการของโรคลงได้บ้าง ให้พอมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เพราะผู้ที่ปฏิบัติกรรมฐานจนได้ปัญญาเห็นแจ้ง จิตจะเป็นอิสระจากกิเลสที่เรียกว่าสังโยชน์ และมีพลังสมาธิ ทำให้ร่างกายมีพลังงานมาก อวัยวะต่าง ๆ จึงทำหน้าที่ได้อย่างถูกตรง ไม่เปิดโอกาสให้โรคภัยเบียดเบียน ทำให้อายุยืน ยิ่งคนที่เข้าฌานได้ด้วยแล้วยิ่งมีชีวิตยืนยาวอยู่ได้นาน ถ้าอยู่ในฌานอาจอยู่ได้ถึงหลายร้อยปีหรือมากกว่านั้นตามกำลังบารมีที่ตนตั้งจิตปรารถนาไว้   เพราะสติอ่อนจึงปวด สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ จิตเริ่มวอกแวก ขาดสติ เริ่มแวบไปคิดเรื่องนู้นเรื่องนี้ แสดงว่ากำลังของสติเริ่มอ่อน จึงรู้สึกเจ็บปวด เมื่อเป็นเช่นนี้ควรเปลี่ยนอิริยาบถไปปฏิบัติต่อด้วยวิธีอื่น เช่น ถ้านั่งสมาธิอยู่ก็ให้เปลี่ยนไปเดินจงกรมแทน เมื่อทำแบบนี้สลับกันไปเรื่อย ๆ แล้วสติจะมีกำลังกล้าแข็งขึ้นจนกระทั่งสามารถต้านทานเวทนาได้ และเมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิถึงระดับนั้น ก็จะสามารถปฏิบัติธรรมได้ยาวนานขึ้นเอง บางคนสามารถนั่งได้นานมากตั้งแต่เช้ายันเย็น โดยไม่ต้องเปลี่ยนอิริยาบถเลยก็มี อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติธรรมอยู่ในอิริยาบถเดิมนาน ๆ ก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป เพราะการอยู่ในสมาธินาน ๆ โดยที่จิตไม่รับสิ่งกระทบภายนอกนั้นทำให้เราไม่มีโอกาสได้เห็นไตรลักษณ์ของสิ่งที่เข้ากระทบจิต ปัญญาเห็นแจ้งจึงไม่เกิด […]

Dhamma Daily : นั่งสมาธิแล้วจิตคิดฟุ้งซ่าน ควรทำอย่างไรดี

Dhamma Daily : นั่งสมาธิแล้วจิตคิดฟุ้งซ่าน ควรทำอย่างไรดี นั่งสมาธิแล้วจิตคิดฟุ้งซ่าน คิดไปต่าง ๆ นานา คงเป็นปัญหาของใครหลาย ๆ คน ที่เพิ่งเริ่มนั่งสมาธิใหม่ ๆ หรือแม้จะนั่งสมาธิมาหลายครั้งแล้วก็ยังมีเผลอ เอาใจออกห่างจากสมาธิ ไปอยู่กับเรื่องนอกกายอยู่ดี เช่น นึกถึงเรื่องที่ออฟฟิศ งานที่ยังทำไม่เสร็จ ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตบ้าง   ในวันนี้คำถามที่หลายคนสงสัย อยากทราบคำตอบ จะได้นั่งสมาธิได้อย่างราบรื่น ทางซีเคร็ตได้ขอความเมตตาจากพระอาจารย์กรภพ กิตติปัญโญตอบปัญหาธรรมข้อนี้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่นักปฏิบัติ และได้เพิ่มพูนความรู้เรื่องการทำสมาธิ รวมไปถึงเรื่องของจิตในพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น   Q : เวลานั่งสมาธิ จิตมักคิดฟุ้งซ่านไปต่างๆนานา ไม่ทราบว่าควรทำอย่างไรจึงจะดึงสติกลับมาได้คะ   A : คนเรามีอยู่ด้วยกัน 2 จำพวก คือ พวกเจโตวิมุตติ หมายความว่า เมื่อชาติก่อน ๆ ชอบนั่งสมาธิมาก ๆ เป็นพวกฤาษี แล้วชอบที่จะนั่งสมาธิ นั่งปุ๊บสงบปั๊บ นั่งยังไม่ถึง […]

เจริญสติดีอย่างไร ทำไมเราต้องฝึกเจริญสติ

เจริญสติดีอย่างไร ทำไมเราต้องฝึกเจริญสติ ทำไมเราต้องฝึกเจริญสติ การเจริญสติทำให้เรารู้สึกตัวมากขึ้น มีสติในการทำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เรียนหนังสือ ทำงาน ขับรถ ฯลฯ ทำให้เห็นความจริงแท้ของโลกตามความเป็นจริง ไม่ตกอยู่ในความคิดเพ้อฝัน   ทำไมเราจึงต้องเจริญสติ   คนเรามีปัญหาชีวิต ความทุกข์ ความเดือดร้อน ก็เพราะขาดสติ เหตุเพราะขาดสติ ทำให้คิดฟุ้งซ่านและคิดปรุงแต่ง ไหลไปตามอารมณ์ต่าง ๆ นานา   เมื่อจิตใจไหลและปรุงแต่งไปตามอารมณ์ ก็จะเกิดความหลงผิด ความหลงผิดหรืออวิชชานี้เอง เป็นสาเหตุสำคัญที่สร้างความทุกข์ ความเดือดร้อน และความวุ่นวายต่าง ๆ นานัปการ   เมื่อมีสติก็จะเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ ตื่นจากความปรุงแต่งนึกคิดในอารมณ์ทั้งหลาย ไม่หลับใหลไปกับความหวง ห่วง มีเยื่อใย อาลัยอาวรณ์ ไม่มีที่สิ้นสุด   หลายคนประสบความสำเร็จในชีวิตก็เพราะ “สติ” เมื่อมีสติก็จะเกิดทั้ง “สมาธิ” และ “ปัญญา” เมื่อมีสติ สมาธิ ปัญญา ก็จะเกิด “ปฏิภาณ” “ไหวพริบ” “วิสัยทัศน์” […]

ทําสมาธิลดเบาหวาน “เรียงเม็ดข้าวสาร” ช่วยจิต ลดเครียด

ทําสมาธิลดเบาหวาน ช่วยจิต ลดเครียด ทำสมาธิลดเบาหวาน ได้นะรู้ยัง !! โดยการเรียงเม็ดข้าวสารของชาวสุรินทร์ มีวิธีการทำอย่างไหร่ เราลองมาดูกัน เนื่องจากการดูแลผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังอย่างโรคเบาหวาน จําเป็นจะต้องทําให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ คุณประยุทธ ศรี-สําราญ เจ้าพนักงานสาธารณสุขอําเภอหว้านใหญ่ จึงเริ่มกิจกรรมการทําสมาธิในผู้ป่วยเบาหวาน ในโอกาสออกมาตรวจผู้ป่วยและทํากิจกรรมประจําเดือนณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลหว้านใหญ่ “การกินยา ปรับอาหาร ออกกําลังกาย และนวดเท้า เป็นการดูแลกาย ส่วนการหัวเราะเป็นเรื่องดูแลใจและอารมณ์ การทําสมาธิจึงเป็นเรื่องการดูแลมิติทางจิตวิญญาณ ช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย ไม่เครียด วิตกกังวลหรือตื่นกลัวโรคแทรกอย่างพวกโรคไต ตาบอด หรือต้องตัดขา “เราไม่ได้คาดหวังถึงการบรรลุธรรม แค่ต้องการให้ผู้ป่วยยอมรับโรคของเขา ไม่คิดว่าโรคเบาหวานเป็นปัญหา และเข้าใจธรรมชาติของโรคว่าถ้าใช้ชีวิตแบบนี้จะเป็นแบบนี้ ถ้าต้องการผลอีกแบบหนึ่งก็ต้องปรับพฤติกรรมไปทําอีกแบบหนึ่ง” คุณประยุทธซึ่งเคยบวชเรียนกับหลวงปู่นักวิปัสสนาและชอบศึกษาหาความรู้เรื่องธรรมะ ขณะนําผู้ป่วยฝึกสมาธิ เขาจะใช้หลักธรรมข้อไตรลักษณ์และกฎแห่งกรรมมาสอดแทรก พร้อมกับความรู้เรื่องโรคเบาหวานไปด้วยเพื่อเป็นตัวเสริมในการลดระดับน้ําตาลในเลือดและป้องกันโรคแทรกซ้อนแก่ผู้ป่วยเบาหวาน 10 ขั้นตอนคนเบาหวานทําสมาธิ นั่งสมาธินิ่ง หลับตา พิจารณาเส้นผมว่าเคลื่อนไหวไหม พิจารณาหน้าผากของเรา มีความเครียดไหม ผ่อนคลายหรือยัง พิจารณาเปลือกตาของเรา หนักหรือเปล่าดวงตาของเราตึงไปไหม ผ่อนคลาย พิจารณาลมหายใจเข้าและออก พิจารณาหลัง เป็นอย่างไร […]

“ม้างกาย” วิชาของ หลวงปู่หลุย จันทสาโร

หลวงปู่หลุย จันทสาโร เป็นพระนักปฏิบัติสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านชำนาญมากในการรู้วารจิตคนอื่น เคยแอบดูวารจิตหลวงปู่มั่นจนถูกท่านดุ ก่อนที่หลวงปู่หลุยจะได้รู้ว่าวารจิตคนอื่น ท่านฝึกสมาธิตามคำแนะนำของชีผู้ทรงอภิญญา ท่านเล่าว่า ตอนที่เป็นพระหนุ่ม ไปปฏิบัติสมาธิกับครูบาอาจารย์ ได้ทราบข่าวว่ามีแม่ชีได้อภิญญาสูง หูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วารจิตของคนอื่น แม่ชีท่านหนึ่งชื่อ “ชีจันทร์” ส่วนอีกท่านหนึ่งชื่อ “ชียอ” ล้วนได้อภิญญาทั้งคู่ โดยเฉพาะชียอตาบอดมองไม่เห็น แต่สมาธิสูงมาก รู้ไปหมดว่าพระองค์ไหนสำเร็จชั้นไหนและติดขัดอยู่ในธรรมขั้นใด วันหนึ่งท่านจึงเดินทางไปกับท่านอาจารย์อ่อน ญาณสิริ และพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เพื่อพิสูจน์ให้รู้ความจริง พอไปถึง โยมที่นั่นนิมนต์ท่านอาจารย์อ่อนและอาจารย์ฝั้นขึ้นเทศน์ เทศน์จบลงธรรมาสน์ หลวงปู่หลุยเข้าไปถามแม่ชีเกี่ยวกับอาจารย์ทั้งสองรูป ท่านว่าแม่ชีรู้ไปหมดสมคำร่ำลือจริง ๆ ท่านจึงเกิดความอัศจรรย์ใจ เข้าไปถามแม่ชีถึงแนวปฏิบัติเพื่อให้ได้อย่างนั้น แม่ชีได้อธิบายแนวปฏิบัติให้ท่านอย่างละเอียดพิสดาร ไม่ปิดบังอำพราง เรียกเป็นภาษาอีสานโบราณว่า “ม้างกาย” “ม้าง” แปลว่า “ผ่า หรือแยกออกเป็นส่วน ๆ เป็นชิ้น ๆ” เหมือนการรื้อบ้าน หรือการถอดชิ้นส่วนต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ออกจากกันจนไม่เหลือความเป็นบ้านหรือคอมพิวเตอร์ พอรู้อุบายการปฏิบัติเท่านั้น หลวงปู่หลุยก็ทุ่มเทให้การปฏิบัติอย่างจริงจัง สุดท้ายท่านก็สำเร็จ จิตรวมพรึบเป็นสมาธิขึ้นฌาน […]

พระเอกพล วิสารโท (โค้ชเอก) ร่วมเสวนาเรื่องความสำคัญของการมีสมาธิและสติ ณ โรงละครแห่งชาติ

พระเอกพล วิสารโท กุนซือแห่งทีมหมูป่าอคาเดมี เชียงราย ร่วมเสวนาเปิดโลกสมาธิเพื่ออธิบาย และแสดงให้สังคมเห็นว่าประโยชน์ของการมีสติและสมาธิสามารถทำให้พ้นจากวิกฤติอันตรายได้     หลังจากผ่านเหตุการณ์ทีมหมูป่าติดถ้ำหลวงมาตั้งแต่ช่วงกรกฎาคม ทีมหมูป่านำโดยโค้ชเอกอุปสมบทและบรรพชาเป็นภิกษุและสามเณร ณ วัดพระธาตุดอยเวา จังหวัดเชียงราย โดยสามเณรมีกำหนดบวชเพียง 7 สัปดาห์ แต่พระเอกพล วิสารโท (โค้ชเอก) บวชต่อจนครบ 3 เดือน ตอนนี้สามเณรสึกแล้ว เหลือพระเอกพลที่ยังอยู่ในร่มเงาผ้ากาสาวพัสตร์     siampongsnews และหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ออนไลน์  รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561ที่ผ่านมา พระเอกพล วิสารโทเข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “เปิดโลกสมาธิ : บทเรียนทรงคุณค่าจาก 13 ชีวิตติดถ้ำหลวง”  จัดโดยกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม มีนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน ณ โรงละครแห่งชาติ กรุงเทพฯ จากเหตุการณ์ที่ประสบภัยธรรมชาติแต่รอดมาได้ เพราะการทำสมาธิและการมีสติ นายกรัฐมนตรีเห็นถึงประโยชน์ของสมาธิและสติ จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถอดบทเรียนให้เกี่ยวข้องกับการทำสมาธิและการมีสติ     […]

keyboard_arrow_up