“ดี ชั่ว…เราเลือกได้” สนทนาธรรมกับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

“คนดีได้ดีมีที่ไหน คนชั่วได้ดีมีถมไป” เป็นคำกล่าวที่ทำให้คนใฝ่ดีรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่มากก็น้อย ผนวกกับหลายเหตุการณ์ในปัจจุบันที่ทำให้คำกล่าวนี้ดูหนักแน่นขึ้นทุกที ถ้าเช่นนั้นเราควรเลือกยืนอยู่ฝ่ายใดกันแน่ ความดีหรือความชั่วร้าย… ดี ชั่ว คนที่ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดี เช่น คนที่ครั้งหนึ่งเคยติดยา หรือพวกเด็กแว๊น เขาจะต้องทำอย่างไรคะ ถ้าต้องการกลับตัวเป็นคนดี ถ้าเขาอยากเป็นคนดีจริงๆ สิ่งแรกที่จะเปลี่ยนแปลงคือจิตใจ แค่ความรู้สึกภายในใจเปลี่ยนเป็นใฝ่ดี เขาก็จะกลายเป็นคนดีทันทีเลย แม้ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลยนะ เพราะจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ถ้ามีจิตตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีแล้ว พฤติกรรมและวาจาก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีด้วย เรียกได้ว่าแค่ใจคิดจะเปลี่ยนขณะนั้นก็ได้เป็นคนดีเรียบร้อยแล้ว บางสังคมเรียกการกระทำแบบหนึ่งว่าเป็นความดี แต่อีกสังคมกลับมองว่าเป็นความชั่ว จริงๆ แล้วเราจะใช้เกณฑ์อะไรมาวัดคะ ยุคสมัยนี้คนที่ร่ำเรียนสูง มีงานดี มีเงิน มียศฐาบรรดาศักดิ์ มีบริวาร และมีชื่อเสียง มักจะถูกสังคมยกย่องว่าเป็นคนดีน่านับถือ แต่คนเหล่านี้อาจจะไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนที่น่านับถือในอีกหมื่นปีข้างหน้าก็ได้ ซึ่งหลักธรรมคำสอนได้อธิบายไว้ว่า ความจริงทุกสิ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ สมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ สมมุติสัจจะ คือ ความจริงโดยสมมุติ เป็นความจริงแบบชาวโลก แบบโลกียธรรม สามารถเกิดขึ้นได้ เปลี่ยนแปลงได้ ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับกาลสมัย ค่านิยม และวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น เช่น […]

เหตุเกิดเพราะอยากช่วยชาติ สนทนาธรรมกับ พระอาจารย์มานพ อุปสโม

มีคำกล่าวว่า “การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน” แล้วคนธรรมดาๆ ที่ยามว่างนอกจากจะชอบเข้าวัดแล้วยังชอบเข้าคอร์ส (ปฏิบัติธรรม) อย่างชาว Secret ล่ะ จะสามารถทำอะไรเพื่อชาติบ้านเมืองได้บ้าง… เราควรจะต้องเลือกสีเลือกข้างหรือจะอยู่แบบไร้สังกัดต่อไป ช่วยชาติ พระอาจารย์คะ ในฐานะที่เป็นคนธรรมดาๆ เราจะทำอะไรเพื่อชาติบ้านเมืองได้บ้างคะ ถ้าพูดถึงชาติบ้านเมือง “ความสามัคคี” ต้องมาก่อน ที่จริงสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประเทศชาติคือประชาชน ถ้าประชาชนมีความสุข ประเทศก็แข็งแรงและเข้มแข็ง ถ้าประชาชนมีความทุกข์ ประเทศก็สั่นคลอนอ่อนแอ เพราะฉะนั้นการช่วยชาติวิธีหนึ่งก็คือ การทำให้ตัวเองมีความสุขและสามัคคีกัน ซึ่งการที่บุคคลจะมีความสุขได้นั้นต้องเริ่มต้นด้วยการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมในที่นี้ หมายถึงการเจริญสติเหรอคะ อันนั้นก็ใช่ แต่เราควรหาโอกาสนั่งสมาธิ ดูกายดูจิตเป็นประจำด้วย การนั่งสมาธิคือการทำจิตให้นิ่ง อาจเริ่มจากการสวดมนต์ไหว้พระ แผ่เมตตาก็ได้ ความสามัคคีปรองดองเป็นสิ่งที่คนในชาติทุกคนต้องร่วมกันสร้าง ซึ่งเดี๋ยวนี้อาจสร้างยากกว่าสมัยก่อน ถ้าเป็นเมื่อก่อนการทะเลาะเบาะแว้งมักเป็นเรื่องของตัวบุคคล มีผู้นำไม่กี่คนที่แตกแยก แต่ทุกวันนี้เหตุปัจจัยของบ้านเมืองต่างออกไป ผู้นำที่มีความคิดไม่ลงรอยกัน ต่างฝ่ายต่างพยายามดึงประชาชนมาเป็นฐานเสียง ใช้จำนวนประชาชนในการต่อรองเรียกร้องผลประโยชน์ คนในสังคมจึงแตกแยกกันมาก เพราะฉะนั้นในฐานะประชาชน ขอเพียงเรารับผิดชอบหน้าที่ของตนให้ดี และรักษาความเป็นกลางให้มากๆ ไม่เข้าข้างนั้น ออกข้างนี้ ไม่เข้าไปแก่งแย่งอะไรกับใครทั้งสิ้น สักวันผู้ที่ขัดแย้งกันก็ต้องล้มหายตายจากไป แล้วความมั่นคงของชาติก็จะกลับมาเหมือนเดิม แต่คนที่เขายอมตัวไปเป็นฐานเสียงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เขาก็มั่นใจแล้วว่าสิ่งที่เขาทำคือสิ่งที่ถูกต้องนี่คะ คนเลือกเขาก็เลือกตามที่ใจชอบ ซึ่งเลือกแล้วอาจจะไม่สุขก็ได้หรือสิ่งที่คิดว่าถูกอาจไม่ถูกก็ได้ มันไม่แน่นอนและไม่ใช่สุขที่แท้จริง […]

วิธีป้องกันความเหงา สนทนาธรรมกับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

วิธีป้องกัน ความเหงา สนทนาธรรมกับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระอาจารย์ขา ความเหงา เกิดจากอะไรหรือคะ ความเหงาเกิดจากกิเลสตัวสำคัญคือโมหะ เป็นอวิชชาตัวหนึ่งที่ทำให้คนไม่รู้สึกตัว คนที่มีโมหะประกอบจะมีอาการเหม่อ ๆ เหงา ๆ คิดโน่นคิดนี่ เปล่าเปลี่ยว อ้างว้าง เหมือนเราอยู่คนเดียวในจักรวาล จิตใจจะหดหู่ลง ๆ โดยเฉพาะเวลานั่งดูพระอาทิตย์ตกดิน จิตจะตกไปกับพระอาทิตย์ เพราะมองด้วยความเหม่อ ไม่มีสติ พอมีโมหะแล้ว ตัวอื่น ๆ ก็จะเข้ามาร่วมแจมด้วย เป็นราคะบ้าง โทสะบ้าง ทำให้เกิดความขุ่นใจ คิดโน่นคิดนี่ บางครั้งก็อยากฆ่าตัวตาย เป็นความคิดปน ๆ เข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัว มีคำกล่าวว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” แสดงว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อเหงา ต้องอยู่กับกลุ่มกับพวกหรือเปล่าคะ คำกล่าวนี้เป็นศัพท์สมมติเฉย ๆ ว่ามนุษย์ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ ต้องอยู่กับกลุ่มกับพวก เพราะมนุษย์ยังมีกิเลส ยังเป็นผู้ที่มีสัญชาตญาณแห่งความหวาดกลัว จึงไม่สามารถอยู่ด้วยตัวเองได้ กลัว…แต่ไม่รู้ว่ากลัวอะไร รู้แต่ว่ากลัว…“ไม่รู้” จึงกลัว เพราะมีอวิชชาคลุมจิตอยู่ บางครั้งอาจารย์ถามว่า “กลัวความมืดหรือ” ไม่ใช่ “กลัวผีหรือ” […]

เกลียด! เกลียด! เกลียด! เกลียดเรื้อรัง ทำอย่างไรให้หาย

เกลียดเรื้อรัง ทำอย่างไรให้หาย สนทนาธรรมกับ ท่านเปสโลภิกขุ พระอาจารย์คะ ความเกลียดเกิดจากอะไรคะ ส่วนหนึ่งเกิดจากการตั้งจิตไว้ไม่ดี อาตมาเคยปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งยิ้มได้กับทุกเรื่อง คนชมว่าวัดสวย ท่านก็ยิ้ม คนบอกว่าไม่ศรัทธาวัดนี้ ท่านก็ยิ้ม อาตมาสงสัยมากถึงมากที่สุดว่าท่านทำได้ยังไง เรื่องที่เราหงุดหงิด แต่ท่านกลับยิ้มได้ ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ท่านสามารถรักษาอารมณ์แบบนี้ได้ตั้งแต่ตื่นยันหลับเลยทีเดียว เมื่อปฏิบัติธรรมไปนาน ๆ อาตมาจึงพบคำตอบ นั่นก็คือ “การตั้งจิตไว้ดี” ถ้าจิตใจของเราดี ไม่ว่าดีหรือร้ายมากระทบ มันก็ดีทั้งนั้น แต่ถ้าจิตใจของเราไม่ดี ได้ยินหรือเห็นอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมดแม้แต่เรื่องดี ๆ สำหรับคนที่เราไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่เรารู้สึกขวางหูขวางตา แสนจะเกลียดสิ่งที่เขาทำ เช่น นักการเมืองที่คดโกง นักธุรกิจที่เอาเปรียบลูกค้า ฯลฯ เราจะเมตตาหรือส่งความปรารถนาดีให้เขาได้อย่างไรกันคะ เมตตานักการเมืองผู้นั้นด้วยการไม่เลือกเขาเข้าไปบริหารบ้านเมืองอีก ส่งความปรารถนาดีให้นักธุรกิจผู้นั้นด้วยการไม่อุดหนุนกิจการของเขา เราไม่ได้ทำสิ่งนี้ด้วยความโกรธหรือเกลียดชัง แต่เราทำเพื่อให้เขาได้เรียนรู้ วันหนึ่งเขาอาจฉุกคิดได้ว่า เอ๊ะ! เราทำอะไรไม่ถูกต้องหรือเปล่า ประชาชนจึงไม่เลือกเรา หรือ เอ๊ะ! เราทำอะไรผิดหรือเปล่า ธุรกิจของเราจึงขาดทุน …ถ้าอย่างนั้นเราอธิษฐานจิตให้คนเหล่านี้สำนึกตัวหรือทำตัวดีขึ้นได้ไหมคะ อธิษฐานให้ตัวเองสำนึกตัวหรือทำตัวดีขึ้น มีโอกาสเป็นไปได้มากกว่า แล้วสำหรับคนที่เราแค้นมาก ๆ เช่น คนที่ฆ่าพ่อแม่ […]

อโหสิกรรม…ทำอย่างไรหนอ – สนทนาธรมกับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

อโหสิกรรม …ทำอย่างไรหนอ – สนทนาธรมกับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ “เจ็บแค้นเคืองโกรธโทษฉันไย ฉันทำอะไรให้เธอเคืองขุ่น” เคยมีสักช่วงเวลาในชีวิตไหมคะที่รู้สึกว่ากำลังโดนกระทำซ้ำเติมจากบุคคลรอบข้างเหลือเกิน ในทางพุทธเชื่อกันว่า ผู้ที่กระทำเรานั้นมักเป็นผู้ที่มีกรรมเกี่ยวข้องกันมา หรือเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเรา ถามใครต่อใครว่าควรจะทำอย่างไร ส่วนใหญ่มักตอบว่าให้ไปขออโหสิกรรมเขาซะ…ฟังแล้วหลายคนอาจจะงง ขออโหสิกรรมคืออะไรกันหนอ…จึงรีบรี่ไปถามพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ เพื่อให้หายข้องใจ การขอ อโหสิกรรม ต่างจากการขอโทษอย่างไรคะ ไม่ต่างกัน ความหมายเหมือนขอโทษนั่นแหละ แต่สาระของคำนี้คือ เมื่อเราพลาดพลั้งทำไม่ดีลงไปและสำนึกได้แล้วจะทำอย่างไรให้อีกฝ่ายเขาให้อภัยหรือยกโทษให้ เราจะต้องกล้ารับผิดชอบต่อการกระทำที่ตัวเองเคยทำมาทั้งหมด ไม่ว่ากับใครที่ไหน ด้วยการแสดงออกทางกาย วาจา หรือจิตอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อขอขมาบรรดาทุกสรรพสิ่งที่เราได้ล่วงเกินในสังสารวัฏ โดยบอกเขาว่า เราจะไม่ทำผิดอีกแล้ว ขอเป็นชาติสุดท้าย และจะอยู่ในเส้นทางของคุณงามความดีจากนี้เป็นต้นไป คนส่วนมากเวลาเกิดอะไรขึ้นในชีวิต มักคิดว่าเป็นเพราะเจ้ากรรมนายเวร ดังนั้นถ้าเราขออโหสิกรรมเขาแล้ว เท่ากับขอโทษแล้ว ถือว่าจบได้ไหมคะ ก็ต้องลองถามเขาดูนะ อย่ามาถามอาจารย์…สมมุติเราไปตบหน้านาย ข. แล้วมาถามอาจารย์ว่านาย ข.จะยกโทษให้หนูไหม อาจารย์คงตอบให้ไม่ได้หรอก (หัวเราะ) สาระไม่ได้อยู่ที่ว่าเขายกโทษให้หรือไม่ยกโทษให้ สาระคือเราได้ขออโหสิขอโทษเขาแล้ว เราได้ทำในสิ่งที่สมควรทำคือขอขมา คุณธรรมที่เกิดขึ้นในใจบ่งบอกว่าสิ่งที่กระทำล่วงไปนั้นไม่ดี แต่ดันทำไปแล้ว สิ่งที่ทำได้ดีที่สุด ณ ปัจจุบันคือ “ขอโทษ” […]

สนทนาธรรมร่วมสมัย ระหว่าง “พระนักเผยแผ่รุ่นใหม่” และ “ลูกศิษย์สุดแนว”

ฉบับนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระวิปัสสนาจารย์ผู้มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ได้มาให้ความรู้ทางธรรมและตอบข้อสงสัยที่หลายคนอยากรู้โดยมีลูกศิษย์สุดแนว ป๊อด – ธนชัย อุชชิน เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ตั้งคำถามสุดจี๊ด พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทั้งทางโลกและทางธรรมกับพระอาจารย์ ก่อนการสนทนาธรรม Secret ได้ซักถามถึงความเป็นมาในการทำงานร่วมกันทั้งทางโลกและทางธรรมระหว่างพระอาจารย์และลูกศิษย์ ย้อนไปเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว คุณป๊อดและพระอาจารย์พบกันได้อย่างไรคะ พระอาจารย์นวลจันทร์ : เจอกันครั้งแรกที่สถานที่ประสูติพระพุทธเจ้า ประเทศเนปาล เมื่อก่อนอาจารย์ก็แทบไม่รู้จักป๊อดเลย แต่เคยได้ยินชื่อบ้าง เพราะเราเป็นพระสายปฏิบัติความเคลื่อนไหวทางโลกหายไป ช่วงที่อาจารย์พาคณะลูกศิษย์ไปอินเดีย และเดินทางไปที่เมืองลุมพินี ในประเทศเนปาลได้มาเจอป๊อดที่ที่พักโดยบังเอิญ หนึ่งในลูกศิษย์ที่ไปด้วยกันเป็นรุ่นพี่ของป๊อดที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ จึงชวนป๊อดมารู้จักพระอาจารย์ ป๊อด : ครับ รุ่นพี่คนนั้นชื่อ พี่ใหญ่ เจอกันโดยบังเอิญที่ที่พัก พี่เขาชวนมากราบพระอาจารย์ ผมก็เข้าไปกราบท่านพอได้เจอท่าน ท่านก็ชวนคุย แล้วพี่ใหญ่ก็แนะนำว่า “คนนี้ชื่อป๊อด เป็นนักร้องที่เรานำเพลงเขามาใช้ในคอร์สปฏิบัติธรรมครับ” ผมดีใจมาก ไม่น่าเชื่อว่าเพลงของเรานำไปใช้ในสถาน-ปฏิบัติธรรมได้ด้วย จากนั้นท่านได้มอบหนังสือที่ท่านเขียนให้ผมนี่เป็นครั้งแรกที่พบท่านครับ วันนั้นคุณป๊อดก็ได้รู้ว่าตัวเองเกิดวันเดียวกับพระอาจารย์ด้วย ป๊อด : วันนั้นอยู่ ๆ พระอาจารย์ก็ถามว่าผมเกิดวันที่เท่าไหร่เดือนอะไร ปีอะไร ผมตอบไปว่า 24 พฤษภาคม 2514 ท่านก็ว่า “อ้าว ตรงกับอาตมาเลย” เลยได้รู้ว่าเกิดวันเดียวกับท่าน คุณป๊อดเข้ามาช่วยงานพระอาจารย์ได้อย่างไรคะ ป๊อด : หลังจากนั้น คุณจอม (ปรียวิศว์ โยธีพิทักษ์) ลูกศิษย์ท่านก็โทร.มาหา บอกว่าพระอาจารย์เชิญไปแลกเปลี่ยนมุมมองในคอร์สปฏิบัติธรรมของท่าน และให้เอากีตาร์มาเล่นดนตรีด้วยปกติผมเล่นคอนเสิร์ตให้คนสนุก กระโดดตัวลอย เฮฮาครั้งนั้นเล่นให้ผู้ชมที่ใส่ชุดขาว นั่งกับพื้นดู และทุกคนดูสงบถือเป็นมิติใหม่ในการแสดงดนตรีของผมมาก (หัวเราะ) พระอาจารย์ให้คุณป๊อดมาช่วยงานด้านไหนคะ พระอาจารย์นวลจันทร์ : จริง ๆ แล้วเขาก็เหมือนเทศน์กัณฑ์บทเพลง บทธรรม ถ้าฟังดี ๆ ก็เหมือนเทศน์กัณฑ์หนึ่งเลยนะคนทั่วไปอาจไม่ได้สนใจหรือตรึกตรองตรงนี้เท่าไร แต่พอทีมงานนำเพลงมาใช้ในหลักสูตรปฏิบัติธรรม เราเอาเพลงเขามาทำเป็นสื่อการสอน เช่น เพลง “มา” ที่มีเนื้อร้องว่า “ทุกอย่างแล้วก็ว่างเปล่า ทุกสิ่งเพียงแค่ชั่วคราว เมื่อเห็นทุกข์ในเรื่องราวและรู้ว่าทุกสิ่งต้องปวดร้าว” นี่เป็นหลักธรรมตั้งแต่ไตรลักษณ์หลักอริยสัจ เชื่อมโยงไปถึงวงจรปฏิจจสมุปบาท จึงมองว่าน่าจะมาทำงานเผยแผ่ธรรมะร่วมกันได้ เพื่อเสริมให้คนทั่วไปเห็นว่าธรรมะแฝงอยู่ทั่วไป ทั่วทุกอณูในชีวิต และทุกอย่างในโลก ในฐานะศิลปินเขาก็แฝงบทธรรมเหล่านี้ไว้ จึงขอให้เขามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ทางธรรมด้วยกัน เพราะฉะนั้นเวลามีคอร์สปฏิบัติธรรมจึงเชิญเขามาเสริมด้านเนื้อธรรม แก่นธรรม โดยเฉพาะหลัง ๆ มีคนรุ่นใหม่มาเข้าคอร์สกันมาก ถ้าเขาได้ฟังบทเพลงธรรมะประกอบก็จะปรุงจิตให้อ่อนโยน นี่แค่เพลงเดียวเองนะ เพลง “มา” ที่พระอาจารย์พูดถึงนี้ คุณป๊อดได้แรงบันดาลใจในการเขียนมาจากไหนคะ ป๊อด : หลังจากผมบวชประมาณ 4 เดือนครึ่ง เมื่อกลับมาเป็นฆราวาสก็ตรึกตรองดูว่าเราเข้าใจอะไรที่พระพุทธเจ้าทรงสอนบ้าง จึงได้เขียนเพลง “มา” ซึ่งผมซ่อนความหมายในเนื้อเพลงไว้ว่า “(พระพุทธเจ้า) มาทำให้ฉันมีความสุข ในโลกที่ไม่เคยหยุด และไม่เคยรู้มาก่อน มาทำให้ฉันมองดูใหม่ ลึกลงไปในจิตใจ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” ผมซ่อนความหมายนี้เอาไว้เนียน ๆ เพราะจริง ๆ แล้วเราแต่งเพื่อบอกตัวเอง ยังไม่ได้อยู่ในจุดที่จะไปสอนใคร เราแค่เข้าใจอะไรก็เขียนเป็นเพลง เพื่อสอนใจตัวเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพลง “มา” “ตาสว่าง” หรือเพลงอื่น ๆ ผมเพียงคิดว่าหากเพลงนี้ไปตรงกับชีวิตใคร แล้วทำให้เขาตาสว่างขึ้นด้วยนับเป็นเรื่องดี จนกระทั่งลูกศิษย์พระอาจารย์มาถอดรหัสและนำไปใช้ ซึ่งผมก็ดีใจที่สุดท้ายแล้วมันเป็นประโยชน์ต่อคนที่มาปฏิบัติธรรม การสนทนาธรรม ป๊อด : ในฐานะที่ผมเป็นคนทำงานในวงการบันเทิงมักได้ยินคำถามที่ว่า คนที่ทำอาชีพแบบนี้ คือในวงการบันเทิง ทั้งนักร้อง นักแสดง ทำให้คนเกิดกิเลส ผิดศีล พระอาจารย์เห็นอย่างไรครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ลองตัดคำว่า “อาชีพแบบนี้” ออกไปก่อน และมองว่าอกุศล กาม หรือแม้แต่โทสะ หรือกิเลสอื่น ๆ ล้วนเกิดขึ้นที่ ใจเรา ไม่ได้เกิดขึ้นที่การเป็นนักร้องนักแสดง สิ่งสวยงามในโลกนี้ไม่ใช่กาม ทุกอย่างเป็นกลาง ๆและเป็นอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าจึงให้เราเน้นดูที่ “ข้างใน”เพราะเรายังต้องอยู่กับโลก ต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ คนส่วนมากมองว่า การละเล่น การแสดง การละครทำให้คนเกิดกิเลส เกิดอกุศล ถ้าตอบว่า “ใช่” แล้วอาชีพอื่นและสิ่งอื่น ๆ ในโลกนี้ล่ะ ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดกิเลส เกิดอกุศลเลยหรือ นอกจากนักร้อง นักดนตรี และนักแสดงแล้วสิ่งอื่น ๆ คุณไม่เคยมองเห็นโทษเลยใช่ไหม เช่น การช็อปปิ้งการกิน ไม่เป็นกิเลสเลยหรือ จริง ๆ แล้วทุกอย่างเหมือนกันหมด พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราดูเจตนาข้างใน แม้แต่ผู้ที่ทำอาชีพบันเทิงก็ต้องดูว่ามีจุดมุ่งหมาย ความตั้งใจจะสื่ออะไรให้ผู้ชม ผู้ฟัง มีเจตนาที่จะมอมเมาหรือยั่วให้คนที่ยังไม่เกิดโลภะให้มีโลภะ หรือที่ยังไม่เกิดโทสะก็ทำให้เกิดโทสะ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ชัดเจนว่าเป็นอกุศล ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามีเจตจำนงสนับสนุนให้เกิดการตื่น ตาสว่าง เกิดปัญญา เข้าใจชีวิต เข้าใจสัจธรรมว่า ทุกสิ่งเพียงชั่วคราว ทุกอย่างแล้วว่างเปล่า หากเป็นเช่นนี้ตอบได้เลยว่าไม่ผิดศีล เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่าเรามีเจตนาเช่นไร   ป๊อด : พระอาจารย์มีคำแนะนำในการปฏิบัติธรรมสำหรับคนในวงการบันเทิงหรือทำงานกลางคืนอย่างไรบ้างครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : อาจารย์พูดเสมอว่า การปฏิบัติธรรมไม่มีกลางวัน ไม่มีกลางคืน ทำอะไรก็ทำไป แต่ไม่ไปจากธรรม ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าทำอะไร แต่อยู่ที่ว่ามีธรรมอยู่หรือเปล่าถ้าธรรมไม่อยู่แล้วก็ไม่น่าทำ เพราะธรรมไม่อยู่แล้วจะเป็นกรรม ถ้ายังเลิกทำอาชีพแบบนี้ไม่ได้ก็ให้มีธรรมประจำใจ เช่นสมาธิ สติ หรือกุศลอื่น ๆ โดยเฉพาะธรรมภาคปฏิบัติ เช่นการกลับมาดูลมหายใจเป็นช่วง ๆ ในระหว่างการทำงาน ทั้งกลางวันและกลางคืน หรือทำอาชีพอะไรก็ตาม แม้จะไม่ได้บริสุทธิ์ทั้งหมด แต่ช่วงเวลาที่กลับมาอยู่กับลมหายใจ จิตก็มีที่ตั้ง มีสติ มีสมาธิ เรียกว่า ธรรมยังประกบอยู่กับโลก ต่อให้อาชีพนั้นเป็นบาป เป็นอกุศล แต่ถ้าคุณไม่ได้เอาจิตไปอยู่กับงานตรงนั้นทุกวินาที ทุกนาที หรือทุกชั่วโมง โดยมีบางช่วงที่ถอนจิต ถอนความรู้สึกให้มาอยู่กับกุศล ให้ใจสงบ ร่มเย็นธรรมก็ยังมีส่วนร่วมกับโลก เมื่อธรรมอยู่กับโลก ธรรมก็คุ้มครองโลก ป๊อด : การปฏิบัติเช่นนี้น่าจะเหมาะกับทุกคนทุกอาชีพใช่ไหมครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ส่วนมากจะเน้นอาชีพที่ล่อแหลมเมื่อเรายังไม่หลุดพ้นและยังต้องอยู่ในโลก ก็ไม่ควรหนีไปจากโลก แต่ขอแค่ให้ธรรมได้มีส่วนร่วมอยู่ในชีวิตของคุณ ขอให้ธรรมมีส่วนแทรก แหวก เจาะ ทะลุทะลวง แทรกเข้าไปในเวลาที่คุณประกอบกิจนั้น ๆ ให้ธรรมะภาคปฏิบัติ เช่น การดูลมหายใจชะแว้บเข้ามา ในช่วงที่อยู่กับลมหายใจจะไม่มีความคิดคำนึงถึงใคร ไม่มีเหตุการณ์ ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่จิตจะว่าง ว่างจากอารมณ์ ว่างจากโลภะ โทสะ โมหะ ว่างจากอกุศล ว่างจากกิเลส เมื่อจิตกลับมาอยู่กับกุศลได้มากเท่าไหร่ ก็จะลดปริมาณของการเกิดอกุศลได้มากขึ้นเท่านั้น ป๊อด : ถ้ายกตัวอย่างคนทำอาชีพโฆษณาล่ะครับบางครั้งต้องโกหก อวดอ้างสรรพคุณสินค้าการกระทำแบบนี้เป็นบาปหรือเปล่า พระอาจารย์นวลจันทร์ : แค่ “บางครั้ง” ดีแล้ว น่าอนุโมทนาแต่ถ้าไม่ใช่บางครั้ง แล้วเป็นทุกครั้ง อันนี้ไม่น่าอนุโมทนาเมื่อเรายังอยู่ในโลกิยะ อยู่ในวงการธุรกิจ วงการตลาดที่ต้องใช้กิเลสมาปรุงแต่งย้อมจิต ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าถามว่าบาปไหม ก็ตอบว่าเป็นบาปแน่นอน แต่ไหน ๆ จะบาปแล้วก็ต้องมีความฉลาด หรือเรียกว่าการบริหารจัดการ ต้องฉลาดในการทำบาป คือนาน ๆ ทำที ไม่ได้ทำถี่ ๆ หากทำเพียงบางครั้งก็ถูกต้องแล้ว น่าอนุโมทนา ป๊อด : การทำบาปที่พระอาจารย์กล่าวถึงนี้ คือผิดศีลข้อ 4 ใช่ไหมครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ถ้าทำงานอยู่ในวงการโฆษณา รักษาศีลข้อ 4 หรือข้อมุสายากมาก คุณก็ไม่ต้องสมาทานศีลข้อนี้เลยแต่อีกสี่ข้อก็ต้องรักษาอย่าให้ขาด ต้องรักษาไว้ให้ได้มากที่สุดความผิดพลาด ความบกพร่องมีอยู่หนึ่ง แต่ส่วนที่ดีมีประโยชน์มีอีกสี่ เราควรมามองที่สี่ข้อที่เหลืออยู่ ต้องรักษาไว้ให้ดี ป๊อด : ตอนนี้ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยห่วงว่าวัยรุ่นส่วนใหญ่มองว่าธรรมะเป็นเรื่องของคนสูงอายุเป็นเรื่องเชย พระอาจารย์มีกลยุทธ์อย่างไรให้เด็กวัยรุ่นหันมาสนใจธรรมะ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ง่ายนิดเดียว กลยุทธ์อยู่ที่ “การนำเสนอ” ต้องให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่ ธรรมะเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วแต่หลายคนไม่เข้าหาธรรมะเพราะรูปแบบการนำเสนอไม่น่าสนใจ ไม่ถูกจริต ไม่เร้าใจ จึงไม่มีโอกาสเรียนรู้แก่นธรรมถ้าเราหวังให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจธรรมะ อาจลองเปลี่ยนจากฟังพระเทศน์มาฟังเพลงธรรมะบ้างก็ได้ ป๊อด : พระอาจารย์ใช้วิธีการไหนในการนำเสนอธรรมะครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : หลักของอาจารย์อยู่ที่กลุ่มผู้ฟังหรือผู้รับ สมมุตินั่งฟังกันอยู่ แล้วเริ่มเห็นว่าบรรยากาศไม่ไหวแล้วก็พาเขาเปลี่ยนกิจกรรมไปทำอย่างอื่นบ้าง จริง ๆ แล้วอาจารย์ก็ดำเนินตามรอยพุทธจริยา พระพุทธเจ้าทรงมองดูกลุ่มผู้รับเป็นหลักเสมอ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับเขาเอง ไม่ใช่ว่าเราให้ในสิ่งที่เราอยากจะให้ แต่ควรคำนึงว่าเขาต้องการอะไรต้องมีศิลปะในการให้ คนรุ่นใหม่ไม่อยากเข้าวัด ต้องถามว่าวัดน่าเข้าไหมมีอะไรที่เด็กสนใจไหม จะไปโทษเด็กฝ่ายเดียวไม่ได้ เราต้องมองตัวเองด้วย แต่ตอนนี้ก็มีนิมิตหมายอันดี น่าอนุโมทนาที่มีนักเผยแผ่รุ่นใหม่หลายท่านปรุงวิธีการนำเสนอธรรมะได้อย่างลงตัว หากเขาไม่ได้สนใจพระ ไม่เข้าหาพระ เราก็ไม่ต้องเอาพระไปหาเขา หรือถ้าไม่อยากไปวัด ก็ไม่ต้องไปวัด สมัยนี้จึงมีสวนธรรม มีบ้านปฏิบัติธรรม อย่างน้อยคนที่รู้สึกไม่ดีกับวัดและพระก็ไปปฏิบัติธรรมได้ ตอนนี้ก็มีประยุกต์จัดบ้านจัดสวน จัดบรรยากาศโรงหนัง โรงละครในการเสนอธรรมะอย่างการจัดงานวัดลอยฟ้าที่สยามพารากอนที่ผ่านมา ทำให้คนได้ความรู้ทั้งทางโลกทางธรรม โลกไม่ช้ำ ธรรมไม่เสียตอนหลังก็มีการนำเสนอช็อปปิ้งบุญ ธนาคารออมศีล กิจกรรมเหล่านี้ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ทั้งสิ้น ป๊อด : เรื่องวัยรุ่นชอบยกพวกตีกันก็เป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง เรื่องนี้พระอาจารย์มีคำแนะนำอย่างไรครับ และทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดทุกยุคทุกสมัย พระอาจารย์นวลจันทร์ : จริง ๆ แล้วเกิดจากการปลูกฝังจากผู้ใหญ่และการเห็นชอบตามกันรุ่นต่อรุ่น เรียกได้ว่าเป็นวงจรที่สืบต่อกันมา เช่น เด็กรุ่นใหม่เห็นว่ารุ่นพี่ทำอะไรกันมาก็โอ้โห ฮีโร่ สุดยอด ซึ่งที่จริงแล้วการนำเสนอและการป้อนข้อมูลก็สำคัญ หากมีการให้ข้อมูลที่ไม่ดี แต่นำเสนอว่าดี เด็กรุ่นใหม่ไปเห็นก็กลายเป็นว่าข้อมูลที่ไม่ดีกลับเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่พึงกระทำ น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เช่น ถ้าเข้าอาชีวศึกษา ไม่ยกพวกตีกันเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นว่าเขามองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องดี ป๊อด : ผมเคยพูดในคอนเสิร์ตเวลาที่มีการตีกันว่า “ยุคนี้ยังตีกันอีกเหรอ เชยมาก” เขาจะรู้สึกอายว่าสิ่งที่เขาทำมันเชยเพราะอาจเคยคิดว่าทำแล้วเท่ แต่พอเราบอกไปว่ามันไม่ใช่ของเท่เลยนะ เขาเลยหยุดตีกัน พระอาจารย์นวลจันทร์ : วิธีที่ป๊อดพูดคือการป้อนข้อมูลใหม่ซึ่งเป็นคำตอบของปัญหานี้ได้ เราต้องสร้างค่านิยมใหม่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปี ยี่สิบปี หรืออาจเป็นร้อยปี แต่เราต้องสร้างค่านิยมที่ว่าอย่าตีกันเลย เชยแล้ว ซึ่งเราต้องหาทางออกให้เขาด้วย ถ้าเราไม่บอกทางออก ไม่บอกวิธีทำ แต่ไปโทษเขาว่าไม่ดี ๆ แล้วดีคืออย่างไรล่ะ มีใครบอกไหมว่าดีคืออย่างไร ทำแบบไหน ไม่เห็นมีใครบอกเลย ป๊อด : อีกคำถามที่น่าสนใจคือ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่เรียกร้องและไม่คาดหวังกับความสัมพันธ์บาปไหม ในเมื่อใคร ๆ ก็ทำกัน พระอาจารย์นวลจันทร์ : ประเด็นนี้ดี ที่ว่า “เมื่อใคร ๆ ก็ทำกัน”ถามว่า เมื่อใคร ๆ ทำกัน แล้วเราต้องทำตามหรือ ไฉนเราต้องทำตามใคร ๆ เพราะเห็นใคร ๆ เขาทำ เราจึงต้องทำหรือ ทำไมไม่เป็นตัวของตัวเองบ้าง ถ้าสิ่งที่ใคร ๆ ทำกันไม่ใช่สิ่งที่เป็นธรรม จะทำอย่างไร กลายเป็นว่าเราต้องทำในสิ่งที่ไม่เป็นธรรมเหมือนที่ใครเขาทำกันน่ะสิ ฉลาดนักเหรอ เช่นเราเห็นคนโดดลงนรกไปเป็นหมื่นเป็นล้าน เรายังจะกระโดดลงไป อย่างนี้ฉลาดนักหรือ ป๊อด : พระอาจารย์มีคำแนะนำสำหรับคนที่กิเลสหนา ทั้งโลภ โกรธ หลง ให้มีดวงตาเห็นธรรมได้อย่างไรครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : คนเรามีกิเลสเท่ากันหมดนั่นแหละทุกคนกิเลสหนา ปัญญาทึบ ที่เรากลับมาเกิดเป็นปุถุชนอีกเพราะไม่มีใครกิเลสบางกว่าใครหรอก ตามพุทธวิธี ท่านจึงประทานหลักปฏิบัติมาให้ คือ มรรคมีองค์ 8 เป็นธรรมนูญชีวิต เอามรรคทั้ง 8 ไปใช้ ไปสวมชีวิต แจกแจงและน้อมนำมาใช้ทีละข้อ เอามาใช้จริงในชีวิตประจำวัน น้อมนำมาใช้เท่าที่จะใช้ได้ บางวันอาจไม่ครบทั้ง 8 องค์ บางครั้งอาจนำมาใช้แค่ข้อใดข้อหนึ่ง แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้ปฏิบัติตามพระศาสดา เพราะเมื่อปฏิบัติตามหลักมรรคแล้ว จะกลายเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจด พ้นจากกิเลส หากบางคนไม่เข้าใจเรื่องมรรคมีองค์ 8 ก็ลองฟังแบบเป็นคีตะก็ได้ ลองให้ป๊อดเล่าประสบการณ์ที่ถ่ายทอดเรื่องมรรคมีองค์ 8 ออกมาเป็นเพลงให้ฟัง ป๊อด : พอดี พี่เอก – ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ทำโปรเจ็กต์“ด้วงแมงแสดงธรรม” โดยน้อมนำธรรมะ เช่น บทปฏิจจสมุปบาทและมรรคมีองค์ 8 มาแจกแจงให้อยู่ในท่วงทำนองเพลง ผมในฐานะนักร้องก็ต้องอ่านบทมรรคมีองค์ 8 ทั้งหมด ต้องทำความเข้าใจแต่ละประโยค เรียกว่าเริ่มจากผู้ส่งสารต้องซึมซับความหมายก่อนเลย และเชื่อว่าสารนี้จะเข้าไปแทรกอยู่ในสมองของคนฟัง หลังจากดูโชว์แล้วบางคนอาจนำมรรคไปใช้ อย่างน้อยถือเป็นการซึมซับโดยใช้ดนตรีเป็นพาหนะในการสื่อสาร โดยนำโอวาทของพระพุทธเจ้ามาสื่อถึงปุถุชน โปรเจ็กต์ด้วงแมงแสดงธรรมถือเป็นไอเดียหนึ่งในการนำเสนออย่างที่พระอาจารย์กล่าวมาครับ เมื่อผมได้มาถ่ายทอดเพลงนี้ ทำให้คิดถึงมรรคมีองค์ 8ได้คล่องขึ้น และได้เห็นความสัมพันธ์ของศีล 5 และมรรคมีองค์ 8 ว่ามีความทับซ้อนกันอยู่ ก่อนหน้านี้เราอาจมองแยกกันแต่เมื่อเข้าใจแล้วจะรู้ว่ามรรคมีองค์ 8 ก็คือศีล 5 ที่นำมาขยายความอีก เช่น ข้อมุสาของศีล 5 ขยายได้ไปถึงการไม่พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ ซึ่งทำให้เราเข้าใจละเอียดยิ่งขึ้น ป๊อด : โปรเจ็กต์ด้วงแมงแสดงธรรม อาจารย์คิดไว้นานหรือยังครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ไม่ได้คิดอะไรเลย (หัวเราะ) ไม่ได้คิดอะไรล่วงหน้าไว้ก่อนเลยนะ ทุกอย่างมาตามเหตุ ตามปัจจัย ตามความลงตัวเป็นธรรมะจัดสรร แม้แต่คนที่มาร่วมก็ไม่ได้คิดว่าวันนี้จะไปเจอใคร ที่ไหนทุกอย่างเป็นความประจวบเหมาะพอดี […]

Dhamma Daily : ถ้าพบเห็นพระทำผิดพระวินัย…จะทำอย่างไรดี

Dhamma Daily : ถ้าพบเห็นพระทำ ผิดพระวินัย …จะทำอย่างไรดี ปัญหาธรรมประจำวันนี้ พระอาจารย์นวลจันทร์คะ พระอาจารย์คะ ถ้าเราพบเห็นพระทำ ผิดพระวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ เราควรแก้ปัญหานี้อย่างไรคะ ถาม: พระอาจารย์คะ ถ้าเราพบเห็นพระทำผิดพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ เราควรแก้ปัญหานี้อย่างไรคะ   ตอบ: พระทำผิดก็อย่าไปทำผิดตามพระสิ ท่านทำผิดก็เป็นเรื่องของท่าน ไม่ใช่เรื่องของเรา…ใครทำกรรมอะไรไว้ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น สมมติว่าท่านทำผิดวินัยแล้วต้องตกนรก เราจะโดดลงนรกตามท่านไปทำไม จริงๆ แล้ว การไม่แก้ปัญหาก็เป็นวิธีหนึ่งในการแก้ปัญหานะ เพราะปัญหาบางอย่างแก้ไขกันเดี๋ยวนั้นไม่ได้ แก้ไปเดี๋ยวก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม บางเรื่องต้องใช้เวลา หรือไม่ก็ต้องให้คนที่สร้างปัญหาแก้ปัญหานั้นได้ด้วยตัวของเขาเอง ถ้าคนทำเป็นคนแก้ ปัญหาจะยิ่งแก้ได้ง่ายและไวขึ้น แต่ถ้าคนอื่นไปแก้ให้ เรื่องจะเยอะเลย ในเมื่อพระเป็นคนกำมือ ให้พระเป็นคนแบเองง่ายไหม…ง่ายนะ แต่ถ้าท่านกำแล้ว ทุกคนพยายามจะไปทำให้มันแบ ยากไหม…ยากมาก อย่างในสมัยพุทธกาล พระในเมืองหนึ่งอยู่กันอย่างสุขสบาย มีญาติโยมอุปัฏฐากเป็นอย่างดี ต่อมามีกรณีพิพาทเกิดขึ้น ทะเลาะกันใหญ่โต พระพุทธเจ้าทรงห้ามก็ไม่มีใครฟัง จึงทรงตัดสินใจปลีกวิเวกเข้าไปอยู่ในป่าไง พอพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปอยู่ในป่า ชาวบ้านก็ถามพระว่าพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่ไหน พระก็ตอบว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในป่า สืบสาวราวเรื่องไปจึงทราบว่าพระพุทธเจ้าทรงหนีไปอยู่ป่าเพราะพระมัวแต่ทะเลาะกัน สักพักชาวบ้านจึงเริ่มไม่ใส่บาตร ไม่บำรุงในเรื่องปัจจัยสี่ พระก็เลยเริ่มอดนานๆ เข้าจึงคิดได้ว่า […]

เมื่อขุนหลวงนารายณ์ทรงมีความสงสัยเรื่อง กฎแห่งกรรม

เมื่อขุนหลวงนารายณ์ทรงมีความสงสัยเรื่อง กฎแห่งกรรม   นอกจากทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงสนพระทัยในฝ่ายอาณาจักรแล้ว ยังสนพระทัยในฝ่ายศาสนจักรด้วย มีหลักฐานปรากฏเป็นเอกสารว่า ขุนหลวงนารายณ์ทรงสนพระทัยในคำสอนของพระพุทธศาสนา และมีพระประสงค์ทราบความกระจ่างในหลักธรรมนั้น ๆ เช่น ทรงมีความสงสัยเรื่อง กฎแห่งกรรม พระองค์ทรงตั้งพระราชปุจฉา (คำถาม) ต่อพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่หลายกระทู้ ดังปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์เรื่อง “ประชุมพระราชปุจฉา” (เป็นเอกสารที่รวบรวม พระราชปุจฉาของพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์) แต่มีพระราชปุจฉาประการหนึ่ง ที่สามารถสร้างความกระจ่าง ในความเชื่อเรื่อง กฎแห่งกรรม ของชาวพุทธได้ ประชุมพระราชปุจฉา ถือได้ว่าเป็นวรรณกรรมพุทธศาสนาที่ทรงคุณค่า แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถทางพระพุทธศาสนาของพระมหากษัตริย์ไทย     สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงตั้งพระราชปุจฉาถึงสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์กับพระธรรมไตรโลกว่า “ มีชายคนหนึ่งเข้าไปในป่า แล้วต้องเจอภัยจากช้างและเสือ ชายผู้นั้นปลงว่า ถ้าหากมีกรรมต่อช้างและเสือก็จะต้องถูกช้างและเสือทำร้าย แต่ถ้าหากไม่มีกรรมกับช้างและเสือ สัตว์นั้นก็จะไม่ทำร้าย พอชายผู้นั้นเข้าไปปะทะกับช้างและเสือ จึงถูกช้างและเสือทำร้ายจนตาย หากเป็นเช่นนี้แสดงว่าชายผู้นี้มีกรรมหรือไม่มีกรรมกับช้างและเสือกันแน่ ”   สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์จึงวิสัชนา (ตอบ) ว่า “ หากจะตอบเรื่องกรรมนั้น ไม่สามารถพิจารณาได้จากชาติปัจจุบัน มันต้องพิจารณาเรื่องกรรมที่ทำมาแต่อดีตชาติ ดังตัวอย่างที่ว่า ชายใดอย่ากล้าหาญ อย่าขี้ขลาด และอย่าประมาทเกินไป ต้องมีสติคอยระวัง […]

Dhamm Daily : ถ้าเรามีแฟนอยู่แล้วแต่ไปคุยกับผู้ชายคนอื่นแบบเพื่อนให้คำปรึกษา ผิดศีล ไหมคะ

ปัญหาธรรมประจำวันนี้:ถ้าเรามีแฟนอยู่แล้ว แต่ไปคุยกับผู้ชายคนอื่นแบบเพื่อนให้คำปรึกษา ผิดศีลไหมคะ

ถาม: ถ้าเรามีแฟนอยู่แล้ว แต่ไปคุยกับผู้ชายคนอื่นแบบเพื่อน

ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : จัดการ ความเหงา ให้หมดไปอย่างไรดี

ยิ่งเข้าใกล้ช่วงปีใหม่ ความเหงา ก็ยิ่งเกาะกุมใจใครต่อใครหลายคน บ้างก็ว่าเป็นเพราะอากาศหนาว บ้างก็บอกว่าเหงาเพราะไร้คนข้างกาย แล้วถ้าเหงาต้องทำไงเรามีคำตอบ

keyboard_arrow_up