“สมาธิแก้ได้ทุกปัญหา” ธรรมะจาก พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

“สมาธิแก้ได้ทุกปัญหา” ธรรมะจาก พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) เมื่อสติมีพลังแก่กล้าขึ้น มีสัมปชัญญะ ความรู้พร้อมมันก็กลายเป็นปัญญา… ตัวอย่างเช่น ท่านอาจอง (ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา) ไปเรียนวิศวะระดับปริญญาเอก เขาให้วิจัยงานชนิดหนึ่ง ให้ทุนมา 30 ล้านต่อนักศึกษา 20 คน ใช้เงินเขาหมดไป 20 ล้าน มันยังไม่สำเร็จ ท่านอาจองก็ขึ้นไปบนภูเขา ไปนั่งสมาธิ พอนั่งสมาธิไปก็ได้นิมิตเห็นเครื่องมือที่จะสร้าง พอสร้างเสร็จแล้วไปติดเข้ากับจรวดจะไปลงดวงจันทร์ พอติดเครื่องเข้ามันระเบิด ใช้ไม่ได้ หนีไปอีก ทีนี้ก็ไปได้นิมิตขึ้นมา ทีนี้มีบทเรียนแล้วก็พิจารณาดูให้มันรอบคอบ เขียนแผนผังเอาไว้เรียบร้อย พอกลับลงมาก็สร้าง พอสร้างเสร็จ ไปติดเครื่องเข้า เปิดเครื่องเอาไว้ตลอด 24 ชั่วโมงมันก็ไม่ระเบิด พอเสร็จแล้ว เขาก็รับรองว่าใช้ได้ เขาสั่งให้สร้างให้เขา 5 อัน แต่ละอันราคาเป็นล้าน พอสร้างเสร็จแล้วเขาก็เขียนใบประกาศวุฒิให้เลย คุณเรียนจบแล้ว กลับบ้านได้ นี่! ตัวอย่างนักศึกษาที่ใช้สมาธิเพื่อประโยชน์แก่การศึกษา เมื่อรวมลงแล้ว เรื่องสมาธิเพื่อประโยชน์ชีวิตประจำวันนั่นแหละ ถ้าเราแก้ปัญหาอะไรไม่ตก […]

อานิสงส์แห่งการเดินจงกรม มหัศจรรย์แห่งการเดินโดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

อานิสงส์แห่ง การเดินจงกรม มหัศจรรย์แห่งการเดินโดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม การเดินจงกรม เป็นวิธีการปฏิบัติและการเจริญสติอย่างหนึ่งตามแนวทางของสติปัฏฐาน 4 ถ้าเราได้ทำความเข้าใจในการเดินจงกรมแล้ว ว่าเดินแล้วมีประโยชน์อย่างไร ก็จะทำให้ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมเกิดกำลังใจในการที่จะเดิน มาพูดถึงเรื่องการเดินจงกรมเป็นวิธีการเจริญสติชนิดหนึ่ง การเจริญสติก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติธรรม จุดมุ่งหมายของการเจริญสติคือเราต้องการให้มีสติว่องไว เมื่อสติว่องไวก็จะสามารถตามรู้ทันใจ ความรู้สึก ความนึกคิดของตนเอง พอเราตามความคิดทัน จิตของเราที่เคยวุ่นวายมันก็จะลดความวุ่นวายลง อานุภาพของการดูตามจิตตัวเองทัน มันมีอานุภาพมาก สามารถที่จะเข้าไปหยุด ยุติความรู้สึกที่เลวร้ายให้มันหยุดลงได้ทันที ในปัจจุบันทันทีเลยถ้าเรารู้ทัน ความรู้สึกเลวร้ายมันเป็นอย่างไร คือความรู้สึกเลวร้าย ความรู้สึกเสียใจ ความรู้สึกไม่สบายใจ ความรู้สึกคับแค้นใจ ความรู้สึกเป็นทุกข์ใจ ความรู้สึกระทมขมขื่น ถ้าเรามองความรู้สึกนั้นได้ มองความรู้สึกนั้นทัน แล้วเห็นความรู้สึกนั้นได้ อานุภาพของการเข้าไปมองทัน มองเห็น มันจะหยุดความรู้สึกนั้นให้หยุดลงทันที พอเรามองใจที่กำลังทุกข์ ใจมันโดนพรากออกจากการไปคิดถึงสิ่งที่ทำให้เราทุกข์ ถ้าเรากำลังคิดถึงใครคนใดคนหนึ่งและเราทุกข์เพราะเขา เรามองใจที่กำลังทุกข์ก็จะหยุดคิดถึงคนนั้นทันที พอหยุดคิดถึงคน ๆ นั้นแล้วมันก็จะหยุดทุกข์ทันที อานุภาพของการตามดูใจทัน ถ้าตามดูใจได้ทุกความรู้สึกเลย แบบนี้เป็นพระอรหันต์เลยนะ คือพระอรหันต์เป็นอย่างไร พระอรหันต์จะมีสติสมบูรณ์ สติสมบูรณ์คือท่านจะไม่หลงลืม เมื่อใจคิดท่านก็รู้ทัน มีความรู้สึกท่านก็รู้ทัน พอท่านเห็นความรู้ทัน และเห็นตามความเป็นจริง พอเราไปเห็นความรู้ทันก็ต้องเห็นตามความเป็นจริงอีก […]

ถ้ารู้สึกหวาดกลัวอันเนื่องมาจากเหตุการณ์รุนแรงที่โคราช เราควรวางใจอย่างไร

ถ้ารู้สึกหวาดกลัวอันเนื่องมาจาก เหตุการณ์รุนแรงที่โคราช เราควรวางใจอย่างไร โดย พระวรท ธมฺมธโร จากเหตุการณ์ดังกล่าวก็ถือว่าเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งอาจจะเกิดความรู้สึกหวาดกลัวต่อเหตุการณ์อยู่ แม้ว่าจะกลับมาอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วก็ตาม แต่เหตุการณ์นั้นก็ยังหลอกหลอนอยู่ในจิตใจของเรา ทำให้ใจเราเกิดความกลัวขึ้น เช่นกลัวสถานที่เกิดเหตุ ทำให้ไม่กล้าที่จะไปสถานที่นั้น ๆ อีกพักใหญ่ หรือกลัวคนที่กระทำความผิดแบบนี้อีก หากเรากลัวสถานที่นั้น ๆ ให้เราทำความเข้าใจว่า ความผิดหรือความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นที่สถานที่โดยตรง แต่เกิดขึ้นที่จิตใจคนต่างหาก ดังนั้นความชั่วร้ายไม่ได้เกิดขึ้นในสถานที่ สถานที่ก็อยู่ของมันอย่างนั้น ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย ในเมื่อความชั่วร้ายเกิดขึ้นที่จิตใจและจิตใจที่มีสภาพอย่างนั้นก็อยู่ในตัวบุคคลที่ชื่อว่าคนร้าย บัดนี้ คนที่ได้ชื่อว่าคนร้าย ก็ได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว เมื่อตัวบุคคลตายจากโลกนี้ไปแล้ว ความชั่วร้ายที่อยู่ในจิตใจคน ๆ นั้นก็สลายหายไปแล้วเช่นกัน และผู้ที่ได้รับวิบากกรรมจากเหตุการณ์นั้น คือผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตก็ได้รับไปหมดแล้ว  ไม่มีใครจะต้องได้รับวิบากจากความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นในจิตใจของคนร้ายคนนั้นอีกต่อไป จึงเท่ากับว่าความโกรธแค้น การทำร้าย การฆ่า ที่มาจากคน ๆ นั้นจึงจบสิ้นไปแล้ว ความตายหรือความเจ็บจากเหตุการณ์นั้นจึงจบแล้วเช่นกัน ความจริงในปัจจุบันขณะจึงกลับเข้าสู่สภาวะปกติทันที เมื่อความจริงในปัจจุบันเป็นสภาพปกติแล้ว แต่ที่ยังไม่ปกติกลับกลายเป็นจิตใจของเราเองต่างหาก เมื่อเราไปคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งกลายเป็นอดีตไปแล้ว ใจเราก็เกิดความกลัว ผวา หลอกหลอน เพราะเราปรุงแต่งมันขึ้นมาเอง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นที่ใจเรา ดังนั้นเราจึงต้องแก้​ที่ใจ วิธีแก้คือเราต้องมีสติอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน […]

“ชนะใจ” ลูกน้องทันที…ที่ “ไม่โกรธ” – พิทยากร ลีลาภัทร์

เชื่อไหมว่า ผมเป็นคนโทสะแรงมาก ก่อนที่ผมจะฝึกเจริญสติเมื่อหลายปีก่อน แค่คนขับรถปาดหน้าก็จะลงจากรถเข้าไปต่อยเขาแล้ว ไม่เคยกลัวใคร ตายเป็นตาย! แต่หลังจากเริ่มดูกายดูใจตัวเองเป็น โทสะที่เคยแรงมากก็ลดระดับลงแทบไม่เหลือ อย่างเมื่อวันก่อนกำลังยืนต่อแถวเพื่อจ่ายสตางค์ในห้างดัง อยู่ ๆ ก็มีคนเดินมาแซงคิวแบบเนียน ๆ ผมก็ขัดใจ แต่รู้ทันและมีสติพิจารณาบอกได้ว่า เราไม่รีบ การได้จ่ายเงินช้าลง 1 – 2 นาที คงไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเราขนาดนั้น แต่บางครั้งหากโกรธมาก ๆ เราพิจารณาไม่ทัน ก็ต้องให้สติเข้ามาช่วย อย่างเช่นเหตุการณ์ดังต่อไปนี้… หลังจากผมพบว่าลูกน้องทำงานผิดพลาดในสิ่งที่ไม่ควรผิด รับปากอะไรแล้วไม่ดำเนินการให้เรียบร้อย ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ในฐานะผู้จัดการ ผมเรียกเขาเข้ามาคุยและตักเตือน แต่ลูกน้องคนนั้นกลับมีข้ออ้างและข้อแก้ตัวแบบเดิม ๆ ที่ใช้มาแล้วหลายรอบ และไม่เคยแก้ไขตัวเองเลย ผมเริ่มโมโหจนหน้าแดง ใจเต้นแรง มือสั่น หายใจถี่ รู้สึกเหมือนอยากจะต่อว่าลูกน้องคนนั้นแรง ๆ ให้สะใจ ซึ่งหากไม่เคยฝึกสติดูจิตดูใจ ปฏิบัติธรรมมาก่อน ผมอาจต่อยอดจากการต่อว่าเป็นการกระโดดเข้าไปต่อยลูกน้องแล้วก็ได้ วินาทีนั้นรู้สึกเหมือนภายในตัวมีแรงดันคล้ายกับท่อที่มีน้ำร้อน ๆ กำลังพลุ่งขึ้นมา จิตของผมคล้ายมีทางแยกเป็นสองทาง ทางแรกคือ ด่าลูกน้องออกไปแรง ๆ อีกทางคือ บอกกับตัวเองว่าถ้าพูดออกไปตอนนี้จะเป็นการใช้อารมณ์ […]

“ด้วยรักและเมตตา” รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธวัชชัย กฤษณะประกรกิจ

ผมมักสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับความจริงของโลก ชีวิต จิตวิญญาณ ศาสนา และศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตัวเองมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก (นายแพทย์ธวัชชัย กฤษณะประกรกิจ) อาจจะด้วยความที่เป็นเด็กช่างสงสัย ผมจึงไม่เคยหยุดที่จะหาคำตอบหรือยอมเชื่ออะไรง่าย ๆ จนกว่าจะลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง ในเรื่องการรู้แจ้งในความจริงของชีวิตก็เช่นกัน ผมจึงลงมือหาคำตอบด้วยการปฏิบัติธรรมตั้งแต่อายุ 12 – 13 ปี โดยฝึกสมาธิทุกวัน รวมทั้งอ่านคัมภีร์ทางศาสนา เช่น มิลินทปัญหา ซึ่งผมอ่านตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมและชอบหนังสือเล่มนี้มาก เพราะได้แสดงให้เห็นการปุจฉา – วิสัชนาอย่างลึกซึ้งตลอดทั้งเล่ม รวมไปถึงหนังสือ กรรมฐาน 40 ของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ และหนังสือ คู่มือมนุษย์ ของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนังสือหลักของผู้ปฏิบัติธรรมทุกคน จากประสบการณ์ในวิปัสสนากรรมฐานทำให้ผมตระหนักรู้ในทุกข์คือตั้งแต่เกิดจนตาย ชีวิตของคนเราคือกองทุกข์ หายใจเข้าไม่หายใจออกก็ทุกข์ หายใจออกแล้วไม่ได้หายใจเข้าก็ทุกข์…ทุกข์นี้คือความจริง แต่ทุกข์นั่นเองที่เป็นเงื่อนไขสำคัญให้จิตพ้นทุกข์ อาจเรียกได้ว่าเป็น “ข้อดี” ของความทุกข์ก็น่าจะได้ เพราะทุกข์เป็นเครื่องช่วยให้เรามีความรักความเมตตาต่อทุกชีวิต และยังช่วยให้แสวงหาทางพ้นทุกข์ด้วยสติปัญญา ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง ผมจึงมักจะเฟ้นหาสถานที่ที่สงบเพื่อไปเก็บตัวปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิตามที่ต่าง ๆ หากมีเวลามากหน่อยก็ไปพักฝึกจิตใจที่วัดป่าสัก 3 – 4 วัน ถ้าไม่มีเวลาก็อาศัยการนั่งที่ข้างสระน้ำแถว […]

ปล่อยจิตให้เป็นโสด (บ้างเถอะ!) – ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

คนเราทำอะไรต้องมีเป้าหมาย โดยเริ่มจากการตั้งหางเสือ แล้วพุ่งไปที่เป้าหมาย (ปล่อยจิตให้เป็นโสด) …ดังเช่นตัวผมตั้งเป้าที่จะไปนิพพาน ผมจึงปักธงชัยไว้ที่นิพพานแล้วเดินตามเส้นทางแห่งการหลุดพ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อยก็พัก แต่ไม่เคยหยุด ทำให้ไม่ทุกข์ ไม่คาดหวัง แต่ไม่เลิก ฝึกไปเรื่อย ๆ โดยไม่ประมาท ถึงไม่ถึงเป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน เหมือนการอิ่มข้าว ซึ่งเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ ผมใชัหลักการที่ว่า หากเส้นทางเดินถูกต้องตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงชี้แนะไว้ อย่างไรก็ไม่หลงทาง ตราบใดที่เรามั่นใจในกระบวนการ ซึ่งระหว่างทางก็อาจทำเพื่อโลกบ้าง เพื่อธรรมบ้าง ตราบนั้นเราเดินทางถึงแน่นอน มีคนเคยถามผมว่า ทำไมผมถึงตั้งเป้าเช่นนั้น หากอุปมาก็เหมือนกับคนที่เคยกินมะม่วงแล้วพบว่า อร่อย ก็เลยกินต่อ กับคนเคยกินของบูดเน่าแล้วรู้ว่าไม่อร่อย เลยเข็ดขยาดไม่กินอีก…มะม่วงอร่อยที่กล่าวถึงคือความสุขทางธรรมระดับลึก ๆ ที่เกิดขึ้นกลางใจ ทำให้ใจโล่งโปร่งสบาย ซึ่งยิ่งใหญ่และลึกซึ้งกว่าความสุขแบบโลก (สุขทางเนื้อหนัง วัตถุ สิ่งสมมุติทั้งหลาย) อย่างไม่สามารถเปรียบเทียบได้ ดังนั้นการที่ผมตั้งเป้าหมายที่จะไปนิพพานจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่กระนั้นการที่ผมทำงานเยอะและหลากหลายทำให้ตัวเองไม่ค่อยมีเวลา ผมจึงใช้หลักการ “บวชอยู่กับงาน” ดังที่ท่านพระอาจารย์พุทธทาสเคยสอนว่า “งานคือธรรม ธรรมคืองาน” แทน…ในงานทั้งหลายที่เราจำเป็นต้องทำนั้น มีทั้งโจทย์และแบบฝึกหัดให้ฝึกสติมากมาย ตั้งแต่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต จนถึงธรรมในธรรม ทุกวินาที ทุกอิริยาบถที่ผ่านไป […]

“สติมา…ปัญญาเกิด” – ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

เคยมีคนมาตั้งข้อสังเกตว่าผมเคยโกรธบ้างไหม โดยเฉลี่ย 1 ปีผมจะโกรธจริง ๆ และแสดงออกไม่เกิน 5 ครั้ง แต่มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่ผมจำได้ไม่ลืม ซึ่งทำให้ผมโกรธจนเกือบ “หลุด” ไปซะแล้ว สิบปีที่แล้วผมเห็นรถของตัวเองโดนกรีดยางจนแบนแต๋ทั้งสองล้อเพราะไปจอดรถทับที่ของคนอื่น ด้วยความที่เราเป็นคนรักรถจึงโกรธมาก…หากเป็นตัวผมเมื่อก่อนที่ยังไม่เคยปฏิบัติธรรมเจริญสติมาก่อนคงโวยวายและคิดหาวิธีการเอาคืน ผมพยายามปลอบใจตัวเองและห้ามความโกรธนั้น แต่ความโกรธไม่ยอมจากไปง่าย ๆ ระดับความโกรธยังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ …แต่เพียงไม่เกิน 2 นาที สติก็เข้าไปจัดการโทสะด้วยการเห็นอารมณ์โกรธนั้นวิ่งขึ้นมากลางหน้าอก ไม่นานความโกรธที่มีก็หายวับไป…กลายเป็นความเย็นอกเย็นใจขึ้นมาแทนที่ น่าแปลก…ที่อยู่ดี ๆ ผมเกิดปัญญาขึ้นมาว่า ควรจัดการกับเหตุการณ์นี้อย่างไร ผมฝากให้เลขาฯหาชื่อเจ้าของที่จอดรถตรงนั้นโดยบอกด้วยว่า “หาเจอเมื่อไร รบกวนช่วยหาดอกไม้ให้ผมด้วย ผมจะไปขอโทษเขา” ผมมาทราบทีหลังว่าคนที่กรีดรถผมเป็นคนเยอรมัน เจ้าของบริษัทท่องเที่ยวยักษ์ใหญ่ และทำงานอยู่ในตึกเดียวกับผม ด้วยความที่เยอรมันเป็นชาติที่มีระเบียบวินัยสูง เขาจึงใช้วิธีการกรีดยางเพื่อเป็นการสั่งสอนคนไทยให้รู้จักมีวินัย ไม่จอดรถทับที่เขาอีก พอคนในบริษัทรู้ว่าผมโดนแบบนี้ ทุกคนโกรธแทนผมทันทีพร้อมกับช่วยกันหาวิธีการเอาคืนให้ ยามของบริษัทถึงกับบอกว่า จะเอาไม้ไปทุบรถคันนั้นให้บุบ ผมรีบห้ามไว้ก่อนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ผมเอาดอกไม้ไปให้เขาเพื่อขอโทษด้วยตัวเอง แต่เขาไม่ออกมาพบกลับส่งผู้จัดการฝ่ายมาหาผมแทน ผมจึงฝากข้อความให้ไปบอกเจ้านายเขาว่า “เราอยู่ตึกเดียวกันน่าจะคุยกันได้” และอธิบายให้ฟังว่า สาเหตุที่ทำให้ผมต้องไปจอดรถในที่ของเขาก็เพราะผมต้องรีบไปงานศพ เมื่อคุยกันเรียบร้อย ผมก็ขอตัวกลับมาเคลียร์งาน ช่วงเที่ยงวันนั้นทั้งออฟฟิศกรี๊ดกร๊าดกันเกรียวกราว เพราะฝรั่งชาวเยอรมันคนนั้นส่งตะกร้าผลไม้ขนาดใหญ่มาให้พร้อมแชมเปญรวมแล้วราคาคงประมาณ 10,000 บาท […]

“รู้” ใจ…ได้งาน – ศรันย์ ไมตรีเวช (ดังตฤณ)

สำหรับผมที่เป็น นักเขียน การคิดงานออกและเขียนได้อย่างลื่นไหลสามารถทำให้ผมดีใจได้Œไม่ต่างจากการถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ความดีใจที่พูดถึงนี้มักเกิดขึ้นสองแบบ แบบแรก ทำให้ตัวเองเกิดความรู้สึกสนุก กระตือรือร้น เหมือนมีพลังงานคอยผลักดันให้ร่างกายอยากเคลื่อนไหวไปทำงานให้บรรลุเป้าหมาย แบบที่สอง เกิดขึ้นในยามที่มีความคิดต่อเนื่อง ไหลลื่น ไม่ติดขัด อย่างเช่น เมื่อคืนทำงานค้างไว้ถึงตรงไหน วันนี้จะนึกออกและสามารถเขียนต่อได้สบาย ๆ ยิ่งถ้ามีไอเดียที่หลากหลายผุดขึ้นมาทะลวงส่วนเนื้อหาที่ยังติดขัด ยิ่งทำให้เกิดอาการกระหยิ่มใจ หากเป็นสมัยก่อนที่ยังไม่เคยได้ปฏิบัติธรรม ผมก็คงจะยึดติดกับความดีใจนั้นและบังคับตัวเองให้ทำงานต่อไปไม่มีหยุดตามประสาคนบ้างาน แต่การได้เจริญสติ ดูใจตัวเองเป็นประจำทำให้พบว่า ครั้งใดที่ขีดความดีใจเกินลิมิตปกติไป จิตของผมจะมีสัญญาณเตือนให้กลับไปดูรูปอารมณ์ของเจ้าความดีใจที่พุ่งขึ้นสูงแล้วค่อย ๆ แผ่วลง…ดังนั้นพอเราไม่ปล่อยใจไปกับ “ความดีใจ” ที่เกิดขึ้น อาการนั้นก็จะเป็นเหมือนกับลมหายใจ คือแค่เข้ามาและออกไป มีบางครั้งเหมือนกันที่ความดีใจนั้นทำให้ตัวจิตลิงโลดขึ้นมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว…พอไม่รู้ตัว จิตก็จะเกิดการ “ยึด”…ยึดว่าครั้งหน้าจะมีความสุขจากการคิดงานเช่นนี้อีก…หรือครั้งหน้าไอเดียจะแล่นปรู๊ดปร๊าดเหมือนครั้งนี้ ดังนั้นวิธีให้การต้อนรับตัวจิตนี้คือ ให้รู้สึกว่าความดีใจหรือความสุขนี้ “ไม่เที่ยง” โดยการยอมรับว่า การมีอยู่ของความสุข มองเห็นความสุขนั้น และตระหนักรู้ว่า ความสุขนั้นจะคงอยู่…เป็นแค่ไฟไหม้ฟางที่สุดท้ายไฟจะค่อย ๆ มอดดับไป หากเรามีสติในช่วงเวลาทำงาน เราจะพบว่าไม่มีใครทำงานตลอดเวลา จะต้องมีช่วงพัก และช่วงพักนี่แหละคือนาทีทองในการดูลมหายใจและอารมณ์ที่ตกค้างจากสิ่งอื่นหรือคนอื่น เช่น พูดกับคนที่เรามีปฏิกิริยาทางใจอย่างไร ทำงานนี้เราเห็นจิตเป็นอย่างไร ซึ่งถือเป็นการพักกายและสมองไปในตัว   Secret Box อาการของใจที่เปš็นอุปสรรคต‹่อเสŒ้นทางเจริญสติคือการไม่‹ยอมรับความจริง […]

“สติช่วยชีวิต” มณฑิชา จิรพัฒนาการ

ดิฉัน (มณฑิชา จิรพัฒนาการ) เชื่อว่า ตราบใดที่เรามี สติ ในชีวิตประจำวัน พอมีอะไรเกิดขึ้นเราจะตั้งสติได้ทัน ดังนั้นดิฉันจึงพยายามเจริญสติให้ได้ตลอดเวลา และสวดมนต์ นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง ด้วยความที่ดิฉันทำงานในร้านอาหาร ดังนั้น ทุกครั้งที่ดิฉันหั่นหัวหอม ปอกเปลือกแครอท หรือทำอาหารอะไรก็ตาม ดิฉันจะเจริญสติโดยการระลึกรู้สึกตัวไปด้วยตลอด หั่นหัวหอมคือหั่นหัวหอม มือซ้ายจับหัวหอม มือขวาจับมีด ไม่วอกแวกไปคิดนู่นคิดนี่ จากที่มีดเคยบาดมือบ่อย ๆ จึงแทบไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย ด้วยเหตุที่ดิฉันเจริญสติอยู่เป็นประจำนี่เอง ทำให้ดิฉันได้ประจักษ์ว่า สติสามารถช่วยชีวิตของเราและผู้อื่นได้จริง ๆ ดังเช่นเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในนิวซีแลนด์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ดิฉันจำได้ไม่รู้ลืม… 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ในขณะที่ดิฉันกำลังเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าอยู่ในร้านและพ่อครัวกำลังทำอาหารอยู่ที่เตา อยู่ดี ๆ พื้นที่ดิฉันกำลังยืนอยู่ก็เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง (ทราบภายหลังว่าเกิดแผ่นดินไหว ความรุนแรงมากกว่า 6.3 ริกเตอร์) จานชามที่อยู่บนชั้นวางของตกลงมาบนพื้นแตกกระจายหมด น่าแปลกที่ในตอนนั้นดิฉันไม่ได้มีความกลัวหรือตื่นตกใจจนสติกระเจิดกระเจิงตามคนอื่น ๆ แต่กลับยืนมองดูความเป็นไปที่เกิดขึ้นในร้านอย่างสงบ การมีสติทำให้ดิฉันทราบว่าสิ่งใดที่สำคัญและสมควรทำก่อน เมื่อทุกอย่างเริ่มสงบ ดิฉันเรียกสติพนักงานภายในร้านโดยการบอกให้ทุกคนเก็บข้าวของโดยเร็ว สั่งพ่อครัวให้ปิดแก๊ส และเอาจานชามที่เสียหายไปทิ้ง เผื่อใครมาเหยียบโดนจะเป็นอันตราย จานชามที่เหลือทั้งหมดก็ให้จัดชิดข้างฝาไว้ […]

สติ…ต้องทำเองสร้างเอง ธรรมะดี ๆ โดย หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ ได้กล่าวถึงเรื่องของ “สติ” แก่ผู้มาปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าสุคะโต ไว้ตอนหนึ่งว่า สติมันจะมีได้ก็ต้องสร้างต้องประกอบ ไม่ใช่อ้อนวอนขอร้องไปซื้อไปหาแห่งหนตำบลใด อยู่กับการกระทำของเรา อยู่ในกายอยู่ในใจ ปลูกขึ้นมาสร้างขึ้นมา ประกอบขึ้นมาให้มันมี ถ้ามีแล้วมันก็ละความชั่ว ทำความดี จิตมันก็บริสุทธิ์ไปเอง นี้คือหลักของความจริง ความจริงมันอยู่ตรงนี้ การละความชั่ว การทำความดี การทำจิตให้บริสุทธิ์ ถ้าทำถูกมันก็ง่าย ความดีก็เกิดขึ้นมาเป็นพวง ๆ ความชั่วก็หมดไปเป็นพวง ๆ เหมือนกัน มันมีสิ่งที่ถูก มันมีสิ่งที่ผิด มันมีสูตร มันมีสูตรสำเร็จ สูตรชีวิตเหมือนกับการได้เรียนได้รู้อะไรมา มีหลักสูตร สูตรคณิตศาสตร์ สูตรยาสมุนไพร สูตรอะไรต่าง ๆ เมื่อรวมกันเข้ามันเป็นต้นไม้ มันเป็นพืช พอเอาเข้ามากินมาสัมผัสกับกายกับธาตุ มันก็กลายเป็นประโยชน์ กลายเป็นหยูกเป็นยารักษาโรคภัยไข้เจ็บหาย มันเป็นของจริงอยู่เช่นนั้น สูตรของการบรรลุธรรมนี้ก็เหมือนกัน มีแล้ว มีพร้อมแล้ว พระพุทธองค์ศาสดาของเราเป็นผู้ที่ค้นพบในกายอันกว้างศอกยาววาหนาคืบนี้ มีสัญญา มีจิต มีใจ มีอะไรทุกอย่าง ที่มันจะเป็นตำราที่ทำให้เราได้เรียนได้รู้ โดยเฉพาะสูตรอริยสัจ 4 […]

วันที่ฝึกสติเป็น วันแห่งความสุข โดย พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี)

วันที่ฝึกสติเป็น วันแห่งความสุข โดย พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) ถ้าเราฝึกสติได้แล้ว อาตมาภาพรับรองได้ว่า ทุก ๆ วันที่เราตื่นนอนขึ้นมาจนหัวถึงหมอนในตอนค่ำเป็น วันแห่งความสุข อาตมาภาพหวังว่าเราทุกคนมีหนทางพ้นจากความทุกข์ มีบางคนว่า วันจันทร์วินาศ เพราะว่าเป็นวันแรกของสัปดาห์ วันอังคารวอดวาย วันพุทธหายนะ วันพฤหัสบดีร่อแร่ วันศุกร์นี่เดชะบุญ รอดไปได้อีกอาทิตย์หนึ่ง เสาร์อาทิตย์นอน ก็เป็นเช่นนี้แหละมนุษย์เรา อาตมาภาพปรารถนาให้ทุกวันเป็นวันแห่งสติ เป็นวันแห่งความสุข พระพุทธเจ้าบอกว่า “สติมโต สุเว เสยโย” “คนมีสติดีขึ้นทุกวัน ” ดังนั้นเราต้องฝึกสติ เพราะฉะนั้นลงมือเลยนะ     ต่อไปนี้ลองนั่งตามสะดวก หากนั่งขัดสมาธิก็นั่งต่อไป ถ้าไม่ได้ก็พับเพียบ การนั่งขัดสมาธิก็เอาเท้าขวาทับซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง แล้วก็หลับตา หลับตานั้นให้หลับพอดี อย่าให้สนิทมากจนปวดตา มือก็วางไว้ให้พอดี อย่าถึงกับเกร็ง วิธีทำสมาธิเบื้องต้น วิธีแรก ให้เอาสติของเราไปจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจช้า ๆ หายใจเข้ากำหนดว่า “พุท” หายใจออกกำหนดว่า “โธ” แล้วตามดูลมหายใจ […]

ชีวิตดีขึ้นด้วยการฝึกสติ ขจัดพลังด้านลบด้วยปัจจุบันขณะ

ชีวิตดีขึ้นด้วย การฝึกสติ ขจัดพลังด้านลบด้วยปัจจุบันขณะ การฝึกสติ คือ การรู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบันขณะ “ที่นี่ เดี๋ยวนี้” ตามที่เป็นจริง ไม่ปล่อยจิตใจให้เสียเวลาเปล่า และฟุ้งซ่านไปกับเรื่องสมมติในหัว ซึ่งมักเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต หรืออนาคต การรู้สึกตัวในช่วงเวลานี้ คือเดี๋ยวนี้ และรู้โลกตามความเป็นจริง คือที่นี่ ดังนั้นการใช้ชีวิตอยู่กับ “ที่นี่และเดี๋ยวนี้” ก็คือการฝึกสติ คำตรงข้ามกับคำว่า “ฝึกสติ” คือคำว่า “ภาวะไร้สติ” ซึ่งใกล้เคียงกันมากจนคนเข้าใจผิด ผมขอให้คำว่า ฝึกสติในโหมดขับเคลื่อนอัตโนมัติ ขณะที่จิตใจเราห่างจาก “ที่นี่ เดี๋ยวนี้” และในหัวมีแต่เรื่องสมมติ ก็มีความเสี่ยงที่จะโดนครอบงำจากความรู้สึกด้านลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่งานยุ่ง แบกรับความกดดัน และกำลังรู้สึกเครียด ใจของเราจะรู้สึกด้านลบได้ง่าย ๆ ช่วงเวลาที่ใจกำลังขับเคลื่อนด้วยโหมดอัตโนมัติ คือ ทำอย่างไร้สตินั้น หากเรากลับมาอยู่กับ “ที่นี่ เดี๋ยวนี้” หรืออยู่ในสภาวะที่มีสติได้แล้ว ความรู้สึกด้านลบก็จะได้รับการเยียวยา ผลก็คือเราจะมีสมาธิกับงานที่สำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ     จิตของพวกเราจะได้รับอิทธิพลจากสิ่งรอบตัวและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ แม้ว่าเรากำลังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยพลังสมาธิที่ยอดเยี่ยมก็ตาม แต่โทรศัพท์เพียงสายเดียวก็อาจทำลายสมาธินั้นลงได้ เพราะหากมีการร้องเรียนจากลูกค้า หรือได้รับการแจ้งว่าคนในครอบครัวป่วยหนัก คงจะมีไม่กี่คนที่จะคงสภาพจิตใจให้เป็นปกติได้ตลอด […]

ท่องราตรีเดี่ยว เที่ยวหนีตาย ในแม่น้ำแอมะซอน บราซิล

ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวสำรวจโลกมาแล้ว 7 ทวีป มากกว่าร้อยประเทศ ต้องเรียกได้ว่าจังหวะของชีวิตพาไปเพราะอาศัยงานประจำเป็นลูกเรือสำราญหรูระดับโลก ได้ไปบางประเทศที่ไกลโพ้นจนไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน บ้างก็อยู่หลบมุม ต้องค้นหาจากลุงกู (เกิล) ว่าอยู่ซอกใดในแผนที่โลก จนบางครั้งอดถามตัวเองไม่ได้ว่านี่คือความจริงหรือความฝัน (บราซิล) ด้วยความที่ต้องเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ ต่างภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม แน่นอนย่อมเกิดความเหมือนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง การปรับตัวจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์เพื่ออยู่รอดและอยู่อย่างมีความสุขในช่วงชีวิตอันแสนสั้นนี้ พระท่านกล่าวไว้ว่า การเกิดเป็นมนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่าย และการดำเนินชีวิตให้เป็นมนุษย์ก็หาได้ง่ายเช่นกัน จากเสี้ยวส่วนหนึ่งของชีวิตที่ได้ไปสัมผัสไปใช้เวลาช่วงหนึ่งในต่างแดน วันนี้ขอกล่าวถึงเมืองหนึ่งซึ่งอยู่แสนไกลในป่าเขาลำเนาไพร ดินแดนต้นกำเนิดและอาศัยของปลาปิรันยาและอะนาคอนดา นั่นคือประเทศบราซิล ชื่อ บราซิล มาจากต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า “บราซิลวูด” (Pau-Brasil) ในภาษาโปรตุเกส ซึ่งใช้ย้อมผ้าให้เป็นสีแดงด้วยเปลือกไม้ของมัน ประเทศบราซิลเป็นดินแดนแห่งเกษตรกรรมและป่าเขตร้อน อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย รวมทั้งแรงงานจำนวนมาก ทำให้มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และประมาณอันดับที่ 10 ของโลก ในอดีตชาวโปรตุเกสได้ยึดครองประเทศ รวมทั้งได้ใช้กองทัพเข้าควบคุมบังคับชาวพื้นเมืองให้ทำงานในไร่นาและเหมืองแร่ ทำให้ได้วัฒนธรรมจากชาวยุโรป รวมทั้งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วย เมืองที่ผู้เขียนได้ไปใช้ชีวิตในช่วงเทศกาลเคานต์ดาวน์ปีใหม่สองปีซ้อนคือ “มาเนาส์” (Manaus) เป็นเมืองหลวงของรัฐอามาโซนัส ซึ่งตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบกันของแม่น้ำเนโกรและแม่น้ำโซลิโมย ที่นี่ถือว่าเป็นจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ห่างจากเมืองหลวงของบราซิล 3,490 กิโลเมตร […]

เยียวยาหัวใจ เมื่อเขามีใครอีก (หลาย) คน

เมื่อฉันรู้ว่าคนที่ฉันรักที่สุดกำลังทำลายชีวิตคู่ของเราด้วยการนอกใจ ไม่ใช่กับผู้หญิงเพียงคนเดียว แต่มีสัมพันธ์กับผู้หญิงถึงสองคนในเวลาเดียวกัน และเขาสารภาพว่า การนอกใจเป็นสิ่งที่เขาทำมานานตั้งแต่ปีแรกที่แต่งงานกับฉัน กับผู้หญิงมากหน้าหลายตา ฉันร้องไห้ดัง ๆ อย่างไม่อายใคร เมื่อรู้ว่าสิ่งที่สงสัยเป็นความจริง ความรู้สึกเหมือนหัวใจถูกฉีกทึ้งเป็นชิ้น ๆ เรารักกันมานานมาก แต่งงานกัน มีลูกที่น่ารัก ตัวฉันมีหน้าที่การงานมั่นคง เป็นระดับผู้จัดการในบริษัทใหญ่โตแห่งหนึ่งของเมืองไทย หน้าตาและรูปร่างยังสะสวย มีหลายคนเอ่ยปากชมอยู่บ่อย ๆ หลังจากจับได้ว่าเขานอกใจ ฉันนั่งร้องไห้กับตัวเองทุกวัน ร่างกายผ่ายผอม หัวใจแสนจะบอบช้ำ และมองไม่เห็นทางที่จะกู้หัวใจกลับคืนมาได้เลย แต่เมื่อลูกเข้ามาใกล้ ฉันก็ปาดน้ำตาและฝืนยิ้ม เพราะนี่คือความทุกข์ของฉัน เขาไม่ควรรับรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่ผู้ใหญ่ก่อขึ้น ฉันโกรธเขามากและไม่อยากแม้แต่จะมองหน้า ความคิดขณะนั้นคือ “ฉันจะหย่า” ผู้หญิงอย่างฉันทำไมต้องทนกับคนที่หักหลัง ฉันยังมีทางไป หาเลี้ยงตัวเองได้ และอยู่กับลูกได้โดยไม่มีเขา แต่ในที่สุด “ลูก” คือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของฉันไว้ไม่ให้ตัดสินใจหย่ากับเขา เพราะต้องการให้ลูกมีครอบครัวที่สมบูรณ์ มีผู้หญิงมากมายตั้งแต่สมัยโบราณนานมา แม้แต่ในปัจจุบันที่ต้องอดทนกับความเจ้าชู้ของผู้ชายและกล้ำกลืนน้ำตาด้วยเหตุผลที่เหมือนกับฉัน เมื่อก่อนฉันไม่เข้าใจการกระทำของคนรุ่นคุณย่าคุณยายหรือคุณแม่ว่าเป็นเพราะอะไรจึงต้องทน แต่มาวันนี้ฉันรู้ซึ้งดี เมื่อเทียบความทุกข์โศกของฉันกับความสุขของลูก ฉันยอมทนเพื่อลูก แล้วหัวใจของตัวเองเล่าจะเยียวยาอย่างไร ฉันนั่งลงมองลึกลงในหัวใจตัวเอง ความบกพร่องของเขาคือการเป็นสามีที่ไม่ดี แต่สำหรับความเป็นพ่อนั้น เขาไม่มีสิ่งใดบกพร่อง ดังนั้น คนที่ได้รับผลกระทบเพียงคนเดียวคือฉัน […]

ออกกำลังกายอย่างมีสติ : เมื่อสามารถเจริญสติได้ในขณะทำสิ่งที่ชอบ

ออกกำลังกายอย่างมีสติ : เมื่อสามารถเจริญสติได้ในขณะทำสิ่งที่ชอบ จะมีอะไรดีไปกว่าการที่สามารถเจริญสติได้ในขณะทำในสิ่งที่เราชอบ ซีเคร็ตหวังว่าบทความเรื่องนี้ที่นำเนื้อส่วนหนึ่งของหนังสือธรรมะที่มีความเป็นวัยรุ่นเล่มนี้ “ฝึกให้สงบ เปลี่ยนความเครียดให้เป็นความสงบสุข” จะช่วยให้เกิดสติขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ลองมา ออกกำลังกายอย่างมีสติ กันค่ะ คุณออกกำลังกายอย่างไร ไม่ต่อเนื่อง กระตือรือร้นเกินไป สามารถแข่งขันได้ หรือไม่ออกกำลังเลย  ถ้าคุณไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็ควรจะเริ่มต้นได้แล้ว เพราะการออกกำลังกายจะช่วยสร้างช่วงเวลาแห่งความสงบสุขให้คุณได้ในระหว่างวัน นี่คือวิธีที่ดีเยี่ยมซึ่งช่วยคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และช่วยปรับสมาธิ ซึ่งก่อให้เกิดความสงบในแต่ละวันได้มากที่สุด ทั้งนี้ทางเลือกในการออกกำลังกายอาจไม่สำคัญเท่ากับวิธีออกกำลังกาย ข่าวดีคือ คุณไม่จำเป็นต้องเลือกออกกำลังแบบโยคะ หรือไทชิแทนการเล่นกีฬาที่ชอบ แต่คุณสามารถฝึกความสงบด้วยการอยู่กับปัจจุบันในขณะที่ออกกำลังกาย     ความใส่ใจ โยคะและการออกกำลังกายที่เป็นศาสตร์เฉพาะทาง (Esoteric Exercise) มักจะเน้นความรู้สึกตัวแม้กระทั่งก่อนที่จะเริ่มเคลื่อนไหว ดังนั้นคุณจึงตระหนักถึงความรู้สึกตัว ซึ่งเป็นการรับรู้ภายในถึงสิ่งที่คุณต้องการให้การกระทำบรรลุผล นี่คือกระบวนการตั้งสติลงมือทำโดยมีภาพผลลัพท์ที่ชัดเจนอยู่ในใจว่าอยากให้ออกมาเป็นเช่นไร แล้วลงมือทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ ในการทำเช่นนี้ คุณต้องทำใจให้ว่างจากทุกสิ่งเหลือเพียงจุดที่มุ่งเน้น โดยสนใจแต่สิ่งที่ต้องการทำและวิธีที่จะทำ แจ๊ค นิคลอส แชมเปี้ยนกอล์ฟมืออาชีพกล่าวว่า “ผมไม่เคยตีลูกกอล์ฟโดยไม่มีภาพที่ชัดเจนในหัว แม้กระทั่งในการฝึก เริ่มแรกผมเห็นลูกกอล์ฟไปอยู่ในจุดที่ต้องการ ลูกกอล์ฟสีขาวสวยวางสูงเด่นอยู่บนสนามหญ้าสีเขียวชอุ่ม แล้วภาพนั้นก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผมเห็นลูกกอล์ฟเคลื่อนไปที่นั่น เห็นเส้นทาง ทิศทางการหมุน และรูปทรง เห็นแม้กระทั่งลีลาที่ลูกลงหลุม แล้วภาพก็ค่อย […]

เหตุให้ได้มาซึ่งสมาธิ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

เหตุให้ได้มาซึ่ง สมาธิ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ เมื่อสมาธิเกิดขึ้น สมาธิ จะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา คือการเห็นสภาพจริงตามความเป็นจริง แต่ เหตุที่จะให้ได้มาซึ่งสมาธินั้นมีวิธีการอยู่ 2 ลักษณะ คือ วิธีแรก ตั้งใจทำสมถกรรมฐานไปเลย คือตั้งใจทำสมาธิอย่างเดียวโดด ๆ โดยเอาอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมาเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเพ่งเทียน เพ่งดิน เพ่งไฟ ใช้คำบริกรรมภาวนา ดูลมหายใจ ดูท้องพอง – ยุบ ยกไม้ยกมือ ฯลฯ ได้ทั้งนั้น ขอเพียงทำให้จดจ่อต่อเนื่อง เพ่งอยู่ที่นั่นที่เดียว ไม่คิดถึงเรื่องอื่นใด ไม่หวังสติ ไม่หวังปัญญา มุ่งหมายเพียงเพื่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียว กระชับ แนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับอารมณ์นั้น เมื่อจดจ่อต่อเนื่องนานเข้า บริกรรมถี่เข้า ๆ สมาธิก็จะค่อย ๆ รวมลง จิตก็ค่อย ๆ อ่อนสลวย อ่อนโยนลง ซ่านไปที่อื่นน้อยลง อยู่กับสิ่งนั้นมากขึ้น ใกล้ชิดมากขึ้น ท่านเรียกสมาธิแบบนี้ว่า “อุปจารสมาธิ” เทียบกับการตักน้ำใส่ขันแล้วนำไปใส่ช่องฟรีซ ตอนที่เป็นวุ้นยังไม่เป็นก้อนน้ำแข็ง […]

พบธรรมเมื่อครั้งหลงป่า ประสบการณ์ที่ช่วยให้มีสติพร้อมรับความตาย

ประเทศไทยในปัจจุบันยังมีพื้นที่ปา†มากพอให้ผู้คŒนเข้าไปหลงอีกหรือ คำถามนี้คงมีผู้อ่านจำนวนไม่น้อยสงสัย เช่นเดียวกันกับครั้งที่ฉันฉุกคิดยามย่างกรายเดินทางเข้าป่า† โดยไม่คิดว่าจะเป็นพวกเราเองที่ได้ลิ้มรสการติดป่าเขŒาจริง ๆ… หลงป่า เมื่อย้อนกลับไปหลายปีก่อน เส้นทางและความอุดมสมบูรณ์ของพื้นป่าทางตอนเหนือของ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี มีความแตกต่างและเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด แหล่งท่องเที่ยวหนึ่งซึ่งน้อยคนจะรู้จักหรือได้เข้าไปชื่นชมอย่างใกล้ชิดในเวลานั้นคือ “น้ำตกแพรกตะคร้อ” ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอปราณบุรีต่อกับอำเภอหัวหิน ชาวบ้านร่ำลือกันว่า น้ำตกแพรกตะคร้อเป็น “น้ำตกขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในป่าทึบ มีลำธารไหลคดเคี้ยวไปตามป่าดงดิบ มีแก่งหินและวังน้ำกระจายอยู่ทั่วไป สวยงามมาก” ด้วยชื่อเสียงและความสวยงาม น้ำตกแห่งนี้จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เย้ายวนใจนักแสวงหาและผู้ที่ชื่นชอบเสพสุนทรีย์จากธรรมชาติ ซึ่งฉันก็เป็นคนหนึ่งในนั้นที่ชอบความท้าทาย และชอบท่องเที่ยวไปตามแหล่งท่องเที่ยวที่ธรรมชาติรังสรรค์ผลงานอันงดงามไว้ วันนั้นเป็นวันพระใหญ่ พวกเราออกเดินทางไปทำบุญตามวัดป่าในพื้นที่ชายแดน เขตอำเภอหัวหิน ตามปกติ หลังจากที่พวกเราทำบุญตอนเช้าเสร็จแล้ว ในช่วงบ่ายจึงมีเวลาเหลือมากพอที่จะท่องเที่ยวไปยังสถานที่ใกล้เคียง โดยมีน้ำตกแพรกตะคร้อเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว อาจเป็นเพราะความเคยชินในกิจวัตรการทำบุญ และเส้นทางที่จะไปนั้น พวกเราเคยใช้งานอยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้ขาดความใส่ใจที่จะเตรียมความพร้อมในการเดินทาง เราจึงออกเดินทางไปโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น พาหนะที่ใช้เดินทางเป็นเพียงรถปิกอัพขับเคลื่อนสองล้อ หนทางเข้าสู่น้ำตกเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ พอ ๆ กับความลาดชันของพื้นที่และถนนที่ทวีความทุรกันดารเพิ่มขึ้นตามลำดับ เราขับผ่านลำห้วยที่กัดเซาะถนนนับไม่ถ้วน ขณะเดียวกันกับที่ดวงตะวันเริ่มอ่อนแสงลงทุกที พวกเรามีความเห็นว่า การสำรวจเส้นทางใหม่ครั้งนี้จำต้องสิ้นสุดลงเสียแล้วเพราะเงื่อนไขของเวลา เราจึงหันรถกลับทั้ง ๆ ที่เหลือระยะทางเพียง 6 – 7 กิโลเมตรเท่านั้นก็จะถึงจุดหมายปลายทาง แต่แล้วเมื่อรถเคลื่อนผ่านลำห้วยแรกไปได้ครึ่งทางก็ต้องชะงักลงเมื่อกันชนไปกระแทกเข้ากับสิ่งกีดขวางบางอย่างใต้น้ำ ทุกคนลงจากรถตั้งสติ และหาหนทางเพื่อให้รถพ้นจากน้ำ […]

บาป ! ของคน ตาเบา นิ้วเบา หูเบา บทความดีๆ จากณัฐพบธรรม

การทำ บาป แบบนี้ ทำให้เรามีโอกาสจะเป็นเปรต หรือตกนรกได้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในยุคที่การสื่อสารของมนุษย์เราใช้การสนทนาผ่านปาก และรับรู้ผ่านหู

keyboard_arrow_up