Dhamma Daily: แม่ติดการพนัน จะช่วยท่านได้อย่างไร

Dhamma Daily: แม่ติดการพนัน จะช่วยท่านได้อย่างไร – ดิฉันมีเรื่องทุกข์ใจที่ปลงไม่ตกมานาน หาทางออกไม่ได้ ปัญหาก็คือ แม่ติดการพนัน เป็นเวลาหลายปีแล้ว

พระอรหันต์อยู่ไหน?

พระอรหันต์ อยู่ไหน ? เมืองจีนนั้นมีตำนานปรัมปราอยู่เรื่องหนึ่งว่ากันว่า  มีชายหนุ่มคนหนึ่งหลงใหลในเครื่องรางของขลังและผู้วิเศษขุนขลังขมังเวทย์มาก วันหนึ่งเขาได้ข่าวว่ามีพระธุดงค์มาจำพรรษาอยู่บนยอดเขาชาวบ้านเล่าลือกันว่าพระรูปนี้เป็น พระอรหันต์ จึงแตกตื่นพากันไปกราบไหว้วันละเป็นหมื่นคนพอชายหนุ่มได้ข่าว ก็รีบลาแม่เพื่อไปหาพระอริยบุคคลบนยอดเขา ผู้เป็นแม่นั้นรักลูกมาก  แม้จะอายุมากจนหูตาฝ้าฟาง  แต่เมื่อลูกมาขออนุญาตเธอก็ไม่คิดจะห้าม “ไปเถอะลูก  ถ้าเป็นความสุขของลูกแม่อยู่คนเดียวได้ ไม่เป็นไรหรอก” ลูกชายเดินทางเจ็ดวันเจ็ดคืนจึงถึงยอดเขา  เขารอจนพลบค่ำจึงมีโอกาสได้เข้าไปกราบพระธุดงค์ที่มีหนวดเครายาวเฟื้อยเขาถามเข้าประเด็นทันทีว่า “หลวงปู่ครับ  คนเขาลือกันว่าหลวงปู่เป็นพระอรหันต์  ผมบุกป่าฝ่าดงมาไกลแสนไกล  เพราะอยากรู้ว่าหลวงปู่เป็นพระอรหันต์จริงหรือไม่  ถ้าจริง  ผมจะได้กราบไหว้อย่างสนิทใจ  แล้วจะไปรับแม่ของผมมากราบหลวงปู่ให้เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตสักครั้งหนึ่ง” หลวงปู่ตอบว่า  “โยมเอ๋ย  อาตมาไม่ได้เป็นพระอรหันต์อะไรหรอก  คนเขาลือกันอย่างนั้นเอง” “หลวงปู่ไม่ได้เป็นพระอรหันต์  แล้วมานั่งให้คนกราบทำไมเล่า” “อาตมาก็ไม่ได้เรียกร้องให้ใครมากราบเขามากราบกันเอง  อาตมาก็สงเคราะห์เขาไป” “ถ้าอย่างนั้นที่ผมเดินทางมาเจ็ดวันเจ็ดคืนนี่ก็เสียเวลาเปล่าน่ะสิครับ” หลวงปู่ตอบว่า  “โยมไม่เสียเวลาหรอกอาตมาไม่ได้เป็นพระอรหันต์ก็จริง  แต่อาตมารู้ว่าพระอรหันต์มีคุณสมบัติอย่างไร  จำไว้นะ  พระอรหันต์มีคุณสมบัติสองประการหนึ่ง  ชอบสวมเสื้อกลับตะเข็บ  เอาด้านในมาไว้ด้านนอก  สอง  ชอบใส่รองเท้ากลับข้างเอาข้างขวามาใส่เท้าซ้าย  เอาข้างซ้ายมาใส่เท้าขวา  ถ้าเจอคนที่มีคุณสมบัติอย่างนี้ที่ไหนเข้าไปกราบไหว้ได้ทันที  นั่นแหละพระอรหันต์ตัวจริง” ชายหนุ่มเดินทางกลับบ้านด้วยความผิดหวัง  พอใกล้ถึงบ้าน  เขาตะโกนเรียกหาแม่แต่ไกล  แม่ซึ่งกำลังหุงข้าวอยู่ในครัว  พอได้ยินเสียงลูกก็ทิ้งเตาไฟ  รีบคว้าเสื้อเก่า ๆ ขาด ๆ มาใส่  แล้วสวมรองเท้าด้วยความเร่งรีบ  ก่อนจะวิ่งถลันออกมากอดลูกชายด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ  ลูกชายกอดแม่พลางร้องห่มร้องไห้  น้ำตาไหลอาบไหล่ของแม่ “แม่ครับ  ผมรู้สึกแย่มากที่ถูกหลอกให้ขึ้นไปถึงบนยอดเขาไกลแสนไกล  แม่รู้ไหมไม่มีพระอรหันต์ในโลกนี้หรอกครับ  ผมไม่น่าจากแม่ไปเลย” พอผละออกจากอ้อมอกแม่  ลูกชายก็สังเกตเห็นว่าแม่ของตนแก่ลงไปมาก  หนำซ้ำยังมีอาการคล้ายคนเลอะเลือน  เห็นได้จากการที่แม่ใส่เสื้อกลับตะเข็บ  กลัดกระดุมผิดเม็ด  และสวมรองเท้าผิดข้าง  ทั้งหมดเกิดจากอารามรีบร้อนวิ่งออกมารับขวัญลูกชายจึงไม่ได้ดูแลเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย “แม่ดูแก่ไปเยอะเลยนะครับ” แม่บอกว่า  “แม่แก่ขนาดนี้แล้ว  ลูกจะทิ้งแม่ไปไหนอีกหรือเปล่า” “ไม่แล้วครับแม่  ผมไม่เชื่ออีกแล้วว่าโลกนี้มีพระอรหันต์” ว่าแล้วลูกชายก็สวมเสื้อให้แม่ใหม่พลางถอดรองเท้าที่สวมผิดข้างออกให้ด้วยหมายจะสวมให้ถูกข้าง ระหว่างที่ก้มลงจนหน้าแนบชิดติดเท้าทั้งสองของแม่  เขาก็พลันได้ยินเสียงหลวงปู่แว่วมาเข้าหูว่า… “โยมไม่เสียเวลาเปล่าหรอกนะ  หลวงปู่ไม่ได้เป็นพระอรหันต์  แต่หลวงปู่รู้ว่าพระอรหันต์มีลักษณะอย่างไร  จำไว้  ถ้าเจอใครที่สวมเสื้อด้านในกลับมาเป็นด้านนอก  และสวมรองเท้ากลับข้าง  กราบได้ทันที  คนนั้นแหละคือพระอรหันต์ตัวจริง” ถอดรองเท้าให้แม่ยังไม่ทันเสร็จลูกชายก็รู้สึกสว่างโพลงขึ้นมาในหัวใจ  คิดว่าตัวเองช่างโง่เหลือเกิน  วิ่งระหกระเหินไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำมหาสมุทรเพื่อแสวงหาพระอรหันต์  ถูกหลอกมานับครั้งไม่ถ้วนโดยหารู้ไม่ว่าแท้ที่จริงพระอรหันต์ก็คือพ่อแม่ของเรานั่นเอง พ่อแม่ของเราคือพระอรหันต์ในบ้านถ้าไม่มั่นใจว่าพระที่วัดเป็นพระอรหันต์หรือไม่  เพราะเราไม่ได้อยู่กับท่าน  จึงไม่รู้จักท่านทุกแง่ทุกมุม  ก็จงอย่าเสียใจว่าไม่มีพระอรหันต์ให้กราบไหว้  เพราะยังมีพระอรหันต์องค์จริงอีกชนิดหนึ่ง  ซึ่งเป็นพระอรหันต์โดยสมมุติ  คือ พ่อแม่ของเราท่านจำพรรษาอยู่ในชายคาเดียวกันกับเรามาตลอดเวลา  สององค์นี้ให้ชีวิต  กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดู  และรักเราอย่างไม่มีเงื่อนไขเป็นพระอรหันต์ตัวจริงในชีวิตเรา  แต่คำถามก็คือ  แล้วเราให้เวลากับพระอรหันต์สององค์นี้คุ้มกับที่ท่านเป็นปูชนียบุคคลของเราหรือเปล่า ก่อนจะไปกราบไหว้พระสงฆ์องค์เจ้าที่ไหน  จงอย่าลืมกราบไหว้พ่อแม่ของเราให้ดีที่สุดเสียก่อน  ปราชญ์ท่านบอกว่า “กราบพระหมื่นองค์แสนองค์ก็ไม่นับว่ามีคุณค่า  หากเธอยังไม่เคยกราบมารดาบิดาของตัวเอง”  พระในบ้านนั้นเป็นพระอรหันต์ตัวจริง  เรากราบได้อย่างสนิทใจ  บำรุงได้อย่างเต็มที่  พ่อแม่เป็นเนื้อนาบุญของเราผู้เป็นลูกเป็นหลาน ระหว่างที่คนกำลังสับสนกันว่าใครเป็นพระอรหันต์จริง  ใครเป็นพระอรหันต์ปลอม  เราอย่าไปเสียเวลาสับสนกับเขา  จงมองกลับเข้าไปในบ้านของเรา  พ่อของเราอยู่ตรงนั้น  แม่ของเราอยู่ตรงนั้น…จงถามตัวเองว่า เรากินอิ่มนอนอุ่น  ท่านกินอิ่มนอนอุ่นเหมือนเราหรือเปล่า เรามีเงินมีทองใช้  ท่านมีเงินมีทองใช้เหมือนเราหรือเปล่า เรามียศมีศักดิ์  ท่านมีศักดิ์เหมือนเราหรือเปล่า เราสุขภาพดี  ท่านสุขภาพดีเหมือนเราหรือเปล่า ทุกครั้งที่ก้มกราบพระรูปไหน  ให้เราลองถามตัวเองว่า  เรากราบพระในบ้านแล้วหรือยัง  ทุกครั้งที่จะบำรุงพระรูปไหน  ให้เราลองถามใจตัวเองว่า  เราบำรุงพระในบ้านของเราแล้วหรือยัง                 ก่อนที่เราจะทำดีกับคนทั้งโลก  อย่าลืมกลับมาทำดีกับคนใกล้ตัวที่สุด  คือพระอรหันต์ของเราเสียก่อน  เป็นการรับประกันได้ว่าเราจะไม่ถูกพระอรหันต์บ่มแก๊สหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกต่อไป  เรื่อง ว.วชิรเมธี บทความน่าสนใจ ชวนเที่ยวไหว้ 5 พระอรหันต์ กิจกรรมนี้ทำได้ทุกเมื่อ “ พุทธทาส จักไม่ตาย ” ตามรอยพระอรหันต์ พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินฺทปญฺโญ) 7 ขั้นตอนสู่ การนอนอย่างพระอรหันต์ ที่ใครๆ ก็ทำตามได้ ‘ตุ๊กกี้’ตลกหญิงยอดกตัญญู […]

ไหว้พระ ไม่ “ถูกพระ” แต่ “ถูกไสย” บทความธรรมะดีๆ จาก ท่าน ว.วชิรเมธี

คนจำนวนมากไหว้พระกันอยู่ทุกวัน แต่ไม่รู้เป็นการไหว้พระที่ “ถูกพระ” หรือเปล่า เพราะมีอยู่เสมอที่บางคนไหว้พระ แต่ “ ถูกไสย ”

ให้ทานอย่างไรให้เป็นทานแท้ ไม่ใช่เพียงแค่เป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง – ว.วชิรเมธี

ถ้าจะให้ ทานแท้ โดยเฉพาะวัตถุทานให้ถูกต้อง เราต้องให้เพื่อกำจัดความตระหนี่ถี่เหนียว ตั้งเจตนารมณ์ให้เป็นบุญเป็นกุศลแล้วให้ทาน

Dhamma Daily : อุทิศบุญให้เทวดา เจ้าที่ เจ้ากรรมนายเวร…บุญจะถึงหรือไม่ – ท่าน ว. มีคำตอบ

อุทิศบุญให้เทวดาประจำตัว เจ้ากรรมนายเวร เจ้าที่เจ้าทางที่บ้าน หลังจากทำบุญเสร็จแล้ว ท่านเหล่านั้นจะได้รับจริงหรือไม่ ท่าน ว.วชิรเมธี มีคำตอบ

มีทุกอย่าง แต่ยังทุกข์… ความสุขหายไปไหน ?

ความสุขหายไปไหน ? คุณเคยถามตัวเองด้วยประโยคนี้ไหม แม้ชีวิตมีพร้อมทุกอย่าง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีครอบครัวที่อบอุ่น แต่ก็ยังหาสุขไม่เจอ

สันติในเรือนใจเท่ากับสันติในโลก – ว.วชิรเมธี

สันติ ในเรือนใจเท่ากับ สันติ ในโลก โลกเรียกร้องหา สันติ แต่ยิ่งหาก็ดูเหมือนว่า สันติภาพ นั้นถอยห่างไกลออกไปทุกที ยิ่งตั้งองค์กรเพื่อสร้าง สันติ ยิ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาลและทั้งๆ ที่จ่ายเงินไปแล้วมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่สันติก็ยังคงเป็นเพียงจินตนาการ   ทุกทวีปในโลกยังคงมีไฟสงครามคุกรุ่นอยู่ทั่วไป บางประเทศประชาชนแทบไม่เคยได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติเลยมาเป็นเวลาหลายสิบปี นับแต่ก่อตั้งประเทศขึ้นมาในโลก เช่น อิสราเอล ปาเลสไตน์ ฯลฯ สงครามเริ่มต้นขึ้นที่ไหนก่อนเป็นที่แรก                 คำตอบก็คือ สงครามเริ่มต้นที่ใจ หากสงครามเริ่มต้นที่ใจ ถ้าเช่นนั้นสันติภาพก็คงอยู่ที่เดียวกัน   ใจชนิดไหนเป็นใจที่ก่อให้เกิดสงคราม                 ใจที่ยังมากไปด้วยความโลภ                 ใจที่ยังมากไปด้วยความโกรธ                 ใจที่ยังมากไปด้วยความหลง                               คือใจที่เป็นเรือนเพาะชำของสงครามโลก     โลกในที่นี้มีสองความหมาย หนึ่งคือโลกภายใน หมายถึงปัจเจกบุคคลแต่ละคน สองหมายถึงโลกภายนอก คือ คนอื่น สังคมอื่น ประเทศอื่นตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เราถือว่าสันติภาพเริ่มต้นที่ใจของแต่ละปัจเจกบุคคล หากแต่ละปัจเจกบุคคลมีสันติในเรือนใจ สันติภาพภายนอกระหว่างตัวเขากับคนอื่น สังคม และโลกก็จะเกิดขึ้น บางคนอาจมองไม่เห็นความเชื่อมโยงว่าสันติส่วนบุคคลจะส่งผลต่อสันติภาพของโลกได้อย่างไร เรื่องราวในพระไตรปิฎกพอจะตอบข้อสงสัยนี้ได้ ศิษย์กับอาจารย์คู่หนึ่งประกอบอาชีพเป็นนักเล่นกายกรรม เขาทั้งสองสั่งสมประสบการณ์มานานหลายปีจนมีความเชี่ยวชาญ สามารถไต่อยู่บนไม้ไผ่เล่นกายกรรมผาดโผนได้อย่างสบายๆ โดยศิษย์ขึ้นไปยืนอยู่บนไหล่ของอาจารย์ ส่วนอาจารย์ไต่อยู่บน ไม้ไผ่ลำเล็กๆ เดินเหินไปมาให้คนดูรู้สึกหวาดเสียวแทน วันหนึ่ง ระหว่างทำการแสดง อาจารย์บอกลูกศิษย์ว่า “ขอให้เธอดูแลฉันให้ดี ฉันก็จะช่วยดูแลเธอเช่นกัน หากเราทั้งสองฝ่ายต่างคอยช่วยดูแลกันและกัน ระวังกันและกันระหว่างกำลังทำการแสดงเช่นนี้ เราก็จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ไม่มีข้อผิดพลาด” ลูกศิษย์เห็นแย้งกับอาจารย์ เขากล่าวตอบว่า “อาจารย์ไม่ต้องระวังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องระวังอาจารย์ แต่เราควรระวังในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุดจะดีกว่า เพราะเมื่อเราต่างก็ดูแลตัวเองอย่างดีแล้ว ก็เท่ากับว่าอีกคนหนึ่งได้รับการดูแลด้วย” (เช่น ศิษย์ก็ยืนบนไหล่อาจารย์อย่างมีสติ อาจารย์ก็ยืนบนไม้ไผ่อย่างมีสติ) พระพุทธองค์ทรงสรุปว่า ทัศนะของลูกศิษย์เป็นสิ่งที่ถูกต้องเราไม่จำเป็นต้องดูแลคนอื่นหรอก ขอเพียงแต่เราดูแลตัวเองให้ดีด้วยการ “มีสติ” อยู่เสมอ ทำเพียงแค่นี้คนอื่นก็ได้รับการดูแลด้วย ดูแลอย่างไร เมื่อปัจเจกบุคคลมีสติอยู่เสมอ โอกาสที่เขาจะคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วต่อคนอื่นก็ไม่มี โดยนัยนี้คนอื่นก็ปลอดภัยไปโดยอัตโนมัติ การดูแลตัวเองมีค่าเท่ากับดูแลคนอื่นเช่นนี้เอง ในทางกลับกัน หากปัจเจกบุคคลขาดสติ โอกาสที่เขาจะคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วต่อคนอื่นก็มีอยู่ตลอดเวลา ลองสังเกตดูก็ได้ คนที่ขาดสติ หากเขาขับรถ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะขับรถไปชนคนอื่น หากเขาคิดร้ายคนอื่น ก็มีโอกาสสูงมากที่คนอื่นจะถูกทำร้าย หากเขาพูดด้วยความขาดสติ ก็จะมีคนอีกมากมายถูกเขาทิ่มแทงด้วยวาจา คนที่ติดยาบ้า คลั่งยาบ้า เที่ยวเอาปืนเอามีดไปจี้คนอื่นเป็นตัวประกันที่เราเห็นบ่อยๆ ทางโทรทัศน์ ทางหนังสือพิมพ์หรือตามปากซอยใกล้บ้าน ล้วนแล้วแต่เป็นปัจเจกบุคคลที่ขาดสติทั้งนั้น พอคนหนึ่งคนขาดสติ ก็มีคนอีกมากมายถูกทำร้ายพอมีคนขาดสติหลายคนเดินออกไปจากบ้าน สังคมก็ยุ่งเหยิงวุ่นวาย เกิดจลาจล เกิดความขัดแย้ง เกิดความรุนแรงมากมายความรุนแรงในสังคมหรือในประเทศใดก็ตาม ล้วนมีรากฐานมาจากความรุนแรงที่มีรากอยู่ในใจของปัจเจกบุคคลทั้งสิ้น ในทางกลับกัน ความสงบในสังคมก็ยึดโยงอยู่กับความสงบในใจปัจเจกบุคคลด้วยเช่นกัน สันติส่วนบุคคลจึงเป็นหลักประกันสันติภาพสากลของคนทั้งโลก หากเราอยากเห็นโลกนี้มีสันติภาพ เราก็จำเป็นต้องช่วยกันส่งเสริมให้ปัจเจกบุคคลมีสันติในเรือนใจ สันติภาพที่เกิดจากสันติในเรือนใจนั้นราคาถูกมาก สันติภาพชนิดนี้ ใครๆ ก็สร้างได้ ไม่ต้องรอองค์การสหประชาชาติแต่อย่างใด ทั้งยังเป็นสันติภาพแท้ที่ยั่งยืนอีกต่างหาก ในทางพุทธศาสนา เรามีวิธีสร้างสันติภาพโลกผ่านการสร้างสันติภาพในเรือนใจด้วยวิธีง่ายๆ ที่เรียกว่า “การเจริญสติ” หากเราเพียงแต่เติม “ความตระหนักรู้” ลงไปในทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจทีี่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหว ใจของเราก็จะสงบ เมื่อใจสงบ วาจาและการกระทำก็สงบ คนที่สงบเพราะมีสติหล่อเลี้ยงอยู่เสมอนั้น ไม่มีทางเลยที่เขาจะก่อให้เกิดความรุนแรงหรือสงคราม  หากสงครามเริ่มต้นที่ใจ สันติภาพก็เริ่มที่ใจด้วยเช่นเดียวกัน […]

20 ลักษณะนิสัย ของ คนไม่มีเสน่ห์ โดยท่านว.วชิรเมธี

หากอยากเป็นที่รัก ควรหลีกเลี่ยง นิสัยแย่ๆ .. ยี่สิบ .. ประการเหล่านี้ 20 ลักษณะของ คนไม่มีเสน่ห์ ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างนะเจ้าคะ

ฝึกสมาธิภาวนา : สัจธรรมสากลสำหรับคนทั้งโลก โดย ว.วชิรเมธี

การ ฝึกสมาธิภาวนา นี้ เรามักเข้าใจว่าเป็นของชาวพุทธ แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะว่าพระพุทธเจ้าทรงค้นพบสัจธรรมที่มีอยู่ในโลกก่อนการมาถึงของพระองค์

ชีวิตนี้เพื่องาน งานนี้เพื่อโลก เรื่องราวดีๆ จาก ท่านว.วชิรเมธี

เมื่อพูดถึงคำว่า “งาน” คุณนึกถึงอะไร? บางคนอาจนึกถึงงานประจำที่เราทำในแต่ละวัน หรืองานฟรีแลนซ์ที่เราทำเพื่อแลกกับเงินมาใช้สอยในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับ ท่านว.วชิรเมธี งานของท่านล้วนแล้วแต่เป็นงานที่จะนำพาสังคมประเทศชาติ และสังคมโลกให้ดีขึ้น

เปลี่ยน ‘จิตตก’ เป็น ‘จิตฟู’ ลดอาการ โรคซึมเศร้า ข้อคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี

ในยุคที่สังคมนิยมแสวงสุข แต่ผู้คนกลับเศร้าง่าย โรคซึมเศร้ากำลังคร่าชีวิตคนไทยทีละนิด ( โรคซึมเศร้า ข้อคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี )

” คิดบวก ชีวิตบวก” ข้อคิดสู่ชีวิตเป็นสุข จาก ท่านว.วชิรเมธี

ข้อคิดสู่ชีวิตเป็นสุข จาก ท่านว.วชิรเมธี เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า

เวลา อย่าใช้อย่างโง่งม… กวีนิพนธ์ “เรามีเวลาจํากัด” โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

เวลา อย่าใช้อย่างโง่งม… กวีนิพนธ์ “เรามีเวลาจํากัด” โดย ท่าน ว.วชิรเมธี …“เรามีเวลาจํากัด” เวลาของเราไม่ยาวนัก ควรรู้จักจัดวางอย่างเหมาะสม

Dhamma Daily: ชอบหงุดหงิดพ่อแม่ ต้องแก้อย่างไร ธรรมะดีๆ จาก ท่าน ว.วชิรเมธี

ธรรมะดีๆ จาก ท่าน ว.วชิรเมธี อยากกราบเรียนถามพระอาจารย์ว่า การที่ ชอบหงุดหงิดพ่อแม่ มีวิธีไหนที่จะทำให้เปลี่ยนความรู้สึกและพฤติกรรมแบบนี้ให้ดีขึ้นบ้างคะ

ท่านว.วชิรเมธี แจก!!! ยาแก้ทุกข์ 7 เม็ด 7 หลักคิด เพื่อชีวิตที่มีความสุข

ท่านว.วชิรเมธี กับยาแก้ทุกข์ 7 เม็ด ซึ่งเป็นหลักคิด 7 ประการจากหนังสือ “มหัศจรรย์แห่งชีวิต” ซีเคร็ตนำมาเรียบเรียงเพื่อให้ผู้อ่านลองทำตามค่ะ

หลังให้ทาน ต้องอธิษฐานอย่างไร | การอธิษฐานที่ถูกต้อง ฉบับท่าน ว.วชิรเมธี

ท่าน ว.วชิรเมธี อธิบายเรื่อง การอธิษฐาน ไว้ในบทความตอนหนึ่งว่า การอธิษฐานเพื่อให้ได้ดวงตาเห็นธรรมหรืออธิษฐานเพื่อให้ได้เป็นพระโสดาบัน เป็นวิธีที่ถูกต้อง

keyboard_arrow_up